10 พฤศจิกายน 2564
2 K

เคยสงสัยกันมั้ยครับว่า ทำไมนโยบายสาธารณะบางอย่างไม่สามารถสนองตอบความต้องการของประชาชน บางนโยบายก่อความขัดแย้ง บ้างทำแล้วไม่สัมฤทธิ์ผล หรือแม้แต่ไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ’ คือ แฟนเพจเฟซบุ๊กโดยกลุ่มนักคิดนักสร้างสรรค์เชียงใหม่ ที่มองเห็นว่าช่องว่างของปัญหาดังกล่าวนั้นเติมเต็มได้ หากเชื่อมโยงความเข้าใจระหว่างภาคประชาสังคมกับประชาคม

พวกเขาหยิบจับโซเชียลมีเดียมาเป็นเครื่องมือ สำหรับพัฒนากลไกที่จะทำให้เกิดขับเคลื่อนเมืองอย่างมีส่วนร่วมด้วยข้อมูลจากประชาชน ผ่านการปั้นประเด็นเมืองหลายหลากให้เป็นเรื่องสนุก เข้าถึงง่าย พร้อมชวนคิด ชวนคุย หาทางออกเชิงสร้างสรรค์ เพื่อสะท้อนเสียงให้ผู้กำหนดนโยบายสาธารณะได้รับฟังเรื่องที่เป็นความต้องการของคนหมู่มาก และวางหลักไมล์นำสู่การออกแบบแผนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Plan) และผังออกแบบเชิงแนวคิด (Conceptual Design Plan) ซึ่งบางประเด็นกลายเป็นไวรัลที่มีจำนวนผู้สนใจหลักแสน ยอดแชร์หลักพัน

ไม่เพียงเท่านั้น ยังช่วยจุดประกายให้เมืองอื่นๆ ตื่นตัว สร้างการรับรู้ข้อมูลเมือง รวมถึงเป็นพื้นที่แสดงออกของคนที่อยากเห็นเมืองดียิ่งขึ้นกว่าเดิม

เรานัดหมายกันที่ศูนย์ฟื้นบ้าน ย่าน เวียงเชียงใหม่ เพื่อคุยมุมมองความคิด วิธีการทำงานขับเคลื่อนและสร้างกลไกเมืองด้วยสื่อสมัยใหม่ กับ ตา-สุวารี วงศ์กองแก้ว, ภูวา-ผศ.ดร.จิรันธนิน กิติกา, หมูใหญ่-คมสัน ไชยวงศ์, ดรีม-ธนกร เจริญเชื่อมสกุล และ แป้ง-อาคิรา ศิริวัฒนานุกุล ทีมผู้อยู่เบื้องหลังเพจที่เชื่อว่า เชียงใหม่เป็นของทุกคนที่แคร์

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เพจเล่าเรื่องเมือง ชวนขับเคลื่อนเชียงใหม่ด้วยข้อมูลจากประชาชน
ซ้ายไปขวา : แป้ง-อาคิรา ศิริวัฒนานุกุล ภูวา-ผศ.ดร.จิรันธนิน กิติกา ดรีม-ธนกร เจริญเชื่อมสกุล ตา-สุวารี วงศ์กองแก้ว และ หมูใหญ่-คมสัน ไชยวงศ์

ข้อมูลเคลื่อนเมือง

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เป็นส่วนหนึ่งของโครงงานวิจัย ‘การพัฒนากระบวนการเพื่อขับเคลื่อนประชาคมเมืองเชียงใหม่’ แผนงานคนไทย 4.0 ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากการสังเกตพัฒนาการเติบโตของประชาสังคมเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเอื้อความเป็นไปได้ในการขยับวงจรการทำเรื่องนโยบายสาธารณะของรัฐ ให้ประชาชนมีโอกาสออกแบบนโยบายที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของตัวเองมากขึ้น ด้วยแนวคิดรวมประชาสังคมกับประชาชนให้ใกล้ชิดและเข้าใจกัน เพื่อสร้างพลังเสียงที่เข้มแข็ง โดยใช้โซเชียลมีเดีย

 “สมัยก่อนถ้ารัฐหรือหน่วยงานเรียกประชุมระดมความคิดเห็น ทุกคนจะสละงานแล้วมาประชุมกัน แต่ปัจจุบันเป็นยุคของคนรุ่นใหม่ กลุ่มคนที่มีศักยภาพ แต่ก็มีภาระหน้าที่มาก จนทำให้การประชุมรูปแบบเดิมอาจไม่ตอบโจทย์ ดังนั้น เราจึงแสวงหาช่องทางใหม่สำหรับรวบรวมความคิดของพวกเขา และรองรับผู้คนที่อยากเห็นเมืองดีขึ้นเหมือนกัน โดยเป็นช่องทางที่ไม่ได้รบกวนกันทุกวัน ให้ข้อมูลไปเรื่อยๆ ค่อยๆ เติบโตแลกเปลี่ยนความเห็น สร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน ซึ่งถือเป็นตัวแปรสำคัญของการขับเคลื่อนเป้าหมายตรงนี้ เลยกลายเป็นที่มาของการก่อตั้งเพจเชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ” ตา หัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมการพัฒนาเมือง หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่ และหนึ่งในคณะนักวิจัย ขยายไอเดียการเลือกโซเชียลมีเดียมาเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเมือง

ขณะเดียวกัน ภูวา อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หัวเรือใหญ่ของทีมเสริมว่า โซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่เชื่อมโยงโลกเสมือนกับโลกจริง ช่วยสร้างการรับรู้และแสดงออกที่น่าสนใจ ทำให้ผู้คนยุคใหม่เข้าถึงมิติความเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคม ผู้ประกอบการ หรือชุมชน ได้อย่างฉับไว แถมเปิดกว้างสำหรับการแบ่งปันข้อมูล

“ผมรู้สึกว่าการทำงานเชิงกายภาพแบบเดิม เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์แข็งทื่อและยุทธศาสตร์ที่ล่าช้า แต่ปัจจุบันเรามี Digital Disruption ที่ลื่นไหลมาก ซึ่งคนรุ่นใหม่เห็นช่องว่างและการใช้พื้นที่แบบนี้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ในเมื่อพวกเขาเห็นแล้วว่า ระบบและโครงสร้างเป็นแบบนี้ แล้วก็ใช้วิธีของโซเชียลมีเดีย ตอบสนองความต้องการใช้ชีวิต แก้ไขปัญหา นำเสนอ หรือเรียกร้องพัฒนาสิ่งที่ดีกว่า 

“แต่จะทำยังไงให้พื้นที่เหล่านี้ที่เป็นพื้นที่เสมือนและกำลังจริงขึ้นเรื่อยๆ ไปอยู่ในวิธีคิดของรัฐได้ ฉะนั้น เราจึงจำเป็นต้องเข้าใจกลไกและวิธีคิดแบบนี้ ส่วนรัฐก็จะต้องรู้ทันและเชื่อมโยงกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่คนละมิติ เพราะที่ผ่านมากับดักของ Urban Development คือมันไม่เคยรู้ทัน Urban Gentrification รัฐออกแบบพื้นที่แล้วใช้คำว่า พัฒนา แต่เป็นการพัฒนาแบบทำลายคน ทั้งที่ความสำเร็จของเมืองเชียงใหม่เกิดขึ้นจากผู้คนตลอดมา

“ผมว่าสิ่งนี้คือความท้าทายของเมือง ว่าเมืองของความจริงเชิงกายภาพกับเมืองของโลกเสมือน มันจะบรรจบและหลอมรวมกันได้อย่างไร”

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เพจเล่าเรื่องเมือง ชวนขับเคลื่อนเชียงใหม่ด้วยข้อมูลจากประชาชน
เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เพจเล่าเรื่องเมือง ชวนขับเคลื่อนเชียงใหม่ด้วยข้อมูลจากประชาชน

ภูวา เล่าความตั้งใจหลักของพวกเขาต่อว่า คือการขับเคลื่อนเมืองด้วยข้อมูลของประชาชน โดยวางแฟนเพจเฟซบุ๊กเป็นพื้นที่แห่งสังคมใหม่ที่พูดคุย แสดงออก และเชื่อมโยงกัน ผ่านข้อมูลเมืองที่จับต้องได้ ไม่ว่าจะข้อมูลของฝั่งเห็นด้วย ข้อมูลของฝั่งเห็นแย้ง แล้วร่วมหาทางออกให้กับมัน

“หัวใจสำคัญคือการพยายามผลักดันให้ข้อมูลเหล่านั้นถูกส่งออกและสะท้อนกลับไป เพื่อให้เกิดผลกับเมืองด้วย”

กวาดสัญญาณ

ท่ามกลางประเด็นเมืองมากมายก่ายกอง เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอมีแนวคิดในการนำเสนอเนื้อหาด้วยวิธีการเฉพาะที่พวกเขาเรียกมันว่า ‘กวาดสัญญาณ’ จับคลื่นข้อมูลความสนใจของผู้คน มาต่อยอดสร้างสรรค์ประเด็น ชวนกระตุกต่อมคิดถึงเมืองที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดี

“จริงๆ ประเด็นอย่าง ‘ถ้าเชียงใหม่ไม่พึ่งการท่องเที่ยวแล้วควรพึ่งอะไร’ มันก็เริ่มมาจากการที่เราจับสัญญาณได้ว่า พอเกิดวิกฤตโควิด-19 แล้วเศรษฐกิจมันแย่ ทุกคนลำบากกันหมด ซึ่งเชียงใหม่เองก็กระทบหนัก โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว เราเลยมาช่วยกันตบประเด็น เปิดเป็นคำถามชวนแลกเปลี่ยน เผยตัวเลขมูลค่าทางเศรษฐกิจและสำรวจศักยภาพด้านอื่นๆ ของเมือง เพื่อเสนอความเป็นไปได้ว่า ถ้าไม่ใช่การท่องเที่ยวแล้ว เชียงใหม่ยังมีจุดแข็งอะไรให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกบ้าง 

“ปรากฏว่าประเด็นนี้เปรี้ยงมาก และกลายเป็นไวรัลที่มีคนพูดถึงหลักแสน แชร์หลักพัน รวมทั้งเมืองที่มีบทเรียนคล้ายกันกับเรา อย่างภูเก็ต ขอนแก่น ชลบุรี ก็แชร์ไปถกต่อ ตลอดจนมีหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวนำข้อมูลไปอ้างอิงในกิจกรรมของเขาด้วย” ภูวาเล่าอย่างคล่องแคล่วด้วยความภูมิใจ

ควบคู่กับการคัดสรรประเด็นดึงดูดในมุมมองชวนติดตาม กระบวนท่าอันโดดเด่นของเพจคือการเชื่อมโยงสู่งานข้อมูลเมืองได้อย่างกลมกล่อม ย่อยง่าย โดยฝีมือของหมูใหญ่ที่ถ่ายทอดสาระน่ารู้จากการค้นคว้างานวิจัย ผสานรูปแบบการนำเสนอสนุกๆ ด้วยเครื่องมือสุดสร้างสรรค์

“ตอนทำประเด็น ‘พื้นที่สาธารณะคนเชียงใหม่มีไหน’ เรามีไอเดียว่า พื้นที่สาธารณะจะต้องเป็นพื้นที่ที่คนเข้าไปวิ่ง ปั่นจักรยาน หรือเดินเล่นผ่อนคลาย ประกอบกับตอนนั้นกวาดสัญญาณพบว่า อ่างแก้วของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็เป็นอีกแห่งที่คนนิยมไปใช้ทำกิจกรรมทำนองนี้ เลยอยากรู้มีที่ไหนอีกบ้างที่เป็นพื้นที่สาธารณะ นอกเหนือจากสวนหย่อมหรือสวนสุขภาพของเมือง 

“นึกถึงแอปพลิเคชันเก็บข้อมูลออกกำลังกาย Strava ก็นำมันตรวจสอบผ่านแท็ก แล้วเจอกับพื้นที่สาธารณะที่มีคนวิ่งวนๆ ตรงนั้นเยอะมาก แต่เราคาดไม่ถึง เช่น สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เชียงใหม่ หรือเทศบาลตำบลหนองจ๊อม ซึ่งประชาชนสามารถเข้าไปใช้ได้หมดเลย” หมูใหญ่ยกตัวอย่าง

ถัดมาประเด็นเดียวกัน จะถูกดันต่อด้วยกรณีศึกษาที่น่าสนใจจากทั่วโลก เพื่อนำเสนอว่ายังมีความเป็นไปได้อะไรอีกบ้าง ที่จะพอเป็นทางออกของเมือง ซึ่งผู้รังสรรค์เนื้อหาส่วนนี้คือแป้ง ก่อนปลายสัปดาห์ดรีมจะทำหน้าที่เก็บรวบรวมทุกคอมเมนต์ สัมภาษณ์เพิ่มเติมผู้เกี่ยวข้อง สำหรับทำบทสรุปเป็นแนวทางว่า แต่ละประเด็นชาวเชียงใหม่มีความเห็นอยากให้เมืองเดินไปในทิศทางใด

“ทุกวันนี้เสียงที่เราได้รับกระจายวงค่อนข้างกว้าง สมาชิกเพจของเราส่วนมากอยู่ในช่วงอายุสามสิบถึงสี่สิบปี แต่ที่มีการตอบสนองสูงสุดมาจากช่วงวัยมหาวิทยาลัย” ดรีมว่า

“เป้าหมายหลักของเราคือเน้นคนเชียงใหม่” ภูวาเสริม “แต่กลายเป็นว่า คนเชียงใหม่มีเยอะสุดก็จริง ประมาณหกสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ หากรองลงมาคือคนกรุงเทพฯ ตามด้วยจังหวัดปริมณฑลและหัวเมืองใหญ่ๆ เพจของเราจึงไม่ใช่แค่เป็นพื้นที่คุยเรื่องเมืองเชียงใหม่ แต่เป็นพื้นที่ของคนที่แคร์เมือง และ Active Citizen ด้วย”

ความน่าสนใจอีกอย่าง คือพฤติกรรมการเสพข้อมูลของสมาชิกเพจที่ชอบแชร์ แต่ไม่คอมเมนต์

“บางคนเขาชอบแชร์โพสต์ของเราไปลงกลุ่มหรือหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัวแล้วไปคุยกันต่อในนั้น เราก็ต้องตามไปเก็บข้อมูล ซึ่งบางความเห็นมันเจ๋งมากๆ เช่น ประเด็น ‘10 ตึกสูงที่สุดในเชียงใหม่ แล้วตึกสูงจำเป็นหรือไม่สำหรับคนเชียงใหม่’ มีคอมเมนต์เปิดโลกเรามาก เขาถามว่าไม่นับตึกของมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลเหรอ” หมูใหญ่หัวเราะร่วน “เราก็ตอบไปว่า นับครับ แค่ไม่ติดท็อป 10 เฉยๆ หรือ แคปเจอร์ข้อมูลเราไปแปะถามในกลุ่ม ‘คนรัก ตึกสูงเชียงใหม่’ ว่าข้อมูลนี้ถูกต้องมั้ยครับ แล้วก็แลกเปลี่ยนกัน กระทั่งแตกประเด็นคุยไปถึงเรื่องของผังเมืองเชียงใหม่นู้นเลย”

“จำได้ว่าสัปดาห์นั้น มีคนหนึ่งคอมเมนต์ประมาณยี่สิบกว่าความคิดเห็น หมายความว่าเขาสนใจในประเด็นนี้มาก มีการยกกรณีศึกษาตัวอย่างและแนวคิดต่างๆ นานา มาลงเพียบเลย” ดรีมเพิ่มเติม

“ใช่ๆ” ภูวาสำทับ ด้วยเสียงตื่นเต้น “อย่างประเด็นของตึกสูง ไม่ท่องเที่ยวจะทำอะไร หรืองานคราฟต์เชียงใหม่ ผมว่าทุกคนมาปล่อยของเลย รู้เยอะกว่าพวกเราอีก

“สำหรับเรื่องตึกสูง ผมว่าเสียงของคนที่อยากได้ตึกน่าสนใจนะ เพราะเป็นเสียงที่คิดว่าภาคประชาสังคมไม่ค่อยได้ยิน เสียงที่พูดถึงความเจริญและการเติบโตของเศรษฐกิจในเมือง ซึ่งบางทีก็ติดกับดักของเมืองอนุรักษ์มากไปหน่อย แต่ว่าอะไรคือจุดสมดุลล่ะ สิ่งนี้ทุกฝ่ายต้องแลกเปลี่ยนและตกผลึกร่วมกัน”

แผนพัฒนาที่เห็นคนและกลไก

ปัจจุบันนอกจากเฟซบุ๊ก เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอยังจับสื่อ Clubhouse มาเสริมพลังขับเคลื่อนเมือง ผ่านการเปิดห้องถอดบทเรียน เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และบ่มเพาะ Active Citizen ในอนาคต โดยประเดิมด้วยการแลกเปลี่ยนถอดบทเรียนกิจกรรมเมือง ‘ราชดำเนินเดินได้เดินดี’ ของกลุ่มวิถีราชดำเนิน ร่วมกับหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่ และ UDDC ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง จากกิจกรรมขีดเส้นทางเดิน เลนจักรยาน เลนจอดรถ และถนนใหม่ เพื่อใช้ทางสัญจรทางเดียวตลอดเส้นถนนราชดำเนินในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ภูวารู้สึกว่ากิจกรรมนี้น่านำมาพูดคุยกัน เพราะหลังจากอ่านรายละเอียดของโครงการ พบว่าเขาดำเนินการกันมาเป็น 10 กว่าปี แถมมีเวิร์กชอปเยอะมาก

“แล้วอะไรเป็นจุดอ่อนที่ทำให้มีเสียงคัดค้าน คนไม่รับรู้ ไม่เข้าใจ ก็เลยพยายามตีแผ่และถอดบทเรียนออกมา ซึ่งมันน่าสนใจตรงที่ในวันเปิดห้อง Clubhouse ถกเรื่องนี้ มีคนเข้าร่วมเยอะมาก ทั้งเด็กนักเรียนโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คนใช้รถใช้ถนน และเจ้าของบ้านในละแวกนั้น คือ เขารู้สึกว่าทำไมทำแบบนี้ เขาเคยไม่รู้เรื่องมาก่อนเลย เราจึงถามกลับไปว่าต้องทำยังไงถึงจะรู้เรื่อง เขาเลยบอกกลไกต่างๆ อาทิ ประกาศเสียงตามสาย ทำโปสเตอร์โปรโมตตามร้านค้าและพื้นที่ชุมชน หรือโพสต์ลงกลุ่มกาดมั่ว กลายเป็นว่านี่แหละคือเครื่องมือสำคัญที่คนทำงานเมืองต้องรู้ ไม่ใช่แค่การแปะป้ายฝากเทศบาล แต่เขาต้องแอคทีฟกว่านั้น

“ในทางกลับกัน คนในเมืองก็ต้องรู้ว่าจะติดตามเรื่องเมืองได้จากไหน ต้องแสวงหาและเข้าถึงมันได้ยังไง สำหรับเชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ บทเรียนที่เราได้รับคือการหาช่องทางเชื่อมต่อข้อมูลให้ทั้งนักพัฒนาเมืองและคนในเมืองได้มาเจอกัน เรามองว่าสิ่งนี้คือการพัฒนาเมือง และเราอยากเห็นเมืองที่มีคนเป็นศูนย์กลางของการออกแบบ”

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เพจเล่าเรื่องเมือง ชวนขับเคลื่อนเชียงใหม่ด้วยข้อมูลจากประชาชน

กลไกขับเคลื่อนเมืองโดยภาคประชาชาวเน็ต

สำหรับราชดำเนินเดินได้เดินดี เป็น 1 ใน 8 กิจกรรม ที่ทางเพจตั้งใจเพิ่มพื้นที่บอกเล่าเรื่องราว และถอดบทเรียนกิจกรรมดีๆ ช่วยฟื้นฟูพัฒนาเมืองของภาคประชาสังคมเชียงใหม่ พร้อมแนะนำภาคประชาสังคมให้ทุกคนได้รู้จัก เพื่อสานความเข้มแข็งและเติมเต็มความเข้าใจกันระหว่างภาคประชาสังคมกับประชาชน

โดยกิจกรรมล่าสุดที่เพิ่งเสร็จสิ้นไปคือ ถอดบทเรียน ‘งานพัฒนาภูมิทัศน์ของวัดร้างในเมืองเชียงใหม่’

“ตามข้อมูลของศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC-CEUS) ระบุว่า ในพื้นที่เมืองเก่าเชียงใหม่ของเรา มีวัดและโบราณสถานที่สำคัญกว่าร้อยแห่ง ตั้งแต่พระอารามหลวงชั้นเอกไปจนถึงวัดร้าง และบางแห่งยังขึ้นทะเบียนกับกรมศิลปากรเรียบร้อย แต่กลับขาดการดูแลรักษา 

“ทาง ‘เขียว สวย หอม’ ภาคประชาสังคมของเมืองเชียงใหม่ที่ทำงานเกี่ยวกับพื้นที่สีเขียว จึงผุดกิจกรรมสร้างกลไกความร่วมมือของชาวชุมชนวัดกู่เต้า เพื่อจุดประกายการดูแลรักษาวัดร้าง ซึ่งมีทีมนักวิจัยในโครงงานได้ลงไปถอดบทเรียนแล้วพบว่า มีกลไกน่าสนใจในการปรับปรุงรักษาและจัดการด้วยวิธีใหม่ๆ

“ด้านเชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ จึงรับช่วงต่อนำบทเรียนมาถ่ายทอด ถอดออกมาเป็นเชิงของข้อมูล และเสนอกลไก ประกอบกับชวนคนทำงานนี้มาแลกเปลี่ยนกันใน Clubhouse ถึงแม้ว่าประเด็นอาจไม่ได้ใหญ่มาก ทว่ามันเป็นประเด็นที่คนควรรู้และเอาไปคิดต่อ เพราะวัดร้างเป็นสัญลักษณ์ของการคงอยู่อย่างร่วมสมัยของเมืองประวัติศาสตร์ และเศรษฐกิจใหม่ที่เป็นพลวัติของเมือง ถือเป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์สำคัญที่รอการพลิกฟื้น พร้อมเชื่อมโยงส่งเสริมเศรษฐกิจของเมืองเชียงใหม่” ภูวาอธิบาย

ส่วนกิจกรรมครั้งหน้า อย่าง ถอดบทเรียน ‘ครัวงาน เชียงใหม่ : โควิด-19 เศรษฐกิจ การว่างงาน และประชาสังคม’ ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน

ตาขยายรายละเอียดเรื่องนี้ให้ฟังว่า “ครัวงาน เป็นโปรเจกต์ของกลุ่ม ChiangmaiTrust ร่วมกับ เขียว สวย หอม พูดถึงการผสานระหว่างการช่วยบรรเทาความเดือดของคนจนเมือง สะท้อนออกมาให้เห็นผ่านการจ้างงาน ทั้งสร้างพื้นที่ให้คนตกงานมาหางาน และจ้างงานคนตกงานให้เขามาเป็นแรงงานตามความสามารถ เพื่อสร้างต้นแบบกระบวนการทำงานแบบเกื้อกูลในระดับชุมชน โดยมีชุมชนแจ่งหัวรินเป็นชุมชนนำร่องพัฒนาในการพื้นที่สาธารณะ เช่น ขุดลอกท่อระบายน้ำ และยังมีการฝึกทักษะด้านการปลูกพืชผัก ซึ่งได้ทีมเขียว สวย หอม เข้ามาดูแล

“อันนี้ผมว่าสำคัญนะ เพราะบางทีคนไม่รู้จัก เขียว สวย หอม หรือ ChiangmaiTrust แล้วไปเห็นกิจกรรม คนจะงงว่าทำอะไร ทำทำไม เราก็ต้องถอดบทเรียน บอกเล่าเรื่องราว อีกอย่างมันเป็นการแนะนำภาคประชาสังคมและแนะนำประเด็นเมือง เคยมีบางคนถามผมว่า อะไรคือภาคประชาสังคม แล้วเราจะเป็นได้ไหม อยากทำงานเมืองบ้าง ซึ่งเชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอมันจุดประเด็นเลยว่า ทำงานเมืองมันทำได้ และขับเคลื่อนเมืองได้จริงๆ ด้วย” ภูวาเสริมความหมายของคำว่าภาคประชาสังคมอย่างเห็นภาพ

“ในมุมมองของชาวบ้าน เขารู้สึกว่าเชียงใหม่มีกลุ่มประชาสังคมเยอะมาก แล้วก็เห็นว่ามันทำงานแยกกันเป็นกลุ่มๆ เพราะฉะนั้น เรารู้สึกว่าโปรเจกต์มันดีเนอะที่เขาได้มาทำงานร่วมกัน ค่อยๆ มารวมกัน” แป้งเอ่ยขึ้นก่อนบทสนทนาจะจบลง

“เหล่านี้คือทดลองสร้างกลไกขับเคลื่อนเมืองโดยภาคประชาชนบนอินเทอร์เน็ต เนื่องจากเรามองว่าทั้งแปดกิจกรรม ทำหน้าที่เป็นตัวยึดโยงของความคิดเรื่องช่องว่าง การถมช่องว่าง และฉายภาพว่าการสร้างนโยบายสาธารณะจากภาคประชาชนขึ้นมา จะเป็นตัวแบบของการพัฒนาเมืองได้อย่างไร กอปรกับเป็นเป้าหมายหนึ่งของงานวิจัยที่เราพยายาม Ground Up ความคิดเห็น ดูว่าแท้จริงผู้คนคิดอย่างไร รวมถึงสกัดข้อมูลระดับชุมชนหรือย่านมาร้อยเรียงกัน เข้าไปเติมในแพลตฟอร์มของข้อมูล เพื่อนำสู่การออกแบบแผนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Plan) และผังออกแบบเชิงแนวคิด (Conceptual Design Plan) จากฐานล่าง ซึ่งมองเห็นคนและกลไกอยู่ร่วมกัน

“แม้ว่าพอทำเสร็จ มันอาจไม่กลายเป็นคำตอบเลยทันที แต่อย่างน้อยๆ จะทำให้ประชาชนมีพื้นที่หรือพูดดังขึ้น จากไม่มีใครรับฟัง ก็จำเป็นต้องฟังแล้วล่ะ” ตากล่าวสรุปทิ้งท้ายอย่างมั่นใจ

คุยกับกลุ่มนักคิด-นักสร้างสรรค์เชียงใหม่ที่ใช้สื่อขับเคลื่อนเมือง เป็นพื้นที่ให้ประชาชนออกแบบนโยบายรัฐและคุณภาพชีวิตด้วยเสียงของตัวเอง

Writer

Avatar

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

อับดุลเอ้ย – เอ้ย!

ถามอะไรตอบได้ – ได้!

รู้จัก The Cloud ไหม – รู้จัก!

รู้จัก รถเมล์ไทยแฟนคลับ ไหม – รู้จัก!

ปกติกลับบ้านยังไง – รถเมล์!

เห้ย! นี่ไม่เคยนั่งรถเมล์เลย – ทำไม!

เพราะขึ้นทีไรมีแต่ยืน!

'รถเมล์ไทยแฟนคลับ' บริการความรู้จากกูรู คุยทุกเรื่องตั้งแต่ประวัติรถเมล์ถึงคนตีกัน

สถานการณ์นี้เกิดทุกเวลา เมื่อสายรถโดยสารอันเป็นที่ต้องการของสาธารณชนแบกคนจำนวนมหาศาลใกล้เข้ามา หลายครั้งมาช้า บางครั้งก็ไม่มาเลย อะอ้าว!

ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือใหญ่ก็อยู่ในสายตาของเพจ ‘รถเมล์ไทยแฟนคลับเสมอ’ เช่นเดียวกับเหตุร้องเรียน นโยบายใหม่ ข้อมูลสายรถ ประวัติศาสตร์และเรื่องจิปาถะน่าสนุก มอนิเตอร์โดย พงษ์ และ สิทธิ์ รถเมล์ไทย แอดมินผู้อยากใช้ความคลั่งไคล้ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม

วันนี้ พวกเขาพาเรานั่งรถแอร์ธรรมชาติไปถึงอู่คลองเตย เพื่อเล่าเรื่องน่ารู้ แชร์ประสบการณ์นั่งสุดขอบฟ้า 50 กิโล อยู่ทั้งวันที่คนขับกับกระปี๋ตีกัน โจรกรีดกระเป๋า ซ่อนปืนบนช่องระบายอากาศ และวิ่งหนีกลุ่มเด็กช่างทะเลาะวิวาท

'รถเมล์ไทยแฟนคลับ' บริการความรู้จากกูรู คุยทุกเรื่องตั้งแต่ประวัติรถเมล์ถึงคนตีกัน

เจอกันไม่นาน พวกเขาแสดงความสามารถพิเศษที่ทำเราอึ้ง เพราะเห็นแค่เห็นรถอยู่ไกล ๆ หน้าป้ายสวนลุมพินีก็จำได้แล้วว่า

“…นั่นคือสาย 46 ไม่ใช่ 74 เพราะ 74 คันเล็ก ส่วน 46 วิ่ง ม.ราม 2 – รองเมือง ตอนนี้เปลี่ยนเป็นสาย 3 – 10 สีส้ม บางคันอายุเกือบ 40 ปี เปลี่ยนสีมาหลายรอบจากสีครีมน้ำเงิน เก็บ 2 – 2.50 บาท เป็นสีครีมแดง เก็บ 3 – 3.50 บาท สีขาวน้ำเงิน รถพัดลม เก็บ 5 – 10 บาท สีชมพูคาดน้ำตาล รถพัดลมเหมือนกันเก็บ 8 – 10 บาท และสีส้ม แต่รถเก่าเก็บ 10 บาท รถใหม่เก็บ 12 บาท ทั้งหมดเป็นราคาตลอดสาย…”

พงษ์ตอบอย่างฉะฉานสมกับที่เป็นเจ้าหนูจำไมตั้งแต่เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ทุกอย่างเริ่มจากการที่คุณแม่ชอบพานั่งรถเมล์เที่ยว ลูกชายขี้สงสัยจึงศึกษาจากคอลัมน์จราจรบนหนังสือพิมพ์ในยุคที่โซเชียลมีเดียยังไม่บูม

เขาบอกเราว่าวันไหนหยุดเรียนจะเดินทางตามคู่มือรถเมล์ พร้อมบัตรรายวันคู่ใจราคา 10 บาทสำหรับรถร้อน และราคา 35 บาทสำหรับรถแอร์ นั่งเที่ยวศึกษาเส้นทาง ไกลสุดจากเซ็นทรัลปิ่นเกล้าถึงหนองจอกกว่า 50 กิโลเมตร

'รถเมล์ไทยแฟนคลับ' บริการความรู้จากกูรู คุยทุกเรื่องตั้งแต่ประวัติรถเมล์ถึงคนตีกัน
'รถเมล์ไทยแฟนคลับ' บริการความรู้จากกูรู คุยทุกเรื่องตั้งแต่ประวัติรถเมล์ถึงคนตีกัน

เช่นเดียวกับสิทธิ์ กูรูอันดับต้น ๆ ของไทยที่ชอบเดินเล่นในอู่ใกล้บ้านตั้งแต่เด็ก เริ่มสำรวจเส้นทางเองตอน ป.1 อยู่ในยุคที่ผู้คนห้อยโหนรถโดยสารจนล้นประตู แต่ละคันวิ่งแข่งกันอย่างสนุกสนาน จากนั้นจึงศึกษาข้อมูลอย่างจริงจังตั้งแต่บอดี้ รุ่นเครื่องยนต์ ความหมายของรหัส ไปจนถึงเขตการเดินรถ แม้กระทั่งนักข่าวหรือผู้กำกับหนังที่ต้องการความคิดเห็นเกี่ยวกับขนส่งสาธารณะชนิดนี้ยังต้องโทรมาถาม

ทั้งสองพบกันโดยมีเพจรถเมล์ไทยแฟนคลับเป็นสื่อกลาง พงษ์สร้างเพจเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2554 เพื่อเป็นที่ให้ Bus Fan คุยกัน ก่อนกลายเป็นเวทีตอบคำถามของผู้ใช้บริการ และเป็นแหล่งรวมคอนเทนต์เกี่ยวกับรถเมล์ เมื่อสิทธิ์ที่เคยออกจากวงการไปช่วงหนึ่งมาลองเล่นเฟซบุ๊กจึงได้พบกับพงษ์

ปัจจุบันเพจของพวกเขามีผู้ติดตามเกือบ 2 แสนคน ถือเป็นเบอร์หนึ่งในการสร้างแรงกระเพื่อมให้กับวงการ และเป็นตัวกลางประสานงานตั้งแต่ประชาชนถึงภาครัฐ

'รถเมล์ไทยแฟนคลับ' บริการความรู้จากกูรู คุยทุกเรื่องตั้งแต่ประวัติรถเมล์ถึงคนตีกัน
'รถเมล์ไทยแฟนคลับ' บริการความรู้จากกูรู คุยทุกเรื่องตั้งแต่ประวัติรถเมล์ถึงคนตีกัน

บอกเล่า 90s

ยุคที่ขนส่งหลักคือรถโดยสารประจำทาง เป็นเรื่องปกติที่ผู้คนจะเคยเจอเหตุการณ์เสียวสันหลังหรืออิหยังวะบ้าง

“ผมเคยเจอคนยิงกันแล้วเอาปืนซ่อนไว้บนช่องระบายอากาศ ตำรวจปิดถนนและเรียกค้น ผมโดนค้นด้วย แต่ตอนนั้นพูดไม่ได้ เพราะกลัวมาก ขณะที่ลุง ๆ ป้า ๆ คุยกับตำรวจแล้วก็เจอปืน” สิทธิ์เริ่มแชร์ก่อน

“ส่วนของผมไปยืนรอรถที่หน้าสถาบันแห่งหนึ่ง ปรากฏว่ารถคันที่วิ่งมาเป็นสถาบันคู่อริ ข้างหลังผมเป็นคู่แค้นมาดักรอ ทีนี้รถเมล์วิ่งผ่าน เขาก็ปาไม้เขวี้ยงดาบใส่กัน ผมตกใจหนี บางทีคนอยู่ในรถก็ปีนหน้าต่างออกมาไล่ฟันกันด้วย” พงษ์หัวเราะ แต่วันนั้นบอกเลยว่าขำไม่ออก

ในอดีต รถติดยังไง ปัจจุบันรถก็ติดไม่ต่างกัน ชีวิตคนเมือง สมัยก่อน เลนซ้าย รถเมล์ต่อแถวกันยาว ดูเป็นระเบียบมากๆ #รถเมล์ไทยแฟนคลับ

Posted by รถเมล์ไทยแฟนคลับ Rotmaethai on Thursday, 17 February 2022

“ตอนอายุ 15 – 16 นั่งรถอยู่แถวกองสลาก นั่งแถวหลังสุด เราก็สงสัยว่าทำไม 2 คนข้างหน้าถึงยืนเบียดคุณลุงคนนั้นจัง อ้าว! มันกรีดกระเป๋าอย่างไวเลย พอประตูรถปิดเท่านั้น ผมรีบบอกลุงว่าลุงโดนกรีดกระเป๋า ลุงบอกให้ผมลงไปช่วยลุงหน่อย ปรากฏว่าช่วยลุงได้

“แล้วมีหลายคันที่คนขับกับกระเป๋าเป็นแฟนกัน ผมเคยขึ้นแล้วเจอเขาทะเลาะกัน คิดว่าน่าจะเป็นตั้งแต่ที่บ้าน เก็บเงินไปด่าไปไม่หยุด จนจังหวะออกรถ กระเป๋าคงทนไม่ไหวกระโดดพุ่งออกนอกหน้าต่างตอนรถกำลังวิ่ง หัวร้างข้างแตกกันไปเลย กระบอกตั๋วปลิว เงินกระจาย ผมเห็นตั๋วแล้วเสียดาย เปรอะเลือดหมดแล้ว” สิทธิ์ในฐานะนักสะสมสิ่งของที่เกี่ยวกับรถโดยสารประจำทางเปรยด้วยความโคตรเสียดาย

'รถเมล์ไทยแฟนคลับ' บริการความรู้จากกูรู คุยทุกเรื่องตั้งแต่ประวัติรถเมล์ถึงคนตีกัน

นอกจากประสบการณ์ในฐานะผู้ใช้บริการ เรื่องเล่าของเหล่าคนให้บริการที่พวกเขาไปรับรู้มาก็น่าสนใจเช่นกัน น่าสนใจในแง่ว่า ทรหดเหลือเกิน

“หลายคนรักรถเมล์มาก แต่ระบบไม่เอื้อ สมมติในอู่มีรถ 30 คัน เราปล่อยออกไปหมดแล้ว แต่ยังไม่กลับมาสักคันเพราะรถติด กลับมาปุ๊บ ยังไม่ทันกินข้าว ไม่ทันเข้าห้องน้ำ ต้องไปต่อแล้ว ผู้โดยสารขึ้นมากดดัน ส่วนใหญ่เลยเป็นโรคกระเพาะ เนื่องจากกินอาหารไม่เป็นเวลา โรคระบบทางเดินหายใจ ทางเดินทางอาหาร โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ บางสายไม่มีอู่ แวะปั๊มโดนตำรวจจับ เพราะรถใหญ่เข้าปั๊มไม่ได้ ต้องจอดข้างถนนเลยกีดขวางทางจราจร” สิทธิ์เล่า

'รถเมล์ไทยแฟนคลับ' บริการความรู้จากกูรู คุยทุกเรื่องตั้งแต่ประวัติรถเมล์ถึงคนตีกัน
'รถเมล์ไทยแฟนคลับ' บริการความรู้จากกูรู คุยทุกเรื่องตั้งแต่ประวัติรถเมล์ถึงคนตีกัน

ด้วยความรัก พนักงานหลายคนยังปฏิบัติหน้าที่ข้ามเวลามาหลายทศวรรษ เรื่องน่ารักของพวกเขาถูกส่งผ่านเพจ ไม่ว่าจะเป็นเคสผู้โดยสารฝากขอบคุณพนักงานรถเมล์เอกชนสาย 27 ที่ช่วยเหลือตอนเป็นลมหมดสติบนรถโดยสาร จนเพจกลายการเป็นชุมชนให้คนมาพูดคุยเล่าเรื่อง การขัดสีฉวีวรรณให้รถเก่าเงาเหมือนใหม่ แต่งล้อด้วยสีสัน เช็ดกระจกใสกิ๊ง พื้นรถสะอาดเนี้ยบ หรือแม้แต่ตามหาอดีตพนักงานเก็บค่าโดยสายในชุดสวย

ในยุคแรกๆที่ ขสมก.เดินรถปรับอากาศ เราจะตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เจอ กระเป๋าสาวสวย ภาพในอดีตที่ หลายท่านคงชินตา คนขับผูกเนคไท กระเป๋าผู้หญิงใส่หมวก แล้วใส่เสื้อกั๊ก #ชวนคิดเรื่องอดีต #รถเมล์ไทยแฟนคลับ

Posted by รถเมล์ไทยแฟนคลับ Rotmaethai on Wednesday, 16 March 2022

“คนที่รักรถ เวลาเห็นอะไรใกล้พังเขารีบเรียกช่างมาซ่อม แต่กลับกลายเป็นค่าใช้จ่ายที่ผู้บริหารมองว่า นี่คือรถไม่ดี รถดีต้องไม่ซ่อมเยอะ เมื่อรถที่พนักงานรักถูกย้าย มันก็เหลือแค่รถเก่า ๆ โทรม ๆ ที่ไม่ได้รับการดูแล อย่างรถครีมแดงวิ่งมา 31 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2534 ก็ยังทำหน้าที่อยู่ พี่ที่ดูแลรักมาก” เขาเล่า ขณะที่เราบอกกลับว่า พวกคุณรู้เรื่องของรถโดยสารประจำทางดีจริง ๆ

“พวกผมเขาเรียกพวกบ้า (หัวเราะ) ไม่ปกติเรื่องรถเมล์” ทั้งสองยอมรับ

'รถเมล์ไทยแฟนคลับ' บริการความรู้จากกูรู คุยทุกเรื่องตั้งแต่ประวัติรถเมล์ถึงคนตีกัน

รู้จักรถเมล์ไทยและแฟนเพจฉบับย่อ

เราใช้เวลาคุยกับพงษ์และสิทธิ์กว่า 2 ชั่วโมง รวมเวลาเดินทางสัมผัสควันพิษไปอู่คลองเตยก็ปาไปครึ่งวันเห็นจะได้

การเดินทางไปสู่การปฏิรูปรถเมล์โดยมีรัฐบาลเข้ามาดูแลทั้งหมด คือปลายที่พวกเขาฝันไว้ ส่วนระหว่างทาง แฟนเพจขอใช้ความคลั่งไคล้ให้เป็นประโยชน์ทั้งในแง่ส่งต่อสาระ ชื่นชมคนทำงาน ตามหาของหาย และทำให้เรื่องร้องเรียนคืบหน้าไวที่สุด ถึงขั้นที่เพจ สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว เอาไปทำเป็นข่าวดังมาแล้ว

'รถเมล์ไทยแฟนคลับ' บริการความรู้จากกูรู คุยทุกเรื่องตั้งแต่ประวัติรถเมล์ถึงคนตีกัน

1. ทำไมรถเมล์ต้องวิ่งแข่งกัน

องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ไม่ค่อยแข่ง แต่ตัวตึงที่คนจดจำจะเป็นสาย 8 เพราะมีจำนวนรวมกว่าร้อยคัน ปล่อยออกทุก 2 นาที หลายครั้งติดไฟแดงที่แยกแฮปปี้แลนด์มีสาย 8 ตามมา 2 – 5 คัน เมื่อไฟเขียวจึงต้องเหยียบให้มิด เพราะพนักงานไม่มีเงินเดือน รับค่าแรงรายวัน ต้องกินเปอร์เซ็นต์จากหน้าตั๋วร้อยละ 10 – 12 ขึ้นอยู่กับบริษัท ผู้โดยสารยิ่งมากยิ่งได้เปอร์เซ็นต์

2. นอกจาก ขสมก. ทำไมเอกชนถึงวิ่งรถได้

เพราะเอกชนได้รับสัมปทาน (ใบอนุญาตเดินรถ) โดยกรมการขนส่งทางบกส่งเปิดประมูลเส้นทาง แต่ถึงอย่างนั้นเอกชนก็วิ่งไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ขสมก. ต้องวิ่งควบคู่ บางครั้งจึงเกิดการวิ่งทับสาย เช่น 28 กับ 542 (ปัจจุบันไม่มีแล้ว) ถ้าเห็น 28 วิ่งมา คนขับ 542 ต้องรีบกวาดคนและโกยอ้าว ไม่อย่างนั้นจะโดนแย่งลูกค้า

ที่ไหนว่างโปรดนั่ง ฟังเบื้องหลัง ‘รถเมล์ไทยแฟนคลับ’ ของกลุ่มกูรูรถเมล์ที่อยากใช้ความหลงใหลให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม
ที่ไหนว่างโปรดนั่ง ฟังเบื้องหลัง ‘รถเมล์ไทยแฟนคลับ’ ของกลุ่มกูรูรถเมล์ที่อยากใช้ความหลงใหลให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม

3. ทำไมเปลี่ยนรถใหม่ แต่นิสัยไม่เปลี่ยน

รถใหม่ รถพลังงานไฟฟ้า อาจเป็นพนักงานสาย 8 มาขับก็ได้ อย่าง ขสมก. มีกฎกติกาควบคุมความประพฤติ แต่เอกชนยังแก้ไขปัญหาไม่ได้ เพราะต้องง้อพนักงาน หากเข้มงวดมาก พนักงานลาออก ไม่มีคนขับ จากรถที่เคยออก 10 คัน เกเรไป 2 พาพรรคพวกลาออกอีก 6 เหลือแค่ 2 คัน โดนคนใช้บริการด่าว่ารถน้อยและมาช้า นี่คือความกดดันที่ทั้งกระเป๋าและคนขับโดน ทำให้คนไม่อยากเข้ามาทำงาน

4. อะไรคือหนทางแก้ไขที่ดีที่สุด

รัฐควรเป็นผู้กำกับดูแลแต่เพียงผู้เดียว เดี๋ยวเล่าให้ฟัง

ที่ไหนว่างโปรดนั่ง ฟังเบื้องหลัง ‘รถเมล์ไทยแฟนคลับ’ ของกลุ่มกูรูรถเมล์ที่อยากใช้ความหลงใหลให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม

5. รถเมล์ไทยมีปัญหาตั้งแต่เมื่อไหร่

พ.ศ. 2498 คือปีแรกที่ราชการกำหนดระบบรถเมล์อย่างจริงจัง กรมการขนส่งทางบกเปิดสัมปทานให้ผู้ประกอบการถือใบอนุญาตเดินรถในเส้นทางของตัวเอง จึงเกิดเป็นระบบหลายผู้ประกอบการ มีทั้งรถเมล์นายเลิด รถเมล์ขาว รถเมล์ รสพ. รถเมล์ บขส. นี่คือจุดเริ่มต้นของปัญหา

ต่อมาช่วง พ.ศ. 2516 – 2517 เกิดวิกฤตราคาน้ำมันพุ่งสูง แต่ผู้ประกอบการขึ้นราคาไม่ได้ เมื่อ พ.ศ. 2518 รัฐบาลหม่อมราชวงค์คึกฤทธิ์ ปราโมช จึงเริ่มมีแนวคิดรวบกิจการ 24 บริษัทและ 2 รัฐวิสาหกิจเป็นกิจการเดียว ดำเนินการโดยรัฐในนาม บริษัท มหานครขนส่ง จำกัด ให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2518 – 30 กันยายน พ.ศ. 2519 ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น ขสมก. ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2519 เป็นต้นมา 

Fiat 130 รถเมล์องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (รสพ.) สาย 4 ท่าเรือคลองเตย – ตลาดพลู คลองเตย – บ่อนไก่ – สวนลุมพินี…

Posted by รถเมล์ไทยแฟนคลับ Rotmaethai on Wednesday, 20 January 2016

6. สุดท้าย รัฐบาลรวมกิจการสำเร็จไหม

ขสมก. มีปัญหาว่า รถเก่าจากยุค 24 บริษัทจอดเสียเป็นจำนวนมาก หาอะไหล่ยาก เมื่อปล่อยวิ่งในจำนวนน้อยจึงเกิดปัญหารถโดยสารขาดแคลน ผู้โดยสารตกค้าง ขสมก. แก้ปัญหาระยะสั้นด้วยการเช่ารถจากเอกชน นำมาสู่การกำเนิด รถร่วม ขสมก.

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นช่วง พ.ศ. 2528 ขสมก. เริ่มให้เอกชนมาร่วมเดินรถแบบเต็มตัว จากที่รัฐบาลเดินรถเองทั้งหมดจึงเปลี่ยนมาเปิดเส้นทางให้เอกชนเดินรถร่วมครึ่งต่อครึ่ง

สุดท้ายราชการมองว่า ขสมก. กำกับดูแลรถร่วมไม่ดีพอ จึงกลับมาเป็นระบบหลายผู้ประกอบการอีกครั้ง ปัจจุบัน เอกชนที่เคยวิ่งร่วมและ ขสมก. ขึ้นตรงกับกรมการขนส่งทางบกตั้งแต่ พ.ศ. 2562

ที่ไหนว่างโปรดนั่ง ฟังเบื้องหลัง ‘รถเมล์ไทยแฟนคลับ’ ของกลุ่มกูรูรถเมล์ที่อยากใช้ความหลงใหลให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม

7. ทำไมตอนเช้ามีรถ แต่ตอนเย็นรถน้อย

ขสมก. เป็นระบบกะเช้ากะบ่าย ทำงาน 8 ชั่วโมง นอกจากนั้นต้องจ่าย OT ถามว่าทำไมไม่ให้คนกะเช้าทำต่อ เพราะมีเรื่องค่าใช้จ่าย ซึ่งต้องชี้แจงกับทางฝั่งบริหารว่าทำไมถึงเกิดค่าใช้จ่ายส่วนนี้เยอะ

พอคนบรรจุใหม่เงินเดือนน้อย ไม่ได้ทำ OT ก็อยู่ไม่นาน ถ้าวิ่งจบเร็วก็ไปทำอาชีพเสริมต่อ

ส่วนเอกชนไม่มีกะ ออกจากอู่ตี 3 เลิกอีกที 1 ทุ่ม บางคนอยู่ 16 – 18 ชั่วโมง สรุปพักผ่อนไม่เพียงพอ แถมเอกชนที่รับคนขับเกษียณจาก ขสมก. คนแก่เคยทำแค่ 8 ชั่วโมง มาทำแบบนี้ก็ไม่ไหว มีโรคติดตัว

ลดเวลางานก็ไม่ได้ คนด่า ที่เลวร้ายมากกว่าคือพนักงานบางคนไปเล่นเครื่องดื่มชูกำลัง กินน้ำกระท่อม เพราะไม่เสพแล้วไม่มีเเรงทำงาน นี่คือเรื่องจริง 

8. ทำไมบนถนนมีแต่รถเก่า

ผู้ประกอบการเดินรถกำไรน้อยมาก กำไรทั้งปีอาจมีแค่หลักหมื่น การซื้อรถใหม่แปลว่าต้นทุนเพิ่มหลักล้าน เขาจึงใช้วิธีประมูลรถเก่าปลดระวางจาก ขสมก. ราคาหลักแสน

ธุรกิจนี้หากำไรไม่ได้ สาย 46 เขาสู้ด้วยลำแข้งตัวเองเพื่อคนใช้บริการ รัฐบาลออกกฎให้เปลี่ยนรถ ผู้ประกอบการยอมเป็นหนี้อีกร้อยล้าน แต่ทำต่อไป 7 ปีก็ไม่คืนทุน เพราะคนใช้บริการน้อย ไหนจะค่าจ้างงาน ค่าซ่อม ค่าน้ำมัน เราจึงพยายามสื่อสารให้คนเข้าใจในจุดนี้ และบอกให้รัฐบาลเข้ามาจัดการเพียงผู้เดียว ถ้าปล่อยให้ผู้ประกอบการค่อย ๆ ตาย สุดท้ายคนก็เปลี่ยนงาน ไม่มีรถให้บริการอีกต่อไป

ที่ไหนว่างโปรดนั่ง ฟังเบื้องหลัง ‘รถเมล์ไทยแฟนคลับ’ ของกลุ่มกูรูรถเมล์ที่อยากใช้ความหลงใหลให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม
ที่ไหนว่างโปรดนั่ง ฟังเบื้องหลัง ‘รถเมล์ไทยแฟนคลับ’ ของกลุ่มกูรูรถเมล์ที่อยากใช้ความหลงใหลให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม

9. ตอนนี้รถใหม่กำลังจอดเหงาจริงหรือ

ผู้เล่นรายใหญ่เจอสถานการณ์เดียวกัน รถใหม่มารอ 1,250 คัน แต่วิ่งไม่ได้ เพราะไม่มีคนขับ รถไม่วิ่ง อนาคตคือพัง เวลาเปิดสายใหม่ มีรถน้อย ก็ใช้เวลานานกว่าคนจะรู้และใช้บริการ ถึงเวลานั้นอาจเจ๊งแล้ว

10. การจดจำสำคัญแค่ไหน

จำไม่ได้ ไม่คุ้นหน้า ไม่รู้ว่าไปไหนก็ไม่ขึ้น ยิ่งเวลาเปลี่ยนเลข เช่น 4-65 เรายังสงสัยเลยว่ารถสายอะไร ไม่เหมือนเลขเก่าเช่น 516 142 46 53 ที่คุ้นเคย แล้วคิดดูว่าลุงป้าที่เป็นแฟนคลับรถโดยสาร รู้อยู่แล้วว่าตัวเองจะขึ้นสายไหน จู่ ๆ มาเจอสาย Y-61 อะไรครับเนี่ย

(เฉลยคือ สาย 4-61 หรือ Yello 61 เนื่องจากอยากแบ่งตามสีให้เหมือนระบบเดินรถของเกาหลีใต้)

ที่ไหนว่างโปรดนั่ง ฟังเบื้องหลัง ‘รถเมล์ไทยแฟนคลับ’ ของกลุ่มกูรูรถเมล์ที่อยากใช้ความหลงใหลให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม
ที่ไหนว่างโปรดนั่ง ฟังเบื้องหลัง ‘รถเมล์ไทยแฟนคลับ’ ของกลุ่มกูรูรถเมล์ที่อยากใช้ความหลงใหลให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม
โมเดลสาย 142 รถเมล์สายโปรดของสิทธิ์

11. มีแอปพลิเคชันแนะนำไหม

VIABUS ความแม่นยำ 95 เปอร์เซ็นต์ บอกครบทั้งแผนที่ ป้าย สาย เวลาที่ต้องรอ แต่ GPS ไม่ได้ realtime ขนาดนั้น อาจเลยมาจากที่ปักในแอปหน่อย ส่วน TSB Go เป็นของรถเมล์ไฟฟ้า แต่เสียดายเขาไม่เชื่อมกันเลยต้องเปิดสองแอป

12. ทริกสังเกตง่าย ๆ ที่คนไม่ค่อยรู้

ป้ายสีเหลืองหน้ารถ แปลว่าขึ้นทางด่วน รถร้อนบางคันติดป้ายด้านบนเป็นสีเหลืองหมดเลยก็มี

ป้ายสีแดง คือรถเสริม (วิ่งไม่เต็มเส้นทาง) ป้ายจะบอกว่าคันนั้นไปถึงตรงไหน ที่ต้องมีเสริมเพราะเป็นการตัดเวลา OT ข้อดีคือทำให้คันนี้กลับไปได้เร็ว รถไม่ขาดระยะ

13. สิ่งที่อยากได้

บัตรแมงมุม ใช้ได้ทุกการเดินทาง ล้อ ราง เรือ ไม่แบ่งค่าย และจอแสดงข้อมูลตามป้าย เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงวัย หรือคนที่ไม่ได้ใช้แอป

สุดท้ายคืออยากให้รัฐบาลเป็นเจ้าภาพระบบขนส่งทั้งหมด เพื่อให้ ‘ประชาชนทุกคน’ เข้าถึงได้

ที่ไหนว่างโปรดนั่ง ฟังเบื้องหลัง ‘รถเมล์ไทยแฟนคลับ’ ของกลุ่มกูรูรถเมล์ที่อยากใช้ความหลงใหลให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม

14. ทำไมเพจและตัวคุณต้องให้ความสำคัญกับรถเมล์ขนาดนี้

เพราะมันไม่ต่างอะไรจากเส้นเลือดฝอย เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน น่าแปลกที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับขนส่งทางรางมากจนละเลยสิ่งนี้ทั้งที่เข้าถึงในชุมชนได้ดีกว่ารถไฟฟ้า 

15. อยากทิ้งท้ายอะไรไหม

จ้างพวกเราได้นะ ถ้ารัฐบาลจ้างเราทำงานให้กับ ขสมก. เชื่อว่าระบบดีขึ้นแน่นอน เพราะเรารู้รากเหง้าของปัญหา และมีประสบการณ์เป็นผู้โดยสารมาอย่างยาวนาน พวกเราชอบด้วยใจ ไม่มีอคติ หวังอย่างเดียวคือคุณภาพชีวิตทุกคนดีขึ้นจากระบบรถเมล์ที่ดีขึ้น

ที่ไหนว่างโปรดนั่ง ฟังเบื้องหลัง ‘รถเมล์ไทยแฟนคลับ’ ของกลุ่มกูรูรถเมล์ที่อยากใช้ความหลงใหลให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load