10 พฤศจิกายน 2564

เคยสงสัยกันมั้ยครับว่า ทำไมนโยบายสาธารณะบางอย่างไม่สามารถสนองตอบความต้องการของประชาชน บางนโยบายก่อความขัดแย้ง บ้างทำแล้วไม่สัมฤทธิ์ผล หรือแม้แต่ไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ’ คือ แฟนเพจเฟซบุ๊กโดยกลุ่มนักคิดนักสร้างสรรค์เชียงใหม่ ที่มองเห็นว่าช่องว่างของปัญหาดังกล่าวนั้นเติมเต็มได้ หากเชื่อมโยงความเข้าใจระหว่างภาคประชาสังคมกับประชาคม

พวกเขาหยิบจับโซเชียลมีเดียมาเป็นเครื่องมือ สำหรับพัฒนากลไกที่จะทำให้เกิดขับเคลื่อนเมืองอย่างมีส่วนร่วมด้วยข้อมูลจากประชาชน ผ่านการปั้นประเด็นเมืองหลายหลากให้เป็นเรื่องสนุก เข้าถึงง่าย พร้อมชวนคิด ชวนคุย หาทางออกเชิงสร้างสรรค์ เพื่อสะท้อนเสียงให้ผู้กำหนดนโยบายสาธารณะได้รับฟังเรื่องที่เป็นความต้องการของคนหมู่มาก และวางหลักไมล์นำสู่การออกแบบแผนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Plan) และผังออกแบบเชิงแนวคิด (Conceptual Design Plan) ซึ่งบางประเด็นกลายเป็นไวรัลที่มีจำนวนผู้สนใจหลักแสน ยอดแชร์หลักพัน

ไม่เพียงเท่านั้น ยังช่วยจุดประกายให้เมืองอื่นๆ ตื่นตัว สร้างการรับรู้ข้อมูลเมือง รวมถึงเป็นพื้นที่แสดงออกของคนที่อยากเห็นเมืองดียิ่งขึ้นกว่าเดิม

เรานัดหมายกันที่ศูนย์ฟื้นบ้าน ย่าน เวียงเชียงใหม่ เพื่อคุยมุมมองความคิด วิธีการทำงานขับเคลื่อนและสร้างกลไกเมืองด้วยสื่อสมัยใหม่ กับ ตา-สุวารี วงศ์กองแก้ว, ภูวา-ผศ.ดร.จิรันธนิน กิติกา, หมูใหญ่-คมสัน ไชยวงศ์, ดรีม-ธนกร เจริญเชื่อมสกุล และ แป้ง-อาคิรา ศิริวัฒนานุกุล ทีมผู้อยู่เบื้องหลังเพจที่เชื่อว่า เชียงใหม่เป็นของทุกคนที่แคร์

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เพจเล่าเรื่องเมือง ชวนขับเคลื่อนเชียงใหม่ด้วยข้อมูลจากประชาชน
ซ้ายไปขวา : แป้ง-อาคิรา ศิริวัฒนานุกุล ภูวา-ผศ.ดร.จิรันธนิน กิติกา ดรีม-ธนกร เจริญเชื่อมสกุล ตา-สุวารี วงศ์กองแก้ว และ หมูใหญ่-คมสัน ไชยวงศ์

ข้อมูลเคลื่อนเมือง

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เป็นส่วนหนึ่งของโครงงานวิจัย ‘การพัฒนากระบวนการเพื่อขับเคลื่อนประชาคมเมืองเชียงใหม่’ แผนงานคนไทย 4.0 ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากการสังเกตพัฒนาการเติบโตของประชาสังคมเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเอื้อความเป็นไปได้ในการขยับวงจรการทำเรื่องนโยบายสาธารณะของรัฐ ให้ประชาชนมีโอกาสออกแบบนโยบายที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของตัวเองมากขึ้น ด้วยแนวคิดรวมประชาสังคมกับประชาชนให้ใกล้ชิดและเข้าใจกัน เพื่อสร้างพลังเสียงที่เข้มแข็ง โดยใช้โซเชียลมีเดีย

 “สมัยก่อนถ้ารัฐหรือหน่วยงานเรียกประชุมระดมความคิดเห็น ทุกคนจะสละงานแล้วมาประชุมกัน แต่ปัจจุบันเป็นยุคของคนรุ่นใหม่ กลุ่มคนที่มีศักยภาพ แต่ก็มีภาระหน้าที่มาก จนทำให้การประชุมรูปแบบเดิมอาจไม่ตอบโจทย์ ดังนั้น เราจึงแสวงหาช่องทางใหม่สำหรับรวบรวมความคิดของพวกเขา และรองรับผู้คนที่อยากเห็นเมืองดีขึ้นเหมือนกัน โดยเป็นช่องทางที่ไม่ได้รบกวนกันทุกวัน ให้ข้อมูลไปเรื่อยๆ ค่อยๆ เติบโตแลกเปลี่ยนความเห็น สร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน ซึ่งถือเป็นตัวแปรสำคัญของการขับเคลื่อนเป้าหมายตรงนี้ เลยกลายเป็นที่มาของการก่อตั้งเพจเชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ” ตา หัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมการพัฒนาเมือง หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่ และหนึ่งในคณะนักวิจัย ขยายไอเดียการเลือกโซเชียลมีเดียมาเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเมือง

ขณะเดียวกัน ภูวา อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หัวเรือใหญ่ของทีมเสริมว่า โซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่เชื่อมโยงโลกเสมือนกับโลกจริง ช่วยสร้างการรับรู้และแสดงออกที่น่าสนใจ ทำให้ผู้คนยุคใหม่เข้าถึงมิติความเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคม ผู้ประกอบการ หรือชุมชน ได้อย่างฉับไว แถมเปิดกว้างสำหรับการแบ่งปันข้อมูล

“ผมรู้สึกว่าการทำงานเชิงกายภาพแบบเดิม เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์แข็งทื่อและยุทธศาสตร์ที่ล่าช้า แต่ปัจจุบันเรามี Digital Disruption ที่ลื่นไหลมาก ซึ่งคนรุ่นใหม่เห็นช่องว่างและการใช้พื้นที่แบบนี้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ในเมื่อพวกเขาเห็นแล้วว่า ระบบและโครงสร้างเป็นแบบนี้ แล้วก็ใช้วิธีของโซเชียลมีเดีย ตอบสนองความต้องการใช้ชีวิต แก้ไขปัญหา นำเสนอ หรือเรียกร้องพัฒนาสิ่งที่ดีกว่า 

“แต่จะทำยังไงให้พื้นที่เหล่านี้ที่เป็นพื้นที่เสมือนและกำลังจริงขึ้นเรื่อยๆ ไปอยู่ในวิธีคิดของรัฐได้ ฉะนั้น เราจึงจำเป็นต้องเข้าใจกลไกและวิธีคิดแบบนี้ ส่วนรัฐก็จะต้องรู้ทันและเชื่อมโยงกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่คนละมิติ เพราะที่ผ่านมากับดักของ Urban Development คือมันไม่เคยรู้ทัน Urban Gentrification รัฐออกแบบพื้นที่แล้วใช้คำว่า พัฒนา แต่เป็นการพัฒนาแบบทำลายคน ทั้งที่ความสำเร็จของเมืองเชียงใหม่เกิดขึ้นจากผู้คนตลอดมา

“ผมว่าสิ่งนี้คือความท้าทายของเมือง ว่าเมืองของความจริงเชิงกายภาพกับเมืองของโลกเสมือน มันจะบรรจบและหลอมรวมกันได้อย่างไร”

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เพจเล่าเรื่องเมือง ชวนขับเคลื่อนเชียงใหม่ด้วยข้อมูลจากประชาชน
เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เพจเล่าเรื่องเมือง ชวนขับเคลื่อนเชียงใหม่ด้วยข้อมูลจากประชาชน

ภูวา เล่าความตั้งใจหลักของพวกเขาต่อว่า คือการขับเคลื่อนเมืองด้วยข้อมูลของประชาชน โดยวางแฟนเพจเฟซบุ๊กเป็นพื้นที่แห่งสังคมใหม่ที่พูดคุย แสดงออก และเชื่อมโยงกัน ผ่านข้อมูลเมืองที่จับต้องได้ ไม่ว่าจะข้อมูลของฝั่งเห็นด้วย ข้อมูลของฝั่งเห็นแย้ง แล้วร่วมหาทางออกให้กับมัน

“หัวใจสำคัญคือการพยายามผลักดันให้ข้อมูลเหล่านั้นถูกส่งออกและสะท้อนกลับไป เพื่อให้เกิดผลกับเมืองด้วย”

กวาดสัญญาณ

ท่ามกลางประเด็นเมืองมากมายก่ายกอง เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอมีแนวคิดในการนำเสนอเนื้อหาด้วยวิธีการเฉพาะที่พวกเขาเรียกมันว่า ‘กวาดสัญญาณ’ จับคลื่นข้อมูลความสนใจของผู้คน มาต่อยอดสร้างสรรค์ประเด็น ชวนกระตุกต่อมคิดถึงเมืองที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดี

“จริงๆ ประเด็นอย่าง ‘ถ้าเชียงใหม่ไม่พึ่งการท่องเที่ยวแล้วควรพึ่งอะไร’ มันก็เริ่มมาจากการที่เราจับสัญญาณได้ว่า พอเกิดวิกฤตโควิด-19 แล้วเศรษฐกิจมันแย่ ทุกคนลำบากกันหมด ซึ่งเชียงใหม่เองก็กระทบหนัก โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว เราเลยมาช่วยกันตบประเด็น เปิดเป็นคำถามชวนแลกเปลี่ยน เผยตัวเลขมูลค่าทางเศรษฐกิจและสำรวจศักยภาพด้านอื่นๆ ของเมือง เพื่อเสนอความเป็นไปได้ว่า ถ้าไม่ใช่การท่องเที่ยวแล้ว เชียงใหม่ยังมีจุดแข็งอะไรให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกบ้าง 

“ปรากฏว่าประเด็นนี้เปรี้ยงมาก และกลายเป็นไวรัลที่มีคนพูดถึงหลักแสน แชร์หลักพัน รวมทั้งเมืองที่มีบทเรียนคล้ายกันกับเรา อย่างภูเก็ต ขอนแก่น ชลบุรี ก็แชร์ไปถกต่อ ตลอดจนมีหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวนำข้อมูลไปอ้างอิงในกิจกรรมของเขาด้วย” ภูวาเล่าอย่างคล่องแคล่วด้วยความภูมิใจ

ควบคู่กับการคัดสรรประเด็นดึงดูดในมุมมองชวนติดตาม กระบวนท่าอันโดดเด่นของเพจคือการเชื่อมโยงสู่งานข้อมูลเมืองได้อย่างกลมกล่อม ย่อยง่าย โดยฝีมือของหมูใหญ่ที่ถ่ายทอดสาระน่ารู้จากการค้นคว้างานวิจัย ผสานรูปแบบการนำเสนอสนุกๆ ด้วยเครื่องมือสุดสร้างสรรค์

“ตอนทำประเด็น ‘พื้นที่สาธารณะคนเชียงใหม่มีไหน’ เรามีไอเดียว่า พื้นที่สาธารณะจะต้องเป็นพื้นที่ที่คนเข้าไปวิ่ง ปั่นจักรยาน หรือเดินเล่นผ่อนคลาย ประกอบกับตอนนั้นกวาดสัญญาณพบว่า อ่างแก้วของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็เป็นอีกแห่งที่คนนิยมไปใช้ทำกิจกรรมทำนองนี้ เลยอยากรู้มีที่ไหนอีกบ้างที่เป็นพื้นที่สาธารณะ นอกเหนือจากสวนหย่อมหรือสวนสุขภาพของเมือง 

“นึกถึงแอปพลิเคชันเก็บข้อมูลออกกำลังกาย Strava ก็นำมันตรวจสอบผ่านแท็ก แล้วเจอกับพื้นที่สาธารณะที่มีคนวิ่งวนๆ ตรงนั้นเยอะมาก แต่เราคาดไม่ถึง เช่น สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เชียงใหม่ หรือเทศบาลตำบลหนองจ๊อม ซึ่งประชาชนสามารถเข้าไปใช้ได้หมดเลย” หมูใหญ่ยกตัวอย่าง

ถัดมาประเด็นเดียวกัน จะถูกดันต่อด้วยกรณีศึกษาที่น่าสนใจจากทั่วโลก เพื่อนำเสนอว่ายังมีความเป็นไปได้อะไรอีกบ้าง ที่จะพอเป็นทางออกของเมือง ซึ่งผู้รังสรรค์เนื้อหาส่วนนี้คือแป้ง ก่อนปลายสัปดาห์ดรีมจะทำหน้าที่เก็บรวบรวมทุกคอมเมนต์ สัมภาษณ์เพิ่มเติมผู้เกี่ยวข้อง สำหรับทำบทสรุปเป็นแนวทางว่า แต่ละประเด็นชาวเชียงใหม่มีความเห็นอยากให้เมืองเดินไปในทิศทางใด

“ทุกวันนี้เสียงที่เราได้รับกระจายวงค่อนข้างกว้าง สมาชิกเพจของเราส่วนมากอยู่ในช่วงอายุสามสิบถึงสี่สิบปี แต่ที่มีการตอบสนองสูงสุดมาจากช่วงวัยมหาวิทยาลัย” ดรีมว่า

“เป้าหมายหลักของเราคือเน้นคนเชียงใหม่” ภูวาเสริม “แต่กลายเป็นว่า คนเชียงใหม่มีเยอะสุดก็จริง ประมาณหกสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ หากรองลงมาคือคนกรุงเทพฯ ตามด้วยจังหวัดปริมณฑลและหัวเมืองใหญ่ๆ เพจของเราจึงไม่ใช่แค่เป็นพื้นที่คุยเรื่องเมืองเชียงใหม่ แต่เป็นพื้นที่ของคนที่แคร์เมือง และ Active Citizen ด้วย”

ความน่าสนใจอีกอย่าง คือพฤติกรรมการเสพข้อมูลของสมาชิกเพจที่ชอบแชร์ แต่ไม่คอมเมนต์

“บางคนเขาชอบแชร์โพสต์ของเราไปลงกลุ่มหรือหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัวแล้วไปคุยกันต่อในนั้น เราก็ต้องตามไปเก็บข้อมูล ซึ่งบางความเห็นมันเจ๋งมากๆ เช่น ประเด็น ‘10 ตึกสูงที่สุดในเชียงใหม่ แล้วตึกสูงจำเป็นหรือไม่สำหรับคนเชียงใหม่’ มีคอมเมนต์เปิดโลกเรามาก เขาถามว่าไม่นับตึกของมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลเหรอ” หมูใหญ่หัวเราะร่วน “เราก็ตอบไปว่า นับครับ แค่ไม่ติดท็อป 10 เฉยๆ หรือ แคปเจอร์ข้อมูลเราไปแปะถามในกลุ่ม ‘คนรัก ตึกสูงเชียงใหม่’ ว่าข้อมูลนี้ถูกต้องมั้ยครับ แล้วก็แลกเปลี่ยนกัน กระทั่งแตกประเด็นคุยไปถึงเรื่องของผังเมืองเชียงใหม่นู้นเลย”

“จำได้ว่าสัปดาห์นั้น มีคนหนึ่งคอมเมนต์ประมาณยี่สิบกว่าความคิดเห็น หมายความว่าเขาสนใจในประเด็นนี้มาก มีการยกกรณีศึกษาตัวอย่างและแนวคิดต่างๆ นานา มาลงเพียบเลย” ดรีมเพิ่มเติม

“ใช่ๆ” ภูวาสำทับ ด้วยเสียงตื่นเต้น “อย่างประเด็นของตึกสูง ไม่ท่องเที่ยวจะทำอะไร หรืองานคราฟต์เชียงใหม่ ผมว่าทุกคนมาปล่อยของเลย รู้เยอะกว่าพวกเราอีก

“สำหรับเรื่องตึกสูง ผมว่าเสียงของคนที่อยากได้ตึกน่าสนใจนะ เพราะเป็นเสียงที่คิดว่าภาคประชาสังคมไม่ค่อยได้ยิน เสียงที่พูดถึงความเจริญและการเติบโตของเศรษฐกิจในเมือง ซึ่งบางทีก็ติดกับดักของเมืองอนุรักษ์มากไปหน่อย แต่ว่าอะไรคือจุดสมดุลล่ะ สิ่งนี้ทุกฝ่ายต้องแลกเปลี่ยนและตกผลึกร่วมกัน”

แผนพัฒนาที่เห็นคนและกลไก

ปัจจุบันนอกจากเฟซบุ๊ก เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอยังจับสื่อ Clubhouse มาเสริมพลังขับเคลื่อนเมือง ผ่านการเปิดห้องถอดบทเรียน เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และบ่มเพาะ Active Citizen ในอนาคต โดยประเดิมด้วยการแลกเปลี่ยนถอดบทเรียนกิจกรรมเมือง ‘ราชดำเนินเดินได้เดินดี’ ของกลุ่มวิถีราชดำเนิน ร่วมกับหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่ และ UDDC ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง จากกิจกรรมขีดเส้นทางเดิน เลนจักรยาน เลนจอดรถ และถนนใหม่ เพื่อใช้ทางสัญจรทางเดียวตลอดเส้นถนนราชดำเนินในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ภูวารู้สึกว่ากิจกรรมนี้น่านำมาพูดคุยกัน เพราะหลังจากอ่านรายละเอียดของโครงการ พบว่าเขาดำเนินการกันมาเป็น 10 กว่าปี แถมมีเวิร์กชอปเยอะมาก

“แล้วอะไรเป็นจุดอ่อนที่ทำให้มีเสียงคัดค้าน คนไม่รับรู้ ไม่เข้าใจ ก็เลยพยายามตีแผ่และถอดบทเรียนออกมา ซึ่งมันน่าสนใจตรงที่ในวันเปิดห้อง Clubhouse ถกเรื่องนี้ มีคนเข้าร่วมเยอะมาก ทั้งเด็กนักเรียนโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คนใช้รถใช้ถนน และเจ้าของบ้านในละแวกนั้น คือ เขารู้สึกว่าทำไมทำแบบนี้ เขาเคยไม่รู้เรื่องมาก่อนเลย เราจึงถามกลับไปว่าต้องทำยังไงถึงจะรู้เรื่อง เขาเลยบอกกลไกต่างๆ อาทิ ประกาศเสียงตามสาย ทำโปสเตอร์โปรโมตตามร้านค้าและพื้นที่ชุมชน หรือโพสต์ลงกลุ่มกาดมั่ว กลายเป็นว่านี่แหละคือเครื่องมือสำคัญที่คนทำงานเมืองต้องรู้ ไม่ใช่แค่การแปะป้ายฝากเทศบาล แต่เขาต้องแอคทีฟกว่านั้น

“ในทางกลับกัน คนในเมืองก็ต้องรู้ว่าจะติดตามเรื่องเมืองได้จากไหน ต้องแสวงหาและเข้าถึงมันได้ยังไง สำหรับเชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ บทเรียนที่เราได้รับคือการหาช่องทางเชื่อมต่อข้อมูลให้ทั้งนักพัฒนาเมืองและคนในเมืองได้มาเจอกัน เรามองว่าสิ่งนี้คือการพัฒนาเมือง และเราอยากเห็นเมืองที่มีคนเป็นศูนย์กลางของการออกแบบ”

เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ เพจเล่าเรื่องเมือง ชวนขับเคลื่อนเชียงใหม่ด้วยข้อมูลจากประชาชน

กลไกขับเคลื่อนเมืองโดยภาคประชาชาวเน็ต

สำหรับราชดำเนินเดินได้เดินดี เป็น 1 ใน 8 กิจกรรม ที่ทางเพจตั้งใจเพิ่มพื้นที่บอกเล่าเรื่องราว และถอดบทเรียนกิจกรรมดีๆ ช่วยฟื้นฟูพัฒนาเมืองของภาคประชาสังคมเชียงใหม่ พร้อมแนะนำภาคประชาสังคมให้ทุกคนได้รู้จัก เพื่อสานความเข้มแข็งและเติมเต็มความเข้าใจกันระหว่างภาคประชาสังคมกับประชาชน

โดยกิจกรรมล่าสุดที่เพิ่งเสร็จสิ้นไปคือ ถอดบทเรียน ‘งานพัฒนาภูมิทัศน์ของวัดร้างในเมืองเชียงใหม่’

“ตามข้อมูลของศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC-CEUS) ระบุว่า ในพื้นที่เมืองเก่าเชียงใหม่ของเรา มีวัดและโบราณสถานที่สำคัญกว่าร้อยแห่ง ตั้งแต่พระอารามหลวงชั้นเอกไปจนถึงวัดร้าง และบางแห่งยังขึ้นทะเบียนกับกรมศิลปากรเรียบร้อย แต่กลับขาดการดูแลรักษา 

“ทาง ‘เขียว สวย หอม’ ภาคประชาสังคมของเมืองเชียงใหม่ที่ทำงานเกี่ยวกับพื้นที่สีเขียว จึงผุดกิจกรรมสร้างกลไกความร่วมมือของชาวชุมชนวัดกู่เต้า เพื่อจุดประกายการดูแลรักษาวัดร้าง ซึ่งมีทีมนักวิจัยในโครงงานได้ลงไปถอดบทเรียนแล้วพบว่า มีกลไกน่าสนใจในการปรับปรุงรักษาและจัดการด้วยวิธีใหม่ๆ

“ด้านเชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ จึงรับช่วงต่อนำบทเรียนมาถ่ายทอด ถอดออกมาเป็นเชิงของข้อมูล และเสนอกลไก ประกอบกับชวนคนทำงานนี้มาแลกเปลี่ยนกันใน Clubhouse ถึงแม้ว่าประเด็นอาจไม่ได้ใหญ่มาก ทว่ามันเป็นประเด็นที่คนควรรู้และเอาไปคิดต่อ เพราะวัดร้างเป็นสัญลักษณ์ของการคงอยู่อย่างร่วมสมัยของเมืองประวัติศาสตร์ และเศรษฐกิจใหม่ที่เป็นพลวัติของเมือง ถือเป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์สำคัญที่รอการพลิกฟื้น พร้อมเชื่อมโยงส่งเสริมเศรษฐกิจของเมืองเชียงใหม่” ภูวาอธิบาย

ส่วนกิจกรรมครั้งหน้า อย่าง ถอดบทเรียน ‘ครัวงาน เชียงใหม่ : โควิด-19 เศรษฐกิจ การว่างงาน และประชาสังคม’ ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน

ตาขยายรายละเอียดเรื่องนี้ให้ฟังว่า “ครัวงาน เป็นโปรเจกต์ของกลุ่ม ChiangmaiTrust ร่วมกับ เขียว สวย หอม พูดถึงการผสานระหว่างการช่วยบรรเทาความเดือดของคนจนเมือง สะท้อนออกมาให้เห็นผ่านการจ้างงาน ทั้งสร้างพื้นที่ให้คนตกงานมาหางาน และจ้างงานคนตกงานให้เขามาเป็นแรงงานตามความสามารถ เพื่อสร้างต้นแบบกระบวนการทำงานแบบเกื้อกูลในระดับชุมชน โดยมีชุมชนแจ่งหัวรินเป็นชุมชนนำร่องพัฒนาในการพื้นที่สาธารณะ เช่น ขุดลอกท่อระบายน้ำ และยังมีการฝึกทักษะด้านการปลูกพืชผัก ซึ่งได้ทีมเขียว สวย หอม เข้ามาดูแล

“อันนี้ผมว่าสำคัญนะ เพราะบางทีคนไม่รู้จัก เขียว สวย หอม หรือ ChiangmaiTrust แล้วไปเห็นกิจกรรม คนจะงงว่าทำอะไร ทำทำไม เราก็ต้องถอดบทเรียน บอกเล่าเรื่องราว อีกอย่างมันเป็นการแนะนำภาคประชาสังคมและแนะนำประเด็นเมือง เคยมีบางคนถามผมว่า อะไรคือภาคประชาสังคม แล้วเราจะเป็นได้ไหม อยากทำงานเมืองบ้าง ซึ่งเชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอมันจุดประเด็นเลยว่า ทำงานเมืองมันทำได้ และขับเคลื่อนเมืองได้จริงๆ ด้วย” ภูวาเสริมความหมายของคำว่าภาคประชาสังคมอย่างเห็นภาพ

“ในมุมมองของชาวบ้าน เขารู้สึกว่าเชียงใหม่มีกลุ่มประชาสังคมเยอะมาก แล้วก็เห็นว่ามันทำงานแยกกันเป็นกลุ่มๆ เพราะฉะนั้น เรารู้สึกว่าโปรเจกต์มันดีเนอะที่เขาได้มาทำงานร่วมกัน ค่อยๆ มารวมกัน” แป้งเอ่ยขึ้นก่อนบทสนทนาจะจบลง

“เหล่านี้คือทดลองสร้างกลไกขับเคลื่อนเมืองโดยภาคประชาชนบนอินเทอร์เน็ต เนื่องจากเรามองว่าทั้งแปดกิจกรรม ทำหน้าที่เป็นตัวยึดโยงของความคิดเรื่องช่องว่าง การถมช่องว่าง และฉายภาพว่าการสร้างนโยบายสาธารณะจากภาคประชาชนขึ้นมา จะเป็นตัวแบบของการพัฒนาเมืองได้อย่างไร กอปรกับเป็นเป้าหมายหนึ่งของงานวิจัยที่เราพยายาม Ground Up ความคิดเห็น ดูว่าแท้จริงผู้คนคิดอย่างไร รวมถึงสกัดข้อมูลระดับชุมชนหรือย่านมาร้อยเรียงกัน เข้าไปเติมในแพลตฟอร์มของข้อมูล เพื่อนำสู่การออกแบบแผนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Plan) และผังออกแบบเชิงแนวคิด (Conceptual Design Plan) จากฐานล่าง ซึ่งมองเห็นคนและกลไกอยู่ร่วมกัน

“แม้ว่าพอทำเสร็จ มันอาจไม่กลายเป็นคำตอบเลยทันที แต่อย่างน้อยๆ จะทำให้ประชาชนมีพื้นที่หรือพูดดังขึ้น จากไม่มีใครรับฟัง ก็จำเป็นต้องฟังแล้วล่ะ” ตากล่าวสรุปทิ้งท้ายอย่างมั่นใจ

คุยกับกลุ่มนักคิด-นักสร้างสรรค์เชียงใหม่ที่ใช้สื่อขับเคลื่อนเมือง เป็นพื้นที่ให้ประชาชนออกแบบนโยบายรัฐและคุณภาพชีวิตด้วยเสียงของตัวเอง

Writer

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

ยินดีต้อนรับผู้อ่านทุกท่าน สู่บทสัมภาษณ์ที่มีรอยยิ้มตลอดทางและครึกครื้นไปกับฉากทัศน์ที่อรรถรสได้สาแก่ใจ เพราะตั้งแต่ “พี่คะ..ฉากแท่มแท้ม..เขาแท่มแท้มกันจริงไหม” จนไปถึง “มึงฆ่าน้องกูนะ มึงทำเหี้ยแบบนี้ได้ยังไง!”

ทำให้ต้องยอมรับจริง ๆ ว่านี่เป็นบทสัมภาษณ์ที่หลากรสชาติ มากเครื่องเคียง ที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิตของผู้เขียน 

เธอคนนี้คือ ครูลูกแก้ว-วริศรา บำรุงเวช ครูสอนการแสดง, Acting Coach, TikToker และอีกหลายบทบาทในโลกที่เธอสามารถเป็นได้ เราชวนเธอมาถ่ายทอดเรื่องราวชีวิต ตั้งแต่ขึ้นรถตู้ไปเรียนแอคติ้งที่กรุงเทพฯ ตอนอายุ 17 แล้วสอบเข้านิเทศฯ การแสดง ฝึกฝนตนเองจนป็นทั้ง ‘ครู’ และ ‘โค้ช’ ของสถาบันสอนการแสดง The Drama Academy 

ไม่เท่านั้น เธอยังเป็น TikToker ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 200,000 คน ด้วยการนำเสนอคอนเทนต์รูปแบบ Q & A ที่เน้นตอบคำถามเบื้องหลังการแสดง ลึกบ้าง ตื้นบ้าง แต่สำคัญตรงไหนล่ะ ? ถ้าคำว่า ‘ในวงการ’ ก็มีแต่เรื่องที่เรา ๆ อยากรู้ 

เพื่อความบันเทิงในระหว่างอ่านบทสัมภาษณ์ต่อไปนี้ ผู้เขียนต้องรบกวนให้ผู้อ่านกดเปิดเสียงครูลูกแก้วในความคิด ปรับไดนามิกให้สุด พร้อมจินตนาการความเล่นใหญ่รัชดาลัยในระหว่างพูดคุยกันตั้งแต่ต้นจนจบของแอคติ้งโค้ชผู้นี้

บางเรื่องใครฟังก็ขำไม่ออก บางเรื่องใครบอกก็หลุดขำกันทุกคน 

ทางผมพร้อมแล้ว คุณผู้อ่านพร้อมนะครับ 

เทปเดิน..ซีน 1..คัท 1..เทค 1…แอคชั่น !

Krulukkaew แอคติ้งโค้ชที่ใช้ TikTok ตอบทุกข้อสงสัยในวงการ ตั้งแต่วิธีเป็นดารายันเลิฟซีน

เดี๋ยวก่อนนะ คุณจบนิเทศฯ แต่เคยไม่รู้จักคำว่า ‘นิเทศศาสตร์’ มาก่อนเหรอ

ชีวิตเรารู้จักแต่หมอ พยาบาล ครู จนเพื่อนบอกว่า ‘มึงน่าจะเรียนนิเทศฯ นะ’ เพราะสมัยมัธยมเราเป็นเด็กกิจกรรม ด้วยความเด็กต่างจังหวัดก็งงว่า นิเทศฯ มันคืออะไรวะ ก็เลยต่ออินเทอร์เน็ตแล้วค้นหาคำว่า ‘นิเทศศาสตร์’ มันก็ขึ้นมาว่า ‘นิเทศ จุฬาฯ’ พอลองอ่านรายละเอียด เห้ย นี่มันกูชัด ๆ

อะไรที่ทำให้มั่นใจว่า ‘เห้ย นี่มันกูชัด ๆ’

เราเป็นเด็กต่างจังหวัดที่เรียนดีประมาณหนึ่ง เลือกสายวิทย์ตอน ม.ต้น เคยไปออกงานประกวดชื่อ Scient Show เป็นโชว์กลทางวิทยาศาสตร์ เราก็เข้าใจว่าเราชอบวิทย์มาตลอด แต่ที่ไหนได้ เราชอบโชว์ (หัวเราะ) เราชอบตอนที่ได้แสดง ไม่ได้ชอบวิทยาศาสตร์ พอขึ้น ม.ปลาย เราก็เรียนไม่ค่อยไหว ในหัวมีคำถามเยอะมาก เริ่มรู้สึกว่ามันไม่ใช่แล้วนะ 

ไม่ใช่แล้วทำยังไงต่อ

ก็คุยกับพ่อแม่ เขาอยากให้เราเป็นหมอ จริง ๆ เขาก็ไม่ได้ห้ามเรามากนะ ค่อนข้างน่ารัก แต่เพราะเป็นข้าราชการครู บวกกับคนยุคนั้นในต่างจังหวัด เขามองว่าการทำงานในวงการเป็นเรื่องไกลตัว เราจะไปยืนตรงนั้นได้เหรอ ซึ่งตัวเราไม่ได้คิดไปไกลขนาดนั้นเลย คิดสั้น ๆ ว่าชอบ ก็เรียน 

เราค่อนข้างมั่นใจมากว่า ถ้าเราเรียนในสิ่งที่ชอบ มันต้องมีลู่ทางสิวะ ต้อง Survive ได้

คุณรอดจาก ‘เด็กสายวิทย์’ จนมาเจอทางที่ตัวเองรักได้ยังไง

ตอนนั้นบอกแม่ว่า ‘แม่ ไปอ่านนิเทศฯ จุฬามา มันตรงมากเลยนะ’ แม่บอกว่า ‘กระแสนิยมแน่นอน’ เราก็ยังบอกแม่อีกว่า เอาจริง ๆ นะ ที่ผ่านมาหนูเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองและดูแลตัวเองได้ แม่คิดว่าหนูเรียนนิเทศฯ ไปแล้วจะไม่มีงานเหรอ  

แล้วสมัยก่อนมันก็มีวิชาแนะแนว ให้เราทำควิซ ผลสรุปออกมาเป็นนิเทศบ้าง อักษรบ้าง ผลมันออกมาฝั่งแบบคอมมูฯ (Communication) หมดเลย แล้วในยุคนั้นก็มีเว็บเด็กดี เขาจัดอบรมการแสดง เราก็ไปสมัครทำกิจกรรมกับเขา จนพ่อแม่รู้สึกว่าลูกน่าจะชอบจริง ๆ คงไม่ใช่กระแสแล้ว พออายุสิบเจ็ดก็เลยขอเงินแม่มาเรียนแอคติ้งที่กรุงเทพฯ ตอนนั้นเป็นโรงเรียนของ ครูเล็ก ภัทราวดี นั่งรถตู้จากสุพรรณฯ มาเรียนทุกอาทิตย์ 

เรารู้สึกว่านี่มันคือฉันนน นี่ฉันไปอยู่ที่ไหนมา มันใช่ไปหมด ถูกต้องไปหมดเลย (มือครูลูกแก้วมือเริ่มปัดป่ายในอากาศ) ตอนอยู่ต่างจังหวัดเราไม่เคยรู้เรื่องพวกนี้มาก่อน อินเทอร์เน็ตยุคนั้นก็ไม่ได้เข้าถึงอะไรมาก 

ยังจำการแสดงครั้งแรกของตัวเองได้ไหม

จำได้ เราเล่นเป็นโสเภณี ! 

สมัยเรียนก็มีเล่นละครนิเทศจุฬาฯ ในหอประชุม ตอนนั้นเล่นอยู่สองเรื่อง คือ วิมานมายา กับ ฟินาเล่ ตอนนั้นเล่นแย่มากเลยนะ กะโหลกกะลามาก แล้วตอน วิมานมายา เราเล่นเป็นโสเภณี ส่วน ฟินาเล่ เรื่องราวมันเกี่ยวกับโรงละคร ได้รับบทเป็นตัวละครหนึ่งที่เป็นตัวประกอบที่อยากได้บทมาก ๆ ก็สนุกดี 

แล้วชีวิตจริงคุณรับบทเป็นอะไร

มันมีสองคำ ต้องแยกก่อนนะ หนึ่ง ครูสอนการแสดง สอง แอคติ้งโค้ช 

Krulukkaew แอคติ้งโค้ชที่ใช้ TikTok ตอบทุกข้อสงสัยในวงการ ตั้งแต่วิธีเป็นดารายันเลิฟซีน

ครูสอนการแสดง กับ แอคติ้งโค้ช ต่างกันยังไง

ครูสอนการแสดงต้องสอนการแสดงตั้งแต่ระดับพื้นฐานไล่ไปถึงระดับแอดวานซ์ ซึ่งอาชีพครูสอนการแสดงจำเป็นมาก ถ้าเกิดนักแสดงข้ามไปเวิร์กชอปโดยที่พื้นฐานไม่แน่น มันเหมือนเอานักกีฬาที่ไม่ผ่านการเทรนไปลงสนาม แบบนั้นไม่เวิร์กแน่ ๆ ส่วนแอคติงโค้ชก็เหมือนโค้ชนักฟุตบอลที่อยู่ริมสนาม ถ้าเขาเล่นไม่ได้ เรามีหน้าที่ทำให้เขาเล่นได้

เรายกตัวอย่าง ครูเงาะ (รสสุคนธ์ กองเกตุ) เขาน่าจะเป็นคนแรก ๆ ที่ถูกพูดในเรื่องแอคติ้งโค้ชของประเทศไทย ซึ่งมันเริ่มมาจากหนังเรื่อง แฟนฉัน (2003) เรื่องนั้นนักแสดงเด็กเยอะใช่ไหม แล้วผู้กำกับดูแลยาก ก็เลยมีอาชีพนี้ขึ้นมาเพื่อดูแลเด็กให้เด็กเล่นให้ได้ เพราะสมัยก่อนเด็กจะท่องบทกันแบบ

ทำ-ไม-เหรอ – (ครูลูกแก้วเลียนเสียงใส ๆ ของเด็ก ไม่มีน้ำหนักแบบอ่านท่อง) 

ฉัน-รัก-เธอ – (ทำท่าตามคำ ชี้ตัวเองและอีกฝ่าย เหมือนท่าเต้นเพลงออกกำลังกายยามเช้าของเด็กเล็ก)

แต่เราช่วยให้พูดให้เป็นธรรมชาติได้ ก็ฉันรักเธออะ หรือถ้าผู้กำกับอยากให้นักแสดงร้องไห้ฟูมฟาย เราก็มีหน้าที่บิลด์อารมณ์ให้เขารู้สึก ต้องใช้จินตนาการทุกวิถีทางให้นักแสดงรู้สึกตามนั้น

Krulukkaew แอคติ้งโค้ชที่ใช้ TikTok ตอบทุกข้อสงสัยในวงการ ตั้งแต่วิธีเป็นดารายันเลิฟซีน

แล้วแอคติ้งโค้ชคนนี้เคยทำใคร ‘ร้องไห้’ มาบ้าง

ปิงปอง ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ เราไปแค่ฉากร้องไห้เลย เพราะ พี่เติ้ล (กิตติภัค ทองอ่วม) ที่เป็นผู้กำกับเขาเก่งเรื่องคอมเมดี้อยู่แล้ว แต่ฉากนั้นปิงปองต้องร้องไห้ เขาก็ห่วงว่าจะร้องไห้ได้ไหม ก็เลยจ้างเราไปแค่ครึ่งวัน พอปิงปองร้องไห้เสร็จ เราก็สวัสดี รับเงิน กลับบ้าน คือไปแค่นั้นจริง ๆ ไปเพื่อทำให้ปิงปองร้องไห้ (ฉากที่ว่านี้อยู่ใน ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ เดอะซีรีส์ Season 3 Ep 9 ฉากที่ปิงปองถูกคนรักบอกยุติความสัมพันธ์ในห้องพัก แล้วร้องไห้หนักอย่างสิ้นหวัง เป็นฉากสะเทือนใจที่หลายคนยังจำกันได้ดี)

นอกจากทำนักแสดงร้องไห้ อาชีพแอคติ้งโค้ชต้องทำอะไรอีก

มีสองพาร์ต พาร์ตเวิร์กชอปกับพาร์ตไปหน้าเซ็ต

พาร์ตเวิร์กชอปเราก็จะอ่านบท แล้วประเมินว่าตัวละครที่ให้เราเวิร์กฯ เป็นตัวหลักกี่คน แล้วทักษะอะไรบ้างที่เขาต้องการจากเรื่องนี้ เช่น ซีรีส์วาย ต้องการเคมีคู่ ก็ต้องนัดตัวเอกเพื่อมาเวิร์กชอปปรับเคมีก่อน หรือถ้าทำซีรีส์คอมเมดี้ นักแสดงก็ต้องมาทุกคน เพื่อมาทำพื้นฐานคอมเมดี้ด้วยกัน

ส่วนพาร์ตหน้าเซ็ต ก็ทำงานเหมือนทีมงานคนหนึ่ง เราต้องดูเบรกดาวน์ วันนี้มีถ่ายซีนอะไร อยู่หน้าเซ็ตก็ต่อบทให้นักแสดง บรีฟนักแสดง เสริมเรื่องแอคติ้งว่าในหัวต้องคิดอะไรเพื่อบิลด์อารมณ์ แล้วก็ดูแลนักแสดงหลังจากนั้นด้วย สมมติว่าเขาต้องร้องไห้ ก็ต้องปรับอารมณ์หรือช่วยเหลือเขาตรงนั้น 

การโค้ชครั้งไหนที่ท้าทายคุณที่สุด

เรื่องแรก ๆ ทำหนังผี เพื่อน..ที่ระลึก (2017) กับ เพื่อนเฮี้ยนโรงเรียนหลอน (2014) ที่ท้าทายคือ หนังผีจะมี Emotional Extreme สุดโต่งมาก แล้วตอนนั้นเรายังเด็กกว่านี้ มีความกังวลว่าจะใช้วิธีนั้นได้ไหม วิธีนี้ได้ไหม ถ้าลำบากขึ้นมาอีกก็ เรื่อง เคว้ง (2019 ซีรีส์ไทยเรื่องแรกของเน็ตฟลิกซ์ประเทศไทย) เหนื่อยที่โลเคชัน แถมลำบากตรง Multiple Characters คือเราต้องดูแลตัวละครเยอะมาก เราจะทำให้มันต่างกันได้ยังไง แล้วถ้าฉากนั้นต้องดราม่าหลายคน เราจะไปอยู่ตรงไหน อยู่กับใคร บางทีก็ต้องให้คนที่ดูแลตัวเองได้ดูแลกันไปก่อน 

คุณบิลด์นักแสดงยังไง สาธิตให้ดูหน่อย

ลองคิดซิ ถ้าสมมติว่าออกจากประตูนี้ไป แล้วไม่มีเขามันจะเป็นยังไง 

เราพูดแค่นี้ แล้วนักแสดงบางคนก็ดูแลตัวเองได้เลยก็มี หรือบางคนเป็นสายที่ชอบให้คนมาแอทแท็กเยอะ ๆ สมมติว่าในฉากที่ตัวละครต้องรู้สึกผิดที่ทำให้คนตาย อาจจะบิลด์ในเบอร์ที่..

มึงฆ่าน้องกูนะ มึงทำเหี้ยแบบนี้ได้ยังไง! 

แต่เราก็ต้องรู้นะว่าทรงของนักแสดงเขาเป็นประมาณไหน (หัวเราะ) หรือบางคนมาในรูปแบบ ‘นักร้องตาม’ เขาร้องก่อนไม่ได้ แต่ถ้าเห็นอีกคนร้อง เขาจะร้องด้วย เราก็จะร้องไห้ใส่ก่อนเลย สิ่งสำคัญคือ เราต้องรู้ว่าใช้วิธีการไหนกับเด็กคนไหน 

Krulukkaew แอคติ้งโค้ชที่ใช้ TikTok ตอบทุกข้อสงสัยในวงการ ตั้งแต่วิธีเป็นดารายันเลิฟซีน

เคยอินกับบทมาก ๆ จนเกิดผลกระทบกับตัวเองบ้างไหม

สำหรับเราไม่เคย พอสั่งคัตเราก็ปรับตัวได้ปกติ เพราะถูกสอนมาว่าศิลปินคือเจ้าของปากกา เราถือมัน เราก็ต้องวาง ดังนั้น อยู่กับปัจจุบัน คัตปุ๊บก็ไปกินน้ำกินท่าเปลี่ยนร่างกาย เปลี่ยนการโฟกัส เปลี่ยนจินตนาการที่อยู่ในหัว (แล้วเด็กที่คุณเคยโค้ช เจอปัญหาแบบนี้ไหม) มีนะ ประมาณว่ากลับบ้านไปแล้วโทรมาว่า ครู หนูเอาไม่ออก หนูยังคิดวนอยู่ เราก็ตอบให้เขาค่อย ๆ หายใจแล้วอยู่กับลมหายใจปัจจุบัน หนูคือใคร ใช่ตัวละครไหม ถ้าไม่ใช่ ไปทำในสิ่งที่ตัวละครจะไม่มีวันทำ 

เราเคยอ่านเรื่อง วาคีน ฟีนิกซ์ (Joaquin Phoenix) ตอนที่เขาเล่น Joker (2019) เขาบอกว่าเขาจูนเอาต์ได้ เพราะตอนเป็นโจ๊กเกอร์ เขาอยู่กับความฮังเกอร์ ความหิวโหยตลอดเวลา ต้องลดน้ำหนัก ต้องอยู่กับมายด์เซ็ตของโจ๊กเกอร์ แต่พอเขาตัดปุ๊บ ไม่เป็นโจ๊กเกอร์ละ เขาก็บินกลับบ้านที่แอลเอ ก็อ้าว นี่ไงหมาฉัน ไม่ใช่หมาโจ๊กเกอร์ มันการกลับมาอยู่กับปัจจุบัน 

จากครูสอนการแสดงและแอคติ้งโค้ช อะไรบิวต์ให้มาเปิดช่อง TikTok  

ตอนแรกเลย รุ่นน้องที่รู้จักในคณะทำงานที่ TikTok เขามาอบรมสอนตัดต่อให้เด็กที่นี่ ซึ่งตอนนั้นเราเป็นครูอยู่ ก็เลยโหลด TikTok มาด้วย แล้วทำอะไรโง่ ๆ เล่นไปด้วย ทีนี้ไปเจอพี่คนหนึ่งเป็นเพื่อนกันในเฟซบุ๊ก ชื่อ ครูฝน ภักดี เขาสอนบุคลิกภาพ ครูฝนมาคุยกับเราว่าตอนนี้โรงเรียนสี่ชั้นเต็มหมดแล้ว เพราะคนมาจาก TikTok เราก็เลยแบบ จริงเหรอ

จนช่วงโควิด-19 รอบแรก ครูเงาะเขาให้เรามาดูแลโรงเรียนให้ เป็นเหมือนครูใหญ่คอยจัดการคลาส ทำคอร์สออนไลน์อะไรดี ทำยังไงให้โรงเรียนอยู่ได้ ก็เลยรู้สึกว่าเราต้องสร้างตัวตน พวกเราจะพึ่งบารมีแม่ (ครูเงาะ) ไปตลอดได้เหรอ ก็เลยลองทำดู 

ฉากเปิดตัวใน TikTok ของครูลูกแก้วคืออะไร

เป็นคลิป สาเหตุที่ทำให้คุณยิ้มไม่สวย คือหนึ่ง ยิ้มแหย ๆ สอง ปากยิ้มแต่ตาไม่ยิ้ม ก็ต้องแก้ที่จินตนาการหน่อยว่า คุณมีความรู้สึกมีความสุขจริง ๆ เวลาถ่ายรูป เมืองไทยเราติดนิสัยยิ้ม = รอด มันก็จะติดยิ้มกันแบบที่มันไม่ได้สนุก ไม่ได้ออกมาจากข้างใน คนตามคลิปนี้เยอะเลยนะ คือนับแต่นั้นมาก็ทำคลิปเรื่อย ๆ

@krulukkaew

สาเหตุของการยิ้มไม่สวยและวิธีการแก้ไข #krulkacting #tiktokuni

♬ original sound – Warissara Bumrungwac – ครูลูกแก้ว

ตอนแรกไม่เชื่อด้วยซ้ำว่าจะมีคนติดตามถึงสองแสนคน เพราะมันดู Niche Market มาก แต่พอทำไปเรื่อย ๆ เห้ย มันมีคนอยากรู้เยอะ แถมไม่ต้องใช้เวลาคิดคอนเทนต์ เพราะเราทำคอนเทนต์จากคำถาม มีคนมาถามทุกวัน แล้วก็อัดตอบ 

คุณคิดว่าคาแรกเตอร์ของ TikTok ต่างจากแพลตฟอร์มอื่นยังไง 

เราว่า TikTok รวบรวมคนที่อยากแสดง คิดไปคิดมาคือทาร์เก็ตของเราอยู่ในนั้น อัลกอริธึมมันง่าย คนมาตามเราง่ายมาก เขาแค่กดดูไปเรื่อย ๆ แต่ไม่ใช่ Loyalty Fan ไม่ใช่เราไม่มีนะ มันก็มีบ้าง จากใน TikTok เขาก็จะมาติดตามเราในแพลตฟอร์มอื่น ๆ ด้วย เพราะหน้าโปรไฟล์เรามันเชื่อมไปไอจีได้ ไลน์ก็ได้ ถ้าเขาสนใจก็ซื้อคอร์สเรียนได้เลย อีกเหตุผลที่เราต้องทำ ก็เพราะเป็นปลั๊กเชื่อมไปสู่แพลตฟอร์มอื่น ๆ ที่เขาอยากติดตามเรามากกว่า

แล้วคาแรกเตอร์ของคนที่เล่น TikTok เป็นแบบไหน

TikTok มีเด็กน้อยเยอะนะ มีช่วงหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว เราเข้าสัมมนาเกี่ยวกับเด็กวัยรุ่น ทำให้เรารู้ว่าเด็กเปิดแอปฯ ค้างอยู่สองแอปฯ คือ Instagram กับ TikTok เพราะเขาชอบ Short Story กัน Reel ก็เลยมา เพราะไม่งั้นก็โดน TikTok กินเรียบ ฉะนั้น TikTok คือ Young Gen มาก ๆ แต่เราก็เจอเด็กที่เติบโตแล้วกับเด็กจริง ๆ นะ เคยเจอคอมเมนต์ที่เห็นแล้วต้องทำใจอย่างเดียว เช่น เป็นครูเหรอ ไม่เห็นจะเล่นดีเลย แบบนี้ก็มี เราก็ช่างเขา ปล่อยเขาไป 

ซึ่งเราเคยคุยกับเพื่อนที่เป็นนักจิตวิทยานะ เขาบอกว่าบางทีต้องเข้าใจก่อนว่า คนคนนั้นอาจคิดว่าเขาสนิทกับเรา เพราะเขาเห็นหน้าเราทุกวัน บางทีเขาไม่ได้ตั้งใจ แต่ด้วยความสนิท เขาก็เลยแสดงออกแบบนั้น

คอนเทนต์หลักของครูลูกแก้วคือการตอบคำถาม มีคำถามไหนพีค ๆ บ้าง

“คนที่ตายในทีวี เขาตายจริงไหมคะ” 

“เขาโดนต่อยจริงไหม” 

“โดนเข็มฉีดยาแทงจริงไหม” 

“ดาราเขามีกลิ่นตัวไหมคะ”

“ฉากแท่มแท้ม เขาแท่มแท้มกันจริงไหม”

หนูลูก นี่ถามจริง ๆ ใช่ไหม เราเอ็นดูนะ คืออยู่ใน TikTok ต้องจิตใจแข็งแรง มีคนหนึ่งเคยถามว่า “ถ้าพระเอกกับนางเอกจูบกันแล้วเขาท้อง ต้องไปทำแท้งไหม” ถามแบบนี้ประมาณสามสี่คลิปเลยนะ เราก็โอเคลูก การท้องเกิดจากไข่และสเปิร์มปฏิสนธิกัน ทีนี้ในการแสดงมันไม่มีถึงขั้นที่ให้ไข่กับสเปิร์มมันมาปฏิสนธิกันได้ ก็ไม่ท้องนะคะ 

@krulukkaew

Reply to @maxs75201 ถ้านักแสดงเสียชีวิตระหว่างถ่ายทำ ทำไง #tiktokแนะแนว #tiktokuni #ฉันเพิ่งรู้

♬ original sound – ครูลูกแก้ว – ครูลูกแก้ว

ส่วนคำถามที่ถามบ่อยที่สุดก็ อยากเป็นนักแสดงต้องทำยังไง ซึ่งเราแก้ปัญหาด้วยการทำคลิปลงยูทูบ ความยาวประมาณสิบสี่นาที พูดไปเลย อยากเป็นนักแสดงต้องทำอะไรบ้าง ทีนี้พอใครถามใน TikTok ก็จะบอกเลยว่าให้ดูคลิปนี้ 

บางคนถามเรื่องเกี่ยวกับทักษะก็มี เช่น เทคนิคการจำบท เทคนิคการร้องไห้ ซึ่งอันไหนที่คนถามเยอะ เราก็จะเอามาทำเป็นอัลบั้มคลิป รวบรวมไว้เป็นหมวด ๆ เช่น Acting Challenge เทคนิคแอคติ้งต่าง ๆ การถ่ายทำ และเบื้องหลังการถ่ายทำ วิธีการส่งแคสเขาต้องทำอะไรบ้าง

คำถามแบบไหนที่จะเข้ารอบ 

เราดูว่าอันไหนที่เป็นประโยชน์ก็อัดตอบลงในคลิป เช่น ตากล้องต้องมีสคริปต์ไหม ออกกองฝนตกใช้อะไร เราเคยทำหนังฝนตกมาก่อน เรามีรูป มีคลิป ก็เลยทำเป็นโพสต์วิดีโอดีกว่า ซึ่งเนื้อหาบางทีก็วน ๆ เอาเรื่องเทคนิคกลับมาพูดบ้าง เอาเรื่องความมั่นใจกลับมาพูดบ้าง 

มีช่วงหนึ่งเด็กจะถามในแง่ตัวเองจะขาดสิ่งนั้น เช่น หนูหน้าไม่ดี คงเป็นนักแสดงไม่ได้หรอกใช่ไหมคะ นักแสดงต้องรวยทุกคนไหมคะ ต้องขาวไหมคะถึงจะเป็นนักแสดงได้ – แล้วรัศมีแขล่ะ พี่เบนซ์ พรชิตา, แนท น้ำตาล เขาก็เป็นได้ 

หรือหนูมีสิว หนูก้นลาย หนูมีแผลเป็น หนูเป็นนักแสดงได้ไหม คือพอเป็นวัยรุ่นเขาจะกังวลเรื่องภาพลักษณ์-รูปลักษณ์ของตัวเอง เรื่องพวกนี้ยิ่งรู้สึกว่ายิ่งต้องอยู่ใน TikTok เพื่อจะบอกว่า You’re beautiful in your way นะ เราสวยในแบบของเรา นักแสดงก็เป็นมนุษย์ สิวเขามีปกติ ถ้ามีก็รักษา 

เด็กไม่มั่นใจเพราะอะไร

คิดว่าจังหวะวัยรุ่นนะ เราอยากได้รับการยอมรับจากเพื่อน แล้วคำคอมเมนต์จากเพื่อนมีอิทธิพลมาก เช่น “มึงไม่เห็นจะสวยเลย” “มึงเป็นดาราไม่ได้หรอก” “หน้าบาน อีอ้วน” มันคือคำที่เพื่อนบูลลี่ แล้วตอนวัยรุ่นเรายังไม่สตรองพอ เรายังหาตัวเองไม่เจอ ก็จะรู้สึกเขว รวมถึงบางบ้านถ้าโดนพ่อแม่ด่ามาด้วย ทีนี้ก็กู่ไม่กลับ 

อยากเปลี่ยนความเข้าใจเรื่องพวกนี้ไหม 

ใช่ค่ะ ตลอด เราสอนเด็กวัยรุ่นเยอะและเชื่อว่าความมั่นใจมันส่งผลกับชีวิตเยอะด้วย ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงหรือเป็นใครก็ตาม เราไม่อยากให้คุณอยู่กับปัญหาตลอดเวลา ก็เลยจริงจังกับประเด็นความมั่นใจ ซึ่งสำหรับเด็ก เรื่องความมั่นใจจะ ‘Effect by ความสวย’ คิดว่าคนนั้นคนนี้จะรู้สึกยังไงกับเรา แต่ความจริงคือ เราห้ามความคิดใครไม่ได้ ถ้าคุณวิ่งตามให้คนอื่นชอบ เหนื่อย อยากใช้ชีวิตเหนื่อยไหมล่ะ 

ครูลูกแก้ววางบทตัวเองในโลกออนไลน์ไว้ยังไง

เราอยากเป็น ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ในโลกของวงการ 

เพราะวงการ ‘ไม่ปลอดภัย’ เหรอ

มีเด็กโดนหลอกจากมิจฉาชีพเยอะ จากการไปแคสงาน หลอกด้วยการบอกว่าเราชอบเธอมาก อยากได้เธอไปเล่น แต่ต้องจ่ายค่าเรียนมาก่อนนะ สองหมื่น แล้วเขาก็เอาเงินสองหมื่นมาจ้างโปรดักชันที่ไม่มืออาชีพมาสอนง่อย ๆ แล้วก็อัดให้เล่นหนังลงยูทูบ เราก็บอกเลยว่า ถ้าเขาจะปั้นเรานะ เราจะไม่เสียตังค์แม้แต่บาทเดียว แต่ถ้าอยากเรียนโรงเรียนการแสดง ก็ให้มาเรียนโรงเรียนที่มีชื่อ ที่เรารู้ว่าเราจะได้เรียนกับใคร ซึ่งทุกครั้งที่มีคนอินบ็อกซ์มาบอกเราแบบนี้ เราจะขออนุญาตเขาแคปฯ ไปเตือนคนอื่นเลย

คุณเรียนรู้อะไรจากบทบาทที่เป็นอยู่

ถ้าในบทบาทการสอน เราเรียนรู้ว่าวิธีการเก่า ๆ มันไม่เวิร์กกับเด็กทุกคนแล้ว เขาจะไม่ได้อยู่กับการหลับหูหลับตาทำไป สมมติให้ทำท่าน่าเกลียด ก็จะมีคำถามว่า ทำไมต้องทำท่าน่าเกลียด จะเป็นนักแสดงนะ เราก็ตอบว่า เพื่อให้เราไม่คิดเยอะ ว่าคนอื่นจะมองเรายังไง ซึ่งการดีลกับเด็ก Gen นี้ ต้องบอกเป้าหมายเขาด้วยว่าทำไปเพื่ออะไร ส่วนการแอคติงมันทำให้เราเป็นคนที่เข้าใจตัวเอง พอเข้าใจตัวเองมันก็ง่ายต่อการใช้ชีวิต 

บางอย่างเราไม่รู้ตัวว่าเราเป็นแบบนี้ แต่เราจะรู้เมื่ออยู่ในห้องการแสดง เช่น แต่ก่อนเป็นคนที่ไม่มีพาร์ตอ่อนหวานเท่าไหร่ ไม่ขอร้องใคร ไม่ขอความช่วยเหลือใคร เพราะโตมาแบบผู้หญิงเก่ง สมมติจะจีบผู้ชาย ก็ไม่เคยโชว์ความอ่อนหวาน แต่พอเราแสดง เรารู้ว่าเราก็มีพาร์ตนี้ได้นะ เราขอความช่วยเหลือก็ได้นะ ชีวิตมันก็ง่ายขึ้นเลย และการออกกองก็ทำให้เราอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น เราต้องสลัดความหงุดหงิดหรืออะไรก็ตามในซีนที่แล้วให้เร็วที่สุด เพราะชัยชนะของแอคติ้งโค้ช ผู้กำกับ หรือนักแสดง มันขึ้นอยู่กับซีนต่อซีน 

แล้วการเป็น TikToker ตอบแทนคุณยังไง

มันสอนเราเรื่อง Personality Branding สำคัญมากจริง ๆ แล้วมันช่วยจริง ๆ ในโลกยุคนี้ มันทำให้คนเกิดความ Trust ในตัวเรา แต่เราต้องให้ก่อนนะ เขาถึงจะมาซื้อสินค้าหรือตัวตนเรา 

ฉากต่อไปของครูลูกแก้วเป็นแบบไหน

เราอยากเป็นผู้จัด เพราะรู้สึกว่าแอคติงโค้ชมันเป็นปลายน้ำ บทมายังไง เราก็ต้องโค้ชสิ่งนั้น แต่บางทีบทก็ไม่ Make Sense ในอนาคตก็เลยอยากเป็นต้นน้ำ และจริง ๆ เราก็อยากทำซีรีส์เป็นของตัวเองด้วย 

ปีหน้า ถ้าสถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้น เรามีโปรเจกต์รออยู่เยอะมาก ทั้งซีรีส์ หนังผี หนังคอมเมดี้ แล้วก็มีโปรเจกต์กับโรงเรียนที่คิดว่าคงขยับขยายอะไรได้อีกเยอะ แต่ถ้าโควิด-19 ยังไม่หมด ก็จะพัฒนาไปทางออนออนไลน์แทน

 เข้าฉากกับ ครูลูกแก้ว-วริศรา บำรุงเวช TikToker ที่ตอบทุกคำถามในชีวิตการทำงาน เบื้องหลังการแสดง และวงการบันเทิงไทย จนมีผู้ติดตามมากกว่า 200,000 คน

ติดตามครูลูกแก้วได้ที่ : www.tiktok.com/@krulukkaew

Writer

กันติกร ธะนีบุญ

อดีตผู้ช่วยบรรณาธิการโต๊ะสารคดีที่ชอบอ่าน-เขียนเทียบเท่ากัน ปัจจุบันเป็น Copywriter และนักเขียนอิสระ ผู้หลงใหลในชุดเอี๊ยมและงานศิลปะทุกชนิด

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load