“เมื่อก่อนรั้วของอาคารศาลากลางกินบริเวณจนชิดถนนพระปกเกล้าเลย จนสมัยผู้ว่าฯ ชัยยา พูนศิริวงศ์ ถึงมีการขยับรั้วให้ชิดเข้ามาอยู่หน้าอาคาร พอรั้วเข้าไป เชียงใหม่ก็ได้จัตุรัสของเมือง เป็นพื้นที่สาธารณะแห่งแรกของเชียงใหม่” อาจารย์จุลทัศน์ กิติบุตร ศิลปินแห่งชาติและคณะกรรมการบริหารเครือข่ายพิพิธภัณฑ์กลางเวียงเชียงใหม่ กล่าว

ในสวนด้านหลังสำนักงาน Chaing Mai Architects Collaborative สำนักงานสถาปนิกของอาจารย์จุลทัศน์ใจกลางเมืองเก่าเชียงใหม่ อาจารย์รำลึกความหลังถึงพื้นที่ก่อนจะมาเป็นข่วงอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ที่คนเชียงใหม่คุ้นเคย

“เมื่อก่อนผมพักที่นี่ (สำนักงานฯ-ผู้เขียน) มีธุระกับทางราชการก็เดินจากบ้านเลียบถนนราชดำเนิน เลี้ยวขวาไปนิดเดียวก็ถึงศาลากลางเชียงใหม่ ที่จำได้ดีไม่ใช่เพราะอยู่ใกล้บ้าน แต่อาคารหลังนี้เป็นอาคารทรงตะวันตกหลังแรกๆ ของเมือง คนเมืองเรียกกันในชื่อ ‘ตึกฝรั่ง’ เป็นอาคารที่สัดส่วนสวยและน่าประทับใจมาก ขณะเดียวกัน จัตุรัสด้านหน้าในยุคต่อมาก็กลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยว สถานที่จัดงาน รวมไปถึงพื้นที่ทางการเมืองของคนเชียงใหม่” อาจารย์จุลทัศน์กล่าว

จากสำนักงาน ผมเดินไปตามเส้นทางที่อาจารย์บอก หันหน้าไปทางดอยสุเทพ เลียบถนนราชดำเนิน เลี้ยวขวาบริเวณสี่แยกกลางเวียงสู่ถนนพระปกเกล้า เดินต่ออีกไม่ถึง 5 นาที จะพบลานโล่งสุดสายตา เป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์พญามังราย พญางำเมือง และพ่อขุนรามคำแหง หนึ่งกษัตริย์ผู้ก่อตั้งเมืองเชียงใหม่ และอีก 2 สหายกษัตริย์ที่ปรึกษาในการตั้งเมืองตามพงศาวดาร  

ผู้คนรู้จักพื้นที่ดังกล่าวในชื่อ ‘ข่วงอนุสาวรีย์สามกษัตริย์’ ส่วนอาคารฝรั่งที่อาจารย์จุลทัศน์พูดถึงคือ ‘อาคารหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่’ หรือ ‘หอศิลป์สามกษัตริย์’ ที่อยู่ด้านหลัง กระนั้นคนในท้องที่ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไปจะคุ้นปากเรียกว่า ศาลากลางเก่า ตามหน้าที่ดั้งเดิมของมัน

ศาลากลางหลังเก่าถูกเปลี่ยนมาเป็นพิพิธภัณฑ์ทางศิลปวัฒนธรรมหลังใหม่และแห่งแรกของเมือง เมื่อ พ.ศ. 2545 หากตามราชกิจจานุเบกษา ระบุว่าอาคารหลังดังกล่าวแรกเริ่มถูกสร้างเป็นศาลาว่าการรัฐบาลมณฑลพายัพ ในยุคก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองของสยาม เปิดทำการครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2462

อาคารศาลากลางหลังเก่า ก่อนมีการขยับรั้วเข้าไปด้านในเพื่อสร้างข่วงอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ถ่ายโดยบุญเสริม สาตราภัย พ.ศ. 2512

แน่นอนว่า พ.ศ. 2562 นี้ อาคารมีอายุครบ 100 ปีพอดี  

ถ้าเทียบกับสิ่งปลูกสร้างในเมืองที่สถาปนาขึ้นเมื่อกว่า 700 ปี มาแล้วอย่างเชียงใหม่ อาคารอายุ 100 ปี ดูจะไปวัดไปวากับวัดวาอายุอย่างน้อยๆ ก็ 500 ปี ที่ตั้งอยู่โดยรอบไม่ได้ กระนั้น ถ้ามองในมุมกลับ จะมีอาคารที่สร้างขึ้นในยุคสมัยใหม่สักกี่หลังที่ยังคงตระหง่านข้ามเวลามาได้ถึงศตวรรษ และยังคงมีการใช้งานอยู่จนถึงทุกวันนี้ ยังไม่นับรวมความหมายเชิงพื้นที่ที่อาคารหลังนี้ตั้งอยู่ ซึ่งเกาะเกี่ยวกับความเป็นเมืองเชียงใหม่มาเกินกว่าอายุของอาคาร ไม่รู้ต่อกี่เท่า 

ครับ, บทความนี้ผมจะพาไปสำรวจประวัติศาสตร์ของอาคารหลังนี้กัน ประวัติศาสตร์ของที่ดินก่อนอาคารจะปลูกสร้าง ก่อนจะกลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ พื้นที่ประชุม และห้องรับแขกกลางเวียงของคนเชียงใหม่

1

ณ ที่ที่เป็นศูนย์กลาง 

เมื่อพิมพ์คำว่าหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ใน Google Maps แผนที่ดาวเทียมจะเผยให้เห็นทำเลที่ตั้งอยู่ใกล้จุดศูนย์กลางเขตเมืองเก่า ที่ล้อมรอบด้วยคูน้ำและแนวกำแพงเมืองเก่าในรูปทรงสี่เหลี่ยมคางหมู เสาหลักเมืองเชียงใหม่ หรือ ‘อินทขิล’ จึงรประดิษฐานไว้ ณ วัดสะดือเมือง (วัดอินทขิล-ชื่อปัจจุบัน) วัดที่ว่ากันว่าตั้งอยู่ในพื้นที่สะดือ หรือจุดศูนย์กลางของเมืองเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ห่างจากหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่เพียงเดินข้ามถนน 

ในแผนที่เมืองเชียงใหม่ฉบับ พ.ศ. 2436 ซึ่งเป็นแผนที่ทางการฉบับแรกๆ ของเมือง ทำเลของหอศิลป์สามกษัตริย์ในปัจจุบันยังปรากฏอยู่ในชื่อ หอพระแก้วร้าง สอดคล้องไปกับตำนานพระแก้วมรกตที่ระบุว่าเมื่อพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์แห่งราชวงศ์มังรายลำดับที่ 9 อัญเชิญพระแก้วมรกตมาจากเขลางค์นคร (ลำปาง) มายังเชียงใหม่ พระองค์ทรงสร้างโลหะปราสาทสำหรับประดิษฐานพระแก้วมรกตไว้ ก่อนจะมีการอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ วัดเจดีย์หลวงระหว่าง พ.ศ. 2011 – 2096

สำรวจประวัติศาสตร์ในรอบหนึ่งศตวรรษของเมือง ผ่านอาคาร หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่
ภาพอาคารศาลาว่าการรัฐบาลมณฑลพายัพ เมื่อครั้งใช้รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) พ.ศ. 2468

ปัจจุบันพระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ที่กรุงเทพฯ โลหะปราสาทที่เชียงใหม่ไม่มีอยู่แล้ว เช่นเดียวกับหอพระแก้วร้างที่ปรากฏเพียงชื่อบนแผนที่โบราณ กระนั้นก็มีข้อสันนิษฐานหนึ่งที่ว่า แนวกำแพงโบราณที่ถูกขุดพบและจัดแสดงอยู่ชั้นใต้ดินหอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ (พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ที่สร้างขึ้นภายหลัง) ด้านหลังอาคารหอศิลปวัฒนธรรมฯ อาจเป็นแนวกำแพงของโลหะปราสาท สถานที่ที่เคยใช้ประดิษฐานพระแก้วมรกต  

ใช่เพียงความสำคัญในฐานะศูนย์กลางทางภูมิศาสตร์และความเชื่อ พื้นที่ดังกล่าวยังเป็นศูนย์บัญชาการทางการเมืองและจุดเริ่มต้นของความทันสมัยของเชียงใหม่ ความที่ว่าในประวัติศาสตร์ยุคใกล้ ก่อนที่มณฑลพายัพ (ชื่อเรียกเชียงใหม่และจังหวัดภาคเหนืออื่นๆ ระหว่าง พ.ศ. 2442 – 2476) จะเป็นจังหวัดของสยาม ปรากฏหลักฐานของการสร้างคุ้มหลวงหรือสถานที่พำนักและว่าราชการของเจ้าผู้ครองนครในละแวกดังกล่าวหลายต่อหลายครั้ง ภายหลังโรงเรียนรัฐบาลแห่งแรกของภาคเหนืออย่างโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย ถือกำเนิดจากเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ประทานพื้นที่คุ้มหลวงบางส่วนสำหรับสร้างโรงเรียน โดยพื้นที่ที่ว่าอยู่เยื้องกับข่วงอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ในปัจจุบัน

สำรวจประวัติศาสตร์ในรอบหนึ่งศตวรรษของเมือง ผ่านอาคาร หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่
แนวกำแพงโบราณที่มีการค้นพบด้านหลังหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่

และนั่นเป็นช่วงเวลาไม่นานก่อนที่เชียงใหม่จะเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสยาม และมีการจัดสร้างและเปิดใช้ อาคารศาลาว่าการรัฐบาลมณฑลพายัพ ใน พ.ศ. 2462 อาคารก่ออิฐถือปูนความสูง 2 ชั้น ครอบด้วยหลังคาทรงปั้นหยา มีคอร์ตกลางอยู่ภายใน นี่คืออาคารทรงโคโลเนียลหลังแรกๆ หนึ่งในสถาปัตยกรรมที่สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นสมัยใหม่ของอดีตเมืองหลวงแห่งอาณาจักรล้านนา

ศาลาว่าการรัฐบาลมณฑลพายัพเปิดทำการอยู่ได้เพียง 13 ปี ภายหลังคณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครอง สยามเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยเมื่อปี 2475 อาคารหลังเดิมถูกเปลี่ยนนามให้เป็นที่รู้กันในเจเนเรชันหลังว่า ศาลากลางเชียงใหม่ 

เสี้ยวหนึ่งของความเคลื่อนไหวบนพื้นที่อันเป็นศูนย์กลางนครโบราณที่ยังคงมีชีวิต เป็นเช่นนี้

2

ย้ายศูนย์ราชการ

“แต่เดิมเกือบทุกสำนักงานของรัฐรวมอยู่ในอาคารนี้หมด แต่พอเมืองขยายขึ้น มีผู้คนมาใช้ชีวิตอยู่มากขึ้น พื้นที่เดิมจึงไม่อาจรองรับได้พอ” สุวารี วงศ์กองแก้ว ผู้อำนวยการหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ ชี้ให้ผมดูตราสำนักงานคลังและตราสำนักงานสรรพากร ซึ่งประดับอยู่บนผนังด้านหลังของอาคารหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ หลักฐานของการเคยมีอยู่ของสำนักงานราชการ

แม้ไม่ใช่อาคารทรงโคโลเนียลหลังแรก หากความที่ว่านี่เป็นอาคารทรงโคโลเนียลที่เปิดให้ประชาชนเข้ามาใช้งานภายในได้ การมีอยู่ของอาคารหลังนี้ในยุคแรกจึงเป็นเรื่องน่าตื่นตาสำหรับคนเชียงใหม่เป็นพิเศษ

สอดคล้องกับความเห็นของอาจารย์จุลทัศน์ ที่ชวนผมย้อนคิดถึงสภาพเมืองเมื่อศตวรรษที่แล้ว เนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่มีความเชื่อว่าการลอดใต้ถุนเรือนเป็นสิ่งอัปมงคล คนเชียงใหม่จึงใช้ชีวิตอยู่ในเรือนไม้ชั้นเดียวเป็นหลัก กระทั่งช่วงรัชกาลที่ 4 ที่เริ่มมีชาวต่างชาติเข้ามาทำการค้า และนำเทคโนโลยีและค่านิยมการสร้างอาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้นเข้ามา เหล่าเจ้าผู้ครองนคร ข้าหลวง และเศรษฐี จึงนิยมสร้างบ้านเรือนแบบตะวันตกเพื่อสะท้อนให้เห็นความมั่งคั่งและทันสมัย สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ เข้ามาเปลี่ยนความคิดและความเชื่อของผู้คนเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย กระนั้นสิ่งปลูกสร้างเกือบทั้งหมดก็ล้วนเป็นพื้นที่เฉพาะของอภิสิทธิ์ชน หรือไม่ก็สำนักงานของบริษัทเอกชน มีเพียงอาคารศาลากลางหลังนี้ที่เป็นพื้นที่สาธารณะหนึ่งในไม่กี่แห่งที่เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมพื้นที่ภายในได้ 

กระทั่งผ่านไปเกินครึ่งศตวรรษ ราวทศวรรษ 2520 ภายหลังที่เชียงใหม่เปลี่ยนสถานะจากจังหวัดทางภาคเหนือของประเทศไทยสู่เมืองท่องเที่ยวชั้นนำ รวมไปถึงการก่อตั้งมหาวิทยาลัยรัฐระดับภูมิภาคแห่งแรกของประเทศ อย่างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เชียงใหม่เริ่มก้าวเข้าสู่การเป็นเมืองขนาดใหญ่ ที่มีศูนย์ราชการบรรจุรวมกันอยู่ในอาคารทรงโคโลเนียลความสูง 2 ชั้นเพียงหลังเดียว ซึ่งไม่พอรองรับประชาชนผู้มาใช้บริการ 

“น่าจะเป็นช่วงต้นทศวรรษ 2520 ที่ผู้ว่าฯ ชัยยาริเริ่มแนวคิดในการย้ายศูนย์ราชการจังหวัดไปตั้งอยู่นอกเมือง และความที่พื้นเพของผู้ว่าฯ เป็นสถาปนิกผังเมืองมาก่อน ทศวรรษนั้นจึงถือเป็นการเปลี่ยนผ่านกายภาพเมืองครั้งสำคัญของเชียงใหม่” 

สุวารีพูดถึงชัยยา พูนศิริวงศ์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ (ดำรงตำแหน่งระหว่าง พ.ศ. 2523 – 2530) ผู้ว่าฯ คนเดียวกับที่อาจารย์จุลทัศน์บอกว่า เป็นผู้ดำริให้มีการขยับแนวรั้วของศาลากลาง ก่อนมีการจัดสร้างข่วงอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ใน พ.ศ. 2526 ซึ่งนอกจากผลงานที่ว่า เขายังเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงให้มีการบูรณะโบราณสถานภายในและรอบสี่เหลี่ยมคูเมือง โดยเฉพาะประตูท่าแพที่มีการสร้างแนวกำแพงและประตูขึ้นใหม่พร้อมกับลานอเนกประสงค์ด้านหน้าในปี 2528 ทั้งยังมีการทำทางเท้ารอบคูเมือง เปลี่ยนผ่านจากเมืองที่เคยซ้อนทับกับซากปรัก สู่เมืองที่กลมกลืนไปกับโบราณสถาน กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต

สำรวจประวัติศาสตร์ในรอบหนึ่งศตวรรษของเมือง ผ่านอาคาร หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่
ตราสัญลักษณ์สำนักงานคลังและสรรพากรเชียงใหม่

ข้อเสนอของผู้ว่าฯ ชัยยาในการย้ายศาลากลางออกไปนอกเมือง มาพร้อมกับคำถามที่ว่า แล้วอาคารโคโลเนียลหลังเดิมหลังนี้จะเปลี่ยนไปทำหน้าที่อะไร แนวคิดเรื่องการเปลี่ยนอาคารศาลากลางให้เป็นหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่จึงเกิดขึ้นด้วยความเห็นชอบจากภาคประชาคมในเชียงใหม่

“คุณูปการที่สำคัญของการก่อสร้างข่วงอนุสาวรีย์สามกษัตริย์คือ มันได้กลายมาเป็นพื้นที่กลางที่ให้ชาวเชียงใหม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นร่วมกัน เห็นได้ชัดคือช่วง 6 ตุลาฯ นักศึกษาเชียงใหม่ออกมาประท้วงรัฐบาลในพื้นที่ดังกล่าว หรืออย่าง พ.ศ. 2529 ที่เกิดการเสนอโครงการก่อสร้างกระเช้าขึ้นดอยสุเทพ คนเชียงใหม่ก็รวมตัวกันคัดค้านกันที่นี่

“การมีพื้นที่สาธารณะแบบนี้มันเอื้อให้เกิดเครือข่ายภาคประชาชนที่เข้มแข็ง อย่างการระดมความเห็นในการเปลี่ยนศาลากลางหลังเก่าให้เป็นหอศิลปวัฒนธรรมฯ รวมไปถึงการขับเคลื่อนให้ภาครัฐย้ายเรือนจำหญิงที่สร้างทับคุ้มหลวงเวียงแก้วในอดีต เพื่อปรับพื้นที่ให้เป็นสวนสาธารณะ ก็เกิดขึ้นที่นี่” สุวารีกล่าว

ผ่านการเคลื่อนไหวทั้งในภาคประชาชนและการผลักดันผ่านร่างนโยบายในรัฐสภามาเกือบทศวรรษ ท้ายที่สุด พ.ศ. 2539 จึงจัดได้ว่าเป็นหมุดหมายสำคัญในฐานะปีที่ครบรอบ 700 ปี ของการก่อตั้งเมืองเชียงใหม่ หากยังเป็นปีที่สำนักงานราชการทั้งหมดได้ย้ายออกจากอาคารศาลากลางหลังเดิม และเริ่มต้นการบูรณะอาคารหลังนี้ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ทางศิลปะและวัฒนธรรมระดับภูมิภาคหลังแรกของประเทศไทย

3

เปลี่ยนผ่านอย่างมีวัฒนธรรม

“ก่อนหน้านี้ในเชียงใหม่แทบไม่มีโครงการบูรณะอาคารเก่าให้เป็นพิพิธภัณฑ์เลย ทุกอย่างจึงเหมือนต้องเรียนรู้ใหม่หมด” ปานเทพ วิริยานนท์ วิศวกรผู้ควบคุมการบูรณะอาคารศาลากลางหลังเก่า กล่าว

ต้นทศวรรษ 2540 ภายหลังสำนักงานราชการทั้งหมดย้ายไปตั้ง ณ ศูนย์ราชการแห่งใหม่บนถนนโชตนา ชานเมืองทางทิศเหนือของเทศบาลนครเชียงใหม่ ในฐานะเจ้าของโครงการได้ทำการว่าจ้าง บริษัท มรดกโลก จำกัด ออกแบบอาคารพิพิธภัณฑ์หลังใหม่สวมทับเข้าไปในอาคารศาลากลางหลังเก่า โดยมีห้างหุ้นส่วนจำกัด อลงกต ที่ปานเทพทำงานอยู่ รับหน้าที่บูรณะและก่อสร้าง

22 ปีให้หลัง วิศวกรรุ่นใหญ่ผู้นี้ได้กลับมายังอาคารที่เขาและทีมงานเคยใช้เวลาขลุกอยู่กับมันกว่า 4 ปี เปลี่ยนผ่านจากอาคารสำนักงานสู่พิพิธภัณฑ์ เขากำลังเดินนำผมสำรวจช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านนั้น

สำรวจประวัติศาสตร์ในรอบหนึ่งศตวรรษของเมือง ผ่านอาคาร หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่
สำรวจประวัติศาสตร์ในรอบหนึ่งศตวรรษของเมือง ผ่านอาคาร หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่

ปานเทพเล่าว่าหนึ่งในความท้าทายของโครงการนี้คือโจทย์ที่กรมศิลาปากรขอให้ผู้ก่อสร้างเก็บอัตลักษณ์เดิมของอาคารไว้ให้มากที่สุด กระนั้นในยุคสมัยดังกล่าว องค์ความรู้เรื่องการอนุรักษ์อาคารเก่ายังไม่ได้แพร่หลายหรือมีการศึกษาลงลึกเช่นทุกวันนี้ แต่เคราะห์ดีที่ว่าเชียงใหม่ไม่เคยขาดแคลนช่างหัตถศิลป์มากฝีมือ และเขาได้รับความร่วมมือจากผู้รู้และสล่าเหล่านี้เป็นอย่างดี 

“แต่ก่อนอาคารไม่ได้มีแปลนอย่างที่เห็น จะมีแค่พื้นที่ส่วนหน้าอย่างเดียว แล้วค่อยมีการต่อเติมในยุคต่อมาเรื่อยๆ เช่น อาคารด้านหลังฝั่งทิศเหนือนี่สร้างขึ้นหลังอาคารส่วนหน้าราวสามสิบปี ส่วนบริเวณด้านข้างฝั่งเจดีย์แปดเหลี่ยม (อาคารฝั่งวัดอินทขิล-ผู้เขียน) เดิมเป็นลานโล่ง เพิ่งมีการก่อสร้างอาคารรูปตัวแอล (L) มาล้อมจนเกิดเป็นคอร์ตด้านหลังในช่วงเวลาห้าสิบปีให้หลังมานี้” นั่นคือกายภาพล่าสุดของอาคารศาลากลางก่อนที่ปานเทพจะเริ่มบูรณะ 

จากภายนอก ปานเทพชี้ให้ผมเห็นหลังคาที่เขาต้องเปลี่ยนกระเบื้องใหม่หมด เช่นเดียวกับกรอบประตู หน้าต่าง และฝ้า ทั้งนี้การเปลี่ยนใหม่ในความหมายของปานเทพ คือการถอดรื้อของเก่าออกจากอาคาร นำชิ้นส่วนที่ได้ไปตามหาช่างไม้พื้นเมืองที่สามารถแกะแบบ เพื่อผลิตซ้ำในเวอร์ชันที่สมบูรณ์ หรือใกล้เคียงกับของเดิมให้ได้มากที่สุด

“กลอนประตู กุญแจ กระเบื้องเซรามิก ปูนปั้น นี่ก็ทั้งหมด ต้องตระเวนไปทั่วภาคเหนือเพื่อหาสล่ามาผลิตให้ แต่ยังไม่ยากเท่างานผนัง ซึ่งเคยถึงกับถอดใจกันมาแล้ว” ปานเทพเล่าถึงส่วนที่ยากที่สุด คือการบูรณะผนังทั้งภายในและภายนอกอาคารที่ทรุดโทรมอย่างหนักจากความชื้นสะสม รวมไปถึงการทำตามข้อกำหนดกับกรมศิลปากรที่ว่าอาคารหลังนี้ต้องฉาบด้วยปูนโบราณ

เดินผ่านส่วนนิทรรศการที่อาคารด้านหน้า ปานเทพชี้ให้ผมมองไปยังปล่องระบายอากาศสีขาวที่ประทับอยู่บนผนังของทางเดินยาวในอาคารด้านหลัง ปล่องถูกวางเว้นระยะเท่าๆ กัน เรียงต่อกันยาวไปสุดผนัง เหล่านี้คือเทคนิคที่ทีมงานเลือกใช้ เจาะรูเนื้อคอนกรีตบนผนัง ต่อท่อออกมาเพื่อระบายอากาศและขับไล่ความชื้น จากนั้นนำตาข่ายเหล็กมาปิดพวกมันไว้ และหล่อปูนปั้นบริเวณขอบปล่องเพื่อความสวยงาม คอนกรีตถูกควบคุมอุณหภูมิด้วยวิธีดังกล่าว 

ปล่องระบายอากาศที่ใช้ระบายความชื้นภายหลังการบูรณะอาคาร

“พอจัดการความชื้นเสร็จ ต่อมาก็เรื่องการฉาบปูน ทีมงานต้องลงพื้นที่ไปสำรวจตามวัดเก่าแก่ต่างๆ ทั่วเชียงใหม่ เพื่อหาส่วนผสมของปูนโบราณตามข้อกำหนด แต่กลับไม่พบวัดแห่งไหนเพิ่งมีการบูรณะผนังปูนเลย จึงตามไปถึงช่างปูนที่มีองค์ความรู้เหล่านี้ไม่ได้ ซึ่งไม่ใช่แค่ในเชียงใหม่ เราเดินทางลงไปถึงวัดในจังหวัดเพชรบุรี แต่สุดท้ายก็ไม่พบอยู่ดี” 

หลังจากงมเข็มอยู่เป็นเดือนๆ ท้ายที่สุดปานเทพจึงปรึกษากรมศิลปากร และทดลองส่วนผสมปูนฉาบให้ได้บุคลิกแบบสิ่งปลูกสร้างโบราณในพื้นที่มากที่สุด ผ่านการทดลองอยู่หลายครั้ง เขาพบว่าหินที่เกิดจากการนำไปเผาเพื่อทำปูนขาวในอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อนำมาผสมกับทราย น้ำ และปูนขาว หมักทิ้งไว้ราว 3 เดือน กลายเป็นคำตอบที่ใกล้เคียงที่สุดสำหรับการฉาบผนัง และพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่หลังนี้ก็มีพื้นผิวที่งดงามอย่างโบราณสมใจ

ปานเทพใช้เวลา 2 ปี (2540 – 2542) ในการบูรณะอาคาร และอีก 2 ปีให้หลัง (2542 – 2544) ในการทำงานร่วมกับนักออกแบบ นักวิชาการ และตัวแทนจากภาคประชาสังคมเชียงใหม่ จัดสร้างส่วนแสดงนิทรรศการภายใน โดยยังไม่ทันที่พิพิธภัณฑ์จะได้เปิดทำการ อาคารหลังนี้ก็ได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น ประเภทที่ทำการสาธารณะ โดยสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อ พ.ศ. 2542  

สำรวจประวัติศาสตร์ในรอบหนึ่งศตวรรษของเมือง ผ่านอาคาร หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่

หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่เปิดทำการอย่างเป็นทางการในวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นประธานในพิธีเปิด

“การที่อาคารที่เรามีส่วนในการบูรณะ ได้รับรางวัลจากสมาคมสถาปนิกสยามฯ ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง แต่นั่นทำให้ผมปลื้มใจได้ไม่เท่าความประทับใจระหว่างการทำงานที่ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากคนเชียงใหม่ เหมือนได้เห็นว่าทุกคนต่างเฝ้าคอยและตระหนักดีว่า อาคารหลังนี้คือสมบัติของเมือง คือสมบัติร่วมของพวกเขา 

สุวารี วงศ์กองแก้ว (ซ้าย) และปานเทพ วิริยานนท์ (ขวา) ขณะพูดคุยในงาน Curator Talk 100 ปี การเปลี่ยนผ่านสู่อาคารหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่

“ขณะเดียวกันเมื่อมารู้ภายหลังว่าหอศิลป์ฯ แห่งนี้จุดประกายให้เกิดการบูรณะอาคารราชการหลังเก่า เพื่อจัดสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ในจังหวัดต่างๆ ก็ยิ่งพบว่าโครงการที่เราทำมันมีคุณค่าต่อชีวิตเรามาก” วิศวกรที่ปัจจุบันย้ายไปใช้ชีวิตอยู่บนเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เล่าถึงหนึ่งในโครงการก่อสร้างที่สำคัญอันดับต้นๆ ในชีวิตการทำงาน และเขายังคงจดจำในทุกการเปลี่ยนผ่านได้ดี

4

มากกว่าพิพิธภัณฑ์ 

สุวารี วงศ์กองแก้ว เป็นหนึ่งในคนเชียงใหม่อีกหลายคนที่มีส่วนในการผลักดันให้เกิดหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่อย่างเป็นรูปธรรม หากแตกต่างก็ตรงที่ภายหลังหอศิลป์ฯ​ ได้รับการจัดสร้างแล้วเสร็จ เธอก็ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้อำนวยการของที่นี่ ปัจจุบันสุวารีดำรงตำแหน่งนี้มา 17 ปี

พื้นเพจากการทำงานในภาคประชาชน ก่อนจะรับราชการในตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มงานพัฒนาเมือง เทศบาลนครเชียงใหม่ ในบทบาทของผู้บริหารพิพิธภัณฑ์ โจทย์ของการบริหารจัดการจึงแตกต่างจากพิพิธภัณฑ์แห่งอื่นๆ ทั่วไป

“เชียงใหม่เป็นเมืองที่ผู้คนแอ็กทีฟต่อเรื่องเมืองมาก การเกิดขึ้นของหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ก็มาจากกระบวนการการมีส่วนร่วม อันเป็นแรงขับเคลื่อนจากภาคประชาสังคม นี่คือบุคลิกสำคัญของการเกิดขึ้นของสถานที่แห่งนี้ เมื่อเราเข้ามาทำงานเราก็ต้องพยายามรักษาบุคลิกนี้ไว้” สุวารีกล่าว

บุคลิกที่ว่าคือการคงสถานะพื้นที่ส่วนกลาง หรือพื้นที่สาธารณะ ที่เปิดให้ภาคประชาสังคมเคลื่อนไหว แสดงออกและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อประเด็นสาธารณะของเมืองอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ยังรวมไปถึงการเป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอย่างเป็นรูปธรรม

“แน่นอน ในฐานะหอศิลปวัฒนธรรม เราคือพื้นที่ที่รวบรวมและถ่ายทอดองค์ความรู้ทางศิลปวัฒนธรรมตามกรอบของพิพิธภัณฑ์ แต่ในขณะเดียวกัน ด้วยทำเลที่อยู่กลางเมืองและการมีพื้นที่อเนกประสงค์รองรับกิจกรรมอันหลากหลายเหล่านี้ ถือเป็นต้นทุนที่ดีในการมีส่วนนำการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเราเริ่มต้นและปฏิบัติเช่นนี้เสมอมานับตั้งแต่หอศิลป์ฯ เปิดทำการ”

สำรวจประวัติศาสตร์ในรอบหนึ่งศตวรรษของเมือง ผ่านอาคาร หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่
หอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่

ส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนดังกล่าว เช่น การเปิดเวทีระดมความคิดเห็นในการปรับปรุงทัณฑสถานหญิงที่สร้างทับคุ้มหลวงเวียงแก้วในอดีตให้กลายเป็นสวนสาธารณะ (ปัจจุบันข้อเสนอผ่านมติเห็นชอบจากรัฐมนตรี มีการย้ายทัณฑสถานหญิงออกไปได้สำเร็จ และพื้นที่อยู่ระหว่างการขุดค้นทางโบราณคดีโดยกรมศิลปากร)

การก่อตั้งโครงการ ‘ฟื้น บ้าน ย่าน เวียงเชียงใหม่’ ทำงานร่วมกับชาวบ้านในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาและสิ่งแวดล้อมภายในเขตเมืองเก่าเชียงใหม่ การเปิดห้องสมุดฟื้นบ้านย่านเวียงเชียงใหม่บริเวณด้านหลังหอศิลป์ฯ ห้องสมุดที่ผู้เขียนมองว่าเป็นห้องสมุดชุมชนที่เป็นมิตรและดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ 

การจัดตลาดนัดเกษตรอินทรีย์ การจัดเสวนา Urban Talk เชื้อเชิญวิทยากรผู้มีความรู้เรื่องการพัฒนาเมืองหลากสาขามาแลกเปลี่ยนความเห็นกับผู้คนในชุมชน มีส่วนในการจัดทำเทศบัญญัติควบคุมการก่อสร้างอาคารในเขตพื้นที่เมืองเก่า รวมไปถึงเป็นหนึ่งในเรี่ยวแรงสำคัญในการขับเคลื่อนเชียงใหม่ (พื้นที่สี่เหลี่ยมคูเมืองและดอยสุเทพ) ให้เข้าไปอยู่ในลิสต์พิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลกของยูเนสโก ฯลฯ

สำรวจประวัติศาสตร์ในรอบหนึ่งศตวรรษของเมือง ผ่านอาคาร หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่
พิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นล้านนา (บูรณะจากอาคารศาลแขวงหลังเก่า)

“ทีมงานของหอศิลป์ฯ คอยตั้งโจทย์ใหม่ๆ อยู่เสมอ ทั้งโจทย์ที่เป็นพื้นฐานอย่างจะทำอย่างไรให้คนเข้าชมพิพิธภัณฑ์ของเรามากขึ้น ไปจนถึงกระบวนการในการขับเคลื่อนเมืองให้เท่าทันสถานการณ์และเห็นผล โดยไม่ได้จมอยู่แต่กับรูปแบบเดิมๆ ด้วยเหตุนี้หัวใจสำคัญของหอศิลป์ฯ จึงไม่ได้อยู่แค่การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม แต่เราพยายามทำทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่สีเขียว สิ่งแวดล้อม ผังเมือง การส่งเสริมการอ่าน และอีกหลากหลายเพื่อเสริมสร้างบรรยากาศของการพัฒนา และทำให้เมืองเชียงใหม่น่าอยู่” สุวารีกล่าว

หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ปิดปรับปรุงพื้นที่ส่วนนิทรรศการครั้งใหญ่ไปเมื่อ พ.ศ. 2559 ก่อนจะเปิดทำการอีกครั้งพร้อมนิทรรศการที่มีการอัพเดตเนื้อหาและนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ เมื่อปลาย พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา ปัจจุบันหอศิลป์ฯ เปิดทำการ พร้อมกับหอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ (ตั้งอยู่ด้านหลัง) และพิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นล้านนา (ซึ่งเกิดจากการบูรณะอาคารศาลแขวงเก่า ฝั่งตรงข้ามข่วงอนุสาวรีย์สามกษัตริย์) ในนามเครือข่ายพิพิธภัณฑ์กลางเวียงเชียงใหม่ ภายใต้การบริหารจัดการโดยคณะกรรมการเครือข่ายฯ ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของตัวแทนจากภาครัฐ นักวิชาการ สื่อมวลชน และตัวแทนจากภาคประชาชนหลากวิชาชีพ 

จากศูนย์กลางทางความเชื่อและศาสนาแต่ดั้งเดิม สู่ศูนย์กลางการเมืองตัวแทนจากสยาม และการปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอด 1 ศตวรรษ อาคารทรงโคโลเนียลหลังเดิมยังคงตระหง่านเด่นท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านจากความสัมพันธ์แบบบนลงล่าง (Top Down) มาสู่ศูนย์กลางร่วมของเครือข่ายภาคประชาชนในสังคมประชาธิปไตยร่วมสมัย ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นคนรักในการเดินพิพิธภัณฑ์

กล่าวตามตรง แม้มีนิทรรศการที่จัดแสดงได้มาตรฐาน ก็ไม่อาจบอกได้ว่าหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ คือพิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดในประเทศ

กระนั้น หากมองในเชิงบทบาทของการมีส่วนร่วม และสถานะของการเป็นสถาบันที่มีส่วนในการขับเคลื่อนและพัฒนาเมือง พูดได้เต็มคำว่า พิพิธภัณฑ์ของคนเชียงใหม่ในอาคารที่เพิ่งมีอายุ 100 ปี ไปหมาดๆ หลังนี้ ไม่เป็นสองรองใคร

Writer

Avatar

จิรัฏฐ์​ ประเสริฐทรัพย์

ประกอบอาชีพรับจ้างทำหนังสือ แปลหนังสือ และผลิตสื่อ ใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีงานอดิเรกคือเขียนเรื่องสั้นและนวนิยาย ผลงานล่าสุดคือรวมเรื่องสั้น ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งเศร้า

Photographer

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในแต่ละวันนั้นมีทรัพยาการอาหารที่ต้องถูกทิ้งโดยเปล่าประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะงานเลี้ยงสังสรรค์ต่างๆ ยิ่งงานใหญ่ยิ่งต้องทิ้งเยอะ กลุ่มคนที่ต้องรับรู้ปัญหานี้อยู่เสมอก็คือผู้จัดงานและทีมเชฟเอง ซึ่งส่วนมากเลือกที่จะปล่อยผ่านและมองให้เป็น ‘เรื่องธรรมดา’ ‘เรื่องจำเป็น’ แล้วไปโฟกัสที่ภาพรวมของงานแทน แต่มีกลุ่มคนในแวดวงอีเวนต์กลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งที่ไม่อาจนิ่งดูดาย เก็บความอัดอั้นตันใจนี้ไว้ใต้พรมเฉยๆ จึงชักชวนกันสร้างเสียงสะท้อนเล็กๆ ของปัญหาเหล่านี้ ด้วยวิธีที่พวกเขาถนัดอย่างการจัด ‘ปาร์ตี้’ โจทย์ที่น่าสนใจคือการทำปาร์ตี้ให้สนุก แต่ต้องแฝงสาระสำคัญให้ผู้คนได้ตระหนักรับรู้อย่างแยบยล พวกเขาเรียกมิชชันนี้ว่า ‘Bob & Friends’

‘Bob & Friends’ โปรเจกต์ปาร์ตี้กวนๆ ชวนให้ขบคิดจัดโดยกลุ่ม Sabudbob (สะบัดบ๊อบ) ครีเอทีฟเฮาส์ไฟแรงของเชียงใหม่ สถานที่จัดก็หาใช่ที่อื่นที่ไกล สังสรรค์กันในโกดังของบ๊อบนั่นเอง งานในแต่ละครั้ง Sabudbob จะร่วมกับกลุ่มคนทำงานสร้างสรรค์จากหลากสาขาในเชียงใหม่ที่มีเป้าหมายเดียวกัน คือการได้จัดงานตามแบบฉบับ ตามเเพสชัน สไตล์ และรสนิยม ที่ตรงกันของพวกเขา หลังว่างเว้นจากงานหลักที่ต้องสร้างสรรค์งานตามโจทย์จากลูกค้าผู้ว่าจ้าง Bob & Friends จึงเป็นเสมือนเวทีปล่อยพลังที่เซอร์ไพรส์เราได้เสมอ สมกับมิชชันของกลุ่มที่ว่า ‘We serve you the unique party experience!’

บ๊อบ แอนด์ เฟรนด์ส ตอน ปาร์ตี้ข้าใครอย่าแตะ ปาร์ตี้ครั้งล่าสุดที่พึ่งผ่านไป ที่เหล่าบ๊อบและผองเพื่อนได้กระทำการแปลงโฉมโกดังแห่งนี้ให้เป็นตลาดค่ำฮ่องกง แออัดอีโล้งโช้งเช้งแต่ทว่าอบอุ่นคุ้นเคย มีเพิงร้านอาหารซอมซ่อของอาแปะ มุมไหว้เจ้าของอาม่า โต๊ะวงไพ่ของอากง มุมเอกเขนกในห้องรูหนูของอาเจ็ก บรรยากาศโดยรอบพาเราย้อนกลับไปในยุคเฟื่องฟูของหนังแกงสเตอร์ฮ่องกงที่เราเคยคลั่งไคล้ รูป รส กลิ่น เสียง ที่ได้รับจากงานนี้ปลุกความทรงจำจางๆ วูบหนึ่งผมจินตนาการเห็นเฮียหลิวเต๋อหัวเดินเท่ๆ ฝ่ากลุ่มควันจากโซนเตรียมอาหารออกมาแบบสโลว์โมชัน มือขวาถือปืน มือซ้ายถือหมวกกันน็อก

ปาร์ตี้ข้าใครอย่าแตะ ปาร์ตี้ข้าใครอย่าแตะ ปาร์ตี้ข้าใครอย่าแตะ ปาร์ตี้ข้าใครอย่าแตะ ปาร์ตี้ข้าใครอย่าแตะ

นอกจากบรรยากาศและพร็อพเป๊ะๆ แล้ว ส่วนที่เป็นไฮไลต์ของงานครั้งนี้คือ การทำดินเนอร์ ‘โต๊ะจีนแต่ไม่จีน’ โดยกลุ่มเชฟที่เรียกตัวเองว่า The Fcuk’inChef ซึ่งเป็นกลุ่มเพื่อนเชฟทั่วประเทศรวมตัวกันโดยเห็นพ้องต้องกันในการนำผลผลิตจากชุมชนท้องถิ่นมาใช้โดยตรง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ชุมชนและเกษตรกรจึงได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ และต้องเหลือขยะเป็นศูนย์ (Zero Waste) ตามแนวคิดหลักของเชฟแบล็ค เจ้าของ ‘Blackitch’ ร้านอาหารแนว Chef’s Table ร้านดังของเชียงใหม่ ซึ่งเป็นโต้โผหลักของ The Fcuk’in Chef นั่นเอง

วัตถุดิบสด สะอาด ปลอดภัย ที่ได้มาถูกนำปรุงแบบตีความใหม่ ใส่ไอเดียกวนๆ ของเหล่าเชฟที่จงใจล้อเลียนเสียดสีอาหารจีนที่เราคุ้นเคย ลำดับเมนูที่เสิร์ฟ ดังนี้ ฟอร์จูนคุ้กกี้ ออร์เดิร์ฟเย็น 4 สหาย (แฮมอยู่นานปูเสฉวน ฮื่อแซแมงกะพรุน ไก่แช่เหล้า) ติ่มซำผักเป็ดปักกิ่งหวานกรอบชอบจริงๆ พุดดิ้งไข่ดำยาจีนหมูมัดซอสแดง ป๊ากระโดดกำแพง หมูจะหลามน้ำแดง ข้าวกำไข่ไหหลำ ใครว่ารังนก โยนีแปะก้วย และเมนูลับเส้าหลิน อาหารนับว่าเยอะมากสำหรับโต๊ะจีนสนนราคา 1,000 บาทต่อคน ไม่นับการจัดแต่งสถานที่ แสงสีเสียงระดับมืออาชีพ ทั้งยังบาร์พิเศษมิกซ์ค็อกเทลจากส่วนผสมจีนๆ อย่างจับเลี้ยงและเหล้ารัมได้ออกมาเป็น ‘กู๋หว่าไจ๋’ และ ‘หว่องกาไว’ เมนูค็อกเทลกลิ่นรสหลายมิติ แต่อร่อยเกินคาด bitter ต่างๆ หรือไซรัปทำมาจากพวกเครื่องเทศ เช่น มะแขว่น ผักชีลาว ลำไย กลมกล่อมและมีด้วยกลิ่นที่คุ้นเคย พร้อมแอลกอฮอล์หนักหน่วงสำหรับนักปาร์ตี้สาย (คอ) แข็ง

ปาร์ตี้ข้าใครอย่าแตะ ปาร์ตี้ข้าใครอย่าแตะ ปาร์ตี้ข้าใครอย่าแตะ ปาร์ตี้ข้าใครอย่าแตะ วิธีจัดปาร์ตี้กินแหลกสไตล์ฮ่องกง ทำให้เก๋และรักษ์โลกไปในคราวเดียว วิธีจัดปาร์ตี้กินแหลกสไตล์ฮ่องกง ทำให้เก๋และรักษ์โลกไปในคราวเดียว วิธีจัดปาร์ตี้กินแหลกสไตล์ฮ่องกง ทำให้เก๋และรักษ์โลกไปในคราวเดียว

เพลงที่เปิดในงานคัดสรรจากเพลงไทยและเพลงดังระดับโลกที่มีเนื้อร้องเป็นภาษาจีน ชวนให้ขบคิดว่าตกลงแล้วระหว่างจีน-ไทย-ฝรั่ง เอ๊ะ ใครเป็นต้นฉบับของใครกันแน่ จุดนี้เองที่สร้างเสียงหัวเราะและบทสนทนาระหว่างโต๊ะกลมสี่เก้าอี้นี้ได้มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม งานในคืนนั้นมีทั้งเสียงตอบรับที่ดีและไม่ดี ส่วนนึงเป็นเพราะความตั้งใจของเชฟและผู้จัดที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวอาหารน้อยมาก ทั้งที่ชื่อเมนูนั้นยากยียวนเกินจะคาดเดา สวนทางกับความชอบของผู้กินที่พึงใจจะได้รับฟังการนำเสนออธิบายถึงความเลิศเลอของวัตถุดิบและกลเม็ดเคล็ดลับการปรุงต่างๆ ที่พอฟังแล้วทำให้อาหารตรงหน้าดูมีเรื่องราวและอร่อยเพิ่มขึ้นมาได้ เนื่องจากทางผู้จัดเชื่อว่า ในความเป็นจริงแล้วเชฟไม่สามารถจะอธิบายที่มาที่ไปของอาหารได้ทุกวัน ทุกมื้อ เราควรมองเห็นคุณค่าในอาหารทุกจานด้วยตัวเอง คุณค่าที่สำคัญกว่าความอิ่มหรือความอร่อย นั่นคือคุณค่าที่วัตถุดิบมากมายในแต่ละจานที่ได้สร้างประโยชน์ อย่างอาหารที่เสิร์ฟในคืนนั้น เชฟได้ใช้ของจากตลาดพื้นถิ่นจริงๆ สดใหม่เพราะเลือกวัตถุดิบในเช้าวันนั้น และไม่มีการเบียดเบียนธรรมชาติ ไม่ว่าจะเมนูรังนกหรือหูฉลาม เชฟใช้วัตถุดิบออแกนิคอื่นๆ ทดแทน (แต่ตั้งชื่อเมนูเสียดสี) 1,000 บาทจากทุกคนในงาน ได้ช่วยสร้างรายได้สู่ชุมชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย สิ่งนี้ต่างหากคือคุณค่าที่แท้จริง

วิธีจัดปาร์ตี้กินแหลกสไตล์ฮ่องกง ทำให้เก๋และรักษ์โลกไปในคราวเดียว วิธีจัดปาร์ตี้กินแหลกสไตล์ฮ่องกง ทำให้เก๋และรักษ์โลกไปในคราวเดียว วิธีจัดปาร์ตี้กินแหลกสไตล์ฮ่องกง ทำให้เก๋และรักษ์โลกไปในคราวเดียว วิธีจัดปาร์ตี้กินแหลกสไตล์ฮ่องกง ทำให้เก๋และรักษ์โลกไปในคราวเดียว วิธีจัดปาร์ตี้กินแหลกสไตล์ฮ่องกง ทำให้เก๋และรักษ์โลกไปในคราวเดียว วิธีจัดปาร์ตี้กินแหลกสไตล์ฮ่องกง ทำให้เก๋และรักษ์โลกไปในคราวเดียว

Zero Waste นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการนำมาใช้ แต่เริ่มตั้งแต่การเลือกซื้อ คือการรับซื้อแม้กระทั่งผักผลไม้ที่ไม่สวย หน้าตาอัปลักษณ์ ซึ่งมันจะไม่ถูกคัดเข้าไปขายในตลาด และซูเปอร์มาร์เก็ต แน่นอนว่าสุดท้ายมันจะต้องถูกทิ้ง ทั้งๆ ที่มันไม่ได้เน่าหรือเสียอะไร แต่แค่หน้าตามันขี้เหร่เท่านั้นเอง ซึ่งทุกเมนูที่เสิร์ฟในปาร์ตี้ครั้งนี้ ล้วนได้ผ่านกระบวนการทางความ คิดไตร่ตรองมาแล้วว่าต้องใช้ได้ทุกส่วน ไม่ทิ้งอะไรเลยหรือเหลือทิ้งให้น้อยที่สุด เช่น มะกรูด 1 ลูกจะถูกคั้นน้ำมาปรุงรสอาหาร ผิวด้านนอกสีเขียวถูกนำไปดอง แล้ว infuse กับแอลกอฮอล์ ได้ bitter ของเครื่องดื่มรสชาติใหม่ เปลือกด้านในสีขาวนำไปเชื่อมเป็นของหวาน แล้วนำเม็ดไปเคี่ยวจนกลายเป็นเจลาตินชั้นดี พวกเขาคิดว่ามันคือเรื่องใกล้ตัวมากๆ และเราทุกคนต้องตระหนักรู้ก่อนที่จะสายเกินไป สิ่งนี้คือ hidden agenda ที่ถูกสอดแทรกเข้ามาอย่างแนบเนียน ความสำเร็จด้านหนึ่งของงานนี้คือวัตถุดิบที่ใช้ในคืนนั้นก็มีส่วนเหลือทิ้ง (waste) น้อยมากเป็นประวัติการณ์ เพราะแม้กระทั่งส่วนที่ต้องทิ้งจริงๆ ในท้ายที่สุดก็ได้ถูกนำกลับมาทำเป็นเมนูสุดท้ายให้ลูกค้าได้ทาน ในชื่อ ‘เมนูลับเส้าหลิน’ นั่นเอง

สำหรับผมแล้ว ปาร์ตี้ Bob & friends ครั้งนี้จะมองให้เป็นงานศิลปะสเกลใหญ่ก็ยังได้ เพราะมีความเป็น ‘เชิงทดลอง’ และเล่นกับความรู้สึกของผู้ชม (ผู้กิน) อยู่สูง ชื่องาน ‘ปาร์ตี้ข้าใครอย่าแตะ’ ฟังเผินๆ ก็คงเข้าใจได้ไม่ยากว่าเป็นการล้อเลียน ผู้หญิงข้าใครอย่าแตะ หนังฮ่องกงเรื่องดังแห่งยุค แต่ ‘ปาร์ตี้ข้าใครอย่าแตะ’ อีกนัยหนึ่งนั้น อาจเป็นเหมือนเสียงประกาศกร้าวจากชาวบ๊อบและผองเพื่อนในการยืนหยัดทำปาร์ตี้ในวิถีที่พวกเขายึดมั่น มากกว่าที่จะเอาใจใครหรือตามเทรนด์ใดๆ

 

ภาพ: Majestic Studio

Writer & Photographer

Avatar

วิสรุจน์ แสงวรเมท

ผ่านการย้ายถิ่นฐานมามากมายตั้งแต่เกิดจนโต จนยากจะหาสถานที่ใดมาจำกัดความ ปัจจุบันติดใจจังหวะชีวิตเนิบนาบแต่ไม่แน่นิ่งของเชียงใหม่ งานหลักเป็นพนักงานโรงแรม งานหลักกว่าคือการดูแลหมาสี่ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load