เราพิมพ์ชื่อ ‘เข็มอัปสร’ ลงใน Search Engine บนอินเทอร์เน็ต ผลลัพธ์คือเว็บไซต์ชื่อมงคลที่บอกว่า เข็มอัปสร แปลว่าจุดมุ่งหมายของนางฟ้า

การตั้งชื่อบทสัมภาษณ์นี้ด้วยความหมายนั้นก็ดูจะเหมาะสมดี เพราะคนที่นั่งตรงข้ามเราคือ เชอรี่-เข็มอัปสร สิริสุขะ นางเอกที่อยู่คู่วงการจอแก้วไทยมาเกือบ 20 ปี

เชอรี่เข้าวงการบันเทิงด้วยความบังเอิญ แต่อยู่ในวงการด้วยความสามารถ แม้จะไม่ได้มีผลงานให้เห็นบ่อยๆ แต่ทุกครั้งที่ได้แสดงละครเรื่องไหน ละครเรื่องนั้นจะดังพลุแตกและเป็นที่พูดถึงอย่างมาก เมื่อประมาณ 4 ปีก่อน เธอก้าวขาเข้ามาในวงการสิ่งแวดล้อมมากขึ้นด้วยการตั้งกลุ่ม Little Help เพื่อทำกิจกรรมช่วยเหลือสังคมต่างๆ อาทิ การระดมทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่ประเทศเนปาล หรือกิจกรรมปลูกต้นไม้ให้กลายเป็นป่าภายใต้โครงการ Little Forest เธอผันตัวจากคนที่ไม่คิดว่าสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่ระดับบุคคลต้องช่วยกันแก้ไข เป็นกระบอกเสียงรณรงค์ให้คนหันมาปรับเปลี่ยนชีวิตประจำวันเล็กน้อยเพื่อสร้างผลกระทบที่ใหญ่ขึ้นได้ และ Little Big Green คือ​โครงการล่าสุดที่เธอทำร่วมกับเพื่อนทั้งในและนอกวงการ บนความเชื่อที่ว่าใครๆ ก็เปลี่ยนแปลงโลกได้

นั่นคือมุมหนึ่งของเชอรี่ 

อีกมุมหนึ่ง เธอคือลูกสาว น้องสาวคนสุดท้อง และเพื่อนของหลายๆ คน เธอคือผู้หญิงที่ยังเถียงกับตัวเองเรื่องอารมณ์ความรู้สึก คือคนที่เคยใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยมาก่อน คือนักปฏิบัติธรรมที่พยายามฝึกฝนอย่างดีที่สุด เธอคือคนแข็งนอก อ่อนใน คือนางเอกในจอ แต่นอกจอเป็นเพียงคนธรรมดาที่ผ่านความสุขสุดๆ ความเศร้าสุดๆ ผู้ที่พยายามใช้ชีวิตให้รู้สึกกลางๆ ที่สุด เพราะเชื่อว่านั่นคือความสุขที่แท้จริง

สมดุลชีวิตของ เชอรี่ เข็มอัปสร สิริสุขะ กับแนวคิดสิ่งแวดล้อมและเข้าใจว่าไม่มีอะไรเป็นของเรา

บทสนทนาเกิดขึ้นในสวนทำมือหลังบ้านที่เธอรับช่วงต่อมาจากพ่อ สวนครัวที่เต็มไปด้วยต้นไม้ที่เราคุ้นชื่อ อย่างอ่อมแซบ กวางตุ้ง ผักบุ้งไทย ผักบุ้งจีน มะรุม มะเขือเปราะ กะเพรา และมะนาว ซึ่งเธอให้กลับมาด้วยเต็มตระกร้า

ก่อนส่งต้นฉบับนี้ เราเลื่อนกลับไปทวนชื่อบทสัมภาษณ์อีกครั้งแล้วคิดว่าเธอจะเขินไหมที่มีคำว่า ‘นางฟ้า’ อยู่ในนั้น แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจปล่อยไป เพราะนางฟ้าในความหมายของเราไม่เกี่ยวกับรูปร่างหน้าตาของเชอรี่ หากแต่เป็นมุมที่เธอมองโลก สิ่งที่เธอคิด และหลายอย่างที่เธอทำ แม้จริงๆ แล้วเธอจะสวยอย่างที่เห็นในละครก็ตาม

สมดุลชีวิตของ เชอรี่ เข็มอัปสร สิริสุขะ กับแนวคิดสิ่งแวดล้อมและเข้าใจว่าไม่มีอะไรเป็นของเรา

ก่อนอื่นขอบอกก่อนว่าเป็นแฟนคลับคุณตอนเล่นเรื่อง เรือนไม้สีเบจ จำได้ว่าไปซื้อนิยายมาอ่านด้วย

เขารู้วัยเลยนะ (หัวเราะ)

เราชอบ ‘น้องมุก’ ตัวละครที่คุณเล่น ครึ่งเรื่องแรกเขาคือนางเอกในอุดมคติ ดูอ่อนต่อโลก ได้รับการเลี้ยงดูมาแบบประคบประหงม แต่พอครึ่งเรื่องหลังชีวิตเขาเข้มข้นมาก เจอเหตุการณ์มากมาย ทำให้เราเห็นอีกมุมของเขาที่แข็งแรงมากๆ ในชีวิตคุณก็ผ่านการสูญเสีย ผ่านเรื่องราวมามากมาย ตัวคุณเองคล้ายคลึงกับบทบาทนี้มากน้อยแค่ไหน

เรียกว่าอาจจะเป็นขั้วตรงข้าม น้องมุกเป็นผู้หญิงที่ข้างนอกดูเป็นคนอ่อนโยน อ่อนหวาน ค่อนข้างไปทางอ่อนแอ แต่ภายในเขาเป็นคนเข้มแข็งมาก เมื่อเขาเจอกับปัญหาอะไร เขาจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นมา แต่สำหรับเราเอง ถ้าเป็นเชอรี่ดั้งเดิมเลย ดูข้างนอกเหมือนเป็นคนเข้มแข็ง แต่ข้างในอ่อนไหวมาก ร้องไห้ได้กับทุกเรื่องแม้แต่เรื่องง่ายๆ อย่างดูหนัง ฟังเพลง โดนเพื่อนแกล้ง โดนพี่แกล้ง เรียกว่าเป็นเด็กขี้แยใช้ได้คนหนึ่งเลย แต่ด้วยประสบการณ์ชีวิต ด้วยการที่เราได้ไปเรียนรู้วิชาของพระพุทธเจ้า ที่พอรู้เราก็ได้ปฏิบัติ ได้ลงมือทำบ่อยๆ ได้เห็นความจริงในตัวเองบ่อยๆ มันทำให้เราเข้าใจสัจธรรมชีวิตมากขึ้น และตัวตนภายในก็เริ่มแข็งแรงจนไล่ทันภายนอกที่ดูแข็งแกร่งอยู่แล้ว

แล้วมุมมองที่มีต่อชีวิตเปลี่ยนไปไหม

จริงๆ ชีวิตเปลี่ยนตั้งแต่ตอนสูญเสียคุณแม่แล้ว เหมือนอยู่ๆ เราก็เจอโจทย์ใหญ่ เราอาจจะเคยสูญเสียคุณยายตั้งแต่ยังไม่เกิด เสียคุณตาคุณปู่ตั้งแต่ยังเล็กมาก จำความอะไรไม่ค่อยได้ แต่เราเสียคุณแม่ตอนอายุยี่สิบเอ็ด สำหรับวันนั้นมันเป็นโจทย์ยากมากที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ มีแต่คำถามว่าแล้วจะใช้ชีวิตต่อไปได้ยังไง ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับความสูญเสียและความเจ็บปวด ทุลักทุเลมาก แต่พอผ่านมาได้ มันทำให้มุมมองในชีวิตต่างๆ ของเราเปลี่ยนไปเยอะ รวมถึงการใช้ชีวิตประจำวัน การวางแผน การทำงาน ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดเลย จากตอนนั้นเราอยู่ปีสี่ สนุกกับการทำงาน สนุกกับอะไรต่างๆ ในชีวิต พอแม่เสีย สิ่งที่เราได้รับคือความรู้สึกผิด ทำไมได้ใช้เวลากับแม่น้อย เรายังไม่ได้ตอบแทนแม่มากเท่าที่ควรจะเป็น ทั้งที่จริงๆ แล้วครอบครัวเราเป็นครอบครัวที่ใกล้ชิด สนิทสนมกันมาตั้งแต่เด็ก อยู่ด้วยกันตลอด แต่เราก็ยังรู้สึกว่ามันไม่พอ เรามีแพลนอีกเยอะแยะเลยที่อยากทำให้แม่ 

แต่ต้องยอมรับว่าตอนเรายังเด็ก เราเป็นคนขี้เกรงใจ เวลาจะปฏิเสธอะไรใครก็ทำไม่ได้เต็มที่ ไม่แน่ใจว่าจะบอกว่าโตขึ้นแล้วความเกรงใจลดลง หรือจะบอกว่าเราเคารพความต้องการของตัวเองมากขึ้น (ยิ้ม) วันนั้นมีคนคนหนึ่งให้สติเราว่า “แต่เชอรี่ยังเหลือคุณพ่อนะ” เราก็เบนเข็มชีวิตตั้งแต่ตอนนั้นเลย เรากล้าที่จะจัดสรรเวลา ครอบครัวมาอันดับหนึ่ง คุณพ่อคืออันดับหนึ่ง

ถือเป็นบทเรียนยากที่เข้ามาในชีวิตเร็วเหมือนกัน

เร็วมาก ตอนนั้นทุกข์แบบกินไม่ได้นอนไม่หลับ พูดถึงไม่ได้ ร้องไห้ตลอด เป็นอย่างนั้นอยู่น่าจะสองปีได้ เคยอ่านหนังสือธรรมะเหมือนกัน ก็ช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่เวลามีคนมาชวนไปปฏิบัติธรรมเราปฏิเสธตลอด เพราะไม่ชอบความลำบาก ไม่ชอบตื่นเช้าขนาดนั้น (หัวเราะ) วันที่ได้ไปครั้งแรกมันเป็นเหตุบังเอิญที่ได้ไป แล้วพบว่า โห เราพลาดสิ่งนี้ไปได้ยังไงตั้งยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดปี นี่คือวิชชาของชีวิต สิ่งที่เราควรเรียนคือสิ่งนี้ 

สมดุลชีวิตของ เชอรี่ เข็มอัปสร สิริสุขะ กับแนวคิดสิ่งแวดล้อมและเข้าใจว่าไม่มีอะไรเป็นของเรา

การปฏิบัติธรรมกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตตั้งแต่เมื่อไหร่

มันเหมือนกับการกินผักแล้วดี นึกออกไหมว่ามันจะมีผักบางอย่างที่เราชอบ และผักบางอย่างที่เราไม่ชอบ แต่เรารู้ว่ามันดี เราก็ทานมัน จนกลายเป็นทำทุกวันไปแล้ว อยู่บ้านก็สวดมนต์นั่งสมาธิเองอย่างน้อยวันละชั่วโมง 

ครั้งแรกที่ไปก็ไปเจ็ดวันเลย ในเจ็ดวันนั้นรู้สึกเลยว่าชีวิตได้พบเจอสิ่งที่เราตามหา เราอยากไปทางนี้แหละ แต่ช่วงแรกเรายังหาบาลานซ์ไม่ได้ เวลาไปแล้วกลับมาใช้ชีวิตทางโลก เราก็ไหลไปตามกระแสโลก เราไม่สามารถเอามารวมกันเป็นชีวิตเดียว มันแยกกันอยู่อย่างนั้นพักใหญ่เลย เวลากลับมาก็พยายามจะปฏิบัติธรรมทุกวัน ทำได้อาทิตย์สองอาทิตย์ก็เลิกไป กระแสโลกก็ตีพัลวันเข้ามาอีก หรือช่วงหนึ่งที่ไปปฏิบัติธรรมบ่อยๆ เราเบื่อทางโลก ไม่อยากเจอผู้คน มันหาบาลานซ์ไม่ได้ เราปฏิบัติธรรมมาน่าจะสิบปีได้แล้ว แต่เพิ่งมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันน่าจะช่วงสามสี่ปีหลังนี่เอง เพราะรู้สึกว่าเราจะเป็นสิงห์สนามซ้อม ที่พอเอาจริงก็โดนกิเลสโดนอารมณ์ตีจนน่วม เราเลยพยายามนำสิ่งที่เราไปฝึกมามาทำๆๆ ค่อยๆ ทำได้มากขึ้น พอทำมากขึ้นก็เลยอยากทำทุกวัน ถ้าไม่ทำทุกวันเราจะต้านกระแสไม่ไหว แต่มันไม่ได้ลืมวิธีการปฏิบัตินะ เราจะขี้เกียจแล้วก็จะหลงไปกับทุกอย่างบนโลกนี้ มันเหมือนขนม เหมือนขนมกับผักเลย

พอหาสมดุลได้ ตัวเองเปลี่ยนไปมากไหม

เปลี่ยน ถ้าเทียบกับตัวเราเอง คนอื่นเขาอาจจะดีมาตั้งแต่ต้นก็ได้นะ แต่เราไม่ใช่ (หัวเราะ) ถ้าเทียบกับเราในอดีต มาได้ถึงวันนี้ก็ถือว่าใช้ได้ เรากลับไปทบทวนตัวเองบ่อยมาก ในการปฏิบัติธรรม ในการเจริญสติ มันทำให้เราได้กลับไปพิจารณาทุกสิ่งที่เกิดขึ้น 

การที่เราทำสมาธิทุกวันช่วยให้เรารู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเองได้บ้าง จากที่เมื่อก่อนเราอาจจะว่าคนไปแล้ว ถึงเพิ่งมารู้ตัวว่าเมื่อกี้เราโกรธมาก เลยว่าเขาไปโดยไม่รู้ตัว แต่สมาธิและสติทำให้เรารู้ตัวว่า นี่กำลังโมโหอยู่ มันจี๊ดๆๆ ขึ้นมาแล้ว ก่อนที่เราจะกระทำอะไรลงไป เหมือนเป็นเพื่อนอีกคนที่คอยมองดูตัวเราอยู่ คอยเตือนว่า ณ ตอนนี้เรามีความคิดไม่ดีเกิดขึ้น แล้วมันเป็นยังไง แต่มันก็ไม่ได้ทันทุกอย่างนะ 

แปลว่าบางทีก็มีหลุดบ้าง

ไม่หลุดบ้างหรอก หลุดเลย (หัวเราะ) แต่เราถือว่าตัวเองเป็นนักเรียนรู้ เรียนรู้และพัฒนามันต่อไป เพราะเมื่อก่อนเป็นคนใจร้อนมาก ใจร้อนทุกอย่าง ขับรถเร็ว ขี้โมโห ขี้หงุดหงิด ขี้รำคาญ กับที่บ้านคือเต็มที่ ดีหน่อยที่เวลาไปข้างนอกเรายังเกรงใจคนอื่น โมโหโกรธแหละ แต่ไม่พูด นิ่ง ทั้งๆ ที่หน้าและรังสีตีแผ่ออกไปขนาดที่ทุกคนสัมผัสมวลได้หมด ด้วยความที่เป็นคนขี้หงุดหงิด ขี้รำคาญ อะไรนิดหนึ่งหน่อยหนึ่งก็จะสะกิดอารมณ์หมดเลย ตอนที่รู้เท่าทันอารมณ์ได้ มันทำให้เราเข้าใจคนอื่นมากขึ้นด้วย มีเมตตามากขึ้นด้วย เมื่อก่อนเราจะมองทุกอย่างออกจากตัวเองไปหาคนอื่น ทำไมเขาถึงไม่ทำแบบนี้ ทำแบบนี้มันดีกว่าแล้วทำไมไม่ทำ เราจะตำหนิทั้งที่พูดออกไปและคิดในใจ มาตอนหลังที่บอกว่าเข้าใจหมายความว่า มันมีเหตุผลหลากหลายมากที่คนคนหนึ่งจะทำอย่างนั้น แต่ก็ไม่ได้นึกไปถึงว่าเขาอาจจะมีปัญหาอย่างโน่นอย่างนี้ ไม่ได้ไปคิดเป็นสตอรี่ขนาดนั้น พอเรารู้สึกให้อภัยโดยไม่เก็บมาเป็นอารมณ์มันก็ไม่เป็นไร เราแค่เข้าใจมนุษย์มากขึ้นว่าคนก็เป็นแบบนี้ได้ ชีวิตมันเลยสบายมากขึ้น เบามากขึ้น สิ่งต่างๆ รอบตัวเลยไม่ได้มากระทบกระเทือนใจได้บ่อยเท่าเมื่อก่อน นอกจากจะมีบางเหตุการณ์หนักหน่วงจริงๆ จนเราต้านไม่ไหว

สมดุลชีวิตของ เชอรี่ เข็มอัปสร สิริสุขะ กับแนวคิดสิ่งแวดล้อมและเข้าใจว่าไม่มีอะไรเป็นของเรา

ผ่านชีวิตในวงการบันเทิงมาด้วยธรรมะด้วยหรือเปล่า

จริงๆ แล้วธรรมะทำให้เราเห็นว่ามันไม่จริงเลย ไม่ว่าจะในวงการบันเทิงเองหรือวงการไหนๆ ฟังอยู่แล้วอาจจะดูอุดมคตินะ แต่ทุกอย่างมันเป็นเรื่องสมมติไปหมด ถามว่าเราผ่านวงการบันเทิงมายังไง เราต้องขอบคุณความบังเอิญที่ทำให้เราได้เข้ามาทำงานตรงนี้ หนึ่ง เป็นโอกาสที่ดี กับสอง มันทำให้เรารู้ตัวว่าไม่ได้อยากมาทำงานนี้ตั้งแต่แรก เราเลยไม่รู้สึกว่าต้องอยู่ตรงนี้ให้ได้ ทำให้ไม่ยึดติด หรือคิดว่าเราจะต้องไม่ไปไหน เราเลยรู้สึกสบายๆ เราทำงานนี้ก็เหมือนคนอื่นที่ทำอาชีพอื่นๆ เวลาเราไปทำงาน เราต้องรับผิดชอบ ต้องมีวินัย ต้องทำการบ้าน ต้องมีน้ำใจต่อเพื่อนร่วมงาน ทำงานตรงนั้นเสร็จ จบก็คือจบ เราไม่ได้เอากลับมาบ้านว่า เรื่องนี้เล่นเป็นนางเอกเลยนะ

ยังคุยกับพี่สาว (ปูเป้-รามาวดี นาคฉัตรีย์) อยู่เลย มีคนมาบอกว่าสมัยนั้นเชอรี่เล่นละครดังมาก เราได้แต่ตอบไปว่า เหรอคะ (หัวเราะ) เราบอกพี่สาวว่า ตัวเองไม่เคยรู้เลยว่าช่วงไหนเราดังหรือไม่ดัง แค่รู้สึกว่าเราทำงาน ละครเรื่องไหนดี มีคนชอบ แค่นั้นก็จบ ในทุกเรื่องเราได้เรียนรู้ ได้พัฒนาฝีมือในการเล่น จากตอนแรกๆ ที่เล่นไม่เป็นเลย ไม่เป็นเลยจริงๆ จนมาสนุกกับการแสดงมากขึ้น อยากเรียนรู้ศาสตร์นี้ให้มากขึ้น 

เพิ่งรู้ว่าคุณเข้าวงการมาด้วยความบังเอิญ

งานแรกเป็นโฆษณา ซึ่งงานโฆษณาอยากทำ ที่อยากทำไม่ใช่เพราะอะไรเลย แต่ตอนนั้นอยู่มอห้า มีคนมาชวนไปแคสต์งาน แล้วได้ตังค์ เราเลยรู้สึกว่าดีจังเลย ทำงานไม่กี่วัน ทำไมได้เงินง่ายขนาดนี้ งั้นต่อไปจะเล่นโฆษณาดีกว่า (หัวเราะ) ระหว่างแคสต์โฆษณาก็มีพี่ที่เป็นผู้ช่วยผู้กำกับกำลังทำละครอยู่ เขาชวนไปเรียนแอคติ้ง เราก็ไป เพราะตอนที่เล่นโฆษณาเขาให้ทำอะไรก็ทำไม่ได้เลย เราอยากรู้ว่าต้องทำยังไง ปรากฏว่าเขากำลังจะเปิดกล้อง ตอนนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเปิดกล้องคืออะไร เขาชวนไปเล่น แต่เราไม่เอา ไม่ได้อยากเป็นนักแสดง จนตอนนั้นทะเลาะกับแม่เป็นเรื่องเป็นราวเลย แม่มองว่าเราไปทำให้เขาเสียเวลา ทำไมเราไม่รับผิดชอบ จนพ่อผู้ซึ่งไม่ชอบกิจกรรมใดๆ ชอบให้เรียนหนังสืออย่างเดียว ออกมาตัดสินว่าลูกควรจะรับผิดชอบ เล่นให้จบ แล้วหลังจากนั้นจะไม่ทำต่อก็ไม่เป็นไร แต่ก็ทำเรื่อยมา

นางสาวเข็มอัปสรในตอนนั้นอยากโตไปเป็นอะไร

อยากเป็นสถาปนิก เป็นอาชีพเดียวที่อยากเป็นมาโดยตลอด เพราะเราชอบวาดรูปตั้งแต่เด็ก ชอบดูเวลาเขาตกแต่งบ้าน ใฝ่ฝันว่าอยากจะทำแบบนั้นบ้าง แต่พอเข้าวงการก็ไม่ค่อยได้เรียนหนังสือ (หัวเราะ) มันทำให้ต้องเบนเข็มในชีวิตหลายอย่าง จากที่เรียนมอปลาย สายวิทย์ ก็ต้องมาสอบเข้าคณะที่เป็นสายศิลป์ เพราะอ่านหนังสือไม่ทัน คิดว่าไม่น่าจะมีหวัง เลยไปปรึกษาอาจารย์แนะแนว แล้วก็มีคณะหนึ่งที่อาจารย์แนะนำบอกว่าเรียนปรัชญา เรียนเรื่องระบบในสังคม มีผสมจิตวิทยาเข้าไปด้วย ซึ่งจิตวิทยาก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่เราสนใจ ก็เลยเอ็นทรานซ์เข้าคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มันพูดถึงสิ่งที่เป็นนามธรรมเสียส่วนใหญ่ เป็นเรื่องการขัดเกลาทางสังคม ระบบในสังคม สถาบันทางสังคม คนก็มีด้วย 

สิ่งที่เรียนได้เอามาใช้ในชีวิตบ้างไหม

โดยตรงไม่ได้ใช้ ถ้าจะใช้ต้องไปเป็นอาจารย์ เป็นนักวิชาการ นักสังคมวิทยา ซึ่งเมืองไทยไม่ค่อยมี แต่สิ่งที่เราเอามาใช้คือการมองทุกอย่างอย่างเป็นระบบมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของคน นักสังคมวิทยาเชื่อว่าระบบในสังคมประกอบด้วยสถาบันต่างๆ มากมาย เราก็จะเรียนเจาะลึกไปในสถาบันต่างๆ เช่น สถาบันครอบครัว เรื่องเด็ก เรื่องเยาวชน ซึ่งถ้าจะแก้ปัญหามันต้องเริ่มจากจุดเล็กๆ นี่แหละถึงทำให้สังคมขับเคลื่อนไปได้ 

สมดุลชีวิตของ เชอรี่ เข็มอัปสร สิริสุขะ กับแนวคิดสิ่งแวดล้อมและเข้าใจว่าไม่มีอะไรเป็นของเรา
สมดุลชีวิตของ เชอรี่ เข็มอัปสร สิริสุขะ กับแนวคิดสิ่งแวดล้อมและเข้าใจว่าไม่มีอะไรเป็นของเรา

ทุกอย่างในชีวิตเหมือนปูมาให้คุณมีความคิดแบบนี้ มันอาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คุณหันมาสนใจสิ่งแวดล้อมด้วยหรือเปล่า

พอเรารู้ว่าแก่นของชีวิตคืออะไร เรารู้ว่าอะไรสำคัญ เราเรียงลำดับความสำคัญของชีวิตใหม่ มันอาจจะไม่ตรงกับบรรทัดฐานของสังคมทั่วไป พอเราได้เห็นถึงคุณค่าของคนรอบข้าง ของสิ่งรอบตัวมากยิ่งขึ้น ความรู้สึกที่เราอยากตอบแทนทุกๆ สิ่ง มันอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งว่าทำไมเราหันมาสนใจสิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมเป็นหัวใจสำคัญของการที่เราจะมีชีวิตอยู่ได้ ชีวิตที่ผ่านมาเราใช้ไปโดยไม่นึกขอบคุณมันด้วยซ้ำ ไม่เคยคิดจะลงมือทำเพื่อแสดงความรับผิดชอบบางอย่าง 

เรารู้สึกว่ามันไกลตัวมาโดยตลอด มองว่ามันไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะต้องเข้าไปยุ่ง เป็นหน้าที่ของคนอื่น ทั้งที่ตอนเด็กๆ เราก็เติบโตมากับธรรมชาติ คือรักนะ สวยนะ แต่ไม่มีใครเคยบอกว่าเราต้องดูแลมันยังไง จริงๆ แทบไม่เคยมานั่งนึกด้วยซ้ำว่าการใช้ชีวิตของเราส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมยังไง 

ตอนที่ทำโครงการ Little Forest แค่คิดว่าอยากแก้ปัญเรื่องภัยแล้ง ก็เริ่มหาข้อมูล ภัยแล้งมาจากไหน พบว่าต้องแก้ที่ป่าไม้ แล้วแก้ที่ป่าไม้ต้องทำยังไง ไม่ใช่แค่การไปปลูกต้นไม้ แต่ต้องทำให้ต้นไม้โตไปเป็นป่าด้วย เราก็ค่อยๆ หาคำตอบไปทีละเปลาะๆ แล้วก็พบว่าการจะทำให้ป่าเป็นป่าได้ เราต้องทำให้คนในพื้นที่รักพื้นที่ตรงนั้นด้วย ทำให้เขามีความรู้สึกหวงแหน แล้วเราก็รู้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า การบริโภคเนื้อสัตว์เยอะๆ จริงๆ ก็ส่งผลกระทบต่อป่าไม้ด้วย เพราะสาเหตุสำคัญของการบุกรุกที่ป่าคือการปลูกพืชเพื่อเป็นอาหารสัตว์ หรือการที่เราใช้ทรัพยากรฟุ่มเฟือย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าที่ใช้น้ำในการผลิตเยอะ แรงงาน ไฟฟ้า ถ้าเราใช้อย่างไม่รู้คุณค่า ก็ล้วนทำให้เกิดการเผาผลาญสิ้นเปลืองทั้งนั้นเลย เรารู้ว่าเราลดการสร้างขยะได้ เพราะขยะก็เป็นปัญหาสำคัญของสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ำ ดิน หรือมหาสมุทร ต่างปนเปื้อนไปด้วยสารเคมีจากขยะและตัวขยะเอง 

เหมือนคุณค่อยๆ โยงปัญหาเข้าใกล้ตัวเองขึ้นเรื่อยๆ

ใช่ ตอนแรกเราพุ่งเป้าออกไปข้างนอก เราตั้งคำถามจากจุดที่ไกลก่อน ป่าไม้ต้องแก้ยังไง ปัญหาน้ำต้องแก้ยังไง ซึ่งจริงๆ แล้วทั้งหมดทั้งมวลที่เป็นตัวก่อปัญหาก็เป็นเรานี่เอง เราก็เลยหันมาเปลี่ยนการใช้ชีวิต ซึ่งต้องบอกไว้ก่อนว่าเราก็ยังไม่ได้สุดโต่งขนาดนั้น เรายังเป็นบุคคลหนึ่งที่เพิ่งเริ่มต้นด้วยความตั้งใจที่อยากจะเปลี่ยน แต่ทำคนเดียวอิมแพ็กมันไม่ใหญ่ เราเลยทำเป็นโครงการ Little Big Green ขึ้นมา ให้เป็นพื้นที่รวมข้อมูลต่างๆ ที่ย่อยให้เข้าใจง่ายไว้แล้ว เวลาคนอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมจะได้เข้ามาศึกษาได้ เราให้ความสำคัญกับข้อมูลมาก ตัวเราเองก็ค่อยๆ เปลี่ยนเพราะรู้มากขึ้น ตอนแรกที่ไม่สนใจ พอเริ่มสนใจได้อ่านข้อมูลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากสิ่งหนึ่งนำไปสู่สิ่งหนึ่ง แล้วก็นำไปสู่สิ่งหนึ่ง ถ้าคนเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้ก็น่าจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงได้

ถ้ามองว่าตัวเองคนเดียวคงเปลี่ยนอะไรไม่ได้แล้วไม่ลงมือทำ มันก็ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่ดี นอกจากตัวเราแล้ว คนอื่นๆ ด้วย สังคมด้วย รัฐด้วย นโยบายด้วย ทุกส่วนจะต้องไปพร้อมๆ กัน เอื้อกันทั้งหมด จากที่เคยมองว่ามันคงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลมั้งที่ต้องจัดการเรื่องนี้ ตอนนี้เรารู้แล้วว่าคนทุกคนที่อยู่บนโลกใบนี้มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบด้วยกันทั้งหมดเลย แต่ละคนก็มีความสามารถที่จะรับผิดชอบในแต่ละส่วนของตัวเองไปได้ ถ้าต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง เราว่ามันจะเป็นการแก้ปัญหาได้จริงๆ สักที 

ชอบแนวคิดที่ว่า ใครๆ ก็เปลี่ยนแปลงโลกได้

ตอนที่มีคนมาบังคับให้เราทำ เราก็ไม่อยากทำนะ พอวันหนึ่งที่เราอยากทำ เราก็ทำของเราเอง คอนเซปต์ของมันก็คือ AS GREEN AS YOU CAN คุณจะเขียวแค่ไหนก็ได้ 

สมดุลชีวิตของ เชอรี่ เข็มอัปสร สิริสุขะ กับแนวคิดสิ่งแวดล้อมและเข้าใจว่าไม่มีอะไรเป็นของเรา

ในเว็บไซต์ Little Big Green จะมีแบบทดสอบความเขียวของตัวเอง ของคุณคือเขียวแค่ไหน

เป็นมอส เขียวมอสอยู่ระดับสี่เต็มห้า (ยิ้ม)

การใช้ชีวิตเปลี่ยนไปมากไหมพอมีเรื่องสิ่งแวดล้อมเข้ามาเกี่ยวข้อง

วิธีการใช้ชีวิต การใช้สตางค์ ค่านิยมของตัวเองในเรื่องต่างๆ เปลี่ยนไปค่อนข้างชัดเจนพอสมควร อย่างเช่น เรื่องช้อปปิ้ง แต่งตัว ช่วงแรกที่ไปปฏิบัติธรรมเราก็ยังแต่งตัว ใช้ของโน่นนี่ คนก็จะชอบตั้งคำถามกับเราว่า ทำไมศึกษาธรรมะแต่ยังใช้ของแพงอยู่ สำหรับเราในตอนนั้นมันเป็นคนละเรื่องกัน มันคือความชอบที่แต่ละคนมีไม่เหมือนกัน สมมติเราสนใจแฟชั่น เราคลั่งไคล้เรื่องนี้ การที่จะให้เราลดเรื่องนี้ก็ต้องใช้เวลา บางคนอาจจะคลั่งไคล้เกมหรือฟุตบอล เขาก็ต้องใช้เวลาในการลด การที่เราได้มาปฏิบัติธรรม ได้ทำเรื่องสิ่งแวดล้อม ได้มาสัมผัสชีวิตคนจริงๆ ในพื้นที่ ได้เห็นคุณค่าของชีวิต เห็นคุณค่าของเงินจริงๆ มันทำให้เรารู้สึก… ต้องใช้คำว่า ‘ละอาย’ ละอายที่จะใช้ชีวิตแบบเดิม 

แรกๆ เราคิดว่ามันเป็นเงินของเรา เราหาได้ตั้งแต่เด็ก เรารับผิดชอบตัวเอง ส่วนที่เราควรจะให้คนอื่น ให้ครอบครัว ให้สังคม ให้อย่างที่เราควรจะให้เราก็ทำแล้ว ทำไมเราจะใช้ส่วนที่เหลือเองไม่ได้ แต่ในวันที่ค่านิยมของเราเปลี่ยนไป เรามองว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่ใช่สาระสำคัญในชีวิตอีกต่อไปแล้ว เมื่อก่อนตอนจะซื้อตอนจะได้มันจะตื่นเต้น แต่ความอยากค่อยๆ หายไป เหมือนเราไปสนใจสิ่งอื่นมากกว่า ทำให้เราช้อปปิ้งน้อยลงมากๆ มากๆ (เน้นเสียง) ใช้เงินซื้อของฟุ่มเฟือยน้อยลงมากๆ

ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของการรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อมคืออะไร

สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องสุดท้ายที่คนให้ความสำคัญ เท่าที่สัมผัสมา คนจะคิดว่าแค่ใช้ชีวิตประจำวันของเขาก็เหนื่อยมากแล้ว ต้องรับผิดชอบเรื่องงาน รับผิดชอบครอบครัว มีภาระเยอะแยะมากมาย เราเข้าใจว่ามันเป็นธรรมดาที่ทุกคนจะคิดอย่างนั้น ทั้งที่จริงๆ แล้วสิ่งแวดล้อมมันกระทบกับเราทุกอย่างเลย เผลอๆ เป็นอันดับแรกๆ ด้วยซ้ำ ถ้าสมมติเรามีบ้านเมืองที่มีแต่ภัยพิบัติ อุทกภัย ความแห้งแล้ง มันก็กระทบกับเศรษฐกิจ หรืออุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น ทำให้เชื้อโรคกลายพันธุ์ ก็ทำให้เกิดโรคระบาดได้มากกว่าเดิม ถี่กว่าเดิม รุนแรงกว่าเดิมก็ได้เหมือนกัน มันเกี่ยวเนื่องทุกๆ อย่าง ทั้งสิ่งแวดล้อม ปากท้อง ความปลอดภัย ที่อยู่อาศัย

สมดุลชีวิตของ เชอรี่ เข็มอัปสร สิริสุขะ กับแนวคิดสิ่งแวดล้อมและเข้าใจว่าไม่มีอะไรเป็นของเรา
สมดุลชีวิตของ เชอรี่ เข็มอัปสร สิริสุขะ กับแนวคิดสิ่งแวดล้อมและเข้าใจว่าไม่มีอะไรเป็นของเรา

ชื่อเสียงที่มีอยู่ช่วยให้ง่ายขึ้นไหม

มันอาจจะทำให้คนหันมามองเฉยๆ ว่า คนนี้เขาทำเรื่องนี้อยู่นะ แต่ชื่อเสียงไม่ได้ช่วยอะไรในขั้นตอนต่อไป เพราะจะเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคนจะทำมันต่อหรือไม่มากกว่า

ปีที่แล้วคุณตั้งใจอยากไปเรียนต่อปริญญาโทด้านสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ แปลว่าไม่ได้อยากเป็นแค่กระบอกเสียง แต่อยากลงมือทำจริงๆ 

จะพูดอย่างนั้นก็ได้ เรามองว่าการที่เราจะเป็นกระบอกเสียงที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ เราต้องเป็นกระบอกเสียงที่ลงมือทำ สังเกตจากตัวเองเวลาที่เราจะเชื่อหรือไม่เชื่อใครสักคน ถ้าเขาผ่านประสบการณ์ตรงแล้วทำให้เราเห็น เราจะเชื่อเขาได้ง่ายกว่าที่เขามาพูดให้เราฟังอย่างเดียว เรารู้สึกว่าถ้าเราได้รู้จากสถาบันที่น่าเชื่อถือ ได้รับข้อมูลที่เชื่อถือได้ เราก็น่าจะเข้าใจมันได้ดีมากขึ้น และเอามาประยุกต์ใช้กับโครงการที่เราทำ มันน่าจะมีประโยชน์

แล้วช่วงนั้นเป็นช่วงที่คุณพ่อไม่สบายมาได้ประมาณปีหนึ่ง คุณพ่อเลือกที่จะไม่รักษา เขาบอกว่าถ้าเราไปเรียน เขาจะไปด้วย ยังจำได้เลยวันที่จะสมัครจริงๆ ถามย้ำเขาอยู่เลยว่า พ่อไปจริงนะ ถ้าพ่อไม่ไป ลูกก็ไม่ไปนะ ถ้าพ่อไป ลูกไป แล้วพ่อบอกว่าไป 

เราอยากให้พ่อได้ไปอยู่ในที่ที่อากาศดีๆ ได้มีที่เดิน ได้อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ มีอาหารที่เป็นออร์แกนิกหาทานง่ายๆ ใจคิดแค่นั้นเลยว่ามัน win-win นะ 

สมดุลชีวิตของ เชอรี่ เข็มอัปสร สิริสุขะ กับแนวคิดสิ่งแวดล้อมและเข้าใจว่าไม่มีอะไรเป็นของเรา
สมดุลชีวิตของ เชอรี่ เข็มอัปสร สิริสุขะ กับแนวคิดสิ่งแวดล้อมและเข้าใจว่าไม่มีอะไรเป็นของเรา

เรียนรู้อะไรจากการไปอยู่ตรงนั้นบ้าง

หลายอย่างเลย ทั้งวัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจ แล้วก็สิ่งแวดล้อม อย่างภาษา เวลาที่เราใช้ภาษาไทยที่เคยชิน เราจะไม่ค่อยสังเกตคำที่เราเลือกใช้หรอก แต่เวลามันเป็นภาษาที่เราไม่ชิน เรากลับรู้สึกว่าภาษาอังกฤษหรือเพราะเป็นคนอังกฤษก็ไม่แน่ใจ เขาจะให้ความสำคัญกับการเลือกใช้คำ คำเล็กๆ น้อยๆ ตอนหลังเราเลยเลือกใช้คำมากขึ้น เช่น เลือกใช้คำที่แสดงความอ่อนน้อม แสดงความสุภาพ

ในแง่ของเศรษฐกิจ คนอังกฤษจริงๆ เขาไม่ค่อยใช้สตางค์กันนะ อาหารก็ไม่ค่อยไปทานข้างนอก ทำกับข้าวทานเอง เขาค่อนข้างพอเพียง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะออกซ์ฟอร์ดมันเป็นเมืองเล็กๆ ไม่ได้มีอะไรให้ช้อปปิ้งเยอะด้วย แล้วตัวเราเอง เราได้ค้นพบว่าการมีห้อง มีตู้เสื้อผ้าที่เล็กมากๆ เราก็อยู่ได้ เราไปโม้ให้ทุกคนฟังเลยว่าตู้เสื้อผ้ากว้างแค่นี้เอง แต่เสื้อผ้าเราไม่เต็ม มีที่เหลือด้วย เราเลยไม่ได้โฟกัสเรื่องการแต่งตัว แต่งซ้ำ ถ้าเป็นเมื่อก่อนนะ เปลี่ยนกระเป๋าได้ทุกวันให้เข้ากับชุด (หัวเราะ) แต่อยู่โน่นใช้กระเป๋าใบเดิมทุกวัน โอเค ช่วงแรกเอาไปสามใบด้วยความติดนิสัยจากเมืองไทย เผื่อไว้ แต่พออยู่ไปสักพักเราเริ่มใช้กระเป๋าตามฟังก์ชันของมัน ใบนี้สำหรับใส่ของเยอะและกันน้ำ โค้ทก็มีตัวหนึ่งที่อุ่นและกันฝน จบ แล้วไม่ต้องเสียเวลาแต่งตัวเลย ชีวิตก็ง่ายขึ้น อีกเรื่องคือใช้สตางค์น้อย มีแค่ค่าบ้าน ค่าอาหาร ค่าของใช้ประจำตัว

ส่วนเรื่องสิ่งแวดล้อม หลายคนอาจจะบอกว่าเมืองนอกดีเนอะ รถไม่ติด เพราะเขาเดินเยอะ ไม่ก็ใช้ขนส่งสาธารณะมาก แต่จริงๆ ออกซ์ฟอร์ดก็ปัญหาเรื่องจราจรและมลพิษทางอากาศมาก ที่เปลี่ยนคือเรามี Carbon Footprint น้อยลงมาก เพราะส่วนใหญ่เดิน นอกจากวันไหนไกลหรือรีบมากๆ ก็จะนั่งรถเมล์ แท็กซี่มีบ้าง น้อยมาก แล้วที่โน่นเขาไม่ได้มีพื้นที่ป่าไม้หรือต้นไม้ใหญ่เยอะ พื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นทุ่ง เราก็ได้ไปฟังอาสาสมัครประชุมกันเรื่องจะปลูกต้นไม้บนพื้นที่เหล่านั้น คนที่อาศัยอยู่แถวนั้นมีทั้งนักวิชาการ อาจารย์ คนทำงานอาชีพทั่วไป แล้วเขาจะแยกกลุ่มกันชัดเจน กลุ่มนี้รับผิดชอบเรื่องนี้ อีกกลุ่มรับผิดชอบอีกเรื่องหนึ่ง พอประชุมเสร็จก็เอามารวมกัน แค่ไม่กี่ชั่วโมงก็ได้ข้อสรุปเรื่องแผนการของเขา มันทำให้เราเห็นว่าภาคประชาชนเขาก็ลงมือทำกันเลยโดยไม่ต้องรอให้บริษัทใหญ่ๆ หรือรัฐบาลมารับผิดชอบ ได้ไปเห็นตรงนั้นมันก็ดี ได้มองเขาแล้วมาเปลี่ยนที่เรา

เป็นการออกจากบ้านไปอยู่คนเดียวครั้งแรกในชีวิตหรือเปล่า

ไม่ใช่ (ยิ้ม) จริงๆ มี พี่แตน (พรฤดี ศรีทองสุข) ที่คอยดูแลเรามาตั้งแต่ทำงานแรกๆ เขาไม่ได้เป็นแค่ผู้จัดการ แต่เป็นเพื่อนเป็นพี่ที่สนิทกัน พี่แตนบอกว่าจะไปเป็นเพื่อนในช่วงแรก เราก็เช่าบ้านเผื่อพ่อด้วย แต่พอวันจะเดินทาง พ่อบอกว่ายังไปไม่ไหว พ่อก็เลยส่งพี่แตนไป เพราะพ่อห่วงมากทั้งที่ลูกก็อายุจนป่านนี้แล้วนะ (หัวเราะ) เราบอกว่าอยู่ได้ อยู่คนเดียวได้ แต่พ่อก็กลัว

แปลว่าพ่อหวงมาก

มาก (ลากเสียง) พ่อมีระเบียบและเข้มงวดมาก ทำอะไรต้องขออนุญาต บ้านเราเป็นแบบนั้น ค่อนข้างจะหัว… สมัยก่อนนิดหนึ่ง ไม่อยากจะใช้คำว่าหัวโบราณ เราก็ติดมาบ้างเหมือนกันนะ หลายๆ ครั้งเวลาพูดอะไรออกไป คนจะชอบแซวว่า “นี่อายุเท่าไหร่แล้วเนี่ย” เราเหมือนเป็นคนแก่ที่มองโลกในยุคนี้ที่มันว้าวไปหมด

สมดุลชีวิตของ เชอรี่ เข็มอัปสร สิริสุขะ กับแนวคิดสิ่งแวดล้อมและเข้าใจว่าไม่มีอะไรเป็นของเรา

อย่างที่คุยกันก่อนหน้านี้ คุณบอกว่าตัวเองเจอกับการสูญเสียครั้งถึงสองครั้ง คิดว่าตัวเองรับมือกับมันได้ดีขึ้นไหม

อย่างครั้งแรกที่คุณแม่เสีย รับมือได้แย่มาก มันคือการสูญเสียที่ทำให้เราเสียการทรงตัวไปเลย ใช้เวลาเป็นปีเรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่ไปในแต่ละวัน มันเหมือนคนคลำทาง ไม่รู้ว่าต้องไปทางไหน ต้องคลำดูว่าคงประมาณนี้แหละ และค่อยๆ พยุงตัวขึ้นจากการเสียการทรงตัวให้ลุกขึ้นมาได้ น่าจะประมาณสี่ปีกว่าเราจะพูดถึงแม่ได้โดยไม่ร้องไห้ แต่หลังจากที่ตั้งหลักได้ เราบอกตัวเองว่าชีวิตยังมีพ่ออีกคน เราเลยใช้ชีวิตเพื่อเตรียมตัวว่าจะดูแลเขายังไง ใกล้ชิดกับเขายังไง ให้เวลากับเขายังไงให้มากที่สุด เพราะเรารู้ว่าสุดท้ายคนเราก็ต้องจากกันนั่นแหละ ยิ่งพอมาปฏิบัติธรรมยิ่งเข้าใจว่ามันเป็นสัจธรรม เรามีเวลาจากวันนั้นจนถึงวันที่เสียพ่อประมาณสิบเก้าปี ณ วันที่รู้ครั้งแรกว่าคุณพ่อเป็นมะเร็งเมื่อสามปีที่แล้ว เรารับมือได้ดี วันนั้นรู้แค่ว่าเราต้องเป็นหลักให้พ่อ ไม่ร้องไห้ ไม่ฟูมฟาย หาทางเลือกว่าต้องรักษายังไง ถ้าพ่อไม่อยากรักษาแนวนี้ หาข้อมูลว่ามีทางไหนอีกบ้าง ตัวเราค่อนข้างเป็นระบบและเข้มแข็งขึ้นมาก เข้าใจไปเองว่าเราโอเคขึ้นมากจากการฝึกวิชามาเกือบยี่สิบปี แต่พอวันที่รู้ผลว่ามันกลับมาอีกครั้ง ตอนนั้นอยู่อังกฤษ ต้องบอกเลยว่ารวบรวมสติไม่ได้นะ ที่เข้าใจไปว่าเข้มแข็งมันไม่ใช่ โมเมนต์นั้นมีแต่ความกลัว กลัวๆๆ ไม่อยากให้สิ่งนี้เกิดขึ้น เรารู้ว่าถ้ามันกลับมาแปลว่าเราเหลือเวลาไม่มากแล้ว วิชาของพระพุทธเจ้าที่ร่ำเรียนมาลืมไปหมดเลย พยายามจะนั่งสมาธิก็นั่งไม่ได้ ร้องไห้ตลอด พยายามติดต่อพ่อ ก็ติดต่อไม่ได้ เหมือนเขาเองก็ไม่อยากให้เราทิ้งการเรียนเพื่อกลับมา 

พอกลับมาไทย ตัวเองก็เข้มแข็งขึ้นมาอย่างนั้น บอกพ่อว่าจะเป็นเหาฉลาม จะอยู่กับพ่อทุกวัน ดูแลเกาะติดทุกสถานการณ์ แล้วก็ได้ทำอย่างที่พูด วันที่ท่านเสียก็ไม่ฟูมฟาย มีสติ มันอาจจะร้องไปหมดแล้วตอนที่รู้ข่าว และเราไม่เสียดายเลย โชคดีมากที่ได้ทำทุกอย่างให้หมดแล้ว ได้ดูแลอย่างดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้แล้ว ได้ให้เวลาจนลมหายใจสุดท้ายของเขาที่เราจับมือพ่อ สวดมนต์ให้พ่อฟังจนพ่อนิ่งไป มันเป็นความรู้สึกเหมือน Mission Complete ไม่มีอะไรติดค้างในใจ

ได้รู้จักตัวเองเพิ่มขึ้นไหม

ได้รู้จักตัวเองในวันที่เราคิดว่าแข็งแรงแล้วแต่ไม่ใช่ วันนั้นตกใจมากที่ตัวเองเป็นแบบนั้น ควบคุมไม่ได้ แต่มันทำให้เรารู้จักชีวิตชัดเจนมากขึ้น แบบที่เขาบอกว่าชีวิตมันไม่ใช่ของเรา ไม่มีอะไรที่เราควบคุมได้ เราได้ยินได้ฟังก็เหมือนจะเข้าใจแหละ แต่มันไม่ได้เข้าไปอยู่ในใจจริงๆ จนวันนั้น แม้กระทั่งตัวเราเอง เรายังทำอะไรกับตัวเราไม่ได้เลย สั่งให้ตัวเองหยุดร้องไห้ยังทำไม่ได้ ร้องอยู่สามวันจนไม่ไหวแล้ว เราต้องกลับมาให้ได้

หลายๆ คนจดจำคุณในบทบาทของนางเอก ในวัยนี้ที่ชีวิตคุณเดินทางมาถึงวันนี้ อยากให้คนจดจำตัวเองในแบบไหน

เป็นคำถามที่น่าสนใจนะ (นิ่งคิด)

เคยคิดมาก่อนไหม

ไม่เคยคิดเลย แล้วก็ลืมคิดไปเลยว่าคนมองเราในฐานะนักแสดงหรือนางเอก ถ้าถามถึงเป้าหมายในการใช้ชีวิต หลักๆ เลยคือการหาคำตอบว่าทำยังไงให้ตัวตนของเราลดน้อยลง สละความเห็นแก่ตัวของตัวเองออกไปให้ได้มากที่สุด พอถามว่าอยากให้คนจำเราในแบบไหนเราเลยไม่แน่ใจ

แต่ถ้าให้ลองตอบสนุกๆ นะ เรารู้สึกว่าตัวเองเป็นคนโชคดี ถึงแม้ว่าจะผ่านการสูญเสียใหญ่ๆ มาถึงสองครั้งแล้วในช่วงวัยเท่านี้ก็ตาม ซึ่งมากกว่าคนทั่วไปหลายๆ คน แต่เราก็ยังรู้สึกว่าเป็นคนโชคดีที่ได้เกิดมาท่ามกลางความรัก ความอบอุ่น ของครอบครัว พ่อแม่พี่น้อง หลานๆ เราได้รับสิ่งดีๆ ได้รับความรัก ความเอาใจใส่จากคนรอบข้าง เราเลยอยากเป็นผู้ที่นำส่งความรักให้กับคนอื่นๆ ด้วย เพราะเรารู้สึกว่าในวันที่ท้องฟ้ามันมืดมน การที่เรามองเห็นแสงสว่าง แล้วตาเรามองเห็นแสงนั้น มันน่าจะมีแรงที่จะก้าวขาแล้วเดินต่อไป

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

นายแพทย์วัฒนา พารีศรี ศัลยแพทย์วัย 60 ควบตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ เมื่อพ.ศ. 2537 เขาเป็นผู้บุกเบิกวิธีการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีด้วยกล้องวีดิทัศน์สำหรับโรงพยาบาลชุมชน จนทำให้โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ ขึ้นชื่อลือชาด้านการผ่าตัดนิ่ว ผู้ป่วยจากทั่วแดนไทยและต่างประเทศ ล้วนมารับบริการไม่ขาดสาย ส่งผลให้โรงพยาบาลเล็กๆ แห่งนี้เป็นศูนย์ผ่าตัดส่องกล้องที่ดีที่สุดในเมืองหนองคาย

ชายผู้มีภูมิลำเนาจากชนบทคนนี้ เห็นความยากลำบากในการเข้าถึงระบบสาธารณสุขของคนรากหญ้า เขามุ่งมั่นเรียนวิชา ‘หมอ’ หลังจบหลักสูตรคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ก็เป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลบึงกาฬ หลังปฏิบัติงานเพียง 2 ปี เขาขอย้ายไปเป็นผู้อำนวยการคนแรกของโรงพยาบาลปากคาด ก่อนจะเรียนต่อแพทย์เฉพาะทาง และกลับมาใช้ทุนที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ ในตำแหน่ง ‘ศัลยแพทย์’

ระยะเวลากว่า 2 ทษวรรษในฐานะผู้อำนวยการโรงพยาบาลอำเภอ เขาเทหมดหน้าตักเพื่อเปลี่ยนภาพจำของโรงพยาบาลรัฐให้ทัดเทียมมาตรฐานโรงพยาบาลเอกชน ถ้าถามว่าเป็นไปได้จริงหรือ เสียงยืนยันจากชาวบ้านย่านท่าบ่อและภาพลักษณ์ของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ ฉบับปัจจุบัน คือคำตอบของคำถามที่คุณสงสัย

นายแพทย์วัฒนาใช้วิธีการสร้างแบรนดิ้งให้โรงพยาบาลรัฐ ปรับความคิดของเจ้าหน้าที่ให้เท่าทันผู้บริหาร เตรียมความพร้อมด้านอุปกรณ์การแพทย์ และรองรับทุกโรคภัยด้วยแพทย์เฉพาะทางเกือบทุกสาขา เพื่อให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจสูงสุด เพราะนั่นคือสิ่งสำคัญในอาชีพบริการ และชายคนนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คนรากหญ้าก็เข้าถึงระบบสาธารณสุขและโรงพยาบาลชุมชนที่ดีได้ ใกล้ๆ บ้านพวกเขา แถมพัฒนาเศรษฐกิจให้จังหวัดด้วย

หลังจากนี้คือบทสนทนาของนายแพทย์วัฒนา ตั้งแต่เป็นเด็ก เป็นหมอ เป็นผู้บริหาร และเป็นคนเกษียณ

เป็นเด็ก

เด็กชนบทจากอำเภอเซกา เติบโตมาแบบไหน

ผมก็เหมือนเด็กทั่วไป เสาร์อาทิตย์ตกปลา เย็นมาก็เตะบอล พอหน้าฝนก็ออกไปวางเบ็ด พ่อผมเป็นชาวนา แม่ผมเป็นครูประชาบาล ผมต้องตื่นตั้งแต่ตีห้าไปช่วยพ่อแม่ทำนา สายหน่อยก็กลับบ้าน เปลี่ยนชุดไปโรงเรียน ชีวิตผมอยู่บ้านนอกมาตลอด เลยเห็นว่าชีวิตของคนบ้านนอกเขาเป็นยังไง อย่างแถวบ้านผมแม้แต่รถประจำทางยังไม่มีเลย เวลาเกิดปัญหาสุขภาพ ชาวบ้านเขาจะพึ่งใคร หมอก็ไม่มี เขาก็ต้องพึ่งหมอเถื่อน ยุคนั้นฉีดยาเป็นก็เป็นหมอได้แล้ว 

พ่อผมก็เป็นหมอนะ ว่ากันตามตรงคือเป็นหมอเถื่อน ฉีดยาได้ ซึ่งเข็มฉีดยาก็เป็นเข็มเหล็กใช้แล้วใช้อีก ไซริงค์ก็ต้มเอา ไม่มีเครื่องสเตอริไลซ์หรือน้ำยาเคมีสำหรับฆ่าเชื้อเหมือนปัจจุบัน พอฉีดเสร็จบางคนเป็นฝีหัวเข็ม แต่ชาวบ้านเขาก็พึ่งพากันแบบนี้ ผมรู้ว่านี่คือความลำบากในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ของคนในพื้นที่ชนบท 

นั่นเป็นเหตุผลให้คุณเรียนหมอหรือเปล่า

เด็กบ้านนอกรู้จักอยู่แค่สามอาชีพ ครู ตำรวจ ทหาร 

ผมเป็นเด็กยากจน รู้แค่ว่าหมอเป็นอาชีพที่มีรายได้มั่นคง แต่พื้นฐานผมชอบอาชีพทหาร สรีระไม่ให้ สายตาเริ่มสั้น ก็เลยมุ่งมาทางหมอดีกว่า แต่ถ้าเป็นทหารก็ไม่อยากเป็นทหารแบบปัจจุบันนี้นะ ต้องเป็นทหารมืออาชีพ

พอโตขึ้นผมมีโอกาสมารับทุนแพทย์ชนบทของมหาวิทยาลัยมหิดล หนองคายเขาก็รับหนึ่งคน ซึ่งโรงเรียนเล็กๆ มีโอกาสน้อยมากที่จะเข้าไปเรียนแพทย์ แทบจะเป็นศูนย์ ต้องเป็นคนที่เจ๋งจริงถึงจะสอบเข้าได้ ซึ่งทุนแพทย์ชนบทเขาไม่ได้เซ็นสัญญาว่าจะต้องกลับไปใช้ทุนที่บ้านเกิด แต่เป็นสัญญาสุภาพบุรุษ มาเรียนแล้วก็ต้องกลับไปทำงานที่จังหวัดตัวเอง เขามีแนวคิดว่า ถ้าเอาคนที่ชนบทมาเรียน เวลากลับไปทำงานที่บ้านเกิดจะอยู่ได้นานกว่า

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

เป็นหมอ

ทำไมคุณหมอถึงเลือกเรียนศัลยแพทย์

นิสัยผมชอบอะไรที่ตรงไปตรงมา ตัดสินใจรวดเร็ว ผมไม่ชอบงานละเอียดประดิดประดอย ผมชอบลุยงานหนัก หลังจากเรียนต่อแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยแพทย์ (เน้นการผ่าตัดช่องท้อง) จบ ผมก็กลับมาใช้ทุนที่โรงพยาบาทสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ ตั้งใจว่าจะอยู่ท่าบ่อตลอด แล้วก็ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นผู้อำนวยการหรอก บังเอิญว่ารุ่นพี่ที่อาวุโสกว่าเราเข้าก็ไปตาม Career Path ของเขา สุดท้ายเราก็หัวโด่ อาวุโสสุดก็เลยจำเป็นต้องขึ้น

ก้าวเท้าเข้าโรงพยาบาทสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อครั้งแรก คุณหมอได้เป็น ผอ. เลย

ผมทำงานศัลยแพทย์ก่อน ผมสารพัดผ่าตัดเลย ผ่าตัดนิ่วไต ผ่าตัดนิ่วถุงน้ำดี ผ่าตัดลำไส้ กระเพาะ มดลูก ผ่าคลอดก็ต้องทำ เพราะมีหมอผ่าตัดอยู่คนเดียว ผมผ่าตัดจน ผอ. ต้องเรียกไปพบ บอกว่าให้เพลาลงหน่อย ผมสตั๊นเลย หยุดผ่าตัดไปสองอาทิตย์เพื่อทำใจ ตอนหลังมาได้สติ ตายเป็นตาย ลุยผ่าตัดต่อ สุดท้ายพยาบาลก็เหนื่อยหน่อย เพราะเคสผ่าตัดทุกนาทีมีความหมาย พยาบาลต้องเฝ้าตลอด แต่มันก็ทำให้ภาพลักษณ์องค์กรดีขึ้นนะ 

พอเราดูแลเขาดี เขาก็บอกกันปากต่อปาก เพราะคนป่วยมันมีอยู่แล้ว ยิ่งคนอีสานเป็นนิ่วกันเยอะ แล้วสมัยก่อน การเข้าถึงการบริการสาธารณสุขยากและลำบาก อย่างจะไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลจังหวัด ต้องรอคิวอย่างน้อยปีครึ่ง ซึ่งโทษกันไม่ได้ เพราะสถานที่ผ่าตัดน้อย แต่เคสเยอะมาก 

ทำไมคนอีสานถึงเป็นนิ่วเยอะ

ยังไม่มีใครรู้สาเหตุนะ ยังไม่มีการศึกษาเชิงไมโครเกี่ยวกับยีน มีแต่โทษเรื่องน้ำ แล้วก็อาศัยทฤษฎีเกิดนิ่วของฝรั่ง ว่าเกิดจากการตกตะกอนของสารละลายเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งไม่จริง อันนั้นเป็นนิ่วถุงน้ำดีคอเลสเตอรอลของฝรั่ง ของไทยเป็นเรื่องนิ่วสี เป็นพิกเมนต์จากน้ำดีที่มีสีดำ 

ผมสันนิษฐานว่าน่าจะเกี่ยวกับเรื่องเผ่าพันธุ์ของคนอีสานบวกกับน้ำ เพราะสิ่งที่แตกต่างจากพื้นที่อื่นคือน้ำ แล้วคนอีสานไปอยู่ที่อื่นก็เป็นนิ่วเหมือนกัน ยุคนี้เป็นยุคของการศึกษายีน เราต้องศึกษายีนที่พร้อมจะเป็นนิ่ว ถึงจะตรวจหาสาเหตุของโรคได้

แล้วตอนเป็นหมอศัลย์ คุณหมอมีบุคลิกแบบไหน

โอ้ ขรึมอยู่ เวลาอยู่ในโรงพยาบาลลูกน้องโคตรกลัวผมเลย (หัวเราะ) ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะบุคลิกเป็นแบบนี้ เนื่องจากเป็นบุคลิกของศัลยแพทย์ ผมพูดตรง ไม่อ้อมค้อม ไม่เยิ่นเย้อ จะด่าก็ด่า ด่าแล้วก็แล้ว ไม่มีการพยาบาท

พอเป็นผู้บริหาร บุคลิกต่างกันหรือเปล่า

ต้องบุคลิกเหมือนกัน ลูกน้องจะได้เชื่อฟังเรา กลัวเราบ้าง แต่ไม่ใช่กลัวจนขี้หดตดหาย ผอ. เดินไปไหนลูกน้องหนีหมด คงไม่ใช่แบบนั้น เขาต้องเกรงใจเรา เพราะเราเป็นลีดเดอร์ เป็นผู้นำทางด้านความคิดและวิสัยทัศน์ แต่ไม่ใช่ว่าผมเป็นเผด็จการนะ เวลาตัดสินใจทำอะไรก็ต้องมีการประชุม ระดมสมอง ผู้บริหารมีหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลแล้วตัดสินใจ ไม่ใช่ว่าคิดของเราคนเดียวแล้วไปสั่งการให้ทำเลย มันดีตรงที่มันเร็ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จในระยะยาว

ถ้าผมจะทำโปรเจกต์อะไรสักอย่าง แล้วมันไม่ได้ตกผลึกจากความคิดขององค์กร มันอาจจะหลุดบางประเด็นแล้วเกิดผลกระทบกับคนบางกลุ่ม ถ้าหลายฝ่ายมานั่งคุยกัน ตัดสินใจร่วมกัน จะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า 

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

เป็นผู้บริหาร

คุณหมอว่าเมื่อ 20 ปีก่อน ปัญหาของโรงพยาบาทสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ คืออะไร

สมัยก่อนยังเป็นแบบข้าราชการ เจ้าหน้าที่ไม่ค่อยมี Service Mind เวลาเจ้าหน้าที่ไปเดินตลาดก็พยายามหลบ กลัวชาวบ้านนินทา แล้วชุมชนที่อยู่รอบข้างโรงพยาบาล ตอนเขาเจ็บป่วยก็ไม่มีใครเข้าโรงพยาบาลท่าบ่อนะ แต่จะไปรักษาที่โรงพยาบาลหนองคายแทน ซึ่งต้องขับรถไปอีกสี่สิบกิโล ภาพลักษณ์สมัยเก่าของเราเป็นแบบนั้น

แล้วเราเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก เป็นโรงพยาบาลอำเภอที่ต้องแข่งกับโรงพยาบาลจังหวัด เรารู้แล้วว่าความสะดวกสบายเป็นสิ่งที่ชาวบ้านเรียกร้อง การบริการเป็นสิ่งที่ชาวบ้านเรียกร้อง แต่ภาครัฐไม่ค่อยสนใจ มันไม่ใช่ โรงพยาบาลรัฐมีอาชีพบริการเหมือนโรงพยาบาลเอกชน เราต้องบริการให้ลูกค้า (คนไข้) พึงพอใจ อันนี้เป็นสิ่งสำคัญ

มีเรื่องไหนอีกบ้างที่ภาครัฐไม่ให้ความสนใจ

ต้องใช้คำว่ารัฐบาลไม่ได้ดูแลเลย ปล่อยให้เราหากินด้วยลำแข้ง ทั้งทำผ้าป่า ทำหนังสือบริจาคถึงหน่วยงานเอกชน จริงๆ มันเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่ต้องจัดสรรให้เพียงพอ ไม่ใช่กระมิดกระเมี้ยนในการทำงาน 

อุปกรณ์การรักษาที่ควรมีก็ไม่มี หยูกยาก็ไม่เพียงพอ ทั้งที่ควรจะมีทุกอย่างที่เป็นมาตรฐานในสากลโลก ภาครัฐต้องซัพพอร์ต ไม่ใช่ให้เราขวนขวายหาเอง ฉะนั้น งบประมาณต้องเพียงพอในการพัฒนา ยกตัวอย่าง โรงพยาบาลมีสีกระดำกระด่างก็ต้องปล่อย เพราะเขาไม่มีตังค์ทาสี ภาครัฐไม่ได้ดูแลตรงนี้ ซึ่งมันเป็นเรื่องของภาพลักษณ์นะ ต้องทำให้สะอาดสะอ้าน สง่างาม ถ้าปล่อยซอมซ่อแล้วชาวบ้านเขาจะเชื่อมั่นได้ยังไง 

ผมเลยต้องทำโรงพยาบาลให้เหมือนเอกชน มันผิดตรงไหนล่ะ 

แล้ว 20 ปีให้หลัง โรงพยาบาทสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ เปลี่ยนไปยังไงบ้าง

คนในเขตอำเภอเมืองย้อนกลับมารักษาที่โรงพยาบาลท่าบ่อ คนจากเวียงจันทน์ก็มานะ ถ้าเขาข้ามสะพานมา เลี้ยวซ้ายไปหนองคาย แค่สองกิโลก็ถึงโรงพยาบาลหนองคาย แต่เลี้ยวขวามาท่าบ่อประมาณยี่สิบหกกิโล คนเวียงจันทน์ยังยินดีเลี้ยวขวามาโรงพยาบาลท่าบ่อ แบบนี้เราถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว มันก็ภาคภูมิใจนะ แต่ไม่รู้จะนับยังไง ความภาคภูมิใจวัดเป็นสเกลตัวเลขไม่ได้ แต่มันค่อยๆ สะสม จนทำให้เรามีเรี่ยวมีแรงในการทำงาน

ส่วนชาวบ้านในตลาด ถ้ามีคนด่าเราหนึ่งคน จะมีอีกสามสี่คนคอยช่วยแก้ข่าวให้ เจ้าหน้าที่เดินตลาดอย่างเชิดหน้าชูตา ไปไหนก็อยากให้คนรู้ว่าทำงานที่โรงพยาบาลนี้ เวลาผมไปประชุม พรรคพวกเพื่อนฝูงก็กล่าวถึง ชื่นชมเรา หน้ามันบานอะ เจ้าหน้าที่มีความสุขและภูมิใจในองค์กร ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมและพัฒนาต่อได้ง่ายขึ้น 

และอีกประเด็นหนึ่ง จากการพัฒนาของโรงพยาบาลท่าบ่อทำให้ GDP (Gross Domestic Product) ของเมืองท่าบ่อเพิ่มขึ้น เพราะคนที่มาใช้บริการจากนอกพื้นที่มีมากถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ คุณคิดดูว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์เขาต้องเอาเงินมาใช้จ่ายที่ท่าบ่ออีกเท่าไหร่ คนไข้หนึ่งคน ญาติอีกสองสามคน เขาต้องกิน ต้องอยู่ ชาวบ้าน ร้านค้าก็ทำมาหากินได้ มีรายได้ กระแสเงินก็หมุน 

คุณหมอทำสำเร็จได้ยังไง

ผมเริ่มเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm) เจ้าหน้าที่ก่อน เราถือว่าทุกคนเป็นนักบริหาร ต้องมีองค์ความรู้เรื่องการบริหารเท่าๆ กัน เพื่อที่เวลาผมพูดหรือสื่อสาร ผู้ปฏิบัติจะได้เข้าใจว่าผู้บริหารคิดยังไง แต่ถ้าเขามีความรู้ไม่เหมือนเรา เราคิดดีทำดี แต่ผู้ปฏิบัติตามไม่ทันก็เกิดการต่อต้าน ผมจ้างอาจารย์จาก NIDA มาเลย เพราะผมรู้ว่าอาจารย์คนนี้ความสามารถมาก ชั่วโมงละเจ็ดพัน ทุกคนร้องโอ้โห ทำไมแพงขนาดนั้น แต่สุดท้ายมันคุ้มค่า 

จากตอนแรกเขาจะทำงานไปเรื่อยๆ แบบข้าราชการ มันไม่ใช่แล้วนะ ต้องยึดลูกค้าเป็นหลัก เป้าหมายคือลูกค้าพึงพอใจ ทำยังไงถึงจะมีรายได้ ทำยังไงถึงจะบริหารจัดการเรื่องการเงินและการบัญชีให้คุ้มค่า ทำยังไงให้องค์กรอยู่ได้ เจ้าหน้าที่ต้องทำยังไงถึงจะมีความสุขในการทำงาน

ผมว่ามันคือการพัฒนาบนความยั่งยืน สมัยก่อนเคยคิดที่ไหนล่ะ เป็นข้าราชการก็ทำงานไปเรื่อยๆ ทำงานไปวันๆ ไม่ต้องมาพูดเรื่องทำยังไงให้ลูกค้าพอใจเลย เพราะเราไม่ใช่เอกชน แล้วยุคนั้นห้องพิเศษไม่มีแอร์นะ ติดพัดลม ผมก็เสนอให้ติดแอร์ มีกรรมการคนหนึ่งคัดค้าน จะทำทำไมอีก เปลืองเงิน แสดงว่าเขาไม่เข้าใจเรื่องความพึงพอใจของผู้รับบริการ และความสุขในการเข้ามาใช้บริการ ซึ่งชาวบ้านคือลูกค้า เราต้องทำให้เขาพึงพอใจและได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ 

ชอบที่คุณหมอเริ่มให้ความสำคัญจาก ‘คน’ ก่อน

คนต้องมาก่อน คนต้องมีความสุข คนต้องมีคุณภาพ ถ้าเขาทำงานแล้วมีแต่ความทุกข์ เขาก็ทำงานไม่ได้ ทีนี้จะไปบริการลูกค้าต่อได้ยังไง ให้เขาจ๋าจ๊ะ จ๊ะจ๋ากับชาวบ้านคงเป็นไปไม่ได้หรอก เราต้องดูแลสวัสดิการและที่ทำงานเขาด้วย 

สถานที่ทำงานของเจ้าหน้าที่ก็ต้องให้มันสะดวกสบาย เราตกแต่งให้ห้องทำงานเขาสวยงาม เฮลท์ตี้ เวิร์กเพลส น่าอยู่ น่าทำงาน อย่างสมัยก่อนจะติดแอร์ก็ต้องมีระเบียบราชการนะ ถ้าสำนักงานไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ห้ามติดแอร์ คนมีค่าน้อยกว่าคอมพิวเตอร์อีก บ้าแล้วราชการไทย ผมบอกว่าผมไม่สนหรอก ตรงไหนมีคนติดให้หมด ประเทศเราเป็นประเทศร้อน เขาต้องทำงานอย่างสะดวกสบาย ที่ติดไม่ได้คือคนสวนเท่านั้นแหละ ต้องให้เขาอยู่สบายก่อน ถึงจะมีใจเอื้อเฟื้อไปเผื่อคนอื่น ผมว่าเจ้าหน้าที่สัมผัสได้ว่าเราดูแลเขา 

พอเปลี่ยนความคิดคนแล้ว คุณหมอเดินหน้าพัฒนาด้านไหนต่อ

ขั้นต้นเราทำให้คนมาใช้บริการมีความสุขในการรับบริการได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็ต้องพัฒนาบริการของโรงพยาบาล หมายถึง การบริการด้านการรักษาหรือการบริการอื่นๆ เช่น การผ่าตัด หาหมอเฉพาะทางให้ครบทุกแผนกที่ลูกค้าต้องการ 

เป้าหมายของผมคือ ผมไม่อยากให้คนชนบทต้องถูกส่งต่อไปที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ ให้เขารักษาที่โรงพยาบาลใกล้บ้านดีกว่า โรงพยาบาลของเราเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก เข้าถึงการบริการง่าย ไม่ซับซ้อน มาถึงก็เจอหมอเลย พอมีแพทย์เฉพาะทางแล้ว ก็ต้องมีเครื่องมือแพทย์ให้เขาใช้ ต้องครบและทันสมัยด้วยนะ เราก็พยายามเสาะแสวงหาเครื่องไม้เครื่องมือมาให้ได้ เพราะพวกนี้คืออาวุธของเขา นักรบถ้าไม่มีอาวุธ เขาก็รบไม่ได้ ผู้บริหารมีหน้าที่จัดสรรและหาอุปกรณ์พวกนี้มา จะอ้างว่าไม่มีงบประมาณไม่ได้ 

บางทีผมต้องกู้ สมัยก่อนมีที่ไหนไปกู้มาลงทุน ต้องหากู้ตามโรงพยาบาลต่างๆ ล้านสองล้านเพื่อมาลงทุนขยายห้องผ่าตัด เพราะเคสมันเยอะ แล้วก็ผ่อนโรงพยาบาลด้วยกัน ซึ่งการพัฒนามันต้องลงทุน อยู่ดีๆ จะทำอะไรแล้วไม่ลงทุนก็ไม่ได้ 

สุดท้ายเป็นเรื่องการบริการ อย่างความสะดวกสบายในห้องพิเศษ ต้องดูดีเหมือนโรงแรม บุคลิกภาพของเจ้าหน้าที่ ผมไม่ให้ใส่ชุดสีกากีเลย เรามีหน้าที่และอาชีพบริการ ต้องสวยงาม ทันสมัย ถ้าเป็นชุดสีกากี มีบั้ง มียศ มันเป็นภาพของเจ้าคนนายคน บริการชาวบ้านไม่ค่อยดี ชาวบ้านเกรงใจ 

ส่วนอาคารสถานที่ก็พัฒนาเรื่อยๆ อยู่แล้ว ไม่ให้โทรม ตอนนี้โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ กลายเป็นศูนย์ผ่าตัดส่องกล้องที่ดีที่สุดในเขตนั้นเลย รับคนไข้จากโรงพยาบาลจังหวัดด้วย ตอนนี้ผมมีความรู้สึกลึกๆ ว่าเรามาถูกทาง เรตติ้งดีขึ้น 

ทำไมอาคาร 10 ชั้น งบประมาณ 800 ล้านบาท ถึงเกิดขึ้นจริงที่โรงพยาบาลอำเภอเล็กๆ 

ปกติโรงพยาบาลอำเภอเล็กๆ แบบนี้ไม่มีทางได้ ในประวัติศาสตร์กระทรวงสาธารณสุขไม่มีทางเลย ตอนนั้นผมก็ลองดูสักตั้ง ปรึกษาใครเขาก็บอกเป็นไปไม่ได้ อะไรที่คนบอกว่าไม่ได้ จะเกิดความท้าทายขึ้นในใจผมเสมอ ผมจะฮึดสู้ ทำไมมันจะไม่ได้ ถ้าผมมีเหตุมีผลที่ผมคิดว่าถูกต้อง ผมเสนอขึ้นไปปีแรกก็ไม่ได้ จริงตามเขาว่า โดนตีตกเลย หน้าตาทำไมเหมือนเอกชนจัง ผู้หลักผู้ใหญ่ยังมีความคิดแบบนี้อยู่ 

ปีที่สองผมก็เสนออีก กะว่าจะเสนอจนกว่าผมจะเกษียณ ไม่ยอมเลิก สู้ตาย พอปีที่สอง ผมเรียนรู้ว่าต้องเข้าถึงศูนย์อำนาจ ผมก็เชิญผู้ใหญ่ระดับรองปลัดกระทรวงมาดู ภาพจำโรงพยาบาลอำเภอในสมองเขา คือโรงพยาบาลเล็กๆ หลังเขา ทำอะไรก็ไม่ได้ ผ่าตัดไม่ได้ รักษาโรคยากๆ ก็ไม่ได้ 

แต่กรณีของท่าบ่อไม่ใช่อย่างนั้น ผมพาเขามาดูว่าทำไมถึงกล้าขอตึกสิบชั้น ให้เขามาเห็นศักยภาพของโรงพยาบาล ว่าพวกผมกำลังทำอะไรอยู่ ทำไมถึงกล้าขอ สุดท้ายผมไม่โดนตัดงบสักบาท แปดร้อยแปดสิบเก้าล้าน ทุกคนงงเลยว่ามาได้ยังไง ผมก็งงเลย กูทำได้ได้ยังไง มันเป็นเหตุผลว่า ถ้าเราสู้ เราจะมองหาลู่ทาง มองหาสรรพกำลัง มองหาพรรคพวก อะไรก็แล้วแต่ที่สามารถช่วยเราได้ เราต้องทำ

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

แล้วทำไมโรงพยาบาลรัฐ ต้องลุกขึ้นมาทำแบรนดิ้ง

ผมอยากให้ลูกค้ามีความพึงพอใจ กล่าวขวัญถึงเราในทางที่ดี มันเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจเรานะ เมื่อมีคนชมเรา ชื่นชอบการบริการเรา ทำให้มีเรี่ยวแรงทำงานมากขึ้น และเนื่องจากเราเป็นแบรนด์ไซส์เล็ก คุณตัน โออิชิ เคยพูดไว้ว่า คนรวยทำหนึ่งได้สี่ คนจนทำสี่ได้หนึ่ง ถ้าเปรียบเทียบ เราคือคนจน ถ้าอยากจะมีผลงานหรือความนิยมเทียบเท่ากับโรงพยาบาลจังหวัด เราก็ต้องทำสี่เท่าของโรงพยาบาลจังหวัด 

ไม่ต้องทำสี่หรอก ทำสี่ได้หนึ่ง ถ้าจะเท่ากับเขาเราต้องทำสิบหกเท่า เรื่องแบรนด์เป็นเรื่องสำคัญ Servisce Mind ก็เป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องพัฒนา ผมบอกเลยว่าผมทำแข่งกับโรงพยาบาลจังหวัด แข่งกันทำความดีไม่น่าเสียหายอะไร ผมไม่ได้ทำอะไรที่สกัดแข้งสกัดขาเขา เอาชนะกันด้วยความดี 

ส่วนโรงพยาบาลเอกชนก็ไม่ได้เป็นคู่แข่งเสียทีเดียว คนละกลุ่มลูกค้าก็ว่าได้ ผมเพียงแต่เอาโมเดลเขามาใช้ ผมเชื่อว่าเอกชนทำการบริการดีมาก คนถึงยอมจ่ายเงินเพื่อรักษาตัวเอง ฉะนั้น เรื่องการบริการต้องเอาเขาเป็น Role Model ซึ่งโรงพยาบาลเอกชนในแถบนี้ถือว่าเป็นพาร์ตเนอร์กัน

สิ่งที่คุณหมอเล่ามาทั้งหมด เป็นความท้าทายในชีวิตของศัลยแพทย์คนหนึ่งหรือเปล่า

มันก็มีอุปสรรคนะ เช่น การพัฒนาต้องใช้ทุน เราก็มีภาระหนี้สินพอควร อย่างเครื่องไม้เครื่องมือก็ขอสนับสนุน ซึ่งปีแรกเป็นปีที่มีปัญหามาก เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงองค์กร เปลี่ยนแปลงคน ยากมาก การต่อต้านก็มีอยู่ ผมยอมรับว่าตอนนั้นก็ถอดใจ กำลังจะเลิกแล้ว ต้องไปนั่งคุยกับที่ปรึกษาด้านบริหาร เขาบอกว่า ‘คุณหมอครับ การเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ไม่ได้เห็นผลลัพธ์วันนี้หรือพรุ่งนี้ มันเป็นปี สองปี สามปี’ เราก็ได้สติขึ้นมา เดินหน้าต่อ ทำต่อ

ถ้าถามว่าผมแก้ปัญหาความท้อพวกนั้นอย่างไร ผมเองเป็นคนไม่ซีเรียสกับเรื่องพวกนี้ ถ้าผมทำเต็มที่แล้ว สำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร ผมเป็นคนที่อยู่ที่ไหน ผมจะทำที่นั่นให้ดีที่สุด คติของผมคือต้องทำในสิ่งที่เรารักหรือปรารถนาจะทำ ทำแล้วไม่เดือดร้อนคนอื่น แล้วสิ่งที่เราทำมันควรจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นด้วย

ในความเห็นของคนเป็นหมอ ทำไมโรงพยาบาลรัฐถึงไม่ค่อยพัฒนา ยังมีภาพจำแบบเดิม

มันคงฝังรากลึกจากกรอบวิธีคิด หนึ่ง กรอบผู้บริหารกระทรวงและผู้บริหารสถานบริการ โรงพยาบาลรัฐเปิดตัวแบบภาคราชการแบบนี้มาเป็นร้อยปี โอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงมันยาก สอง ระเบียบกฎหมายเยอะเกินไป เยอะจนกระดุกกระดิกไม่ได้ ผู้บริหารหลายคนก็ไม่อยากเสี่ยง แต่ผมมีคอนเซปต์ในใจว่า ผมยอมเสี่ยง ถ้าผมไม่ได้ทำชั่วและไม่ได้โกงใคร

ถ้ามันผิดระเบียบ ผมยอมรับโทษ แต่สิ่งที่ผมทำไม่ได้ผิดระเบียบ เพราะระเบียบไม่ได้เอื้อเรา มันเป็นระเบียบสี่สิบ ห้าสิบปีที่แล้ว ประเทศนี้มันบ้ามากเลย กฎหมายไม่เคยอัปเดต เชื่อมั้ยว่าปัจจุบันนี้กฎหมายเวลาประกาศเสียงตามสาย ยังห้ามพูดภาษาอังกฤษกันอยู่นะ ไม่เคยสังคายนากฎหมาย กฎหมายสามหมื่นกว่าฉบับ ใครจะไปรู้ ผมเลยเป็นผู้บริหารที่ไม่สนใจกฎหมาย ถ้าจะทำอะไรทำเลย ผิดก็ผิด ช่างมัน ถ้าจะเอาติดคุก กูก็จะหนีข้ามประเทศ หนีไปเวียงจันทน์ เตรียมแพ็กกระเป๋าอยู่ตลอดเวลา (หัวเราะ) 

ฉะนั้น เราต้องดูที่เป้าหมายเป็นหลัก มุ่งหวังผลสัมฤทธิ์ ต้องหาทางไปให้ได้ ถ้าทางหนึ่งไปไม่ได้ก็ต้องหาทางที่สอง ถ้าทางที่สองไปไม่ได้ก็ต้องหาทางที่สาม หาทางที่สี่ คือทุกปัญหาต้องมีทางออก เวลามุ่งสู่เป้าหมายผมจะทำแบบนี้ 

หลายที่ไม่รู้จะเสี่ยงทำไม เดี๋ยวถูกสอบ ถูกทำโทษ แต่ถ้าอยู่เฉยๆ ขั้นก็ขึ้นทุกปี เงินเดือนก็ขึ้นทุกปี ทำงานไม่ทำงานก็ได้เงินเดือนเท่าเดิม ก็ไม่รู้จะทำไปทำไม ถ้าทำมากก็ปัญหามาก ปัญหามากก็เสี่ยงมาก หลายคนยังมีวิธีคิดแบบนั้น และหลายคนยังเข้าใจว่า ข้าราชการที่ดีคือข้าราชการที่ไม่ทำผิดระเบียบ บริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่ไม่มีผลลัพธ์ที่ประชาชนพึงพอใจ นี่เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง 

แต่คุณหมอกล้าเผชิญความเสี่ยง

ใช่ (ตอบทันที) พอมีผลลัพธ์ในทางที่ดี ผู้ใหญ่เขาก็รู้สึกว่า อย่าไปยุ่งกับมันเลย เขาจะไม่เอาช่องว่างของระเบียบมาเล่นงาน ผมพยายามไม่มีศัตรู ไม่อย่างนั้นเขาจะหาช่องว่างบอกว่าเราผิดระเบียบนั้น ผิดระเบียบนี้ ซึ่งมันเป็นตัวบั่นทอนกำลังใจทำให้เราสะดุด แทนที่เราจะเดินหน้าอย่างสะดวก แต่กลับเจอก้อนหินที่ทำให้เราถึงเป้าหมายช้า

แล้วเพื่อนวงการหมอ มีคนที่คิดอยากเปลี่ยนแปลง แต่ยังสะดุดก้อนหินอยู่บ้างหรือเปล่า

มี ส่วนคนที่มาขอดูงานก็เยอะ เพราะเขาอยากกลับไปพัฒนาโรงพยาบาลเขา โรงพยาบาลใหญ่ๆ ระดับจังหวัดก็มี ผมดีใจมากทุกครั้งที่มีคนมาขอดูงาน ผมไม่มีแทงกั๊กอะไรสักอย่าง ผมบอกหมด ถ้าเขากลับไปทำได้นะ สุดยอด 

เคยมีโรงพยาบาลหนึ่งมา ผอ. สั่งลูกน้องเลยว่า ต้องทำให้ดีกว่าที่นี่ให้ได้ ผมดีใจเลยนะ ด้วยเขาเป็นโรงพยาบาลใหญ่ ถ้าขยับจะขยับได้เร็วมาก แต่ถ้าไม่ขยับก็จะอุ้ยอ้ายมาก กับอีกประเภทหนึ่ง ผอ. ไม่ยอมมา ส่งทีมงานมาดูงานแทน พอผมบรรยายให้ฟัง เขาก็กระเหี้ยนกระหือรืออยากจะพัฒนาให้ได้แบบนี้ พอกลับไปเสนอผู้บริหาร ผู้บริหารไม่อิน ไปไม่เป็น มันน่าเสียดาย ถ้ามาดูงานแล้วเบอร์หนึ่งไม่มา ไม่มีประโยชน์ ผมเห็นหลายรายแล้ว 

ผมยกตัวอย่างโรงพยาบาลปากช่องนานา ถ้าคุณดูเว็บไซต์ ดูเฟซบุ๊ก ผอ. นะ เขาพัฒนาไม่หยุดหย่อนเลย เขาเคยเชิญผมไปบรรยายแล้วประทับใจมาก พอเป็น ผอ. โรงพยาบาลปากช่องนานา เขาพัฒนาเลย ตอนนี้จากหน้ามือเป็นหลังมือ ซึ่งหลายโรงพยาบาลก็เริ่มเอากรอบวิธีคิดของผมไปทำแล้ว โดยมุ่งเน้นลูกค้าเป็นสำคัญ 

ในอนาคต คุณหมออยากเห็นภาพโรงพยาบาลรัฐเป็นแบบไหน

ผมอยากให้เป็นองค์การมหาชนทุกโรงพยาบาลเลย ซึ่งองค์การมหาชนก็ยังเป็นราชการอยู่นะ เป็น Autonomous Hospital การบริหารงานมีความคล่องตัวกว่า ออกระเบียบได้เอง เป็นราชการรูปแบบใหม่ ไม่ใช่ Authorization ทุกอย่างมุ่งมาจากกระทรวง แบบนั้นไม่ได้ มันต้องมีบอร์ดบริหารมาจากท้องถิ่น มาจากชุมชนที่เราอยู่ นั่นถึงจะเป็นโรงพยาบาลชุมชนที่แท้จริงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น คนที่มาใช้บริการจะมีความพึงพอใจมากขึ้น 

คุณหมอว่าเราจะเห็นภาพนี้เกิดขึ้นในอีกกี่ปีข้างหน้า

โฮ้ย (ไม่เชิงถอนหายใจ แต่ฟังดูหมดหวัง) รัฐบาลชุดนี้อยู่ไม่มีทางเห็นหรอก เขาคิดไม่เป็น เอาใจแต่อำมาตย์ เขายังจะย้อนกลับไปเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ชาวบ้านเขาไม่เคยเห็นหัวเลย เป็นไปไม่ได้ ถ้าในยุคของรัฐบาลประชาธิปไตยเต็มใบมีสิทธิ์เป็นไปได้ สมัยหนึ่งรัฐบาลของคุณทักษิณ ชินวัตร, หมอเลี้ยบ (นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี) เป็นรัฐมนตรีช่วยฯ เขาเคยคิดจะปรับเปลี่ยนโรงพยาบาลรัฐอย่างที่ผมว่าให้เป็นองค์การมหาชน ซึ่งเขาทำแล้วที่บ้านแพ้ว ทำได้ทีเดียว แล้วก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล จบเลย

แสดงว่าเราจะได้เห็นโรงพยาบาลรัฐรูปแบบองค์การมหาชนในวันที่ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย

ต้องประชาธิปไตยเต็มใบ 

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

เป็นคนเกษียณ

คุณหมอตั้งเป้าว่าจะทำสิ่งนี้ไปอีกนานแค่ไหน 

ผมเหลืออีกไม่กี่เดือนข้างหน้าก็เกษียณแล้ว โรงพยาบาลท่าบ่อก็มี ผอ. คนใหม่แล้ว ผมพยายามใส่ไอเดียแบบนี้เข้าไป ตอนนี้องค์กรใหญ่ขึ้น แปดร้อยคน ระบบก็รันได้แล้ว ทีนี้บังเอิญว่ามีโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์ฯ ที่เวียงจันทน์เขาจีบผมไปเป็นหมอศัลย์ที่นั่น ผมก็รับเลย ผมคงเป็นหมอศัลย์จนกว่าจะไม่มีแรง ตอนนี้หกสิบยังมีแรงอยู่ และคิดว่ายังทำได้ อยู่เวรได้ เพราะผมจบศิริราชมา ก็ควายดีๆ นี่แหละ ถ้าผ่านศิริราชมาได้ ก็อยู่โรงพยาบาลไหนในสากลโลกก็ได้

อีกไม่กี่เดือนเอง ใจหายมั้ย

ผมเป็นประเภทไม่ค่อยยึดติด ไม่ได้คิดว่านี่เป็นมรดกเรา เป็นทรัพย์สินเรา เราจะจากไปไม่ได้ ไม่ใช่ ไปก็คือไป อนาคตก็เป็นเรื่องของอนาคต ถ้าเรายึดตัวบุคคลนะ ประเทศไทยจะพัฒนาแบบนี้หรอ ต้องเปลี่ยนนายกทุกสี่ปี อเมริกาก็เปลี่ยนทุกสี่ปี แปดปี ใช่มั้ย มันก็เปลี่ยนมาเรื่อยๆ พัฒนามาเรื่อยๆ สไตล์การบริหารอาจจะไม่เหมือนกัน 

ตอนนี้ยอมรับว่าผมเริ่มหมดมุกแล้ว ถ้าให้อยู่ต่อก็ไม่รู้จะคิดมุกไหนแล้ว การเปลี่ยนเนี่ยถูกต้องแล้ว

พอเข้าสู่วัยเกษียณ มุมมองชีวิตเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

อย่ายึดติดกับชีวิต คุณต้องแก่ เจ็บ ตาย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คุณจะต้องพลัดพรากจากสิ่งที่คุณรักแน่ๆ ทุกช่วงเวลาจะต้องมีการเสียดาย เสียใจ เพราะมันเป็นสัจธรรมของชีวิต ถ้าเราใช้หลักพวกนี้ในการดำเนินชีวิต เราก็จะเข้าใจชีวิต

แล้วก็สามหลักที่ผมเคยพูด คุณจะมีความสุขถ้าคุณได้ทำในสิ่งที่คุณชอบ ไม่เดือดร้อนใคร และมีประโยชน์ต่อคนอื่น ผมว่าคุณค่าของคนต้องเป็นคนดี คนดีต้องไม่เอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ ไม่โกง ไม่ทำชั่ว ศีลต้องมี ยกเว้นข้อ 5 สุราดื่มบ้างไม่เป็นอะไร (หัวเราะ) และคนเราต้องรู้จักกลัวกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว มันมีจริง

ในชีวิตที่ผ่านมามีอะไรที่คุณหมอกลัวบ้างมั้ย

กลัวหรอ นึกไม่ออกเหมือนกัน เพียงแต่ว่าผมมีเรื่องหนึ่งที่ผมรู้สึกเสียดาย คือผมเกิดมาจากรากหญ้า ไม่ได้เป็นครอบครัวคนรวย พ่อเป็นชาวนา แม่เป็นครู ต้องปากกัดตีนถีบ ผมก็ต้องทำมาหากิน เปิดคลินิกหารายได้พิเศษ แล้วผมเป็นพวกเก็บเงินไม่เป็น ไม่อยากเก็บเงินไว้แล้วตอนแก่ไม่มีแรงใช้ พอมีเงินก็ใช้เกินตัวบ้าง มีหนี้บ้าง แต่ไม่ถึงขั้นวิกฤตในชีวิต ซึ่งผมคิดมาตลอดว่า ถ้าเกิดเป็นลูกคนรวย ผมจะทำงานเสียสละให้สังคมได้มากกว่านี้ 

ถ้าผมมีตังค์ ผมจะทำงานแม่งทุ่ม สองทุ่มไปเลย ส่วนเสาร์อาทิตย์ก็ไม่ต้องเปิดคลินิก แต่ผมจะไปทำงานเพื่อสังคมแทน ผมคิดอีกนะ ถ้าผมเกิดเป็นลูกคนรวย จะยังนิสัยดีขนาดนี้อยู่มั้ย เพราะตอนนี้ผมเป็นลูกคนจน ก็เลยเข้าใจชีวิต

คนวัยนี้จะรู้สึกหมดคุณค่า คุณหมอมีคำแนะนำให้เพื่อนๆ วัยเดียวกันมั้ย

เราต้องทำยังไงก็ได้ให้เรายังมีคุณค่าในสังคม อย่างการทำงานของผมที่จะต้องไปโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์ฯ เวียงจันทน์ นั่นก็ทำให้ผมรู้สึกมีคุณค่านะ คุณจะหางานทำ จิตอาสา อาสาสมัคร หรืออะไรก็ได้ที่คุณชอบ และอย่ายึดติดกับชีวิต วัยหกสิบมันคือวัยใกล้ตาย ยังมีชีวิตก็ใช้สิ อยากกิน อยากเที่ยว อยากทำ ทำสิ คุณจะมีชีวิตเหลืออีกกี่ปีล่ะ

เราต้องทำชีวิตให้มันรีแลกซ์ อย่างผมนะ ทุกเช้าจะด่าประยุทธ์ ด่ารัฐบาลเผด็จการผ่านเฟซบุ๊ก ถ้าไม่ทำ มันจะอึดอัด แต่ผมไม่ได้เปิดเป็นสาธารณะนะ ไม่งั้นทหารเต็มบ้านผมแล้ว (หัวเราะ) 

แล้วความสุขของคุณหมอวัยเกษียณคืออะไร

ตอนนี้เรื่องที่ผมแฮปปี้มากที่สุด คือต้มคราฟต์เบียร์กินเอง ผมทำมาสามสี่ปีแล้ว สาเหตุที่ผมต้มคราฟต์เบียร์กินเอง เพราะผมหมั่นไส้การผูกขาดเบียร์ ฝีมือทำคราฟต์เบียร์คนไทยไม่แพ้ต่างชาติเลยนะ แต่ต้มเองไม่ได้ ผิดกฎหมาย กฎหมายเจ้าสัวนี่แหละ ผมรำคาญเลยเสิร์ชหาวิธีจากกูเกิล ลองผิดลองถูกจนตอนนี้เริ่มคล่องแล้ว ตอนแรกกินไม่ได้เลย

นอกจากต้มคราฟต์เบียร์ คนวัยนี้เขาทำอะไรกัน

ผมเล่นกอล์ฟ แล้วก็ชอบฟังเพลง ผมฟังทุกแนว โดยเฉพาะเพลงลูกทุ่ง ล่าสุดก็ฟังของ มนต์แคน แก่นคูน เรื่องศิลปินไม่มีใครสู้อีสาน มันไม่มีวันตายและจะพัฒนาไปเรื่อยๆ ผมขนาดถึงขั้นซื้อชุดคาราโอเกะไว้ที่โรงพยาบาลเลย 

มันจะมีอะไรสนุกไปว่าการสังสรรค์ กินเหล้า ร้องเพลง ยิ่งผมได้กินเหล้านะมีแต่ความสุข เพราะมันเป็นธรรมนูญของวงเหล้าที่ไม่ได้ถูกเขียนขึ้น ไม่มีการเสนอ ไม่มีคำอภิปราย ไม่มีตัวบทเป็นตัวอักษร เวลาพูดอะไรในวงเหล้าไม่มีใครขัด รู้มั้ยทำไมผู้ชายถึงหนีเมียไปกินเหล้า เพราะว่าอยู่บ้านมันพูดไม่ได้ พูดมาหนึ่งคำก็โดนย้อนเลย พอไปพูดในวงเหล้ามีแต่คนฟัง ผู้ชายไม่ได้ติดเหล้า แต่ติดเพื่อน ซึ่งธรรมนูญนี้เมียไม่รู้หรอกนะ (หัวเราะ)

ขอเมนูวงเหล้าที่อร่อยที่สุด 1 เมนู

เนื้อย่าง จิ้มแจ่ว ต้องเนื้อติดมันนะ เป็นวากิวได้ยิ่งดี ถ้าไม่ได้ ก็ขอเสือร้องไห้

หลังคุยกันจบ คุณหมอจะไปทำอะไรต่อ

ก็กลับบ้านไปกินเบียร์ แล้วก็เรียกเพื่อนๆ มากินด้วยกัน ผมใฝ่ฝันว่าถ้าผมอยู่เวียงจันทน์ จะมีร้านเบียร์คราฟต์เล็กๆ ต้มเบียร์ขาย มีคอคราฟต์เบียร์มานั่งคุยกัน มีเบอร์เกอร์ สเต๊ก ไว้เป็นกับแกล้ม

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน
นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

ตอนนี้มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช สาขาท่าบ่อ กำลังจัดทำโครงการบุหรงเทวี สมทบทุนจัดซื้อเครื่องมือแพทย์และสนับสนุนหัตถกรรมผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยผู้บริจาคจะได้รับผ้าฝ้ายคลุมไหล่ทอมือย้อมสีครามธรรมชาติ และผ้าฝ้ายคลุมไหล่ขาวม้าทอมือย้อมสีธรรมชาติ จากแม่ช่างทอมากประสบการณ์ บรรจุลงกล่องกระดาษสาจากวัสดุธรรมชาติท้องถิ่นและกล่องไม้สักหอมโบราณบุหรงเทวี ซึ่งเป็นหัตถกรรมจากแดนล้านนา จังหวัดเชียงใหม่

ไม่เพียงสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่บุหรงเทวียังชักชวนชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม เป็นการสร้างงาน เสริมรายได้ ซึ่งช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชาวบ้านในพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือของประเทศไทยด้วย 

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.burongdhevi.com และ บุหรงเทวี

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load