“ภาพยนตร์สารคดีที่ทรงพลังที่สุดในยุคนี้คืออะไรรู้ไหม มันคือกล้องวงจรปิด”

“สมมติคุณเป็น รปภ. เห็นคนคู่หนึ่งเดินเข้าไป แล้วผู้หญิงเข้าไปท่าทางเมาๆ ผู้ชายเดินออก คุณก็นั่งจ้องมันได้เรื่อยๆ สักพักผู้ชายคนนี้พาผู้ชายคนหนึ่งเข้าไปในห้อง แป๊บหนึ่งผู้หญิงคนนั้นวิ่งออกมา 

“คุณคิดอะไรในหัวบ้าง คิดได้เยอะเลย” 

ชายหน้าตายิ้มแย้ม มีผมขาวแซม รู้ได้ว่าผ่านวัยกลางคนมาแล้ว ยกตัวอย่างให้ผมเข้าใจเรื่องพลังของความจริงในงานภาพยนตร์สารคดี 

เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ ผกก.สารคดี 'เรื่องเล่ามีชีวิต' ของผู้คนที่ยังไม่เกษียณในวัย 60

เชิด-เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ เป็นผู้ช่วยผู้กำกับภาพยนตร์และภาพยนตร์โฆษณาทั้งในประเทศและต่างประเทศมาตลอดชีวิตการทำงาน 

ตำแหน่งที่น้อยคนนักใฝ่ฝันว่าตัวเองจะเป็น ตำแหน่งผู้ช่วยผู้กำกับแตกต่างกับหน้าที่อาชีพในฝันอย่างผู้กำกับแทบจะคนละเรื่อง อาชีพที่ต้องใช้ทักษะการจัดการและวางแผนอย่างมาก ในการทำอย่างไรก็ได้ให้กองถ่ายภาพยนตร์เดินหน้าไปอย่างราบรื่นที่สุด และให้ผู้กำกับได้มีพื้นที่การทำงานด้วยความสร้างสรรค์อย่างเต็มที่

เชิดถูกพูดถึงกันในวงการว่าเป็นผู้ช่วยผู้กำกับที่เก่งของผู้กำกับมือดีหลายท่าน เป็นเอก รัตนเรือง เคยบอกว่า เชิดพงษ์คือผู้ช่วยผู้กำกับที่ดีที่สุดของเขา

ในวัยปัจจุบันของเขา ถ้าหากรับข้าราชการ ก็เรียกว่าเข้าโค้งสุดท้ายก่อนจะเกษียณอายุราชการแล้ว แต่เชิดกลับไม่คิดว่าตัวเองจะต้องหยุดทำงานในวงการภาพยนตร์ เขาขยับบทบาทจากผู้ช่วย ขึ้นมาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์แทนบ้าง และไม่ใช่หนังโฆษณาหรือหนังต่างประเทศอย่างที่เขาคลุกคลีมาตลอดชีวิตการทำงาน แต่เป็นหนังสารคดี ศาสตร์การเล่าเรื่องด้วยความจริงของภาพยนตร์ที่เขาสนใจส่วนตัวมาตั้งแต่วัยหนุ่ม 

เขาบอกว่างานสารคดีเป็นงานที่ไม่ได้เป็นที่นิยมมากนัก ในบรรดาการเล่าเรื่องด้วยภาพเคลื่อนไหว

สารคดีที่เชิดเลือกทำ คือสารคดีแนววัฒนธรรม ซึ่งเขาพบว่าคนสนใจน้อยที่สุดในบรรดาสารคดีด้วยกันเองด้วย 

ยิ่งไปกว่านั้น หัวข้อเรื่องที่เขาสนใจ ก็เป็นหัวข้อที่คนส่วนใหญ่อาจจะไม่ค่อยให้ความสำคัญด้วยซ้ำ 

นั่นคือเรื่อง ‘ผู้สูงอายุและสังคมผู้สูงวัย’ 

น่าสนใจตรงปัจจัยต่างๆ ที่เขาเลือกทำ ล้วนสวนทางกับสิ่งที่ยุคสมัยกำลังให้ความนิยมและสนใจ อะไรที่ยังทำให้เขาเชื่อมั่นในพลังของงานสารคดี และเลือกนำมาใช้เพื่อเล่าเรื่องคนแก่กับสังคมบ้านเราที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยในเร็ววันนี้

เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ ผกก.สารคดี 'เรื่องเล่ามีชีวิต' ของผู้คนที่ยังไม่เกษียณในวัย 60

สังคมผู้สูงวัย

“ในช่วง พ.ศ. 2554 – 2555 ผมทำรายการทีวีชื่อ ลุยไม่รู้โรย รายการเกี่ยวกับผู้สูงอายุที่ใช้ชีวิตในบั้นปลายได้อย่างสวยงาม ทำแล้วก็ได้เรียนรู้อะไรจากผู้สูงอายุมาเยอะ สมัยนั้นเราอาจจะยังไม่มีวิกฤตสังคมสูงวัยสมบูรณ์แบบนะ แต่รายการนี้เปลี่ยนชีวิตผมไปเยอะเหมือนกัน จากการที่ได้ไปคุยกับผู้ใหญ่ คนแก่ๆ 

“ผมอาจจะเป็นคนหัวโบราณที่บอกว่า เราจำเป็นต้องมีครู แต่ผมรู้สึกว่าคนแก่เขาสอนเราเยอะมาก เราได้ศึกษาในฐานะที่เขาคนนั้นเป็นครูของเราคนหนึ่ง ผมคิดว่านี่คือข้อสำคัญในการเจริญเติบโต โชคดีตรงที่ผมมีครูที่ดีเยอะมากจากการทำรายการนี้ จากการได้ไปพูดคุยกับผู้สูงวัย ประสบการณ์ตอนนั้นมันเลยเป็นแบบฉบับที่เราอยากทำอะไรเกี่ยวกับคนแก่”

ผ่านมา 9 ปีนับตั้งแต่เชิดทำรายการ ลุยไม่รู้โรย สังคมยังพูดถึงเรื่องผู้สูงวัยกันอยู่ และในตอนนี้ก็เริ่มเห็นชัดขึ้นแล้วว่าเรากำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยจริงๆ 

“สังคมผู้สูงอายุเป็นคลื่นสึนามิขนาดใหญ่ที่ถาโถมเข้ามาสู่สังคม นี่คือคำพูดเชิงวิชาการที่เขาชอบพูดกัน เพื่อให้เราตระหนักว่ามันกำลังจะฉิบหาย เพราะว่าต่อไปนี้ พวกคนรุ่นใหม่ต้องดูแลคนรุ่นผมนะ ก็คือวัยทำงานทุกวันนี้ จะทางตรงหรือทางอ้อมก็แล้วแต่ คุณต้องทำงานหนักมากเพื่อดูแลคนแก่ที่ไม่ยอมตาย ผมไม่ยอมตายง่ายๆ เพราะว่าผมมีประกัน ผมมีสุขภาพที่ดี แล้วผมดูแลสุขภาพตัวเอง จะอยู่ไปอีกหลายปี 

“แล้วคุณจัดการอะไรกับคนเหล่านี้ล่ะ นี่คือสิ่งที่น่าคิดว่าเราต้องทำอย่างไร เป็นสาเหตุว่าทำไมในระยะหลังนี่เรื่องสูงวัยถึงได้บูมนัก ผมทำเรื่องคนแก่มาก่อน ประเด็นมันก็อยู่ในหัว พยายามตอบตัวเองว่าวันหนึ่งเราจะใช้ชีวิตอยู่ยังไงโดยไม่ให้ลูกเหนื่อยมาก มันก็ต้องมีอาชีพสิ เลยมีคำถามขึ้นมาว่า อาชีพอะไรที่คนหกสิบปีทำได้บ้าง ผมคิดง่ายมาก แค่เดินทางตระเวนไปหาคนที่ดูแลตัวเองได้ทั่วประเทศ” 

ผู้กำกับวัยเกือบ 60 ปีเล่าถึงประเด็นที่จุดประกายให้เขาลุกขึ้นมาทำสารคดี

“สองอย่างที่ผมค้นพบในระหว่างทำงาน หนึ่งก็คือ คำว่าเกษียณนี่ไม่มีจริง เกษียณใช้กับข้าราชการเมื่อคุณหกสิบปี เกษียณแล้วก็กินบำนาญอยู่บ้าน มันเป็นการจัดหมวดหมู่ที่ไม่ได้เรื่องเลย ไม่ได้หมายความว่าเขาหมดประโยชน์เลยนะ เผลอๆ กำลังเริ่มต้นใหม่ด้วยซ้ำ 

เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ ผกก.สารคดี 'เรื่องเล่ามีชีวิต' ของผู้คนที่ยังไม่เกษียณในวัย 60

“ในขณะเดียวกัน คนที่ไม่รู้จักคำว่าเกษียณเลยก็มี คนพวกนี้ไม่รู้จักหรอกเกษียณแปลว่าอะไร เช่น ชาวนาคนเลี้ยงควายที่เขาไม่ได้อยู่ในระบบของราชการ เขารู้แค่ว่าเขาหยุดทำงานต่อเมื่อเขาทำไม่ได้ ผมไปตามหาคนที่อายุเกินหกสิบที่ทำงานตามปกติ ดูว่าอะไรที่เขายังทำได้บ้าง มีอะไรที่เราควรสนใจและควรศึกษาจากเขา”

“สองคือ เวลาไปคุยกับคนแก่คนเฒ่า เขาสนใจแค่ว่าเขามีความสุขยังไง เขาไม่เครียด เกิดมาไม่เคยเครียด ไม่มีวันเครียด มีแต่วันสนุกสนาน เข้าไปมัสยิด เข้าวัด เขาตอบแบบนั้น มันเป็นเรื่องพลังของคนสูงวัย พอเริ่มเข้าไปสู่สังคมสูงวัย เหมือนว่าคนมองเห็นแต่ข้อเสีย แต่จริงๆ มันมีข้อดีอยู่”

เมื่อพูดถึงหัวเรื่องว่าคนแก่ หลายคนอาจจะคิดว่าจะต้องเป็นเรื่องราวที่ชวนหดหู่หรือน่าสงสาร เชิดไม่ปฏิเสธว่าอาจจะต้องมีความดราม่าผสมอยู่บ้าง แต่เขากลับมองความดราม่านั้นเป็นความจริงบางอย่าง​ ซึ่งไม่ได้ชวนหดหู่อย่างที่คนเข้าใจไปก่อน

“เรื่องคนแก่ดราม่าอยู่แล้ว ความสูงวัยมันดราม่าในตัวของมันเอง ถามว่าหดหู่ไหม ไม่ได้หดหู่นะ มันถ่ายทอดคนคนนั้นจริง เห็นชีวิตของคนคนนั้นจริง แต่พอเรื่องของเขากลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับใครได้ มันเป็นความสุขนะครับ สิ่งที่ผมถ่ายทอดมีเสียงหัวเราะ มีความสุขอยู่ในนั้น มันคือชีวิตธรรมดา” 

เชิดเล่าว่ากลุ่มเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าอยากให้ดูสารคดีนี้ก็คือวัยเดียวกันกับเขา เป็นกลุ่มคนในวัยทำงานช่วงปลาย อายุราว 40 – 50 ปี เพื่อให้คนเหล่านี้พร้อมคิดถึงตัวเองว่าพวกเขาจะเจออะไรบ้าง 

“หนังของผมอาจจะไม่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นหรือวัยทำงาน แต่ถามว่าเราอยากจะได้วัยทำงานมาดูไหม เราอยากได้มาก เรื่องนี้ไม่มีดารามาดึงดูดแน่ๆ เพราะฉะนั้น เนื้อหาต้องนำ มันเป็นการบันทึกเรื่องราวไว้ประเภทหนึ่ง 

สารคดีชิ้นนี้มันชื่อว่า เรื่องเล่ามีชีวิต เพราะว่าเรื่องเล่าแบบนี้มันไม่ตาย เล่าได้เรื่อยๆ มันมีชีวิตคนที่น่าสนใจอีกตั้งเยอะตั้งแยะ”

เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ ผกก.สารคดี 'เรื่องเล่ามีชีวิต' ของผู้คนที่ยังไม่เกษียณในวัย 60
เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ ผกก.สารคดี เรื่องเล่ามีชีวิต ของผู้คนที่ยังไม่เกษียณในวัย 60

คนทำสารคดี

เชิดเลือกใช้ภาพยนตร์สารคดีในการเล่าเรื่อง เขาเรียนมาด้านภาพยนตร์โดยตรง และหลงใหลในการเล่าเรื่องผ่านสารคดีมากเป็นพิเศษ 

จากอาชีพผู้ช่วยผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณาและกองถ่ายระดับต่างประเทศที่ใช้ทักษะการจัดการสูง เพื่อให้ทุกอย่างในกองถ่ายราบรื่น แต่เมื่อต้องทำหนังของตัวเองบ้าง เขากลับเลือกใช้งานสารคดี ศาสตร์ที่การวางแผนให้เป็นไปตามใจแทบจะใช้ไม่ได้เลย

เขาเลือกใช้เพราะเชื่อในพลังว่า สารคดีคือความจริงและความเรียบง่ายในการถ่ายทอด

“ภาพยนตร์สารคดีที่ทรงพลังที่สุดในยุคนี้คือกล้องวงจรปิด ความทรงพลังของมันก็คือความจริง คุณนั่งจ้องอย่างนั้นได้เรื่อยๆ สนุกกว่าดู Netflix อีก มันเป็นพลังของสารคดี ตามหลักภาพยนตร์มีสองทฤษฎีใหญ่ที่กำลังปะทะกันตลอดเวลา คือ ทฤษฎีที่เรียกว่า Realism หรือสัจนิยม กับที่เรียกว่า Formalism หรือรูปแบบนิยม สารคดีเป็นสัจนิยม เนื้อหามาก่อนรูปแบบแน่ๆ 

“อย่างที่บอกว่าสิ่งที่ทรงพลังที่สุดคือกล้องวงจรปิด เพราะว่าเราต้องการเห็นความจริง แล้วเราก็ชอบความจริงเท่านั้นเอง เวลาคุณเห็นคนที่โดนรถชนช็อตเดียว กับคุณเห็นคนที่โดนรถชนด้วยสี่ห้าช็อตเนี่ย คุณเชื่ออะไร”

เราอาจจะคุ้นเคยกับสารคดีในปัจจุบันที่เล่าเรื่องชวนติดตาม มีภาพสวย เพลงประกอบเร้าใจ มีมุมกล้องแปลกตา และสร้างความยิ่งใหญ่ให้ได้กับบางเรื่อง แต่ภาพยนตร์สารคดีของเชิดกลับเรียบง่าย เป็นมุมมองที่เราเห็นในชีวิตปกติ เรียบง่ายจนบางคนอาจคิดว่าสิ่งนี้เชยไปเสียแล้วในยุคนี้

เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ ผกก.สารคดี เรื่องเล่ามีชีวิต ของผู้คนที่ยังไม่เกษียณในวัย 60
เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ ผกก.สารคดี เรื่องเล่ามีชีวิต ของผู้คนที่ยังไม่เกษียณในวัย 60

“คนดูเขาต้องการอะไรที่ทันยุค ทันสมัย ไอ้คำว่าทันยุค ทันสมัย ในสมัยนี้แปลว่าอะไรล่ะ แปลว่าคุณต้องเปรี้ยงปร้าง ไว ตีหัวเข้าบ้าน แต่สิ่งที่ผมกำลังทำมันแค่ตอบโจทย์ผมเองว่า ผมอยากให้ประทับใจ ผมต้องการเวลาในการเล่า พอต้องการเวลาในการเล่า แล้วสื่อไหนล่ะที่รองรับความตั้งใจแบบนี้ ก็มีแห่งเดียวคือโรงภาพยนตร์ เพราะว่าพอเข้าไปต้องปิดทุกอย่างให้มืดแล้วทุกคนมานั่งดู

“แล้วถามว่าสมัยนี้ใครจะเข้าไปนั่งดูสารคดีโรงภาพยนตร์บ้าง มันเป็นปัญหาอยู่ คนทำสารคดีก็ต้องปรับตัว คิดว่าจะทำอย่างไรให้ตรึงคนดูได้ในสมัยนี้ อย่างที่มีคนชอบบอกว่าเดี๋ยวนี้คนดูสามนาทีเขาก็ไปแล้ว เพราะฉะนั้น สิ่งที่เป็นสารคดีมันเลยยากขึ้น ยิ่งถ้าเราต้องการทำให้คนดูประทับใจก็ยิ่งยากขึ้น

“สารคดีบางเรื่องที่เห็นตามสื่อออนไลน์เขาเล่าเรื่องเร็ว สวย แล้วจบ แต่ประเด็นคือเราต้องถามต่อว่าเขาพูดว่าอะไร เขาพยายามบอกว่าอะไร แล้วเราได้สิ่งนั้นไหม 

“จะบอกว่าผมเป็นคนทำสิ่งที่เรียกว่าเชยก็ได้ แต่ผมทำในสิ่งที่ตัวเองทำเป็น เพียงแต่เรารู้สึกว่า ความรวดเร็วหรืออาจเรียกว่าความฉาบฉวยมันครอบคลุมไปทุกแห่ง 

“แม้กระทั่งทุกวันนี้ ผมก็ทำงานมาเยอะ ความมั่นใจยังหายได้เลยนะ ระหว่างทำอยู่แล้วคุณเห็นของคนอื่น โอ้โห เขามีโดรนเว้ย เขามีนู่นมีนี่เว้ย เขามีอะไรเต็มไปหมดเลย โอ้โห เขาถ่ายสวยมากอย่างนั้นอย่างนี้ เราดู เราก็อยากได้ แต่ว่าเราก็ต้องกลับมาในโลกของเราว่า เออ จริงๆ เราต้องการเล่าเรื่องนะ เราต้องการพูดคอนเทนต์ รูปแบบเป็นอีกเรื่องหนึ่งนะ”

ความพิเศษอีกอย่างที่เราเห็นในสารคดีของเชิดพงษ์ คือการได้เรื่องเล่าที่เป็นชีวิตจริงของคนต้นเรื่อง ในบางสถานการณ์ การได้ฟุตเทจที่ดีมา เชิดบอกว่าต้องเดินทางไปหา และถ่ายเก็บไว้หลายต่อหลายครั้ง จนได้เรื่องเล่าที่ไม่ใช่ว่าใครก็ได้ที่จะได้มา

“มีสารคดีอันหนึ่งที่ดี เป็นสารคดีของต่างประเทศว่าด้วยเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งที่อายุแปดสิบ ดูแลเมียตัวเองที่เป็นอัลไซเมอร์ ง่ายๆ แค่นี้เลย แต่เรานั่งดูแล้วเรา โอ้โห ประทับใจ เขาก็แค่ดูแลไปวันๆ แต่ว่ามันคือความรักแน่ๆ เห็นเลยว่าความรักของคุณตาคนนี้ที่ไม่ไปไหนเลย ดูแลเมียตลอด พอดูหนังจบก็จะมี Q&A ผู้กำกับบอกว่าสิ่งหนึ่งที่เราใช้ในการทำงานของสารคดีคือความเป็นเพื่อน 

“ถ้าคุณไม่เป็นเพื่อนกับเขา คุณไม่มีทางได้สิ่งที่พิเศษ เข้าไปในห้องนอนได้ เข้าไปดูเขาอาบน้ำได้ เข้าไปอยู่ใกล้ๆ เขาได้ เอากล้องไปจ่อหน้าเขาขนาดนั้นได้ คุณคิดว่ามันคืออะไรล่ะ ไม่ใช่เงินแน่ๆ ที่คุณไปจ่ายให้เขา แล้วเอาเขาไปตั้ง 

“การทำงานสารคดี สิ่งแรกที่เป็นเครื่องมือสำคัญเลยคือความเป็นเพื่อน ถ้าคุณสร้างความเป็นเพื่อนกับคนที่คุณคุยไม่ได้ มันก็พาคุณเข้าไปลึกกว่านี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้น การทำงานสารคดีไม่ใช่การถ่ายทำ

“เรื่องความหวือหวาของสไตล์ไม่ตรงกับความคิดผมเลย ผมรู้สึกว่าไม่ควรจะหวือหวา เพราะมันเป็นปฏิปักษ์ต่อสัจนิยม รูปแบบมันทำลายความจริง ตัดต่อเยอะขนาดนั้น คุณเห็นความจริงอะไรบ้าง อันนี้คือมันเป็นตัวตนของสารคดีจริงๆ นะ 

“แล้วไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่ผมพูดจะไม่มีคนดู อาจจะมีคนอีกแบบหนึ่งสนใจ”

เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ ผกก.สารคดี เรื่องเล่ามีชีวิต ของผู้คนที่ยังไม่เกษียณในวัย 60

เรื่องเล่ามีชีวิต

เรื่องเล่ามีชีวิต คือสารคดีสั้น 6 ตอน เล่าเรื่องประสบการณ์ที่เรียนรู้ในชีวิตของคนแก่ 6 คน และความสุขในสิ่งที่พวกเขาทำในปัจจุบัน 

สารคดีทั้ง 6 ตอน เชิดใช้วิธีเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยการตระเวนฉายให้กับชาวบ้านตามจังหวัดต่างๆ เหมือนวิธีการฉายหนังกลางแปลง เพื่ออยากรู้ผลตอบรับของผู้ชมจริงๆ 

แต่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ต้องหยุดฉายเป็นการชั่วคราว และเลือกใช้วิธีเผยแพร่รูปแบบออนไลน์ โดยเขาเล่าเรื่องย่อๆ ไว้ดังนี้

เรื่องแรกชื่อว่า ‘ให้อาชีพนำทาง’ เป็นเรื่องของคุณลุงธนา ทำงานในธุรกิจที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์แล้วโดนโกงเงินนับ 10 ล้าน เขานอนเศร้าแล้วก็ร้องไห้ คิดอยากจะตายในทุกๆ วัน ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว 

สิ่งที่ทำให้เขาหลุดพ้นมาจากภวังค์นั้นได้ คือ ครอบครัว เมีย และอาชีพ 

ลุงธนาคิดว่าเขาจะนอนติดเตียงอยู่แล้วป่วยอย่างนี้ไม่ได้ ต้องลุกมาช่วยครอบครัว ทำให้เห็นว่าที่สุดแล้วอะไรก็ไม่สำคัญเท่าครอบครัว 

เขาสู้ชีวิตใช้หนี้ไป บ้านโดนยึดก็หาใหม่ เริ่มต้นชีวิตใหม่ ทุกวันนี้เขามีความสุขมากที่ได้อยู่กับเมีย เขามีอาชีพใหม่ในวัยสูงอายุ คือไปสมัครเป็นพนักงานขายหนังสือ ในร้านหนังสือที่มีโครงการรับสมัครคนสูงอายุที่ยังทำงานได้ งานช่วยเหลือให้เขาหลุดจากภวังค์ที่พยายามฆ่าตัวตายวันละหลายๆ ครั้งได้

เรื่องที่ 2 ชื่อว่า ‘เสียงแว่วจากชายป่า’ เป็นเรื่องของปราชญ์ชาวปกาเกอะญอ พูดถึงการมีชีวิตอยู่ด้วยธรรมชาติ ด้วยป่า บอกว่าป่านั้นช่วยเหลือชีวิตคน อย่างคนที่คิดฆ่าตัวตายด้วยโรคซึมเศร้า ปีนี้เขาช่วยไปได้ 2 คนแล้ว ถามว่าทำยังไง ไม่มีอะไรเลย พาเขาเข้าไปเดินป่า ไปดูใบไม้ร่วง ไปดูมด ดูนู่นนี่ ให้ธรรมชาติบำบัด

เขาพูดว่าโลกใบนี้ไม่ได้มีอยู่เพื่อความสุขนะ มันเป็นดินแดนแห่งการร้องไห้ ภาษาเขาแปลว่าที่ที่สำหรับร้องไห้ มีใครไม่เคยร้องไห้บ้าง เขาเดินทางไปรอบโลก ไม่เห็นไม่มีใครไม่ร้องไห้เลย ก่อนตายคุณก็ร้องไห้ เพราะฉะนั้น ที่แห่งนี้คือที่สำหรับร้องไห้ คุณไม่ต้องกลัวความทุกข์ ถ้าคุณเข้าใจตรงนี้ได้ คุณไม่มีความทุกข์แล้ว

เรื่องที่ 3 ‘ควายเงินล้าน’ เรื่องชาวอีสานเกิดขึ้นที่นครพนม ลุ่มน้ำสงคราม อาชีพคนเลี้ยงควายไม่มีเกษียณ เลี้ยงไปกระทั่งคนเลี้ยงเดินจะไม่ได้ ควายหรือวัวเป็นเหมือนกระปุกออมสิน สิ่งหนึ่งที่ลืมไม่ได้เลยคือการเก็บออม เชิดบอกว่าคนสูงวัยอย่างเขาเองต้องมีพลาดแน่ๆ เพราะใช้จ่ายเงินเยอะ แต่ไม่เคยมีการเก็บออม การซื้อวัวควายก็เป็นการเก็บออมประเภทหนึ่ง 

เรื่องที่ 4 ชื่อ ‘แพรอาภรณ์’ เรื่องของ แม่คำสอน สระทอง อาศัยอยู่ที่บ้านโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ อายุ 80 แล้วแต่ยังทอผ้าทั้งวัน ทอผ้าแพรอาภรณ์เพื่อให้มันคงอยู่ไปเรื่อยๆ รักษาไว้ ความสุขเขาคือความภูมิใจของเขาเอง ที่ได้เป็นครูสอนทอผ้าให้ส่วนในพระองค์ของ พระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระพันปีหลวง 

หนังจะพูดถึงการมีชีวิตอยู่ของเขาว่าใช้ชีวิตอย่างไร การดูแลตัวเอง การที่เราได้เรียนรู้จากเขา คือการมีชีวิตอยู่ด้วยสิ่งที่ตัวเองทำ มันเป็นการเรียนรู้ชีวิตคน ความสุขที่จะใช้ชีวิตอยู่ด้วยความภูมิใจ

เรื่องที่ 5 ชื่อว่า ‘ตาลโตนด’ เป็นเรื่องราวของคุณลุงคนหนึ่งกับครอบครัวที่ใช้ชีวิตอยู่กับการปีนตาลที่จังหวัดสงขลา เชิดมองว่าเป็นความน่าสนใจทางวัฒนธรรม ต้นตาลก็เป็นลมหายใจสุดท้ายแล้ว เพราะคนที่ปีนโตนดทุกวันนี้เป็นคนแก่ ไม่มีรุ่นใหม่เข้ามา เพราะทั้งเสี่ยง ไม่สบาย และเหนื่อย คุณลุงเองก็จะทำจนทำไม่ไหว เป็นเรื่องที่พูดถึงความเกษียณด้วยวัย 

เรื่องสุดท้ายก็เป็นเรื่อง ‘เฒ่าทะเล’ เป็นเรื่องของการหากินในทะเลสาบสงขลาของชายชรา 2 คนที่ยังคงออกไป เขาเล่าถึง ‘โมระ’ อุปกรณ์ทำจากไม้ไผ่อันหนึ่งซึ่งเหมือนลอบดักปลา คลาสสิกตรงที่ต้องไปเหลาไผ่ ตัดต้นไผ่มา เราต้องเลือกต้นไผ่เป็นเพื่อมาทำ แต่ตอนนี้มันไม่มีแล้ว ในพิพิธภัณฑ์ไม่มีให้เห็นอีก 

เขาบอกว่าพอวิธีการดักปลาของคนฉลาดขึ้น ดักปลาได้ทีละมากขึ้น ตอนหลังเราจะดักปลาได้น้อยลง เพราะว่ามีปลาน้อยลง เป็นเรื่องสวนทางของอะไรบางอย่าง และเรื่องปกติของโลกซึ่งเปลี่ยนแปลงไป 

เขายังมีความสุขกับชีวิตชาวประมง แล้วก็มีความสุขในการเลี้ยงลูก เพื่อสืบสานการทำประมงในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา

Writer

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื่องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

รู้ไหมว่าย่านอารีย์มีสกุลเงินของตัวเองชื่อ AriCoin (ARIC.) และมีแอปพลิเคชันที่รวมทุกสิ่งเกี่ยวกับอารีย์-ประดิพัทธ์ ไว้อย่างสะดวกโยธิน 

หนึ่งในย่านกลางเมืองเก่าแก่ที่รถไฟฟ้าแล่นผ่าน ยังคงเก็บรักษาบรรยากาศที่พักอาศัยเก่าแก่สงบเงียบ ตามประสาเป็นที่ดินจัดสรรกลุ่มแรกๆ ของกรุงเทพฯ ความเป็นเมืองกับความเป็นย่านชุมชนประสานกันอย่างลงตัว จนกลายเป็นพื้นที่รวมตัวคนรุ่นใหม่และกิจการสร้างสรรค์นานารูปแบบ 

กลางปีที่ผ่านมา ชาวอารีย์รุ่นใหม่เปิดตัวแพลตฟอร์มเฉพาะตัวของย่านอารีย์ในชื่อ AriAround ในบางกอกดีไซน์วีกที่ได้ผลตอบรับดีมาก พวกเขารับเอาขยะพลาสติก กระป๋องต่างๆ ที่ชาวอารีย์และเพื่อนบ้านนำมาฝาก แล้วตอบแทนเป็นเหรียญโทเค็นจำลองที่ใช้แลกสิทธิประโยชน์สารพัดในย่านนี้ นอกจากนี้ยังมีแผนการต่างๆ ที่จะทำให้ย่านอารีย์นี้โอบอ้อมเอื้อเฟื้อสมชื่อ 

วันนี้เราจึงพาไปทำความรู้จักเบื้องหลังแพลตฟอร์มใหม่ของย่านเก่า จากปากคำของตัวแทนชาวอารีย์ 3 คน ได้แก่ อรุ-อรุณี อธิภาพงศ์ เป็นชาวอารีย์มา 12 ปี ชอบขลุกอยู่แถวนี้ตั้งแต่ทำงานออฟฟิศ และเคยเปิดกิจการแถวนี้ นิ่ม-ณัฐนิช ชัยดี อยู่อารีย์มา 13 ปี บังเอิญจับพลัดจับผลูมาอยู่ย่านนี้ และยืนยันว่าไม่มีย่านไหนในกรุงเทพฯ ที่ชอบมากกว่าแถวนี้อีกแล้ว เธอตกหลุมรักย่านนี้ตั้งแต่มาเช่าหอสมัยเป็นนิสิตเรียนที่จุฬาฯ แล้วพบว่าแถวนี้แสนสงบ ไม่พลุกพล่าน มีรถเมล์ รถไฟฟ้า เดินทางสะดวก แถมมีโซนที่อยู่อาศัยไร้ตึกสูงกวนใจ และ ใหม่-นภัทร จาริตรบุตร ชาวอารีย์โดยกำเนิด ซึ่งครอบครัวอยู่ตรงนี้มาตลอด 3 รุ่น

ความอารีอารอบของ AriAround เกิดขึ้นอย่างไร และจะไปทางไหนต่อ ชาวอารีย์จะเล่าให้ฟังด้วยตัวเอง

AriAround แพลตฟอร์มชาวอารีย์-ประดิพัทธ์ ที่สนับสนุนให้คนเอื้อเฟื้อกันและย่านน่าอยู่

รวมชาวอารีย์

AriAround เกิดขึ้นจากกลุ่มเพื่อนคนรุ่นใหม่ชาวอารีย์ แรกเริ่มเกิดจากนิ่ม อรุ และ ตุ้ย-ธิดารัตน์ ไทยานนท์ (Faiyen Design Studio) คุยกันว่าอยากทำโครงการเพื่อย่านอารีย์ นิ่มอยากทำ Journal บันทึกประวัติศาสตร์และเรื่องราวเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของย่านอารีย์ เพื่อให้คนอารีย์รู้จักย่านที่อาศัย ว่าตัวเองกำลังอยู่ในที่แบบไหน และมันกำลังจะเติบโตไปเป็นแบบไหน อรุสนใจมิติสังคมและสิ่งแวดล้อม ส่วนตุ้ยรับหน้าที่ดูแลการดีไซน์วิชวลที่ออกมา ทั้งสามรวมตัวกันฟอร์มทีม โดยชักชวนเพื่อนๆ ชาวอารีย์อย่าง ใหม่ที่มีความรู้ด้านประวัติศาสตร์ พิม ภิรมย์ นักออกแบบ UI/UX ดูแลด้านประสบการณ์ และ เจง-ธารีรัตน์ เลาหะพรสวรรค์ ตัวแทนชาวสาธุประดิษฐ์ที่มองอารีย์ว่าต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างไร มารวมตัวกันเป็นชาว AriAround 6 คน ที่ทำผลงานกันเต็มรูปแบบในเวลาเพียงไม่กี่เดือน 

อรุเปรียบการทำงานแบบนี้ว่าเป็นเหมือน ‘ปลาดาว 6 แขน’ ทีมงานชาวอารีย์มีไอเดียและความสามารถเฉพาะตัวต่างกันไป โดยต่างคนต่างงัดทักษะมาแบ่งปันและประกอบเป็นรูปเป็นร่าง ทุกคนต่างมีเสียงของตนเองและรับฟังกัน 

AriAround แพลตฟอร์มชาวอารีย์-ประดิพัทธ์ ที่สนับสนุนให้คนเอื้อเฟื้อกันและย่านน่าอยู่

“เราเคยเปิดร้านกาแฟแถวนี้มาก่อน ประมาณสิบสองปีที่แล้ว เรารู้สึกว่าอารีย์ถึงสะพานควายมีความหลากหลายมากๆ ตั้งแต่คนที่มีฐานะมากๆ จนถึงคนที่ไม่มีแม้แต่บ้าน แถวนี้บรรยากาศดี สบายๆ พื้นที่เดินได้ยาวๆ เราพาหมาเดินเล่นทุกวันจากสะพานควายถึงอารีย์ ตึกอาคารต่างๆ มันมีเสน่ห์ของมัน เราคิดมาตั้งนานแล้วว่าจะทำอะไรดีๆ ให้ที่นี่ ประกอบกับตัวเราเป็นคนแยกขยะ แต่ก็ไม่มีที่ให้ทิ้ง เวลามาเดินเล่น เห็นขยะกองอยู่ที่พื้นเยอะมาก เวลาสองทุ่ม พนักงานมาแยกขยะคือเหม็นมากๆ กลางวันคนมาถ่ายรูปอารีย์นี่สวยมากเลยนะ กลางคืนไม่รู้เลยว่ามันเป็นแบบนี้” อรุอธิบายจุดกำเนิดไอเดีย

“เรามองเห็นไปไกลว่าสถานีกลางบางซื่อจะกลายเป็นหัวลำโพงใหม่ ถ้าหมดโควิดจะเป็นยังไง ขนาดปิดประเทศอยู่ยังเละขนาดนี้ แล้วถ้ามีนักท่องเที่ยวมาเต็มไปหมดจะเป็นยังไง เราเห็นปัญหานี้ก็เลยเดินไปคุยกับตุ้ยที่ทำงานบำบัด เขาทำงานศิลปะและกราฟิกด้วย ก็เริ่มพัฒนาไอเดียไปด้วยกัน นอกเหนือทีมนี้ก็มีคนนอกย่านที่สนับสนุนเยอะมาก ช่วยกันให้ความคิดคำปรึกษา จนได้ไปลิงก์กับ TCDC และเปิดตัวครั้งแรกใน Bangkok Design Week เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา”

AriAround แพลตฟอร์มชาวอารีย์-ประดิพัทธ์ ที่สนับสนุนให้คนเอื้อเฟื้อกันและย่านน่าอยู่
AriAround แพลตฟอร์มชาวอารีย์-ประดิพัทธ์ ที่สนับสนุนให้คนเอื้อเฟื้อกันและย่านน่าอยู่
ภาพ : AriAround

Ari Around

เพราะไม่อยากให้ผลงานที่สู้สร้างเป็นแค่อีเวนต์ชั่วคราว ชาวอารีย์คิดหาทางสร้างแพลตฟอร์มที่ยั่งยืนและเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คน โดยมีจุดยึดโยงคือย่านนี้ ผลลัพธ์รูปธรรมของ AriAround คือแอปพลิเคชันที่รวบรวมข้อมูลย่านอารีย์-ประดิพัทธ์ ไว้ในแอปฯ เดียว 

ทั้งประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ไม่ค่อยถูกเล่า เรื่องราวที่คนเก่าแก่ในท้องถิ่นเล่าให้ฟังแบบฉบับ AriTimes ไปจนถึง What’s Happening แผนที่ร้านรวง อีเวนต์ หรือกิจกรรมกินดื่มเที่ยวที่เกิดขึ้นในย่าน ซึ่งตอนนี้กลายเป็นหมวด Ari Now! ชั่วคราว สำหรับรวมโปรโมชั่นร้านค้าที่ร่วมช่วยเหลือในสถานการณ์โควิด-19 ทั้งยังมี AR Experiences ตามจุดต่างๆ ในอารีย์ แค่เอาสมาร์ทโฟนไปสแกน ก็จะเจอฟิลเตอร์น่ารักๆ ฝีมือนักวาดประกอบชาวอารีย์-ประดิพัทธ์ ที่มาร่วมกันสร้างสรรค์พื้นที่บนโลกออนไลน์กับพื้นที่ในชุมชนให้กลายเป็นเรื่องราวเดียวกัน

AriAround แพลตฟอร์มชาวอารีย์-ประดิพัทธ์ ที่สนับสนุนให้คนเอื้อเฟื้อกันและย่านน่าอยู่
AriAround แพลตฟอร์มชาวอารีย์-ประดิพัทธ์ ที่สนับสนุนให้คนเอื้อเฟื้อกันและย่านน่าอยู่
AriAround แพลตฟอร์มชาวอารีย์-ประดิพัทธ์ ที่สนับสนุนให้คนเอื้อเฟื้อกันและย่านน่าอยู่

“คนอารีย์ไม่เที่ยวอารีย์ จะไปที่อื่นที่แตกต่าง ทั้งที่อารีย์มีแต่คนถ่ายรูปสวยๆ กัน แล้วเราก็เห็นคาเฟ่เกิดขึ้นมากมาย แต่แทบไม่เห็นงานออกแบบที่ยึดโยงกับ Context พื้นที่เลย ถ้าเราไปดูที่อื่น จะมีงานออกแบบที่พูดถึงเรื่องประวัติศาสตร์ของพื้นที่ หยิบเอาคอนเทนต์นั้นมาต่อยอดเป็นงานดีไซน์ แต่อารีย์ไม่มี เพราะว่าไม่มีใครหาข้อมูลเรื่องนี้เลย ภาพถ่ายกรุงเทพฯ เก่าๆ เห็นแต่ภาพเจริญกรุง ผ่านฟ้าลีลาศ สุขุมวิท อะไรอย่างนี้ ภาพเก่าอารีย์แทบไม่มี” 

“เช่นเดียวกับประวัติศาสตร์ เพราะว่าอารีย์เป็นย่านเมืองเก่าเมืองใหม่ ความเป็นประวัติศาสตร์คือร้อยปีขึ้นไป มันเลยไม่มีคนเขียน เราพยายามทำคอนเทนต์ที่ไม่เคยถูกบันทึกมาก่อน Feed เนื้อหาใหม่เข้าสู่ระบบ” ใหม่ซึ่งรับหน้าที่ดูแล AriTimes เล่าความตั้งใจของชาวอารีย์แต่กำเนิด 

ความพิเศษสุดอย่างหนึ่งของแอปพลิเคชันคือ AriCoin (ARIC.) เหรียญสกุลเงินจำลองที่ใครๆ ก็มีได้ หากเอาขยะพลาสติก ขวด กระป๋อง มาแลกเปลี่ยนเป็นเหรียญโทเค็น การเล่นแสกน AR การแลกเปลี่ยนหนังสือ ของใช้ระหว่างกัน ไปจนถึงการสอนทักษะต่างๆ ก็ได้เหรียญ ชาวอารีย์ต่างแลกเปลี่ยน ARIC. ได้ตามความพึงพอใจระหว่างผู้ให้และผู้รับ ซึ่งเหรียญนี้เอาไปแลกสิทธิพิเศษต่างๆ ในเครือร้านค้าในย่าน เช่น เป็นส่วนลดค่ากาแฟ แลกต้นไม้ฟรี ฯลฯ 

AriAround แพลตฟอร์มชาวอารีย์-ประดิพัทธ์ ที่สนับสนุนให้คนเอื้อเฟื้อกันและย่านน่าอยู่
แพลตฟอร์มชาวอารีย์-ประดิพัทธ์ ที่สนับสนุนให้คนเอื้อเฟื้อกันและย่านน่าอยู่

“เราอยากให้คนเข้าใจเซนส์ของพื้นที่ เพราะเราอยากทำให้พื้นที่ดีขึ้น อย่างแรกคือ เราต้องปลูกฝังให้คนรู้ว่านี่ไม่ใช่พื้นที่ที่เขาจะเข้ามาถ่ายรูป เข้ามา Take อย่างเดียว โดยอาจจะไม่เข้าใจคอนเซ็ปต์ของมันเลย การทำให้คนรู้จักพื้นที่มากขึ้น เราก็จะเข้ามาใช้พื้นที่อย่างทะนุถนอมมากขึ้น” นิ่มขยายความเบื้องหลัง 

“ตอนนี้โซนอารีย์โตเร็วมาก เรารู้สึกว่ามันเร็วไป การรวมข้อมูลทุกอย่างทำให้แถวนี้เติบโตเชิงวัฒนธรรมมากขึ้น ไม่ใช่อะไรที่ป๊อปและเร็ว เราอยากจะชะลอสิ่งนั้น อยากให้คนซึมซับและรู้จักย่านมากขึ้น” อรุกล่าวเสริม

โอบอ้อมอารี

การแยกขยะได้รับการตอบรับอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ทั้งจากชาวอารีย์และชาวเขตอื่น กระทั่งชาวพระรามสองหรือบางนาก็ขนพลาสติกถุงใหญ่มาให้ในช่วงบางกอกดีไซน์วีก และทุกวันนี้การแยกขยะในย่านก็ยังดำเนินต่อไปอย่างแข็งขัน

“สิ่งที่ประทับใจมากๆ คือมีคนเดินเข้ามาแล้วก็บอกว่า จะต้องทำอะไรให้โครงการนี้อยู่ไปนานๆ ครับ เขาต้องทำยังไงมันถึงจะอยู่ได้ต่อไป พูดมาขนาดนี้ โอ้โห เกินความคาดหมายมาก ไม่คิดว่าเขาจะเข้าใจเมสเสจเราและเอาใจช่วยขนาดนี้ มีทั้งคนที่เดินเข้ามาบอกว่า อันนี้ดีได้มากกว่านี้นะ ควรทำแบบนี้ๆ คือมีส่วนร่วมทันที ตอนนี้เริ่มมาพัฒนาไอเดียกันละ คนเริ่มเข้ามาช่วยเติมความคิดเรา ยิ่งเยอะมันก็จะยิ่งแข็งแรง” อรุแชร์ความรู้สึก

“เราว่าจริง ๆ มันไม่ใช่ความบังเอิญ ส่วนหนึ่งคิดว่ามันเป็น Mega Trend ทุกคนอยากทำอยู่แล้ว เพราะรู้ว่าเป็นความจำเป็น ลักษณะการที่มีผู้นำหนึ่งเดียวใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้วบนโลกนี้ ทุกคนต้องลุกขึ้นมานำ ทุกคนต้องออกมาส่งเสียงให้ชุมชนของตัวเอง มันเป็นทิศทางของโลก” 

ปัจจุบันมีร้านค้าและศิลปินสร้างสรรค์ร่วมมือกับ AriAround 23 ราย โดยทั้งหมดตกลงกันว่าจะควักเนื้อให้น้อยที่สุด แต่จะแบ่งปันสิ่งที่ตัวเองมีให้แก่ผู้อื่น เช่น ต้นกล้าที่เพาะเอง ปุ๋ยหมักเศษอาหารจากร้าน ภาพวาดน่ารักๆ ที่จะวาดให้ในโอกาสพิเศษ โดยทุกกิจการเข้าใจและสนใจ เป็นส่วนหนึ่งของวงจรทรัพยากรหมุนเวียนหรือ Circular Economy 

“ตอนแรกกลัวมากเลย กลัวว่าคิดไปเองรึเปล่าวะที่อยากทำแบบนี้ พวกเรามาจากสายครีเอทีฟ อาจจะคิดได้ไม่เหมือนฝั่งโลจิสติกส์หรือคนหาเงิน แต่พอเปิดตัวแล้วมีหลายคนเข้าใจ มาช่วยเสนอแนะ เราก็เปิดกว้าง เหมือนชวนเพื่อนมาช่วยกันคิด ก็กลายเป็นว่าเราไม่ได้คิดกันไปเองกลุ่มเดียว” นิ่มกล่าวสมทบ

“และเราคิดว่ามันอยู่ในจิตใต้สำนักของคน Gen เรา รู้สึกว่าเราต้องทำอะไรบางอย่างแล้วนะ พอดี AriAround ประจวบเหมาะได้เป็นเซ็นเตอร์รวมทุกคนได้ แล้วก็มีกิจกรรมที่ทำให้รู้สึกว่าสิ่งพวกนี้มีประโยชน์กลับไปที่ลูกค้า กิจกรรมนี้เลยตอบจุดประสงค์ที่ทุกคนตั้งไว้ในใจ” 

คุยกับผู้ก่อตั้ง AriAround แพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงชาวชุมชนอารีย์-ประดิพัทธ์ ให้เอื้อเฟื้อกัน และทำให้ย่านน่าอยู่ขึ้น

อนาคตทีมงานวางแผนว่าจะซัพพอร์ตชาวอารีย์ที่ไม่เข้าถึงเทคโนโลยี หรือไม่เล่นโซเชียลมีเดียในอนาคต อรุยกตัวอย่างว่า เธออยากทำคูปองกระดาษ ให้คนไร้บ้านย่านสะพานควายสามารถเก็บกระดาษหรือขวดมาแลกคูปองเพื่อซื้ออาหาร หรือปักหมุดร้านรวงเก่าแก่ในแผนที่ อย่างร้านเย็บจักรซ่อมเสื้อผ้าของคุณยาย ให้ชาวอารีย์หรือคนละแวกใกล้เคียงเข้าไปใช้บริการ และพูดคุยกับผู้สูงวัยคลายเหงา

ต่อไปแอปพลิเคชันอาจมีความสนุกเพิ่มเติม อย่างการสร้างเมืองอารีย์จำลองในแอปฯ ให้เรามีตัวตนในนั้นได้ หรืออารีคอยน์จะช่วยปลดล็อกอีเวนต์พิเศษในย่าน เช่นการเข้าร่วมคอนเสิร์ตหรือเวิร์กชอปในบ้านของชาวอารีย์ 

ย่านอารีย์

“แถวนี้มีคนต่างชาติทำงาน UN อยู่เยอะมาก เพราะบอกกันปากต่อปาก เราเชื่อว่าเขาก็รู้สึกเหมือนกันว่ามันสบาย ใช้คำว่า Neighborhood ได้ คาแรกเตอร์ต่างจากแถวสุขุมวิทที่มีความเป็นเมืองมากกว่า” อรุวิเคราะห์

รูปแบบพื้นที่อารีย์ปัจจุบันเป็นย่านที่อยู่อาศัย ผสานกับย่านธุรกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อ 70 ปีก่อน แถวนี้คือทุ่งนาโล่งๆ จนกระทั่งเมืองเติบโต และคนเริ่มอพยพย้ายมาอยู่ย่านนี้มากขึ้น ข้อได้เปรียบของโซนอารีย์-สะพานควาย คือตรอกซอกซอยที่ทะลุถึงกัน เพราะเจ้าของที่สมัยก่อนมีที่ดินมาก และจัดสรรผังเป็นบล็อกๆ รวมถึงตัดถนนส่วนบุคคลให้เข้าถึงบ้านของตัวเองอย่างเป็นสัดส่วน จึงเป็นย่านที่เดินได้ยาวๆ 

ภาพถ่ายทางอากาศโดย Peter Williams-Hunt บันทึกเมื่อ พ.ศ. 2489
Ariel 2489 ฝั่งขวามือคือฝั่งซอยสายลม

“สมัยก่อนกรุงเทพฯ ขยายตัวออกไปทางตะวันออก มีเจริญกรุง สีลม สุรศักดิ์ อะไรต่างๆ ตอนสะพานควายบูมขึ้นมา ตอนแรกเราคิดว่าเพราะมีสถานีขนส่งหมอชิต จนพึ่งมารู้เมื่อสองสามปีที่ผ่านมาว่า แถวนี้เคยเป็นฐานทัพทหารจี.ไอ. ทหารสัญญาบัตรอเมริกันมาอยู่เสรีคอร์ทช่วงสงครามเย็น เป็นเหตุให้สุทธิสาร สะพานควาย มีโรงแรม และอีกอย่างหนึ่งคือ มีผู้หญิงขายบริการ” 

ใหม่เล่าและเสริมเกร็ดของย่านต่ออย่างน่าสนใจว่า ฝั่งอารีย์มีแต่บ้านที่อยู่อาศัยเคยเป็นฝั่งที่เจริญมากกว่า และฝั่งซอยสายลมมีแต่ทุ่งนาแปลงใหญ่ๆ ต่อมาเมื่อที่ดินเปลี่ยนมือก็กลายเป็นโซนออฟฟิศ มีธนาคารกสิกรไทย ตึก IBM ตึก AIS สะพานสามเหลี่ยมตรงกลางเลยเป็นความพยายามเชื่อมย่านที่อยู่อาศัยของอารีย์เข้ากับย่านที่เป็น Business เข้าด้วยกัน

คุยกับผู้ก่อตั้ง AriAround แพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงชาวชุมชนอารีย์-ประดิพัทธ์ ให้เอื้อเฟื้อกัน และทำให้ย่านน่าอยู่ขึ้น

คนอารีย์

“สมัยก่อนชนชั้นกลางมีฐานะในกรุงเทพฯ จะอยู่สองที่ ไปอยู่ทางสุขุมวิท นานา และอีกกลุ่มก็มาอยู่ทางนี้แหละ ซึ่งคนเดิมๆ ที่อยู่มานานไม่ค่อยคุยกัน เราคิดว่าพวกเขาไม่ได้จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยกันเท่าไหร่ วันก่อนไปสัมภาษณ์คนเก่าคนแก่ที่นี่ มีคำหนึ่งที่ชอบมาก เขาบอกว่าคนแถวนี้เจ้ายศเจ้าอย่างมาก” ใหม่อธิบายแกมหัวเราะ

“แถวนี้มีผู้ดีเก่า คนมีฐานะ ทหาร ตำรวจ นักการเมือง อะไรแบบนี้ ยุคถัดมาเป็นยุครุ่นลูก เป็นคนที่มีการศึกษา อาจจะเป็นอาจารย์ ทนาย คนที่มีความรู้ แล้วรุ่นหลาน Gen ใหม่จะไม่เจ้ายศเจ้าอย่างแบบนั้นแล้ว แต่มีความรู้สึกว่าต้องทำดีให้ย่าน กลับไปคิดถึงการสานสัมพันธ์กัน” อรุวิเคราะห์อย่างเห็นภาพชัดเจน

“เรารู้สึกว่าชุมชนแถวนี้เข้มแข็งนะ มันทำให้เขากล้าที่จะลุกขึ้นมาสู้เพื่อปกป้องสิทธิ์ของตัวเอง รู้ว่าเสียงของตัวเองมีความหมาย อย่างการสู้เรื่องไม่ให้สร้างคอนโดฯ ตึกสูง ปกป้องสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สภาพที่ตัวเองเคยอยู่ยังอยู่แบบเดิม เรารู้สึกว่ามันพิเศษมากเลยนะ ถ้าชุมชนแข็งแรง อะไรก็มาทำร้ายยาก” 

แพลตฟอร์มชาวอารีย์-ประดิพัทธ์ ที่สนับสนุนให้คนเอื้อเฟื้อกันและย่านน่าอยู่
คุยกับผู้ก่อตั้ง AriAround แพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงชาวชุมชนอารีย์-ประดิพัทธ์ ให้เอื้อเฟื้อกัน และทำให้ย่านน่าอยู่ขึ้น

อนาคตอารีย์

ตอนนี้ NIA หรือสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) และหน่วยงานพันธมิตรในย่านอารีย์ กำลังผลักดันให้ย่านอารีย์เป็นย่านนวัตกรรมอารีย์ (ARI Innovation District) เนื่องจากเป็นย่านเศรษฐกิจที่มีคนทำงานอยู่เยอะ จึงมีเป้าหมายว่าจะผลักดันให้เป็นสถานที่ที่บ่มเพาะธุรกิจนวัตกรรม ใช้นวัตกรรมเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงความเป็นอยู่ของผู้คน บนพื้นฐานของเทคโนโลยี ARI (AI, Robotics and Immersive Technology) พร้อมกับสนับสนุนให้ก้าวไปสู่การเป็น ‘เมืองฉลาดรู้’ หรือ ‘Cognitive City’ และ AriAround ได้ร่วมเป็นหนึ่งในพันธมิตรในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้วย 

“เรามองว่าเป็นเรื่องดี เวลาพัฒนาเมืองไม่ใช่แค่การคิดแบบ Top Down จากผู้ใหญ่ที่มองในเชิงยุทธศาสตร์ แต่เราได้เข้าไปเป็นขาหนึ่งของการพัฒนาเมือง รับผิดชอบเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ คนวงในที่อยู่ในพื้นที่จริงๆ ได้เข้าไปเป็นตัวแทนเสียงประชาชน และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปได้รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเมือง เพื่อที่นวัตกรรมที่จะเกิดขึ้นไม่ได้แค่ตอบคนจำนวนมาก แต่ตอบความต้องการหรือตอบชีวิตประจำวันแต่ละคนด้วย” นิ่มเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ

เมื่อถามว่าอยากให้อารีย์ที่พวกเขารักเติบโตแบบไหน คำตอบของชาวถนนพหลโยธินแตกต่างกันไป 

“จริงๆ มันก็ย่านเศรษฐกิจที่มีการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมมาครอบไลฟ์สไตล์ ต่อไปคนก็จะเยอะขึ้น เราก็อยากเห็นการจัดการที่ดี” เป็นคำตอบของใหม่

“สิ่งที่พวกเราพยายามทำ คือปกป้องความดีงามของย่าน ไม่ว่าจะเป็นการจัดการขยะหรือการจัดการเมือง เราพยายามดูว่าปัญหาของคนในย่านคืออะไร แล้วจะแก้ปัญหานั้นจากสิ่งที่มันเกิดขึ้นจริงๆ ถ้าเกิดอารีย์กลายเป็นย่านที่วุ่นวายมากๆ เราอาจจะอยากหนีไป แต่เราชอบอยู่ที่นี่ ก็อยากอยู่อย่างแฮปปี้ อยากเห็นความเจริญด้านวัฒนธรรม อยากให้มีแกลเลอรี่ มีห้องสมุด ที่นั่งที่ทำให้เราได้ใช้เวลากับมัน มากกว่าเร็วๆ แล้วก็ไป” อรุออกความเห็น

“การเติบโตเป็นเรื่องห้ามไม่ได้ แต่รากของย่านนี้คือวัฒนธรรมการใช้ชีวิต ไม่ใช่วัฒนธรรมการประดิดประดอย สิ่งที่เราอยากเห็นคือพื้นที่การใช้ชีวิต แต่เป็นกิจกรรมเอาต์ดอร์ อยากมีสวน แถวนี้ไม่มีสวนเลย กว่าจะเดินจากหอมาที่กรมประชาสัมพันธ์ก็ดมมลพิษเรียบร้อยแล้ว ฟอกปอดไม่ไหว แต่ในกรมประชาสัมพันธ์มีผู้กลุ่มพ่อแม่ผู้ปกครองที่อยากให้ลูกเขามีพื้นที่เล่น เขาก็รวมตัวกันแล้วทำสนามเด็กเล่น เราอยากเห็นพื้นที่ส่วนกลางของชุมชน ให้ทุกคนที่นี่จับกลุ่มกันได้อย่างอิสระ กวาดคนประเภทเดียวกันมาอยู่ด้วยกัน แล้วหากลุ่มที่คลิกกันได้ง่ายๆ” นิ่มเสริม

“AriAround ก็เป็นพื้นที่หนึ่งที่ใช้แลกเปลี่ยนความคิดที่ทุกคนอยากให้เป็นร่วมกัน แพลตฟอร์มนี้เกิดจากความอยากแก้ปัญหาให้ผู้คนและชุมชน เหมือนเพื่อนช่วยเพื่อน แต่ไม่ใช่คนที่จะกำหนดกรอบในทิศทางการเติบโตว่าจะต้องเป็นแบบไหน เพราะสุดท้ายย่านนี้ก็เป็นของทุกคน” 

แล้วในอนาคต ขอบเขตของ AriAround จะขยายออกไปนอกเส้นทางอารีย์-ประดิพัทธ์ ไหม คำตอบของทีมงานทุกคนคือใช่ แต่ในช่วง 3 ปีแรก พวกเขาคงตั้งไข่ย่านนี้ให้แข็งแรงก่อน และหากชาวบ้านย่านอื่นอยากหยิบยืมโมเดลไปใช้ พวกเขาก็ยินดีสุดๆ ที่จะช่วยเหลือเรื่อง Know-how แลกเปลี่ยนแนะนำข้อมูลและประสบการณ์อย่างไม่หวง โดยเชื่อมั่นว่าถ้าไปอยู่ย่านอื่น บริบทและผู้อยู่อาศัยที่แตกต่าง คงทำให้แอปพลิเคชันที่ออกมาไม่ซ้ำกัน และมีเสน่ห์ที่แตกต่างไปจากอารีย์อย่างแน่นอน

แพลตฟอร์มชาวอารีย์-ประดิพัทธ์ ที่สนับสนุนให้คนเอื้อเฟื้อกันและย่านน่าอยู่

AriAround

Website : www.ariaround.com

Facebook : Ari Around

ขอบคุณสถานที่ : Laliart coffee

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load