ท่ามกลางแดดจ้าของเมืองร้อน ชายสูงวัยกำลังกวาดเศษใบไม้สีน้ำตาลที่อดีตเคยเขียวขจี ทว่าร่วงหล่นตามกาลเวลา เบื้องหลังเป็นศาลพระภูมิขนาดใหญ่ที่รวมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไว้หลายองค์ มีกอไผ่ต้นสูงลิ่วลู่พลิ้วตามแรงลม

อาจารย์เชิญ ชลธารโยธิน ศาสนพิธีกรวัย 70 เชื้อเชิญให้เราเข้าไปนั่งสนทนาที่โต๊ะประจำตำแหน่ง สองขาเราก้าวด้วยความกล้า เพราะกวาดสายตาดูแล้ว สถานที่ตรงหน้าเป็นโรงงานผลิตหีบศพของ สุริยาหีบศพ 2499 พรานนก-ศิริราช มีหีบศพสารพัดแบบวางเรียงรายอยู่เต็มชั้นสอง มีให้เลือกทั้งหีบเทพพนม หีบจำปา หีบคริสต์ ฯลฯ

เชิญ ชลธารโยธิน จากสามเณร พนักงานโรงแรม 5 ดาว และครูสอนธรรมะ สู่อาชีพศาสนพิธีกรวัย 70

โต๊ะไม้ประจำตำแหน่งของอาจารย์เชิญอยู่ห่างจากศาลพระภูมิเพียงฉากกั้น ด้านหลังเป็นตู้กระจกเก็บของ มีอุปกรณ์ชงชากาแฟวางอยู่บ้าง บนโต๊ะมองดูสะอาดสะอ้าน มีหนังสือวางซ้อนสูงอยู่หนึ่งตั้ง-หนังสือ มนต์พิธี (ย่อ) เขียนโดย พระครูอรุณธรรมรังสี หนังสือ จิต-เจตสิก-นิพพาน ธรรมกถา แนวปฏิบัติทางจิต เขียนโดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาปริณายก

ชายสูงวัยไขลิ้นชักเสียงดังกุกกัก พร้อมหยิบหนังสือ วิธีสร้างบุญบารมี หนังสือกำเนิดรูปนั้นฉันใด? เขียนโดยทัศนีย์ หงส์ลดารมภ์ และหยิบภาพถ่ายสีสมัยวัยหนุ่มหลายใบมาเล่าประกอบเรื่องราวอาชีพที่ตนเคยผ่านมา

โดยอาชีพศาสนพิธีกร มีหน้าที่ควบคุมและปฏิบัติศาสนพิธีให้ถูกต้องตามพิธีกรรมทางศาสนา ประสานงานให้พิธีนั้นผ่านไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งอาจารย์เชิญเป็นศาสนพิธีกรด้านพิธีกรรมศพ ประสบการณ์มากกว่า 20 ปี

ชีวิตของชายคนนี้เริ่มต้นจากวัด เขาเป็นสามเณร นักแสดง เด็กล้างจาน พนักงานโรงแรม ครูสอนธรรมศึกษา ก่อนมาบรรจบอาชีพคลุกคลีกับศพ น้อยคนคิดอยากจะทำ แต่เขากลับทำด้วยใจรัก ราวกับเกิดมาเพื่อสิ่งนี้

“ตอนนั้นแม่เสียชีวิต หลวงปู่เทียนท่านบอกว่า เชิญ เอ็งต้องบวชให้แม่นะ” 

เด็กชายเชิญวัย 12 ต้องสูญเสียคนที่รัก และตัดสินใจรับบรรพชาเพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ให้กำเนิด

“เอาก็เอา โกนก็โกน เราบวชหน้าไฟวันนั้น ก็เผาวันนั้นเลย เผาแบบกองฟอน เป็นกองฟืนก่อขึ้นมา โลงก็เอาไม้ฝาบ้านมาต่อกัน เดินหามจากบ้านมาวัดเกือบกิโล ทุลักทุเลมาก มาถึงวัดก็วนรอบเมรุสามรอบ ไม่มีพิธีอะไรนอกจากพระมาบังศกุลให้ ถึงเวลาก็จุดไฟเผา ตอนนั้นเป็นเด็ก เราสงสารแม่นะ น้ำตาไหล บอกให้แม่มารับบุญกุศลจากลูกด้วย

“ตั้งแต่นั้นมาก็คิดจะสึก เพราะเรากลัว กลัวผี ต่างจังหวัดเป็นป่าเราไม่อยากอยู่ แต่หลวงพ่อเขาก็มาถามว่าอยากเรียนธรรมะมั้ย มีพระ มีเณร ไม่น่ากลัวหรอก เราก็เลยบวชเรียน ท่านให้นั่งสมาธิกำหนดลมหายใจเข้าออก อันนี้คือสิ่งที่ทำให้เราไม่เป็นทุกข์นะ เป็นทุกข์หมายถึงเราคิดยึดติดกับอันนู้นอันนี้ ขณะจิตเป็นสมาธิจะทำให้เราไม่มีทุกข์”

เชิญ ชลธารโยธิน จากสามเณร พนักงานโรงแรม 5 ดาว และครูสอนธรรมะ สู่อาชีพศาสนพิธีกรวัย 70
เชิญ ชลธารโยธิน จากสามเณร พนักงานโรงแรม 5 ดาว และครูสอนธรรมะ สู่อาชีพศาสนพิธีกรวัย 70

สามเณรบวชเรียนมาเรื่อยจนหลวงพ่อให้ไปนั่งทำสมาธิกลางป่าช้าที่วัดขอนดู่ จังหวัดนครสวรรค์

“ตอนหลังหลวงพ่อปล่อยให้เรานั่งคนเดียว น่ากลัวมาก ลมพัดตรงป่าไผ่เสียงซู่ๆ จะเห็นแสงตะเกียงโป๊ะสีแดงวางห่างกัน (นั่งทำสมาธิหลายรูป) เราได้ยินเสียงสารพัด มันวังเวง ตบะจะแตก แต่เราก็บวชเรียนกับหลวงพ่ออยู่สิบกว่าปี ท่านสอนธรรมะเกี่ยวกับการพิจารณาร่างกาย คนเราเกิดมาต้องตายหมด ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับสลาย

“หลวงพ่อบอกว่าทุกอย่างเป็นอนัตตา ความคิด ความรัก ความโกรธ ล้วนเป็นอนัตตา ไม่ใช่ว่าเราจะเกลียดกันตลอด ไม่ใช่ว่าเราจะรักกันตลอด สุดท้ายมันก็เป็นอนัตตา อนัตตาแปลว่าความดับสบาย” อาจารย์เชิญเล่า

ความดับสบายน่ากลัวมั้ย-เราถามด้วยความสงสัย

“ไม่น่ากลัว” ตอบทันที “เหมือนคนนอนหลับ หลับถือว่าเป็นสุขที่สุด วัฏจักรมันต้องเป็นไป”

อาจารย์เชิญเป็นคนหนุ่มที่เข้าใจชีวิตตั้งแต่อายุ 20 ตอนต้น ก่อนจะสึก เขาสอบผ่านนักธรรมตรี นักธรรมโท และนักธรรมเอก เป็นมหาเปรียญ จากคำสอนของ พระธรรมคุณาภรณ์ (เช้า ฐิตปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดโพธาราม จังหวัดนครสวรรค์

เชิญ ชลธารโยธิน จากสามเณร พนักงานโรงแรม 5 ดาว และครูสอนธรรมะ สู่อาชีพศาสนพิธีกรวัย 70

“เรียนนักธรรมเสร็จ ก็เรียนพระไตรปิฎก ท่องภาษาบาลี ภาษาสวดมนต์ มนต์พิธี เราท่องได้หมด ก่อนจะมาอยู่กรุงเทพฯ หลวงปู่เทียนฝากเราไว้ว่า ความตายไม่มีใครอยากทำหรอก คิดว่ามันไม่มีเกียรติ ทำงานอื่นดีกว่ามาอยู่กับผีกับสาง แต่ฝ่ายจิตมันเป็นนามธรรม หลวงพ่อท่านว่าดวงเรามาทางนี้” อาจารย์เชิญเล่าคำทำนายครั้งอดีต

หลังจากสึกแล้ว อาจารย์เชิญเข้ามาเรียนวิชาพิมพ์ดีดและภาษาต่างประเทศที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร ก่อนจะสอบเทียบจนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และมีโอกาสเป็นครูสอนวิชาธรรมะศึกษาทุกวันอาทิตย์ ให้กับเด็กๆ โรงเรียนวัดนาคกลาง อาจารย์เชิญเล่าว่า เด็กชอบใจ หัวเราะกันท้องแข็ง สอนสนุกแม้เป็นเรื่องธรรมะ

แถมมีช่วงหนึ่งของชีวิตที่อาจารย์เชิญตบเท้าเป็นหนึ่งในคนวงการบันเทิงของประเทศไทย

“ตอนนั้นรู้จัก คุณอาไพโรจน์ สังวริบุตร เราก็ไปเรียนที่สมาคมนักแสดงอาชีพแห่งประเทศ มี สรพงษ์ ชาตรี, กรุง ศรีวิไล, อาสมบัติ เมทะนี, ยอดชาติ เพชรสุวรรณ เรียนอยู่สมาคมเดียวกัน และได้มีโอกาสเล่น มนต์รักกาสะลอง ที่ สายัณห์ สัญญา เป็นนักร้อง เล่นหนัง จระเข้ฟาดหาง ละคร กฎแห่งกรรม ขุนช้างขุนแผน (พิมพิลาไลย)

“อยู่ตรงนั้นต้องกินนอนอยู่กองถ่าย เป็นความรู้สึกที่หน้าชื่นอกตรม มันไม่เป็นอย่างที่เราคิด เราไม่อยากอยู่ตรงนั้น เลิกงานแล้วก็ต้องสังสรรค์ เลยตัดสินใจไปสมัครงานที่โรงแรมแชงกรี-ลา เขากำลังเปิดใหม่เลยแหละ”

“สมัครตำแหน่งคนล้างจานนะ” อาจารย์เชิญเอ่ยออกมาเหมือนเดาใจว่าเรากำลังอยากรู้

“หัวหน้าบอกว่าไม่ต้องสัมภาษณ์ พรุ่งนี้มาทำงานเลย เราล้างจานได้สักหนึ่งปีก็ขึ้นตำแหน่งมาเป็นหัวหน้าคนล้างจาน เป็นหัวหน้าจัดเลี้ยง ตำแหน่งขึ้นมาเรื่อยจนเป็นซูเปอร์ไวเซอร์ แอสซิทแตนต์ และชีฟสจ๊วต ถือว่าสูงสุดแล้ว

“เราต้องดูแลพนักงานและเครื่องใช้ไม้สอยในโรงแรมทั้งหมด ต้องรู้เป็นภาษาอังกฤษด้วยนะ มีการอบรมและถ่ายทอดความรู้ให้ลูกน้อง สมัยก่อนเลิกงานเราต้องฝึกล้างจาน เพื่อจะเอาความชำนาญตรงนี้ไปสอนพนักงาน”

เชิญ ชลธารโยธิน จากสามเณร พนักงานโรงแรม 5 ดาว และครูสอนธรรมะ สู่อาชีพศาสนพิธีกรวัย 70

อาจารย์เชิญทำงานที่โรงแรมแชงกรี-ลา 14 ปี นอกจากปฏิบัติงานในหน้าที่แล้ว ยังมีงานนอกตำแหน่งหน้าที่ที่ทำเพราะรู้จริงและใจรัก มีครั้งหนึ่งโรงแรมจัดงานทำบุญ แต่ไม่รู้การทำพิธีกรรมหรือนิมนต์พระ อาจารย์เชิญยกมืออาสาดูแลเรื่องพิธีกรรมทั้งหมด จนผู้บริหารบางคนตกใจว่า เด็กล้างจานวันนั้น ใส่สูทผูกเนกไทมาเป็นศาสนพิธีกรได้อย่างไร 

“เรียนผู้จัดการ รองผู้จัดการ ผู้จัดการแผนก และพนักงานสตาฟทุกท่าน วันพฤหัสบดีที่ 14 ตุลาคมนี้ ทางบริษัทของเราให้พนักงานทุกแผนกมาร่วมกันทำบุญ เพื่อเป็นสิริมงคลกับสถานที่ที่เราทำงาน” ท่องบทย้อนวันวาน

“เรามีเชื้อมาจากพระ งานพิธีทำได้หมด เขาเรียกศาสนพิธีกร ดูแลตั้งแต่จัดตั้งโต๊ะหมู่ จัดธูป จุดเทียน ประธานจุดเทียน คนส่งเทียนส่งตรงไหน จนถึงอธิบายว่าธูปสามดอก เทียนสองเล่ม แจกันสองใบ หมายถึงอะไร

“เทียนสองเล่ม คือ พระธรรม พระวินัย เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ธูปสามดอก หมายถึง พระปัญญาธิคุณ พระมหากรุณาธิคุณ และพระบริสุทธิคุณ ส่วนแจกันสองใบ หมายถึง พระสงฆ์ต่างตระกูล ต่างชนชั้น ที่มาบวช เมื่ออยู่รวมกันแล้วต้องประพฤติปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ถึงจะดูสวยงามเหมือนดอกไม้ในแจกัน” อาจารย์เชิญอธิบาย

หลักไมล์ชีวิตย่างเข้าเลข 4 อาจารย์เปลี่ยนจากชีฟสจ๊วต โรงแรมแชงกรี-ลา มาทำธุรกิจเสื้อผ้ากับเพื่อน จนค้นพบว่าไม่ใช่ทาง ระหว่างนั้นได้รับติดต่อจากวัดและมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยาให้ไปสอนธรรมะศึกษา 

กระทั่งมีเหตุให้เดินทางผ่านโรงงานผลิตหีบศพของสุริยาหีบศพ 2499 พรานนก-ศิริราช อยู่บ่อยครั้ง 

“แวบหนึ่งใจเราอยากทำ ก็มาสมัครทำหีบ คุณป้อม (โกญจนาท สุริยเสนีย์) เป็นคนสัมภาษณ์ เขาดูลักษณะและการพูดของเรา เขาคงรู้แล้วแหละว่ามาแนวนี้ เขาถามเกี่ยวกับพิธีกรรม เราก็อธิบายให้เขาฟัง เขาก็สงสัยว่าเรารู้ได้ยังไง ขนาดการแต่งหน้าศพ อาบน้ำศพ เราก็เคยทำมาแล้ว หลวงพ่อท่านสอนว่าเป็นการทำให้และทำแทนผู้วายชนม์

“มาทำงานวันแรกมีไม้กวาดอยู่หนึ่งอัน เราก็กวาดพื้น แต่ตาก็เหล่ดูเขาทำหีบ เราเป็นคนช่างสังเกต ทำมาสักระยะอาจารย์ที่ทำพิธีอยู่แล้วเขาหาคนทำพิธีเชิญวิญญาณ เขาถามเราว่าทำได้มั้ย เราเลยบอกว่า ขอลองดู”

จากคำว่า ขอลองดู ทำให้อาจารย์เชิญกลายเป็นศาสนพิธีกรเกี่ยวกับพิธีกรรมศพที่สุริยาหีบศพ 2499 พรานนก-ศิริราช สั่งสมประสบการณ์มากกว่า 20 ปี และเป็นดังคำทำนายของหลวงพ่อที่เคยทำนายไว้เมื่อเขายังเยาว์วัย

โดยการทำงานของอาจารย์เชิญจะเริ่มจากรับใบสั่งงาน จดชื่อ-นามสกุล อายุของผู้เสียชีวิต ชื่อญาติผู้ติดต่อพร้อมเบอร์โทรศัพท์ พร้อมทั้งรับร่างจากโรงพยาบาลส่งถึงวัด เมื่อถึงเวลาอันสมควรก็แต่งกายด้วยยูนิฟอร์ม

“เราต้องเตรียมธูป เทียน ดอกไม้ พวงมาลัย ตะเกียง ผ้าขาวรองตัว โบราณว่าตะเกียงเป็นปริศนาธรรม จะช่วยส่องแสงสว่างและเชิญดวงวิญญาณออกจากสถานที่แห่งนั้น ส่วนกลิ่นธูป ควันเทียน เป็นการสื่อสารกับดวงวิญญาณว่ากำลังเชิญดวงวิญญาณออกจากโรงพยาบาลไปวัด เพื่อประกอบพิธีกรรมบำเพ็ญกุศล อุทิศให้แก่ผู้วายชนม์ 

“เขาเกิดครั้งเดียว ตายครั้งเดียว ต้องทำให้เขาดีที่สุด เพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนตาย” 

อาจารย์เชิญในชุดสีขาวสะอาดตาและรองเท้าหนังสีดำขลับ เป็นเครื่องแต่งกายยามต้องออกงาน ไม่แน่ใจว่าเป็นพรสวรรค์หรือพรแสวง เขาทำพิธีกรรมศพได้ทั้งพิธีกรรมจีน พิธีกรรมไทย พิธีกรรมคริสต์ พิธีกรรมอิสลาม แถมสวดมนต์ภาษาพม่า ภาษาจีน ภาษาไทย ได้แทบจะทุกแบบของแต่ละศาสนา บางทีก็ทำพิธีกรรม 3 ศาสนาในครั้งเดียว 

“บางทีทำสามแบบเลย จีน ไทย คริสต์ เพราะลูกนับถือศาสนาคริสต์ ลูกอีกคนขอแบบจีน ลูกอีกคนขอแบบไทย การจะทำพิธีแบบนี้ เราต้องศึกษาตำราแต่ละศาสนา ซึ่งศาสนาพุทธมีหลายภาค หลายจังหวัด ความเชื่อไม่เหมือนกัน ก็ต้องศึกษาพิธีทางราษฎร์ด้วย อย่างพิธีกรรมจีนก็มี จีนแคะลึก จีนแคะตื้น แต้จิ๋ว กวางตุ้ง ไหหลำ เยอะมาก

“การสวดของแต่ละนิกายก็แตกต่างกันอีก มีความสลับซับซ้อน เราเลยต้องยิ่งศึกษา อีกอันที่ต้องรู้คือราชพิธี มันเป็นความรู้เฉพาะ เราต้องรู้ว่าการทำพิธีของเขาทำแบบไหน แล้วทำแบบนี้เพื่ออะไร แล้วการทำพิธีกรรมสมัยนี้ก็เปลี่ยนไปด้วยตามกาลเวลา คนสมัยนี้ต้องการความกระชับ เข้าใจง่าย ถ้าพูดแบบโบราณ ชักแม่น้ำทั้งห้า คนแก่จะชอบ”

เชิญ ชลธารโยธิน จากสามเณร พนักงานโรงแรม 5 ดาว และครูสอนธรรมะ สู่อาชีพศาสนพิธีกรวัย 70

อาจารย์เชิญว่าคนสูงวัยชอบฟัง อธิบายตั้งแต่ความหมายของดอกไม้ ธูป เทียน การขอขมา ฟังแล้วสะสมเป็นความรู้ ส่วนคนรุ่นใหม่อาจารย์เชิญจะพูดหัวข้อใหญ่แล้วจบทันที ซึ่งการยกหัวข้อมาพูดต้องกวาดสายตามองแขกผู้มาร่วมงานส่วนใหญ่ ก่อนจะเลือกเรื่องมาพูดและเล่าสู่กันฟังอย่างเหมาะสม ตรงนี้แหละต้องอาศัยประสบการณ์สูง

“ทุกคนไม่อยากให้เป็นแบบนี้นะลูก แต่มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ การโศกเศร้าเสียใจเป็นธรรมดา มีอยู่แน่นอน ทุกคนไม่อยากให้เป็นแบบนี้ อย่าประมาทนะลูกนะ เราต้องยอมรับว่าเบื้องหลังคือกรรมและการกระทำที่มันส่งผลกัน”

ศาสนพิธีกรยกตัวอย่างบทพูด ก่อนจะเฉลยว่า การพูดและวาทศิลป์เป็นเอกลักษณ์ของเจ้าตัว ด้วยน้ำเสียงและการเลือกใช้ภาษา บ้างมีอารมณ์ขันพอคลายเศร้าแต่ไม่ถึงกับผิดกาลเทศะ ทำให้ญาติพี่น้องแขกเหรื่อติดใจ

“บางคนเป็นลูกค้าเก่า ญาติพี่น้องเขาเคยเห็นการกระทำของเรา เราทำพิธีอย่างถูกต้อง เรามีการพูดประสานน้ำจิตน้ำใจของลูกหลาน ยายบางคนถึงขนาดเคยพูดกับเราว่า ‘ถ้าฉันตาย เอาอาจารย์เชิญมาด้วยนะ’ เราก็บอกว่ายายอย่าเพิ่งเลย เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรยังอยู่อีกนาน คนรู้ตัวว่าไม่ประมาทเขาไม่ตายหรอก อย่าเพิ่งไปไหน ยายก็หัวเราะนะ

“เราเป็นคนแก่ เหมือนต้นไม้ที่ใกล้ฝั่ง มีหรือหวังอยู่นานได้ วันหนึ่งคงล้มไป ทิ้งฝั่งไว้ให้ลูกหลาน” 

คำว่า ‘ทำให้ดีที่สุด’ เป็นหัวใจของการทำพิธีกรรมที่ศาสนพิธีกรวัย 70 บอกกับเรา

“หน้าที่ของเราต้องให้เกียรติผู้วายชนม์ในวาระสุดท้ายของชีวิต พ่อแม่ญาติพี่น้องเขาเสียใจร้องห่มร้องไห้ เราจะทำอย่างไรให้เขาคลายความโศกเศร้า เราต้องทำให้ลูกหลานเขาพึงพอใจที่สุด ซึ่งพื้นฐานต้องชอบและรักงานตรงนี้ด้วย เมื่อชอบและรักแล้วก็ต้องมีความรู้ถ่องแท้ในเรื่องนั้นๆ ทำให้ถูกต้องตามรูปแบบและหลักประเพณีด้วย

“การทำในรูปแบบของเรา คือการพยายามศึกษาและเราเอาศพเป็นที่ตั้ง จิตเขาจะต้องรับรู้ว่าเราทำด้วยใจ เพื่อให้จิตของเขาเดินทางไปสู่สวรรค์ ไปสู่ภพภูมิที่ดี ด้วยบารมีจิตที่เราปรารถนาดีต่อเขา เขาเรียก จิตสู่จิต รับรู้ด้วยญาณวิถี ซึ่งพลังบุญที่เรามีก็ช่วยเสริมให้เขาไปอีก เพราะเราชื่อว่าบุญก็เหมือนเทียน ใครมาจุดต่อก็ยิ่งสว่าง ไม่มีวันหมด”

จากสามเณรที่เห็นความตายมาตั้งแต่เด็ก จวบจนบั้นปลายของชีวิตก็ยังคลุกคลีกับความตาย

อาจารย์เชิญมองความตายแบบไหนในอายุ 70

“ความตายเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับ เป็นปกติและธรรมชาติ มันฝืนไม่ได้ หลบลี้หนีหน้าไม่ได้ ความตายเป็นอนัตตาเดี๋ยวมันก็ดับสลาย ซึ่งความตายเกิดขึ้นในเบื้องต้น แปรปรวนในท่ามกลางและสลายไปในที่สุด แล้วจะทำยังไงดีให้เรากลัวความตายน้อยที่สุด คำตอบคือการพยายามสร้างความดี สร้างบุญกุศล และสร้างขวัญกำลังใจให้กับพวกพ้อง 

“ตายไปสิ่งที่จะทิ้งเอาไว้ได้คือคุณความงามดีและหน้าที่การงานที่เราทำเอาไว้ ให้ชนรุ่นหลังเขารู้ว่าอาชีพเราเขาทำกันแบบนี้ ไหน ใครที่ไม่ตายบ้างยกมือขึ้นซิ” อาจารย์เชิญเรียกเสียงหัวเราะ “ช้าเร็วเท่านั้นแหละ”

สัพเพ สังขารา อะนิจจาติ สัพเพ สังขารา ทุกขาติ สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ

ทุกคนเกิดมาดับสลาย

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

1 มิถุนายน 2565
746

ก่อนหน้าที่จะได้รับปริญญาเอก เธอเรียนจบเพียงชั้นป. 4 

เรื่องของ ดร.วันดี พลทองสถิตย์ ไม่ใช่ข่าวที่ทุกคนเคยเห็นผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ต่างประเทศเกี่ยวกับเด็กอัจฉริยะ หากแต่เล่าถึงดอกเตอร์หญิงวัยย่างเข้า 72 ปี เธอได้ปริญญาชีวิตจากการเป็นหมอลำมาหลายต่อหลายเวที แต่ยังไม่เคยได้ใบปริญญาจริง ๆ จนกระทั่งจุดพลิกผันของชีวิต

เธอเลือกลงจากฮ้านหมอลำ เข้าสู่การเป็น ‘คนชั้นครู’ ในระดับมหาวิทยาลัย นั่นทำให้หมอลำพื้นซึ่งจางหายไปตามเสียงวิทยุ กลับมามีชีวิตและหวนสู่อ้อมอกของพี่น้องชาวขอนแก่นอีกครั้ง

เราขอชวนทำความเข้าใจคำสองคำในเรื่องนี้ให้ถ่องแท้ คำว่า หมอ หมายถึง ผู้มีความชำนาญ ส่วน ลำ หมายถึง การบรรยายเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยทำนองอันไพเราะ นำมารวมกันเป็นคำว่า ‘หมอลำ’ ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการเล่าเรื่องด้วยทำนองเพลง รากมาจากประเทศลาวและภาคอีสานของประเทศไทย

ส่วนอีกคำหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ ลำพื้น หรือ ลำเรื่อง เป็นลำทำนองยาว มีการเอื้อนเสียง ลำมีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับประวัติต่าง ๆ เน้นสอนศีลธรรม การลำพื้นพัฒนาจากการเล่านิทานพื้นบ้าน ผู้เล่านั่งกลาง ผู้ฟังนั่งล้อมวง ต่อมารับอิทธิพลจากลิเก ทำให้เพิ่มจำนวนของผู้แสดงให้ครบตามจำนวนตัวละครในเรื่อง จากที่เคยใช้ผ้าขาวม้าเป็นตัวแสดงแทน ก็มีดนตรี แสง สี เสียง จนเรียกว่า ลำเรื่อง นั่นเอง

วันดี พลทองสถิตย์ : หมอลำป. 4 สู่ ‘หมอลำชั้นครู’ และเจ้าของคณะหมอลำอุดมศิลป์ จ.ขอนแก่น

ลูกหล้าวันดี

65 ปีที่แล้ว ในวันที่เด็กหญิงวันดีอายุเพียง 7 ขวบเท่านั้น เธอได้ยินเสียงกลอนลำจากบั้งลำหรือเครื่องเล่นแผ่นเสียง วันนั้นเธอรู้ทันทีว่าเธอรักในการฟังลำพื้นเล่าเรื่องนิทานพื้นบ้านเข้าแล้ว เธอเริ่มท่องจำเนื้อเรื่อง นางประกายแก้ว เป็นเรื่องแรก ถ้าเทียบสมัยนี้เธอคงไม่พ้นตำแหน่งแรปเปอร์สาวของชั้นเรียน 

“อายุ 7 ปี คือมักแล้ว ได้ยินเขาเปิดหมอลำแผ่นเสียงใส่บั้งลำ ในงานโฮมบุญ มักเลย!” 

แกบอกเล่าด้วยน้ำเสียงวัยชราว่าไปเล่นงานวัดตามประสาเด็ก ยามได้ยินเสียงเขาเปิดเพลงหมอลำก็อาศัยจำเอา ไม่นานนักชีวิตที่กำลังสดใสก็ชะงัก วันดีต้องย้ายออกจากบ้านเกิดของตนไปเป็นบุตรบุญธรรมของญาติฝ่ายแม่ ด้วยปัญหาทางการเงินของครอบครัวที่มีบุตรถึง 10 คน 

แต่ไม่ว่าพบมรสุมใด เธอก็ยังปักใจชอบเสียงแคน 

“ชวนเพื่อนตั้งวงหมอลำ ผู้ใด๋คุยได้ก็เอา คุยบ่ได้ก็บ่คุยนำ เขามาเล่นที่งานวัดก็จำเรื่องเอาไว้ เรื่อง นางประกายแก้ว เพื่อนก็จำ แล้วก็มาเล่นด้วยกันตามประสาเด็ก” อายุ 8 ขวบเธอตั้งวงหมอลำโดยรวบรวมเพื่อนกลุ่มเพื่อนในโรงเรียน ยามว่างมักหัดร้องกลอนลำที่จดจำมาจากงานวัดและแผ่นเสียง 

นี่นับว่าเป็นก้าวแรกของชีวิตหมอลำ

วันดี พลทองสถิตย์ : หมอลำป. 4 สู่ ‘หมอลำชั้นครู’ และเจ้าของคณะหมอลำอุดมศิลป์ จ.ขอนแก่น

คลื่นลูกใหม่

พ.ศ. 2510 หลังจากที่ได้เป็นนางเอกหมอลำเรื่อง ปลาบู่ทอง จากการเป็นศิษย์ของ พ่ออินตา บุตรทา ผู้ริเริ่มหมอลำพื้น ไม่ว่าจะเป็นคณะหมอลำระเบียบวาทะศิลป์ หรือประถมบันเทิงศิลป์ ผู้ก่อตั้งคณะล้วนเป็นลูกศิษย์ของพ่ออินตา บุตรทา ทั้งนั้น ซึ่งพัฒนาจากหมอลำพื้น มาเป็นหมอลำอย่างที่เห็นทุกวันนี้ 

“ยุคนั้นบ่รุ่งเรืองดอก แต่ยุคนั้นเขาเอิ้นว่าเป็นมหรสพสมโภชน์ ให้งานนั้นมันสมบูรณ์ คั่นผู้ใด๋ทรงฐานะดีเพิ่นก็จ้างแพง จ้างคณะที่เพิ่นมัก” การที่หมอลำถูกจ้างให้ไปแสดงงานต่าง ๆ คล้ายกับวงดนตรีรับจ้างทั่วไป ไม่ได้มีการเข้าไปสู่ตลาดใหญ่เหมือนทุกวันนี้ การเป็นศิลปินหมอลำในสมัยก่อนจึงแตกต่างกับการเป็นศิลปินหมอลำสมัยนี้ ที่พ่วงความเป็นดาราหรือคนของประชาชนเข้าไปด้วย 

“ศิลปินนี่บ่มีสมบูรณ์ ครูบาเพิ่นสอนว่า ‘ศิลปินบ่เคยมีสิ้นสุดกับการค้นคว้า’ แต่งานเฮาเบิ่งว่าเจ้าภาพเพิ่นจ้างหลายคือสิแม่นเฮาสมบูรณ์” ยุคที่แม่วันดีพร้อมทำการแสดงอย่างสมบูรณ์ที่สุดคือ ไม่มี 

ไม่มี หมายถึง ไม่ได้ทำตนเป็นน้ำเต็มแก้ว ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองสมบูรณ์ หากต้องเตรียมพร้อมเรียนรู้ตลอดเวลา สิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมคือเรื่องการรักษาเส้นเสียง ฝึกซ้อมลำ ค้นคว้าเนื้อเรื่องใหม่ ๆ ส่วนช่วงที่สมบูรณ์รุ่งเรืองจริง ๆ ขึ้นอยู่กับรายได้ที่เจ้าภาพจะจ้าง ถ้าจ้างน้อยก็สมบูรณ์น้อย จ้างมากก็สมบูรณ์มาก 

“พ่อใหญ่ธรรมขันธ์โอสถ พ่อแกมีห้องอัด ก็ไปขอห้องอัดเพิ่น อัดแล้วส่งไปให้วิทยุ โทรทัศน์ไม่มี มีแต่วิทยุ กระแสอยู่กับวิทยุ เฮาได้ออกอากาศเวลาคนฟังบ่ คนมีเวลาฟังยามกินข้าวแลง ประมาณหนึ่งทุ่มคนพากันเปิดวิทยุฟังลำ คณะแม่นี่ส่งวิทยุไป เขาว่าคณะนี้มีแต่เสียงดี ๆ” หมอลำวัย 72 เล่า

วันดี พลทองสถิตย์ : หมอลำป. 4 สู่ ‘หมอลำชั้นครู’ และเจ้าของคณะหมอลำอุดมศิลป์ จ.ขอนแก่น

เมื่อเริ่มมีวิทยุ แม่วันดีก็เริ่มจับทางที่จะทำให้คณะตนเองโด่งดังมากขึ้นได้ โดยการส่งเพลงลำให้ผู้ดำเนินรายการวิทยุเปิดช่วงทานข้าวเย็น ด้วยเหตุผลว่า นั่นเป็นเวลาที่คนเปิดฟังมากที่สุด

“แม่ยกนี่ หมู่แม่บ่เอิ้นว่าแม่ยก เอิ้นแม่ฮัก คั่นไปลำแล้วเพิ่นมักเฮาหลาย เพิ่นก็ผูกข้อต่อแขน ผูกเอาเป็นลูก บ่ได้ออกจากบ้านเพิ่นง่ายเด้ คั่นสูว่าจ้างได้ไผ จ้างได้อีนั่นบักนั่น เลาทำผ้าโสร่งไหมไว้แต่ต้อน ทำซิ่นไหมไว้แต่ให้ แล้วก็ผูกเอาเป็นลูก บาดนี้คั่นว่าลูกสาวข่อยก็ชื่อคือเจ้า ผูกเป็นเสี่ยวลูกสาวลูกชายจังซี่แหม เลาอายุได้ 80 ปีแล้ว บ่ได้ฮักแบบหนุ่มสาว ฮักแบบพ่อฮัก” เธอกล่าวถึงความผูกพันระหว่างตนเองกับพ่อฮักแม่ฮัก สมัยนี้เรียกว่าพ่อยก แม่ยก แฟนคลับ หรือด้อม ที่ผูกพันยาวนานเหมือนญาติพี่น้อง

แม่วันดีมีชื่อเสียงทางด้านหมอลำในภาคอีสานมากขึ้นภายใต้ชื่อ ‘หมอลำอุดมศิลป์’ 

เมื่อได้แสดงเป็นนางเอกหมอลำเรื่อง ขูลู – นางอั้ว แม่วันดีจึงตัดสินใจแยกตัวออกจากคณะสามัคคีรุ่งนคร มาตั้งคณะหมอลำอุดมศิลป์ของตัวเองในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 

ถือเป็นคลื่นลูกใหม่ในวงการหมอลำทำนองแก้วแก่นหล้า หรือทำนองขอนแก่นนั่นเอง

วันดี พลทองสถิตย์ : หมอลำป. 4 สู่ ‘หมอลำชั้นครู’ และเจ้าของคณะหมอลำอุดมศิลป์ จ.ขอนแก่น

คลื่นลูกใหญ่

‘ทำไมถึงมาเป็นครูสอนหมอลำ’ 

คำถามนี้สื่อทุกสำนักต้องเอ่ยปากถามแม่วันดี เจ้าของคณะหมอลำอุดมศิลป์ โดยไม่รู้เลยว่าคำตอบนั้นแฝงไปด้วยเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิด 

“ไฟไหม้บ้าน ไฟไหม้เบิด” แม่วันดีย้ำ “พ.ศ. 2538 บาดนี้ยุคนั้นเด็กน้อยก็เรียนเบิด หางเครื่องก็บ่มี หมอลำก็บ่เกิด เฮ้อ เบิดแท้ ๆ ล่ะหมอลำ เลยเข้าไปหาสอนนำโรงเรียน คือสิได้เด็กน้อยไปลำอยู่หลาย เพราะเด็กน้อยเข้าไปในโรงเรียนกันหมด ผู้ปกครองก็บ่ให้เป็นหมอลำ เขาว่าเต้นกินรำกิน ไม่เป็นที่ยอมรับ ตอนนั้นงานลำคณะเราก็น้อยลง หมดลงเรื่อย ๆ คนนิยมน้อย เฮาเห็นว่าบ่ได้แล้ว เลยเกิดความเสียดาย ความพื้นบ้านหมดแท้ ๆ หมอลำหมดอีหลี” เธอตอบคำถามเรื่องจุดเริ่มต้นการเป็นครู 

พ.ศ. 2538 เป็นยุคที่มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างโทรทัศน์เข้ามาเป็นสื่อกระแสหลักมากขึ้น ความเป็นไทยจากส่วนกลางก็เริ่มเข้ามาสู่ภาคอีสาน ประเพณี ศิลปวัฒนธรรมของคนอีสานเองก็เริ่มเปลี่ยน มหรสพหรือการแสดงเก่า ๆ จึงค่อย ๆ หดหายไปตามกาลเวลา

“ไฟไหม้บ้านเกลี้ยงแม่นแล่น งานลำก็น้อย คนก็บ่นิยมเราแล้ว สิ้นเนื้อประดาตัวแล้ว” เธอเล่าพร้อมกับชี้ให้ดูว่าบ้านที่ไฟไหม้อยู่ข้างหลังแคร่ที่เธอนั่งแค่เพียงไม่กี่เมตร ชีวิตหมอลำหญิงหัวหน้าคณะในวันที่ไม่เหลือแม้แต่บ้านและสมาชิกในวง แต่เธอก็ยังมุ่งมั่นขับเคลื่อนชีวิตต่อด้วยวิชาชีพเดิม

“มันเบิดนำผู้ฟังดอก อย่าโทษหมอลำ โทษผู้จ่ายเงิน มันกลับมาบ่ได้แล้วล่ะ”

“เพราะผู้ฟังบ่ฟังแล้ว ฟังบ่เป็น เราลำแบบเก่า ๆ ให้ฟัง ก็จะว่าลำหยังบุ แม้กระทั่งลูกเราจบปริญญาโทฯ ‘โอ้ยอย่าว่าจังซี่เถอะแม่ เวียนหัว’ ว่าที่ผู้ฟังพุ้นเพราะลูกเราก็เป็น สิให้หวนกลับ บ่กลับ ถ้าหมดรุ่นนี้แล้วของเก่าก็คือสิบ่ยัง นอกจากนักศึกษาที่ค้นคว้าจะมาดึงขึ้น แต่คนไม่บริโภค เขาก็ลืมไปตั๋วบาดนิ” แม่วันดีเล่าเหตุการณ์และเหตุผลที่หมอลำค่อย ๆ จางหายไปตามกาลเวลา 

เว้านำกับ ดร.วันดี พลทองสถิตย์ อาจารย์หมอลำรั้วมข. และเจ้าของคณะหมอลำอุดมศิลป์ ที่ทำให้ลำพื้นอยู่กับลูกหลานชาวอีสาน

ลูกหมอลำยังอยู่

แม่ครูเห็นถึงความสำคัญของหมอลำอันเป็นสิ่งเดียวที่เธอรักมากที่สุด จึงออกเดินทางขอสอนตามโรงเรียนต่าง ๆ อย่างไม่ลดละ ด้วยหวังว่าหมอลำพื้นจะไม่เลือนหายไปจากขอนแก่น

“ไปขอสอน บางโรงเรียนก็บอกว่าตารางเรียนเต็มแล้ว โรงเรียนที่เคยสอนมีสนามบิน หนองคู วัดกลาง แก่นนครวิทยาลัย ขอนแก่นวิทยาคม กัลยาณวัตร บ่ให้สอนปีนี้ ปีหน้าไปอีก บ่มีค่าตอบแทน บ่เรียกร้อง สียอดข้าวไปให้เพิ่นกิน ย่านบ่ได้สอน ครูอยากกาแฟร้านไหน ลงรถโดยสารซื้อไปให้เพิ่นกิน เวลาครูไปห้องน้ำ เข้าไปสอนแทรกแค่ 5 นาที เฮ็ดจังซี่จนถึงพ.ศ. 2547” 

แม่ครูหมอลำเล่าถึงความอุตสาหะที่ต้องทุ่มเทเป็นครูอาสากับโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อหวังถ่ายทอดความรู้ให้แก่เด็กรุ่นใหม่ เธอต้องใส่เสื้อผ้าตามครูคนอื่นในโรงเรียน และเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เข้ากับยุคเพื่อที่จะเข้ากับเด็กวัยต่าง ๆ ได้

“ความสุขที่สุดของการเป็นหมอลำก็คือการได้บรรจุอยู่ในมหาวิทยาลัย คือว่าชีวิตนี้สำเร็จแล้วการที่เกิดเป็นมนุษย์ แม่ว่าบุญหลาย เฮา ป.4 ให้แม่เป็นบุคคลสำคัญ ให้เฮาอยู่จน 70 กว่าปี ก็คิดว่าสุดยอดแล้ว บ่อึดหมอลำ ตายแล้วก็หลาย ยังก็หลาย เพิ่นก็บ่ฮอดหม่องนี้จักคน แม่ก็เลยคึดว่าชีวิตนี้แม่ถึงแล้ว เป็นชีวิตที่เกิดมาสมบูรณ์ แต่ก็ใฝ่อยู่ อยากเป็นศิลปินแห่งชาติอยู่ (หัวเราะ)” แม่ครูเล่าต่อถึงสมัยเป็นสาว เธอมีแฟนเรียนครู ทางบ้านของแฟนไม่ชอบที่เธอเป็นหมอลำ ไม่ยอมรับอาชีพศิลปิน แต่คำดูถูกผลักดันให้เธออยากเป็นครูด้วยส่วนหนึ่ง เพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าหมอลำก็มีความสามารถที่จะเป็นครูได้

“พอมาสอนมหาวิทยาลัย ภูมิใจว่าบ่เบิดแล้วล่ะเนาะ” แม่วันดีเล่าพร้อมรอยยิ้ม

“ขนาดเรียนปริญญาตรี ลูกหลานยังอยากเรียนอยู่ แม่นเขาบ่ได้เต็มร้อยอย่างที่เขาตั้งใจจะมาเรียนสายนี้ ไม่ว่าเขาได้ไปเท่าไหน เขาก็ต้องซึมซับ นี่คือความภูมิใจของพื้นบ้าน” ความฝันของแม่ครูวันดีก็ถูกเติมเต็มผ่านนักศึกษาทั้งปริญญาตรี โท เอก ที่สนใจสืบสานหมอลำพื้นให้ไม่หายไปได้สำเร็จ

“ไม่ใช่อนุรักษ์หมอลำ แต่จริงใจ เว้าอย่างตรง ๆ เลย” แม่วันดีพูดทิ้งท้าย

เว้านำกับ ดร.วันดี พลทองสถิตย์ อาจารย์หมอลำรั้วมข. และเจ้าของคณะหมอลำอุดมศิลป์ ที่ทำให้ลำพื้นอยู่กับลูกหลานชาวอีสาน

หมอลำจงเจริญ

ไม่ว่าจะเป็นหมอลำพื้น ลำเพลิน ลำเต้ย ลำกลอน ลำพวน ฯลฯ ทุกศาสตร์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ของแต่ละจังหวัด และมีเอกลักษณ์เพลงลำที่ต่างกันไป ถ้าจะให้ตัดสินว่าหมอลำแบบไหนดีที่สุด หรือดีกว่ากัน คงตัดสินไม่ได้ ทุกศาสตร์มีคุณค่ากับชาวอีสานอย่างเท่าเทียมกัน 

ถึงหมอลำที่เรารู้จักในปัจจุบันจะแตกต่างกับหมอลำเมื่อ 70 ปีที่แล้วเป็นอย่างมาก แต่เป้าหมายเดียวกันของคนฟังทุกยุคทุกสมัยคือความม่วนที่เกิดขึ้นหน่าฮ่าน และสิ่งที่หมอลำทุกคนอยากเห็น ก็คือภาพของคนที่ออกมาม่วน ใบหน้าที่เปื้อนยิ้มอย่างมีความสุขของแฟน ๆ 

นั่นคือสิ่งที่ทำให้หมอลำทุกยุคชื่นใจ เพราะเป็นหน้าที่มอบความสุขของหมอลำ

หมอลำคือจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ของคนอีสาน หมอลำรุ่นเยาว์ที่กำลังก้าวเข้าสู่ฮ้านหมอลำไม่ใช่เรื่องง่าย กว่าจะถึงวันที่ขึ้นแสดงได้ ต้องเรียนรู้ว่าหมอลำที่ดีนอกจากเสียงดี มีเสน่ห์ ต้องมีความรอบรู้เรื่องสังคม การเมือง รวมถึงมารยาทอ่อนโยน ต้องอาศัยการฝึกซ้อม มีระเบียบวินัยไม่ต่างจากวิชาชีพอื่น 

หมอลำต้องอยู่คู่กับหมอแคน จึงทำให้การแสดงสมบูรณ์ซาบซึ้งได้ 

อย่างหมอแคนที่เล่นคู่กับแม่วันดีคือ อาจารย์อาทิตย์ กระจ่างศรี จนมีคำกล่าวหนึ่งคือ 

แคนดวงเดียวหมอลำพอฮ้อย หมอแคนคนหนึ่งเป่าแคนกับหมอลำได้นับร้อย’

การเป็นหมอแคนก็ไม่ง่ายไปกว่าหมอลำ หมอแคนต้องหัดเป่าลายแคนพื้นฐานถึง 6 ลาย คือ ลายน้อย ลายเซ ลายใหญ่ ลายสุดสะแนน ลายโป้ซ้าย และลายสร้อย เป็นลายแคนที่เลียนจากเสียงของหมอลำ

ถ้าถามว่าเสน่ห์ของหมอลำคืออะไร คนที่ตอบได้มีเพียงผู้ที่ฟังหมอลำเท่านั้น นอกจากความไพเราะและสนุกสนาน เนื้อหาของหมอลำจะให้ประโยชน์แก่ผู้ฟัง เช่น ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ การทำมาหากิน ขนบธรรมเนียมของศาสนาพุทธ หลักการครองเรือน รวมถึงนิทานต่าง ๆ เหมือนกับการดูละครที่เมื่อเนื้อตรงกับชีวิตก็จะทำให้ผู้ชมคิดถึงความหลังของตัวเอง จนบางคนน้ำหูน้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว

จวบจนวันนี้หมอลำที่เคยถูกดูถูกดูแคลน กำลังเฉิดฉายขึ้นเรื่อย ๆ อย่างมีรากฐานที่มั่นคง หากเชื่อมั่นว่าโขนจะไม่มีวันสูญหายไปจากประเทศไทยฉันใด หมอลำก็ไม่มีวันสูญหายไปจากวิถีชีวิตของคนอีสานฉันนั้น

เว้านำกับ ดร.วันดี พลทองสถิตย์ อาจารย์หมอลำรั้วมข. และเจ้าของคณะหมอลำอุดมศิลป์ ที่ทำให้ลำพื้นอยู่กับลูกหลานชาวอีสาน

Photographer

ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

นักเรียนวารสารศาสตร์จากมอน้ำชี ที่เชื่อว่าชีวิตต้องผ่านน้ำ เบื่อการเรียนออนไลน์ อยากเรียนจบแล้ว รักใครรักจริง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load