ท่ามกลางแดดจ้าของเมืองร้อน ชายสูงวัยกำลังกวาดเศษใบไม้สีน้ำตาลที่อดีตเคยเขียวขจี ทว่าร่วงหล่นตามกาลเวลา เบื้องหลังเป็นศาลพระภูมิขนาดใหญ่ที่รวมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไว้หลายองค์ มีกอไผ่ต้นสูงลิ่วลู่พลิ้วตามแรงลม

อาจารย์เชิญ ชลธารโยธิน ศาสนพิธีกรวัย 70 เชื้อเชิญให้เราเข้าไปนั่งสนทนาที่โต๊ะประจำตำแหน่ง สองขาเราก้าวด้วยความกล้า เพราะกวาดสายตาดูแล้ว สถานที่ตรงหน้าเป็นโรงงานผลิตหีบศพของ สุริยาหีบศพ 2499 พรานนก-ศิริราช มีหีบศพสารพัดแบบวางเรียงรายอยู่เต็มชั้นสอง มีให้เลือกทั้งหีบเทพพนม หีบจำปา หีบคริสต์ ฯลฯ

เชิญ ชลธารโยธิน จากสามเณร พนักงานโรงแรม 5 ดาว และครูสอนธรรมะ สู่อาชีพศาสนพิธีกรวัย 70

โต๊ะไม้ประจำตำแหน่งของอาจารย์เชิญอยู่ห่างจากศาลพระภูมิเพียงฉากกั้น ด้านหลังเป็นตู้กระจกเก็บของ มีอุปกรณ์ชงชากาแฟวางอยู่บ้าง บนโต๊ะมองดูสะอาดสะอ้าน มีหนังสือวางซ้อนสูงอยู่หนึ่งตั้ง-หนังสือ มนต์พิธี (ย่อ) เขียนโดย พระครูอรุณธรรมรังสี หนังสือ จิต-เจตสิก-นิพพาน ธรรมกถา แนวปฏิบัติทางจิต เขียนโดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาปริณายก

ชายสูงวัยไขลิ้นชักเสียงดังกุกกัก พร้อมหยิบหนังสือ วิธีสร้างบุญบารมี หนังสือกำเนิดรูปนั้นฉันใด? เขียนโดยทัศนีย์ หงส์ลดารมภ์ และหยิบภาพถ่ายสีสมัยวัยหนุ่มหลายใบมาเล่าประกอบเรื่องราวอาชีพที่ตนเคยผ่านมา

โดยอาชีพศาสนพิธีกร มีหน้าที่ควบคุมและปฏิบัติศาสนพิธีให้ถูกต้องตามพิธีกรรมทางศาสนา ประสานงานให้พิธีนั้นผ่านไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งอาจารย์เชิญเป็นศาสนพิธีกรด้านพิธีกรรมศพ ประสบการณ์มากกว่า 20 ปี

ชีวิตของชายคนนี้เริ่มต้นจากวัด เขาเป็นสามเณร นักแสดง เด็กล้างจาน พนักงานโรงแรม ครูสอนธรรมศึกษา ก่อนมาบรรจบอาชีพคลุกคลีกับศพ น้อยคนคิดอยากจะทำ แต่เขากลับทำด้วยใจรัก ราวกับเกิดมาเพื่อสิ่งนี้

“ตอนนั้นแม่เสียชีวิต หลวงปู่เทียนท่านบอกว่า เชิญ เอ็งต้องบวชให้แม่นะ” 

เด็กชายเชิญวัย 12 ต้องสูญเสียคนที่รัก และตัดสินใจรับบรรพชาเพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ให้กำเนิด

“เอาก็เอา โกนก็โกน เราบวชหน้าไฟวันนั้น ก็เผาวันนั้นเลย เผาแบบกองฟอน เป็นกองฟืนก่อขึ้นมา โลงก็เอาไม้ฝาบ้านมาต่อกัน เดินหามจากบ้านมาวัดเกือบกิโล ทุลักทุเลมาก มาถึงวัดก็วนรอบเมรุสามรอบ ไม่มีพิธีอะไรนอกจากพระมาบังศกุลให้ ถึงเวลาก็จุดไฟเผา ตอนนั้นเป็นเด็ก เราสงสารแม่นะ น้ำตาไหล บอกให้แม่มารับบุญกุศลจากลูกด้วย

“ตั้งแต่นั้นมาก็คิดจะสึก เพราะเรากลัว กลัวผี ต่างจังหวัดเป็นป่าเราไม่อยากอยู่ แต่หลวงพ่อเขาก็มาถามว่าอยากเรียนธรรมะมั้ย มีพระ มีเณร ไม่น่ากลัวหรอก เราก็เลยบวชเรียน ท่านให้นั่งสมาธิกำหนดลมหายใจเข้าออก อันนี้คือสิ่งที่ทำให้เราไม่เป็นทุกข์นะ เป็นทุกข์หมายถึงเราคิดยึดติดกับอันนู้นอันนี้ ขณะจิตเป็นสมาธิจะทำให้เราไม่มีทุกข์”

เชิญ ชลธารโยธิน จากสามเณร พนักงานโรงแรม 5 ดาว และครูสอนธรรมะ สู่อาชีพศาสนพิธีกรวัย 70
เชิญ ชลธารโยธิน จากสามเณร พนักงานโรงแรม 5 ดาว และครูสอนธรรมะ สู่อาชีพศาสนพิธีกรวัย 70

สามเณรบวชเรียนมาเรื่อยจนหลวงพ่อให้ไปนั่งทำสมาธิกลางป่าช้าที่วัดขอนดู่ จังหวัดนครสวรรค์

“ตอนหลังหลวงพ่อปล่อยให้เรานั่งคนเดียว น่ากลัวมาก ลมพัดตรงป่าไผ่เสียงซู่ๆ จะเห็นแสงตะเกียงโป๊ะสีแดงวางห่างกัน (นั่งทำสมาธิหลายรูป) เราได้ยินเสียงสารพัด มันวังเวง ตบะจะแตก แต่เราก็บวชเรียนกับหลวงพ่ออยู่สิบกว่าปี ท่านสอนธรรมะเกี่ยวกับการพิจารณาร่างกาย คนเราเกิดมาต้องตายหมด ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับสลาย

“หลวงพ่อบอกว่าทุกอย่างเป็นอนัตตา ความคิด ความรัก ความโกรธ ล้วนเป็นอนัตตา ไม่ใช่ว่าเราจะเกลียดกันตลอด ไม่ใช่ว่าเราจะรักกันตลอด สุดท้ายมันก็เป็นอนัตตา อนัตตาแปลว่าความดับสบาย” อาจารย์เชิญเล่า

ความดับสบายน่ากลัวมั้ย-เราถามด้วยความสงสัย

“ไม่น่ากลัว” ตอบทันที “เหมือนคนนอนหลับ หลับถือว่าเป็นสุขที่สุด วัฏจักรมันต้องเป็นไป”

อาจารย์เชิญเป็นคนหนุ่มที่เข้าใจชีวิตตั้งแต่อายุ 20 ตอนต้น ก่อนจะสึก เขาสอบผ่านนักธรรมตรี นักธรรมโท และนักธรรมเอก เป็นมหาเปรียญ จากคำสอนของ พระธรรมคุณาภรณ์ (เช้า ฐิตปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดโพธาราม จังหวัดนครสวรรค์

เชิญ ชลธารโยธิน จากสามเณร พนักงานโรงแรม 5 ดาว และครูสอนธรรมะ สู่อาชีพศาสนพิธีกรวัย 70

“เรียนนักธรรมเสร็จ ก็เรียนพระไตรปิฎก ท่องภาษาบาลี ภาษาสวดมนต์ มนต์พิธี เราท่องได้หมด ก่อนจะมาอยู่กรุงเทพฯ หลวงปู่เทียนฝากเราไว้ว่า ความตายไม่มีใครอยากทำหรอก คิดว่ามันไม่มีเกียรติ ทำงานอื่นดีกว่ามาอยู่กับผีกับสาง แต่ฝ่ายจิตมันเป็นนามธรรม หลวงพ่อท่านว่าดวงเรามาทางนี้” อาจารย์เชิญเล่าคำทำนายครั้งอดีต

หลังจากสึกแล้ว อาจารย์เชิญเข้ามาเรียนวิชาพิมพ์ดีดและภาษาต่างประเทศที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร ก่อนจะสอบเทียบจนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และมีโอกาสเป็นครูสอนวิชาธรรมะศึกษาทุกวันอาทิตย์ ให้กับเด็กๆ โรงเรียนวัดนาคกลาง อาจารย์เชิญเล่าว่า เด็กชอบใจ หัวเราะกันท้องแข็ง สอนสนุกแม้เป็นเรื่องธรรมะ

แถมมีช่วงหนึ่งของชีวิตที่อาจารย์เชิญตบเท้าเป็นหนึ่งในคนวงการบันเทิงของประเทศไทย

“ตอนนั้นรู้จัก คุณอาไพโรจน์ สังวริบุตร เราก็ไปเรียนที่สมาคมนักแสดงอาชีพแห่งประเทศ มี สรพงษ์ ชาตรี, กรุง ศรีวิไล, อาสมบัติ เมทะนี, ยอดชาติ เพชรสุวรรณ เรียนอยู่สมาคมเดียวกัน และได้มีโอกาสเล่น มนต์รักกาสะลอง ที่ สายัณห์ สัญญา เป็นนักร้อง เล่นหนัง จระเข้ฟาดหาง ละคร กฎแห่งกรรม ขุนช้างขุนแผน (พิมพิลาไลย)

“อยู่ตรงนั้นต้องกินนอนอยู่กองถ่าย เป็นความรู้สึกที่หน้าชื่นอกตรม มันไม่เป็นอย่างที่เราคิด เราไม่อยากอยู่ตรงนั้น เลิกงานแล้วก็ต้องสังสรรค์ เลยตัดสินใจไปสมัครงานที่โรงแรมแชงกรี-ลา เขากำลังเปิดใหม่เลยแหละ”

“สมัครตำแหน่งคนล้างจานนะ” อาจารย์เชิญเอ่ยออกมาเหมือนเดาใจว่าเรากำลังอยากรู้

“หัวหน้าบอกว่าไม่ต้องสัมภาษณ์ พรุ่งนี้มาทำงานเลย เราล้างจานได้สักหนึ่งปีก็ขึ้นตำแหน่งมาเป็นหัวหน้าคนล้างจาน เป็นหัวหน้าจัดเลี้ยง ตำแหน่งขึ้นมาเรื่อยจนเป็นซูเปอร์ไวเซอร์ แอสซิทแตนต์ และชีฟสจ๊วต ถือว่าสูงสุดแล้ว

“เราต้องดูแลพนักงานและเครื่องใช้ไม้สอยในโรงแรมทั้งหมด ต้องรู้เป็นภาษาอังกฤษด้วยนะ มีการอบรมและถ่ายทอดความรู้ให้ลูกน้อง สมัยก่อนเลิกงานเราต้องฝึกล้างจาน เพื่อจะเอาความชำนาญตรงนี้ไปสอนพนักงาน”

เชิญ ชลธารโยธิน จากสามเณร พนักงานโรงแรม 5 ดาว และครูสอนธรรมะ สู่อาชีพศาสนพิธีกรวัย 70

อาจารย์เชิญทำงานที่โรงแรมแชงกรี-ลา 14 ปี นอกจากปฏิบัติงานในหน้าที่แล้ว ยังมีงานนอกตำแหน่งหน้าที่ที่ทำเพราะรู้จริงและใจรัก มีครั้งหนึ่งโรงแรมจัดงานทำบุญ แต่ไม่รู้การทำพิธีกรรมหรือนิมนต์พระ อาจารย์เชิญยกมืออาสาดูแลเรื่องพิธีกรรมทั้งหมด จนผู้บริหารบางคนตกใจว่า เด็กล้างจานวันนั้น ใส่สูทผูกเนกไทมาเป็นศาสนพิธีกรได้อย่างไร 

“เรียนผู้จัดการ รองผู้จัดการ ผู้จัดการแผนก และพนักงานสตาฟทุกท่าน วันพฤหัสบดีที่ 14 ตุลาคมนี้ ทางบริษัทของเราให้พนักงานทุกแผนกมาร่วมกันทำบุญ เพื่อเป็นสิริมงคลกับสถานที่ที่เราทำงาน” ท่องบทย้อนวันวาน

“เรามีเชื้อมาจากพระ งานพิธีทำได้หมด เขาเรียกศาสนพิธีกร ดูแลตั้งแต่จัดตั้งโต๊ะหมู่ จัดธูป จุดเทียน ประธานจุดเทียน คนส่งเทียนส่งตรงไหน จนถึงอธิบายว่าธูปสามดอก เทียนสองเล่ม แจกันสองใบ หมายถึงอะไร

“เทียนสองเล่ม คือ พระธรรม พระวินัย เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ธูปสามดอก หมายถึง พระปัญญาธิคุณ พระมหากรุณาธิคุณ และพระบริสุทธิคุณ ส่วนแจกันสองใบ หมายถึง พระสงฆ์ต่างตระกูล ต่างชนชั้น ที่มาบวช เมื่ออยู่รวมกันแล้วต้องประพฤติปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ถึงจะดูสวยงามเหมือนดอกไม้ในแจกัน” อาจารย์เชิญอธิบาย

หลักไมล์ชีวิตย่างเข้าเลข 4 อาจารย์เปลี่ยนจากชีฟสจ๊วต โรงแรมแชงกรี-ลา มาทำธุรกิจเสื้อผ้ากับเพื่อน จนค้นพบว่าไม่ใช่ทาง ระหว่างนั้นได้รับติดต่อจากวัดและมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยาให้ไปสอนธรรมะศึกษา 

กระทั่งมีเหตุให้เดินทางผ่านโรงงานผลิตหีบศพของสุริยาหีบศพ 2499 พรานนก-ศิริราช อยู่บ่อยครั้ง 

“แวบหนึ่งใจเราอยากทำ ก็มาสมัครทำหีบ คุณป้อม (โกญจนาท สุริยเสนีย์) เป็นคนสัมภาษณ์ เขาดูลักษณะและการพูดของเรา เขาคงรู้แล้วแหละว่ามาแนวนี้ เขาถามเกี่ยวกับพิธีกรรม เราก็อธิบายให้เขาฟัง เขาก็สงสัยว่าเรารู้ได้ยังไง ขนาดการแต่งหน้าศพ อาบน้ำศพ เราก็เคยทำมาแล้ว หลวงพ่อท่านสอนว่าเป็นการทำให้และทำแทนผู้วายชนม์

“มาทำงานวันแรกมีไม้กวาดอยู่หนึ่งอัน เราก็กวาดพื้น แต่ตาก็เหล่ดูเขาทำหีบ เราเป็นคนช่างสังเกต ทำมาสักระยะอาจารย์ที่ทำพิธีอยู่แล้วเขาหาคนทำพิธีเชิญวิญญาณ เขาถามเราว่าทำได้มั้ย เราเลยบอกว่า ขอลองดู”

จากคำว่า ขอลองดู ทำให้อาจารย์เชิญกลายเป็นศาสนพิธีกรเกี่ยวกับพิธีกรรมศพที่สุริยาหีบศพ 2499 พรานนก-ศิริราช สั่งสมประสบการณ์มากกว่า 20 ปี และเป็นดังคำทำนายของหลวงพ่อที่เคยทำนายไว้เมื่อเขายังเยาว์วัย

โดยการทำงานของอาจารย์เชิญจะเริ่มจากรับใบสั่งงาน จดชื่อ-นามสกุล อายุของผู้เสียชีวิต ชื่อญาติผู้ติดต่อพร้อมเบอร์โทรศัพท์ พร้อมทั้งรับร่างจากโรงพยาบาลส่งถึงวัด เมื่อถึงเวลาอันสมควรก็แต่งกายด้วยยูนิฟอร์ม

“เราต้องเตรียมธูป เทียน ดอกไม้ พวงมาลัย ตะเกียง ผ้าขาวรองตัว โบราณว่าตะเกียงเป็นปริศนาธรรม จะช่วยส่องแสงสว่างและเชิญดวงวิญญาณออกจากสถานที่แห่งนั้น ส่วนกลิ่นธูป ควันเทียน เป็นการสื่อสารกับดวงวิญญาณว่ากำลังเชิญดวงวิญญาณออกจากโรงพยาบาลไปวัด เพื่อประกอบพิธีกรรมบำเพ็ญกุศล อุทิศให้แก่ผู้วายชนม์ 

“เขาเกิดครั้งเดียว ตายครั้งเดียว ต้องทำให้เขาดีที่สุด เพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนตาย” 

อาจารย์เชิญในชุดสีขาวสะอาดตาและรองเท้าหนังสีดำขลับ เป็นเครื่องแต่งกายยามต้องออกงาน ไม่แน่ใจว่าเป็นพรสวรรค์หรือพรแสวง เขาทำพิธีกรรมศพได้ทั้งพิธีกรรมจีน พิธีกรรมไทย พิธีกรรมคริสต์ พิธีกรรมอิสลาม แถมสวดมนต์ภาษาพม่า ภาษาจีน ภาษาไทย ได้แทบจะทุกแบบของแต่ละศาสนา บางทีก็ทำพิธีกรรม 3 ศาสนาในครั้งเดียว 

“บางทีทำสามแบบเลย จีน ไทย คริสต์ เพราะลูกนับถือศาสนาคริสต์ ลูกอีกคนขอแบบจีน ลูกอีกคนขอแบบไทย การจะทำพิธีแบบนี้ เราต้องศึกษาตำราแต่ละศาสนา ซึ่งศาสนาพุทธมีหลายภาค หลายจังหวัด ความเชื่อไม่เหมือนกัน ก็ต้องศึกษาพิธีทางราษฎร์ด้วย อย่างพิธีกรรมจีนก็มี จีนแคะลึก จีนแคะตื้น แต้จิ๋ว กวางตุ้ง ไหหลำ เยอะมาก

“การสวดของแต่ละนิกายก็แตกต่างกันอีก มีความสลับซับซ้อน เราเลยต้องยิ่งศึกษา อีกอันที่ต้องรู้คือราชพิธี มันเป็นความรู้เฉพาะ เราต้องรู้ว่าการทำพิธีของเขาทำแบบไหน แล้วทำแบบนี้เพื่ออะไร แล้วการทำพิธีกรรมสมัยนี้ก็เปลี่ยนไปด้วยตามกาลเวลา คนสมัยนี้ต้องการความกระชับ เข้าใจง่าย ถ้าพูดแบบโบราณ ชักแม่น้ำทั้งห้า คนแก่จะชอบ”

เชิญ ชลธารโยธิน จากสามเณร พนักงานโรงแรม 5 ดาว และครูสอนธรรมะ สู่อาชีพศาสนพิธีกรวัย 70

อาจารย์เชิญว่าคนสูงวัยชอบฟัง อธิบายตั้งแต่ความหมายของดอกไม้ ธูป เทียน การขอขมา ฟังแล้วสะสมเป็นความรู้ ส่วนคนรุ่นใหม่อาจารย์เชิญจะพูดหัวข้อใหญ่แล้วจบทันที ซึ่งการยกหัวข้อมาพูดต้องกวาดสายตามองแขกผู้มาร่วมงานส่วนใหญ่ ก่อนจะเลือกเรื่องมาพูดและเล่าสู่กันฟังอย่างเหมาะสม ตรงนี้แหละต้องอาศัยประสบการณ์สูง

“ทุกคนไม่อยากให้เป็นแบบนี้นะลูก แต่มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ การโศกเศร้าเสียใจเป็นธรรมดา มีอยู่แน่นอน ทุกคนไม่อยากให้เป็นแบบนี้ อย่าประมาทนะลูกนะ เราต้องยอมรับว่าเบื้องหลังคือกรรมและการกระทำที่มันส่งผลกัน”

ศาสนพิธีกรยกตัวอย่างบทพูด ก่อนจะเฉลยว่า การพูดและวาทศิลป์เป็นเอกลักษณ์ของเจ้าตัว ด้วยน้ำเสียงและการเลือกใช้ภาษา บ้างมีอารมณ์ขันพอคลายเศร้าแต่ไม่ถึงกับผิดกาลเทศะ ทำให้ญาติพี่น้องแขกเหรื่อติดใจ

“บางคนเป็นลูกค้าเก่า ญาติพี่น้องเขาเคยเห็นการกระทำของเรา เราทำพิธีอย่างถูกต้อง เรามีการพูดประสานน้ำจิตน้ำใจของลูกหลาน ยายบางคนถึงขนาดเคยพูดกับเราว่า ‘ถ้าฉันตาย เอาอาจารย์เชิญมาด้วยนะ’ เราก็บอกว่ายายอย่าเพิ่งเลย เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรยังอยู่อีกนาน คนรู้ตัวว่าไม่ประมาทเขาไม่ตายหรอก อย่าเพิ่งไปไหน ยายก็หัวเราะนะ

“เราเป็นคนแก่ เหมือนต้นไม้ที่ใกล้ฝั่ง มีหรือหวังอยู่นานได้ วันหนึ่งคงล้มไป ทิ้งฝั่งไว้ให้ลูกหลาน” 

คำว่า ‘ทำให้ดีที่สุด’ เป็นหัวใจของการทำพิธีกรรมที่ศาสนพิธีกรวัย 70 บอกกับเรา

“หน้าที่ของเราต้องให้เกียรติผู้วายชนม์ในวาระสุดท้ายของชีวิต พ่อแม่ญาติพี่น้องเขาเสียใจร้องห่มร้องไห้ เราจะทำอย่างไรให้เขาคลายความโศกเศร้า เราต้องทำให้ลูกหลานเขาพึงพอใจที่สุด ซึ่งพื้นฐานต้องชอบและรักงานตรงนี้ด้วย เมื่อชอบและรักแล้วก็ต้องมีความรู้ถ่องแท้ในเรื่องนั้นๆ ทำให้ถูกต้องตามรูปแบบและหลักประเพณีด้วย

“การทำในรูปแบบของเรา คือการพยายามศึกษาและเราเอาศพเป็นที่ตั้ง จิตเขาจะต้องรับรู้ว่าเราทำด้วยใจ เพื่อให้จิตของเขาเดินทางไปสู่สวรรค์ ไปสู่ภพภูมิที่ดี ด้วยบารมีจิตที่เราปรารถนาดีต่อเขา เขาเรียก จิตสู่จิต รับรู้ด้วยญาณวิถี ซึ่งพลังบุญที่เรามีก็ช่วยเสริมให้เขาไปอีก เพราะเราชื่อว่าบุญก็เหมือนเทียน ใครมาจุดต่อก็ยิ่งสว่าง ไม่มีวันหมด”

จากสามเณรที่เห็นความตายมาตั้งแต่เด็ก จวบจนบั้นปลายของชีวิตก็ยังคลุกคลีกับความตาย

อาจารย์เชิญมองความตายแบบไหนในอายุ 70

“ความตายเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับ เป็นปกติและธรรมชาติ มันฝืนไม่ได้ หลบลี้หนีหน้าไม่ได้ ความตายเป็นอนัตตาเดี๋ยวมันก็ดับสลาย ซึ่งความตายเกิดขึ้นในเบื้องต้น แปรปรวนในท่ามกลางและสลายไปในที่สุด แล้วจะทำยังไงดีให้เรากลัวความตายน้อยที่สุด คำตอบคือการพยายามสร้างความดี สร้างบุญกุศล และสร้างขวัญกำลังใจให้กับพวกพ้อง 

“ตายไปสิ่งที่จะทิ้งเอาไว้ได้คือคุณความงามดีและหน้าที่การงานที่เราทำเอาไว้ ให้ชนรุ่นหลังเขารู้ว่าอาชีพเราเขาทำกันแบบนี้ ไหน ใครที่ไม่ตายบ้างยกมือขึ้นซิ” อาจารย์เชิญเรียกเสียงหัวเราะ “ช้าเร็วเท่านั้นแหละ”

สัพเพ สังขารา อะนิจจาติ สัพเพ สังขารา ทุกขาติ สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ

ทุกคนเกิดมาดับสลาย

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

ถ้าเริ่มหยดแรก ด้วยการบอกว่าเรากำลังจะเล่าเรื่องของบัณฑิตนิติศาสตร์ ก็คงเป็นกลิ่นธรรมดาทั่วไป 

ถ้าเพิ่มหยดสอง ว่าจะเล่าเรื่องบัณฑิตนิติศาสตร์ ที่ผันตัวไปเป็นแอร์โฮสเตส จะทำให้กลิ่นน่าสนใจขึ้นมาไหม

แต่เราเชื่อว่าถ้าเติมส่วนผสมสุดท้าย อย่างการเป็นบัณฑิตนิติศาสตร์ ที่ผันตัวไปเป็นแอร์ฯ และมีอาชีพปัจจุบันเป็นครูสอนเกี่ยวกับน้ำมันหอมระเหย ไม่มากก็น้อย คงมีคนอยากรู้ว่ากลิ่นนี้จะออกมาเป็นอย่างไร

เรากำลังพูดถึง น้ำ-กันต์นที นีระพล ลิ้มวิรัตน์ ชื่อคุ้นหูที่อาจได้ยินบ่อยในระยะหลัง เพราะเธอเป็นเจ้าของหนังสือ ‘Nose Note บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูก ฝนตกข้างบ้าน ถึงจักรวาลอันไกลโพ้น’ หนังสือที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าจนต้องพิมพ์ซ้ำรอบสอง 

วันนี้เราเดินทางมาเยี่ยมเยือนเธอถึงสตูดิโอ เพื่อฟังเธอเล่าเรื่องสิ่งที่มองไม่เห็นได้ด้วยตา และดมกลิ่นที่เกิดจากการหมักบ่มตลอด 30 กว่าปีของเธอ

บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูกของ น้ำ กันต์นที กูรูน้ำมันหอมระเหยคนเดียวในประเทศ

ซ่อนกลิ่น

‘กลิ่นหอม’ เพียงเปิดประตูเข้ามา นั่นเป็นอย่างแรกที่เราทักทาย ก่อนจะพบกับหญิงสาวที่ไม่ได้เล่าเรื่องเก่งแค่บนกระดาษ แต่เธอยังพูดถึงกลิ่นได้เห็นภาพไม่ต่างกัน

“เรื่องกลิ่นอยู่กับเรามาตั้งแต่เด็ก เพราะที่บ้านขายดอกไม้ เราจะรู้ว่ากลิ่นนี้ชอบ กลิ่นนี้ไม่ชอบ กลิ่นนี้เป็นของอะไร แต่ไม่เคยหาคำตอบในตัวมัน” กันต์นทีเริ่มต้นเล่าเรื่องด้วยวัยเด็กของเธอ

บอกตามตรงว่าไม่แปลกใจเท่าไรนัก หากกูรูด้านกลิ่นผู้นี้มีความเกี่ยวโยงกับกลิ่นหอมมาตั้งแต่เด็ก เพียงแต่กลิ่นของดอกไม้คงกรุ่นได้แค่ในใจเท่านั้น เพราะเมื่อเติบใหญ่ เธอเลือกเดินทางออกจากบ้านเกิด จังหวัดกาญจนบุรี ด้วยการเรียนนิติศาสตร์ ตามรอยคุณพ่อที่ทำงานด้านกฎหมาย แม้เรียนได้ดีจนมีตำแหน่งงานในสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา น้ำก็ยังเป็นตัวเองไม่ได้เต็มที่ ความสนใจด้านภาษาคือสิ่งที่เธอนึกถึง น้ำสานฝันวัยเด็ก ติดปีกบินเป็นแอร์โฮสเตสในวัย 24 ปี หลังผ่านการสมัครมากว่า 10 ครั้ง

ตลอด 6 ปีในการเป็นแอร์ฯ ฝ่าลม ฟ้า อากาศ ผ่านการท่องเที่ยวมาแล้วทั่วโลก สิ่งที่เธอได้มากกว่าความสุขสันต์คือน้ำมันหอมระเหยขวดเล็กจิ๋วที่นอนแอ้งแม้งอยู่ในกระเป๋าเดินทาง ด้วยความเชื่อว่าแต่ละสถานที่มีบรรยากาศแตกต่างกัน น้ำมันหอมระเหยเลยกลายเป็นของสะสมอย่างเดียวที่นานวันเข้าก็เยอะมากพอจนมีมุมส่วนตัวเป็นของมันเอง

บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูกของ น้ำ กันต์นที กูรูน้ำมันหอมระเหยคนเดียวในประเทศ

น้ำอาจดูเหมือนคนรู้ตัวช้า เธอใช้เวลาเรียนนิติศาสตร์กว่า 4 ปีเพื่อค้นพบว่า ‘ไม่ชอบ’ และมีอาชีพบนเครื่องบินจนเจอกับวิกฤตโรคระบาดครั้งใหญ่ เพื่อให้แน่ใจว่ากลิ่นร้านดอกไม้ของแม่ไม่เคยจางหายไปไหน แม้ชีวิตจะพลิกผันมาสักกี่ครั้ง เธอยังคงเป็นน้ำคนเดิมที่หลงใหลในกลิ่นไม่เปลี่ยน และมีการดมเป็นสัญชาตญาณพิเศษติดตัวมา

“ตอนเด็ก ๆ มีคนเรอในรถเราก็รู้ หรือตอนทำงานเราได้จับเงินต่างประเทศบ่อย เรารู้ว่าเงินสกุลไหนมีกลิ่น เคยพูดว่าเงินประเทศนี้เหม็นมาก เพื่อนยังไม่รู้เลย ตอนแรกคิดว่าเราน่ารำคาญ ใส่รายละเอียดเยอะเกินไปรึเปล่า แต่เรื่องอื่นก็ไม่ได้ใส่ใจมาก พอเป็นเรื่องกลิ่น รู้สึกว่าเราชอบ เราแยกแยะได้ คนเริ่มทักเยอะ ก็เลยรู้สึกว่าจมูกดี”

ชวนให้สงสัยว่าอะไรทำให้ ‘กลิ่น’ สิ่งที่ลอยล่องอยู่ในอากาศ ถูกใจเธอนัก

“กลิ่นมองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ ชอบมาก ๆ อยากเก็บไว้ก็ยังทำไม่ได้ เลยน่าสนใจมากว่าทำไมกลิ่นทำให้คนรู้สึกแบบนี้” น้ำให้ความสงสัยคืนมาเป็นคำตอบ

ด้วยความเป็นคนที่อยากรู้อะไรต้องได้รู้ เธอหาโอกาสไปเวิร์ปช็อปเรื่อง Essential Oil ระหว่างไปบินที่ลอนดอน เป็นเวลาสั้นเพียง 2 – 3 ชั่วโมง แต่เหมือนเธอต้องมนตร์สะกด ยิ่งเปิดประสบการณ์ ยิ่งเห็นว่าเธอชอบดมกลิ่นมากเพียงไร บวกกับการตระเวนซื้อหนังสือภาษาอังกฤษมาศึกษาด้วยตนเอง ในตอนนั้น ประเทศไทยไม่ให้ความสนใจกับน้ำมันหอมระเหยเท่าที่ควร ทั้งที่สกัดจากจากธรรมชาติ น้ำให้ความเห็นว่าชาวไทยส่วนใหญ่เข้าใจว่าน้ำมันหอมระเหยเป็นเรื่องของสมุนไพร มีราคาสูง นอกจากนี้ การเป็นหนึ่งในประสาทสัมผัสที่ไม่ค่อยน่าตื่นตาตื่นใจ ก็ทำให้กลิ่นสำคัญน้อยลงมาด้วย

บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูกของ น้ำ กันต์นที กูรูน้ำมันหอมระเหยคนเดียวในประเทศ

“ในประสาทสัมผัสทั้ง 5 กลิ่นเป็นตัวที่เบาที่สุด คนแทบไม่ใส่ใจ ถ้าตามองไม่เห็น เรื่องใหญ่นะ แตะต้องไม่ได้ก็เรื่องใหญ่ แต่เรารู้สึกว่าถ้าไม่ได้กลิ่นขึ้นมา รสชาติของชีวิตหายไปเยอะมาก เช่น กลิ่นอาหาร ดมแล้วหอมก็อยากกิน กลิ่นดอกไม้ กลิ่นตัวเอง ทุกคนคงเหมือน ๆ กันไปหมด ไม่มีลักษณะพิเศษออกมา เราพยายามไม่ติดโควิด เพราะกลัวว่าจะดมกลิ่นไม่ได้ สมมติเราได้กลิ่นไม่เหมือนเดิม คงแย่มาก กินข้าวไม่อร่อย ไม่อยากไปดมชา กาแฟที่ชอบ หลายคนค่อยมาเห็นความสำคัญของกลิ่นตอนที่เป็นโควิดแล้ว

“เราว่าไม่มีอะไรทดแทนกลิ่นได้ กลิ่นสัมผัสได้ทางเดียวคือจมูก แล้วจมูกก็ทำอย่างอื่นไม่ได้นอกจากดม”

เธออาศัยช่วงเวลาปรับตัวยุควิกฤต หยิบเอาความหลงใหลและนิสัยส่วนตัว ที่หากเริ่มพูดเมื่อไร คนก็จะให้ความสนใจเมื่อนั้น มาพัฒนาเป็นงานที่หล่อเลี้ยงชีพ เกิดเป็น Qraft by AQUA สตูดิโอสอนเรื่องกลิ่นจากธรรมชาติ ด้วย Essential Oil กว่า 60 กลิ่นทั่วโลก หลังผ่านการเรียนรู้และกินอยู่กับกลิ่นหอมจนเชี่ยวชาญ เธอแบ่งปันความรู้ความชำนาญด้วยสถิติการสอน 100 คลาสใน 6 เดือน

ปรุงกลิ่น

Qraft by AQUA เป็นสตูดิโอขนาดเล็ก แน่นอนว่ามีกลิ่นหอมโชย เราจึงขออนุญาตถามว่าเธอใช้กลิ่นอะไรในการปรุงบรรยากาศให้หอมชื่นขนาดนี้ แต่คำตอบที่ได้คือไม่มี ความหอมที่เราได้กลิ่นอยู่นี้เล็ดลอดออกมาจากน้ำมันหอมระเหยทั้ง 60 ขวดที่วางเรียงรายอยู่บนชั้นโชว์ เป็นความรู้ใหม่อย่างแรกที่เราประทับใจ ก่อนจะฝากตัวเป็นลูกศิษย์อีกคนของเธอในวันนี้

บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูกของ น้ำ กันต์นที กูรูน้ำมันหอมระเหยคนเดียวในประเทศ

Essential Oil แบ่งออกเป็น 7 กลุ่มกลิ่น ประกอบด้วย 

Citrus เป็นกลิ่นที่ให้ความรู้สึกสดชื่น เปรี้ยว กระปรี้กระเปร่า เช่น เบอร์กามอต ส้ม มะนาว

Floral กลิ่นนี้ให้ความรู้สึกหอมหวานเหมือนดอกไม้ นวลเหมือนแป้ง จะพบมากในน้ำหอม เช่น กลิ่นดอกกุหลาบ กลิ่นดอกกระดังงา

Spice กลิ่นเครื่องเทศเผ็ดร้อน ให้ลองนึกถึงกลิ่นพริกไทยดำ ผักชีล้อม หรือเบนไปทางอบเชย

Woody เป็นกลิ่นของเปลือกไม้ กลิ่นควัน กลิ่นหนัง ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นแต่หนักแน่น

Earthy ไม่ใกล้ไม่ไกลจาก Woody นัก เพียงแต่เย็นและชื้นมากกว่า เช่น กลิ่นป่า กลิ่นดิน กลิ่นทะเล

Mint รู้จักกันดีในส่วนผสมของยาดม ยาหม่อง ให้ความรู้สึกเย็นแสบ เช่น เปปเปอร์มินต์ วินเทอร์กรีน

Herb ตรงตามชื่อคือสมุนไพรที่มีความเขียว คล้ายเครื่องเทศแต่เย็นกว่า เช่น กลิ่นใบกระวาน

หากแบ่งตามระดับของกลิ่น มี 3 ระดับด้วยกัน คือ

Top Note เป็นกลิ่นที่เมื่อดมจะพุ่งออกมาก่อน แต่ก็จางหายไวกว่าใครเพื่อน เนื่องจากมีโมเลกุลที่เล็กและเบามาก 

Middle Note เป็นกลิ่นที่ใส่ปริมาณเยอะที่สุดในการทำน้ำหอม เพราะเป็นกลิ่นที่ไม่พุ่งแรง หอมโดยไม่รบกวนกลิ่นระดับอื่น

Base Note เป็นกลิ่นที่หนัก ลุ่มลึก มีโมเลกุลใหญ่และระเหยช้า เราจึงได้กลิ่นนี้ช้าที่สุด 

แต่หากถามถึงลูกศิษย์ของเธอ น้ำแบ่งได้เป็น 3 ประเภท

หนึ่ง ต่อยอด เป็นจำนวนมากที่สุดกว่าครึ่งเลยก็ว่าได้ นักเรียนของเธอส่วนมากมีธุรกิจเป็นของตนเอง เช่น ทำร้านเทียนหอม ทำสปา อยากมาเรียนรู้เรื่องกลิ่นเพิ่มเติม เพื่อออกแบบกิจการให้น่าสนใจและมีเรื่องราวมากยิ่งขึ้น แต่บางครั้งก็เป็นธุรกิจที่เธอไม่คาดฝัน

“เราเซอร์ไพรส์มาก มีหมอดูอยากเรียนกับเรา เพราะจะเอาไปทำน้ำมันเจิมที่หอมกว่าน้ำมันโบราณ หรือคลินิกศัลยกรรมก็มีมาถามว่ามีกลิ่นไหนที่กลบกลิ่นเลือดได้บ้าง เพราะทุกครั้งที่มีดกรีด กลิ่นเลือดทำให้หัวใจคนไข้ใจเต้นเร็วมาก และกลิ่นคาวก็ทำให้คนข้างนอกกลัว”

สอง หาแรงบันดาลใจ กลุ่มนี้รวมคนมีใจรักแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ทำให้มองภาพสิ่งที่อยู่ในจินตนาการ เป็นรูปเป็นร่างมากยิ่งขึ้น 

“มีคู่รักสถาปนิก-มันฑนากร อยากออกแบบกลิ่นให้บ้านตัวเอง พวกเขารู้สึกว่ากลิ่นช่วยเปลี่ยนบรรยากาศได้ เหมือนกับที่เราไปดูบ้านตัวอย่างแล้วอยากซื้อเพราะมีกลิ่นช่วย”

สาม เพื่อความสนุกสนาน ไม่ต้องการมากไปกว่าการใช้เวลาว่างไปกับการดมกลิ่นหอม น้ำพบว่าเธอมีหมอเป็นลูกศิษย์มากพอสมควร ทำให้เห็นว่ากลิ่นช่วยบรรเทาความเครียดและอาการเหนื่อยล้าได้จริง 

บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูกของ น้ำ กันต์นที กูรูน้ำมันหอมระเหยคนเดียวในประเทศ

ดมกลิ่น

น้ำนำความมหัศจรรย์ของกลิ่นมาประยุกต์ใช้กับการสอน เธอไม่มีสูตรตายตัว ไม่เคยบอกว่าผิดหรือไม่ได้ การเรียนรู้ไปกับเธอคือการหยิบเอาประสบการณ์และความทรงจำมาใช้ 

“พูดถึงทะเล ทุกคนนึกถึงไม่เหมือนกัน คนนี้นึกถึงความเค็ม คนนี้นึกถึงใต้น้ำ คนนี้นึกถึงชายหาด หรือปาร์ตี้ริมทะเล กลิ่นเดียวกัน คนสามคนยังดมแล้วรู้สึกไม่เหมือนกันเลย คนเดิม ดมกลิ่นเดิม ก็ยังรู้สึกไม่เหมือนเดิม วันนี้เหม็น พรุ่งนี้หอม”

เราเองเชื่อว่ากลิ่นเป็นสิ่งมหัศจรรย์ กลิ่นทำให้เราสนิทสนมกับคนไม่คุ้นหน้าได้ง่าย ๆ เพียงเพราะมันพาเราย้อนกลับไปยังความทรงจำที่คุ้นเคย กลิ่นทำให้เราพูดภาษาเดียวกัน ไปที่เดียวกัน เห็นภาพเดียวกัน ด้วยประสบการณ์ที่ไม่ได้ทำร่วมกัน แต่บังเอิญมีเหมือนกัน เราว่าหากพูดถึงกลิ่นถุงมือของหมอฟัน คงมีหลายคนทำหน้าเหยเกไม่ต่างกันเท่าไร 

น้ำอธิบายว่าเพราะกลิ่นทำงานกับ Limbic System ระบบควบคุมอารมณ์ในสมองที่บรรจุความทรงจำระยะยาวของเราเอาไว้ เมื่อสูดกลิ่นเข้าจมูกจะถูกส่งต่อไปยังลิมบิก กุญแจห้องแห่งความลับขนาดมหึมาจึงถูกไข บางกลิ่นทำให้นึกย้อนอดีต บางกลิ่นทำให้คิดถึงคนที่นานมาแล้วไม่ได้เจอ เราทุกคนจึงเชื่อมโยงถึงกันได้ไม่ยาก เธอบอกว่าสิ่งที่น่าสนใจของกลิ่นคือการจับคู่ น้ำหนักของโมเลกุล เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ แต่ผสมออกมาแล้วจะชอบหรือไม่ นับเป็นศิลปะที่ต้องใช้ความรู้สึกตัดสิน

บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูกของ น้ำ กันต์นที กูรูน้ำมันหอมระเหยคนเดียวในประเทศ

“แม่ที่ชอบกลิ่นของลูกตัวเองมาก ๆ ทั้งที่บางทีเป็นกลิ่นอ้วก กลิ่นแพมเพิส แต่กลิ่นลูกแท้จริงแล้วคือกลิ่นน้ำคร่ำของตัวเขาเอง ส่งผลให้แม่อยากเลี้ยงลูกตัวเอง เพราะเป็นกลิ่นของเขา หรือกลิ่นของคนรัก ทำไมเราชอบดม ชอบหอมแฟน ผู้หญิงถ้าได้กลิ่นหรือสัมผัสแฟนเวลาเครียด ฮอร์โมนแห่งความเครียด ‘คอร์ติซอล’ จะลดลง หรือเราเป็นคนคลั่งรัก (หัวเราะ)

“นอกจากตัวบุคคล สมาธิก็ด้วย เช่น ทำไมต้องจุดกำยาน เพราะฤทธิ์ของกลิ่นกำยานทำให้รู้สึก Slow Down หัวใจเต้นช้าลง หายใจลึกขึ้น ศาสนาจึงเอาเข้าไปใช้” เธอยกตัวอย่างการทำงานของกลิ่นกับความรู้สึกให้เข้าใจ 

มีกลิ่นหอมแล้วก็ต้องมีกลิ่นเหม็น คราวนี้จำเลยเป็นต้นตีนเป็ด ที่บางคนส่ายหน้า บางคนยิ้มหวาน เพราะห้องแห่งความลับของทุกคนบรรจุเรื่องราวแตกต่างกันไป การเรียนรู้และเข้าใจกลิ่น จึงทำให้เข้าใจตัวเองและผู้อื่นได้มากขึ้น น้ำบอกกับเราว่าเธอรู้จักตัวตนของลูกศิษย์ได้ 80 เปอร์เซ็นต์ผ่านกลิ่นที่พวกเขาผสม เพราะทุกคนมักจะเลือกกลิ่นตามบุคลิกที่แสดงออก อีก 20 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือเว้นไว้ให้คนมีกำแพงที่อาจไม่สะดวกใจเปิดเผยตัวตนให้เห็นในกลิ่นแรก แต่เมื่อได้ลองดมเรื่อย ๆ ก็จะเริ่มเข้าใจเขา บางคนชอบกลิ่น Floral แต่เลือกโซนที่ตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงก็มี บทสรุปคือดมอย่างไรก็ไม่ถูกใจเสียที น้ำคิดว่าคงเป็นจิตใต้สำนึกส่วนลึกที่แสวงหาความหลากหลาย พยายามหนีออกจากการเป็นตัวเอง 

“ความชอบของเราจะไม่ได้แตกแถวออกไปได้เยอะหรอก ถ้าคนชอบกลิ่นหวาน ทำยังไงก็ออกมาหวาน เพราะความชอบไม่ได้เปลี่ยนได้ภายใน 10 นาที ถ้าชอบแล้ว แปลว่าโอเคแล้ว อาจจะไม่ดีสำหรับคนอื่น แต่ดีสำหรับเรา ความชอบกับความถูกต้องอาจจะไปคนละทาง” 

เป็นอีกครั้งที่เธอไม่ได้พูดถึงการเป็นลูกผสมของศิลปะกับวิทยาศาสตร์โดยตรง แต่คงไม่มีอะไรอธิบายได้ชัดเท่านี้ นักเรียนส่วนมากมาเรียนด้วยความไม่รู้ น้ำยืนยันว่าไม่ต้องกลัวว่าจะไม่หอม สูตรในการผสมจะทำให้ออกมาหอม แต่ทำเสร็จแล้วจะชอบไหม อาจต้องใช้หัวใจ เหมือนที่เรากำลังประสบอยู่ตอนนี้

แค่ขวดแรกที่น้ำหยิบยื่นให้เราดม เธอก็รู้ได้ทันทีว่าเราชอบกลิ่นโซนไหน ไม่ต้องใช้เวลาไตร่ตรอง เพียงเสี้ยววินาที กลิ่นต่อไปที่เข้าคู่กันแล้วหอมอย่างประหลาดก็ถูกหยิบยื่นมาขวดแล้วขวดเล่า น้ำจะทวนถามเสมอว่า เราดมแล้วชอบไหม รู้สึกอย่างไร เป็นไปในทางบวกหรือลบ

กลิ่นรอบตัว กลิ่นรอบโลก และกลิ่นชีวิต ของ กันต์นที นีระพล ลิ้มวิรัตน์ ครูสอนปรุงน้ำหอมที่เชื่อว่ากลิ่นทำให้ชีวิตละเอียดขึ้น

สำหรับเธอ การสอนคนไม่มีพื้นฐานไม่ยากเท่าคนที่ไม่ตัดสินใจ เคยมีนักเรียนที่นั่งตั้งแต่บ่ายยันเย็นก็ยังให้คำตอบไม่ได้ว่าชอบหรือไม่ สิ่งที่ครูสอนเรื่องกลิ่นหอมต้องการคือการสื่อสารอธิบาย เพราะเราต่างก็รู้กันดีว่ากลิ่นสัมผัสไม่ได้ 

“กลิ่นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ปุบปับตัดสินใจได้ทันทีหรอก แต่เราให้เลือกจากการเอากลิ่นที่ชอบมารวมกัน ดมแล้วถ้าใช่มันคือใช่ ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะอะไร คนที่ไม่ตัดสินใจคือไม่รู้ชอบรึเปล่า เราก็ไม่รู้ไง (หัวเราะ) ถ้าลังเลเราจะถามว่ารู้สึกอะไร พูดออกมาเลย เปรี้ยวไป หวานไป เราช่วยได้ แต่ต้องลงดีเทลนะ อาจจะดูยาก แต่ทุกคนมีคำตอบอยู่แล้วแหละ”

จริงที่เธอแยกแยะกลิ่นได้ทันที ขณะที่คนอื่นรู้จักแค่คำว่า เหม็นกับหอม แต่ความสนุกที่เธอค้นพบระหว่างทางคือการเรียนรู้ร่วมกันกับลูกศิษย์ ค้นพบกลิ่นใหม่ ๆ นิยามใหม่ ๆ เสมอ จาก 60 ขวดที่ตั้งตรงอยู่บนโต๊ะที่เดิมเกือบทุกวัน นอกเสียจากจะมีใครแก้สมการการผสมกลิ่นได้ครบ จนเธอค้นพบสิ่งใหม่ไม่ได้อีกนั่นแหละ

จากที่เราคิดว่าตัวเองจัดอยู่ในหมวดสาม เป็นลูกศิษย์จำเป็น ที่เรียนรู้วิชาน้ำมันหอมระเหยฉบับเร่งรัดเพื่อความสนุก หลังประกอบร่างน้ำหอมประจำกายออกมาได้สำเร็จ ก็คิดว่าคงต้องย้ายตัวเองไปหมวดสองทันที น้ำส่งมอบแรงบันดาลใจให้เราโดยไม่รู้ การชอบเล่าเรื่อง นิสัยช่างพูดช่างเจรจาของเธอคล้ายกับการแสดงตัวตนไม่ผิดแน่ แต่กลิ่นเองก็เป็นการแสดงออกถึงตัวตนของผู้ฉีดมันเช่นกัน 

เราขอยืนยันว่าเธอจมูกไวเหลือเชื่อ และทายลักษณะนิสัยเราถูกเผงจากน้ำหอมเพียง 8 กลิ่น 30 หยดเท่านั้น

กลิ่นรอบตัว กลิ่นรอบโลก และกลิ่นชีวิต ของ กันต์นที นีระพล ลิ้มวิรัตน์ ครูสอนปรุงน้ำหอมที่เชื่อว่ากลิ่นทำให้ชีวิตละเอียดขึ้น

ตามกลิ่น

เมื่อพูดถึง The Cloud แม้จะนึกถึงก้อนเมฆเป็นอย่างแรก แต่ไม่มีใครรู้ว่าเมฆมีกลิ่นอะไร น้ำจึงนึกถึงกลิ่นเย็น ๆ ของมินท์ ความกระปรี้กระเปร่า ผสมกับความ Earthy ที่ดูนิ่ง สุขุม ด้วยความเป็นสีน้ำเงิน 

เมื่อพูดถึงตัวเอง น้ำบอกว่ากลิ่นของเธอไม่หวานมาก อยู่ด้วยแล้วสบายใจ แต่ก็มีความจุกจิกซ่อนอยู่ตามประสา สำคัญคือกลิ่นของเธอต้องเพิ่มพลังงานดี ๆ ให้คนอื่นได้ 

เสียงกลั้วหัวเราะตลอดการสนทนาในวันนี้ คงหนุนเสริมได้อีกทางว่ากลิ่นของน้ำเป็นจริงอย่างที่เธอคิด

เราถามเธอถึงสิ่งที่ได้หลังจากตัดสินใจตามกลิ่นมา 

“กลิ่นทำให้เรารู้จักตัวเองเยอะขึ้นมาก ค้นพบศักยภาพที่เราทำได้ เจอคนเยอะขึ้น เข้าใจผู้คน เข้าใจโลกที่เรามองเห็นในมุมแตกต่างไป มีหลาย ๆ อย่างเข้ามาในชีวิต ได้สอน ได้เขียนหนังสือ ซึ่งต่อยอดให้คนอ่านได้อีก ต่อยอดชีวิตเรา ตอนนี้กลายเป็นลังเลว่าจะกลับไปบินดีไหม 

“กลิ่นทำให้เรามีจุดยืนของตัวเองโดยที่เราไม่ต้องกลัวเรื่องความไม่แน่นอน ได้สร้างตัวตนของเราขึ้นมาจากสิ่งนี้ กลิ่นพาเรามาเจอประสบการณ์ชีวิต จากคน จากการตัดสินใจของเราเอง”

กลิ่นรอบตัว กลิ่นรอบโลก และกลิ่นชีวิต ของ กันต์นที นีระพล ลิ้มวิรัตน์ ครูสอนปรุงน้ำหอมที่เชื่อว่ากลิ่นทำให้ชีวิตละเอียดขึ้น

หนังสือ ‘Nose Note บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูก ฝนตกข้างบ้าน ถึงจักรวาลอันไกลโพ้น’ หากใครได้อ่านก็คงต้องรู้สึกเหมือนกัน ว่านอกจากจะเป็นตัวอักษรที่มีกลิ่น น้ำยังเขียนสนุกราวกับมีเสียงของเธอเล่าให้ฟัง เอกลักษณ์ของเธอคือการถ่ายทอดที่เรียบง่าย เป็นกันเอง ดึงเอาความทรงจำและประสบการณ์ที่คล้ายกันของผู้คนมาอธิบายสิ่งที่มองไม่เห็น เช่น กลิ่นของฝน ใบเตยในรถแท็กซี่ จนถึงกลิ่นของนักบินในอวกาศ นับเป็นก้าวใหญ่ ๆ ที่พลิกผันชีวิตน้ำอีกครั้ง 

เธอเองเคยฝันอยากมีหนังสือของตัวเอง เพียงแต่ไม่รู้จะเขียนเรื่องอะไร สิ่งที่เธอทำได้คือการเขียนสเตตัสบนเฟซบุ๊กส่วนตัวด้วยความยาวระดับกำแพงวัด จนเพื่อน ๆ ออกปากว่าถ้าวันไหนอยากอ่านไดอารี่ของเธอ คงต้องแคปเก็บไว้เพราะเปลืองเน็ต มาถึงวันนี้ที่เธอมีความรู้มากมายเต็มกระบุง จากทั้งการศึกษา เติบโตไปพร้อม ๆ กับนักเรียนที่เธอสอน หนังสือเปิดตัวด้วยยอดขายเกินกว่าที่เธอหวังไว้ กระแสตอบรับก็ดีเสียจนยิ้มแก้มปริ ส่งผลให้เธอต้องพยายามสร้างตัวเองให้เป็นผู้เชี่ยวชาญจริงแท้ เพื่อตอบคำถามคนอ่านและคนในชีวิตหลายร้อยพันให้ได้ว่ากลิ่นนั้น ๆ หมายความว่ายังไง ในอนาคตน้ำจึงอยากพากลิ่นไปให้ไกลกว่าแค่โพ้นจักรวาล

“เรากำลังจะเรียน Aroma Therapist เป็นกลิ่นที่เน้นเรื่องการบำบัด เราอยากให้กลิ่นเข้าไปอยู่ในสุขภาพ ในชีวิตผู้ป่วย ในโรงพยาบาล แล้วเราสนใจเรื่องจิตวิทยามาก ๆ ถ้ามีโอกาสก็อยากไปเรียนเป็นนักจิตบำบัด มองไปถึงการเปิดศูนย์ที่ใช้กลิ่นในการบำบัด มีนักจิตวิทยามานั่งคุย กลิ่นไหนช่วยเขาได้บ้าง ถ้าเราเป็นนักออกแบบกลิ่นเพื่อผู้ป่วยได้จริง มันคงเวิร์กกับประเทศเรามากนะ แล้วก็เป็นอีกสเต็ปในชีวิตของเรา

“เราคิดแค่อยากทำของเราให้ดี แต่ก็มีในใจว่าอยากเป็นอันดับหนึ่งเรื่องน้ำมันหอมระเหยในไทย ซึ่งจริง ๆ ตอนนี้ยังไม่มีใคร เราเลยยังเป็นที่หนึ่ง (หัวเราะ) เราเป็นคนทะเยอทะยานตั้งแต่เด็กแล้ว แต่หนึ่งอย่างที่ขอบคุณมาก ๆ คือคนรอบข้าง เพราะครอบครัว แฟน เพื่อน เขาสนับสนุนเรามาก ๆ”

เป็นอย่างที่น้ำว่าไว้ในตอนต้น ถ้าเราใส่ใจกลิ่นมากขึ้น ความละเอียดในชีวิตก็จะมีมากขึ้นตาม เหมือนที่เธอย้อนกลับมาสำรวจตัวเองก่อนจะสาย กลิ่นร้านดอกไม้ของแม่ยังคงหอมกรุ่นไม่ว่าอยู่ที่ใด กลิ่นของป่าเขาเมืองกาญจน์ กลิ่นของร้านหนังสือร้านประจำที่บ้านเกิด กลิ่นของแอร์เย็น ๆ บนเครื่องบิน มีทั้งวันที่หอมจนสูดดมได้เต็มปอด มีทั้งวันที่เหม็นหืนจนไม่อยากหายใจ ผสมกันเป็นน้ำมันหอมระเหยของชีวิตที่ใช้เวลาหยด 30 กว่าปี เป็นกลิ่นที่คนรอบข้างดมแล้วมีความสุข เธอเองก็มองเห็นตัวเองได้อย่างทะลุปรุโปร่ง 

น้ำทำให้เราเข้าใจกลิ่นในแง่มุมใหม่ ว่ามันไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ของส่วนผสมทางเคมีใด ๆ และความเหม็นหอมที่แตกต่างกันทุกขวด ก็คงไม่ต่างอะไรกับรอยยิ้มและน้ำตา

นั่นคือความมหัศจรรย์

กลิ่นรอบตัว กลิ่นรอบโลก และกลิ่นชีวิต ของ กันต์นที นีระพล ลิ้มวิรัตน์ ครูสอนปรุงน้ำหอมที่เชื่อว่ากลิ่นทำให้ชีวิตละเอียดขึ้น

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load