The Cloud X สาคดีสัญชาติไทย

“ชีตาห์ตัวนั้นกำลังเดินตรงไปที่รถที่จอดอยู่กลางทุ่งตรงนั้น” ซูยี ชายวัยกลางคนชาวเคนยาผู้ที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัย บอกผมก่อนจะค่อยๆ เคลื่อนรถขยับเข้าไปหามุมให้ผมบันทึกภาพ

“ระวังนะ มันอาจจะปีนขึ้นไปบนหลังคารถเพื่อมองเหยื่อ” พูดแทบไม่ทันขาดคำ ชีตาห์ตัวนั้นก็กระโจนขึ้นหลังคารถขับเคลื่อนสี่ล้อคันที่จอดอยู่ข้างหน้าเราทันที ในจังหวะที่ผมวางกล้องที่ติดเลนส์ Super Telephoto ขนาด 600 มิลลิเมตรลงแล้วหยิบกล้องอีกตัวที่ติดเลนส์ซูม 120 – 300 มิลลิเมตร ขึ้นมาเพื่อบันทึกภาพที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเพียงเสี้ยววินาทีนั้น

คนที่นั่งอยู่ในรถดูเหมือนจะไม่รับรู้ถึงการมาของชีตาห์ตัวนั้น คนหนึ่งนั่งคุยโทรศัพท์อยู่ ในขณะที่อีกคนดูเหมือนจะเล่น Ipad อยู่ ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วินาทีที่ชีตาห์กระโดดขึ้นมาจากท้ายรถและเดินไปบนหลังคาที่เปิดโล่งเป็นช่องขนาดใหญ่ ก่อนที่จะกระโดดลงทางด้านหน้าของรถยนต์ และมุ่งหน้ากลับไปหาฝูง

ทุกวินาทีที่เราอยู่ในท้องทุ่งของแอฟริกา เรื่องราวอันน่าประหลาดใจเกิดขึ้นได้ทุกเสี้ยววินาที

“ชีตาห์เป็นนักล่ากลางแดด และมันชอบขึ้นไปมองเหยื่อจากที่สูงๆ ไม่ว่าจะเป็นบนก้อนหิน เนินดิน และในท้องทุ่งมาไซมาร่าแห่งนี้ รถยนต์ที่จอดอยู่นิ่งๆ ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้ชีตาห์ขึ้นไปมองเหยื่อที่อยู่ห่างออกไปในระยะไกลได้” ซูยีบอกผม

ตามติดวินาทีล่าเหยื่อของแม่ชีตาห์ ลูกอ่อน นักวิ่งฟลมกรดแห่งแอฟริกา
ชีตาห์ชอบอาศัยอยู่ตามทุ่งโล่ง และชอบขึ้นไปบนก้อนหินหรือจอมปลวกขนาดใหญ่เพื่อเฝ้าดูทิศทางการเคลื่อนไหวของเหยื่อจากระยะไกลเป็นระยะๆ เพื่อเคลื่อนที่ไปดักรอจับเหยื่อ

ด้วยประสบการณ์นับสิบปีที่เขาเคยทำงานเป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าในมาไซมาร่า ก่อนที่จะผันตัวมาเป็นไกด์ขับรถพานักท่องเที่ยวและทีมงานสารคดีชื่อดังจากทั่วโลกมาบันทึกภาพสัตว์ป่าในท้องทุ่งแห่งนี้ เขาบอกเล่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นเบื้องหน้าผมได้ราวกับพ่อมดผู้หยั่งรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาอีกไม่กี่นาที

มันมักจะเป็นเช่นนั้นเสมอ…

ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าอะไรทำให้ผมผูกพันกับทวีปแอฟริกา อาจจะเป็นเพราะหนังสือที่เคยอ่านสมัยเด็กๆ หรือภาพประทับใจจากภาพยนตร์ ที่ทำให้ผมเดินทางมาแอฟริกาซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยที่ไม่เคยไปเหยียบทวีปยุโรปกับเขาสักครั้งในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นลอนดอน ปารีส โรม มิลาน แต่ทวีปแอฟริกา ที่ซึ่งเราเชื่อกันว่าเป็นแหล่งกำเนิดของมนุษย์ ก่อนที่จะแยกย้ายกันออกไปอาศัยอยู่บนพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลกในทุกวันนี้ กลับกลายเป็นดินแดนที่เราไม่คุ้นเคย ทั้งๆ ที่ที่นี่อาจจะเป็นบ้านแห่งแรกของมนุษย์ทุกคนบนโลกด้วยซ้ำ…

เราขับรถตามชีตาห์แม่ลูกคู่นั้นไป ซูยีกระซิบบอกผมว่า ถ้าเราโชคดี เราอาจจะได้เห็นฉากชีวิตอันน่าประทับใจของชีตาห์ เนื่องจากชีตาห์ที่มีลูกอ่อนจะต้องล่าเหยื่อแทบทุกวัน

ตามติดวินาทีล่าเหยื่อของแม่ ชีตาห์ ลูกอ่อน นักวิ่งฟลมกรดแห่งแอฟริกา
แม่ชีตาห์ที่มีลูกน้อยจะต้องออกล่าเหยื่อทุกวัน เพราะว่าชีตาห์จะไม่กลับมากินเหยื่อตัวเดิม เนื่องจากจะมีนักล่าขนาดใหญ่เช่นสิงโตหรือไฮยีนาเข้ามาแย่งเหยื่อ ซึ่งอาจเป็นอันตรายกับลูกของมันได้

ซูยีหยุดรถในระยะที่ห่างออกมาพอสมควร ชีตาห์ตัวแม่ค่อยๆ คืบคลานตัวลงไปตามพื้นหญ้าสูง เมื่อเห็นฝูงทอมสันส์กาเซลล์ (Thomson’s Gazelle) ฝูงหนึ่งกำลังหากินอยู่กลางทุ่งไกลออกไป

“เราต้องหยุดรอตรงนี้ เพราะระยะที่ชีตาห์ซุ่มอยู่ยังห่างเกินไปที่จะ Sprint ตัวเข้าไปล่าเหยื่อ ถ้าเราขยับเข้าไปใกล้กว่านี้จะไปรบกวนการล่าเหยื่อของมัน” ซูยีบอกก่อนจะดับเครื่องยนต์ ดูเหมือนว่ารถคันอื่นๆ ที่ได้ข่าวสำคัญนี้ก็ทยอยเข้ามาและหยุดดูห่างออกไปหลายร้อยเมตรเช่นเดียวกับเรา

อาหารในแต่ละมื้อของชีตาห์ไม่ได้ได้มาง่าย โดยเฉพาะชีตาห์แม่ลูกอ่อนที่ต้องเลี้ยงดูลูกน้อยซึ่งกำลังโต ยิ่งไม่ใช่เรื่องง่าย กลางป่าแห่งนี้ไม่มีซูเปอร์มาร์เก็ต หรือถึงจะมี แม่ชีตาห์ก็คงไม่มีเงินไปซื้อเนื้อมาให้ลูกๆ ของนางกินเป็นอาหาร การล่าเหยื่อแต่ละครั้งจึงต้องใช้การวางแผนบวกพละกำลังมหาศาล และไม่ใช่ทุกครั้งที่การล่าจะประสบผล

ชีตาห์ทิ้งลูกน้อยไว้ด้านหลังห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตรแล้วค่อยๆ ขยับตัวเข้าไปใกล้ฝูงทอมสันส์กาเซลล์

ดูเหมือนระยะทางและเวลาที่ผ่านไปช่างยาวนานเหลือเกิน…

ในที่สุด การรอคอยอันยาวนานของพวกเราก็สิ้นสุดลง เมื่อนางชีตาห์กระโจนตัวออกจากที่ซ่อนเข้าไปหาฝูงทอมป์สันกาเซลล์ที่แตกกระจายออกไปอย่างไร้ทิศทาง

ระยะที่ผมอยู่ห่างเกินกว่าจะบันทึกภาพได้ ผมมองภาพนั้นผ่านกล้องส่องทางไกล เห็นภาพการวิ่งหนีเพื่อเอาชีวิตรอดของผู้ถูกล่า และความพยายามที่จะล่าเหยื่อเพื่อมาเป็นอาหารให้กับลูกๆ ของชีตาห์

ในฐานะผู้สังเกตการณ์ เราไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินกฎเกณฑ์ของธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่และซับซ้อนเกินกว่าที่สติปัญญาของเราจะเข้าใจได้

ตามติดวินาทีล่าเหยื่อของแม่ ชีตาห์ ลูกอ่อน นักวิ่งฟลมกรดแห่งแอฟริกา
ช่วงเวลาที่น่ามหัศจรรย์กลางท้องทุ่งของแอฟริกาเกิดขึ้นได้ทุกวินาที และหลายๆ ครั้งเราอาจจะพลาดโมเมนต์ที่สำคัญของชีวิตไปหากมัวแต่คุยโทรศัพท์มือถือหรือเล่นโซเชียล ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ามาไซมาร่า สรรพสัตว์ในท้องทุ่งจะคุ้นเคยกับรถยนต์และมนุษย์มาก บ่อยครั้งมันจะปีนขึ้นมาบนหลังคารถเพื่อเฝ้าดูทิศทางการเคลื่อนที่ของเหยื่อ ก่อนที่จะก้าวไปสกัดในทิศทางที่เหยื่อเดินไป โดยไม่สนใจรถยนต์หรือว่าคนที่อยู่ในรถเลย

ในที่สุดการล่าก็จบลง เมื่อชีตาห์ใช้เล็บตะปบให้ทอมสันส์กาเซลล์ล้มลง และนั่นคือภาพสุดท้ายที่ผมเห็นท่ามกลางฝุ่นควันฟุ้งหนาราวกับหมอกที่ลงจัดในยามเช้า

ผมได้ยินเสียงเครื่องยนต์ของรถซาฟารีหลายคันถูกสตาร์ทแทบจะพร้อมๆ กันในวินาทีที่ทอมสันส์กาเซลล์ตัวนั้นล้มลง รถทุกคันพุ่งตรงไปยังตำแหน่งนั้นทันที

ภาพแรกที่เราเห็นเมื่อเข้าไปใกล้ก็คือ นางเสือชีตาห์กำลังงับคอทอมสันส์กาเซลล์ตัวที่เพิ่งล่ามาได้คาปากอยู่ ในขณะที่ดวงตาใสของเจ้าทอมสันส์กาเซลล์ยังคงไม่ดับสนิท ในปากยังมีเศษหญ้าที่ยังไม่ทันเคี้ยวติดอยู่ และเขาที่คดงอของมันสื่อถึงความไม่สมบูรณ์ในสายพันธุ์

แน่นอนที่สุดว่าการล่าของชีตาห์ไม่ใช่การล่าเพื่อ Trophy หรือเพื่อเอาเขาที่งดงามมาประดับฝาบ้าน หากแต่เป็นการล่าเพื่อหาอาหารมาต่อชีวิตให้ตัวนางเองและลูกๆ ในฐานะสัตว์ที่ช่วยควบคุมประชากรและคอยคัดสายพันธุ์ของท้องทุ่งมาตั้งแต่ครั้งบรรพกาล 

แต่กระนั้น การล่าแต่ละครั้งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย นางชีตาห์ยังคงงับคอทอมสันส์กาเซลล์อยู่อย่างนั้นไปเกือบ 10 นาที จนกว่านางจะมั่นใจว่าเจ้าทอมสันส์กาเซลล์ตายสนิทแล้วและหนีไปไหนไม่ได้ ก่อนที่นางจะส่งเสียงเล็กๆ เรียกให้ลูกๆ เข้ามากินอาหาร ในขณะที่นางทิ้งตัวลงไปนอนด้วยท่าทีที่เหนื่อยอ่อนจากการเรียกพลังงานทั้งหมดมาใช้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่วินาที

แม้ว่าชีตาห์จะเป็นสัตว์ที่ได้ชื่อว่าวิ่งเร็วที่สุดในโลก หากในความเป็นจริง ชีตาห์วิ่งด้วยความเร็วเท่านั้นได้เพียงระยะทางสั้นๆ ในเวลาจำกัด ถ้าหากจะเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายๆ ชีตาห์ก็เหมือนนักวิ่งลมกรด 100 เมตร คนที่วิ่งเร็วมักไม่ใช่นักวิ่งมาราธอนที่จะวิ่งระยะทางไกลๆ ได้ดีเสมอไป ถ้าหากระยะทางในการล่ายืดยาวออกไป โอกาสที่ชีตาห์จะล่าเหยื่อสำเร็จก็ยิ่งน้อยลง

ตามติดวินาทีล่าเหยื่อของแม่ ชีตาห์ ลูกอ่อน นักวิ่งฟลมกรดแห่งแอฟริกา
จังหวะชีวิตที่อาจจะพลิกผันเพียงแค่เสี้ยววินาทีกลางท้องทุ่งของผู้ล่าและผู้ถูกล่า การล่าของสัตว์กินเนื้ออย่างชีตาห์มีจุดประสงค์ทางธรรมชาติเพื่อควบคุมประชากรและคัดสรรสายพันธุ์ เหยื่อตัวที่ช้าและอ่อนแอที่สุดจะตกเป็นอาหาร ดังเช่นทอมสันส์กาเซลล์ตัวนี้ที่มีเขาบิดเบี้ยวและวิ่งช้าที่สุด จะตกเป็นเหยื่อเพื่อต่อชีวิตให้เธอและลูกๆ ของเธอ

อีกเกือบครึ่งชั่วโมงต่อมาหลังจากลูกๆ ของนางกินอาหารมื้อนั้นเสร็จเรียบร้อย นางก็เริ่มต้นกินอาหาร ในขณะที่ลูกๆ เริ่มเรียนรู้บทเรียนในการล่าด้วยการเข้าไปงับที่คอของทอมสันส์กาเซลล์ตัวนั้นบ้าง บ้างก็กระโจนขึ้นไปบนตัวเหยื่อที่นอนนิ่งอยู่กับพื้น

ชีตาห์จะกินอาหารของมันให้มากที่สุดในคราวเดียว และมักจะไม่กลับมากินต่ออีก เพราะเหยื่อที่ถูกทิ้งไว้กลางทุ่งโล่งจะชักนำสัตว์ผู้ล่าขนาดใหญ่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นสิงโตหรือฝูงไฮยีนา ชีตาห์ซึ่งมีขนาดที่เล็กกว่านั้น ไม่ต้องคิดเลยว่าจะไปต่อกรกับสัตว์นักล่าขนาดใหญ่พวกนั้นได้ และสิ่งที่อันตรายที่สุดสำหรับลูกๆ ของชีตาห์ก็คือสิงโตตัวผู้ ที่มักทำร้ายและฆ่าลูกชีตาห์ที่อยู่ในอาณาเขตของมันอยู่เสมอ

หลายๆ คนอาจจะสับสนระหว่างชีตาห์กับเสือดาว สิ่งแรกที่สังเกตเห็นได้ง่ายที่สุดก็คือลวดลายบนลำตัว ของชีตาห์จะเป็นจุดสีดำกลมๆ ในขณะที่เสือดาวจะเป็นลายที่เรียกกันว่า ลายขยุ้มตีนหมา เมื่อพิจารณาถึงรูปทรงของมัน ชีตาห์เป็นสัตว์ที่มีหัวและกรามค่อนข้างเล็ก ไม่มีกล่องเสียงเหมือนกับเสือขนาดใหญ่ชนิดอื่นๆ ลักษณะลำตัวผอมเพรียว บริเวณใบหน้ามีเส้นสีดำพาดลงมา เรียกว่าเส้นหยาดน้ำตา หรือ แอ่งน้ำตา (Tear Lines) ซึ่งช่วยลดแสงสะท้อนที่เข้ามาสู่ดวงตา เพื่อให้มองเห็นได้ชัดเจนในช่วงที่ออกล่าเหยื่อกลางแดด เป็นหลักการเดียวกันกับการที่ทหารเรือพลซุ่มยิงเอาสีดำมาป้ายเหนือแก้มเพื่อลดแสงสะท้อน

ตามติดวินาทีล่าเหยื่อของแม่ ชีตาห์ ลูกอ่อน นักวิ่งฟลมกรดแห่งแอฟริกา
หลังจากกินอาหารเสร็จ ลูกชีตาห์จะเข้ามาให้แม่ทำความสะอาดร่างกาย ก่อนจะผละจากซากที่กินจนอิ่มแล้ว

ในขณะที่เสือดาวซึ่งจัดเป็นนักล่าขนาดใหญ่หรือ Big 5 แห่งท้องทุ่งแอฟริกานั้น จะมีหัวขนาดใหญ่กว่า มีช่วงขาที่สั้นกว่า และมีรูปร่างลักษณะลำตัวที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ แบกเหยื่อที่มีขนาดพอๆ กับมันขึ้นไปไว้บนต้นไม้ได้ เพื่อหลบให้พ้นจากสายตาของสิงโต  

ชีตาห์อาศัยอยู่ในทุ่งโล่ง ส่วนเสือดาวมักจะรอดักเหยื่ออยู่บนต้นไม้ในบริเวณที่รกทึบ

ในอดีต ชีตาห์เคยอาศัยอยู่ทั่วไปในทวีปแอฟริกาตะวันออกกลางและบางส่วนของทวีปเอเชีย แต่ปัจจุบันคงเหลืออยู่ในบางส่วนของทวีปแอฟริกาเฉพาะตามเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเท่านั้น

Writer & Photographer

Avatar

นัท สุมนเตมีย์

ช่างภาพใต้น้ำมืออาชีพที่เรียกได้ว่าคนแรกๆ ของประเทศไทย เริ่มต้นจากการเป็นช่างภาพและนักเขียนให้กับนิตยสาร อ.ส.ท. และ อีกหลากหลายนิตยสารทั้งในและต่างประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 ปัจจุบันนอกเหนือจากการถ่ายภาพแล้ว นัท ยังถ่ายภาพยนต์สารคดีใต้ท้องทะเล และบันทึกภาพทางอากาศให้กับทีมงานสารคดีหลายทีม

Life on Earth

เรื่องราวสรรพชีวิตที่อยู่บนโลกใบเดียวกับเรา

รอยต่อของปีมักเป็นเวลาที่เราย้อนนึกถึงสิ่งที่ผ่านมา พอมานั่งคิดดูแล้ว อย่างน้อย 1 ใน 4 ของเวลาในชีวิตเราผ่านไปในทะเล บางครั้งเป็นการนั่งบนเรือนิ่ง ๆ มองออกไปในทะเลเรียบด้านนอก หวังว่าจะมีอะไรสักอย่างแหวกความเรียบของผิวน้ำขึ้นมา บางครั้งก็เป็นการนั่งคุยเล่นฆ่าเวลารอลงดำน้ำไดฟ์ถัดไป บางครั้งก็เป็นการเดินทางข้ามจากฝั่งแผ่นดินใหญ่ไปยังเกาะห่างไกล

จุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตกลางทะเลทั้งหมดมาจากการดำน้ำ

สมัยที่เริ่มต้นดำน้ำใหม่ ๆ มีเพื่อนคนหนึ่งท้วงถามว่า คนเราจะดำน้ำไปทำไมกัน โลกใต้น้ำไม่ใช่ที่ของมนุษย์ ไม่ใช่โลกที่คนหายใจได้ ไม่ใช่พื้นที่ที่เราควรลงไปรบกวนวุ่นวาย คำถามของเพื่อนคนนี้ติดอยู่ในใจเรามาหลายปี ในระหว่างที่พยายามหาเหตุผลว่า ทำไมเราถึงต้องดำน้ำก็หลงรักกิจกรรมนี้ไปแล้วอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

อาจจะเรียกว่าเป็นการอ้างเพื่อหาความชอบธรรมในกิจกรรมดำน้ำก็ว่าได้ แต่เราคิดว่าการลงน้ำไปรบกวนโลกที่ไม่ได้ออกแบบมาให้เราอยู่เป็นเรื่องจำเป็น

God is in the Details รายละเอียดเล็ก ๆ ในโลกใต้น้ำที่สวยและแปลกแบบจินตนาการไม่ถึง
บรรยากาศโลกใต้น้ำที่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์

โลกประกอบด้วยพื้นที่น้ำถึง 2 ใน 3 ส่วน ประโยคหลักที่สารคดีใต้ทะเลเกือบทุกเรื่องต้องนำมาพูดถึง การที่เรามีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ก็ควรจะทำความรู้จักพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกไว้บ้าง การเรียนรู้พื้นที่ได้ดีที่สุด คือนำตัวเองเข้าไปอยู่ในพื้นที่นั้น ๆ

อยากรู้จักป่าก็ต้องเดินเข้าป่า อยากรู้จักทะเลก็ต้องลงดำน้ำ

เวลาที่เข้าป่าเพราะอยากไปดูสัตว์ป่าแบบในสารคดี สิ่งที่เราพบมักไม่เหมือนกับที่คิดไว้ ถ้าไม่ได้มีกล้องส่องทางไกลหรือเลนส์เทเลติดกล้อง สัตว์ป่าทั้งหลายช่างดูห่างไกล เห็นเป็นจุดเล็ก ๆ ในพื้นที่กว้าง แต่สำหรับโลกใต้น้ำไม่ได้เป็นแบบนั้น ระยะห่างระหว่างสัตว์ป่าที่อยู่ใต้น้ำนั้นใกล้ในระยะจ้องตากันได้

God is in the Details รายละเอียดเล็ก ๆ ในโลกใต้น้ำที่สวยและแปลกแบบจินตนาการไม่ถึง
ลวดลายของปะการัง คล้ายกับลายผ้าทอ หรือจะมองเป็นเขาวงกตก็ได้

สัตว์ป่าพื้นฐานของโลกใต้น้ำคือปะการัง ปะการังที่เกาะนิ่งกับพื้นหิน แตกกิ่งก้านเหมือนต้นไม้ ทำให้เราเผลอลืมไปว่าพวกมันเป็นสัตว์

กิ่งปะการังมีโครงสร้างที่เป็นระเบียบเหมือนผ่านการคำนวณทางคณิตศาสตร์ ที่ปลายยอดกิ่งมีหนวดโพลิปปะการังยื่นออกมาดูคล้ายดอกไม้ เมื่อเอามือพัดน้ำแรง ๆ บางครั้งหนวดก็หดหลบลงไปในโครงสร้างแข็ง ช่อรองโพลิปปะการังวางตัวเรียงวนเป็นวงอย่างมีระเบียบ คล้ายตึกคอนโดสูงที่มีระเบียงโผล่ออกมาข้างตึกไล่วนขึ้นไปจนสุดปลาย พอถอยออกมามองในระยะห่าง เราเห็นโครงสร้างที่แผ่ออกเป็นแผ่น แต่ละแผ่นก็ซ้อนทับ ไล่ระดับกันลงไป

God is in the Details รายละเอียดเล็ก ๆ ในโลกใต้น้ำที่สวยและแปลกแบบจินตนาการไม่ถึง
โพลิปปะการังที่ดูเหมือนดอกไม้ แต่ที่จริงเป็นสัตว์

สถาปนิกชั้นครู ‘มีส ฟาน เดอ โรห์’ เคยพูดไว้ว่า “God is in the Details” ความมหัศจรรย์ของธรรมชาติปรากฏตัวให้เราเห็นในรายละเอียดเล็ก ๆ การดำน้ำฝึกสายตาเราให้มองเห็นโลกที่แตกต่างไป

God is in the Details รายละเอียดเล็ก ๆ ในโลกใต้น้ำที่สวยและแปลกแบบจินตนาการไม่ถึง
God is in the Details… เมื่อมองดูให้ละเอียด เราจะเห็นความมหัศจรรย์ที่ซ่อนอยู่ กุ้งตัวน้อยแทรกตัวอยู่ในหนวดดอกไม้ทะเล

ดอกไม้ทะเลเป็นสัตว์น้ำตัวต่อมาที่เราหมกมุ่น หลังจากดำน้ำมาได้พักหนึ่งก็พบว่าดอกไม้ทะเลมีหลายแบบ และบางแบบก็มีหลายสี แต่สิ่งที่เราชอบที่สุดคือ เมื่อเวลาใกล้ค่ำหรือยามที่แสงเริ่มน้อยลง พวกมันจะเริ่มห่อตัวเป็นก้อนกลม 

God is in the Details รายละเอียดเล็ก ๆ ในโลกใต้น้ำที่สวยและแปลกแบบจินตนาการไม่ถึง
ยามเย็น ดอกไม้ทะเลจะห่อตัวเป็นก้อนกลม กุ้งตัวเล็ก ๆ โผล่ออกมาในท่าทางที่เหมือนโผล่ออกมาจากหน้าต่างบ้านรก ๆ

ก้อนดอกไม้ทะเลอ้วนกลมน่ารักคู่ควรจะถูกเรียกด้วยเสียงเล็ก ๆ ว่า ‘น้อน’ มีหนวดสีม่วงสดที่เก็บเข้าไปในตัวไม่หมดยื่นออกมาจากตรงศูนย์กลาง พอมองเข้าไปให้ดีก็พบกุ้งตัวเล็ก ๆ โผล่ออกมาในท่าทางที่เหมือนโผล่ออกมาจากหน้าต่างบ้านรก ๆ

ถึงแม้จะไม่ใช่ของหายาก ไม่ใช่ของแปลกที่ต้องตามหา แต่มันทำให้เราอารมณ์ดีเมื่อได้เห็น การดำน้ำทำให้เราหลงรักในสิ่งธรรมดาๆ

God is in the Details รายละเอียดเล็ก ๆ ในโลกใต้น้ำที่สวยและแปลกแบบจินตนาการไม่ถึง
สีฟ้าเป็นสีโปรดของคนส่วนใหญ่ เป็นสีที่ทำให้ผ่อนคลาย

ทางทฤษฎีสีกล่าวว่า สีฟ้าเป็นสีที่สร้างความผ่อนคลาย มีการศึกษาจากตัวอย่างใน 10 ประเทศ พบว่าสีฟ้าเป็นสีโปรดของคนส่วนใหญ่ การดำน้ำคือการกระโดดเข้าสู่โลกสีฟ้า ให้สีที่เป็นมิตรและผ่อนคลายห่อหุ้มทั้งร่างกายและจิตใจ

แต่ไม่ใช่ว่าทุกสิ่งใต้ทะเลจะเป็นสีฟ้าโมโนโทน สิ่งมีชีวิตหลายอย่างมีสีสันและลวดลายที่ประกอบกันอย่างน่าทึ่ง

ปลาสินสมุทรแว่นเหลืองเป็นหนึ่งในปลาทะเลที่เราชอบมาก ทั้งตัวของมันเต็มไปด้วยสีสดของแม่สี อย่างกับเพิ่งบีบออกมาจากหลอดแล้วป้ายลงบนตัวปลาโดยไม่ผสมสีอื่น

God is in the Details รายละเอียดเล็ก ๆ ในโลกใต้น้ำที่สวยและแปลกแบบจินตนาการไม่ถึง
ปลาสินสมุทรแว่นเหลืองมีสีสดเหมือนกับระบายด้วยสีที่เพิ่งบีบออกมาจากหลอด

อีกชนิดหนึ่งที่ทำให้เราทึ่งกับธรรมชาติในการออกแบบคู่สี คือ Bicolor Dottyback ในหมู่นักเลี้ยงปลาตู้ให้ชื่อเล่นมันว่า ปลาหวานเย็น ปลาตัวนี้มีด้านหน้าเป็นสีม่วงสด และครึ่งตัวหลังเป็นสีเหลือง โดยที่จุดต่อของ 2 สีนี้มีอยู่ที่กลางตัวเป็นเส้นขีดตรง ๆ ไม่มีลวดลายอะไรซับซ้อนทั้งสิ้น เหมือนกับว่าคนออกแบบเริ่มระบายสีตัวปลาแล้วเลิกกลางทางซะแบบนั้น

เราชอบถามกันเล่น ๆ ว่าใครเป็นคนออกแบบเลือกสีให้ปลาแต่ละชนิด หลายตัวมีสีสันที่เกินกว่าจินตนาการของเราไปมาก สีจากใต้ทะเลเหล่านี้สร้างแรงบันดาลใจและจินตนาการให้นักออกแบบได้หลายสายงาน

หนังเรื่อง อวตาร ภาคแรก ถึงแม้จะเป็นฉากในป่าทั้งหมด แต่สิ่งมีชีวิตที่มีให้เห็นในฉากได้แรงบันดาลใจและสีสันที่มาจากใต้ทะเลอย่างชัดเจน

ปลาดาวหรือดาวทะเลส่วนใหญ่จะมี 5 ขา พอดู ๆ ไปก็คล้ายกับตัวคนนอนก่ายหินในท่าทางประหลาด ๆ ท่าทางของดาวทะเลบางตัวทำให้นึกถึงตัวเราเองบนโซฟาที่บ้าน หลังจากเริ่มมองเห็นพวกมันมีชีวิตอีกแบบ เราเริ่มมองหาปลาดาวในทุกที่ พร้อมกับจินตนาการถึงชีวิตเอื่อย ๆ ของพวกมัน

สิ่งมีชีวิตน่าหลงใหลในโลกใต้น้ำ ทั้งหนวดปะการัง ก้อนดอกไม้ทะเล ปลาดาวเอกเขนก และปลาคู่สีบาดตา
ปลาดาวทำท่าคล้ายกับตัวคนนอนก่ายหินในท่าที่เราคุ้นเคย

ไม่ว่าจะมองไปทางไหนที่ใต้น้ำ เราจะเจอกับสิ่งที่กระตุ้นจินตนาการอยู่เสมอ การดำน้ำทำให้เราได้มีเวลาอยู่กับตัวเองและรู้จักตัวเอง ได้เจอสิ่งมีชีวิตใหม่ ได้เดินทางไปยังพื้นที่ใหม่

มนุษย์เรามักออกเดินทางไปยังพื้นที่ที่เราไม่รู้จัก ยอดเขาสูง ดวงจันทร์ในอวกาศ เหวลึกใต้ทะเล จิตวิญญาณของนักผจญภัยฝังอยู่ในยีนส์ของพวกเรา เมื่อได้ทำกิจกรรมใหม่ ๆ หรือออกเดินทางสู่พื้นที่ใหม่ ร่างกายจะหลั่งสารโดปามีนที่สร้างความสุขให้เรา

สิ่งมีชีวิตน่าหลงใหลในโลกใต้น้ำ ทั้งหนวดปะการัง ก้อนดอกไม้ทะเล ปลาดาวเอกเขนก และปลาคู่สีบาดตา
ร่างกายจะหลั่งสารแห่งความสุขออกมาทุกครั้งที่เราได้ออกเดินทางไปพบกับสิ่งใหม่ ๆ ซึ่งมีอยู่เต็มไปหมดที่ใต้น้ำ

เราทุกคนต้องการสิ่งใหม่ ๆ เข้ามาในชีวิต เราไม่จำเป็นต้องทำสิ่งใหม่ด้วยการพยายามเป็นนักบินอวกาศ แต่พวกเราทุกคนเป็นนักดำน้ำได้

นักดำน้ำแต่ละคนติดใจในการดำน้ำด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน บางคนการดำน้ำคือการผจญภัย บางคนชอบในความผ่อนคลายที่ได้ล่องลอยไปในทะเล บางคนชอบที่ได้ค้นพบสิ่งใหม่ ๆ เหตุผลที่มีไม่รู้จบคือคำตอบที่แต่ละคนต้องลงดำน้ำไปเพื่อหาด้วยตัวเอง

Writer & Photographer

Avatar

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load