The Cloud X สาคดีสัญชาติไทย

“ชีตาห์ตัวนั้นกำลังเดินตรงไปที่รถที่จอดอยู่กลางทุ่งตรงนั้น” ซูยี ชายวัยกลางคนชาวเคนยาผู้ที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัย บอกผมก่อนจะค่อยๆ เคลื่อนรถขยับเข้าไปหามุมให้ผมบันทึกภาพ

“ระวังนะ มันอาจจะปีนขึ้นไปบนหลังคารถเพื่อมองเหยื่อ” พูดแทบไม่ทันขาดคำ ชีตาห์ตัวนั้นก็กระโจนขึ้นหลังคารถขับเคลื่อนสี่ล้อคันที่จอดอยู่ข้างหน้าเราทันที ในจังหวะที่ผมวางกล้องที่ติดเลนส์ Super Telephoto ขนาด 600 มิลลิเมตรลงแล้วหยิบกล้องอีกตัวที่ติดเลนส์ซูม 120 – 300 มิลลิเมตร ขึ้นมาเพื่อบันทึกภาพที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเพียงเสี้ยววินาทีนั้น

คนที่นั่งอยู่ในรถดูเหมือนจะไม่รับรู้ถึงการมาของชีตาห์ตัวนั้น คนหนึ่งนั่งคุยโทรศัพท์อยู่ ในขณะที่อีกคนดูเหมือนจะเล่น Ipad อยู่ ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วินาทีที่ชีตาห์กระโดดขึ้นมาจากท้ายรถและเดินไปบนหลังคาที่เปิดโล่งเป็นช่องขนาดใหญ่ ก่อนที่จะกระโดดลงทางด้านหน้าของรถยนต์ และมุ่งหน้ากลับไปหาฝูง

ทุกวินาทีที่เราอยู่ในท้องทุ่งของแอฟริกา เรื่องราวอันน่าประหลาดใจเกิดขึ้นได้ทุกเสี้ยววินาที

“ชีตาห์เป็นนักล่ากลางแดด และมันชอบขึ้นไปมองเหยื่อจากที่สูงๆ ไม่ว่าจะเป็นบนก้อนหิน เนินดิน และในท้องทุ่งมาไซมาร่าแห่งนี้ รถยนต์ที่จอดอยู่นิ่งๆ ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้ชีตาห์ขึ้นไปมองเหยื่อที่อยู่ห่างออกไปในระยะไกลได้” ซูยีบอกผม

ตามติดวินาทีล่าเหยื่อของแม่ชีตาห์ ลูกอ่อน นักวิ่งฟลมกรดแห่งแอฟริกา
ชีตาห์ชอบอาศัยอยู่ตามทุ่งโล่ง และชอบขึ้นไปบนก้อนหินหรือจอมปลวกขนาดใหญ่เพื่อเฝ้าดูทิศทางการเคลื่อนไหวของเหยื่อจากระยะไกลเป็นระยะๆ เพื่อเคลื่อนที่ไปดักรอจับเหยื่อ

ด้วยประสบการณ์นับสิบปีที่เขาเคยทำงานเป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าในมาไซมาร่า ก่อนที่จะผันตัวมาเป็นไกด์ขับรถพานักท่องเที่ยวและทีมงานสารคดีชื่อดังจากทั่วโลกมาบันทึกภาพสัตว์ป่าในท้องทุ่งแห่งนี้ เขาบอกเล่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นเบื้องหน้าผมได้ราวกับพ่อมดผู้หยั่งรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาอีกไม่กี่นาที

มันมักจะเป็นเช่นนั้นเสมอ…

ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าอะไรทำให้ผมผูกพันกับทวีปแอฟริกา อาจจะเป็นเพราะหนังสือที่เคยอ่านสมัยเด็กๆ หรือภาพประทับใจจากภาพยนตร์ ที่ทำให้ผมเดินทางมาแอฟริกาซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยที่ไม่เคยไปเหยียบทวีปยุโรปกับเขาสักครั้งในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นลอนดอน ปารีส โรม มิลาน แต่ทวีปแอฟริกา ที่ซึ่งเราเชื่อกันว่าเป็นแหล่งกำเนิดของมนุษย์ ก่อนที่จะแยกย้ายกันออกไปอาศัยอยู่บนพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลกในทุกวันนี้ กลับกลายเป็นดินแดนที่เราไม่คุ้นเคย ทั้งๆ ที่ที่นี่อาจจะเป็นบ้านแห่งแรกของมนุษย์ทุกคนบนโลกด้วยซ้ำ…

เราขับรถตามชีตาห์แม่ลูกคู่นั้นไป ซูยีกระซิบบอกผมว่า ถ้าเราโชคดี เราอาจจะได้เห็นฉากชีวิตอันน่าประทับใจของชีตาห์ เนื่องจากชีตาห์ที่มีลูกอ่อนจะต้องล่าเหยื่อแทบทุกวัน

ตามติดวินาทีล่าเหยื่อของแม่ ชีตาห์ ลูกอ่อน นักวิ่งฟลมกรดแห่งแอฟริกา
แม่ชีตาห์ที่มีลูกน้อยจะต้องออกล่าเหยื่อทุกวัน เพราะว่าชีตาห์จะไม่กลับมากินเหยื่อตัวเดิม เนื่องจากจะมีนักล่าขนาดใหญ่เช่นสิงโตหรือไฮยีนาเข้ามาแย่งเหยื่อ ซึ่งอาจเป็นอันตรายกับลูกของมันได้

ซูยีหยุดรถในระยะที่ห่างออกมาพอสมควร ชีตาห์ตัวแม่ค่อยๆ คืบคลานตัวลงไปตามพื้นหญ้าสูง เมื่อเห็นฝูงทอมสันส์กาเซลล์ (Thomson’s Gazelle) ฝูงหนึ่งกำลังหากินอยู่กลางทุ่งไกลออกไป

“เราต้องหยุดรอตรงนี้ เพราะระยะที่ชีตาห์ซุ่มอยู่ยังห่างเกินไปที่จะ Sprint ตัวเข้าไปล่าเหยื่อ ถ้าเราขยับเข้าไปใกล้กว่านี้จะไปรบกวนการล่าเหยื่อของมัน” ซูยีบอกก่อนจะดับเครื่องยนต์ ดูเหมือนว่ารถคันอื่นๆ ที่ได้ข่าวสำคัญนี้ก็ทยอยเข้ามาและหยุดดูห่างออกไปหลายร้อยเมตรเช่นเดียวกับเรา

อาหารในแต่ละมื้อของชีตาห์ไม่ได้ได้มาง่าย โดยเฉพาะชีตาห์แม่ลูกอ่อนที่ต้องเลี้ยงดูลูกน้อยซึ่งกำลังโต ยิ่งไม่ใช่เรื่องง่าย กลางป่าแห่งนี้ไม่มีซูเปอร์มาร์เก็ต หรือถึงจะมี แม่ชีตาห์ก็คงไม่มีเงินไปซื้อเนื้อมาให้ลูกๆ ของนางกินเป็นอาหาร การล่าเหยื่อแต่ละครั้งจึงต้องใช้การวางแผนบวกพละกำลังมหาศาล และไม่ใช่ทุกครั้งที่การล่าจะประสบผล

ชีตาห์ทิ้งลูกน้อยไว้ด้านหลังห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตรแล้วค่อยๆ ขยับตัวเข้าไปใกล้ฝูงทอมสันส์กาเซลล์

ดูเหมือนระยะทางและเวลาที่ผ่านไปช่างยาวนานเหลือเกิน…

ในที่สุด การรอคอยอันยาวนานของพวกเราก็สิ้นสุดลง เมื่อนางชีตาห์กระโจนตัวออกจากที่ซ่อนเข้าไปหาฝูงทอมป์สันกาเซลล์ที่แตกกระจายออกไปอย่างไร้ทิศทาง

ระยะที่ผมอยู่ห่างเกินกว่าจะบันทึกภาพได้ ผมมองภาพนั้นผ่านกล้องส่องทางไกล เห็นภาพการวิ่งหนีเพื่อเอาชีวิตรอดของผู้ถูกล่า และความพยายามที่จะล่าเหยื่อเพื่อมาเป็นอาหารให้กับลูกๆ ของชีตาห์

ในฐานะผู้สังเกตการณ์ เราไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินกฎเกณฑ์ของธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่และซับซ้อนเกินกว่าที่สติปัญญาของเราจะเข้าใจได้

ตามติดวินาทีล่าเหยื่อของแม่ ชีตาห์ ลูกอ่อน นักวิ่งฟลมกรดแห่งแอฟริกา
ช่วงเวลาที่น่ามหัศจรรย์กลางท้องทุ่งของแอฟริกาเกิดขึ้นได้ทุกวินาที และหลายๆ ครั้งเราอาจจะพลาดโมเมนต์ที่สำคัญของชีวิตไปหากมัวแต่คุยโทรศัพท์มือถือหรือเล่นโซเชียล ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ามาไซมาร่า สรรพสัตว์ในท้องทุ่งจะคุ้นเคยกับรถยนต์และมนุษย์มาก บ่อยครั้งมันจะปีนขึ้นมาบนหลังคารถเพื่อเฝ้าดูทิศทางการเคลื่อนที่ของเหยื่อ ก่อนที่จะก้าวไปสกัดในทิศทางที่เหยื่อเดินไป โดยไม่สนใจรถยนต์หรือว่าคนที่อยู่ในรถเลย

ในที่สุดการล่าก็จบลง เมื่อชีตาห์ใช้เล็บตะปบให้ทอมสันส์กาเซลล์ล้มลง และนั่นคือภาพสุดท้ายที่ผมเห็นท่ามกลางฝุ่นควันฟุ้งหนาราวกับหมอกที่ลงจัดในยามเช้า

ผมได้ยินเสียงเครื่องยนต์ของรถซาฟารีหลายคันถูกสตาร์ทแทบจะพร้อมๆ กันในวินาทีที่ทอมสันส์กาเซลล์ตัวนั้นล้มลง รถทุกคันพุ่งตรงไปยังตำแหน่งนั้นทันที

ภาพแรกที่เราเห็นเมื่อเข้าไปใกล้ก็คือ นางเสือชีตาห์กำลังงับคอทอมสันส์กาเซลล์ตัวที่เพิ่งล่ามาได้คาปากอยู่ ในขณะที่ดวงตาใสของเจ้าทอมสันส์กาเซลล์ยังคงไม่ดับสนิท ในปากยังมีเศษหญ้าที่ยังไม่ทันเคี้ยวติดอยู่ และเขาที่คดงอของมันสื่อถึงความไม่สมบูรณ์ในสายพันธุ์

แน่นอนที่สุดว่าการล่าของชีตาห์ไม่ใช่การล่าเพื่อ Trophy หรือเพื่อเอาเขาที่งดงามมาประดับฝาบ้าน หากแต่เป็นการล่าเพื่อหาอาหารมาต่อชีวิตให้ตัวนางเองและลูกๆ ในฐานะสัตว์ที่ช่วยควบคุมประชากรและคอยคัดสายพันธุ์ของท้องทุ่งมาตั้งแต่ครั้งบรรพกาล 

แต่กระนั้น การล่าแต่ละครั้งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย นางชีตาห์ยังคงงับคอทอมสันส์กาเซลล์อยู่อย่างนั้นไปเกือบ 10 นาที จนกว่านางจะมั่นใจว่าเจ้าทอมสันส์กาเซลล์ตายสนิทแล้วและหนีไปไหนไม่ได้ ก่อนที่นางจะส่งเสียงเล็กๆ เรียกให้ลูกๆ เข้ามากินอาหาร ในขณะที่นางทิ้งตัวลงไปนอนด้วยท่าทีที่เหนื่อยอ่อนจากการเรียกพลังงานทั้งหมดมาใช้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่วินาที

แม้ว่าชีตาห์จะเป็นสัตว์ที่ได้ชื่อว่าวิ่งเร็วที่สุดในโลก หากในความเป็นจริง ชีตาห์วิ่งด้วยความเร็วเท่านั้นได้เพียงระยะทางสั้นๆ ในเวลาจำกัด ถ้าหากจะเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายๆ ชีตาห์ก็เหมือนนักวิ่งลมกรด 100 เมตร คนที่วิ่งเร็วมักไม่ใช่นักวิ่งมาราธอนที่จะวิ่งระยะทางไกลๆ ได้ดีเสมอไป ถ้าหากระยะทางในการล่ายืดยาวออกไป โอกาสที่ชีตาห์จะล่าเหยื่อสำเร็จก็ยิ่งน้อยลง

ตามติดวินาทีล่าเหยื่อของแม่ ชีตาห์ ลูกอ่อน นักวิ่งฟลมกรดแห่งแอฟริกา
จังหวะชีวิตที่อาจจะพลิกผันเพียงแค่เสี้ยววินาทีกลางท้องทุ่งของผู้ล่าและผู้ถูกล่า การล่าของสัตว์กินเนื้ออย่างชีตาห์มีจุดประสงค์ทางธรรมชาติเพื่อควบคุมประชากรและคัดสรรสายพันธุ์ เหยื่อตัวที่ช้าและอ่อนแอที่สุดจะตกเป็นอาหาร ดังเช่นทอมสันส์กาเซลล์ตัวนี้ที่มีเขาบิดเบี้ยวและวิ่งช้าที่สุด จะตกเป็นเหยื่อเพื่อต่อชีวิตให้เธอและลูกๆ ของเธอ

อีกเกือบครึ่งชั่วโมงต่อมาหลังจากลูกๆ ของนางกินอาหารมื้อนั้นเสร็จเรียบร้อย นางก็เริ่มต้นกินอาหาร ในขณะที่ลูกๆ เริ่มเรียนรู้บทเรียนในการล่าด้วยการเข้าไปงับที่คอของทอมสันส์กาเซลล์ตัวนั้นบ้าง บ้างก็กระโจนขึ้นไปบนตัวเหยื่อที่นอนนิ่งอยู่กับพื้น

ชีตาห์จะกินอาหารของมันให้มากที่สุดในคราวเดียว และมักจะไม่กลับมากินต่ออีก เพราะเหยื่อที่ถูกทิ้งไว้กลางทุ่งโล่งจะชักนำสัตว์ผู้ล่าขนาดใหญ่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นสิงโตหรือฝูงไฮยีนา ชีตาห์ซึ่งมีขนาดที่เล็กกว่านั้น ไม่ต้องคิดเลยว่าจะไปต่อกรกับสัตว์นักล่าขนาดใหญ่พวกนั้นได้ และสิ่งที่อันตรายที่สุดสำหรับลูกๆ ของชีตาห์ก็คือสิงโตตัวผู้ ที่มักทำร้ายและฆ่าลูกชีตาห์ที่อยู่ในอาณาเขตของมันอยู่เสมอ

หลายๆ คนอาจจะสับสนระหว่างชีตาห์กับเสือดาว สิ่งแรกที่สังเกตเห็นได้ง่ายที่สุดก็คือลวดลายบนลำตัว ของชีตาห์จะเป็นจุดสีดำกลมๆ ในขณะที่เสือดาวจะเป็นลายที่เรียกกันว่า ลายขยุ้มตีนหมา เมื่อพิจารณาถึงรูปทรงของมัน ชีตาห์เป็นสัตว์ที่มีหัวและกรามค่อนข้างเล็ก ไม่มีกล่องเสียงเหมือนกับเสือขนาดใหญ่ชนิดอื่นๆ ลักษณะลำตัวผอมเพรียว บริเวณใบหน้ามีเส้นสีดำพาดลงมา เรียกว่าเส้นหยาดน้ำตา หรือ แอ่งน้ำตา (Tear Lines) ซึ่งช่วยลดแสงสะท้อนที่เข้ามาสู่ดวงตา เพื่อให้มองเห็นได้ชัดเจนในช่วงที่ออกล่าเหยื่อกลางแดด เป็นหลักการเดียวกันกับการที่ทหารเรือพลซุ่มยิงเอาสีดำมาป้ายเหนือแก้มเพื่อลดแสงสะท้อน

ตามติดวินาทีล่าเหยื่อของแม่ ชีตาห์ ลูกอ่อน นักวิ่งฟลมกรดแห่งแอฟริกา
หลังจากกินอาหารเสร็จ ลูกชีตาห์จะเข้ามาให้แม่ทำความสะอาดร่างกาย ก่อนจะผละจากซากที่กินจนอิ่มแล้ว

ในขณะที่เสือดาวซึ่งจัดเป็นนักล่าขนาดใหญ่หรือ Big 5 แห่งท้องทุ่งแอฟริกานั้น จะมีหัวขนาดใหญ่กว่า มีช่วงขาที่สั้นกว่า และมีรูปร่างลักษณะลำตัวที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ แบกเหยื่อที่มีขนาดพอๆ กับมันขึ้นไปไว้บนต้นไม้ได้ เพื่อหลบให้พ้นจากสายตาของสิงโต  

ชีตาห์อาศัยอยู่ในทุ่งโล่ง ส่วนเสือดาวมักจะรอดักเหยื่ออยู่บนต้นไม้ในบริเวณที่รกทึบ

ในอดีต ชีตาห์เคยอาศัยอยู่ทั่วไปในทวีปแอฟริกาตะวันออกกลางและบางส่วนของทวีปเอเชีย แต่ปัจจุบันคงเหลืออยู่ในบางส่วนของทวีปแอฟริกาเฉพาะตามเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเท่านั้น

The Cloud X สาคดีสัญชาติไทย

“ชีตาห์ตัวนั้นกำลังเดินตรงไปที่รถที่จอดอยู่กลางทุ่งตรงนั้น” ซูยี ชายวัยกลางคนชาวเคนยาผู้ที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัย บอกผมก่อนจะค่อยๆ เคลื่อนรถขยับเข้าไปหามุมให้ผมบันทึกภาพ

“ระวังนะ มันอาจจะปีนขึ้นไปบนหลังคารถเพื่อมองเหยื่อ” พูดแทบไม่ทันขาดคำ ชีตาห์ตัวนั้นก็กระโจนขึ้นหลังคารถขับเคลื่อนสี่ล้อคันที่จอดอยู่ข้างหน้าเราทันที ในจังหวะที่ผมวางกล้องที่ติดเลนส์ Super Telephoto ขนาด 600 มิลลิเมตรลงแล้วหยิบกล้องอีกตัวที่ติดเลนส์ซูม 120 – 300 มิลลิเมตร ขึ้นมาเพื่อบันทึกภาพที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเพียงเสี้ยววินาทีนั้น

คนที่นั่งอยู่ในรถดูเหมือนจะไม่รับรู้ถึงการมาของชีตาห์ตัวนั้น คนหนึ่งนั่งคุยโทรศัพท์อยู่ ในขณะที่อีกคนดูเหมือนจะเล่น Ipad อยู่ ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วินาทีที่ชีตาห์กระโดดขึ้นมาจากท้ายรถและเดินไปบนหลังคาที่เปิดโล่งเป็นช่องขนาดใหญ่ ก่อนที่จะกระโดดลงทางด้านหน้าของรถยนต์ และมุ่งหน้ากลับไปหาฝูง

ทุกวินาทีที่เราอยู่ในท้องทุ่งของแอฟริกา เรื่องราวอันน่าประหลาดใจเกิดขึ้นได้ทุกเสี้ยววินาที

“ชีตาห์เป็นนักล่ากลางแดด และมันชอบขึ้นไปมองเหยื่อจากที่สูงๆ ไม่ว่าจะเป็นบนก้อนหิน เนินดิน และในท้องทุ่งมาไซมาร่าแห่งนี้ รถยนต์ที่จอดอยู่นิ่งๆ ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้ชีตาห์ขึ้นไปมองเหยื่อที่อยู่ห่างออกไปในระยะไกลได้” ซูยีบอกผม

ตามติดวินาทีล่าเหยื่อของแม่ชีตาห์ ลูกอ่อน นักวิ่งฟลมกรดแห่งแอฟริกา
ชีตาห์ชอบอาศัยอยู่ตามทุ่งโล่ง และชอบขึ้นไปบนก้อนหินหรือจอมปลวกขนาดใหญ่เพื่อเฝ้าดูทิศทางการเคลื่อนไหวของเหยื่อจากระยะไกลเป็นระยะๆ เพื่อเคลื่อนที่ไปดักรอจับเหยื่อ

ด้วยประสบการณ์นับสิบปีที่เขาเคยทำงานเป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าในมาไซมาร่า ก่อนที่จะผันตัวมาเป็นไกด์ขับรถพานักท่องเที่ยวและทีมงานสารคดีชื่อดังจากทั่วโลกมาบันทึกภาพสัตว์ป่าในท้องทุ่งแห่งนี้ เขาบอกเล่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นเบื้องหน้าผมได้ราวกับพ่อมดผู้หยั่งรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาอีกไม่กี่นาที

มันมักจะเป็นเช่นนั้นเสมอ…

ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าอะไรทำให้ผมผูกพันกับทวีปแอฟริกา อาจจะเป็นเพราะหนังสือที่เคยอ่านสมัยเด็กๆ หรือภาพประทับใจจากภาพยนตร์ ที่ทำให้ผมเดินทางมาแอฟริกาซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยที่ไม่เคยไปเหยียบทวีปยุโรปกับเขาสักครั้งในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นลอนดอน ปารีส โรม มิลาน แต่ทวีปแอฟริกา ที่ซึ่งเราเชื่อกันว่าเป็นแหล่งกำเนิดของมนุษย์ ก่อนที่จะแยกย้ายกันออกไปอาศัยอยู่บนพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลกในทุกวันนี้ กลับกลายเป็นดินแดนที่เราไม่คุ้นเคย ทั้งๆ ที่ที่นี่อาจจะเป็นบ้านแห่งแรกของมนุษย์ทุกคนบนโลกด้วยซ้ำ…

เราขับรถตามชีตาห์แม่ลูกคู่นั้นไป ซูยีกระซิบบอกผมว่า ถ้าเราโชคดี เราอาจจะได้เห็นฉากชีวิตอันน่าประทับใจของชีตาห์ เนื่องจากชีตาห์ที่มีลูกอ่อนจะต้องล่าเหยื่อแทบทุกวัน

ตามติดวินาทีล่าเหยื่อของแม่ ชีตาห์ ลูกอ่อน นักวิ่งฟลมกรดแห่งแอฟริกา
แม่ชีตาห์ที่มีลูกน้อยจะต้องออกล่าเหยื่อทุกวัน เพราะว่าชีตาห์จะไม่กลับมากินเหยื่อตัวเดิม เนื่องจากจะมีนักล่าขนาดใหญ่เช่นสิงโตหรือไฮยีนาเข้ามาแย่งเหยื่อ ซึ่งอาจเป็นอันตรายกับลูกของมันได้

ซูยีหยุดรถในระยะที่ห่างออกมาพอสมควร ชีตาห์ตัวแม่ค่อยๆ คืบคลานตัวลงไปตามพื้นหญ้าสูง เมื่อเห็นฝูงทอมสันส์กาเซลล์ (Thomson’s Gazelle) ฝูงหนึ่งกำลังหากินอยู่กลางทุ่งไกลออกไป

“เราต้องหยุดรอตรงนี้ เพราะระยะที่ชีตาห์ซุ่มอยู่ยังห่างเกินไปที่จะ Sprint ตัวเข้าไปล่าเหยื่อ ถ้าเราขยับเข้าไปใกล้กว่านี้จะไปรบกวนการล่าเหยื่อของมัน” ซูยีบอกก่อนจะดับเครื่องยนต์ ดูเหมือนว่ารถคันอื่นๆ ที่ได้ข่าวสำคัญนี้ก็ทยอยเข้ามาและหยุดดูห่างออกไปหลายร้อยเมตรเช่นเดียวกับเรา

อาหารในแต่ละมื้อของชีตาห์ไม่ได้ได้มาง่าย โดยเฉพาะชีตาห์แม่ลูกอ่อนที่ต้องเลี้ยงดูลูกน้อยซึ่งกำลังโต ยิ่งไม่ใช่เรื่องง่าย กลางป่าแห่งนี้ไม่มีซูเปอร์มาร์เก็ต หรือถึงจะมี แม่ชีตาห์ก็คงไม่มีเงินไปซื้อเนื้อมาให้ลูกๆ ของนางกินเป็นอาหาร การล่าเหยื่อแต่ละครั้งจึงต้องใช้การวางแผนบวกพละกำลังมหาศาล และไม่ใช่ทุกครั้งที่การล่าจะประสบผล

ชีตาห์ทิ้งลูกน้อยไว้ด้านหลังห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตรแล้วค่อยๆ ขยับตัวเข้าไปใกล้ฝูงทอมสันส์กาเซลล์

ดูเหมือนระยะทางและเวลาที่ผ่านไปช่างยาวนานเหลือเกิน…

ในที่สุด การรอคอยอันยาวนานของพวกเราก็สิ้นสุดลง เมื่อนางชีตาห์กระโจนตัวออกจากที่ซ่อนเข้าไปหาฝูงทอมป์สันกาเซลล์ที่แตกกระจายออกไปอย่างไร้ทิศทาง

ระยะที่ผมอยู่ห่างเกินกว่าจะบันทึกภาพได้ ผมมองภาพนั้นผ่านกล้องส่องทางไกล เห็นภาพการวิ่งหนีเพื่อเอาชีวิตรอดของผู้ถูกล่า และความพยายามที่จะล่าเหยื่อเพื่อมาเป็นอาหารให้กับลูกๆ ของชีตาห์

ในฐานะผู้สังเกตการณ์ เราไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินกฎเกณฑ์ของธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่และซับซ้อนเกินกว่าที่สติปัญญาของเราจะเข้าใจได้

ตามติดวินาทีล่าเหยื่อของแม่ ชีตาห์ ลูกอ่อน นักวิ่งฟลมกรดแห่งแอฟริกา
ช่วงเวลาที่น่ามหัศจรรย์กลางท้องทุ่งของแอฟริกาเกิดขึ้นได้ทุกวินาที และหลายๆ ครั้งเราอาจจะพลาดโมเมนต์ที่สำคัญของชีวิตไปหากมัวแต่คุยโทรศัพท์มือถือหรือเล่นโซเชียล ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ามาไซมาร่า สรรพสัตว์ในท้องทุ่งจะคุ้นเคยกับรถยนต์และมนุษย์มาก บ่อยครั้งมันจะปีนขึ้นมาบนหลังคารถเพื่อเฝ้าดูทิศทางการเคลื่อนที่ของเหยื่อ ก่อนที่จะก้าวไปสกัดในทิศทางที่เหยื่อเดินไป โดยไม่สนใจรถยนต์หรือว่าคนที่อยู่ในรถเลย

ในที่สุดการล่าก็จบลง เมื่อชีตาห์ใช้เล็บตะปบให้ทอมสันส์กาเซลล์ล้มลง และนั่นคือภาพสุดท้ายที่ผมเห็นท่ามกลางฝุ่นควันฟุ้งหนาราวกับหมอกที่ลงจัดในยามเช้า

ผมได้ยินเสียงเครื่องยนต์ของรถซาฟารีหลายคันถูกสตาร์ทแทบจะพร้อมๆ กันในวินาทีที่ทอมสันส์กาเซลล์ตัวนั้นล้มลง รถทุกคันพุ่งตรงไปยังตำแหน่งนั้นทันที

ภาพแรกที่เราเห็นเมื่อเข้าไปใกล้ก็คือ นางเสือชีตาห์กำลังงับคอทอมสันส์กาเซลล์ตัวที่เพิ่งล่ามาได้คาปากอยู่ ในขณะที่ดวงตาใสของเจ้าทอมสันส์กาเซลล์ยังคงไม่ดับสนิท ในปากยังมีเศษหญ้าที่ยังไม่ทันเคี้ยวติดอยู่ และเขาที่คดงอของมันสื่อถึงความไม่สมบูรณ์ในสายพันธุ์

แน่นอนที่สุดว่าการล่าของชีตาห์ไม่ใช่การล่าเพื่อ Trophy หรือเพื่อเอาเขาที่งดงามมาประดับฝาบ้าน หากแต่เป็นการล่าเพื่อหาอาหารมาต่อชีวิตให้ตัวนางเองและลูกๆ ในฐานะสัตว์ที่ช่วยควบคุมประชากรและคอยคัดสายพันธุ์ของท้องทุ่งมาตั้งแต่ครั้งบรรพกาล 

แต่กระนั้น การล่าแต่ละครั้งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย นางชีตาห์ยังคงงับคอทอมสันส์กาเซลล์อยู่อย่างนั้นไปเกือบ 10 นาที จนกว่านางจะมั่นใจว่าเจ้าทอมสันส์กาเซลล์ตายสนิทแล้วและหนีไปไหนไม่ได้ ก่อนที่นางจะส่งเสียงเล็กๆ เรียกให้ลูกๆ เข้ามากินอาหาร ในขณะที่นางทิ้งตัวลงไปนอนด้วยท่าทีที่เหนื่อยอ่อนจากการเรียกพลังงานทั้งหมดมาใช้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่วินาที

แม้ว่าชีตาห์จะเป็นสัตว์ที่ได้ชื่อว่าวิ่งเร็วที่สุดในโลก หากในความเป็นจริง ชีตาห์วิ่งด้วยความเร็วเท่านั้นได้เพียงระยะทางสั้นๆ ในเวลาจำกัด ถ้าหากจะเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายๆ ชีตาห์ก็เหมือนนักวิ่งลมกรด 100 เมตร คนที่วิ่งเร็วมักไม่ใช่นักวิ่งมาราธอนที่จะวิ่งระยะทางไกลๆ ได้ดีเสมอไป ถ้าหากระยะทางในการล่ายืดยาวออกไป โอกาสที่ชีตาห์จะล่าเหยื่อสำเร็จก็ยิ่งน้อยลง

ตามติดวินาทีล่าเหยื่อของแม่ ชีตาห์ ลูกอ่อน นักวิ่งฟลมกรดแห่งแอฟริกา
จังหวะชีวิตที่อาจจะพลิกผันเพียงแค่เสี้ยววินาทีกลางท้องทุ่งของผู้ล่าและผู้ถูกล่า การล่าของสัตว์กินเนื้ออย่างชีตาห์มีจุดประสงค์ทางธรรมชาติเพื่อควบคุมประชากรและคัดสรรสายพันธุ์ เหยื่อตัวที่ช้าและอ่อนแอที่สุดจะตกเป็นอาหาร ดังเช่นทอมสันส์กาเซลล์ตัวนี้ที่มีเขาบิดเบี้ยวและวิ่งช้าที่สุด จะตกเป็นเหยื่อเพื่อต่อชีวิตให้เธอและลูกๆ ของเธอ

อีกเกือบครึ่งชั่วโมงต่อมาหลังจากลูกๆ ของนางกินอาหารมื้อนั้นเสร็จเรียบร้อย นางก็เริ่มต้นกินอาหาร ในขณะที่ลูกๆ เริ่มเรียนรู้บทเรียนในการล่าด้วยการเข้าไปงับที่คอของทอมสันส์กาเซลล์ตัวนั้นบ้าง บ้างก็กระโจนขึ้นไปบนตัวเหยื่อที่นอนนิ่งอยู่กับพื้น

ชีตาห์จะกินอาหารของมันให้มากที่สุดในคราวเดียว และมักจะไม่กลับมากินต่ออีก เพราะเหยื่อที่ถูกทิ้งไว้กลางทุ่งโล่งจะชักนำสัตว์ผู้ล่าขนาดใหญ่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นสิงโตหรือฝูงไฮยีนา ชีตาห์ซึ่งมีขนาดที่เล็กกว่านั้น ไม่ต้องคิดเลยว่าจะไปต่อกรกับสัตว์นักล่าขนาดใหญ่พวกนั้นได้ และสิ่งที่อันตรายที่สุดสำหรับลูกๆ ของชีตาห์ก็คือสิงโตตัวผู้ ที่มักทำร้ายและฆ่าลูกชีตาห์ที่อยู่ในอาณาเขตของมันอยู่เสมอ

หลายๆ คนอาจจะสับสนระหว่างชีตาห์กับเสือดาว สิ่งแรกที่สังเกตเห็นได้ง่ายที่สุดก็คือลวดลายบนลำตัว ของชีตาห์จะเป็นจุดสีดำกลมๆ ในขณะที่เสือดาวจะเป็นลายที่เรียกกันว่า ลายขยุ้มตีนหมา เมื่อพิจารณาถึงรูปทรงของมัน ชีตาห์เป็นสัตว์ที่มีหัวและกรามค่อนข้างเล็ก ไม่มีกล่องเสียงเหมือนกับเสือขนาดใหญ่ชนิดอื่นๆ ลักษณะลำตัวผอมเพรียว บริเวณใบหน้ามีเส้นสีดำพาดลงมา เรียกว่าเส้นหยาดน้ำตา หรือ แอ่งน้ำตา (Tear Lines) ซึ่งช่วยลดแสงสะท้อนที่เข้ามาสู่ดวงตา เพื่อให้มองเห็นได้ชัดเจนในช่วงที่ออกล่าเหยื่อกลางแดด เป็นหลักการเดียวกันกับการที่ทหารเรือพลซุ่มยิงเอาสีดำมาป้ายเหนือแก้มเพื่อลดแสงสะท้อน

ตามติดวินาทีล่าเหยื่อของแม่ ชีตาห์ ลูกอ่อน นักวิ่งฟลมกรดแห่งแอฟริกา
หลังจากกินอาหารเสร็จ ลูกชีตาห์จะเข้ามาให้แม่ทำความสะอาดร่างกาย ก่อนจะผละจากซากที่กินจนอิ่มแล้ว

ในขณะที่เสือดาวซึ่งจัดเป็นนักล่าขนาดใหญ่หรือ Big 5 แห่งท้องทุ่งแอฟริกานั้น จะมีหัวขนาดใหญ่กว่า มีช่วงขาที่สั้นกว่า และมีรูปร่างลักษณะลำตัวที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ แบกเหยื่อที่มีขนาดพอๆ กับมันขึ้นไปไว้บนต้นไม้ได้ เพื่อหลบให้พ้นจากสายตาของสิงโต  

ชีตาห์อาศัยอยู่ในทุ่งโล่ง ส่วนเสือดาวมักจะรอดักเหยื่ออยู่บนต้นไม้ในบริเวณที่รกทึบ

ในอดีต ชีตาห์เคยอาศัยอยู่ทั่วไปในทวีปแอฟริกาตะวันออกกลางและบางส่วนของทวีปเอเชีย แต่ปัจจุบันคงเหลืออยู่ในบางส่วนของทวีปแอฟริกาเฉพาะตามเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเท่านั้น

Writer & Photographer

นัท สุมนเตมีย์

ช่างภาพใต้น้ำมืออาชีพที่เรียกได้ว่าคนแรกๆ ของประเทศไทย เริ่มต้นจากการเป็นช่างภาพและนักเขียนให้กับนิตยสาร อ.ส.ท. และ อีกหลากหลายนิตยสารทั้งในและต่างประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 ปัจจุบันนอกเหนือจากการถ่ายภาพแล้ว นัท ยังถ่ายภาพยนต์สารคดีใต้ท้องทะเล และบันทึกภาพทางอากาศให้กับทีมงานสารคดีหลายทีม

Life on Earth

เรื่องราวสรรพชีวิตที่อยู่บนโลกใบเดียวกับเรา

พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 คือทริปดำน้ำนอกประเทศครั้งล่าสุด ชีวิตก่อน COVID-19 ของเรา เต็มไปด้วยการเดินทาง ทริปดำน้ำนอกประเทศมีต่อเนื่อง การเดินทางเพื่อออกไปตามหาทะเลที่มีฉลามเยอะกว่า ทะเลที่มีฝูงปลาเยอะกว่า ทะเลที่น้ำใสกว่า ทะเลที่น่าตื่นเต้นยิ่งกว่า

ภาษาอังกฤษมีคำกล่าวที่ว่า สนามหญ้าข้างบ้านเขียวกว่าบ้านเราเสมอ เรามักจะมองออกไปสู่สิ่งที่ไม่ใช่ของเรา และเผลอคิดอิจฉาเปรียบเทียบกับสิ่งที่เรามีอยู่เสมอ

ตลอดช่วงปีที่ผ่านมา การเดินทางออกนอกประเทศถูกจำกัด หลายคนเดินทางย้อนอดีตด้วยการนั่งไล่ดูภาพเก่าจากฮาร์ดดิส เฝ้ารอวันที่จะได้กลับไปเดินทางดำน้ำต่างประเทศอีกครั้ง สำหรับเราการออกไปดำน้ำหลายๆ ที่ในไทย กลายเป็นการย้อนอดีตโดยไม่ได้ตั้งใจ การเดินทางพากลับสู่พื้นที่ละแวกบ้านเก่าที่ไม่ได้แวะเวียนไปเสียนาน

แนวปะการังแข็งที่สมบูรณ์ของเกาะราชาน้อย
แนวปะการังแข็งที่สมบูรณ์ของเกาะราชาน้อย 
ภาพ : พลพิชญ์ คมสัน
ทรายขาวละเอียดของเกาะราชาน้อย
ทรายขาวละเอียดของเกาะราชาน้อย

แสงแดดจ้า ท้องฟ้าใส พื้นทรายและกองหินใต้น้ำมองเห็นได้ชัดจากบนเรือ ทรายสีขาวที่เป็นลักษณะเด่นของเกาะราชาน้อยเป็นเหมือนแผ่นรีเฟล็กต์ขนาดใหญ่ สะท้อนแดดที่ส่องผ่านลงมาทำให้ทุกอย่างสว่างสดใส ปลาตัวเล็กสีสดกระจายตัวไปทั่ว เหมือนดอกไม้ประดับทุ่งปะการัง

20 ปีที่แล้วสมัยยังทำงานเป็นไกด์ดำน้ำดูแลลูกค้าที่ภูเก็ต ร้านดำน้ำที่ทำงานประจำด้วยจะไปดำน้ำที่เกาะราชาน้อยทุกวันพุธ ชีวิตของไกด์ดำน้ำสมัยนั้นคือต้องโทรเช็กงานทุกวันว่าพรุ่งนี้มีงานให้เราทำหรือไม่ ถ้าหากวันไหนไม่มีงานทำ ก็มีสิทธิ์ขอติดเรือไปเพื่อดำน้ำเล่นได้ ทุกสัปดาห์เราคอยลุ้นอยากให้วันพุธเป็นวันว่างงาน เพราะอยากไปดำน้ำเล่นที่เกาะราชาน้อย กอปะการังอ่อนหลายสีที่อัดตัวแน่นตามซอกหิน กัลปังหาต้นใหญ่แผ่กิ่งกว้าง ขวางทางกระแสน้ำไหล กลางน้ำมีปลาสากตัวใหญ่ว่ายเป็นฝูง ลานทรายด้านนอกมีโอกาสให้ลุ้นเจอฉลามเสือดาวนอนนิ่งอยู่ สภาพใต้น้ำของที่นี่คล้ายกับสภาพใต้น้ำของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลันมากกว่าจุดดำน้ำอื่นๆ ของภูเก็ต หากจะเรียกว่านี่คือจุดดำน้ำลับที่ซ่อนอยู่ก็คงไม่ผิด

เกาะราชาน้อยเคยเป็นเกาะที่อยู่นอกเส้นทางของทริปดำน้ำแบบ Liveaboard เพราะตำแหน่งที่ตั้งซึ่งห่างไกลจากจุดดำน้ำหลักที่นิยมกันอยู่หลายชั่วโมง หลังจาก COVID-19 มาเยือน ทุกคนมองหาจุดดำน้ำใหม่เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ เกาะราชาน้อยกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางของหลายคน

พอได้กลับมาลงดำน้ำในจุดที่คุ้นเคย ความตื่นเต้นและความคิดถึงผสมปนเปกันไปหมด หินใต้น้ำหลายก้อนดูคุ้นตา คลับคล้ายคลับคลาเหมือนจะจำได้ แต่พอมองอีกสักพักก็เริ่มไม่แน่ใจ ความทรงจำในอดีตคอยกระตุกให้เราแวะดูตามซอกเล็กซอกน้อย มองหาสิ่งที่เคยพบที่นี่เมื่อหลายปีก่อน

การเดินทางสู่อดีตไม่ได้สนุกสนานประทับใจไปเสียทั้งหมด ปะการังเขากวางที่เคยแผ่ตัวเป็นลานกว้างกอใหญ่ในอดีตหายไปแล้ว ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ใจหายอย่างบอกไม่ถูก พื้นที่เดิมถูกแทนที่ด้วยปะการังอื่นๆ ที่กำลังเริ่มก่อตัวขึ้นมาใหม่ ปลากัดทะเลว่ายออกมาจากโพรงกอปะการังใหม่นี้ ปลาชนิดนี้พบตัวได้ยาก ในอดีตเราก็เคยเจอพวกมันอยู่บ้างที่เกาะนี้ ภาพจากอดีตกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ถึงแม้พื้นที่จะไม่เหมือนเดิม แต่ผู้อยู่อาศัยหน้าเดิมๆ ยังคงมีให้เห็นอยู่

 ฉลามวาฬแห่งหินแปดไมล์
 ฉลามวาฬแห่งหินแปดไมล์
บางครั้งหินแปดไมล์ก็มีสภาพน้ำขุ่น การโผล่มาใกล้ๆ ของฉลามวาฬเป็นเซอร์ไพรส์ให้นักดำน้ำ
บางครั้งหินแปดไมล์ก็มีสภาพน้ำขุ่น การโผล่มาใกล้ๆ ของฉลามวาฬเป็นเซอร์ไพรส์ให้นักดำน้ำ

เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2563 ชาวประมงในพื้นที่หลีเป๊ะนำข่าวฉลามวาฬหลายตัวเข้าพื้นที่มาบอกนักดำน้ำท้องถิ่น จากปากต่อปาก จากภาพถ่ายไม่กี่ใบ เพียงไม่กี่อาทิตย์ จุดดำน้ำที่ชื่อว่าหินแปดไมล์ซึ่งเคยถูกเมินจากเรือ Liveaboard มาหลายปีเพราะความไกลและเงียบเหงา กลายเป็นจุดดำน้ำที่ไม่มีใครไม่รู้จัก ฉลามวาฬ 4 – 5 ตัวว่ายวนรอบกองหินโชว์ตัวให้นักดำน้ำเห็นพร้อมๆ กันเกือบทุกวัน บางตัวเข้ามาใกล้นักดำน้ำอย่างอยากรู้ พวกมันผลัดกันเข้าออกวนรอบกองหินตลอดทั้งชั่วโมงที่เราอยู่ใต้น้ำ

ฉลามวาฬเปรียบเหมือนเป็นจอกศักดิ์สิทธิ์ของนักดำน้ำ เป็นเควสต์ที่ต้องผ่าน เป็นเป้าหมายในชีวิตของนักดำน้ำ ทุกคนอยากจะเห็นฉลามวาฬอย่างน้อยครั้งหนึ่ง และถ้าหากได้พบมากกว่าหนึ่งตัวพร้อมกัน มันคือสุดยอดความฝันที่เป็นจริง

แทบไม่เคยมีการพบเจอฉลามวาฬหลายตัวพร้อมๆ กันแบบนี้ในเมืองไทย บางคนถึงกับพูดว่าไม่ต้องไปถึงต่างประเทศอีกแล้วก็ได้ เพื่อจะได้สัมผัสบรรยากาศของการดำน้ำกับฉลามวาฬหลายตัว เมืองไทยคือที่สุดของแหล่งดำน้ำ

เหตุการณ์ ‘ฉลามวาฬแห่งหินแปดไมล์’ ดำเนินอยู่ประมาณ 2 เดือน หลังจากนั้น ทุกอย่างก็กลับสู่สภาพเดิม ไม่มีใครให้คำตอบได้ว่าพวกมันมารวมตัวกันทำไม สิ่งที่ทุกคนทำได้คือแค่รอให้เดือนสิงหาคมกลับมาอีกครั้ง

ปลาไหลมอเรย์ตาขาว เป็นปลาธรรมดาๆ ที่หาดูได้ไม่ยาก แต่เราก็ชอบที่จะมองหามันตามซอกเล็กของกองหินริเชลิว
ปลาไหลมอเรย์ตาขาว เป็นปลาธรรมดาๆ ที่หาดูได้ไม่ยาก แต่เราก็ชอบที่จะมองหามันตามซอกเล็กของกองหินริเชลิว 
ภาพ : พลพิชญ์ คมสัน

“แหล่งดำน้ำของไทยเป็นหนึ่งในสิบสุดยอดแหล่งดำน้ำที่ดีที่สุดของโลก” 

นักดำน้ำส่วนใหญ่ต้องเคยได้ยินประโยคนี้มาแล้วอย่างน้อยครั้งหนึ่ง ที่มาของประโยคนี้ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว นักดำน้ำรุ่นบุกเบิกซึ่งเป็นตำนานของการสำรวจโลกใต้ทะเล ฌาร์ก คูสโต (Jacques Cousteau) นำเรือคาลิปโซที่เป็นฐานในการสำรวจทะเลรอบโลก เข้ามาสำรวจทะเลไทย จากการเดินทางครั้งนั้น คูสโตยกให้กองหินริเชลิวเป็นหนึ่งในสุดยอดแหล่งดำน้ำที่ดีที่สุดของโลก เพราะความหลากหลายอัดแน่น และความตื่นตาที่เขาพบเจอตลอดทั้งไดฟ์

ทุกวันนี้กองหินริเชลิวเป็นจุดหมายที่ไม่มีเรือลำไหนอยากพลาด รูปทรงเกือกม้าของกองหินฝังแน่นอยู่ในใจ ถ้าหากปิดตาแล้วพาเราไปหย่อนไว้ตรงไหนก็ตาม เราก็มั่นใจว่าจะหาทางกลับไปสู่จุดที่มีทุ่นผูกเรือได้ถูกแน่นอน ทุกปีเราได้กลับมาดำน้ำที่กองหินนี้อยู่เสมอ แต่ทุกไดฟ์ล้วนแตกต่างกันออกไปไม่ซ้ำเดิม

ที่นี่คือจุดที่เราได้เจอฉลามวาฬครั้งแรกในชีวิตของการดำน้ำ พอว่ายผ่านมุมหินด้านเดิม ภาพของฉลามวาฬตัวแรกที่ว่ายตรงเข้ามาหาก็ผุดขึ้นมาในใจ โพรงถ้ำเก่าที่เคยเป็นที่อยู่ของกุ้งตัวตลกตัวแรกที่เคยเจอ ยังคงอยู่ในสภาพเดิม ถึงแม้ว่าไม่ได้เจอพวกมันที่จุดนี้มาหลายปีแล้วก็ตาม แต่เราก็แอบหยุดมองหาไม่ได้ ปีนี้ที่ริเชลิวก็มีกุ้งตัวตลกอาศัยอยู่ แต่พวกมันหลบอยู่อีกฝากหนึ่งของหินทรงเกือกม้า กุ้งตัวตลกคู่ล่าสุดของริเชลิวมีขนาดตัวเล็กกว่าตัวอื่นๆ ที่เคยเห็นมา เราแวะดูพวกมันทุกครั้งที่ทำได้ ถึงแม้บางครั้งจะเป็นการแวะเพื่อทักทายเฉยๆ ไม่ได้หยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูปพวกมันเลยด้วยซ้ำ

ท่องอดีตแหล่งดำน้ำเมืองไทยที่ได้ชื่อว่า 1 ใน 10 สุดยอดแหล่งดำน้ำที่ดีที่สุดของโลก
ปลาปักเป้าสองตัวว่ายไล่กัน
ภาพ : พลพิชญ์ คมสัน
ท่องอดีตแหล่งดำน้ำเมืองไทยที่ได้ชื่อว่า 1 ใน 10 สุดยอดแหล่งดำน้ำที่ดีที่สุดของโลก
ปลาสากเจ้าประจำลอยตัวนิ่ง
ภาพ : พลพิชญ์ คมสัน
ท่องอดีตแหล่งดำน้ำเมืองไทยที่ได้ชื่อว่า 1 ใน 10 สุดยอดแหล่งดำน้ำที่ดีที่สุดของโลก
ฝูงปลาข้างเหลืองว่ายเกาะกลุ่มตามกันเป็นสาย

ในพื้นที่อ่าวด้านทิศใต้ ปลาปักเป้าตัวใหญ่สองตัวว่ายไล่กันโดยไม่สนใจทิศทางและนักดำน้ำที่คอยแอบมองอยู่ข้างๆ 2 – 3 ปีหลังที่มาที่นี่จะเจอปลาสากหนึ่งตัวลอยนิ่งอยู่ด้านในกองหิน เราไม่เคยแน่ใจว่ามันเป็นปลาสากตัวเดิมหรือเปล่า แต่ก็คอยมองหามันทุกรอบ ฝูงปลาข้างเหลืองที่อยู่ประจำข้างแนวหินสูงที่โผล่พ้นน้ำดูเหมือนน้อยลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เหล่าปลานักล่าที่คอยวนอยู่รอบกองก็น้อยลงไปเช่นกัน

ทุกจุดที่ว่ายผ่าน เราอดเปรียบเทียบสิ่งที่เห็นกับภาพในอดีตไม่ได้ ภาพจากความทรงจำมักจะหอมหวานกว่าปัจจุบันเสมอ ปลาเยอะกว่า ปะการังแน่นกว่า แต่เมื่อตั้งใจมองภาพปัจจุบันอย่างเป็นกลาง สิ่งที่เห็นตรงหน้าก็ไม่ได้แย่กว่าอดีตไปเสียทั้งหมด

ปีนี้ปลากบสีดำตัวใหญ่ใช้กองหินด้านนอกเป็นที่อยู่อาศัยตลอดทั้งซีซั่น ปลากบตัวใหญ่ถือเป็นของหายากในน่านน้ำไทย สีตัวของมันค่อยๆ เปลี่ยนจากดำล้วนตอนช่วงต้นฤดูกาล กลายเป็นโทนสีเหลืองเปรอะแซมมากขึ้นเรื่อยๆ ที่หินก้อนเดียวกัน 2 – 3 เดือนล่าสุด มีปลาหมอทะเลตัวใหญ่ ลอยนิ่งอยู่ท่ามกลางฝูงลูกปลา ทำหน้าที่เป็นแบบให้นักดำน้ำช่างภาพอย่างดี ผิดกับปลาหมอทะเลทั่วไปที่พบเจอ เจ้าตัวนี้ยอมให้นักดำน้ำเข้าใกล้มันได้มากโดยที่ไม่ว่ายหนีไป

ท่องอดีตแหล่งดำน้ำเมืองไทยที่ได้ชื่อว่า 1 ใน 10 สุดยอดแหล่งดำน้ำที่ดีที่สุดของโลก
ปลากบยักษ์ที่เป็นสีดำสนิทตอนช่วงต้นฤดูกาล เริ่มมีสีเหลืองเปรอะมากขึ้นทุกที 
ภาพ : พลพิชญ์ คมสัน
ท่องอดีตแหล่งดำน้ำเมืองไทยที่ได้ชื่อว่า 1 ใน 10 สุดยอดแหล่งดำน้ำที่ดีที่สุดของโลก
ปลาหมอทะเลตัวใหญ่ลอยนิ่งเป็นแบบให้ช่างภาพโดยไม่ว่ายหนี

การระบาดรอบที่ 3 ทำให้ปีนี้เราต้องบอกลาหินเกือกม้าและจุดดำน้ำอื่นทางฝั่งอันดามันเร็วกว่าปกติ หลังจากเดือนพฤษภาคม ลมมรสุมก็จะเริ่มเข้ามา ฤดูกาลตามธรรมชาติก็จะหมุนไปอีกปีหนึ่ง

เมื่อวันที่ทางเลือกในการเดินทางเปิดกว้างอย่างอิสระกลับมา การเลือกมองหาร่องรอยที่เปลี่ยนไปของอดีต หรือมองออกไปหาความตื่นเต้นที่มากกว่าข้างหน้า ล้วนแล้วแต่เป็นทางเลือกของแต่ละคน แต่ไม่ว่าจะไปที่ไหน สิ่งที่ทำให้สุขใจอย่างแท้จริงไม่ได้อยู่ที่สถานที่ที่ล้อมเราอยู่ แต่อยู่ภายในใจของเราเอง

สารคดีสัญชาติไทย

พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 คือทริปดำน้ำนอกประเทศครั้งล่าสุด ชีวิตก่อน COVID-19 ของเรา เต็มไปด้วยการเดินทาง ทริปดำน้ำนอกประเทศมีต่อเนื่อง การเดินทางเพื่อออกไปตามหาทะเลที่มีฉลามเยอะกว่า ทะเลที่มีฝูงปลาเยอะกว่า ทะเลที่น้ำใสกว่า ทะเลที่น่าตื่นเต้นยิ่งกว่า

ภาษาอังกฤษมีคำกล่าวที่ว่า สนามหญ้าข้างบ้านเขียวกว่าบ้านเราเสมอ เรามักจะมองออกไปสู่สิ่งที่ไม่ใช่ของเรา และเผลอคิดอิจฉาเปรียบเทียบกับสิ่งที่เรามีอยู่เสมอ

ตลอดช่วงปีที่ผ่านมา การเดินทางออกนอกประเทศถูกจำกัด หลายคนเดินทางย้อนอดีตด้วยการนั่งไล่ดูภาพเก่าจากฮาร์ดดิส เฝ้ารอวันที่จะได้กลับไปเดินทางดำน้ำต่างประเทศอีกครั้ง สำหรับเราการออกไปดำน้ำหลายๆ ที่ในไทย กลายเป็นการย้อนอดีตโดยไม่ได้ตั้งใจ การเดินทางพากลับสู่พื้นที่ละแวกบ้านเก่าที่ไม่ได้แวะเวียนไปเสียนาน

แนวปะการังแข็งที่สมบูรณ์ของเกาะราชาน้อย
แนวปะการังแข็งที่สมบูรณ์ของเกาะราชาน้อย 
ภาพ : พลพิชญ์ คมสัน
ทรายขาวละเอียดของเกาะราชาน้อย
ทรายขาวละเอียดของเกาะราชาน้อย

แสงแดดจ้า ท้องฟ้าใส พื้นทรายและกองหินใต้น้ำมองเห็นได้ชัดจากบนเรือ ทรายสีขาวที่เป็นลักษณะเด่นของเกาะราชาน้อยเป็นเหมือนแผ่นรีเฟล็กต์ขนาดใหญ่ สะท้อนแดดที่ส่องผ่านลงมาทำให้ทุกอย่างสว่างสดใส ปลาตัวเล็กสีสดกระจายตัวไปทั่ว เหมือนดอกไม้ประดับทุ่งปะการัง

20 ปีที่แล้วสมัยยังทำงานเป็นไกด์ดำน้ำดูแลลูกค้าที่ภูเก็ต ร้านดำน้ำที่ทำงานประจำด้วยจะไปดำน้ำที่เกาะราชาน้อยทุกวันพุธ ชีวิตของไกด์ดำน้ำสมัยนั้นคือต้องโทรเช็กงานทุกวันว่าพรุ่งนี้มีงานให้เราทำหรือไม่ ถ้าหากวันไหนไม่มีงานทำ ก็มีสิทธิ์ขอติดเรือไปเพื่อดำน้ำเล่นได้ ทุกสัปดาห์เราคอยลุ้นอยากให้วันพุธเป็นวันว่างงาน เพราะอยากไปดำน้ำเล่นที่เกาะราชาน้อย กอปะการังอ่อนหลายสีที่อัดตัวแน่นตามซอกหิน กัลปังหาต้นใหญ่แผ่กิ่งกว้าง ขวางทางกระแสน้ำไหล กลางน้ำมีปลาสากตัวใหญ่ว่ายเป็นฝูง ลานทรายด้านนอกมีโอกาสให้ลุ้นเจอฉลามเสือดาวนอนนิ่งอยู่ สภาพใต้น้ำของที่นี่คล้ายกับสภาพใต้น้ำของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลันมากกว่าจุดดำน้ำอื่นๆ ของภูเก็ต หากจะเรียกว่านี่คือจุดดำน้ำลับที่ซ่อนอยู่ก็คงไม่ผิด

เกาะราชาน้อยเคยเป็นเกาะที่อยู่นอกเส้นทางของทริปดำน้ำแบบ Liveaboard เพราะตำแหน่งที่ตั้งซึ่งห่างไกลจากจุดดำน้ำหลักที่นิยมกันอยู่หลายชั่วโมง หลังจาก COVID-19 มาเยือน ทุกคนมองหาจุดดำน้ำใหม่เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ เกาะราชาน้อยกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางของหลายคน

พอได้กลับมาลงดำน้ำในจุดที่คุ้นเคย ความตื่นเต้นและความคิดถึงผสมปนเปกันไปหมด หินใต้น้ำหลายก้อนดูคุ้นตา คลับคล้ายคลับคลาเหมือนจะจำได้ แต่พอมองอีกสักพักก็เริ่มไม่แน่ใจ ความทรงจำในอดีตคอยกระตุกให้เราแวะดูตามซอกเล็กซอกน้อย มองหาสิ่งที่เคยพบที่นี่เมื่อหลายปีก่อน

การเดินทางสู่อดีตไม่ได้สนุกสนานประทับใจไปเสียทั้งหมด ปะการังเขากวางที่เคยแผ่ตัวเป็นลานกว้างกอใหญ่ในอดีตหายไปแล้ว ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ใจหายอย่างบอกไม่ถูก พื้นที่เดิมถูกแทนที่ด้วยปะการังอื่นๆ ที่กำลังเริ่มก่อตัวขึ้นมาใหม่ ปลากัดทะเลว่ายออกมาจากโพรงกอปะการังใหม่นี้ ปลาชนิดนี้พบตัวได้ยาก ในอดีตเราก็เคยเจอพวกมันอยู่บ้างที่เกาะนี้ ภาพจากอดีตกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ถึงแม้พื้นที่จะไม่เหมือนเดิม แต่ผู้อยู่อาศัยหน้าเดิมๆ ยังคงมีให้เห็นอยู่

 ฉลามวาฬแห่งหินแปดไมล์
 ฉลามวาฬแห่งหินแปดไมล์
บางครั้งหินแปดไมล์ก็มีสภาพน้ำขุ่น การโผล่มาใกล้ๆ ของฉลามวาฬเป็นเซอร์ไพรส์ให้นักดำน้ำ
บางครั้งหินแปดไมล์ก็มีสภาพน้ำขุ่น การโผล่มาใกล้ๆ ของฉลามวาฬเป็นเซอร์ไพรส์ให้นักดำน้ำ

เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2563 ชาวประมงในพื้นที่หลีเป๊ะนำข่าวฉลามวาฬหลายตัวเข้าพื้นที่มาบอกนักดำน้ำท้องถิ่น จากปากต่อปาก จากภาพถ่ายไม่กี่ใบ เพียงไม่กี่อาทิตย์ จุดดำน้ำที่ชื่อว่าหินแปดไมล์ซึ่งเคยถูกเมินจากเรือ Liveaboard มาหลายปีเพราะความไกลและเงียบเหงา กลายเป็นจุดดำน้ำที่ไม่มีใครไม่รู้จัก ฉลามวาฬ 4 – 5 ตัวว่ายวนรอบกองหินโชว์ตัวให้นักดำน้ำเห็นพร้อมๆ กันเกือบทุกวัน บางตัวเข้ามาใกล้นักดำน้ำอย่างอยากรู้ พวกมันผลัดกันเข้าออกวนรอบกองหินตลอดทั้งชั่วโมงที่เราอยู่ใต้น้ำ

ฉลามวาฬเปรียบเหมือนเป็นจอกศักดิ์สิทธิ์ของนักดำน้ำ เป็นเควสต์ที่ต้องผ่าน เป็นเป้าหมายในชีวิตของนักดำน้ำ ทุกคนอยากจะเห็นฉลามวาฬอย่างน้อยครั้งหนึ่ง และถ้าหากได้พบมากกว่าหนึ่งตัวพร้อมกัน มันคือสุดยอดความฝันที่เป็นจริง

แทบไม่เคยมีการพบเจอฉลามวาฬหลายตัวพร้อมๆ กันแบบนี้ในเมืองไทย บางคนถึงกับพูดว่าไม่ต้องไปถึงต่างประเทศอีกแล้วก็ได้ เพื่อจะได้สัมผัสบรรยากาศของการดำน้ำกับฉลามวาฬหลายตัว เมืองไทยคือที่สุดของแหล่งดำน้ำ

เหตุการณ์ ‘ฉลามวาฬแห่งหินแปดไมล์’ ดำเนินอยู่ประมาณ 2 เดือน หลังจากนั้น ทุกอย่างก็กลับสู่สภาพเดิม ไม่มีใครให้คำตอบได้ว่าพวกมันมารวมตัวกันทำไม สิ่งที่ทุกคนทำได้คือแค่รอให้เดือนสิงหาคมกลับมาอีกครั้ง

ปลาไหลมอเรย์ตาขาว เป็นปลาธรรมดาๆ ที่หาดูได้ไม่ยาก แต่เราก็ชอบที่จะมองหามันตามซอกเล็กของกองหินริเชลิว
ปลาไหลมอเรย์ตาขาว เป็นปลาธรรมดาๆ ที่หาดูได้ไม่ยาก แต่เราก็ชอบที่จะมองหามันตามซอกเล็กของกองหินริเชลิว 
ภาพ : พลพิชญ์ คมสัน

“แหล่งดำน้ำของไทยเป็นหนึ่งในสิบสุดยอดแหล่งดำน้ำที่ดีที่สุดของโลก” 

นักดำน้ำส่วนใหญ่ต้องเคยได้ยินประโยคนี้มาแล้วอย่างน้อยครั้งหนึ่ง ที่มาของประโยคนี้ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว นักดำน้ำรุ่นบุกเบิกซึ่งเป็นตำนานของการสำรวจโลกใต้ทะเล ฌาร์ก คูสโต (Jacques Cousteau) นำเรือคาลิปโซที่เป็นฐานในการสำรวจทะเลรอบโลก เข้ามาสำรวจทะเลไทย จากการเดินทางครั้งนั้น คูสโตยกให้กองหินริเชลิวเป็นหนึ่งในสุดยอดแหล่งดำน้ำที่ดีที่สุดของโลก เพราะความหลากหลายอัดแน่น และความตื่นตาที่เขาพบเจอตลอดทั้งไดฟ์

ทุกวันนี้กองหินริเชลิวเป็นจุดหมายที่ไม่มีเรือลำไหนอยากพลาด รูปทรงเกือกม้าของกองหินฝังแน่นอยู่ในใจ ถ้าหากปิดตาแล้วพาเราไปหย่อนไว้ตรงไหนก็ตาม เราก็มั่นใจว่าจะหาทางกลับไปสู่จุดที่มีทุ่นผูกเรือได้ถูกแน่นอน ทุกปีเราได้กลับมาดำน้ำที่กองหินนี้อยู่เสมอ แต่ทุกไดฟ์ล้วนแตกต่างกันออกไปไม่ซ้ำเดิม

ที่นี่คือจุดที่เราได้เจอฉลามวาฬครั้งแรกในชีวิตของการดำน้ำ พอว่ายผ่านมุมหินด้านเดิม ภาพของฉลามวาฬตัวแรกที่ว่ายตรงเข้ามาหาก็ผุดขึ้นมาในใจ โพรงถ้ำเก่าที่เคยเป็นที่อยู่ของกุ้งตัวตลกตัวแรกที่เคยเจอ ยังคงอยู่ในสภาพเดิม ถึงแม้ว่าไม่ได้เจอพวกมันที่จุดนี้มาหลายปีแล้วก็ตาม แต่เราก็แอบหยุดมองหาไม่ได้ ปีนี้ที่ริเชลิวก็มีกุ้งตัวตลกอาศัยอยู่ แต่พวกมันหลบอยู่อีกฝากหนึ่งของหินทรงเกือกม้า กุ้งตัวตลกคู่ล่าสุดของริเชลิวมีขนาดตัวเล็กกว่าตัวอื่นๆ ที่เคยเห็นมา เราแวะดูพวกมันทุกครั้งที่ทำได้ ถึงแม้บางครั้งจะเป็นการแวะเพื่อทักทายเฉยๆ ไม่ได้หยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูปพวกมันเลยด้วยซ้ำ

ท่องอดีตแหล่งดำน้ำเมืองไทยที่ได้ชื่อว่า 1 ใน 10 สุดยอดแหล่งดำน้ำที่ดีที่สุดของโลก
ปลาปักเป้าสองตัวว่ายไล่กัน
ภาพ : พลพิชญ์ คมสัน
ท่องอดีตแหล่งดำน้ำเมืองไทยที่ได้ชื่อว่า 1 ใน 10 สุดยอดแหล่งดำน้ำที่ดีที่สุดของโลก
ปลาสากเจ้าประจำลอยตัวนิ่ง
ภาพ : พลพิชญ์ คมสัน
ท่องอดีตแหล่งดำน้ำเมืองไทยที่ได้ชื่อว่า 1 ใน 10 สุดยอดแหล่งดำน้ำที่ดีที่สุดของโลก
ฝูงปลาข้างเหลืองว่ายเกาะกลุ่มตามกันเป็นสาย

ในพื้นที่อ่าวด้านทิศใต้ ปลาปักเป้าตัวใหญ่สองตัวว่ายไล่กันโดยไม่สนใจทิศทางและนักดำน้ำที่คอยแอบมองอยู่ข้างๆ 2 – 3 ปีหลังที่มาที่นี่จะเจอปลาสากหนึ่งตัวลอยนิ่งอยู่ด้านในกองหิน เราไม่เคยแน่ใจว่ามันเป็นปลาสากตัวเดิมหรือเปล่า แต่ก็คอยมองหามันทุกรอบ ฝูงปลาข้างเหลืองที่อยู่ประจำข้างแนวหินสูงที่โผล่พ้นน้ำดูเหมือนน้อยลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เหล่าปลานักล่าที่คอยวนอยู่รอบกองก็น้อยลงไปเช่นกัน

ทุกจุดที่ว่ายผ่าน เราอดเปรียบเทียบสิ่งที่เห็นกับภาพในอดีตไม่ได้ ภาพจากความทรงจำมักจะหอมหวานกว่าปัจจุบันเสมอ ปลาเยอะกว่า ปะการังแน่นกว่า แต่เมื่อตั้งใจมองภาพปัจจุบันอย่างเป็นกลาง สิ่งที่เห็นตรงหน้าก็ไม่ได้แย่กว่าอดีตไปเสียทั้งหมด

ปีนี้ปลากบสีดำตัวใหญ่ใช้กองหินด้านนอกเป็นที่อยู่อาศัยตลอดทั้งซีซั่น ปลากบตัวใหญ่ถือเป็นของหายากในน่านน้ำไทย สีตัวของมันค่อยๆ เปลี่ยนจากดำล้วนตอนช่วงต้นฤดูกาล กลายเป็นโทนสีเหลืองเปรอะแซมมากขึ้นเรื่อยๆ ที่หินก้อนเดียวกัน 2 – 3 เดือนล่าสุด มีปลาหมอทะเลตัวใหญ่ ลอยนิ่งอยู่ท่ามกลางฝูงลูกปลา ทำหน้าที่เป็นแบบให้นักดำน้ำช่างภาพอย่างดี ผิดกับปลาหมอทะเลทั่วไปที่พบเจอ เจ้าตัวนี้ยอมให้นักดำน้ำเข้าใกล้มันได้มากโดยที่ไม่ว่ายหนีไป

ท่องอดีตแหล่งดำน้ำเมืองไทยที่ได้ชื่อว่า 1 ใน 10 สุดยอดแหล่งดำน้ำที่ดีที่สุดของโลก
ปลากบยักษ์ที่เป็นสีดำสนิทตอนช่วงต้นฤดูกาล เริ่มมีสีเหลืองเปรอะมากขึ้นทุกที 
ภาพ : พลพิชญ์ คมสัน
ท่องอดีตแหล่งดำน้ำเมืองไทยที่ได้ชื่อว่า 1 ใน 10 สุดยอดแหล่งดำน้ำที่ดีที่สุดของโลก
ปลาหมอทะเลตัวใหญ่ลอยนิ่งเป็นแบบให้ช่างภาพโดยไม่ว่ายหนี

การระบาดรอบที่ 3 ทำให้ปีนี้เราต้องบอกลาหินเกือกม้าและจุดดำน้ำอื่นทางฝั่งอันดามันเร็วกว่าปกติ หลังจากเดือนพฤษภาคม ลมมรสุมก็จะเริ่มเข้ามา ฤดูกาลตามธรรมชาติก็จะหมุนไปอีกปีหนึ่ง

เมื่อวันที่ทางเลือกในการเดินทางเปิดกว้างอย่างอิสระกลับมา การเลือกมองหาร่องรอยที่เปลี่ยนไปของอดีต หรือมองออกไปหาความตื่นเต้นที่มากกว่าข้างหน้า ล้วนแล้วแต่เป็นทางเลือกของแต่ละคน แต่ไม่ว่าจะไปที่ไหน สิ่งที่ทำให้สุขใจอย่างแท้จริงไม่ได้อยู่ที่สถานที่ที่ล้อมเราอยู่ แต่อยู่ภายในใจของเราเอง

สารคดีสัญชาติไทย

Writer

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay และเป็นหนึ่งในทีม #สารคดีสัญชาติไทย

Photographers

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay และเป็นหนึ่งในทีม #สารคดีสัญชาติไทย

พลพิชญ์ คมสัน

เริ่มต้นชีวิตจากการเป็นสถาปนิกแต่ชอบหนีงานไปเข้าป่าลงทะเล ผสมกับความอินโทรเวิร์ตเล็กๆ เลยเปลี่ยนสายอาชีพมาเป็นช่างภาพใต้น้ำและคนทำสารคดี เคยทำนิตยสารดำน้ำระดับอินเตอร์ ผลิตงานสารคดีใต้น้ำ และงานโฆษณาหลายชิ้น ปัจจุบันเป็นแอดมินเพจ Digitalay และหนึ่งในทีมสารคดีสัญชาติไทย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load