The Cloud X สาคดีสัญชาติไทย

“ชีตาห์ตัวนั้นกำลังเดินตรงไปที่รถที่จอดอยู่กลางทุ่งตรงนั้น” ซูยี ชายวัยกลางคนชาวเคนยาผู้ที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัย บอกผมก่อนจะค่อยๆ เคลื่อนรถขยับเข้าไปหามุมให้ผมบันทึกภาพ

“ระวังนะ มันอาจจะปีนขึ้นไปบนหลังคารถเพื่อมองเหยื่อ” พูดแทบไม่ทันขาดคำ ชีตาห์ตัวนั้นก็กระโจนขึ้นหลังคารถขับเคลื่อนสี่ล้อคันที่จอดอยู่ข้างหน้าเราทันที ในจังหวะที่ผมวางกล้องที่ติดเลนส์ Super Telephoto ขนาด 600 มิลลิเมตรลงแล้วหยิบกล้องอีกตัวที่ติดเลนส์ซูม 120 – 300 มิลลิเมตร ขึ้นมาเพื่อบันทึกภาพที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเพียงเสี้ยววินาทีนั้น

คนที่นั่งอยู่ในรถดูเหมือนจะไม่รับรู้ถึงการมาของชีตาห์ตัวนั้น คนหนึ่งนั่งคุยโทรศัพท์อยู่ ในขณะที่อีกคนดูเหมือนจะเล่น Ipad อยู่ ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วินาทีที่ชีตาห์กระโดดขึ้นมาจากท้ายรถและเดินไปบนหลังคาที่เปิดโล่งเป็นช่องขนาดใหญ่ ก่อนที่จะกระโดดลงทางด้านหน้าของรถยนต์ และมุ่งหน้ากลับไปหาฝูง

ทุกวินาทีที่เราอยู่ในท้องทุ่งของแอฟริกา เรื่องราวอันน่าประหลาดใจเกิดขึ้นได้ทุกเสี้ยววินาที

“ชีตาห์เป็นนักล่ากลางแดด และมันชอบขึ้นไปมองเหยื่อจากที่สูงๆ ไม่ว่าจะเป็นบนก้อนหิน เนินดิน และในท้องทุ่งมาไซมาร่าแห่งนี้ รถยนต์ที่จอดอยู่นิ่งๆ ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้ชีตาห์ขึ้นไปมองเหยื่อที่อยู่ห่างออกไปในระยะไกลได้” ซูยีบอกผม

ตามติดวินาทีล่าเหยื่อของแม่ชีตาห์ ลูกอ่อน นักวิ่งฟลมกรดแห่งแอฟริกา
ชีตาห์ชอบอาศัยอยู่ตามทุ่งโล่ง และชอบขึ้นไปบนก้อนหินหรือจอมปลวกขนาดใหญ่เพื่อเฝ้าดูทิศทางการเคลื่อนไหวของเหยื่อจากระยะไกลเป็นระยะๆ เพื่อเคลื่อนที่ไปดักรอจับเหยื่อ

ด้วยประสบการณ์นับสิบปีที่เขาเคยทำงานเป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าในมาไซมาร่า ก่อนที่จะผันตัวมาเป็นไกด์ขับรถพานักท่องเที่ยวและทีมงานสารคดีชื่อดังจากทั่วโลกมาบันทึกภาพสัตว์ป่าในท้องทุ่งแห่งนี้ เขาบอกเล่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นเบื้องหน้าผมได้ราวกับพ่อมดผู้หยั่งรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาอีกไม่กี่นาที

มันมักจะเป็นเช่นนั้นเสมอ…

ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าอะไรทำให้ผมผูกพันกับทวีปแอฟริกา อาจจะเป็นเพราะหนังสือที่เคยอ่านสมัยเด็กๆ หรือภาพประทับใจจากภาพยนตร์ ที่ทำให้ผมเดินทางมาแอฟริกาซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยที่ไม่เคยไปเหยียบทวีปยุโรปกับเขาสักครั้งในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นลอนดอน ปารีส โรม มิลาน แต่ทวีปแอฟริกา ที่ซึ่งเราเชื่อกันว่าเป็นแหล่งกำเนิดของมนุษย์ ก่อนที่จะแยกย้ายกันออกไปอาศัยอยู่บนพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลกในทุกวันนี้ กลับกลายเป็นดินแดนที่เราไม่คุ้นเคย ทั้งๆ ที่ที่นี่อาจจะเป็นบ้านแห่งแรกของมนุษย์ทุกคนบนโลกด้วยซ้ำ…

เราขับรถตามชีตาห์แม่ลูกคู่นั้นไป ซูยีกระซิบบอกผมว่า ถ้าเราโชคดี เราอาจจะได้เห็นฉากชีวิตอันน่าประทับใจของชีตาห์ เนื่องจากชีตาห์ที่มีลูกอ่อนจะต้องล่าเหยื่อแทบทุกวัน

ตามติดวินาทีล่าเหยื่อของแม่ ชีตาห์ ลูกอ่อน นักวิ่งฟลมกรดแห่งแอฟริกา
แม่ชีตาห์ที่มีลูกน้อยจะต้องออกล่าเหยื่อทุกวัน เพราะว่าชีตาห์จะไม่กลับมากินเหยื่อตัวเดิม เนื่องจากจะมีนักล่าขนาดใหญ่เช่นสิงโตหรือไฮยีนาเข้ามาแย่งเหยื่อ ซึ่งอาจเป็นอันตรายกับลูกของมันได้

ซูยีหยุดรถในระยะที่ห่างออกมาพอสมควร ชีตาห์ตัวแม่ค่อยๆ คืบคลานตัวลงไปตามพื้นหญ้าสูง เมื่อเห็นฝูงทอมสันส์กาเซลล์ (Thomson’s Gazelle) ฝูงหนึ่งกำลังหากินอยู่กลางทุ่งไกลออกไป

“เราต้องหยุดรอตรงนี้ เพราะระยะที่ชีตาห์ซุ่มอยู่ยังห่างเกินไปที่จะ Sprint ตัวเข้าไปล่าเหยื่อ ถ้าเราขยับเข้าไปใกล้กว่านี้จะไปรบกวนการล่าเหยื่อของมัน” ซูยีบอกก่อนจะดับเครื่องยนต์ ดูเหมือนว่ารถคันอื่นๆ ที่ได้ข่าวสำคัญนี้ก็ทยอยเข้ามาและหยุดดูห่างออกไปหลายร้อยเมตรเช่นเดียวกับเรา

อาหารในแต่ละมื้อของชีตาห์ไม่ได้ได้มาง่าย โดยเฉพาะชีตาห์แม่ลูกอ่อนที่ต้องเลี้ยงดูลูกน้อยซึ่งกำลังโต ยิ่งไม่ใช่เรื่องง่าย กลางป่าแห่งนี้ไม่มีซูเปอร์มาร์เก็ต หรือถึงจะมี แม่ชีตาห์ก็คงไม่มีเงินไปซื้อเนื้อมาให้ลูกๆ ของนางกินเป็นอาหาร การล่าเหยื่อแต่ละครั้งจึงต้องใช้การวางแผนบวกพละกำลังมหาศาล และไม่ใช่ทุกครั้งที่การล่าจะประสบผล

ชีตาห์ทิ้งลูกน้อยไว้ด้านหลังห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตรแล้วค่อยๆ ขยับตัวเข้าไปใกล้ฝูงทอมสันส์กาเซลล์

ดูเหมือนระยะทางและเวลาที่ผ่านไปช่างยาวนานเหลือเกิน…

ในที่สุด การรอคอยอันยาวนานของพวกเราก็สิ้นสุดลง เมื่อนางชีตาห์กระโจนตัวออกจากที่ซ่อนเข้าไปหาฝูงทอมป์สันกาเซลล์ที่แตกกระจายออกไปอย่างไร้ทิศทาง

ระยะที่ผมอยู่ห่างเกินกว่าจะบันทึกภาพได้ ผมมองภาพนั้นผ่านกล้องส่องทางไกล เห็นภาพการวิ่งหนีเพื่อเอาชีวิตรอดของผู้ถูกล่า และความพยายามที่จะล่าเหยื่อเพื่อมาเป็นอาหารให้กับลูกๆ ของชีตาห์

ในฐานะผู้สังเกตการณ์ เราไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินกฎเกณฑ์ของธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่และซับซ้อนเกินกว่าที่สติปัญญาของเราจะเข้าใจได้

ตามติดวินาทีล่าเหยื่อของแม่ ชีตาห์ ลูกอ่อน นักวิ่งฟลมกรดแห่งแอฟริกา
ช่วงเวลาที่น่ามหัศจรรย์กลางท้องทุ่งของแอฟริกาเกิดขึ้นได้ทุกวินาที และหลายๆ ครั้งเราอาจจะพลาดโมเมนต์ที่สำคัญของชีวิตไปหากมัวแต่คุยโทรศัพท์มือถือหรือเล่นโซเชียล ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ามาไซมาร่า สรรพสัตว์ในท้องทุ่งจะคุ้นเคยกับรถยนต์และมนุษย์มาก บ่อยครั้งมันจะปีนขึ้นมาบนหลังคารถเพื่อเฝ้าดูทิศทางการเคลื่อนที่ของเหยื่อ ก่อนที่จะก้าวไปสกัดในทิศทางที่เหยื่อเดินไป โดยไม่สนใจรถยนต์หรือว่าคนที่อยู่ในรถเลย

ในที่สุดการล่าก็จบลง เมื่อชีตาห์ใช้เล็บตะปบให้ทอมสันส์กาเซลล์ล้มลง และนั่นคือภาพสุดท้ายที่ผมเห็นท่ามกลางฝุ่นควันฟุ้งหนาราวกับหมอกที่ลงจัดในยามเช้า

ผมได้ยินเสียงเครื่องยนต์ของรถซาฟารีหลายคันถูกสตาร์ทแทบจะพร้อมๆ กันในวินาทีที่ทอมสันส์กาเซลล์ตัวนั้นล้มลง รถทุกคันพุ่งตรงไปยังตำแหน่งนั้นทันที

ภาพแรกที่เราเห็นเมื่อเข้าไปใกล้ก็คือ นางเสือชีตาห์กำลังงับคอทอมสันส์กาเซลล์ตัวที่เพิ่งล่ามาได้คาปากอยู่ ในขณะที่ดวงตาใสของเจ้าทอมสันส์กาเซลล์ยังคงไม่ดับสนิท ในปากยังมีเศษหญ้าที่ยังไม่ทันเคี้ยวติดอยู่ และเขาที่คดงอของมันสื่อถึงความไม่สมบูรณ์ในสายพันธุ์

แน่นอนที่สุดว่าการล่าของชีตาห์ไม่ใช่การล่าเพื่อ Trophy หรือเพื่อเอาเขาที่งดงามมาประดับฝาบ้าน หากแต่เป็นการล่าเพื่อหาอาหารมาต่อชีวิตให้ตัวนางเองและลูกๆ ในฐานะสัตว์ที่ช่วยควบคุมประชากรและคอยคัดสายพันธุ์ของท้องทุ่งมาตั้งแต่ครั้งบรรพกาล 

แต่กระนั้น การล่าแต่ละครั้งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย นางชีตาห์ยังคงงับคอทอมสันส์กาเซลล์อยู่อย่างนั้นไปเกือบ 10 นาที จนกว่านางจะมั่นใจว่าเจ้าทอมสันส์กาเซลล์ตายสนิทแล้วและหนีไปไหนไม่ได้ ก่อนที่นางจะส่งเสียงเล็กๆ เรียกให้ลูกๆ เข้ามากินอาหาร ในขณะที่นางทิ้งตัวลงไปนอนด้วยท่าทีที่เหนื่อยอ่อนจากการเรียกพลังงานทั้งหมดมาใช้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่วินาที

แม้ว่าชีตาห์จะเป็นสัตว์ที่ได้ชื่อว่าวิ่งเร็วที่สุดในโลก หากในความเป็นจริง ชีตาห์วิ่งด้วยความเร็วเท่านั้นได้เพียงระยะทางสั้นๆ ในเวลาจำกัด ถ้าหากจะเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายๆ ชีตาห์ก็เหมือนนักวิ่งลมกรด 100 เมตร คนที่วิ่งเร็วมักไม่ใช่นักวิ่งมาราธอนที่จะวิ่งระยะทางไกลๆ ได้ดีเสมอไป ถ้าหากระยะทางในการล่ายืดยาวออกไป โอกาสที่ชีตาห์จะล่าเหยื่อสำเร็จก็ยิ่งน้อยลง

ตามติดวินาทีล่าเหยื่อของแม่ ชีตาห์ ลูกอ่อน นักวิ่งฟลมกรดแห่งแอฟริกา
จังหวะชีวิตที่อาจจะพลิกผันเพียงแค่เสี้ยววินาทีกลางท้องทุ่งของผู้ล่าและผู้ถูกล่า การล่าของสัตว์กินเนื้ออย่างชีตาห์มีจุดประสงค์ทางธรรมชาติเพื่อควบคุมประชากรและคัดสรรสายพันธุ์ เหยื่อตัวที่ช้าและอ่อนแอที่สุดจะตกเป็นอาหาร ดังเช่นทอมสันส์กาเซลล์ตัวนี้ที่มีเขาบิดเบี้ยวและวิ่งช้าที่สุด จะตกเป็นเหยื่อเพื่อต่อชีวิตให้เธอและลูกๆ ของเธอ

อีกเกือบครึ่งชั่วโมงต่อมาหลังจากลูกๆ ของนางกินอาหารมื้อนั้นเสร็จเรียบร้อย นางก็เริ่มต้นกินอาหาร ในขณะที่ลูกๆ เริ่มเรียนรู้บทเรียนในการล่าด้วยการเข้าไปงับที่คอของทอมสันส์กาเซลล์ตัวนั้นบ้าง บ้างก็กระโจนขึ้นไปบนตัวเหยื่อที่นอนนิ่งอยู่กับพื้น

ชีตาห์จะกินอาหารของมันให้มากที่สุดในคราวเดียว และมักจะไม่กลับมากินต่ออีก เพราะเหยื่อที่ถูกทิ้งไว้กลางทุ่งโล่งจะชักนำสัตว์ผู้ล่าขนาดใหญ่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นสิงโตหรือฝูงไฮยีนา ชีตาห์ซึ่งมีขนาดที่เล็กกว่านั้น ไม่ต้องคิดเลยว่าจะไปต่อกรกับสัตว์นักล่าขนาดใหญ่พวกนั้นได้ และสิ่งที่อันตรายที่สุดสำหรับลูกๆ ของชีตาห์ก็คือสิงโตตัวผู้ ที่มักทำร้ายและฆ่าลูกชีตาห์ที่อยู่ในอาณาเขตของมันอยู่เสมอ

หลายๆ คนอาจจะสับสนระหว่างชีตาห์กับเสือดาว สิ่งแรกที่สังเกตเห็นได้ง่ายที่สุดก็คือลวดลายบนลำตัว ของชีตาห์จะเป็นจุดสีดำกลมๆ ในขณะที่เสือดาวจะเป็นลายที่เรียกกันว่า ลายขยุ้มตีนหมา เมื่อพิจารณาถึงรูปทรงของมัน ชีตาห์เป็นสัตว์ที่มีหัวและกรามค่อนข้างเล็ก ไม่มีกล่องเสียงเหมือนกับเสือขนาดใหญ่ชนิดอื่นๆ ลักษณะลำตัวผอมเพรียว บริเวณใบหน้ามีเส้นสีดำพาดลงมา เรียกว่าเส้นหยาดน้ำตา หรือ แอ่งน้ำตา (Tear Lines) ซึ่งช่วยลดแสงสะท้อนที่เข้ามาสู่ดวงตา เพื่อให้มองเห็นได้ชัดเจนในช่วงที่ออกล่าเหยื่อกลางแดด เป็นหลักการเดียวกันกับการที่ทหารเรือพลซุ่มยิงเอาสีดำมาป้ายเหนือแก้มเพื่อลดแสงสะท้อน

ตามติดวินาทีล่าเหยื่อของแม่ ชีตาห์ ลูกอ่อน นักวิ่งฟลมกรดแห่งแอฟริกา
หลังจากกินอาหารเสร็จ ลูกชีตาห์จะเข้ามาให้แม่ทำความสะอาดร่างกาย ก่อนจะผละจากซากที่กินจนอิ่มแล้ว

ในขณะที่เสือดาวซึ่งจัดเป็นนักล่าขนาดใหญ่หรือ Big 5 แห่งท้องทุ่งแอฟริกานั้น จะมีหัวขนาดใหญ่กว่า มีช่วงขาที่สั้นกว่า และมีรูปร่างลักษณะลำตัวที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ แบกเหยื่อที่มีขนาดพอๆ กับมันขึ้นไปไว้บนต้นไม้ได้ เพื่อหลบให้พ้นจากสายตาของสิงโต  

ชีตาห์อาศัยอยู่ในทุ่งโล่ง ส่วนเสือดาวมักจะรอดักเหยื่ออยู่บนต้นไม้ในบริเวณที่รกทึบ

ในอดีต ชีตาห์เคยอาศัยอยู่ทั่วไปในทวีปแอฟริกาตะวันออกกลางและบางส่วนของทวีปเอเชีย แต่ปัจจุบันคงเหลืออยู่ในบางส่วนของทวีปแอฟริกาเฉพาะตามเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเท่านั้น

Writer & Photographer

นัท สุมนเตมีย์

ช่างภาพใต้น้ำมืออาชีพที่เรียกได้ว่าคนแรกๆ ของประเทศไทย เริ่มต้นจากการเป็นช่างภาพและนักเขียนให้กับนิตยสาร อ.ส.ท. และ อีกหลากหลายนิตยสารทั้งในและต่างประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 ปัจจุบันนอกเหนือจากการถ่ายภาพแล้ว นัท ยังถ่ายภาพยนต์สารคดีใต้ท้องทะเล และบันทึกภาพทางอากาศให้กับทีมงานสารคดีหลายทีม

Life on Earth

เรื่องราวสรรพชีวิตที่อยู่บนโลกใบเดียวกับเรา

หมู่เกาะยาเอะยามะ (Yaeyama) เป็นหมู่เกาะที่อยู่ใต้สุดของญี่ปุ่น เป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดโอกินาว่า เกาะอิชิงากิ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของหมู่เกาะแห่งนี้ เป็นเมืองใหญ่เพียงเมืองเดียวที่เป็นศูนย์กลางของการเดินทางไปยังเกาะต่าง ๆ ของหมู่เกาะยาเอะยามะ ด้วยสนามบิน New Ishigaki และท่าเรือเฟอรี่ที่จะข้ามไปยังเกาะต่าง ๆ ในหมู่เกาะ

เกาะอิชิกากิตั้งอยู่ห่างจากโอกินาว่าลงมาประมาณ 400 กิโลเมตร และอยู่ห่างไปจากไต้หวันไปเพียงราว 300 กิโลเมตรเท่านั้น ชีวิตผู้คนในแถบนี้จึงมีการผสมผสานกันระหว่าง 2 วัฒนธรรมทั้งของจีนและญี่ปุ่น ซึ่งพบทั้งในอาหาร ศิลปวัฒนธรรม รวมไปถึงเรื่องความเชื่อและอะไรหลาย ๆ อย่าง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เกาะอิชิงากิถือว่าเป็นเมืองศูนย์กลางของการดำน้ำที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น เนื่องจากท้องทะเลในบริเวณนี้คือที่ตั้งของแนวปะการังที่มีความหลากหลายและอุดมสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่ง

กระแสน้ำอุ่น Kuroshio ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระแสน้ำที่หมุนวงรอบมหาสมุทรแปซิฟิก ได้นำความอุดมสมบูรณ์จากท้องทะเลเข้ามาสู่ญี่ปุ่น เช่นเดียวกันกระแสน้ำกัลฟ์สตรีมในมหาสมุทรแอตแลนติก และกระแสน้ำนี้ก็นำพาความหลากหลายของชีวิตขึ้นมาจากทางตอนเหนือของฟิลิปปินส์ หนึ่งประเทศที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่เรียกว่า Coral Triangle ประกอบไปด้วย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และปาปัวนิวกินี ซึ่งเป็นศูนย์กลางความหลากหลายของแนวปะการังและสรรพชีวิตในแนวปะการังบนโลกของเรา ทำให้ในบริเวณหมู่เกาะยาเอะยามะ รวมไปถึงโอกินาว่านี้ เป็นแนวปะการังเขตร้อนที่อยู่ในตำแหน่งสูงและห่างไกลจากเส้นศูนย์สูตรมากที่สุดในโลก

Yaeyama หมู่เกาะใต้สุดของญี่ปุ่น แนวปะการังเขตร้อนที่ห่างจากเส้นศูนย์สูตรที่สุดในโลก
แนวปะการังแข็งในบริเวณหมู่เกาะยาเอะยามะและโอกินาว่า แนวปะการังเขตร้อนที่อยู่ห่างไกลจากเส้นศูนย์สูตรมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ในช่วงเวลาที่ผมมาดำน้ำ บริเวณนี้อุณหภูมิน้ำสูงขึ้นถึง 33 องศาเซลเซียส ยาวนานนับเดือน จนทำให้ปะการังในแนวน้ำตื้นหลาย ๆ พื้นที่เริ่มพบปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว แต่เมื่อลมมรสุมเริ่มพัดผ่านเข้ามา อุณหภูมิของน้ำก็จะลดต่ำลง และปะการังส่วนใหญ่ก็จะกลับมาสู่ภาวะปกติ

หากแนวปะการังในบริเวณหมู่เกาะยาเอะยามะนี้ต้องเผชิญกับความท้าทายที่มากไปกว่านั้น ก็คือ จะต้องรับมือกับอุณหภูมิน้ำที่เปลี่ยนแปลงมากมายตามฤดูกาล อุณหภูมิน้ำจะลดลงไปถึง 16 องศาเซลเซียสในช่วงฤดูหนาว และในช่วงฤดูร้อนบางปี อุณภูมิก็จะสูงขึ้นมาถึง 30 องศาเซลเซียส ทำให้แนวปะการังที่หมู่เกาะแห่งนี้มีความน่าสนใจ ซึ่งแตกต่างไปจากแนวปะการังเขตร้อนในพื้นที่อื่น ๆ ทั่วโลก

Yaeyama หมู่เกาะใต้สุดของญี่ปุ่น แนวปะการังเขตร้อนที่ห่างจากเส้นศูนย์สูตรที่สุดในโลก
แนวปะการังแข็งในบริเวณนี้ปรับตัวให้ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิน้ำที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วงของปี แนวปะการังน้ำตื้นในบริเวณนี้ เกิดและตายลงสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปตลอดเวลา เมื่อปะการังบางส่วนตายไป ก็จะเป็นรากฐานให้เมล็ดพันธุ์ปะการังตัวใหม่เข้ามายึดเกาะโครงสร้างนั้นและใช้ชีวิตเติบโตต่อไป

ก้าวแรกเมื่อลงจากเครื่องบิน ผมรู้สึกแปลกใจมากที่เกาะแห่งนี้ดูไม่เหมือนญี่ปุ่นที่ผมเคยรู้จักสักนิดเดียว ถ้าจะบอกว่ามันคือฮาวาย หรือกวม หรือปาเลา ผมก็คิดว่าใช่

ตลอดเวลาที่นั่งรถแท็กซี่เข้ามาในเมือง สองข้างทางคือพื้นที่รกร้าง พื้นที่บางส่วนเป็นฟาร์มเกษตรกรรม สิ่งที่เลื่องชื่อที่สุดบนเกาะแห่งนี้ก็คือเนื้อวัวจากเกาะอิชิงากิ ซึ่งโด่งดังไม่แพ้เนื้อวัวจากแหล่งอื่น ๆ ในประเทศญี่ปุ่น ตัวเมืองอิชิงากิจัดได้ว่าค่อนข้างเล็ก มีถนนอยู่ไม่กี่บล็อก ไม่มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ แต่มีซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่อยู่ 2 – 3 แห่ง กิจกรรมหลักของผู้คนที่เดินทางมาเกาะแห่งนี้มีอยู่ 2 – 3 อย่าง ถ้าไม่ดำน้ำ ก็ตกปลา หรือไม่ก็เล่นเซิร์ฟ

Yaeyama หมู่เกาะใต้สุดของญี่ปุ่น แนวปะการังเขตร้อนที่ห่างจากเส้นศูนย์สูตรที่สุดในโลก
พื้นที่ส่วนใหญ่ของหมู่เกาะยาเอะยามะเป็นพื้นที่เกษตรกรรม รวมไปถึงการเลี้ยงสัตว์ในท้องทุ่งอันอุดมสมบูรณ์ เมืองอิชิงากิเป็นเมืองส่งออกเนื้อวัวคุณภาพสูงไม่แพ้หลายพื้นที่ในญี่ปุ่น

เรือที่เราออกไปดำน้ำนั้นเป็นเรือ Day Trip ดัดแปลงมาจากเรือประมงของญี่ปุ่น ค่อนข้างกว้างขวาง สะอาด และสะดวกสบายมาก มีห้องอาบน้ำและห้องน้ำขนาดใหญ่ไว้บริการ ถังดำน้ำส่วนใหญ่ที่ใช้บนเกาะนี้เป็นถังเหล็กใบสั้น ๆ ใช้วาวล์แบบ Yoke Valve เหมือนที่ใช้ในบ้านเรา ส่วนอุณหภูมิน้ำในช่วงหน้าร้อนของปีนี้สูงถึง 33 องศาเซลเซียส ซึ่งจัดว่าร้อนที่สุดตั้งแต่ผมเคยดำน้ำมาเลยทีเดียว

สิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดสำหรับการดำน้ำที่หมู่เกาะยาเอยามะ ก็คือแนวปะการัง ปกติที่อื่น ๆ ในโลก แนวปะการังแข็งส่วนใหญ่มักเป็นแนวลาดลงไปตาม Reef Slope หรือไม่ก็เป็นแนวยาวแบน ๆ ราบ ๆ ไปตามข้างชายเกาะ แต่แนวปะการังแข็งของที่นี่เป็นเสมือนหุบเขาที่มียอดเขาสูงต่ำสลับซับซ้อนกันไปสุดลูกหูลูกตา เวลาที่เราดำน้ำไปก็จะเหมือนล่องลอยไปตามยอดของหุบเขาเหนือหน้าผาสูง เต็มไปด้วยปะการังหลากหลายสายพันธุ์ สีสัน และรูปทรงที่แย่งกันเกาะบนเหลี่ยมมุมต่าง ๆ ของยอดเขาอันสลับซับซ้อน ยิ่งในปีนี้เป็นปีที่อุณหภูมิน้ำสูงขึ้นไปเป็นประวัติการณ์ ทำให้เกิดสภาวะปะการังฟอกขาว โดยเฉพาะในบริเวณแนวปะการังน้ำตื้นใกล้ผิวน้ำ ก็จะได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้น และจากความร้อนของแสงแดด

Yaeyama หมู่เกาะใต้สุดของญี่ปุ่น แนวปะการังเขตร้อนที่ห่างจากเส้นศูนย์สูตรที่สุดในโลก
แนวปะการังแข็งที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาราวกับเนินเขา เกิดขึ้นมาจากการทับถมตัวของแนวปะการังชั้นแล้วชั้นเล่า ทำให้การดำน้ำในบริเวณนี้เหมือนกับการว่ายเวียนไปมาเหนือยอดเขาและหุบเหวแห่งปะการัง

โอโยะ ไดฟ์ลีดเดอร์ของผมบอกว่า ปีนี้น้ำร้อนมากผิดปกติ ทำให้ปะการังเริ่มฟอกขาวมาเกือบเดือนแล้ว เพราะปีนี้ยังไม่มีพายุเข้าเลย ทำให้อุณหภูมิของน้ำไม่ลดลงเลย ถ้ามีพายุเข้ามาสักลูกหรือ 2 ลูก ปะการังที่ฟอกขาวก็น่าจะกลับเข้ามาสู่ภาวะปกติ

นอกเหนือไปจากแนวปะการังที่งดงามแล้ว เกาะยาเอะยามะยังเป็นจุดหนึ่งที่ขึ้นชื่อที่สุดในญี่ปุ่น เรื่องการมาเฝ้าชมพฤติกรรมการทำความสะอาดร่างกายของปลากระเบนราหู หรือ Manta Ray ในบริเวณ Cleaning Station 

ถ้าหากจะนับจำนวนปลากระเบนราหูที่พบได้ในบริเวณนี้ อาจจะไม่มากเท่ากับในบริเวณอ่าว Hanifaru ที่มัลดีฟส์ หรือในบริเวณหมู่เกาะโคโมโด แต่การเฝ้าชมพฤติกรรมการทำความสะอาดร่างกายของกระเบนราหูที่มาลอยตัวอยู่นิ่ง ๆ เหนือทุ่งปะการัง ซึ่งเป็นทิวเขาสลับซับซ้อนของจุดดำน้ำที่ขึ้นชื่อในบริเวณนี้ อย่าง Manta Road หรือ Manta City ก็ถือเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากที่ไหนเช่นเดียวกัน

Yaeyama หมู่เกาะใต้สุดของญี่ปุ่น แนวปะการังเขตร้อนที่ห่างจากเส้นศูนย์สูตรที่สุดในโลก
ท้องทะเลสีครามและฟ้าสีสดใสในบริเวณประภาคาร Hirakubozaki บริเวณตอนเหนือของเกาะอิชิงากิ ถ้าหากไม่มีแอปฯ ตรวจสภาพอากาศ ไม่มีทางที่เราจะรู้เลยว่ามีพายุขนาดใหญ่ระดับ Super Typhoon กำลังเคลื่อนที่ตรงเข้ามาในวันรุ่งขึ้น

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมอยากเดินทางมาดำน้ำในบริเวณนี้ ก็คือปลาบู่ทะเลตัวเล็ก ๆ ในกลุ่ม Stonogoiops ชนิดหนึ่งที่มีขนาดใกล้เคียงกับ Black-ray Goby ในบ้านเรา พบไปได้ทั่วมหาสมุทรอินเดียและน่านน้ำแปซิฟิก หากที่ในบริเวณนี้ มีปลาบู่ทะเลตัวเล็ก ๆ ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Yasha Goby หรือ Stonogobiops yasha ที่เพิ่งถูกค้นพบในช่วงไม่กี่ปี ก่อนเปลี่ยนศตวรรษในราวปี 1990 และเพิ่งได้รับการตั้งชื่อวิทยาศาสตร์อย่างเป็นทางการในปี 2001 ที่ผ่านมานี้เอง ด้วยสีสันที่สวยสะดุดตาของมันทำให้ Yasha Goby เป็นที่หมายปองของกลุ่มคนเลี้ยงปลาทั่วโลก ซึ่งใฝ่ฝันอยากได้มาครอบครองใส่ตู้เลี้ยงปลาไว้ที่บ้าน

แต่สำหรับผม Yasha Goby ที่อาจหาดูได้ตามแหล่งขายปลาอย่างตลาดนัดสวนจตุจักรหรือตามตู้ปลาบ้านเพื่อนนั้น ทำให้ผมต้องเก็บกระเป๋า แพ็กอุปกรณ์ดำน้ำ และกล้องถ่ายภาพใต้น้ำน้ำหนักรวมกันมากกว่า 50 กิโลกรัม ขึ้นเครื่องบินข้ามน้ำข้ามทะเลมานับสิบชั่วโมง เปลี่ยนเครื่อง 2 รอบ เพื่อจะมาดูปลาตัวเล็ก ๆ ที่อาศัยอยู่ในบ้านซึ่งเป็นถิ่นอาศัยของมันจริง ๆ

เมื่อมาถึงผมก็พยายามค้นหาเจ้า Yasha Goby ตามบริเวณแนวพื้นทรายด้านนอกแนวปะการัง แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะพบเห็น จนกระทั่งวันหนึ่งผมมาพบกับ Koji ซึ่งเป็นไดฟ์ลีดเดอร์อีกคนหนึ่งที่บอกว่าเขาเคยเห็น Yasha Goby และถ่ายภาพไว้ด้วยในบริเวณจุดดำน้ำที่ชื่อว่า Osaki Hanagoi Reef 

เราลงไปตามแนว Slope และพยายามค้นหาเจ้า Yasha Goby กันอยู่ 30 นาที จนเกือบจะหมดเวลาที่เราจะใช้ได้ในความลึกนั้น (การดำน้ำที่ญี่ปุ่นนี้เขาค่อนข้างเคร่งครัดเรื่องเวลามาก ว่าจะให้ดำน้ำแค่ไดฟ์ละประมาณ 45 นาทีเท่านั้น) ในขณะที่พวกเรากำลังบ่ายหัวเพื่อกลับเรือ ผมเหลือบไปเห็นปลาตัวจิ๋ว ๆ สีสันสดใส ลอยตัวขึ้นมาเหนือพื้นทรายเพื่ออ้าปากจับกินแพลงก์ตอนที่ล่องลอยมากับกระแสน้ำ อยู่เหนือพื้นทรายที่ห่างไปประมาณ 5 เมตร มันคือเจ้า Yasha Goby ที่เราตามหากันมาทั้งไดฟ์นั่นเอง

ผมทรุดตัวลงนอนบนพื้นทราย พยายามประคองลมหายใจให้เป็นปกติ และเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าที่สุดเข้าไปทีละคืบ ปลาบู่ในกลุ่มนี้ค่อนข้างไวต่อการเคลื่อนไหวที่ผิดธรรมชาติ เราสังเกตอากัปกิริยาและภาษากายได้จากการเคลื่อนไหวของมัน 

ถ้ามันลอยตัวขึ้นกลางน้ำและอ้าปากกินแพลงก์ตอน เราค่อย ๆ ขยับเข้าไปได้ทีละนิด แต่ถ้าหากมันหยุดนิ่งลงนอนบนพื้นทรายและยกครีบหลังขึ้นสูง แปลว่ามันเริ่มระแวงและพร้อมมุดกลับลงไปในรูที่อาศัยอยู่กับกุ้งดีดขันตัวเล็ก ๆ แล้ว ผมใช้เวลาในการขยับเข้าไปทีละคืบ ๆ อย่างช้า ๆ เกือบ 5 นาที กว่าที่จะเข้าใกล้และสร้างความคุ้นเคยกับเจ้า Yasha Goby ก่อนเริ่มต้นบันทึกภาพแรก และใช้เวลาอีกเกือบ 10 นาที ก่อนที่จะกลับขึ้นมาพักน้ำและขึ้นสู่ผิวน้ำ

Yaeyama หมู่เกาะใต้สุดของญี่ปุ่น แนวปะการังเขตร้อนที่ห่างจากเส้นศูนย์สูตรที่สุดในโลก
ปลาบู่ทะเล Yasha Goby (Stonogobiops yasha) ปลาบู่ทะเลตัวเล็ก ๆ ที่เพิ่งมีรายงานพบเป็นครั้งแรกในช่วงปลายศตวรรษที่ผ่านมา และได้รับการตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ในปี 2001 ปลาบู่ทะเลชนิดนี้พบได้มากในแถบมหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะในบริเวณหมู่เกาะโอกินาว่าและยาเอะยามะ รวมไปถึงบางส่วนของเกาะไต้หวัน

เราดำน้ำมาได้สัก 3 – 4 วัน โอโยะก็บอกกับผมว่า มะรืนนี้พายุกำลังจะเข้า เรืออาจจะออกไปดำน้ำไม่ได้อย่างน้อย 4 – 5 วัน จะเลื่อนตั๋วกลับเมืองไทยไหม หรือจะรอให้พายุผ่านพ้นไปก่อน สถานการณ์ของปะการังที่ฟอกขาวอยู่อาจดีขึ้นเมื่ออุณหภูมิของน้ำลดต่ำลง

Yaeyama หมู่เกาะใต้สุดของญี่ปุ่น แนวปะการังเขตร้อนที่ห่างจากเส้นศูนย์สูตรที่สุดในโลก
พายุไต้ฝุ่น หินหนามหน่อ ขณะกำลังเคลื่อนตัวผ่านเข้ามาในบริเวณชายฝั่งเกาะอิชิงากิ เนื่องจากท้องทะเลในบริเวณนี้ต้องพบกับสภาพอากาศที่รุนแรงตลอดเวลา ท่าจอดเรือในเมืองนี้จึงต้องสร้าง Break Water เป็นแนวกันคลื่นลมในท้องทะเลไม่ต่ำกว่า 3 – 4 ชั้น
หมู่เกาะยาเอะยามะ ศูนย์กลางการดำน้ำของญี่ปุ่น จุดชมปลากระเบนราหูทำความสะอาดร่างกายตัวเอง และปลาแสนสวย Yasha Goby
บนนถนนในเมืองที่ดูไร้ผู้คนราวกับเมืองร้าง ในช่วงเวลาที่พายุพัดผ่านเข้ามา เมืองอิชิงากิเคยประสบเหตุพายุพัดถล่มเมืองไปหลายครั้ง และครั้งล่าสุดคือเมื่อประมาณ 5 ปีก่อนที่พายุพัดถล่มเข้าใจกลางเมือง มีรถลอยขึ้นไปติดระเบียงชั้นสองของโรงแรม และมีเรือถูกพายุขึ้นมาอยู่บนฝั่งหลายลำ การใช้ชีวิตท่ามกลางพายุทำให้คนที่นี่ต้องปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติไม่แพ้ปะการัง เมื่อมีประกาศแจ้งเตือนพายุ ทุกคนก็จะเริ่มตุนอาหารและหาที่หลบภัยอยู่ในบ้าน จนเมื่อพายุพัดผ่านไป ทุกคนก็ออกมาใช้ชีวิตกันตามปกติ

ก่อนพายุเข้าวันหนึ่งผมขับรถวนเวียนรอบเกาะ บนเนินสูงกลางทุ่งโล่งเหนือหน้าผาริมทะเล ผมเห็นต้นไม้ต้นหนึ่งยืนต้นโดดเดี่ยวอยู่กลางทุ่งหญ้า รูปทรงอันแปลกตาของมันนั้นเติบโตขึ้นจากความพยายามที่จะถ่วงสมดุล เพื่อรับกับสภาพอากาศจากลมพายุรุนแรงที่โถมกระหน่ำเข้าในบริเวณชายฝั่งของเกาะแห่งนี้เกือบทุกปี

หมู่เกาะยาเอะยามะ ศูนย์กลางการดำน้ำของญี่ปุ่น จุดชมปลากระเบนราหูทำความสะอาดร่างกายตัวเอง และปลาแสนสวย Yasha Goby
ต้นไม้โดดเดี่ยวกลางทุ่งหญ้าเหนือหน้าผาริมทะเล พยายามเอนต้นเพื่อต่อสู้กับลมพายุที่พัดแรงถาโถมเข้ามาในบริเวณริมชายฝั่งเกาะอิชิงากิ ตลอดช่วงฤดูมรสุมที่พายุไต้ฝุ่นส่วนใหญ่จะก่อตัวขึ้นในบริเวณกลางมหาสมุทรแปซิฟิก และมักเคลื่อนตัวผ่านเข้ามาในบริเวณนี้ปีละอย่างน้อย 7 – 8 ลูก

ด้วยที่ตั้งของเกาะแห่งนี้ที่ตั้งอยู่ใจกลางมหาสมุทรแปซิฟิกและเป็นแหล่งกำเนิดของพายุไต้ฝุ่น ที่ประมาณการณ์กันว่าจะมีพายุเกิดขึ้นในบริเวณนี้ปีละไม่ต่ำกว่า 30 ลูก และมีโอกาสที่ไต้ฝุ่นเหล่านี้จะเคลื่อนตัวพัดผ่านเข้ามาในบริเวณหมู่เกาะในแถบโอกินาว่านี้อย่างน้อยโดยเฉลี่ยปีละ 7 – 8 ลูก ผู้คนที่นี้ค่อนข้างคุ้นชินกับวิถีชีวิตที่จะต้องรับมือกับพายุ และอยู่กับพายุอย่างคุ้นชินไปกับมัน

หมู่เกาะยาเอะยามะ ศูนย์กลางการดำน้ำของญี่ปุ่น จุดชมปลากระเบนราหูทำความสะอาดร่างกายตัวเอง และปลาแสนสวย Yasha Goby
ผู้คนที่อาศัยอยู่บนเกาะแห่งนี้ส่วนใหญ่ปรับชีวิตให้รับมือกับสภาพอากาศที่เลวร้ายจากลมมรสุมและพายุไต้ฝุ่นได้ดี ผมบันทึกภาพในไว้ในเย็นวันก่อนที่พายุ Super Typhoon Hinnamnor จะเคลื่อนที่ตรงเข้ามาที่เกาะแห่งนี้ ในยามเย็นวันนั้น ผู้คนก็ยังคงออกมาชื่นชมความงดงามของแสงสุดท้ายของวัน ก่อนที่จะหลบอยู่ในบ้านไปอีกเกือบสัปดาห์ 1 เต็ม ๆ ในช่วงที่ไต้ฝุ่นความเร็วลมเกือบ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเคลื่อนที่ผ่านเข้ามาที่เกาะ

หลาย ๆ คนที่อยู่ในเมืองใหญ่ อาจคิดว่าพายุไต้ฝุ่นเป็นสิ่งที่ชั่วร้าย ทำให้ฝนตกน้ำท่วม บ้านเรือนของผู้ตนเสียหาย ผู้คนได้รับอันตราย หากในความเป็นจริงแล้ว พายุไต้ฝุ่นคือองค์ประกอบหนึ่งในการหมุนเวียนของน้ำบนโลกใบนี้ ที่นำพาน้ำจากมหาสมุทรให้กลับกลายเป็นฝน ไปตกตามพื้นที่ต่าง ๆ บนโลกใบนี้ หากไม่มีลมพายุและลมฝนเกิดขึ้นบนโลกเลย สถานการณ์ที่เราทั้งหลายต้องเผชิญกับความแห้งแล้งอาจจะน่ากลัวมากกว่า

แน่นอนที่สุดว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศบนโลกใบนี้ ส่งผลให้เกิดพายุที่รุนแรงและคาดเดาได้ยากขึ้น มนุษย์เองก็ต้องปรับตัวรับกับสภาพอากาศที่รุนแรงมากขึ้นเช่นกัน

ทุกสิ่งในธรรมชาติล้วนต้องปรับตัว ไม่เว้นแม่แต่มนุษย์ที่เป็นเพียงแค่ส่วนเล็ก ๆ ส่วนหนึ่งในธรรมชาตินี้เช่นกัน

Writer & Photographer

นัท สุมนเตมีย์

ช่างภาพใต้น้ำมืออาชีพที่เรียกได้ว่าคนแรกๆ ของประเทศไทย เริ่มต้นจากการเป็นช่างภาพและนักเขียนให้กับนิตยสาร อ.ส.ท. และ อีกหลากหลายนิตยสารทั้งในและต่างประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 ปัจจุบันนอกเหนือจากการถ่ายภาพแล้ว นัท ยังถ่ายภาพยนต์สารคดีใต้ท้องทะเล และบันทึกภาพทางอากาศให้กับทีมงานสารคดีหลายทีม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load