“เราไม่เคยรู้ความหมายทั้งหมดที่ซ่อนอยู่ในภาพวาดพวกนี้มาก่อน ครั้งแรกที่ได้ยินก็น้ำตาซึมเลย”

‘พลอย’ หญิงสาวร่างกายซูบผอมแต่แววตาประกายไปด้วยความตื้นตันพูดกับเรา ขณะมองไปที่สามีที่กำลังถ่ายรูปคู่กับคอลเลกชันศิลปะอยู่ที่ระเบียง

“ครั้งนี้ก็เหมือนกัน”

น้ำตาของพลอยรื้นขึ้นและหันมายิ้ม เมื่อรู้ว่าการสัมภาษณ์ในวันนี้กำลังจะจบลง หลังจากได้ขุดความรู้สึกเบื้องลึกของตัวเองมาเล่าให้เราฟังในวันนี้ด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ซึ่งเรารู้ว่าสำหรับเธอไม่ใช่เรื่องง่าย

ย้อนกลับไปเมื่อ 3 ชั่วโมงก่อน พลอยไม่ได้อยู่ที่นี่ เราเดินทางมาเพื่อพบกับสามีของเธอ ต้นตอของแรงบันดาลใจครั้งใหญ่ที่ทำให้คนไม่กล้าเขียนหนังสืออย่างเราลุกขึ้นมาอาสาเขียนเรื่องนี้ หลังจากพบชื่อของเขาเป็นหนึ่งในศิลปินจาก Bangkok Illustration Fair (BKKIF) อีเวนต์ใหญ่รายปีที่รวบรวมศิลปินมาจัดแสดงผลงาน และเรื่องราวของเขาก็ทำให้เราต้องลุกไปเสิร์ชกูเกิลว่า ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก คือใครกันแน่ 

ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้วาด ‘สาวอ้วนไร้คอ’ จากภรรยาที่ป่วยหัวใจรั่วกับไทรอยด์

เขาคือเจ้าของผลงานสาวอ้วนไม่มีคอกำลังทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยสีสันสดใส มีร่องรอยความน่ารักปนหยอกล้อให้เห็นแล้วอมยิ้ม แต่ว่าเบื้องหลังที่เขาได้เล่าในงาน BKKIF คือการป่วยโรคไทรอยด์และหัวใจรั่วของพลอยที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปอย่างสิ้นเชิง จนออกมาเป็นงานศิลปะที่ตรงกันข้ามกับเรื่องจริงเพื่อเยียวยาตนเองกับครอบครัว ที่สำคัญคือมันได้ผล จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนมากมายถึงขนาดมีคนตีตั๋วเดินทางมาเพื่อขอจับมือเขาแน่น ๆ และกล่าวขอบคุณด้วยตัวเอง

ขณะที่เรากำลังทบทวนข้อมูลเหล่านี้ (ซึ่งเป็นข้อมูลเดียวที่หาได้) คุณชัชวาลย์ก็ได้เชิญเราเข้าไปนั่งพูดคุยในห้องทำงานที่เต็มไปด้วยบอร์ดเกม ฟิกเกอร์โมเดล หนังสือการ์ตูน มีแบกกราวน์เป็นเพลง City Pop เปิดคลอไปตลอดการสัมภาษณ์ โดยเขาเรียกแทนตัวเองว่า ‘ชัด’ และเล่าว่าภรรยากำลังออกไปรับลูกทั้งสองคนจากโรงเรียน 

จากข้อมูลเพียงน้อยนิดในอินเทอร์เน็ต เชื่อว่าคงไม่มีใครรู้จักผู้ชายคนนี้ถึงแก่นแท้มากนัก เราจึงขอเริ่มจากการย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นเสียหน่อย ระหว่างรอเจ้าหญิงของเรื่องนี้กลับมา

ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้วาด ‘สาวอ้วนไร้คอ’ จากภรรยาที่ป่วยหัวใจรั่วกับไทรอยด์

นี่มันเด็กชัดๆ

ชัดโตมาในครอบครัวใหญ่ที่อยู่ร่วมกับพี่น้องนับสิบคน แต่เขาจะสนิทกับพี่ชายที่ชอบศิลปะเหมือนกัน และมักจะแข่งกันวาดรูปเหมือนจากการ์ตูนเรื่องโปรดอย่าง ดราก้อนบอล หรือ เซนต์เซย์ย่า ส่วนตอนอยู่โรงเรียนก็จะวาดรูปในสมุด หาเงินได้หลายสิบบาทจากการออกแบบเกมตารางง่าย ๆ และขายการ์ดให้เพื่อน ภายใต้กฎเกณฑ์ที่เด็กประถมจินตนาการสูงคนหนึ่งตั้งขึ้นมาเอง

แต่ครั้งแรกที่ชัดรู้ว่าตัวเองอยากเป็นนักออกแบบคาแรกเตอร์ดีไซน์ ก็คือตอนที่เล่นเกมแล้วไปเจอกับ Slime แสนน่ารัก (เขาชี้ให้ดูฟิกเกอร์ Slime ยิ้มแฉ่งที่อยู่บนชั้นวาง)

ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้วาด ‘สาวอ้วนไร้คอ’ จากภรรยาที่ป่วยหัวใจรั่วกับไทรอยด์

“ผมเล่นเกม Dragon Quest ของ อาจารย์อากิระ โทริยามะ แล้วเขาวาดมอนสเตอร์น่ารักมาก ผมเป็นคนชอบอะไรน่ารัก ตอนเด็กก็คิดเลยว่าอยากออกแบบมอนสเตอร์ อยากเป็นคนออกแบบคาแรกเตอร์ดีไซน์ แต่ยังไม่รู้หรอกนะว่าหนทางที่จะไปสู่อาชีพนี้คืออะไร

“ตอนมีคนมาถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร ก็ยังตอบไม่ได้ ไม่เคยมีใครปลูกฝังเราว่าควรจะเป็นอะไร ผมว่าศิลปะมันสนุก แต่เวลาเราเรียนเราก็ไม่ค่อยได้อินกับมัน สมัยนั้นก็สงสัยว่าทำไมคลาสเรียนศิลปะถึงได้น้อยจัง ตั้งแต่เรียนมาจนจบ ม.6 คิดว่ามีไม่เกิน 5 คลาสเลยมั้ง มันน้อยมากจนไม่ได้มีเวลาให้เราอย่างจริงจังทั้ง ๆ ที่เราอยากวาด จนมีอาจารย์มาบอกว่า ชอบวาดการ์ตูนก็ไปเรียนศิลปะสิ แค่นี้ก็เลยไปเรียนศิลปะ ง่าย ๆ เลย”

ด้วยความเป็นเด็กที่ยังไม่เห็นภาพอนาคต แต่รู้ว่าชอบศิลปะ ชัดจึงไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ คณะศิลปกรรมศาสตร์ วัน ๆ อยู่กับน้ำมันสน สีน้ำมัน สีอะคริลิก และ Drawing แต่ว่าอยู่ไปสักพักก็เกิดคำถามจากคุณพ่อ ว่าหลังจากเรียนจบจะไปทำอะไรกิน ซึ่งเขาเองก็สงสัยเหมือนกัน

“ในสมัยนั้นมันเป็นไปได้ยากมาก มันยังไม่มี Collector แล้วก็ยังไม่มีคอมมูนิตี้งานศิลปะให้คนได้มาพบเจอกัน เดี๋ยวนี้คนอายุ 30 ต้น ๆ เขาก็เริ่มสะสมกันแล้วใช่ไหม สมัยผมมันไม่มีแบบนั้น วัน ๆ ผมก็แบกกระดาน แบกสีไปนั่งเพนต์ ปั้น ปั้น แล้วก็ปั้น ตัวเลอะเทอะ แล้วก็ดูเหมือนไม่มีอะไรเลย”

การเจรจากับคุณพ่อจบลงที่มาเจอคนละครึ่งทาง ชัดย้ายมาเรียนต่อที่สาขาวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เพราะว่านอกจากศิลปะแล้ว ยังได้เรียน Business ด้วย กระบวนการคิดแบบเด็ก ๆ ของเขาจึงจบลงเพียงแค่นั้น ต่อไปนี้คือหนทางของจริงที่ศิลปินทุกคนต้องตามล่าหาทางออกว่าจะสร้างเม็ดเงินจากมันได้อย่างไร 

“สิ่งที่ได้เรียนรู้เพิ่มมาเลยคือ Design for Communication และเป็น Designed for Business ในเส้นทางนี้อย่างน้อยก็รู้ว่าจะมีคนจ้างผมเพราะอะไร”

ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้วาด ‘สาวอ้วนไร้คอ’ จากภรรยาที่ป่วยหัวใจรั่วกับไทรอยด์
ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้วาด ‘สาวอ้วนไร้คอ’ จากภรรยาที่ป่วยหัวใจรั่วกับไทรอยด์

ภาพที่ไม่ชัด

ชัดสามารถวาดงานสไตล์ใดก็ได้จากการดูตัวอย่างเพียงครั้งเดียว และมีพลังเหลือล้น (เขาเรียกตัวเองในสมัยนั้นว่า ‘อีโมจังวะ’) เพราะทุกงานที่ทำต้องมาจากดินสอจริง สีจริง กระดาษจริง และต้องใส่รายละเอียดเยอะ ๆ แบบบ้าพลังลงไป

“เรียกได้ว่าตอนนั้นอีโมมาก ๆ จะค่อนข้างแอนตี้พวก Digital Painting เลย งานมันต้องใช้ดินสอ มันต้องใช้มือสิวะ คิดแบบนั้น แต่ช่วงนั้นเป็นช่วงที่กำลังตามหาตัวเอง ผลงานเลยมีหลายสไตล์มาก คือให้ทำแนวไหนผมทำได้หมดเลย แต่ไม่ได้เข้าใจว่ามันเป็นยังไง”

ชัดเปิดผลงานที่วาดด้วยดินสอให้เราดู รายละเอียดยิบย่อยที่ต้องเพ่งมองถึงจะเห็นทำให้เราทึ่ง นอกจากสงสัยว่าเหลาดินสอหมดไปกี่แท่ง ยังสงสัยว่างานเหล่านี้จะเล่าอะไร ชัดบอกว่าตัวเขาตอนนั้นยังไม่ได้คิดว่าศิลปะจะสะท้อนอะไร แต่ถ้าวันนี้มองย้อนกลับไปก็จะพบว่างานมันสะท้อนตัวตน ความคิด บุคลิก ของตัวศิลปินในช่วงเวลาต่าง ๆ ได้ชัดเจนมาก อย่างเช่นการวาดทุกอย่าง การใช้สีได้ทุกเฉด บอกได้ว่าเขาในวัย 20 ต้นๆ ยังเห็นตัวตนไม่ชัดเจนนัก 

อย่างไรก็ตาม ฝีมือโดดเด่นชนิดหาตัวจับยาก ทำให้ผลงานทีสิสคาแรกเตอร์ดีไซน์ของเขา ซึ่งเป็นชุดแรกในมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ไปเตะตาจนอาจารย์ชักชวนไปทำงานด้วย รวมถึงแตะหัวใจของพลอยซึ่งเป็นรุ่นน้องโดยที่เขาไม่รู้ตัว ทั้งคู่คบหากันตั้งแต่ตอนเรียน กระทั่งจดทะเบียนสมรสและอยู่เป็นคู่ชีวิตด้วยกันมาตั้งแต่วันนั้น

พลอยกลับมาถึงพอดีพร้อมกับพยานรักตัวจ้อยอีก 2 คน ที่ย้ำเตือนว่าเรื่องราวเหล่านั้นผ่านมาเป็นเวลานานแล้ว เสียงเด็ก ๆ ตะโกนโห่ร้องอย่างตื่นเต้นเมื่อพบว่ามีแขกมาที่บ้าน ชัดต้องหยุดการพูดคุยกับเราไปสักพักเพื่อช่วยพลอยปรามลูก ๆ เป็นภาพน่าเอ็นดูจนอดถามไปไม่ได้ว่า “แต่งงานกันมากี่ปีแล้วคะ”

“เราแต่งงานกันมากี่ปีแล้วนะคุณ” ชัดตะโกนถามพลอยที่อยู่ในครัว “20 แล้วไหม”

“ไม่ถึง!” พลอยชะโงกหน้ามาตอบ “แต่ถ้านับตั้งแต่อยู่ด้วยกันก็ 20 ปีมาแล้วแหละ”

ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้วาด ‘สาวอ้วนไร้คอ’ จากภรรยาที่ป่วยหัวใจรั่วกับไทรอยด์

หลังเรียนจบ ชัดเข้าไปทำงานในบริษัทตามคำชวน โดยไม่รู้มาก่อนว่าที่นั่นทำงานเกี่ยวกับ Production ภาพเคลื่อนไหว เด็กนิเทศศิลป์ผู้บ้าคลั่งคนนี้เลยวางดินสอแล้วมาจับเม้าส์หัดทำ After Effect กับ Final Cut Pro แบบงง ๆ เหมือนคนหลงทางเข้าไป

“ผมอยู่ที่นั่นตั้งแต่ทำอะไรไม่เป็นจนกลายเป็นผู้กำกับ ช่วงนั้นเลิกวาดรูปไปเลย แทบไม่ได้แตะ วัน ๆ เอาแต่ทำหนังส่งประกวด คุยกับลูกค้า วนอยู่แบบนี้ ไม่รู้หลงไปได้ยังไง”

“หลงไปนานแค่ไหนคะ”

“15 ปี”

โอเค นั่นดูเป็นการหลงทางที่ค่อนข้างไกล (แถมลึกด้วยแหละ) 

ภาพในตอนนั้นคงยังไม่ชัดเท่าไหร่ว่าเขากลับมาเป็นศิลปินได้ยังไง ซึ่งเรากำลังจะเล่าส่วนที่สำคัญที่สุดในบทความนี้ต่อด้านล่าง

ความชัดเจน

เราพบว่าผู้ชายคนนี้เลิกวาดรูปมาแล้ว 15 ปี เคยทำงานมาแล้ว 4 ที่ เคยเป็นผู้กำกับ เป็น Art Director และปัจจุบันเป็น Producer กับ Creative ทำหนังและโฆษณามาแล้วมากมาย ประสบการณ์ทั้งหมดยืนยันว่า เขาเป็นตัวเจ๋งของวงการนี้อยู่เหมือนกัน ซึ่งนั่นดูห่างไกลจากการเป็นศิลปินมากกว่าที่เราคิดไว้ในตอนแรก

แต่ทุกอย่างที่กำลังไหลไปตามเวลา กลับสะดุดลงในตอนเขาทำงานช่วงปีที่ 7

เมื่อลูกคนแรกลืมตาดูโลก

“สิ่งแรกที่ผมทำตอนผมมีลูกคือ ลาออกจากบริษัท”

นั่นฟังดูบ้าบิ่นมากพอสมควร ในขณะที่หลายคนตั้งเป้าถึงความมั่นคงในชีวิตและเงินทองเมื่อกำลังจะมีลูก แต่เขากลับทำสิ่งที่ตรงกันข้ามด้วยการลาออก ชัดเห็นอะไรที่ ‘ชัดเจน’ กว่านั้น เมื่อการเป็นพ่อคนทำให้เขาฉุกคิดขึ้นมาว่า เขาจะต้องสอนเด็ก ๆ เหล่านี้ และเขาดีพอจะสอนหรือยัง

“ผมเป็นคนที่ทำเพื่อบริษัทมาก จนบางครั้งมันไม่ได้ถูกต้องในความคิดของผม ผมทำสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ชอบนัก พอมีลูก ความคิดแรกก็คือ เราอยากบอกลูกได้เต็มปากว่า ลูกสามารถใช้ชีวิตอย่างที่ลูกเชื่อ แล้วถ้าหากว่าผมยังทำไม่ได้ ผมจะบอกเขาได้ยังไงว่าชีวิตเป็นของลูกนะ”

ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้วาด ‘สาวอ้วนไร้คอ’ จากภรรยาที่ป่วยหัวใจรั่วกับไทรอยด์

ชัดมองเห็นปัญหาหลาย ๆ อย่างในวงการ Production ทั้งราคาค่าแรงที่ต่ำลงสวนทางกับประสบการณ์ และวงการที่เสื่อมถอย เขาจึงไม่ทนกับสิ่งนี้อีกต่อไป เขาลาออกมาเพื่อตั้งบริษัทของตัวเองที่มีนโยบายค่าใช้จ่ายสมเหตุสมผล อะไรที่ไม่เมกเซ้นหรือทำร้ายคนทำงานก็จะไม่ทำเลย ถึงแม้ลูกค้าจะหายไปเป็นโหล จาก 30 เจ้า เหลือเพียง 2 เจ้า

เป็นก้าวเดินที่ขมขื่นแต่ไม่ฝืนใจ ชัดมีความสุขกับการได้เลือกเส้นทางใหม่ได้ไม่นาน ก็เกิดสถานการณ์โควิด จนทำให้งาน Production ทุกอย่างหยุดชะงัก ออกกองไม่ได้ งานหายวับไปกับตา และเขาก็ต้องกลับมาอยู่บ้านโดยไม่รู้จะเอาอย่างไรต่อ

“ทำไมไม่วาดรูปล่ะ” นั่นคือคำถามของพลอย 

ชัดตอบไปว่าไม่รู้จะเริ่มอย่างไร เมื่อมันห่างหายมานานมากแล้ว ถ้าหากกลับไปเป็นศิลปินก็ยังไม่รู้จะขายให้ใคร วาดจะให้ใครดู และอีกอย่างเขาคิดว่าสไตล์ของเขาไม่เป็นที่นิยมในปัจจุบันแล้ว แต่ภรรยาก็ยังยืนยันที่จะให้เขาวาดรูป พร้อมกับเผยความในใจที่ไม่เคยบอกตั้งแต่แรกว่า

“รู้ไหม ฉันชอบเธอเพราะว่าเธอวาดรูปเก่งมาก เธอเป็นคนที่เท่และมีพรสวรรค์มากเลยนะ”

เพียงประโยคนั้นเอ่ยออกมา ดวงไฟเล็ก ๆ ก็ถูกจุดขึ้น พวกเขาคงไม่รู้ว่าทุกสิ่งจะเปลี่ยนไปตลอดกาล เพราะการกลับมาจับปากกาในครั้งนี้ 

ชัดได้มีเวลาตกตะกอนสิ่งที่เจอมาทั้งชีวิตและทำโปรเจกต์ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทำ จนเริ่มมีผู้ติดตามผลงานมากขึ้น เขาได้เข้าร่วม BKKIF ในปี 2021 ทุกอย่างเหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดีเพราะเสียงเชียร์จากภรรยาที่คอยให้กำลังใจ

จนกระทั่งวันที่พลอยล้มลง

ต้นปี 2022 พลอยเริ่มมีอาการอ่อนเพลีย มือสั่น หัวใจเต้นแรง เหนื่อยหอบ และน้ำหนักของเธอก็ลดลงเรื่อย ๆ อย่างรวดเร็ว ในตอนแรกเธอไม่ได้ไปหาหมอเพราะคิดว่าเป็นผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน และที่สำคัญคือไม่มีคนดูแลลูก ๆ จนกระทั่งเดือนพฤษภาคม เธอเข้า ICU พร้อมกับหัวใจที่เต้นถึง 150 ครั้งต่อนาที จนคุณหมอบอกว่า รู้ไหมว่าคุณอาจตายได้เลยนะ

พลอยตรวจพบโรคเกรฟ (Graves’ Disease) ชื่อเรียกภาษาไทยคือ คอพอกตาโปนหรือไทรอยด์เป็นพิษ และเจอโรค WPW Syndrome (Wolff-Parkinson-White Syndrome) เมื่อเธอเป็นพร้อมกันทั้ง 2 โรค ก็ส่งผลให้มีรูรั่วในหัวใจเพิ่มขึ้นมากถึง 4 – 5 รูจากอาการน้ำท่วมปอด อาการนั้นรุนแรงจนเธอยืนไม่ได้ ไม่มีแรงแม้กระทั่งเปิดขวดน้ำ และที่แย่ที่สุดคือเธออุ้มลูกไม่ได้

นอกจากสุขภายกายแล้ว สุขภาพจิตของพลอยก็ย่ำแย่ตามไปด้วย เธอเริ่มรู้สึกเป็นตัวถ่วงและอยากให้สามีออกไปทำงาน หาแรงบันดาลใจวาดรูป แทนที่จะต้องมาตัวติดอยู่กับเธอ ชัดรู้ดีกว่าเขาทำอย่างนั้นไม่ได้ และคิดหาวิธีที่จะทำอย่างไรให้ทุกคนผ่านสถานการณ์นี้ไป จนวันหนึ่งอยู่ ๆ ประโยคที่พลอยเคยพูดเมื่อสิบกว่าปีก่อนก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยว่า เธอก็วาดทุกอย่าง ยกเว้นฉัน

ศิลปินหนุ่มดีดนิ้วดังเป๊าะ

“ถ้าหากผมวาดคุณ คุณก็ไม่ต้องไล่ผมไปหาแรงบันดาลใจวาดรูป เอาล่ะ งาน BKKIF ปีนี้ผมจะวาดคุณนี่แหละ คุณจะเป็น Reference ที่ผมจะได้เจอทุกวัน มองทุกวัน คุยทุกวัน เพราะผมมีแต่คุณนี่ไง มันชัดเจนแล้ว”

ชีวิตของ ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้โอบกอดครอบครัวด้วยศิลปะ Collection : Chubby Era จากงาน BKKIF 2022

ชัชวาลย์ และ พลอยไพรำ

คืนหนึ่ง ชัดเรียกพลอยเข้าไปดูอะไรบ้างอย่าง

“นี่ฉันอ้วนขนาดนี้เลยหรอ!”

พลอยอุทานกับรูปหญิงสาวตัวอ้วนจ้ำม่ำ ใส่ชุดว่ายน้ำ อวดแขนขาใหญ่ ๆ และไม่มีคอ กำลังอาบน้ำใต้ฝักบัวในชุดแดงสีสดใส 

“มันก็ต้องอ้วนแบบนี้แหละ! จะได้หมายความว่าคุณหายป่วยแล้วไง”

นั่นเป็นครั้งแรกที่ผลงาน Collection : Chubby Era ถือกำเนิดขึ้น มันเป็นวันธรรมดา ๆ หลังกลับมาจากกิจกรรมว่ายน้ำเล่นของครอบครัว ชัดลงมือวาดรูปภรรยาของเขา และหลังจากนั้น Chubby Era ก็ถ่ายถอดเรื่องราวของสาวอ้วนไร้คอ กำลังทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างน่ารักและมีความสุขออกมาเรื่อย ๆ โดยเรียกเสียงหัวเราะของพลอยได้ในทุกครั้งที่เขาเปิดภาพให้เธอดู 

ชีวิตของ ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้โอบกอดครอบครัวด้วยศิลปะ Collection : Chubby Era จากงาน BKKIF 2022
ชีวิตของ ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้โอบกอดครอบครัวด้วยศิลปะ Collection : Chubby Era จากงาน BKKIF 2022

ชัดใช้ Space ในผลงานมากขึ้นเริ่ม มีตำแหน่งจัดวางที่ชัดเจนมากขึ้น มีที่ให้สีได้เฉิดฉายมากขึ้นใน Collection เขาค้นพบความเรียบง่ายเหล่านี้จากตอนมีลูก ว่าแท้จริงแล้วชีวิตมันโคตรจะธรรมดา 

“งานของผมโดนนำเสนอออกมาในแบบที่เรียบมาก ๆ มีคนมาดูแล้วบอกว่า งานของคุณเหมือนงานของคนที่โตแล้ว เมื่อก่อนที่งานผมดีเทลเยอะมาก ๆ ตอนนี้เป็นอย่างนั้นไม่ได้ เพราะชีวิตมีอะไรให้ต้องทำเยอะแยะ เอาง่าย ๆ ถ้าลูกร้องไห้อยากอ่านหนังสือ ผมก็ต้องไปอ่านหนังสือ จะมามัวนั่งผสมสีอะคริลิกทิ้งไว้ แล้วกลับมาผสมไม่ได้สีเดิมก็ไม่ได้ไง ยิ่งพอมาเป็นคอลเลกชันนี้ ผมยิ่งเข้าใจตัวเองมากขึ้น”

สาเหตุที่ Chubby era ต้องอ้วน ก็เพราะเขาหวังว่าภรรยาจะกลับมากินอิ่ม นอนหลับ สุขภาพแข็งแรง ซึ่งหมายความว่ายารักษาจะได้ผล และการที่ไม่มีคอ นั่นหมายถึงอยากให้โรคไทรอยด์นี้หายไป และกิจกรรมต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องราวธรรมดา นั่นคือความปรารถนาสูงสุดที่เขาอยากเห็น

ทั่งคู่ได้นั่งพูดคุยกันมากขึ้น รู้จักกันมากขึ้น พลอยเป็นคนเลือกสี ชัดเป็นคนวาด พลอยเป็นต้นเรื่อง ชัดเป็นคนเล่า น้ำหนักของเธอเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ เรี่ยวแรงเริ่มกลับมา และหัวเราะบ่อยขึ้น ศิลปะได้เชื่อมโยงทั้งคู่เข้าด้วยกัน 

“ผมอยากให้ภรรยาแฮปปี้ แข็งแรง และมีความสุข มันสำคัญมากเพราะเราต้องคอยเลี้ยงอารมณ์เขา ต้องคอยอยู่กับเขาตลอดเวลา เรื่องทรวดทรงผอม ๆ สวย ๆ พอมาเป็นคู่ชีวิตกันแล้ว ผมมองว่าสิ่งนี้ไม่ได้สำคัญเลย ผมเป็นสามีที่อยากให้ภรรยาของตัวเองอ้วนขึ้น เพราะนั่นหมายถึงเขาจะกลับมาแข็งแรง
“บางรูปเขาก็ถามว่า นี่ฉันต้องขาใหญ่ขนาดนี้เลยหรอ ผมก็บอกว่าให้มันอ้วนแบบนี้เลย กระโดดลงไปในน้ำ น้ำหมดบ่อเลย วาดเขาเป็นโมนาลิซ่าบ้าง วีนัสบ้าง ผมตั้งใจบอกเขาว่า คุณเป็น Reference ของผมเลยนะ สิ่งสำคัญคือคุณต้องอยู่นะ ถ้าหากว่าไม่มีคุณอยู่ ผมนึกไม่ออกเลยว่าชีวิตจะเป็นยังไง”

ชีวิตของ ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้โอบกอดครอบครัวด้วยศิลปะ Collection : Chubby Era จากงาน BKKIF 2022

หลังจากผลงานชุดนี้ได้ไปแสดงที่ BKKIF 2022 เรื่องราวของทั่งคู่ก็ถูกเล่าออกไป และคงไม่ใช่แค่เราที่อยากมาพบพวกเขาและดูผลงานชุดนี้ด้วยตาตัวเองชัด ๆ คนอีกมากมายก็มาด้วยจุดประสงค์เดียวกัน

“ในงานวันสุดท้าย มีคนมายืนจับมือ ตัวแข็งมองหน้าผม บอกว่าขอบคุณมากพี่! ผมก็ตกใจ เขาเล่าว่า น้องผมเป็นผู้ป่วยติดเตียงและได้อ่านเรื่องของพี่ เขาบอกว่าเขาไหวแล้ว ขอบคุณมากนะพี่ ผมตั้งใจจะมาที่นี่เพื่อบอกแค่นี้ 

“มันมีความหมายกับผมมาก คนดูงานของเราแล้วต้องได้อะไรกลับไป แค่นี้ก็เป็นงานศิลปะอย่างที่ควรจะเป็นแล้ว ผมคิดเสมอว่าศิลปินทำงานให้ตายยังไงมันก็เสร็จแค่ 80 เปอร์เซ็นต์ อีก 20 เปอร์เซ็นต์ คือมีคนมาดู ขอบคุณที่ทำให้งานของผมสมบูรณ์ ทำให้ผมกลับมารู้สึกเชื่อมั่นอีกครั้ง ว่าเราสร้างงานไปแล้วมันให้อะไรกับผู้คน ทำให้ผมกลับมาศรัทธาต่อศิลปะ

“ตอนนี้ชัดเจนกับตัวเองมากขึ้นแล้ว บอกลูกได้แล้วว่าปะป๊าเป็นศิลปิน ลูกอยากเป็นอะไรก็เป็นได้นะ อยากทำอะไรแบบที่เชื่อก็ทำนะ มันไม่เป็นไรหรอก”

ชัดกล่าวพร้อมกับมองลูก ๆ ทั้งสองคนที่วิ่งเล่นอยู่ไม่ห่าง 

และเราเชื่อว่า เขาสามารถทำอย่างนั้นอย่างที่พูดมาจริง ๆ

ชีวิตของ ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้โอบกอดครอบครัวด้วยศิลปะ Collection : Chubby Era จากงาน BKKIF 2022
ชีวิตของ ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้โอบกอดครอบครัวด้วยศิลปะ Collection : Chubby Era จากงาน BKKIF 2022

เรากับพลอยยืนมองชัชวาลย์ถ่ายรูปกับตากล้องอยู่ที่ระเบียงหลังการสัมภาษณ์อันยาวนานจบลง เราถามความรู้สึกถึงเรื่องที่ได้ฟังในวันนี้

“มันทำให้เรามีกำลังใจอยากกลับมาแข็งแรง จากตอนนั้นที่ยืนแทบไม่ได้เลย กลับมีแรงฮึดให้ครอบครัว เราเห็นเขาวาดรูปกำลังไปด้วยดี เลยอยากกลับมาแข็งแรงตามรูปที่เขาวาด 

“เรารู้มาตลอดว่าเขาชอบวาดรูป ทุกครั้งที่เห็นเขาวาดเราจะมีความสุข เพราะเขาจะสุขภาพจิตดีแตกต่างจากงานตอนทำงาน การวาดรูปทำให้เห็นรอยยิ้มเขาเยอะมากกว่า เราดีใจมากที่เห็นเขากลับมาวาดอีกครั้ง”

แววตาของเธอดูทั้งภูมิใจและอ่อนไหวในเวลาเดียวกันขณะมองไปที่สามี เธอบอกว่าเธอจะร้องไห้ง่ายกว่าปกติสักหน่อยเพราะโรคไทรอยด์ ซึ่งเราเข้าใจว่าถึงจะไม่ได้ป่วย แต่ถ้าได้ฟังคำพูดเหล่านั้น เราเองก็คงกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เช่นกัน

เราถามว่าแล้วจริง ๆ พลอยรู้สึกยังไงกับ Chubby Era เธอเงียบไปชั่วครู่

“เราไม่เคยรู้ความหมายทั้งหมดที่ซ่อนอยู่ในภาพวาดพวกนี้มาก่อน ว่าทำไมถึงไม่มีคอ ทำไมถึงอ้วน จนมารู้ในงาน BKKIF นี่แหละ ครั้งแรกที่ได้ยินก็น้ำตาซึมเลย”

เราเห็นหยาดน้ำตาเล็ก ๆ ที่หางตาของเธอ

“ครั้งนี้ก็เหมือนกัน”

สุดท้ายแล้ว นี่อาจไม่ใช่เรื่องราวของศิลปะบำบัดผู้ป่วย 

ไม่ใช่เรื่องราวของศิลปินที่หลงทางไปเป็นผู้กำกับ

แต่เป็นเรื่องราวความรักระหว่าง ชัชวาลย์ และ พลอยไพรำ 

ที่มีเราและนักอ่านทั้งหลายเป็นพยาน

ชีวิตของ ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้โอบกอดครอบครัวด้วยศิลปะ Collection : Chubby Era จากงาน BKKIF 2022

ติดตามผลงานได้ที่ Instagram : chatotsad

Writer

วรัมพร ศิริสวัสดิ์

Creative Video ที่จบภาพยนตร์ แต่อยากเขียนหนังสือ เป็นมือใหม่หัดวาด เก่งศาสตร์ฝันกลางวันและมีดวงจันทร์เป็นรอยสักกับนามปากกา

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

เมื่อเรามาถึงสตูดิโอพันทาง อาเธอร์ แวร์ญ ก็นั่งรอท่าอยู่ก่อนแล้ว สตูดิโอออกแบบสถาปัตย์แห่งนี้ตั้งอยู่บนชั้นสองของ ‘บากะนก’ ร้านหนังสือเด็กอิสระสีสันสดใสภายในเวิ้งเหล็กแดง จังหวัดเชียงใหม่ ที่เขากับภรรยา อิ๋ว-ปุณย์ศิริ สกุลวิโรจน์ แวร์ญ เป็นเจ้าของร้าน ทั้งคู่รักหนังสือ แถมเรื่องบังเอิญก็คือต่างมาจากแผ่นดินทางใต้เหมือนกัน เธอเป็นหญิงสาวอารมณ์ดีชาวนครศรีธรรมราช ส่วนเขาเป็นหนุ่มทรงสุภาพจากตูลูส

ในห้องทำงานที่มองลอดหน้าต่างออกไปเห็นถนนท่าแพยามบ่าย อาเธอร์เล่าให้ฟังว่าเขาเติบโตมาท่ามกลางตึกรามบ้านช่องของเมืองใหญ่สุดในแคว้นอ็อกซีตานี ประเทศฝรั่งเศส ก่อนย้ายมาเป็นนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ พลันโดนมนตร์เสน่ห์ความคลาสสิกและบรรยากาศชายทะเลแถบบอร์โดซ์ตกนับแต่นั้น ซึ่งดูจะไปกันคนละทางกับเชียงใหม่ที่ตัวเขาและครอบครัวเลือกมาปักหลักพอสมควร

“ก่อนหน้านี้ผมรู้จักเชียงใหม่น้อยมาก รู้แค่ว่ามันเล็กกว่ากรุงเทพฯ และมีความเป็นธรรมชาติมากกว่า แต่พอได้มาอยู่ก็รู้สึกว่าสภาพแวดล้อมดีกว่าด้วย คุณไม่ต้องทนกับรถติด ใกล้ชิดธรรมชาติ ผู้คนน่ารัก ที่สำคัญเป็นเมืองที่เอื้อต่อการทำงานสร้างสรรค์และเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ขอแค่คุณมีไอเดียหรือรักจะทำสิ่งไหน คุณก็ลงมือทำได้ทันที”

อาเธอร์ แวร์ญ สถาปนิกผู้บอกรักเชียงใหม่ผ่านศิลปะภาพประกอบจากโปรแกรมออกแบบ 3 มิติ

ระหว่าง 9 ปีที่พำนักในเชียงใหม่ อาเธอร์ตกหลุมรักงานสถาปัตยกรรมไทยโดยเฉพาะล้านนา เขาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังงานออกแบบอาคารร่วมสมัยสวยโดดเด่นหลายแห่ง และเมื่อเร็ว ๆ นี้ ยังต่อยอดความหลงใหลสู่โปรเจกต์งานศิลปะภาพประกอบที่ซุ่มทำนานกว่า 2 ปี ‘A Journey in Chiang Mai’ ซึ่งไม่เพียงถ่ายทอดมุมมองประทับใจในบรรยากาศ สถาปัตยกรรม ธรรมชาติ และหลากรายละเอียดสนุก ๆ จากความช่างสังเกตของสถาปนิกหนุ่มต่างแดน ต่างวัฒนธรรม แต่ยังมีกระบวนการทำงานสุดพิถีพิถัน เพื่อส่งต่อความรักและความสุขแก่ผู้คนที่รักเมืองเชียงใหม่

ก็เพราะรัก

หลังได้รับอีเมลตอบกลับ อาเธอร์ก็โบกมือลาบอร์โดซ์แล้วบินข้ามทวีปมาเริ่มต้นชีวิตยังจังหวัดเชียงใหม่

“ผมย้ายมา พ.ศ. 2556 แต่ก่อนหน้านั้นเคยเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนอยู่ที่กรุงเทพฯ จึงได้เจออิ๋ว พอเรียนจบเลยลองหางานทำในเมืองไทย ส่งสมัครไปหลายแห่ง ทั้งกรุงเทพฯ ภูเก็ต และเชียงใหม่ สุดท้ายก็ได้ทำกับบริษัท นิวัตร อาร์คิเทค”

ที่บริษัท อาเธอร์นั่งเก้าอี้นักออกแบบ ซึ่งกลายเป็นโอกาสให้เขาเปิดประตูสู่โลกสถาปัตยกรรมไทยโดยเฉพาะรูปแบบล้านนา ก่อนค่อย ๆ สั่งสมองค์ความรู้ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ กระทั่งมีโอกาสได้ฝากฝีไม้ลายมือไว้ในผลงานการออกแบบอาคารโคโลเนียลของโรงแรม Sela อำเภอหางดง ที่ผสมผสานลักษณะอาคารเก่าในยุโรปเข้ากับกลิ่นอายความเป็นล้านนาได้อย่างงดงามและมีเสน่ห์ หรือผลงานยุคหลังที่ทำในนามบริษัทตัวเอง ซึ่งหยิบจับภูมิปัญญาบ้านทรงไทยโบราณมาร้อยเรียงใหม่ในโฉมอาคารโมเดิร์นสุดเก๋ของสำนักงานบริษัทดิจิทัลเอเจนซี่ Artisan Digital

“ตอนนี้ผมออกมาเปิดบริษัท ‘สตูดิโอพันทาง (1,000 ways)’ ได้ 2 ปีแล้ว สิ่งที่เปลี่ยนคือผมต้องรับผิดชอบเยอะขึ้น ตั้งแต่เขียนแบบ ร่างแบบงานโครงสร้าง ดูงบประมาณ เรื่อยไปจนติดตามงานก่อสร้าง ยังไงก็แล้วแต่งานในส่วนที่ผมชอบมากที่สุดยังคงเป็นการออกแบบ 3 มิติ”

เพราะไม่เพียงความสุขในการได้ทำงานที่รัก ทว่าการเติมแต่งจินตนาการสอดแทรกลงไปรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ถือเป็นความสนุกสนาน ที่บ่อยครั้งทำให้อาเธอร์มักโดนเพื่อนร่วมงานติงว่าใช้เวลากับการประดิษฐ์ภาพเรนเดอร์นานเกินไป

“ผมรู้ว่าสถาปนิกบางคนเขาทำภาพทิวทัศน์ไวมาก เพราะเท่านั้นมันเพียงพอแล้วที่จะช่วยให้ลูกค้าเข้าใจโปรเจกต์ แต่สำหรับผม ผมลงรายละเอียดเยอะ บางครั้งก็เยอะจนเกินความจำเป็นไปเหมือนกัน ประมาณชั่วโมงกว่ามั้งที่ผมจมอยู่กับมัน ก็เพราะว่าผมรักมันนั่นแหละ”

สถาปนิกหนุ่มส่งเสียงหัวเราะร่วน ส่วนเราและคุณเองก็พอจะเดาได้แล้วล่ะว่า ทำไมเขาจึงหันมาจริงจังกับงานวาดภาพประกอบ

ก้อนเมฆกับความคิด

ย้อนไปก่อนปีที่เราจะได้ยินชื่อไวรัสอู่ฮั่น และคุ้นเคยกับการทำงานแบบไฮบริด เป็นช่วงจังหวะที่อาเธอร์บินกลับไปเยี่ยมครอบครัว ขณะเทียวเสพบรรยากาศวันคืนเก่า ๆ เขาก็สะดุดตากับของบางสิ่งที่แสนปกติธรรมดา ทว่ากลับไม่เคยพบเห็นในเชียงใหม่ทั้งที่น่าจะต้องมี

บนโต๊ะไม้ตัวใหญ่เขาเตรียมสิ่งนั้นวางไว้เรียงราย มันคือโปสการ์ดและโปสเตอร์รูปสถานที่บางแห่งทั้งที่คุ้นและไม่คุ้นตา แต่รายละเอียดบางอย่างบอกให้รู้แน่ชัดว่าเป็นเชียงใหม่

“ที่ฝรั่งเศส ทุกหมู่บ้านและตามสถานที่ท่องเที่ยวมักจะมีโปสเตอร์และโปสการ์ดสวย ๆ จำหน่าย แล้วผมก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบซื้อโปสการ์ดเก็บสะสมไว้ค่อนข้างเยอะ อีกทั้งเรายังมีธรรมเนียมการให้โปสเตอร์เพื่อแสดงความขอบคุณในโอกาสพิเศษต่าง ๆ ผมจึงได้ไอเดียทำเวอร์ชันเชียงใหม่ขึ้นมา”

อาเธอร์ แวร์ญ สถาปนิกผู้บอกรักเชียงใหม่ผ่านศิลปะภาพประกอบจากโปรแกรมออกแบบ 3 มิติ
อาเธอร์ แวร์ญ สถาปนิกผู้บอกรักเชียงใหม่ผ่านศิลปะภาพประกอบจากโปรแกรมออกแบบ 3 มิติ

โปสเตอร์และโปสการ์ดที่อาเธอร์ตั้งใจสร้างสรรค์ผสมผสานระหว่างแนวคิดฉบับฝรั่งเศสกับมนตร์เสน่ห์ของเมืองเชียงใหม่ พร้อมนำเสนอผ่านศิลปะภาพประกอบที่มีมู้ดและโทนสดใสเปี่ยมชีวิตชีวา ซึ่งตัวเขาไม่ปฏิเสธว่ามีแอนิเมชันของ Studio Ghibli บันดาลใจ

“ผมหลงรักงานของ Studio Ghibli โดยเฉพาะโทนสีและก้อนเมฆ ในแอนิเมชันทุกเรื่องผมมักจะได้รับความเพลิดเพลินจาก 2 สิ่งนี้ และในชีวิตจริงผมก็ชอบมอง ชอบถ่ายและชอบวาดภาพก้อนเมฆมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นเมฆก้อนใหญ่ยักษ์ เมฆน้อยที่กระจัดกระจาย หรือกลุ่มปุยเมฆหลากรูปทรงบนท้องฟ้า ทั้งหมดสะท้อนความรู้สึกที่แตกต่างและทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลาย”

แล้วก็เป็นเมฆนิรนามก้อนหนึ่งที่สะกดอาเธอร์ให้หยุดมองนิ่งงัน พลันความคิดที่ทดเก็บไว้เผยตัวจากลิ้นชักและจุดประกายให้เขาเริ่มสร้างสรรค์ภาพ Old Town ที่ถอดแบบจากถนนมูลเมืองซอย 7 ยามเช้าสายของวันนั้น สู่ผลงานชิ้นประเดิมในคอลเลกชัน ‘A Journey in Chiang Mai’

อาเธอร์ แวร์ญ สถาปนิกผู้บอกรักเชียงใหม่ผ่านศิลปะภาพประกอบจากโปรแกรมออกแบบ 3 มิติ

ถนัดและสนุก

เราค่อนข้างประหลาดใจระคนตื่นเต้น เมื่อได้เห็นกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานที่วางเรียงตรงหน้า เพราะทุกชิ้นไม่ได้วาดด้วยโปรแกรมสร้างภาพประกอบและกราฟิกเช่นธรรมดาทั่วไป ทว่าเนรมิตขึ้นจากโปรแกรม Archicad ที่ใช้สร้างแบบจำลองอาคาร 3 มิติ โดยอ้างอิงสัดส่วนตามสเกลจริง

“โดยปกติผมเป็นคนวาดภาพไม่ค่อยเก่ง เวลาแนะนำตัวผมมักบอกเสมอว่าเป็นสถาปนิก ไม่ใช่นักวาดภาพประกอบ แต่ในเมื่อผมต้องการจะทำโปสเตอร์ โปสการ์ด เลยพยายามสรรหาวิธีทำให้งานออกมาเหมือนภาพที่จินตนาการไว้ สุดท้ายจึงเลือกใช้โปรแกรมออกแบบ 3 มิติ เพราะเหตุผลง่าย ๆ ว่ามันเป็นเทคนิคที่ผมถนัดและสนุกกับมัน”

อาเธอร์ขยับเม้าส์อย่างคล่องแคล้ว บิด หมุน ซูมเข้า-ออก เพื่อชี้ให้ดูรายละเอียดที่เขาประทับใจและตั้งใจนำมาบอกเล่าลงในภาพ Warorot Market หรือตลาดวโรรส

Arthur Vergne สถาปนิกฝรั่งเศส เจ้าของร้านหนังสือเด็กในเชียงใหม่ และนักวาดโปสการ์ดผู้หลงรักท้องฟ้าของ Studio Gibli

“ผมเลือกถนนย่านตลาดวโรรสเพราะชอบสีสันบรรยากาศความคึกคัก อีกทั้งยังมีตึกเก่ารูปทรงสวยคลาสสิก เมื่อเจอวัตถุดิบแล้วก็จะเริ่มร่างภาพลงบนกระดาษ ก่อนนำมาสร้างเป็นภาพที่สมบูรณ์ขึ้นด้วยโปรแกรม Archicad ซึ่งปกติผมใช้ออกแบบอาคารให้ลูกค้า แต่อันที่จริงมันนำมาสร้างได้ทั้งเมืองหรือภูเขาได้ทั้งลูก ยิ่งกว่านั้นมันยังจัดการเรื่องแสงเงาได้อย่างยอดเยี่ยมด้วย

“ต่อมาเป็นกระบวนการที่ผมใช้เวลาค่อนข้างเยอะ คือการเติมรายละเอียดสิ่งต่าง ๆ อย่างภาพนี้ผมต้องเดินไปที่ตรอกเล่าโจ๊วอยู่บ่อย ๆ เพื่อถ่ายรูปข้าวของที่สื่อถึงเมืองไทยและเสน่ห์ของย่าน อย่าง ประตูเหล็กยืด กระจกแปดเหลี่ยม พวงเครื่องปรุง เก้าอี้พลาสติกแบบมีพนักพิง หรือขอบทางเท้าสีขาว-แดง”

อาเธอร์บอกว่า หากนับรวมการจัดองค์ประกอบภาพ ผลงานหนึ่งชิ้นอาจกินเวลาในการออกแบบ 3 มิติ เกือบ 2 สัปดาห์ เมื่อจบกระบวนการนี้จึงเข้าสู่โค้งสุดท้ายนั่นคือเสกก้อนเมฆที่เขาแยกออกมาบรรจงวาดในแท็บเล็ต ซึ่งยอมรับตามตรงว่าผลงานทุกชิ้นที่มีก้อนเมฆประดับท้องฟ้า ช่างดูมีชีวิตชีวาและชุ่มชื่นหัวใจ

นี่แหละคือเชียงใหม่

“หลังจากเสร็จภาพแรก ผมก็หาเวลาออกเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วเชียงใหม่เพื่อหาแรงบันดาลใจสร้างสรรค์งานชิ้นต่อ ๆ มา รวมเป็นคอลเลกชันที่มีทั้งหมด 12 ภาพ ซึ่งใช้ระยะเวลาทำประมาณ 2 ปี”

ฟังดูกินเวลายาวนานกับชุดภาพจำนวนหนึ่งโหล แต่อาเธอร์อธิบายว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่ต้องบริหารจัดการ โดยเฉพาะเรื่องของความเข้าใจ ที่เขายกตัวอย่างให้ฟังในภาพ Chiang Dao

“ผมกับอิ๋วไปเที่ยวเชียงดาวกันบ่อย ส่วนหนึ่งเพราะพวกเราชอบบรรยากาศที่นั่น อีกส่วนคือในช่วงที่กำลังเขียนภาพนี้จู่ ๆ ผมต้องหยุดงานค้างไว้ เพราะเกิดไม่มั่นใจว่าตัวเองเข้าใจสถานที่มากพอ เลยกลับไปอีกหนเพื่อออกสำรวจและสังเกตสิ่งแวดล้อม หามุมมองที่เรารู้สึกกับมันจริง ๆ ซึ่งพบว่าไม่ใช่การได้สัมผัสยอดดอยหลวง แต่เป็นการได้มองยอดดอยจากทุ่งนาข้าว ท่ามกลางชาวบ้านดำเนินชีวิตไปตามท่วงทำนองและท้องฟ้าปลอดโปร่งที่ยืนดูกลุ่มเมฆก้อนใหญ่ได้ถนัดตา”

Arthur Vergne สถาปนิกฝรั่งเศส เจ้าของร้านหนังสือเด็กในเชียงใหม่ และนักวาดโปสการ์ดผู้หลงรักท้องฟ้าของ Studio Gibli

‘A Journey in Chiang Mai’ จึงเป็นผลงานที่อาเธอร์ตั้งใจถ่ายทอดเรื่องราวของเมืองเชียงใหม่ในมุมที่ทำให้เขาหลงรัก ทั้งในแง่บรรยากาศ ความรู้สึก สถาปัตยกรรม ธรรมชาติ และรายละเอียดของสิ่งละอันพันละน้อย ซึ่งบอกกับผู้คนว่านี่แหละคือเชียงใหม่ ไม่ใช่กรุงเทพฯ หรือเมืองอื่นใด

“ผมรักเชียงใหม่และชอบเมืองนี้มาก ๆ ผมหวังว่าทุกคนที่ได้รับโปสการ์ดและโปสเตอร์ชุดนี้ไปจะสัมผัสได้ถึงความสุข และรักเชียงใหม่เช่นเดียวกันครับ”

ปัจจุบันคอลเลกชัน A Journey in Chiang Mai นอกจากนำเสนอในรูปแบบโปสเตอร์และโปสการ์ดแล้ว ล่าสุดยังมี Magnet และเร็ว ๆ นี้กำลังจะแปลงโฉมเป็นปฏิทินสวย ๆ สมุดบันทึก และเกมตัวต่อจิ๊กซอว์ให้ได้จับจองกัน ใครสนใจสามารถตามลายแทงในบรรทัดล่าง หรือไปพบปะพูดคุยกับอาเธอร์และสนับสนุนผลงานกันได้ในเทศกาล Chiang Mai Design Week 2022 นี้

Arthur Vergne สถาปนิกฝรั่งเศส เจ้าของร้านหนังสือเด็กในเชียงใหม่ และนักวาดโปสการ์ดผู้หลงรักท้องฟ้าของ Studio Gibli

Instagram : arthur.illustration

Writer

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load