เบื้องหลังแห่งชัยชนะ คือ…การสร้างรากฐานที่ยั่งยืน นี่คือบทสัมภาษณ์ ‘โค้ชเช’ หรือ ชเว ยอง-ซอก หัวหน้าผู้ฝึกสอนกีฬาเทควันโดทีมชาติไทย กับ 17 ปีท่ีรอคอย สู่วินาทีพา เทนนิส-พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ ก้าวขึ้นสแตนด์รับเหรียญทองโอลิมปิก ‘โตเกียว 2020’ นำธงชาติไทยขึ้นสู่ยอดเสา เพลงชาติไทยบรรเลงก้องสเตเดี้ยม เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทั้งยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการนําเหรียญโอลิมปิกกลับมาสู่คนไทยทั้งชาติแล้ว ถึง 6 เหรียญ 5 สมัยติดต่อกัน

นับได้ว่าหลังจากคนไทยรู้จักโค้ชเช ก็ไม่มีครั้งไหนที่ประเทศไทยไม่ได้เหรียญจากการแข่งขันระดับชาติอีกเลย

แม้ในหน้าจอเราจะเห็นแต่ภาพของนักกีฬากับโค้ช แต่นอกจอยังมีผู้คนอีกมากมายที่มารวมตัวกันเพื่อทำให้ฝันของคนไทยเป็นจริง

ทรู King of Sport ผู้เห็นคุณค่าและสนับสนุนเรื่องกีฬามาโดยตลอด เชื่อเหมือนโค้ชเชว่า การมีกันและกันเป็นพลังให้ทุกสิ่งเป็นจริงได้ เลยเลือกโค้ชเช และ แต้ว-สุดาพร สีสอนดี ให้เป็น ฮีโร่ ทรู 5G อย่างรวดเร็ว พร้อมกับชื่นชมฮีโร่ตัวจริงที่ขาดไม่ได้ นั่นก็คือ พี่น้องชาวไทยผู้ส่งกำลังใจให้ทัพนักกีฬาของเรามาโดยตลอด

ในวาระนี้ ทรูชวน The Cloud เข้าไปพูดคุยกับโค้ชเชแบบสุดพิเศษ เพื่อเจาะลึกทุกเรื่องราวเบื้องหลังความสำเร็จที่ใช้เวลาวางรากฐานถึง 2 ทศวรรษ

ชีวิตโค้ชเชนั้น ‘ไม่ง่าย’ ทั้งปูมที่มา ความใฝ่ฝัน อุปสรรค ความสูญเสีย การต่อสู้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชีวิตโค้ชเชน่าจะน่วมจากการโดนเตะไม่น้อยไปกว่านักกีฬาของเขา

ในขณะที่น้องเทนนิสหรือนักกีฬาคนอื่นๆ ถูกคู่ต่อสู้เตะส่วนหัวหรือกลางลำตัว ชีวิตโค้ชเชกลับถูก ‘ชีวิต’ นั้นเองที่ส่งเท้าลึกลับจากฟากฟ้าเตะซ้ำกระหน่ำซัด จนหลายครั้งเสียหลัก กรรมการกดคะแนนให้ไม่ทัน

แต่ก็เป็น ‘ชีวิต’ นั้นเองที่เตะโค้ชเชแล้วมอบรางวัลล้ำค่าระดับ ‘เหรียญทองโอลิมปิก’ กลับคืนมาให้

อย่างรวบรัด, เพราะกับความสำเร็จ อย่าไปฟินนาน นี่คือบทสัมภาษณ์ที่โค้ชเชได้มันมาจากไลฟ์โค้ชซึ่งเรียกขานกันว่า ‘ชีวิต’ และพิสูจน์ด้วยพลังที่ได้รับมาจากคนไทยทั้งชาติอย่างแท้จริง

“ให้ชีวิตฝึกสอนเรา” ปรัชญาชีวิตของโค้ชเช ผู้ทุ่มเท 20 ปีเพื่อพานักกีฬาไทยสู่เหรียญทอง

นี่ก็ผ่านมาแล้วหลายวัน ความรู้สึกของโค้ชที่พาน้องเทนนิสคว้าเหรียญทองได้ยังเหมือนเดิมไหม

แน่นอนครับ ตอนนี้ผมก็ยังดีใจมากๆ ครับ ไม่พอ ไม่รู้จะพูดยังไงดี แต่ว่าดีใจสุดๆ ครับ ทั้งชีวิตของผมนี่เป็นเป้าหมายหรือเป็นความฝันสูงสุดของผมเลย อยากนำเหรียญทองมาให้ประเทศไทย เพราะฉะนั้น (คิดนาน) ดีใจสุดๆ ครับ รู้สึกเป็นเกียรติจริงๆ

ก่อนจะลงแข่งรอบชิงฯ โค้ชคุยอะไรกับน้องเทนนิสบ้าง

ผมก็บอกว่านี่เป็นรอบสุดท้ายแล้วนะ ครั้งสุดท้ายแล้ว แต่ไม่ต้องคิดว่าเป็นรอบชิงฯ จะได้ไม่ตื่นเต้น คุณต้องคิดว่าเป็นรอบแรก เพราะปกติรอบแรกไม่ค่อยตื่นเต้น ไม่ค่อยเครียดเท่าไหร่ (หัวเราะ) ผมบอกว่านี่ก็เป็นรอบแรกนะ เจอสเปน ไม่ต้องกังวลอะไร เพราะสเปนเขาเป็นเด็กรุ่นใหม่ ผมอยากให้กดดันน้อยที่สุดครับ ถ้าเราบอกเด็กว่ารอบชิงฯ คุณต้องสู้ๆ นะ ชนะนี่เราได้เหรียญทองแน่ๆ ถ้าพูดแบบนี้เขาก็ตื่นเต้นมากกว่าเดิม เพราะฉะนั้น ผมเลยบอกว่าไม่ต้องคิดว่าเป็นรอบชิงชนะเลิศ คิดว่าเป็นรอบแรก แพ้ก็ได้ ชนะก็ดี แต่ว่าสิ่งที่สำคัญคือ คุณต้องเล่นเต็มที่จนหมดเวลาเหมือนตอนที่ซ้อมมา ผมบอกแค่นี้ครับ

มันช่วยได้ใช่ไหม การไม่ทำให้นักกีฬาเราแบกรับความกดดัน

ผมเชื่อว่าช่วยได้ครับ เพราะผมอยู่กับเทนนิสมานานนะ อยู่กันมาสิบกว่าปี ตั้งแต่รุ่นเยาวชน เราผ่านประสบการณ์ต่างๆ มาด้วยกัน เคยแพ้ เคยชนะ เคยร้องไห้ เคยดีใจ หลายเรื่องครับ เพราะฉะนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุด คือเราเชื่อในกันและกัน ผมรู้ว่าเขารู้ดีว่าแมตช์นี้สำคัญแค่ไหน แต่ผมอยากให้เขามีสมาธิมากที่สุด ไม่รู้ว่าได้ผลกี่เปอร์เซ็นต์ แต่ผมเชื่อว่าช่วยได้แน่นอนครับ

โค้ชพอประเมินได้ว่าหลังจากบอกให้ไม่กดดันไปแล้วน้องเทนนิสเป็นยังไง

เขาก็รู้ว่านี่เป็นรอบชิงชนะเลิศโอลิมปิกแหละ ยังไงมันก็เป็นความฝันของเขา ของคนไทยทั้งประเทศ เขารู้ว่าคนไทยทุกคนกำลังดูอยู่ ดูหน้าตาเขา ผมรู้ว่าเขาตื่นเต้น แต่มันเป็นหน้าที่ของผมที่ต้องทำให้เขาข้ามมันไปให้ได้ พอบอกว่าไม่ต้องกดดันนะ เขาก็รับทราบ เขาบอกว่าไม่เครียด ก็เล่นสบายๆ เหมือนเล่นรอบแรก

ถามจริงๆ คิดว่าแมตช์นั้นน้องจะชนะได้ไหม

ผมเชื่อจริงๆ ว่าได้ครับ จุดที่ผมอยู่คือตรงกลาง มองเห็นนักกีฬาทั้งสองคน น้องเทนนิสได้เรื่องเทคนิค ประสบการณ์เราดีกว่าเขาจริงๆ แต่ทางฝั่งสเปนเขาไม่กดดันเลย เพราะเขามาจากรุ่นเยาวชน เขาอายุแค่สิบเจ็ด สิบแปด มาถึงรอบชิงได้เขาก็ดีใจแล้ว เขาเลยไม่กดดัน ซึ่งนั่นแหละอันตรายสำหรับเรา เพราะบางทีสู้ด้วยความไม่กดดันก็ดีกว่า การที่เรามีประสบการณ์บางทีก็ทำให้เรากลัว

น้องเทนนิสเองก็เคยมีประสบการณ์คราวที่แล้วที่แพ้มาด้วย

ใช่ คราวที่แล้วเทนนิสแพ้ช่วงสามวินาทีสุดท้าย ผมถึงบอกว่าบางทีประสบการณ์ก็ช่วยได้ แต่ไม่เยอะ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าใจรับความกดดันได้ไหม ใช่ เราอยากชนะ เขาก็อยากชนะ แต่อย่าลืมว่าเขาแพ้ได้ ไม่มีบาดแผลอะไร แพ้ได้เหรียญเงิน ได้ประสบการณ์ที่มีค่า แต่เราเคยผ่านตรงนั้นมาแล้ว มีบาดแผลมาแล้ว คราวนี้เรามีเป้าหมายว่าต้องเหรียญทอง เราเป็นฝ่ายที่รับมือกับความกดดันและความเครียด ดังนั้น ผมก็อยากช่วยน้องว่าไม่ต้องกดดัน เล่นเต็มที่ให้เหมือนกับที่ซ้อมมา เราชนะได้แน่ เพราะทุกอย่างเราดีกว่าเขาเยอะจริงๆ เทนนิสก็รับทราบและเต็มที่ครับ

ก่อนยกสุดท้าย กล้องถ่ายทอดสดจับมาตอนที่โค้ชพูดกับน้องเทนนิส ตอนนั้นโค้ชพูดอะไร

ตอนนั้นคะแนนเรานำอยู่ ผมก็พูดเหมือนเดิมว่า คุณไม่ต้องคิดเรื่องคะแนน เล่นเต็มที่ให้หมดเวลา แค่นั้นพอ

ทำไมถึงย้ำเรื่องไม่ต้องห่วงเรื่องคะแนนนำ คะแนนตาม

จากประสบการณ์ของผม หลายคนแพ้นาทีสุดท้ายเพราะมัวแต่กังวลเรื่องคะแนน ผมบอกเทนนิสเลยว่าห้ามคิดเรื่องคะแนนนะ เล่นให้เต็มที่ตามปกติ หยุดเมื่อกรรมการบอกให้หยุดแค่นั้นพอ

ความสนุกมันอยู่หกหรือเจ็ดวินาทีสุดท้ายก่อนจะหมดยกสาม เราตามอยู่ แล้วเหลือเวลาน้อยมากๆ ที่จะพลิกสถานการณ์ ความรู้สึกโค้ชตอนนั้นเป็นยังไง ถอดใจไหม คิดว่าเราได้เหรียญเงินอีกแล้วแน่ๆ ไหม

เรามีการฝึกซ้อมเรื่องสถานการณ์แบบนี้ ยกสุดท้ายเหลือสามสิบวินาที สิบห้าวินาที สิบวินาที เราต้องทำยังไง ก็ต้องเตะเยอะๆ ครับ พยายามอยู่ให้ใกล้ๆ เขา เตะให้เยอะที่สุด จริงๆ ตอนนั้นผมก็ตื่นเต้นนะ พยายามบอกเทนนิสว่าเราทำได้ พยายามเตะต่อ เตะจนหมดเวลา เวลาเจ็ดวินาทีแป๊บเดียวก็หมดแล้วครับ ตื่นเต้นเกือบตายจริงๆ ครับตอนนั้น (หัวเราะ)

สุดท้ายก็แซงนำคว้าแชมป์จนได้ เราเห็นภาพน้องเทนนิสวิ่งลงไปกอดโค้ชร้องไห้ เล่าให้ฟังหน่อยว่าคุยอะไรกัน

อืม ผมก็ร้องไห้ด้วยครับ (หัวเราะ) หลังจากนั้นผมบอกว่าขอบคุณ ขอบคุณที่อดทนถึงวันนี้ ผมรู้สึกแฮปปี้มากจริงๆ จริงๆ ตอนนั้นไม่รู้จะพูดยังไงดี แต่ผมกอดแล้วก็บอกว่าขอบคุณๆ

“ให้ชีวิตฝึกสอนเรา” ปรัชญาชีวิตของโค้ชเช ผู้ทุ่มเท 20 ปีเพื่อพานักกีฬาไทยสู่เหรียญทอง

ในฐานะโค้ช การที่เราจะทำให้นักกีฬาคนหนึ่งขึ้นไปอยู่จุดสูงสุดของโลก คว้าเหรียญทองโอลิมปิกได้ ต้องใช้เวลาแค่ไหน ต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง

มันเป็นงานยาก ต้องใช้เวลานานนะครับ อย่างน้องเทนนิสได้เหรียญทองโอลิมปิก หรือเหรียญทองชิงแชมป์โลกได้เนี่ย ผมใช้เวลามากกว่าสิบปี ต้องมีความอดทนและต่อเนื่องครับ เพราะเวลาสิบปีมันมีเรื่องต่างๆ เยอะ มีชนะ มีแพ้ เคยร้องไห้ เคยบาดเจ็บ เคยผ่าตัด ท้อถอย

คำถามคือแล้วยอมแพ้ไหม พยายามสู้ต่อไหม ลืมเป้าหมายตัวเองหรือเปล่า ไม่ลืมความฝันตัวเองใช่ไหม ถ้าไม่ลืม จำเป้าหมายได้ ต้องพยายามอย่างต่อเนื่อง ต้องอดทน เพราะฉะนั้น ที่เห็นประสบความสำเร็จได้เหรียญทองภายในสิบกว่านาทีนั้นน่ะ กว่าจะถึงจุดนั้นต้องใช้เวลา ต้องพยายาม ต้องอดทนเป็นสิบๆ ปี

สิบปีนี่ก็นานนะ โค้ชมีวิธีที่ทำให้คนคนหนึ่งไม่ล้มเลิกกลางทางได้ยังไง

วิธีการของผมก็คือ ถามนักกีฬาทุกคนซ้ำๆ ว่า “เป้าหมายของคุณคืออะไร” ทุกคนตอบว่า “อยากได้เหรียญทองโอลิมปิก” ไม่มีใครอยากได้เหรียญทองเอเชียนเกมส์ ซีเกมส์ ไม่มีหรอก เพราะทุกคนมีฝันสุดท้ายเป็นเหรียญทองโอลิมปิกทั้งนั้น ก่อนหน้านี้น้องเทนนิสเคยได้เหรียญทองมาหมดแล้ว ยกเว้นยกเว้นโอลิมปิก ผมก็ถามเสมอว่า “เป้าหมายจริงๆ คืออะไร” เหรียญทองเอเชียนเกมส์ ซีเกมส์ กีฬามหาวิทยาลัยโลก ชิงแชมป์โลกเหรอ

เวลาที่เขาได้เหรียญทองอะไรมา ผมจะดีใจกับเขาแค่แป๊บเดียวครับ หลังจากพิธีมอบเหรียญแล้ว ผมบอกว่าคุณยังไม่ถึงเป้าหมายที่ตัวเองตั้งไว้คือเหรียญทองโอลิมปิกอยู่ดี เพราะฉะนั้นก็ต้องพยายามต่อ ความสำเร็จของเมื่อวานก็ต้องเลิกดีใจให้เร็วๆ คุณต้องพยายามเขียนเรื่องขึ้นมาใหม่ พรุ่งนี้ อาทิตย์หน้า เดือนหน้า ปีหน้า ผมให้ตั้งเป้าหมายใหม่ๆ เสมอ ชื่นชมได้ แต่เลิกเร็วๆ

ฉลองความสำเร็จหน่อยไม่ได้เหรอ ขอฉลองสักหนึ่งเดือน

(หัวเราะ) ปกติแข่งเสร็จก็มีแข่งต่อครับ แข่งชิงแชมป์โลกเสร็จ มีเอเชียนเกมส์ ซีเกมส์ต่อครับ ไม่ใช่แข่งเสร็จปีนี้ แข่งอีกทีปีหน้า ไม่ใช่ บางทีแข่งเดือนนี้เสร็จ เดือนหน้ามีแข่งอีกสามครั้ง เรื่องฉลองผมไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ เป็นคนชื่นชมใครก็ชื่นชมไม่นาน เต็มที่สุดๆ ก็วันที่ได้เหรียญ

“ให้ชีวิตฝึกสอนเรา” ปรัชญาชีวิตของโค้ชเช ผู้ทุ่มเท 20 ปีเพื่อพานักกีฬาไทยสู่เหรียญทอง

นอกจากนักกีฬาและโค้ชแล้ว มีคนมากมายที่ต้องทำงานร่วมกันอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของน้องเทนนิส ทีมงานของโค้ชประกอบด้วยใครบ้าง

การทำงานร่วมกันเป็นสิ่งสำคัญมากจริงๆ ครับ คนทั่วไปอาจเห็นในทีวีว่ามีแค่สองคน โค้ชกับนักกีฬา แต่ความสำเร็จของน้องเทนนิสมีคนอยู่เบื้องหลังอีกมากมาย ทุกคนมีส่วนร่วมในความสำเร็จนี้ทั้งหมด

คนแรกคือสมาคมเทควันโดแห่งประเทศไทยครับ สมาคมสนับสนุนพวกเราเต็มที่ สตาฟโค้ชต้องการอะไร นักกีฬาต้องการอะไร อยากเก็บตัวที่ไหน อยากไปแข่งที่ไหน ใช้งบประมาณเท่าไหร่ ถ้าไม่มีเงินก็ทำอะไรไม่ได้ถูกไหมครับ เพราะฉะนั้นต้องให้เครดิตสมาคมฯ และ คุณบิ๊ก (ธนฑิตย์ รักตะบุตร) เลขาธิการสมาคมฯ ที่เชื่อใจกัน ผมขอบคุณจริงๆ แล้วก็ภูมิใจที่ได้ทำงานให้สมาคมเทควันโดฯ ของเรา ต่อจากสมาคมฯ ก็เป็นสตาฟโค้ชทุกคน หัวหน้าผู้ฝึกสอน โค้ชไทยทั้งสี่คน

สี่คนทำอะไรกันบ้าง

ตอนซ้อม สตาฟโค้ชก็ถือเป้าครับ (หัวเราะ) ไปให้นักกีฬาซ้อมเตะ โดนเตะหนักมาก มีโค้ชหนึ่งดูแลเรื่อง Physical ผมให้ความสำคัญส่วนนี้เป็นพิเศษ เพราะ Physical ของเทควันโดไม่ใช่เรื่องกล้ามเนื้อแข็งแรงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องเทคนิคทางร่างกายสำหรับกีฬาเทควันโด

อีกคนหนึ่งคือ โค้ชชิต (วิชิต สิทธิกัณฑ์) เขาดูแล จูเนียร์ (รามณรงค์ เสวกวิหารี) ครับ อีกคนก็ โค้ชแม็ก (ร.ต.ท.ชัชวาล ขาวละออ) เขาดูแลเทนนิสตอนซ้อมตีเป้าแรง ตีเป้าใหญ่ ผมจะคุยกับเขาว่าผมอยากให้เทนนิสทำท่านี้ เทคนิคนี้ คุณช่วยถือเป้าหน่อย (หัวเราะ) อีกคนหนึ่งคือโค้ชต่อครับ เขาก็ถือเป้าด้วย เพราะฉะนั้น เหรียญทองนี้ก็เป็นของพวกเขาด้วย

เวลาซ้อม เราห้าคนซ้อมร่วมกับนักกีฬา คงบอกว่าเป็นความสำเร็จของคนใดคนหนึ่งไม่ได้ นักกีฬาคนเดียวทำอะไรไม่ได้ครับ เราต้องคิดด้วยกัน เข้าใจกันและกัน วางแผนร่วมกัน และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราต้องผ่านไปด้วยกันครับ

สมาคมฯ สตาฟโค้ช แล้วยังมีใครอีกไหม

นักโภชนาการ อันนี้สำคัญมากครับ เพราะว่านักกีฬาเทควันโดเรามีหลายรุ่น หลายน้ำหนักครับ รุ่นใหญ่ รุ่นกลาง กินไม่เหมือนกัน เราวางแผนคุมน้ำหนักก่อนแข่งสองเดือน การเลือกกินสำคัญมาก แล้วก็มีนักกายภาพบำบัดอีก เพราะเทควันโดเป็นกีฬาต่อสู้ เตะกันไม่รู้กี่ครั้ง หัวมีโอกาสเจอเตะด้วยเท้าจนบาดเจ็บ นักกายภาพมีความสำคัญมากในการดูแลและฟื้นฟู นักกีฬาเทควันโดถ้าข้างในเจ็บ ต้องรีบทำกายภาพบำบัดหรือทำอัลตราซาวนด์รักษาทันที

แล้วก็ยังมีคนมาช่วยเรื่อง Psychologic หรือการสร้างกำลังใจด้วยครับ ผมมี อาจารย์ปลา (ดร.วิมลมาศ ประชากุล) จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาช่วยดูแล อาจารย์ก็จะเข้าไปคุยกับนักกีฬาเพื่อไม่ให้เครียด ไม่ให้กดดันครับ ทั้งหมดนี้รวมเป็นทีมเดียวกัน การทำงานเป็นทีมสำคัญมากจริงๆ ครับ

จำได้ว่าน้องเทนนิสต้องพบจิตแพทย์ หลังจากที่พลาดเหรียญทองโอลิมปิกคราวที่แล้วใช่ไหม

ใช่ครับ ไปพบอาจารย์ปลานี่แหละครับ อาจารย์ทำงานกับทีมเรามาเกือบสิบปีแล้วครับ เทนนิสคุยกับอาจารย์ปลาทางโทรศัพท์ ก็ช่วยได้จริงๆ ผมไม่รู้ว่าเขาคุยอะไรกัน คงพยายามให้กำลังใจ ทำให้เครียดน้อยลง กดดันน้อยลง ผมเชื่อว่าช่วยได้จริงๆ ครับ

ทั้งหมดที่พูดมานี้ คือคนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเหรียญทองเทควันโดไทยในวันนี้

ก็ต้องขอบคุณทางสมาคมฯ ที่ให้ผมทำงานอย่างเต็มที่ ไม่มีก้าวก่าย ไม่มายุ่งว่านักกีฬาคนนี้ต้องฝึกอย่างนี้ ถึงวันนี้ผู้ใหญ่ในสมาคมฯ ไม่ค่อยยุ่งเท่าไหร่แล้วครับ หน้าที่ของทีมอยู่ในความรับผิดชอบของผม ผมเลือกทีมงานทุกคนเอง จัดการทุกอย่าง ไม่ใช่สอนเทควันโดอย่างเดียวครับ ยี่สิบปีก่อนตอนมาใหม่ๆ ผมแค่สอนเทควันโดอย่างเดียว ผมก็ขอขอบคุณทางสมาคมฯ ที่คอยสนับสนุนเราร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำให้ผมทำงานแบบไม่กดดัน ไม่เครียดครับ

“ให้ชีวิตฝึกสอนเรา” ปรัชญาชีวิตของโค้ชเช ผู้ทุ่มเท 20 ปีเพื่อพานักกีฬาไทยสู่เหรียญทอง

โค้ชมีหลักในการทำงานอย่างไรบ้าง

สิ่งที่สำคัญคือระเบียบวินัยครับ นักกีฬาที่เก่งมากๆ แต่ไม่มีระเบียบวินัย ผมก็ไม่เลือก เพราะระเบียบวินัยเป็นสิ่งที่สำคัญ ไม่ใช่เฉพาะนักกีฬาอย่างเดียวครับ ทุกอาชีพจำเป็นต้องมีวินัยในการทำงานทั้งนั้น ถ้าวินัยดี ผมคิดว่ามีโอกาสประสบความสำเร็จ ผมเป็นคนใช้ระเบียบวินัยเข้มข้นมาก

เข้มข้นมากนี่เป็นยังไง

ช่วงแรกๆ ถ้าผมนัดซ้อมแล้วใครมาสาย ผมไม่ให้ซ้อมเลยนะ ไล่กลับ แต่หลังๆ ก็ดูว่ามีเหตุผลอะไร ฟังขึ้นไหม บางคนมาสายด้วยเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น ผมก็จะบอกว่าเขายังไม่พร้อม ใจของเขายังไม่พร้อมที่จะซ้อม เพราะฉะนั้น นั่งดูคนอื่นซ้อมไปก็แล้วกัน แต่ไม่ให้ซ้อม

การมีระเบียบวินัยช่วยพัฒนาศักยภาพของนักกีฬาได้ใช่ไหม

ผมคิดว่าได้ ตอนซ้อมถ้าตั้งใจ มีวินัยในการดูแลตัวเองดี สตาฟโค้ชพูดอะไรไป สั่งอะไรไป เขาต้องตั้งใจฟัง ผมว่ามันจะช่วยเขาโดยที่เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ กับนักกีฬาบางคนที่ไม่มีวินัย คิดว่าตัวเองเก่ง คิดว่าสตาฟโค้ชไม่สำคัญเท่าไหร่ ผู้ใหญ่ไม่สำคัญเท่าไหร่ ให้ความสำคัญแต่ตัวเอง

อ้าว แล้วถ้าเขาเก่งมากๆ มีพรสวรรค์มากๆ ล่ะ แค่ไม่มีวินัย

อย่างนั้นผมก็ไม่เอาครับ (หัวเราะ) ไอ้เรื่องร่างกาย เรื่องเทคนิคที่ทำให้เก่งนี่เราสอนได้ แต่ว่าเรื่องของใจ เรื่องวินัยเราสอนได้ยาก เพราะมันขึ้นอยู่ที่ตัวของนักกีฬา ว่าเขารู้หน้าที่ตัวเองไหม ถ้าวินัยไม่มี เก่งมาจากไหน ผมก็ไม่รับครับ แต่ส่วนใหญ่นักกีฬาทั่วไปที่ผมทำงานมาเขาพูดรู้เรื่องนะครับ ไม่มีที่มีอีโก้มากขนาดนั้น

ในช่วงพิธีมอบเหรียญทองโอลิมปิก มีการบรรเลงเพลงชาติไทย ถามจริงๆ ในใจโค้ชตอนนั้น ความรู้สึกเป็นยังไง

ผมดีใจสุดๆ ผมอยู่ที่นี่มานาน จนรู้สึกว่าผมก็เป็นคนไทยคนหนึ่ง นักกีฬาไทยเหมือนลูกสาว ลูกชายของผม แล้วลูกสาว ลูกชายผมได้เป็นที่หนึ่งของโลก อืม (หยุดนาน) บางทีน้ำตามันไหลออกมา ผมรู้สึกดีใจสุดๆ

“ให้ชีวิตฝึกสอนเรา” ปรัชญาชีวิตของโค้ชเช ผู้ทุ่มเท 20 ปีเพื่อพานักกีฬาไทยสู่เหรียญทอง
“ให้ชีวิตฝึกสอนเรา” ปรัชญาชีวิตของโค้ชเช ผู้ทุ่มเท 20 ปีเพื่อพานักกีฬาไทยสู่เหรียญทอง

คืนนั้นที่โค้ชกลับที่พักไปแล้ว โค้ชโทรหาใคร คุยอะไรกัน

ผมโทรหาภรรยาครับ โทรไปขอบคุณ

ขออนุญาตถามละเอียดนิดหนึ่ง พูดอะไรกัน

เราทำได้แล้ว!! (หัวเราะ) เราได้เหรียญทองแล้ว!! ภรรยาร้องไห้ ผมก็ร้องไห้ด้วย เพราะเขารู้ว่าผมเครียดแค่ไหน ก็มันอยากได้จริงๆ น่ะ เพราะฉะนั้นคนข้างๆ ผม เขารู้ทุกอย่าง ตอนที่ผมโทรไปไม่ค่อยได้พูดหรอก พูดไม่ออก ได้แต่ร้องไห้กันอย่างเดียว

แล้วโทรหาใครอีก

เพื่อนอีกคนหนึ่งครับ ชื่อ ชางชุนโฮ แต่ผมเรียกเขาว่าคุณแจ็ค เป็นคนเกาหลีแต่อยู่ที่กรุงเทพฯ เขาสนับสนุนเทควันโดเราเยอะมาก ไม่ว่าจะตอนที่ไปเก็บตัวซ้อมที่เกาหลีหรืออยู่ที่ไทย เขาก็เลี้ยงข้าวเราเสมอ (หัวเราะ) หลังจากโทรหาภรรยาแล้ว ผมโทรหาเขา แล้วก็เหมือนเดิม

ร้องไห้

เขาก็ร้องไห้ด้วยครับ พอฝั่งโน้นร้องไห้ ผมก็ร้องไห้ด้วย (หัวเราะ)

มันกลั้นความรู้สึกดีใจไว้ไม่ไหว

ทุกคนดีใจมากครับ ไม่ใช่แค่คนไทยอย่างเดียว คนต่างชาติที่อยู่ในไทยทุกคนก็มีความสุข ผมว่านะ

เวลาเราพานักกีฬามาร่วมทัวร์นาเมนต์ใหญ่นานาชาติ กำลังใจจากครอบครัว จากเพื่อน สำคัญแค่ไหน

สำคัญมากๆ ครับ เวลาที่เราต้องจากบ้านไปนานๆ เราก็ต้องเตรียมใจไว้ก่อนครับ สมัยก่อนตอนที่ลูกชายผมอายุเพิ่ง สองถึงสามขวบ ตอนนั้นผมต้องทิ้งภรรยาให้อยู่คนเดียว เลี้ยงลูกคนเดียว เพราะผมต้องพาทีมมาแข่ง มันก็ลำบากใจหลายเรื่องครับ บางทีลูกไม่สบาย ลูกต้องไปหาหมอ แต่ผมไม่ได้อยู่ด้วย ภรรยาผมก็เหนื่อย เขาเคยถามผมนะครับว่า “ทีมชาติไทยก็มีสตาฟโค้ชเยอะแยะ แล้วทำไมคุณต้องไปทุกแมตช์” ผมก็ไม่รู้จะตอบว่ายังไง ผมรู้ว่าเขาเหนื่อย ตอนแรกภรรยาไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่หลังๆ เราได้รับความสำเร็จจากเหรียญโอลิมปิก รางวัลใหญ่ๆ เขาก็เริ่มเข้าใจและภูมิใจในตัวผมด้วย ตอนนี้เลยกลายเป็นคนที่สนับสนุนผมอย่างชัดเจน คอยให้กำลังใจผม ลูกผมตอนนี้สิบเอ็ดขวบแล้ว ก็ไม่ต้องดูแลใกล้ชิด กำลังใจจากภรรยาและลูกสำคัญกับผมมาก แล้วก็ยังมี…

(หยุดพูด โค้ชพูดอะไรไม่ออกนานชั่วอึดใจ เงยหน้า ก้มหน้า มองออกไปนอกหน้าต่าง แล้วพูดต่อ หลังจากนี้เสียงสั่นเครือ-ผู้เขียน)

พ่อกับแม่ เวลาไปแข่งที่ไหน ถ้าพอมีเวลา ผมจะนั่งหลับตาแล้วคิดถึงพ่อกับแม่ เหมือนคุยกับเขาว่า ครั้งนี้เราไปแข่ง ผมอยากได้เหรียญทอง คราวนี้โอลิมปิกด้วยครับ ขอให้พ่อกับแม่ช่วยผมด้วย ผมก็ได้พลังจากตรงนี้ มีกำลังใจ มันอธิบายไม่ได้ครับ ความเครียดหลายอย่างก็เบาลง

ตอนนี้เราอยู่ในวิกฤตการณ์โควิด-19 ทีมเทควันโดของโค้ชประสบปัญหาอะไรจากวิกฤตนี้บ้างไหม

เราต้องเปลี่ยนแผนหลายอย่าง อย่างปีที่แล้วเราต้องให้เด็กกลับบ้าน แต่หยุดซ้อมไม่ได้ เพราะมีเวลาเตรียมตัวแข่งโอลิมปิกแค่เจ็ดเดือนเอง เพราะฉะนั้น เราทำได้แค่ซ้อมออนไลน์ครับ ผมนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ สอนนักกีฬาอยู่ที่บ้านประมาณสามเดือน

ได้ผลเหรอ

(ส่ายหัว) ไม่เวิร์ก เพราะว่ามันทำให้ความกระตือรือร้นลดลงไป แต่เราทำอย่างอื่นไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ต้องซ้อมออนไลน์กันไป เช้า กลางวัน เย็น เสาร์-อาทิตย์ด้วย แต่สิ่งที่สำคัญคือ ทุกคนต้องปลอดภัยจากโควิด-19 ก่อนใช่ไหมครับ ก็ลำบากมากครับ ไม่เวิร์ก แต่ว่าทำได้แค่นี้ครับ (ยิ้ม)

“ให้ชีวิตฝึกสอนเรา” ปรัชญาชีวิตของโค้ชเช ผู้ทุ่มเท 20 ปีเพื่อพานักกีฬาไทยสู่เหรียญทอง
“ให้ชีวิตฝึกสอนเรา” ปรัชญาชีวิตของโค้ชเช ผู้ทุ่มเท 20 ปีเพื่อพานักกีฬาไทยสู่เหรียญทอง

แต่อย่างน้อยโค้ชก็ได้สร้างความสุข สร้างกำลังใจ สร้างความภาคภูมิใจ ให้คนไทยในสถานการณ์ยากลำบากแบบนี้ เหรียญทองนี้นอกจากเป็นของน้องเทนนิส เป็นของโค้ช โค้ชคิดว่ามันมีส่วนยกระดับจิตใจคนไทยยังไงบ้าง ให้เขามีความสุขได้ยังไงบ้าง

มีหลายคนบอกว่าตอนที่เราชนะสเปน เราได้เหรียญทอง ที่ไทยทุกคนดีใจมาก คนทั้งประเทศไทยเชียร์เราจากหน้าจอทีวี ทุกคนเย่ๆๆ (ชูมือ) ทุกคนยิ้ม ผมก็เชื่อว่ารอยยิ้ม ความดีใจนั้น จะช่วยให้ทุกข์จากเรื่องโควิด-19 ลดลง ผมรู้ว่าโควิด-19 ทำให้ทุกคนลำบาก มีคนเสียชีวิต ติดโควิด ไม่สบาย เรื่องทำธุรกิจต่างๆ ทั้งหมดแย่มาก คงไม่มีโอกาสได้ยิ้มหรือดีใจเลย

แต่อย่างน้อย วันที่ 24 กรกฎาคม เวลานั้น ผมเชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศไทยมีความสุขได้บ้าง เพราะว่าเราได้เหรียญทองกลับมา เพราะทุกคนก็รู้ว่านักกีฬาเราอดทน สู้ ไม่ยอมแพ้ ผมเชื่อว่ามันอาจทำให้หลายคนมีกำลังใจสู้กับเวลาแบบนี้ด้วย ตอนที่ผมกักตัวอยู่ที่ภูเก็ต ทุกคนที่เจอเราเขาก็ยิ้มให้ตลอดครับ ทุกคนบอกว่าขอบคุณมากที่ทำให้คนไทยมีความสุข ที่สร้างชื่อเสียงให้นักกีฬาไทยดังไปทั่วโลก เพราะฉะนั้น เรารู้สึกดีใจมากๆ จริงๆ แล้วก็รู้สึกเป็นเกียรติจริงๆ เหรียญทองโอลิมปิกก็สำคัญมาก แต่การที่เราทำให้คนไทยมีความสุข มีโอกาสให้กำลังใจคนไทยทั้งประเทศ อันนี้สำคัญกว่า

สิ่งที่เจอมาตลอดยี่สิบปีของการเป็นโค้ชทีมชาติไทย ทั้งเสียงชื่นชม คำวิจารณ์ การเป็นคนต่างชาติ ทั้งหมดนั้นแลกกับเหรียญทองเหรียญนี้ โค้ชคิดว่าคุ้มค่าแค่ไหน

เวลาผ่านไปเร็วมากครับ ยี่สิบปีผ่านไปผมก็ แน่นอน ก็ดีใจ เสียใจ เสียดาย บางทีอยากกลับบ้าน บางทีไม่อยากทำหน้าที่โค้ชแล้ว มีหลายเรื่องครับ แต่ผมก็พยายามอดทนจนมาถึงวันนี้ วันที่ลูกศิษย์ของเราเป็นที่หนึ่ง ได้เหรียญทอง น้องชาย-น้องสาวของผมเก่งที่สุด แล้วธงชาติไทยก็ขึ้นไปอยู่จุดสูงสุด…

(โค้ชหยุดพูด กลั้นน้ำตา เสียงสั่นเครือ-ผู้เขียน)

บางทีก็เหนื่อย คิดอยากกลับบ้าน แต่เมื่อไหร่ที่เห็นความสำเร็จ เห็นลูกศิษย์ชนะ ผมลืมเรื่องเหล่านั้นทันที แล้วก็พยายามต่อไป อยากได้เหรียญทองโอลิมปิกอีก เทนนิสเป็นคนแรก แต่ผมอยากทำให้อีกหลายๆ คนได้เหรียญทองโอลิมปิก จริงๆ หลังจากโอลิมปิก 2008 ที่ปักกิ่ง เราได้เหรียญเงินมา (จาก บุตรี เผือดผ่อง) หลายชาติก็ติดต่อผมครับ เขาถามว่าที่ไทยให้เงินเดือนเท่าไหร่ สัญญาเป็นยังไง

เขาให้มากกว่าเหรอ

มากกว่าแน่นอนครับ (หัวเราะ) มากกว่าสามถึงสี่เท่าครับ แต่ผมคิดเรื่องครอบครัวด้วย มันไม่ใช่ผมคนเดียว ถ้าอยู่คนเดียวผมทำอะไรก็ได้ แต่นี่ต้องคิดว่าครอบครัวผมอยู่ที่ไหนแล้วมีความสุข อยู่แล้วปลอดภัย ผมก็คิดหลายวันครับ ถามอาจารย์ ถามเพื่อน ถามรุ่นพี่ ถามครอบครัว ทุกคนบอกว่าแล้วแต่ผม ถ้าคุณไปไหนมีความสุข ไปไหนดีกว่าที่ไทยก็ไปแน่

แล้วทำไมโค้ชไม่ไป

ผมก็ไม่รู้ครับว่าทำไมผมไม่ไป แต่ถึงวันนี้ผมคิดว่าที่ไม่ไปนั้นถูกต้องแล้ว ครั้งนั้นตอนได้เหรียญเงิน ผมไม่รู้จริงๆ ว่าผมจะไปถึงเป้าหมายคือเหรียญทองโอลิมปิกไหม เมื่อไหร่ ครั้งนี้ได้แล้วก็ดีใจ แต่ตอนนี้หลายคนถามว่าโค้ชเชได้เหรียญทองโอลิมปิกแล้ว บรรลุเป้าหมายแล้ว จะกลับไปเกาหลีไหม

(หยุดคิดนาน)

…ไม่ใช่ ถึงเป้าหมายแรกแล้ว แต่ผมอยากได้มากกว่านี้ สองเหรียญทอง สามเหรียญทอง ไม่ใช่แค่น้องเทนนิสคนเดียวครับ ผมต้องพยายามสร้างคนใหม่ๆ แล้วถ้าเมื่อไหร่ที่ผมทำหน้าที่โค้ชเทควันโดของไทยจบ ผมก็ต้องการ ผมอยากเป็นคนไทย ผมอยากช่วยเด็กๆ ที่ลำบาก เด็กๆ ที่ไม่มีพ่อแม่ ให้…

(โค้ชหยุดพูด กลั้นน้ำตา-ผู้เขียน)

…เพราะพ่อแม่ผมเสียชีวิตแล้ว ผมอยู่คนเดียวมาครึ่งชีวิต ต้องสู้ด้วยตัวเอง ไม่มีใครช่วยผม เหรียญทองนี้ ผมเสียดายที่ (น้ำตาไหล) ถ้าพ่อแม่ยังอยู่ ผมก็อยากให้เห็นความสำเร็จของผม

เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่โค้ชเห็น

ครับ (สูดลมหายใจ)

อะไรคือสิ่งที่ทำให้โค้ชยังอยู่กับเรา

ลูกศิษย์ผม และผมรักเมืองไทย รักคนไทย ผมอยากได้สัญชาติไทย แล้วก็อยากสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย ช่วยวงการเทควันโดไทยให้ได้มากที่สุด

“ให้ชีวิตฝึกสอนเรา” ปรัชญาชีวิตของโค้ชเช ผู้ทุ่มเท 20 ปีเพื่อพานักกีฬาไทยสู่เหรียญทอง

โค้ชคิดว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของคนไทย ที่นี่เป็นบ้านของโค้ชหรือยัง

ก็อยู่มายี่สิบปี ใช้ชีวิตที่เมืองไทยมาครึ่งชีวิตครับ เพราะฉะนั้นก็ ตอนนี้ผมยังเป็นคนเกาหลีครับ เพียงแต่อยากได้สัญชาติไทย

เหรียญทองโอลิมปิกครั้งนี้ กับเหรียญเงินสองเหรียญแรก เอเชียนเกมส์ 2002 เหรียญไหนเปลี่ยนชีวิตโค้ชมากกว่ากัน

เหรียญทองครั้งนี้ครับ จริงๆ เหรียญครั้งแรกก็สำคัญด้วยครับ เพราะถ้าไม่ได้เหรียญแรก…

จะทำยังไง

(หัวเราะ) จริงๆ เหรียญที่ทำให้เทควันโดเริ่มได้รับความนิยม เป็นเหรียญที่เปลี่ยนชีวิตผมคือเหรียญทองแดง โอลิมปิก 2004 ที่เอเธนส์ วิว เยาวภา (เยาวภา บุรพลชัย) ได้มาครับ หลังจากนั้นเทควันโดไทยจึงเริ่มเป็นที่นิยม ก่อนหน้านั้นยังไม่ค่อยมีคนรู้จัก แล้วก็ไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าไหร่ แต่พอน้องวิวได้เหรียญทองแดง คนก็หันมาสนใจเรามากขึ้น

ยังจำตอนที่โค้ชเข้ามาทำงานสมาคมฯ ใหม่ๆ ได้ไหม ตอนนั้นกีฬาเทควันโดไม่ใช่กีฬาที่คนไทยสนใจเลย วันแรกที่โค้ชมาเทควันโดไทยในตอนนั้นมันเป็นยังไง

จำได้ครับ ผมมาทำงานวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2002 สัญญาถึงเดือนตุลาคม แค่แปดเดือนครับ ตอนนั้นสตาฟโค้ชส่วนใหญ่เป็นนักกีฬามวยไทยครับ บางคนเป็นมวยไทยแชมป์โลกด้วย ถึงมวยไทยกับเทควันโดจะเป็นกีฬาต่อสู้เหมือนกัน แต่กฎ กติกา ไม่เหมือนกันครับ บางคนคิดว่าเป็นนักกีฬามวยไทย ดึงมาให้เป็นนักกีฬาเทควันโดก็ได้ แต่มันเป็นคนละกีฬากัน

ผมคุยกับทางนายกสมาคมฯ ว่า ผมเป็นโค้ชเทควันโด ทำหน้าที่สอนเทควันโด แต่ถ้าเอานักกีฬามาจากมวยไทย ถึงจะเก่ง แต่ผมสอนไม่ได้ ผมต้องการนักกีฬาเทควันโดแท้ๆ ไม่ใช่มวยไทยห้าสิบเปอร์เซ็นต์ มวยไทยเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ แล้วก็เพิ่มทักษะเทควันโดอีกสามสิบเปอร์เซ็นต์เข้าไป แบบนั้นผมทำใจไม่ได้ ถ้าวันนั้นนายกฯ บอกว่าไม่ได้ ถ้าเขาไม่ยอม ผมก็ไม่ยอม ถ้าวันนั้นเขาไม่โอเคกับผม ผมอาจจะกลับเกาหลีไปแล้วครับ

ถ้าวันนั้นเขาไม่โอเค อาจจะไม่มีวันนี้ใช่ไหม

เขาเป็นห่วง นักกีฬาชุดนั้นหลายคนเป็นนักมวยทีมชาติมาก่อน ถ้าผมเป็นโค้ช ในเวลาแปดเดือน ผมจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ไหม ทำตรงนั้นได้หรือเปล่า ผมก็พูดตรงๆ ว่าถ้าชุดนั้นไปแข่งเอเชียนเกมส์ ยังไงก็ไม่ได้เหรียญ ผมขอให้ได้เปลี่ยนยกชุด เปลี่ยนเป็นนักกีฬาเทควันโดร้อยเปอร์เซ็นต์ ท่านนายกฯ ก็ยอม ให้โอกาสผมทำงาน เดือนเมษายน ผมก็เปลี่ยนเป็นนักกีฬาเทควันโดใหม่ยกชุดนั้น เราก็เลยมี วิว เยาวภา พอได้เหรียญเงินจากเอเชียนเกมส์ สมาคมก็เริ่มเชื่อใจโค้ชเช ให้ทำหน้าที่ต่อ แล้วก็ ค.ศ. 2003 เป็นครั้งแรกที่ได้เหรียญทองแดงจากชิงแชมป์โลกสองคน แต่ที่ทุ่มจริงๆ ที่เอเธนส์ โอลิมปิก 2004 หลังจากได้เหรียญนั้นมาเทควันโดไทยเราก็บูม

นอกจากนักกีฬา ผู้ฝึกสอนที่เป็นนักกีฬามวยมาก่อน ยังมีปัญหาอะไรอีกไหมในตอนนั้น

ผมไม่ได้เงินเดือนสามเดือนแรก

ทำไมล่ะ

เดือนแรกเขาบอกเดี๋ยวจะให้เดือนหน้า สรุปว่าสามเดือนถึงจะได้ครับ (หัวเราะ) แต่ผมมาที่ไทยไม่ใช่เพื่อมาหาเงิน เพราะผมอยู่ที่เกาหลี ผมได้เงินเดือนมากกว่าที่ไทย ผมมาที่นี่ไม่ใช่เรื่องเงินครับ ผมอยากให้เกิดการพัฒนาวงการเทควันโดไทย สอนนักกีฬามวยผมไม่เอา ผมอยากสอนเทควันโดจริงๆ ครับ

“ให้ชีวิตฝึกสอนเรา” ปรัชญาชีวิตของโค้ชเช ผู้ทุ่มเท 20 ปีเพื่อพานักกีฬาไทยสู่เหรียญทอง

ยี่สิบปีผ่านมา โค้ชคิดว่าได้สร้างอะไรให้กับวงการเทควันโดไทยบ้าง

จะพูดว่าไงดีครับ อย่างน้อยซีเกมส์ เอเชียนเกมส์ โอลิมปิก เราได้เหรียญจากเทควันโด คนทั่วไปก็รู้จักกีฬาเทควันโด มีสมาคมสอนเทควันโดเกิดขึ้นจำนวนมาก แล้วตอนนี้จำนวนคนที่เรียนเทควันโดก็เกินหนึ่งล้านคนแล้ว ผมว่าเทควันโดไม่ใช่กีฬาที่แปลกสำหรับคนไทยอีกแล้ว แค่นี้ก็น่าดีใจแล้ว

สถานะการโอนสัญชาติของโค้ชไปถึงไหนแล้ว

พอกักตัวเสร็จ เราคงทำได้ครับ เรื่องเอกสารก็เตรียมครบหมดครับ เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ถึงกรุงเทพฯ แล้วก็น่าจะยื่นเอกสาร ผมคิดว่าไม่น่ามีปัญหาครับ ผมไม่รู้ว่าจะได้เมื่อไหร่ แต่คนไทยทุกคนให้กำลังใจผมเรื่องนี้ ผมว่าน่าจะไม่มีปัญหาครับ

โค้ชรู้สึกว่าประเทศไทยเป็นบ้านของโค้ชจริงๆ หรือยัง

เป็นครับ ตอนนี้ผมมั่นใจว่าพร้อมเป็นคนไทยครับ

ชีวิตของโค้ชเหมือนหนังสือหรือหนังดีๆ สักเรื่องหนึ่ง เต็มไปด้วยอารมณ์ ความรู้สึก เหตุการณ์พลิกผันต่างๆ มากมาย ถ้าเราอยากเขียนหนังสือให้โค้ช อยากให้โค้ชเล่าเรื่องของตัวเองจากสายตาคนนอก เรื่องของ ชเว ยอง-ซอก คนนี้เป็นอย่างไร

อืม เรื่องของผม ก็คงมีแต่เรื่องที่ยากลำบาก (หัวเราะ) ลำบากตั้งแต่เด็ก พ่อผมเสียตอนผมอายุเจ็ดขวบครับ พ่อเป็นมะเร็ง เขาอยู่ที่โรงพยาบาลประมาณสามปีกว่า บ้านเราก็ไม่รวยมาก ฐานะกลางๆ แต่หลังจากพ่อเข้าโรงพยาบาลไปสามปีกว่าเงินก็หมด สุดท้ายพ่อเสียชีวิตครับ แม่ก็เลยต้อง…

(หยุดรวบรวมความคิด)

ไม่ใช่แม่คนเดียวครับ ผมมีอีกพี่สาวคนหนึ่ง แล้วก็คุณย่าด้วย เราสี่คนลำบากครับ ตอนเด็กๆ ผมเลยมีเป้าหมายว่าอยากช่วยแม่ ที่เกาหลี ถ้าเป็นนักกีฬาจะได้โควต้านักกีฬา ไม่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียน เพราะฉะนั้น ผมเลยเลือกเทควันโดเพราะอยากช่วยแม่ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเรียน จนถึงมหาวิทยาลัย เพื่อนผมมีเป้าหมายอยากติดทีมชาติ อยากไปแข่งโอลิมปิก ชิงแชมป์โลกอะไรต่างๆ แต่ว่าผมไม่คิดแบบนั้น

ไม่อยากติดทีมชาติ

ใช่ ผมอยากไปทำงานเมืองนอก เพราะผมดูรุ่นพี่ที่ทำงานในอเมริกาหรือชาติอื่นน่าจะได้เงินมากกว่าที่เกาหลี ผมอยากหาเงินเยอะๆ มาช่วยที่บ้าน แต่ ค.ศ. 2001 แม่ผมเสียชีวิต หลังจากนั้นผมก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อดี ตั้งแต่เด็กจนถึงอายุยี่สิบเจ็ด ผมใช้ชีวิตเพื่อแม่อย่างเดียว อยากช่วยแม่ พอแม่เสียชีวิต ผมก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ในประเทศ ไม่ต้องทำอะไรต่างๆ แล้ว

ต่อมา ค.ศ. 2002 ผมมาที่ไทย ตอนนั้นลำบากที่สุดในชีวิตครับ ไม่รู้จักใครเลย มีแค่ความตั้งใจว่าอยากสร้างนักกีฬาเทควันโดไทย หนึ่งเหรียญทองชิงแชมป์โลก หนึ่งเหรียญทองแดงโอลิมปิก หนึ่งเหรียญเงินโอลิมปิก หนึ่งเหรียญทองโอลิมปิก ชิงแชมป์โลกโอลิมปิก อยากให้ได้เหรียญต่อเนื่องไปเรื่อยๆ

หนึ่งเหรียญทองโอลิมปิกในวันนี้ใช้เวลายี่สิบปี ทุกคนชื่นชมผม ผมอยากจะคุยกับพ่อ คุยกับแม่ แต่ว่าไม่มีแล้ว แต่ก็ไม่เป็นไรครับ ผมก็ไม่ใช่เด็กๆ ตอนนี้ผมมีภรรยา มีลูกชาย จนทุกวันนี้ผมก็ชื่นชมโค้ชเช 

เรื่องของผมมันก็เป็นแบบนี้ สุดท้ายมันก็มีแต่ผม บางทีผมก็เศร้า เพราะข้างๆ ผมไม่มีใคร แต่จริงๆ ผมก็ไม่ได้อยู่คนเดียว เพราะคนไทยทั้งหมดให้กำลังใจผม เชียร์ผม ผมก็ไม่เหงาครับ ที่ผมตัดสินใจทำเรื่องสัญชาติไทยก็เพราะเรื่องนี้ด้วยครับ

คำถามสุดท้าย คิดถึงคนดูในสนามไหม

คิดถึงครับ (หัวเราะ) ยังรอที่จะเงยหน้าไปแล้วเห็นคนนั่งเชียร์เราอยู่ในอัฒจันทร์

“ให้ชีวิตฝึกสอนเรา” ปรัชญาชีวิตของโค้ชเช ผู้ทุ่มเท 20 ปีเพื่อพานักกีฬาไทยสู่เหรียญทอง

บทสรุปของการสร้างรากฐานที่ยั่งยืนตลอดเวลากว่า 20 ปี ก็เพื่อนำไปสู่ชัยชนะในวันนี้ ในวันที่บทสรุปกำลังกลายเป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่ กับการได้เข้าสู่อ้อมกอมของครอบครัวที่อบอุ่น ‘ครอบครัว ทรู 5G ฮีโร่’ ยิ่งเป็นภาพที่ชัดเจนจนแนบสนิทกับสิ่งที่ทางทรู วางรากฐานที่มั่นคงให้กับประเทศไทยมาเป็นเวลานาน และคือผู้นำตัวจริงในเรื่องกีฬา สมฐานะ King of Sport ที่สุดของกีฬาในทุกเวลาที่คุณต้องการ เพราะทรูไม่ได้มองเห็นเพียงแค่การแข่งขัน หรือผลแพ้ชนะ แต่มิติที่สะท้อนภาพลักษณ์ได้อย่างชัดเจนที่สุดคือการมีกันและกัน พลังใจและจุดศูนย์รวมของคนไทยทั้งประเทศ และพิสูจน์ให้เห็นว่าพลังท่ีแท้จริง…คือพลังใจของคนไทยทุกคน

ทรู 5G เครือข่ายท่ีพร้อมสนับสนุนคนไทย ให้ไปได้ไกลกว่า

Writer

Avatar

จักรพันธุ์ ขวัญมงคล

บรรณาธิการ นักเขียน นักแปล

Photographer

Avatar

อธิวัฒน์ สุขคุ้ม

เป็นช่างภาพฟรีแลนซ์ ทำเพจรีวิวชื่อ ‘วาดแสง’ ชอบในการท่องเที่ยว เขา ทะเล ถ่ายภาพ กล้องฟิล์ม แคมปิ้ง รักอิสระ เป็นคนภูเก็ตโดยกำเนิด

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

22 กุมภาพันธ์ 2561
63

“รีบไหม ถ้าไม่รีบเดี๋ยวอยู่กินข้าวมันไก่กันก่อน”

มีหรือผมจะปฏิเสธ เมื่อเจ้าของประโยคดังกล่าวคือ ไตรภพ ลิมปพัทธ์ พิธีกรรายการที่ทำให้น้ำย่อยในกระเพาะทำงานผิดปกติเสมอๆ อย่าง ครัวคุณต๋อย

หลังตอบรับไม่นาน ข้าวมันไก่เนื้อน่องพร้อมน้ำซุปและน้ำจิ้มก็วางอยู่ตรงหน้า หลังจากชิมเพียงไม่กี่คำผมพอจะสรุปได้ว่านี่คือข้าวมันไก่ที่อร่อยที่สุดร้านหนึ่งเท่าที่ผมเคยกินในชีวิต แต่ไม่แน่ใจว่าความอร่อยนั้นมาจากความหอมของข้าวมัน ความนุ่มของเนื้อบริเวณน่อง ความกลมกล่อมของน้ำจิ้ม หรือมาจากความหิวที่เกิดจากบทสนทนาก่อนหน้ามื้ออาหารกันแน่

ก่อนจะถึงอาหารมื้อนี้เรานั่งคุยกันเกือบ 3 ชั่วโมงที่บ้านของเขา บทสนทนาเวียนวนหลากหลายเรื่อง แต่เรื่องที่เขาคุยอย่างออกรสชาติที่สุดมีอยู่ 2 เรื่อง คือหลักศาสนา และศาสตร์ของรสชาติ

“ผมมีชีวิตนี้ขึ้นมาได้ทุกวันนี้เพราะท่านพุทธทาส แล้วชีวิตผมเป็นอย่างนี้ได้เพราะพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ผมไม่มีอย่างอื่นในชีวิต” พิธีกรวัย 62 บอกผมว่าอย่างนั้น

ส่วนเรื่องอาหาร คงไม่ต้องอธิบายอะไรมากนัก จากวันแรกที่รายการ ครัวคุณต๋อย ออกอากาศเมื่อ พ.ศ. 2556 จนถึงตอนนี้ เขาต่อยอดจนกลายเป็นสิ่งต่างๆ มากมาย ทั้งนิตยสาร แอพพลิเคชัน และงาน ‘ครัวคุณต๋อย Expo’ ที่ครั้งล่าสุดมีคนมาร่วมงานกว่า 800,000 คน และงานครั้งที่ 3 กำลังจะจัดในวันที่ 1 – 4 มีนาคม นี้

เขาคิดเช่นไร ฝันสิ่งใด กับรายการที่มีชื่อตัวเองอยู่ในนั้น และวันนี้วัยนี้เขาเชื่ออะไร ปรารถนาสิ่งใด คือสิ่งที่ผมสงสัย

ที่ผ่านมาผมนั่งฟังเขาในฐานะผู้ถามมานับไม่ถ้วน มาวันนี้ผมอยากนั่งฟังเขาในฐานะผู้ตอบบ้าง

ไตรภพ ลิมปพัทธ์

คุณเคยบอกว่าบ้านเรามีรายการอาหารมาแล้ว 50 ปี แล้วทำไมตอนนั้นคุณถึงลุกขึ้นมาทำสิ่งที่มีคนทำกันมาตั้งนานแล้ว

ผมทำรายการ ครัวคุณต๋อย เพราะผมไม่เชื่อ ผมไม่เชื่อรายการอาหาร 50 ปีที่ผมดูมาว่าคนหนึ่งคนจะทำได้ทุกอย่างแล้วอร่อย ผมไม่เชื่อว่าวันนี้คุณสอนผมทำแกงเนื้ออยู่ พรุ่งนี้คุณสอนผมทำเต้าหู้ทอด มะรืนนี้คุณจะสอนผมทำทองหยิบ อีกวันคุณจะสอนผมทำสเต๊ก แล้วอร่อยทุกอย่าง มันเป็นไปไม่ได้ อาหารมันคนละประเภทเลย

เมื่อผมไม่เชื่อ ผมก็เลยบอกว่านี่คือช่องว่างของรายการทีวีที่ชื่อ ครัวคุณต๋อย นี่คือช่องว่างอย่างแท้จริงเพราะว่าเราจะไม่ใช้คนคนเดียวสอน พอคิดรูปแบบรายการเสร็จเรียบร้อยก็เลยไปเสนอสถานี ตอนนั้นก็ไปบอกนายประวิทย์ (ประวิทย์ มาลีนนท์) ว่าเราจะทำรายการโดยเอาผู้รู้จริงที่เป็นเจ้าของสูตรจริงๆ มาสอนจริงๆ

ตอนเสนอสถานี เขาตอบรับทันทีเลยไหม

ทางสถานีบอกว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าสูตรอาหารเป็นสิ่งที่คนหวง ไม่มีใครเขาให้กัน ส่วนใหญ่ที่เรารู้ว่าทำแกงเนื้ออย่างไรก็รู้ที่เป็นสูตรกลาง อย่างผัดผักบุ้งของครัวเจ๊ง้อ เขาก็ไม่บอกหรอกว่าผัดยังไงมันถึงกรอบ ถึงอร่อยอย่างนี้ นายประวิทย์ก็บอกว่าทำไม่ได้หรอก แต่ผมบอกว่าผมทำได้ เขาก็ถามผมว่า ‘ทำได้เพราะอะไร ทำไมคุณมั่นใจว่าทำได้’ ผมบอกว่า ผมทำได้สิ เพราะผมรู้จักกับคนพวกนี้มายี่สิบ สามสิบ สี่สิบปี ทุกคน ผมกิน ผมรู้จัก ไปมาหาสู่กันตลอด เพราะฉะนั้น คนพวกนี้ถ้าผมขอ ยังไงเขาก็ให้

แล้วผมก็บอกว่าเงื่อนไขที่ผมจะทำคือหนึ่ง ทำ 5 วัน และสอง ทำตามวิถีของผม เขาก็ถามว่าคุณมั่นใจได้ยังไง คุณไม่ได้เป็นเชฟ ผมก็บอกว่า ผมไม่ใช่เชฟหรอก แต่ผมมีลิ้น ลิ้นพวกผมนี่ประเสริฐมาก เพราะลิ้นพวกผมได้ผ่านการฝึกปรือ ผ่านอะไรต่างๆ มามากมาย เพราะฉะนั้น ผมก็จะใช้ลิ้นของผม ประกอบกับเอาคนที่มีฝีมือที่สุดในประเทศนี้มาออกรายการ หลังจากคุยกันครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่สองเขาก็ต่อรองกลับมาว่า 3 วันได้ไหม 5 วันไม่ได้หรอก ผมบอกไม่ได้ ไม่ต้องต่อรอง ถ้า 5 วันถึงทำ ไม่ 5 วันก็ไม่ทำ

5 วัน กับ 3 วัน ต่อสัปดาห์ฟังเผินๆ เหมือนจะไม่ต่างกัน ทำไมถึงไม่ยอม

ไม่เหมือน ยังไงก็ไม่เหมือน จุดที่เราจับไม่เหมือนกับจุดที่สถานีจับ เรารู้ว่าเรามีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่อยู่บ้าน กลุ่มที่ช่วงเวลานั้นเขาว่าง บางคนเกษียณเรียบร้อยแล้ว มีเงินทองทุกอย่าง แต่ความรู้ในเรื่องอาหารเรื่องสถานที่อาจจะด้อย ซึ่งเราสามารถทำรายการได้ทั้งห้าวัน เขาดูแน่นอน

คุยกันจนสุดท้ายเราจำคำพูดคุณประวิทย์ได้เลย เขาบอก ‘ต๋อยพูดไม่รู้เรื่อง’ เราก็เลยบอกว่า ‘ที่นายคบกับผมมา 30 ปี ผมเคยพูดรู้เรื่องเหรอ’ เขาก็บอกว่าถ้าอย่างนั้น ทำแล้ว 4 เดือน ถ้าไม่ประสบความสำเร็จเราต้องมาคุยกันใหม่นะ คือนายประวิทย์เป็นคนดีนะ เขาจะไม่พูดว่า ไม่อย่างนั้นผมเอาออก เขาจะไม่พูดคำนี้แน่ แต่คำว่า ‘เราค่อยคุยกันใหม่’ มันหมายความลึกซึ้งหลายนัยมากๆ เราก็บอกนายประวิทย์ว่า ไม่ต้องสี่ดงสี่เดือนหรอก ทำไปเดือนสองเดือน ถ้าไม่ดังผมเลิก เขาก็บอก โอ้โห ขี้คุย

แล้วคุณไปเอาความมั่นใจขนาดนั้นมาจากไหน

ผมไม่ได้มั่นใจในตัวผมเลย อย่าเข้าใจผิด ผมมั่นใจในตัวคนที่ผมเอามาต่างหาก ผมบอกว่าเชื่อผมเถอะ คนอย่างเจ๊ง้อ อย่างบ้านอัยการที่ทำขนม ซึ่งไม่มีวันให้สูตรใครเพราะเขาทำขนมใหญ่โต อย่างขนมหวานโชติมา ซึ่งสำหรับผมเขาคือเจ้าแม่ของขนมหวาน อย่างเจ๊เตี้ยเพชรบุรีที่ผมเรียกว่าเพชรในตม เพราะว่าสมัยก่อนคนน้อยคนจะรู้จักเขา หรือว่าร้านฉั่วคิมเฮง คนเหล่านี้ที่ผมรู้จักเป็นยอดฝีมือทั้งนั้น

แล้วคำว่าเดือนนึงของผมมันล่อเข้าไป 20 ตอนนะ เพราะฉะนั้น 2 เดือนนี่ 40 ตอนแล้วนะ ถ้าเป็นรายการคนอื่นปีนึงประมาณ 45 – 50 ตอนเองนะ แล้วสุดท้ายพอออกอากาศ 2 เดือนก็ดังเลย

จุดไหนที่บอกคุณว่ามันดัง

เรตติ้งไง เรตติ้งมันขึ้นอย่างมหาศาล คนนิยมชมชอบ แล้ววันที่เราทำตอนผัดผักบุ้งสูตรเจ๊ง้อ วันนั้นผักบุ้งในตลาดหายทุกตลาด เราจำได้เลย ทุกคนพอบ่ายเย็นก็รีบวิ่งไปซื้อผักบุ้งแล้วมาทำ

ไตรภพ ลิมปพัทธ์

แล้วตอนไปขอสูตรเจ๊ง้อเขาตกใจไหม

เขาก็บอกว่าเอาออกทีวีเลยหรอ ต้องบอกสูตรด้วยเหรอ โอ้โห ไม่เคยบอกใครเลยนะในชีวิต เจ๊ง้อเขาก็จะเน้นคำนี้ว่าไม่เคยบอกใครเลยนะในชีวิต เราก็บอกเขาว่าต้องบอก บอกให้ออกก็ออกหน่า บอกให้ทำก็ทำหน่า แค่นั้น

ทำไมมั่นใจว่าเขาจะยอมบอกสูตรอาหารซึ่งเป็นเครื่องมือทำมาหากินของเขา

มั่นใจ เพราะว่าเวลาคนเราคบหากันมันจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร และผมเคยบอกกับหลายๆ คนที่เป็นเจ้าของสูตรว่า ต่อให้คุณเอาสูตรนี้ออกอากาศไปแล้ว คนทุกคนในประเทศทำได้เหมือนคุณหมดเลย แต่เวลาเขาจะไปกิน เขาจะไปกินที่ไหน เขาก็ต้องไปกินกับเจ้าของสูตรอยู่ดี แล้วสมมติคนที่ได้สูตรไปเป็นร้านอาหาร ต่อให้เขาทำได้เรียบร้อยแล้ว กว่าเขาจะประสบความสำเร็จเขาก็ต้องใช้เวลาเท่ากับที่คุณใช้มาคือ 20 – 30 ปี เพราะอาหารหนึ่งร้านจะมาบอกว่าอร่อยแค่ผัดผักบุ้ง มันเป็นไปไม่ได้ ใครจะมากิน แล้วกว่าจะมาเป็นเจ๊ง้อมันต้องมี history ต่างๆ มากมาย แล้วสำคัญที่สุดคือความน่าเชื่อถือ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ทำกันได้ง่ายๆ ทุกคนฟังผมก็เข้าใจ เมื่อเข้าใจก็เลยยอม

ซึ่งหลังจากที่ร้านของเจ๊ง้อออกอากาศ คนก็ถล่มทลาย ซึ่งคนไม่เข้าใจ แต่เราเข้าใจตั้งแต่แรกแล้ว ถามว่าคนที่เห็นสูตรแล้วไปทำอาหารในหนึ่งร้อยคนคุณคิดว่ามีกี่คน ผมบอกคุณจริงๆ เลยนะ ไม่เกิน 10 – 20 คน ที่เหลือ 80 คนมุ่งไปกินที่ร้าน เพราะฉะนั้น ร้านเจ๊ง้อหรือร้านใครก็ตามที่มาออกรายการผม หลังจากนั้นร้านก็จะทำมาหากินแบบบ้าไปเลย คนจะไปกันแบบถล่มทลาย

แล้วเคยเจอร้านที่ปฏิเสธ ไม่ยอมบอกสูตร บ้างไหม

มี ทำไมจะไม่มี ผมเข้าใจ เป็นสิทธิของเขา

ไม่โกรธไม่เคือง

บ้า จะไปโกรธเขาทำไม บางเจ้าที่ปฏิเสธทุกวันนี้ผมยังไปกินอยู่เลย ไม่ได้หมายความว่าเขาปฏิเสธผมแล้วเธอกับฉันไม่ต้องคุยกัน เลิกคบกัน ถ้าเขาไม่ยอมออกก็เรื่องของเขา แต่ว่าเขายังอร่อยแล้วมันเรื่องอะไรที่จะไม่กินล่ะ เพราะแค่เขาไม่มาออกรายการเราเหรอ มันไม่เห็นจะเกี่ยวกันเลย

ต๋อย ไตรภพ

ความอร่อยมันเป็นเรื่องของรสนิยม แล้วคุณแยกออกได้ยังไงว่าร้านไหนอร่อยกว่าร้านอื่นๆ

คนเราอร่อยไม่เหมือนกัน เพราะเฟลเวอร์ของเราไม่เท่ากัน การลิ้มชิมรสหรือการลอง และประสบการณ์ ไม่เท่ากัน คุณว่าแกงจืดที่ถูกต้องมันควรจะหวาน เค็ม หรือจืด

แกงจืดที่ถูกต้องต้องมีรสเค็มนำ แค่เค็มนำไม่ใช่เค็มปี๋ แต่แกงจืดที่จืดมันไม่ใช่แกงจืด คนที่ไม่เคยกินก็จะไม่รู้ แต่คนที่เคยกินแกงจืดที่มีเค็มปะแล่มนิดๆ จะตกใจว่า เฮ้ย อร่อย แล้วถามว่าแกงจืดที่ใส่พริกไทยดำกับไม่ใส่พริกไทยดำต่างกันไหม ฟ้ากับเหว หรือถ้าคุณเป็นนักกินข้าวต้มปลากะพงจริงๆ คุณจะพบว่าบางร้านคุณไม่อยากกินเพราะมันเหม็นคาว ในขณะที่บางร้านคุณกินแล้วมีความสุข แล้วถามว่าข้าวต้มปลากะพงจริงๆ ต้องเป็นยังไง ระหว่างเหม็นคาวกับไม่มีกลิ่นเลย เพราะฉะนั้น คุณถามว่าอะไรอร่อย คุณก็ต้องมีประสบการณ์ไง อร่อยคืออย่างนี้ไง อร่อยคือ experience เมื่อคุณมี experience มากๆ ในที่สุดคุณก็จะกลายเป็น expert มันเป็นเรื่องธรรมดามาก

มีอะไรที่คุณกินแล้วอร่อย แต่คนอื่นบอกไม่อร่อยบ้างไหม

มีเยอะแยะไป แล้วเป็นคำพูดติดปากของคนไทย สมมติคุณกินอันนี้แล้วไม่ชอบ คุณจะพูดคำว่าไม่อร่อย ซึ่งนี่คือนิสัยของคนกิน แม้กระทั่งลูกผมก็เป็น เมื่อก่อนเขาไม่ได้ทำรายการ ครัวคุณต๋อย ผมไม่เคยว่าเขาเลย แต่วันหนึ่งเมื่อเขามาช่วยกิจการผม ถ้าวันไหนเขาบอกไม่อร่อยนี่โดนเลย ผมบอกมานั่งนี่ มาคุยกัน แล้วผมบอกเลยว่าอย่าพูดอย่างนี้อีก อันนี้คืออร่อย แต่เธอกินไม่เป็น เธอไม่รู้จักว่าความอร่อยคืออะไร คือไม่ชอบไม่เป็นไรนะ แต่ไม่ชอบให้เธอบอกว่าไม่ชอบ อย่าไปพูดว่าไม่อร่อย มันผิด ห้ามพูดจนเดี๋ยวนี้เขาพูดถูกแล้วว่าหนูไม่ชอบ

คือผมรู้ว่าอะไรอร่อย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะชอบทุกอย่างที่ผมกิน ผมกินของเป็นพันอย่าง จะชอบทุกอย่างได้ยังไง ถ้าถามว่าอันนี้อร่อยมั้ย ใช่ได้เว้ย แต่กินไหม ไม่กิน ถามว่าทำไมไม่กิน ก็ไม่ชอบ อาลัวเจ้านี้สุดยอด ทั้งหอมทั้งนุ่มทั้งนวลทุกอย่างเลย อร่อยมาก แต่เราบอกไม่เอาไม่ชอบ ต่อให้อร่อยไม่เห็นจำเป็นต้องกินเลย

คือคุณเซนซิทีฟกับคำว่า ‘ไม่อร่อย’ มาก

มันไม่ได้เซนซิทีฟกับผม มันเซนซิทีฟกับคนทำของดีๆ แล้วคุณไม่รู้จักของเขา ไปพูดว่าของเขาไม่อร่อย เซนซิทีฟกับเขามากๆ มันเจ็บปวดมากๆ อุ้ย ปลาร้าไม่กิน แหวะ มันเป็นสิทธิของคุณที่คุณจะไม่ชอบ แต่ไม่ใช่บอกว่าไม่เห็นอร่อยเลย อันนี้ผิดแล้ว คุณไม่รู้จักแล้วมาพูดว่าไม่เห็นอร่อยได้ยังไง

แล้วคุณเคยกินอะไรในรายการที่รู้สึกว่าพอกินได้ แต่จำเป็นต้องบอกว่าอร่อยบ้างไหม

ไม่มี แล้วเมนูนั้นไม่มีทางได้ออกรายการนี้ เพราะว่ากระบวนการที่จะได้ออกรายการนี้วุ่นวายมากและเรื่องเยอะมากสำหรับเจ้าของร้านอาหาร เจ้าของร้านอาหารแทบอยากจะฆ่าตัวตายกันเลย ผมไม่ได้พูดเล่น เพราะกว่าจะได้ออกคือหนึ่ง เราจะมี pre-test มีคนของเราไปชิมก่อนว่าได้เรื่องไหม สมมติว่าดี เขาก็จะมาบอกผมว่าได้เรื่อง หรือมาบอกหัวหน้างานอีกคนหนึ่งก่อน พอหัวหน้างานชิมแล้วบอกว่าได้เรื่องก็จะเอามาให้ผมชิมอีกที ถ้าได้เรื่องถึงได้ออก เพราะฉะนั้น กระบวนการมันวุ่นวายมาก บางคนเขาก็จะใช้ทางลัดคือหิ้วของมาเองเป็นหม้อเลย มาหาผมในวันอัด แล้วสมมติผมกินแล้วอร่อย ผมก็จะบอกว่าอันนี้ดีนะ แล้วกลับไปกินที่ร้าน

ทำไมยังต้องกลับไปกินที่ร้านอีก

แล้วคุณรู้มั้ยล่ะว่าใครทำมา

รอบคอบมาก

มันไม่ใช่เรื่องรอบคอบ แต่ถ้าพลาดคือฉิบหายได้เลย เพราะฉะนั้น ก็จะกลับไปกินที่ร้าน ถ้าโอเค เหมือนกัน ใช่ ทีมถ่ายถึงจะออกไปถ่าย อย่างกระบวนการคัดสรรกว่าจะเป็นอย่างนี้ได้มันค่อนข้างยุ่งยาก

นอกจากรายการโทรทัศน์ ครัวคุณต๋อย ยังต่อยอดไปเป็นนิตยสาร และอีเวนต์อย่าง ‘ครัวคุณต๋อย Expo’ ทำไมถึงคุณถึงทำหลายอย่างขนาดนั้น

แล้วคุณคิดว่าทีวีมันจะอยู่ไปอีกนานเท่าไหร่ คุณว่าทีวีแบบประเทศนี้จะอยู่ได้อีกนานเท่าไหร่ ทุกคนต้องคิด ผมทำธุรกิจผมก็ต้องคิดว่าอันนี้ต่อไปมันจะดีหรือไม่ดี สมมติคุณผลิตรถใช้น้ำมันแล้วอยู่ๆ วันหนึ่งเขาเปลี่ยนไปเป็นไฟฟ้าหมดแล้วคุณจะทำยังไง คุณคิดว่าคนที่นั่งทำรถน้ำมันอยู่เขาไม่คิดเหรอว่าจะไปขายใคร ทุกวันนี้เรามีเฟซบุ๊ก มีแอพพลิเคชันของเรา มีไลน์ แล้วผมมีงานอีกเยอะ ต่อไปนี้ทุกร้านที่มาออก ครัวคุณต๋อย เราเดลิเวอรี่หมด แล้วเรากำลังจะมีสถาบันครัวคุณต๋อย ผมจะเป็นเจ้าเดียวที่กล้าพูดได้เลยว่าสถาบันผม สมมติว่าเรียนผัดผักบุ้งก็มีเจ๊ง้อมาสอน คุณจบอะไรก็มาเรียนได้ ไม่จบอะไรก็ได้ แต่คุณต้องตั้งใจในการทำอาหาร

แล้วไม่ใช่สถาบันอย่างเดียว ต่อไปจะเป็นหลักสูตรแม่ครัวพ่อครัว จะเรียกเชฟหรือไม่เรียกเชฟก็ได้ จะเรียกอะไรก็เรียกไป แต่จะเป็นหลักสูตรหนึ่งที่อยู่ในมหาวิทยาลัย มันจะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลที่จะทำให้อาหารการกินที่ดีๆ จะได้อยู่ต่อไป

ต๋อย ไตรภพ ไตรภพ ลิมปพัทธ์

ถ้าให้ย้อนมอง คุณคิดว่าอะไรทำให้รายการ ครัวคุณต๋อย ประสบความสำเร็จ อะไรทำให้คนมางาน ‘ครัวคุณต๋อย Expo’ กว่า 800,000 คน

ผมพูดแล้วมันก็ซ้ำ ผมตอบไปเรียบร้อยแล้วคือเขาเชื่อไง reliable ตัวเดียว ขอให้เชื่อใจ

เห็นคุณย้ำคำนี้เสมอในทุกสื่อ

มันเป็นเรื่องจริง ผมไม่ปิดบัง แล้วผมพยายามบอกคนที่ทำงานเกี่ยวกับสื่อทุกคนว่า ถ้าคุณสร้างความเชื่อใจให้เขาไม่ได้ คุณไม่มีที่อยู่หรอก ทุกวันนี้คุณสร้างความหวือหวาได้ สร้างกระแสได้ ในตอนนั้นๆ แล้วก็จบ แต่ความเชื่อใจมันอาศัยเวลา คุณไปพูดกับคนว่า เชื่อผมเถอะๆ ไม่ได้ คุณต้องมีความจริงใจ เมื่อเขาเห็นความจริงใจที่เรามีเขาจึงเชื่อใจ

ผมเป็นรายการเดียวที่กล้าพูดว่า ออกรายการผมไม่มีเสียตังค์ แถมมาแล้วยังได้ตังค์ ผมไม่เก็บตังค์ใคร แล้วผมไม่ได้ว่าคนที่เขาเก็บเงินนะ เรื่องของเขา แต่ไม่ใช่วิธีของผม ผมไม่ทำ ผมเป็นรายการอาหารรายการเดียวด้วยที่ไม่มีป้ายข้างหลังเป็นน้ำมันไอ้นี่ เป็นซอสไอ้นั่น

มีเหตุผลใช่ไหมที่ปฏิเสธเงินที่จะเข้ามา

แน่นอน (เสียงสูง) ก็ผมไม่ชี้นำคนดูว่าถ้าจะทำไอ้นี่ต้องใช้น้ำมันยี่ห้อนี้ ก็ผมพูดอยู่ปาวๆ ว่าน้ำมันหมูดีที่สุด ถ้ามันมีรูปน้ำมันหมูมาติดผมก็อาจจะโอเคด้วย (หัวเราะ) แล้วก็มีคนพูดว่านมสดแทนกะทิได้ ผมบอกว่ามันแทนได้ตอนไม่มี ไม่ใช่แทนได้เพราะมันแทนได้ ผมเลยเป็นรายการเดียวที่ไม่มีป้าย

มีใครเตือนไหมว่ามันทำให้เสียโอกาสในการหารายได้นะ

เยอะแยะไป

ไตรภพ ลิมปพัทธ์

แล้วคุณตอบว่ายังไง

รวยแล้ว ผมพูดจริง คำว่ารวยแล้วหมายความว่าผมรู้วิธีทำงานให้ขายได้แค่นั้นเอง แล้วความน่าเชื่อถือมันประเมินเป็นเงินไม่ได้หรอก

ทำมาขนาดนี้ อยากรู้ว่าโดยส่วนตัวคุณมีแพสชันอะไรในอาหาร

ไม่มี ผมไม่ใช่คนมีแพสชันในใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่ถ้าผมจะทำอะไรสักอย่างในชีวิต ผมจะตั้งใจทำมันให้ดีที่สุด ในคำว่าทำมันให้ดีที่สุด ผมก็ต้องศึกษา ทีนี้ในเรื่องอาหาร ผมอาจจะเป็นคนโชคดีที่มียายที่ทำอาหารอร่อยที่สุดในโลก และผมเป็นคนปักษ์ใต้ คนปักษ์ใต้กินรสจัดอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ลิ้นของคนที่กินของรสจัดมันจะเข้าใจเรื่องรสชาติเยอะ

อย่างคนธรรมดาเขาจะกินแกงฟักกับหมูสามชั้นใช่ไหม แต่ยายผมไม่ใช่ แกงฟักต้องใส่ปลาสีเสียด คนปักษ์ใต้ใส่ปลาสีเสียดเข้าไป ความเค็ม ความคาว ของปลาสีเสียดกับฟักที่ดูดความคาวนี้เข้าไปมันทำให้อร่อยมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้น เราจะมีอะไรอย่างนี้อยู่ในสมองอยู่แล้ว ตำน้ำพริกเหมือนกัน เราจะตำยังไงให้อร่อย เรารู้ว่าถ้าวันนี้จะตำน้ำพริก เราต้องการกินสดวันนี้ เราก็จะเอาพริกไปเผาหน่อยนึง กระเทียมเผานิดนึง ฉะนั้น สิ่งเหล่านี้มันก็จะอยู่ในกมลสันดานอยู่แล้ว แต่ถ้าถามว่าเป็นคนที่รักการทำอาหารไหม เราไม่มี ไม่รัก

ปกติเข้าครัวบ้างไหม

ไม่มี ไม่เคย คำว่าไม่เคยคือให้เข้าไปเพื่อทำกับข้าวนี่อย่าฝันเลย ไม่มีทาง ไม่ใช่คนแบบนั้น แต่เป็นคนที่เข้าใจทุกขั้นตอนจริงๆ ผมจำได้ว่าตอนที่ทำรายการ ครัวคุณต๋อย ยี่หร่ามันหายไปจากตลาดนานแล้ว เพราะคนจะใช้แต่กะเพรา ผมก็ไปพูดออกรายการ พยายามหาร้านที่ทำยี่หร่ามาออกรายการให้ได้ จนวันหนึ่งยี่หร่าก็กลับมาอยู่ในตลาดอาหาร คือผัดเผ็ดเนื้อจะอร่อยให้ตายยังไงมันก็สู้ยี่หร่าเนื้อไม่ได้ หรือคุณผัดกะเพราเนื้อกับยี่หร่าเนื้อมันก็ต่างกันฟ้ากับเหว เราต้องมีความรู้ในสิ่งเหล่านี้ ต้องรู้ว่าอะไรเป็นอะไร

แล้วปกติคุณเป็นคนเลือกกินไหม

เลือก เลือกยิ่งกว่าเลือกอีก

เวลาทำงาน ข้าวกล่องในกองกินได้ไหม

ได้ คือลูกน้องผมเขาดูแลผมค่อนข้างดีมาก พูดจริงๆ ในกองผมต่อให้อาหารที่ให้ช่างฉากกินก็อร่อย แล้วช่างฉากกินยังไงผมก็กินอย่างนั้น แต่ถามว่าเวลาอาต๋อยไปกองอื่นทำยังไง ผมก็จะถามว่าคุณแยกออกหรือเปล่าว่าระหว่างเวลาที่คุณทำงานกับเวลาที่คุณไปหาอะไรอร่อยกินมันคนละเวลากัน สำหรับผมตอนทำงานอะไรก็กิน ไม่มีแม้แต่หนเดียวในชีวิตด้วยซ้ำที่ผมนั่งที่กองแล้วบอกว่าอันนี้อร่อยหรือไม่อร่อย กินได้หรือกินไม่ได้ ไม่มี ผมกินได้หมดทุกอย่าง ลูกน้องผมยังพูดเลยว่ากินได้หมดทุกอย่างเลยเหรอ เราก็ตอบว่านี่มันทำงาน คือถ้าคุณแยกถูกชีวิตคุณจะง่าย ชีวิตจะไม่ลำบาก คือคนเดี๋ยวนี้จะเอาแต่ตัวเองแล้วจะเปลี่ยนสังคม ซึ่งมันผิดนะ ผมต้องเปลี่ยนตัวเอง จัดการตัวเองถึงจะถูก ไม่ใช่จัดการสังคม

ไตรภพ ลิมปพัทธ์ ต๋อย ไตรภพ

ย้อนมองผลงานของคุณไล่ตั้งแต่ ฝันที่เป็นจริง, ทไวไลท์โชว์, เกมเศรษฐี, ทูไนท์โชว์ มาจนถึง ครัวคุณต๋อ  แล้วอยากรู้ว่าคุณมีสูตรอะไรในการเอาชนะใจกลุ่มผู้ชมที่เป็นแมสได้เสมอๆ

เรื่องการคิดรูปแบบรายการแล้วทำให้เหมาะสมมันก็เรื่องหนึ่ง มนุษย์ต้องคิดตรงนี้เป็นเพราะเราเป็นนักธุรกิจ กับอีกเรื่องหนึ่งคือเวลาจะทำรายการอะไรก็จริงใจออกไปแค่นั้นเอง มันไม่มีอย่างอื่น ความน่าเชื่อถือมันไม่มีสูตรพิสดารกว่านั้น รายการผมที่คนเขายังดูกันอยู่ก็เพราะเขาเชื่อถือ ผมไม่เคยเปลี่ยนตัวตามกระแสโลก ผมจับกระแสโลกแล้วมาคิดว่าต้องทำยังไงกับมัน แต่ผมไม่เคยคิดว่าสมัยนี้เขาเป็นอย่างนี้ก็เลยต้องเป็นอย่างนี้ ผมไม่เป็นด้วย ผมไม่เอาด้วย ทีนี้คุณจะเป็นคนแบบนี้ได้ก็ต้องมีรากฐานที่แข็งแรงจริงๆ ซึ่งผมมี

คุณต้องถามตัวเองว่าทุกวันนี้คุณทำงานหาเงินหรือทำงานหาความสุข ชีวิตผมทำงานเพื่อหาความสุข ผมทำอย่างนั้นมาตลอดชีวิต ถ้าผมทำงานหาเงินตอนนี้ทำไมผมไม่ทำเกมโชว์ คนพูดทุกวันว่าทำไมไม่เอา ฝันที่เป็นจริง กลับมาทำอีก ผมบอก ไม่ใช่ ผมทำงานหาความสุขไม่ได้ทำงานหาเงิน สำหรับผมการทำงานต้องมีความสุข และถ้าคุณทำ คุณก็ต้องรู้จักหน้าที่ ซึ่งถ้าคุณทำตามหน้าที่แล้วยังมีความสุขได้ คุณจะเหนือคนอีกเป็นล้านๆ คนบนโลกใบนี้ เพราะคุณจะยังยิ้มได้

ฟังดูคุณมีความสุขกับสิ่งที่ทำมาก อยากรู้ว่าชีวิตคุณมีความทุกข์บ้างไหม

(นิ่งคิดนาน) ผมพยายามหาจริงๆ เลยนะ แต่ผมไม่มี ผมไม่รู้จะตอบยังไง

มีมนุษย์ที่ไม่มีความทุกข์ด้วยเหรอ

คุณเข้าใจทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ไหม ถ้าคุณเข้าใจ คุณก็ต้องเข้าใจต่อไปว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้เป็นทุกข์ เพราะคำว่าทุกข์แปลว่า ภาวะที่ทนอยู่ไม่ได้ คือการปรับเปลี่ยนตลอดเวลา เปลี่ยนแปลงเสมอ การไม่คงตัว มันถึงทำให้เกิดภาวะที่เป็นทุกข์ แล้วถ้าคุณเข้าใจว่าทุกอย่างมันเป็นเช่นนั้น เหมือนคุณรู้ว่าไอ้นี่เผ็ด กินเข้าไปยังไงก็เผ็ด แล้วคุณจะตกใจ ประหลาดใจ คุณจะงงงวยกับมันได้ยังไง สำหรับผมมันเป็นภาวะแบบนั้น

ก็ในเมื่อทุกอย่างมันเป็นทุกข์ มันเป็นภาวะที่เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว มันไม่เที่ยง คำว่าไม่เที่ยงคือนั่งอยู่เช้าๆ สบายไม่มีปัญหาอะไร ตกเย็นสมมติว่าเขาโทรมาว่าบริษัทไฟไหม้ ลูกโดนรถชน เมียตาย หรืออะไรก็แล้วแต่ มันเป็นภาวะที่ไม่เที่ยงถูกไหม ซึ่งภาวะอย่างนี้เกิดได้ไหม แล้วถ้าคุณรู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ แล้วจะอะไรอีกเหรอ

สิ่งที่ผมรักที่สุดในชีวิตคือคุณยาย ผมถึงชอบพูดถึงคุณยายบ่อยๆ ผมดูแลคุณยายผมดีที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำให้ได้ แล้ววันหนึ่งยายผมตายต่อหน้าต่อตาผมเลย ทุกคนในตระกูลร้องไห้กันหมด มีผมคนเดียวที่ไม่ร้องไห้ จะร้องทำไม ก็คนเรามันตายได้ไม่ใช่เหรอ ตอนที่เขาปิดเครื่องช่วยหายใจผมก็บอกว่าลาก่อนนะยาย แล้วผมก็เป็นคนเอาศพยายขึ้นรถไปวัดด้วยกัน พี่ผมนั่งร้องไห้ใหญ่ ทุกคนร้อง มีผมคนเดียวไม่ร้อง

เจ็บปวดไหม เศร้าไหม

ผมเจ็บปวด แต่ผมไม่ร้อง

คุณเก่งมาก ไม่ร้องไห้

มันไม่ใช่เรื่องเก่ง เป็นเรื่องความเข้าใจ ความเข้าใจตรงนี้ถ้าคุณไม่ฝึกหัด ไม่ฝึกฝน ไม่เรียนรู้ ไม่ทำซ้ำ มันจะไม่อยู่กับคุณหรอก มันจะอยู่กับคุณต่อเมื่อคุณเข้าใจว่าก็คนเราตายได้ ถามว่ายายผมตายแล้วไปไหน ถ้าถามผม ในความเชื่อของผม ยายผมทำดีมาตลอดชีวิต ที่ที่ยายไปดีกว่านี้แน่นอน สมมติคุณเรียกที่นี่ว่าโลกมนุษย์ ที่นั่นคือสวรรค์ แต่ถ้ายายผมทำเลว เป็นคนใช้ไม่ได้ ยายผมก็ต้องตกนรก แต่ไม่เกี่ยวกับกรณีนี้นะ ไม่ว่ายายผมจะตกนรกหรือขึ้นสวรรค์ก็ไม่ได้เอฟเฟกต์กับผม เพราะมันก็เป็นเรื่องที่ยายผมทำเอง เป็นกรรมของยาย แล้วจะให้ผมทำยังไง

ตอนนั้นทุกคนบอกเลยถ้ายายตายผมตายแน่นอน เพราะอาต๋อยรักยายมาก ยายผมก่อนท่านจะเสียชีวิต ท่านอยู่โรงพยาบาลเอกชนมาสามสี่เดือน ในขณะที่ทุกคนบอกว่าให้ย้ายไปอยู่โรงพยาบาลรัฐ ผมบอกเลยว่าไม่ย้าย ไม่ต้องยุ่ง เสียวันละ 80,000 ทุกวัน ห้าเดือนหกเดือนก็เสียไป ไม่ต้องยุ่ง ผมมีตังค์ ทำไมล่ะ ก็โรงพยาบาลนั้นใกล้ผม ผมไปทำงานตอนเช้าก็เห็นยาย กลับมาตอนเย็นก็เห็นยาย โอเค ถ้าไปอยู่โรงพยาบาลรัฐอาจจะเสียแค่วันละหมื่น ประหยัดไป 70,000 แต่ผมไม่เห็นมีความจำเป็นต้องประหยัดไป 70,000 แล้วไม่เห็นยาย มันคิดคนละแบบ แล้วมันไม่ใช่เรื่องเสียดายหรือไม่เสียดาย แต่มันคือมีเงินที่จะทำอย่างนี้ได้หรือเปล่า แล้วเดี๋ยวก่อนนะ คุณเก็บเงินทุกวันนี้ไว้เพื่ออะไรเหรอ ก็ไม่ใช่เพื่อยามเจ็บไข้ได้ป่วยเหรอ สำหรับผมคือใช่ ผมไม่มีปัญหา

คุณดูเป็นคนเข้าใจกับสิ่งที่หลายคนหวาดกลัวอย่างความตาย

แน่นอน ถึงได้บอกว่าเวลาที่คุณเอาคำจำกัดความมาใช้กับผม บอกว่า โห ผมเก่งมากเลย ผมจะรับไม่ได้ คือมันไม่เห็นจะเก่งตรงไหนเลย มันเป็นเรื่องธรรมดามากๆ ก็คนมันต้องตาย

อย่างเมียผมตอนนี้เขาเป็นมะเร็ง วันที่เขาเป็นมะเร็งแล้วมาบอก ลูกผมนั่งอยู่ตรงนี้ 2 คนร้องไห้โฮเลย พอเขามาบอกผม ผมก็บอกว่า อืม รักษา บอกแค่นี้ ให้รักษา ไปหาหมอที่ดีที่สุด แล้วเมียผมก็บอกว่า กลุ้มใจมากเลย เดี๋ยวกุมภาพันธ์จะต้องให้คีโม ผมบอกว่าถ้าอย่างนั้น ปลายเดือนมกราคมไปเที่ยวกัน ผมก็พาเมียผมไปเที่ยว แล้วค่อยมาให้คีโมทีหลัง ถามว่าถ้าคุณเป็นมะเร็งคุณจะมีใจไปเที่ยวไหมล่ะ แต่เขามี เก่งไหมเนี่ย อันนี้แหละเก่ง (หัวเราะ)

ผมก็พาไปโน่นนี่เต็มไปหมด แล้วแต่เขาต้องการ ผมไม่ได้ใช้ชีวิตเพื่อตัวเอง ผมไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อตัวผมเอง ตัวผมเองไม่เคยมีเรื่องอะไรเลยนะ ผมไม่เคยเดือดร้อน ในชีวิตผมไม่เคยเดือดร้อน (เน้นเสียง) ในชีวิตผมไม่เคยมีปัญหา ในชีวิตผมไม่เคยปวดหัว ตั้งแต่จำความได้ ไม่เคยแบบทุกข์ใจเว้ยที่ตัวเองเป็นอย่างนี้ ไม่เคย

ไตรภพ ลิมปพัทธ์

แล้วตอนนั้นที่บริษัทไม่มีงาน 8 – 9 เดือนล่ะ

ไม่ทุกข์ ไม่สนเลย นอนสบาย นั่งเล่นหมากรุกทุกวัน แฮปปี้มีความสุข เมียกับลูกยังมาถามเลยว่า ต้องทำตัวยังไง ผมบอกว่า ทำตัวยังไงก็ได้ อย่าผิดจากเดิม แล้วให้ทำดีกว่าเดิมได้ด้วย เช่น เคยไปสปาเดือนละ 2 ครั้ง ไปมัน 4 ครั้งเลย คือชีวิตเขามันไม่เกี่ยวกันกับที่ผมไม่มีงานทำ แต่ถ้าผมไม่มีตังค์ ถ้าผมไม่ได้ทำไว้ดีแล้ว ไม่ได้มีเงินเก็บไว้บ้าง ก็อาจจะต้องบอกเขาว่า มีเท่านี้นะ จะใช้ยังไงก็ลองมาดูกันนะ แต่มันไม่อยู่ในภาวะนั้น ไม่อยู่ในฐานะนั้น จะไปกลุ้มหาอะไร กลุ้มทำไม ต้องโง่แน่ๆ เลยถ้ากลุ้ม

คุณยายเสียก็ไม่ร้องไห้ ตอนที่รู้ว่าภรรยาเป็นมะเร็งก็ไม่ร้องไห้ แล้วคนอย่างไตรภพเคยร้องไห้มั้ย

เคย โดนหมากัด โดนตี ตอนเด็กๆ

แล้วตอนที่บรรลุนิติภาวะแล้วเคยร้องไห้อีกไหม

โอ้โห ยากมากๆ ไม่มี ร้องไห้เป็นเรื่องขำ ไม่มีทาง ซาบซึ้งใจอะไรก็ตามในรายการก็ไม่ร้อง ตอนทำ ฝันที่เป็นจริง โห คนเขาร้องไห้กันทั้งเมือง ซาบซึ้งใจ ผมก็ไม่ร้อง ผมมองว่านั่นเป็นเรื่องที่ดีมาก เป็นเรื่องดีของเขา ผมก็มองแบบ สุดยอด เยี่ยมเว้ย แต่ผมไม่ได้ร้องไห้

คุณดูปล่อยวางได้กับหลายอย่างในชีวิต แต่ทำไมกับการทำงานคุณดูยังยึดติดกับมันว่าต้องดี ต้องได้อย่างที่ต้องการ

ไม่ใช่ยึดติดเลย เป็นเรื่องของการทำหน้าที่ ผมเป็นคนที่รู้จักคำว่าหน้าที่ดีที่สุดคนหนึ่งในโลก ก่อนอื่นคุณต้องรู้จัก nature ผมก่อน ผมมี nature เป็นคนขี้เกียจ ผมเป็นคนขี้เกียจมากๆ ผมเป็นคนขี้เกียจที่สุดในโลก เท่าที่ผมเคยเห็นคนขี้เกียจมา สมมตินอนอยู่ตรงนี้แล้วผมคันหู ไม้เขี่ยหูอยู่ตรงนั้น ผมยังต้องคิดแล้วคิดอีกว่าผมควรจะลุกจากตรงนี้ไปเพื่อหยิบไม้เขี่ยหูมาเขี่ยมั้ย ผมขี้เกียจขนาดนั้น แต่ผมพบว่าความขี้เกียจต้องถูกเอาชนะได้โดยการไม่ขี้เกียจ ผมเลยต้องปรับตัวเองใหม่ ผมจึงกลายเป็นคนขี้เกียจที่ชงกาแฟก็ชงเอง ล้างแก้วกาแฟก็ล้างเอง อะไรที่อยู่ในซิงค์ล้างจานทั้งหมดผมก็ล้างให้ เมียผมจะโกรธผมมาก ถามว่าเธอไปล้างทำไม แต่ผมไม่ได้ทำให้เขา เขาไม่เคยรู้ ผมทำให้ตัวผมเอง ถ้าอะไรที่เป็นภารกิจ ผมต้องทำ ผมไม่เคยลุกจากที่นอนแล้วไม่จัดที่นอน ผมทำทุกอย่างเองหมดเพราะผมขี้เกียจ ไม่อย่างนั้นคุณจะฆ่ามันได้ยังไงล่ะ ถ้าคุณไม่มีวิริยะ มันเป็นธรรมดานะ ไม่ใช่เรื่องผิดธรรมดา คนที่สอนผมคือพระพุทธเจ้า ถ้าโยมขี้เกียจขนาดนี้ โยมก็ต้องขยัน

แต่ผมไม่ได้ยึดติดกับการทำงาน ไม่สน เวลาที่ประสบความสำเร็จก็ประสบไป คุณถามคนพวกนี้ได้ (ชี้ไปที่ลูกน้อง) เวลาประสบความสำเร็จผมเคยคุยมั้ย ผมไม่เคยพูดถึงเรื่องความสำเร็จที่ผมได้รับในชีวิต คำถามที่เขาจะได้ยินจากผมคือ มีปัญหาอะไรหรือเปล่า มีก็บอกมี ไม่มีก็บอกไม่มี จบ ผมไม่เคยพูดเรื่องที่ผ่านเลยแล้ว ว่าเก่งอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่เคย

อดีตไม่มีความหมายเลยหรือ

ไม่มี รางวัลผมก็ไม่เก็บ รางวัลผมอยู่ในกล่องหมด ผมไม่มีสน บางคนเขามาพูดว่าตอนนั้นเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ผมบอก ตอนไหนเหรอ ผมจำไม่ได้จริงๆ

ตอนที่ผมได้รางวัลเมขลาตัวแรก พอเขาประกาศชื่อ ไตรภพ ลิมปพัทธ์ ผมขึ้นเวทีไป เอามือไปรับ แล้วตอนที่ผมจับรางวัลปุ๊บผมยูเรก้าทันทีเลย มันวินาทีนั้นเลยนะว่า อ๋อ ไอ้นี่เหรอที่จะทำให้กูเสียคน ที่จะทำให้กูเปลี่ยนไป ตั้งแต่นั้นมารางวัลทุกตัวถึงอยู่ใต้บันไดหมด ไม่เคยโชว์รางวัล ไม่มีห้องเก็บรางวัล ซึ่งถ้าผมไม่ได้รับความสำเร็จ หรือไม่เคยได้อะไรอย่างนี้ ผมอาจจะกลายเป็นคนต้องการความสำเร็จก็ได้ ผมอาจจะกลายเป็นคนที่ทะยานอยาก แต่เมื่อผมเคยได้มามันเปลี่ยนให้ผมหนักแน่นขึ้น มั่นคงขึ้น

คุณดูไม่ยึดติดกับอะไร แล้วสิ่งต่างๆ ที่ทำอยู่ทุกวันนี้ทำไปเพื่ออะไร ยังมีอะไรให้ไขว่คว้า

ไม่มีๆ ไม่ได้อยากทำเลย ก็บอกแล้วว่าขี้เกียจ แต่ผมทำเพื่อพวกเขา จงใช้ชีวิตอยู่เพื่อคนอื่นเถอะ เพราะคนอื่นมีความสุข เราจะได้ไม่มีทุกข์ คิดง่ายมากๆ เลย จงอย่าใช้ชีวิตเพื่อตัวเองเลย เพราะบางทีการใช้ชีวิตเพื่อตัวเองมันต้องเบียดเบียนผู้อื่น แล้วมันอาจจะทำให้ผู้อื่นเป็นทุกข์ แล้วเมื่อเขาเป็นทุกข์เราก็จะเป็นทุกข์ด้วย

อย่างที่บอก ชีวิตผมไม่มีอะไรเลย เสื้อผ้า รองเท้า ไม่เคยซื้อ ห้างสรรพสินค้าไม่เคยเดินมา 30 ปี ผมไม่เคยไปไหน ถ้าไม่ใช่งานไม่มีทางไป แล้วเวลาไปลูกน้องเขาต้องจูงผมตลอด เพราะผมเดินไม่ถูก อย่างบ้านผมอยู่ตรงนี้มา 20 – 30 ปีแล้ว แต่ผมได้ไปเมืองทองธานีก็เพราะผมจัดครัวคุณต๋อย Expo ก่อนหน้านี้ผมก็ไม่เคยไป

คือชีวิตคุณมีแค่บ้านกับที่ทำงาน

ใช่ๆ แล้วจะให้ไปไหน (หัวเราะ)

ไตรภพ ลิมปพัทธ์ ไตรภพ ลิมปพัทธ์

แล้วชีวิตคุณเอา input มาจากไหน

ผมก็หาความรู้ของผมสิ ทำไมผมต้องเข้าห้างด้วยเหรอ ผมไม่ต้องเข้าผมก็หาความรู้ได้ ผมอยากดูหนัง หนังเรื่องนี้เขาบอกดี ผมก็บอกไปเอามา แค่นั้น

เห็นลูกน้องคุณแซวว่าเพลง คุกกี้เสี่ยงทาย ของ BNK48 ก็รู้จัก

เออๆ (หัวเราะ) อ้าว ทำไมผมจะไม่รู้ ผมรู้จักหมด ผมพูดได้เลย ผมรู้ว่าสิ่งนี้จะดังเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เพราะสิ่งนี้เกิดที่ญี่ปุ่น แล้วไปทำที่ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย แล้วคนที่นั่นบ้ามากๆ ก็เริ่มประสบความสำเร็จ ผมรู้ก่อนจะดังในประเทศไทย

ดูจากสิ่งที่ว่ามาและงานที่คุณทำ เหมือนคุณเป็นคนที่มีเซนส์ในการคาดเดาว่าอะไรจะดัง

ไม่ใช่เซนส์ สังคมมันเป็นอย่างนั้น ภาพรวมทั้งหมดเป็นอย่างนั้น ถ้าเอาจิ๊กซอว์มาต่อๆ กันคุณจะเห็นว่าโลกเดี๋ยวนี้เป็นยังไง

คุณจะได้ยินคำนี้จากผมมาสิบกว่าปียี่สิบปีแล้วว่า โลกยุคหน้ามนุษย์จะเป็น individual person แต่ไม่เคยมีใครฟังผม เพราะว่าตอนที่ผมพูดเมื่อยี่สิบปีที่แล้วมนุษย์ชอบ gathering ออกมารวมกันเยอะๆ ไปคอนเสิร์ต ไปเฮ แต่ผมบอกว่าไม่ใช่ โลกยุคหน้ามนุษย์จะเป็น individual person จะโดดเดี่ยวมากขึ้น แล้วมันก็เป็นจริงตามนี้

เดี๋ยวนี้ทุกคนโดดเดี่ยวมาก ทุกคนก็นึกว่ากูมีเพื่อน มีเฟซบุ๊กมีอะไร แต่ความจริงไม่มีเลย มึงไม่มี คนที่มาลงเขาก็จะอวดตัวเขาว่าเขาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ไอ้นี่บางทีดูเขาเสร็จก็รังเกียจเขาอีก ทำให้ตัวเองไกลจากเขามากขึ้น ไม่ใช่ว่าเล่นเฟซบุ๊กแล้วใกล้กับเขามากขึ้นนะ บางคนเขาไปปารีส แล้วเขาก็นั่งอยู่ในร้านกาแฟสวยๆ แล้วก็ถ่ายรูปสวยๆ มาลง ไอ้คนนั่งดูแทนที่จะคิดว่า เฮ้ย เราจะไปปารีสดีไหม เปล่าเลย โหย หมั่นไส้มัน ซึ่งความหมั่นไส้ก็ทำให้เกิดระยะทางห่างขึ้นไปอีก มนุษย์ก็เริ่มโดดเดี่ยวขึ้น โดดเดี่ยวขึ้น ผมพูดมาตั้งนานแล้วว่ามนุษย์จะโดดเดี่ยว แล้วก็โดดเดี่ยวจริงๆ

ในฐานะผู้มาก่อน คุณพอมองออกไหมว่าพวกเราจะหลุดพ้นจากความโดดเดี่ยวเหล่านี้ไปได้ยังไง

ไม่มีทาง มันเป็นนวัตกรรม โลกเข้ามาสู่ยุคซึ่งเครื่องมือเครื่องไม้เป็นอย่างนี้ จนวันนึงไอ้ยุคนี้พังไป แล้วโลกก็จะกลับมาอยู่รวมกันกันอีกทีนึง แล้วก็พังอีก แล้วก็กลับมารวมกัน แล้วก็พังอีก มันจะเป็นอย่างนั้น มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันไม่เที่ยง มันเป็นวัฏฏะ เป็นอิทัปปัจจยตา เมื่อสิ่งนี้มีสิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้นสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เพราะสิ่งนี้ดับไปสิ่งนี้จึงดับไป มันเป็นอย่างนี้แน่นอน คุณต้องอยู่เป็นผู้เข้าใจ ไม่ใช่อยู่เป็นผู้ที่อยากให้มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ คุณอยากไม่ได้หรอก

ไตรภพ

แล้วทุกวันนี้คุณมีเฟซบุ๊กมั้ย

มี เอาไว้ส่อง ก็ผมทำงาน ผมก็ต้องเอาไว้ส่อง เวลาเขาพูดเรื่องนี้ขึ้นมาผมก็ต้องดูว่ามันเป็นยังไง แต่ผมไม่เคยโพสต์อะไรเลยแม้แต่อันเดียว ถามว่าผมมีอินสตาแกรมมั้ย มี เอาไว้ส่อง แต่ไม่โพสต์

ทำไมถึงไม่โพสต์อะไรเลย

ก็ชีวิตผมมันไม่มีอะไร (เน้นเสียง) คุณว่าถ้าผมถ่ายต้นไม้ 30 วันแล้วโพสต์ทุกวันมันจะเป็นยังไง เฟซบุ๊กผมคงมีรูปต้นไม้เต็มไปหมดเลย เพราะชีวิตผมไม่มีอะไรเลย แล้วต้นไม้ก็ไม่ใช่ของผม ของเมียผม เขาเป็นคนชอบต้นไม้

ในชีวิตคุณคุยกับคนมาแล้วมากมาย ถ้าให้ย้อนมอง คุณพอจะเห็นจุดร่วมอะไรของมนุษย์บ้างไหม

โง่

มีมนุษย์ที่ฉลาดไหม

มี พระพุทธเจ้าไง คนที่เข้าใจว่าจะต้องหาวิชามาแทนที่อวิชชา แต่คนในโลกโง่มากกว่าฉลาดอยู่แล้ว เพราะมีอวิชชาครอบงำอยู่ อวิชชาแปลว่า ความไม่รู้ความจริง ความไม่รู้สิ่งที่ถูกต้อง สิ่งหนึ่งที่มนุษย์ไม่เคยเปลี่ยน เปลี่ยนน้อยมาก เปลี่ยนเฉพาะบุคคล คือเรื่องนี้เรื่องเดียว

เวลาพูดคุณพูดต้องพูดให้ถึงแก่น จะไปพูดทำไมว่ามีไฟฟ้า มีประปา อันนั้นฉลาด แต่ฉลาดในเรื่องของวิทยาศาสตร์ ฉลาดในเรื่องของรูปร่างตัวตน ไม่ได้ฉลาดในเรื่องของจิตใจ เอาง่ายๆ ผมถามคุณว่า ที่คุณทำสิ่งต่างๆ ทุกวันนี้เพื่ออะไร คุณมีชีวิตอยู่ทุกวันนี้เพื่ออะไร คุณตอบได้ไหม สมมติผมถามคุณแค่นี้ ‘คุณมีชีวิตอยู่ทุกวันนี้เพื่ออะไร’ คุณลองตอบสิ คุณตอบไม่ได้ เพราะอะไรรู้เปล่า เพราะคุณไม่ได้นึก ที่คุณตอบช้าเพราะคุณไม่ถามตัวเอง ไม่ใช่เพราะคุณมีหลายคำตอบ คุณไม่เคยรู้เลยว่าคุณอยู่เพื่ออะไร บ้าไหมนี่ แล้วผมถามคุณต่อไปว่าคุณบ้าหรือดี คุณมีชีวิตอยู่โดยคุณไม่รู้ว่าคุณมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร

ไตรภพ

Writer

Avatar

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load