เบื้องหลังแห่งชัยชนะ คือ…การสร้างรากฐานที่ยั่งยืน นี่คือบทสัมภาษณ์ ‘โค้ชเช’ หรือ ชเว ยอง-ซอก หัวหน้าผู้ฝึกสอนกีฬาเทควันโดทีมชาติไทย กับ 17 ปีท่ีรอคอย สู่วินาทีพา เทนนิส-พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ ก้าวขึ้นสแตนด์รับเหรียญทองโอลิมปิก ‘โตเกียว 2020’ นำธงชาติไทยขึ้นสู่ยอดเสา เพลงชาติไทยบรรเลงก้องสเตเดี้ยม เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทั้งยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการนําเหรียญโอลิมปิกกลับมาสู่คนไทยทั้งชาติแล้ว ถึง 6 เหรียญ 5 สมัยติดต่อกัน

นับได้ว่าหลังจากคนไทยรู้จักโค้ชเช ก็ไม่มีครั้งไหนที่ประเทศไทยไม่ได้เหรียญจากการแข่งขันระดับชาติอีกเลย

แม้ในหน้าจอเราจะเห็นแต่ภาพของนักกีฬากับโค้ช แต่นอกจอยังมีผู้คนอีกมากมายที่มารวมตัวกันเพื่อทำให้ฝันของคนไทยเป็นจริง

ทรู King of Sport ผู้เห็นคุณค่าและสนับสนุนเรื่องกีฬามาโดยตลอด เชื่อเหมือนโค้ชเชว่า การมีกันและกันเป็นพลังให้ทุกสิ่งเป็นจริงได้ เลยเลือกโค้ชเช และ แต้ว-สุดาพร สีสอนดี ให้เป็น ฮีโร่ ทรู 5G อย่างรวดเร็ว พร้อมกับชื่นชมฮีโร่ตัวจริงที่ขาดไม่ได้ นั่นก็คือ พี่น้องชาวไทยผู้ส่งกำลังใจให้ทัพนักกีฬาของเรามาโดยตลอด

ในวาระนี้ ทรูชวน The Cloud เข้าไปพูดคุยกับโค้ชเชแบบสุดพิเศษ เพื่อเจาะลึกทุกเรื่องราวเบื้องหลังความสำเร็จที่ใช้เวลาวางรากฐานถึง 2 ทศวรรษ

ชีวิตโค้ชเชนั้น ‘ไม่ง่าย’ ทั้งปูมที่มา ความใฝ่ฝัน อุปสรรค ความสูญเสีย การต่อสู้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชีวิตโค้ชเชน่าจะน่วมจากการโดนเตะไม่น้อยไปกว่านักกีฬาของเขา

ในขณะที่น้องเทนนิสหรือนักกีฬาคนอื่นๆ ถูกคู่ต่อสู้เตะส่วนหัวหรือกลางลำตัว ชีวิตโค้ชเชกลับถูก ‘ชีวิต’ นั้นเองที่ส่งเท้าลึกลับจากฟากฟ้าเตะซ้ำกระหน่ำซัด จนหลายครั้งเสียหลัก กรรมการกดคะแนนให้ไม่ทัน

แต่ก็เป็น ‘ชีวิต’ นั้นเองที่เตะโค้ชเชแล้วมอบรางวัลล้ำค่าระดับ ‘เหรียญทองโอลิมปิก’ กลับคืนมาให้

อย่างรวบรัด, เพราะกับความสำเร็จ อย่าไปฟินนาน นี่คือบทสัมภาษณ์ที่โค้ชเชได้มันมาจากไลฟ์โค้ชซึ่งเรียกขานกันว่า ‘ชีวิต’ และพิสูจน์ด้วยพลังที่ได้รับมาจากคนไทยทั้งชาติอย่างแท้จริง

“ให้ชีวิตฝึกสอนเรา” ปรัชญาชีวิตของโค้ชเช ผู้ทุ่มเท 20 ปีเพื่อพานักกีฬาไทยสู่เหรียญทอง

นี่ก็ผ่านมาแล้วหลายวัน ความรู้สึกของโค้ชที่พาน้องเทนนิสคว้าเหรียญทองได้ยังเหมือนเดิมไหม

แน่นอนครับ ตอนนี้ผมก็ยังดีใจมากๆ ครับ ไม่พอ ไม่รู้จะพูดยังไงดี แต่ว่าดีใจสุดๆ ครับ ทั้งชีวิตของผมนี่เป็นเป้าหมายหรือเป็นความฝันสูงสุดของผมเลย อยากนำเหรียญทองมาให้ประเทศไทย เพราะฉะนั้น (คิดนาน) ดีใจสุดๆ ครับ รู้สึกเป็นเกียรติจริงๆ

ก่อนจะลงแข่งรอบชิงฯ โค้ชคุยอะไรกับน้องเทนนิสบ้าง

ผมก็บอกว่านี่เป็นรอบสุดท้ายแล้วนะ ครั้งสุดท้ายแล้ว แต่ไม่ต้องคิดว่าเป็นรอบชิงฯ จะได้ไม่ตื่นเต้น คุณต้องคิดว่าเป็นรอบแรก เพราะปกติรอบแรกไม่ค่อยตื่นเต้น ไม่ค่อยเครียดเท่าไหร่ (หัวเราะ) ผมบอกว่านี่ก็เป็นรอบแรกนะ เจอสเปน ไม่ต้องกังวลอะไร เพราะสเปนเขาเป็นเด็กรุ่นใหม่ ผมอยากให้กดดันน้อยที่สุดครับ ถ้าเราบอกเด็กว่ารอบชิงฯ คุณต้องสู้ๆ นะ ชนะนี่เราได้เหรียญทองแน่ๆ ถ้าพูดแบบนี้เขาก็ตื่นเต้นมากกว่าเดิม เพราะฉะนั้น ผมเลยบอกว่าไม่ต้องคิดว่าเป็นรอบชิงชนะเลิศ คิดว่าเป็นรอบแรก แพ้ก็ได้ ชนะก็ดี แต่ว่าสิ่งที่สำคัญคือ คุณต้องเล่นเต็มที่จนหมดเวลาเหมือนตอนที่ซ้อมมา ผมบอกแค่นี้ครับ

มันช่วยได้ใช่ไหม การไม่ทำให้นักกีฬาเราแบกรับความกดดัน

ผมเชื่อว่าช่วยได้ครับ เพราะผมอยู่กับเทนนิสมานานนะ อยู่กันมาสิบกว่าปี ตั้งแต่รุ่นเยาวชน เราผ่านประสบการณ์ต่างๆ มาด้วยกัน เคยแพ้ เคยชนะ เคยร้องไห้ เคยดีใจ หลายเรื่องครับ เพราะฉะนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุด คือเราเชื่อในกันและกัน ผมรู้ว่าเขารู้ดีว่าแมตช์นี้สำคัญแค่ไหน แต่ผมอยากให้เขามีสมาธิมากที่สุด ไม่รู้ว่าได้ผลกี่เปอร์เซ็นต์ แต่ผมเชื่อว่าช่วยได้แน่นอนครับ

โค้ชพอประเมินได้ว่าหลังจากบอกให้ไม่กดดันไปแล้วน้องเทนนิสเป็นยังไง

เขาก็รู้ว่านี่เป็นรอบชิงชนะเลิศโอลิมปิกแหละ ยังไงมันก็เป็นความฝันของเขา ของคนไทยทั้งประเทศ เขารู้ว่าคนไทยทุกคนกำลังดูอยู่ ดูหน้าตาเขา ผมรู้ว่าเขาตื่นเต้น แต่มันเป็นหน้าที่ของผมที่ต้องทำให้เขาข้ามมันไปให้ได้ พอบอกว่าไม่ต้องกดดันนะ เขาก็รับทราบ เขาบอกว่าไม่เครียด ก็เล่นสบายๆ เหมือนเล่นรอบแรก

ถามจริงๆ คิดว่าแมตช์นั้นน้องจะชนะได้ไหม

ผมเชื่อจริงๆ ว่าได้ครับ จุดที่ผมอยู่คือตรงกลาง มองเห็นนักกีฬาทั้งสองคน น้องเทนนิสได้เรื่องเทคนิค ประสบการณ์เราดีกว่าเขาจริงๆ แต่ทางฝั่งสเปนเขาไม่กดดันเลย เพราะเขามาจากรุ่นเยาวชน เขาอายุแค่สิบเจ็ด สิบแปด มาถึงรอบชิงได้เขาก็ดีใจแล้ว เขาเลยไม่กดดัน ซึ่งนั่นแหละอันตรายสำหรับเรา เพราะบางทีสู้ด้วยความไม่กดดันก็ดีกว่า การที่เรามีประสบการณ์บางทีก็ทำให้เรากลัว

น้องเทนนิสเองก็เคยมีประสบการณ์คราวที่แล้วที่แพ้มาด้วย

ใช่ คราวที่แล้วเทนนิสแพ้ช่วงสามวินาทีสุดท้าย ผมถึงบอกว่าบางทีประสบการณ์ก็ช่วยได้ แต่ไม่เยอะ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าใจรับความกดดันได้ไหม ใช่ เราอยากชนะ เขาก็อยากชนะ แต่อย่าลืมว่าเขาแพ้ได้ ไม่มีบาดแผลอะไร แพ้ได้เหรียญเงิน ได้ประสบการณ์ที่มีค่า แต่เราเคยผ่านตรงนั้นมาแล้ว มีบาดแผลมาแล้ว คราวนี้เรามีเป้าหมายว่าต้องเหรียญทอง เราเป็นฝ่ายที่รับมือกับความกดดันและความเครียด ดังนั้น ผมก็อยากช่วยน้องว่าไม่ต้องกดดัน เล่นเต็มที่ให้เหมือนกับที่ซ้อมมา เราชนะได้แน่ เพราะทุกอย่างเราดีกว่าเขาเยอะจริงๆ เทนนิสก็รับทราบและเต็มที่ครับ

ก่อนยกสุดท้าย กล้องถ่ายทอดสดจับมาตอนที่โค้ชพูดกับน้องเทนนิส ตอนนั้นโค้ชพูดอะไร

ตอนนั้นคะแนนเรานำอยู่ ผมก็พูดเหมือนเดิมว่า คุณไม่ต้องคิดเรื่องคะแนน เล่นเต็มที่ให้หมดเวลา แค่นั้นพอ

ทำไมถึงย้ำเรื่องไม่ต้องห่วงเรื่องคะแนนนำ คะแนนตาม

จากประสบการณ์ของผม หลายคนแพ้นาทีสุดท้ายเพราะมัวแต่กังวลเรื่องคะแนน ผมบอกเทนนิสเลยว่าห้ามคิดเรื่องคะแนนนะ เล่นให้เต็มที่ตามปกติ หยุดเมื่อกรรมการบอกให้หยุดแค่นั้นพอ

ความสนุกมันอยู่หกหรือเจ็ดวินาทีสุดท้ายก่อนจะหมดยกสาม เราตามอยู่ แล้วเหลือเวลาน้อยมากๆ ที่จะพลิกสถานการณ์ ความรู้สึกโค้ชตอนนั้นเป็นยังไง ถอดใจไหม คิดว่าเราได้เหรียญเงินอีกแล้วแน่ๆ ไหม

เรามีการฝึกซ้อมเรื่องสถานการณ์แบบนี้ ยกสุดท้ายเหลือสามสิบวินาที สิบห้าวินาที สิบวินาที เราต้องทำยังไง ก็ต้องเตะเยอะๆ ครับ พยายามอยู่ให้ใกล้ๆ เขา เตะให้เยอะที่สุด จริงๆ ตอนนั้นผมก็ตื่นเต้นนะ พยายามบอกเทนนิสว่าเราทำได้ พยายามเตะต่อ เตะจนหมดเวลา เวลาเจ็ดวินาทีแป๊บเดียวก็หมดแล้วครับ ตื่นเต้นเกือบตายจริงๆ ครับตอนนั้น (หัวเราะ)

สุดท้ายก็แซงนำคว้าแชมป์จนได้ เราเห็นภาพน้องเทนนิสวิ่งลงไปกอดโค้ชร้องไห้ เล่าให้ฟังหน่อยว่าคุยอะไรกัน

อืม ผมก็ร้องไห้ด้วยครับ (หัวเราะ) หลังจากนั้นผมบอกว่าขอบคุณ ขอบคุณที่อดทนถึงวันนี้ ผมรู้สึกแฮปปี้มากจริงๆ จริงๆ ตอนนั้นไม่รู้จะพูดยังไงดี แต่ผมกอดแล้วก็บอกว่าขอบคุณๆ

“ให้ชีวิตฝึกสอนเรา” ปรัชญาชีวิตของโค้ชเช ผู้ทุ่มเท 20 ปีเพื่อพานักกีฬาไทยสู่เหรียญทอง

ในฐานะโค้ช การที่เราจะทำให้นักกีฬาคนหนึ่งขึ้นไปอยู่จุดสูงสุดของโลก คว้าเหรียญทองโอลิมปิกได้ ต้องใช้เวลาแค่ไหน ต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง

มันเป็นงานยาก ต้องใช้เวลานานนะครับ อย่างน้องเทนนิสได้เหรียญทองโอลิมปิก หรือเหรียญทองชิงแชมป์โลกได้เนี่ย ผมใช้เวลามากกว่าสิบปี ต้องมีความอดทนและต่อเนื่องครับ เพราะเวลาสิบปีมันมีเรื่องต่างๆ เยอะ มีชนะ มีแพ้ เคยร้องไห้ เคยบาดเจ็บ เคยผ่าตัด ท้อถอย

คำถามคือแล้วยอมแพ้ไหม พยายามสู้ต่อไหม ลืมเป้าหมายตัวเองหรือเปล่า ไม่ลืมความฝันตัวเองใช่ไหม ถ้าไม่ลืม จำเป้าหมายได้ ต้องพยายามอย่างต่อเนื่อง ต้องอดทน เพราะฉะนั้น ที่เห็นประสบความสำเร็จได้เหรียญทองภายในสิบกว่านาทีนั้นน่ะ กว่าจะถึงจุดนั้นต้องใช้เวลา ต้องพยายาม ต้องอดทนเป็นสิบๆ ปี

สิบปีนี่ก็นานนะ โค้ชมีวิธีที่ทำให้คนคนหนึ่งไม่ล้มเลิกกลางทางได้ยังไง

วิธีการของผมก็คือ ถามนักกีฬาทุกคนซ้ำๆ ว่า “เป้าหมายของคุณคืออะไร” ทุกคนตอบว่า “อยากได้เหรียญทองโอลิมปิก” ไม่มีใครอยากได้เหรียญทองเอเชียนเกมส์ ซีเกมส์ ไม่มีหรอก เพราะทุกคนมีฝันสุดท้ายเป็นเหรียญทองโอลิมปิกทั้งนั้น ก่อนหน้านี้น้องเทนนิสเคยได้เหรียญทองมาหมดแล้ว ยกเว้นยกเว้นโอลิมปิก ผมก็ถามเสมอว่า “เป้าหมายจริงๆ คืออะไร” เหรียญทองเอเชียนเกมส์ ซีเกมส์ กีฬามหาวิทยาลัยโลก ชิงแชมป์โลกเหรอ

เวลาที่เขาได้เหรียญทองอะไรมา ผมจะดีใจกับเขาแค่แป๊บเดียวครับ หลังจากพิธีมอบเหรียญแล้ว ผมบอกว่าคุณยังไม่ถึงเป้าหมายที่ตัวเองตั้งไว้คือเหรียญทองโอลิมปิกอยู่ดี เพราะฉะนั้นก็ต้องพยายามต่อ ความสำเร็จของเมื่อวานก็ต้องเลิกดีใจให้เร็วๆ คุณต้องพยายามเขียนเรื่องขึ้นมาใหม่ พรุ่งนี้ อาทิตย์หน้า เดือนหน้า ปีหน้า ผมให้ตั้งเป้าหมายใหม่ๆ เสมอ ชื่นชมได้ แต่เลิกเร็วๆ

ฉลองความสำเร็จหน่อยไม่ได้เหรอ ขอฉลองสักหนึ่งเดือน

(หัวเราะ) ปกติแข่งเสร็จก็มีแข่งต่อครับ แข่งชิงแชมป์โลกเสร็จ มีเอเชียนเกมส์ ซีเกมส์ต่อครับ ไม่ใช่แข่งเสร็จปีนี้ แข่งอีกทีปีหน้า ไม่ใช่ บางทีแข่งเดือนนี้เสร็จ เดือนหน้ามีแข่งอีกสามครั้ง เรื่องฉลองผมไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ เป็นคนชื่นชมใครก็ชื่นชมไม่นาน เต็มที่สุดๆ ก็วันที่ได้เหรียญ

“ให้ชีวิตฝึกสอนเรา” ปรัชญาชีวิตของโค้ชเช ผู้ทุ่มเท 20 ปีเพื่อพานักกีฬาไทยสู่เหรียญทอง

นอกจากนักกีฬาและโค้ชแล้ว มีคนมากมายที่ต้องทำงานร่วมกันอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของน้องเทนนิส ทีมงานของโค้ชประกอบด้วยใครบ้าง

การทำงานร่วมกันเป็นสิ่งสำคัญมากจริงๆ ครับ คนทั่วไปอาจเห็นในทีวีว่ามีแค่สองคน โค้ชกับนักกีฬา แต่ความสำเร็จของน้องเทนนิสมีคนอยู่เบื้องหลังอีกมากมาย ทุกคนมีส่วนร่วมในความสำเร็จนี้ทั้งหมด

คนแรกคือสมาคมเทควันโดแห่งประเทศไทยครับ สมาคมสนับสนุนพวกเราเต็มที่ สตาฟโค้ชต้องการอะไร นักกีฬาต้องการอะไร อยากเก็บตัวที่ไหน อยากไปแข่งที่ไหน ใช้งบประมาณเท่าไหร่ ถ้าไม่มีเงินก็ทำอะไรไม่ได้ถูกไหมครับ เพราะฉะนั้นต้องให้เครดิตสมาคมฯ และ คุณบิ๊ก (ธนฑิตย์ รักตะบุตร) เลขาธิการสมาคมฯ ที่เชื่อใจกัน ผมขอบคุณจริงๆ แล้วก็ภูมิใจที่ได้ทำงานให้สมาคมเทควันโดฯ ของเรา ต่อจากสมาคมฯ ก็เป็นสตาฟโค้ชทุกคน หัวหน้าผู้ฝึกสอน โค้ชไทยทั้งสี่คน

สี่คนทำอะไรกันบ้าง

ตอนซ้อม สตาฟโค้ชก็ถือเป้าครับ (หัวเราะ) ไปให้นักกีฬาซ้อมเตะ โดนเตะหนักมาก มีโค้ชหนึ่งดูแลเรื่อง Physical ผมให้ความสำคัญส่วนนี้เป็นพิเศษ เพราะ Physical ของเทควันโดไม่ใช่เรื่องกล้ามเนื้อแข็งแรงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องเทคนิคทางร่างกายสำหรับกีฬาเทควันโด

อีกคนหนึ่งคือ โค้ชชิต (วิชิต สิทธิกัณฑ์) เขาดูแล จูเนียร์ (รามณรงค์ เสวกวิหารี) ครับ อีกคนก็ โค้ชแม็ก (ร.ต.ท.ชัชวาล ขาวละออ) เขาดูแลเทนนิสตอนซ้อมตีเป้าแรง ตีเป้าใหญ่ ผมจะคุยกับเขาว่าผมอยากให้เทนนิสทำท่านี้ เทคนิคนี้ คุณช่วยถือเป้าหน่อย (หัวเราะ) อีกคนหนึ่งคือโค้ชต่อครับ เขาก็ถือเป้าด้วย เพราะฉะนั้น เหรียญทองนี้ก็เป็นของพวกเขาด้วย

เวลาซ้อม เราห้าคนซ้อมร่วมกับนักกีฬา คงบอกว่าเป็นความสำเร็จของคนใดคนหนึ่งไม่ได้ นักกีฬาคนเดียวทำอะไรไม่ได้ครับ เราต้องคิดด้วยกัน เข้าใจกันและกัน วางแผนร่วมกัน และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราต้องผ่านไปด้วยกันครับ

สมาคมฯ สตาฟโค้ช แล้วยังมีใครอีกไหม

นักโภชนาการ อันนี้สำคัญมากครับ เพราะว่านักกีฬาเทควันโดเรามีหลายรุ่น หลายน้ำหนักครับ รุ่นใหญ่ รุ่นกลาง กินไม่เหมือนกัน เราวางแผนคุมน้ำหนักก่อนแข่งสองเดือน การเลือกกินสำคัญมาก แล้วก็มีนักกายภาพบำบัดอีก เพราะเทควันโดเป็นกีฬาต่อสู้ เตะกันไม่รู้กี่ครั้ง หัวมีโอกาสเจอเตะด้วยเท้าจนบาดเจ็บ นักกายภาพมีความสำคัญมากในการดูแลและฟื้นฟู นักกีฬาเทควันโดถ้าข้างในเจ็บ ต้องรีบทำกายภาพบำบัดหรือทำอัลตราซาวนด์รักษาทันที

แล้วก็ยังมีคนมาช่วยเรื่อง Psychologic หรือการสร้างกำลังใจด้วยครับ ผมมี อาจารย์ปลา (ดร.วิมลมาศ ประชากุล) จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาช่วยดูแล อาจารย์ก็จะเข้าไปคุยกับนักกีฬาเพื่อไม่ให้เครียด ไม่ให้กดดันครับ ทั้งหมดนี้รวมเป็นทีมเดียวกัน การทำงานเป็นทีมสำคัญมากจริงๆ ครับ

จำได้ว่าน้องเทนนิสต้องพบจิตแพทย์ หลังจากที่พลาดเหรียญทองโอลิมปิกคราวที่แล้วใช่ไหม

ใช่ครับ ไปพบอาจารย์ปลานี่แหละครับ อาจารย์ทำงานกับทีมเรามาเกือบสิบปีแล้วครับ เทนนิสคุยกับอาจารย์ปลาทางโทรศัพท์ ก็ช่วยได้จริงๆ ผมไม่รู้ว่าเขาคุยอะไรกัน คงพยายามให้กำลังใจ ทำให้เครียดน้อยลง กดดันน้อยลง ผมเชื่อว่าช่วยได้จริงๆ ครับ

ทั้งหมดที่พูดมานี้ คือคนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเหรียญทองเทควันโดไทยในวันนี้

ก็ต้องขอบคุณทางสมาคมฯ ที่ให้ผมทำงานอย่างเต็มที่ ไม่มีก้าวก่าย ไม่มายุ่งว่านักกีฬาคนนี้ต้องฝึกอย่างนี้ ถึงวันนี้ผู้ใหญ่ในสมาคมฯ ไม่ค่อยยุ่งเท่าไหร่แล้วครับ หน้าที่ของทีมอยู่ในความรับผิดชอบของผม ผมเลือกทีมงานทุกคนเอง จัดการทุกอย่าง ไม่ใช่สอนเทควันโดอย่างเดียวครับ ยี่สิบปีก่อนตอนมาใหม่ๆ ผมแค่สอนเทควันโดอย่างเดียว ผมก็ขอขอบคุณทางสมาคมฯ ที่คอยสนับสนุนเราร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำให้ผมทำงานแบบไม่กดดัน ไม่เครียดครับ

“ให้ชีวิตฝึกสอนเรา” ปรัชญาชีวิตของโค้ชเช ผู้ทุ่มเท 20 ปีเพื่อพานักกีฬาไทยสู่เหรียญทอง

โค้ชมีหลักในการทำงานอย่างไรบ้าง

สิ่งที่สำคัญคือระเบียบวินัยครับ นักกีฬาที่เก่งมากๆ แต่ไม่มีระเบียบวินัย ผมก็ไม่เลือก เพราะระเบียบวินัยเป็นสิ่งที่สำคัญ ไม่ใช่เฉพาะนักกีฬาอย่างเดียวครับ ทุกอาชีพจำเป็นต้องมีวินัยในการทำงานทั้งนั้น ถ้าวินัยดี ผมคิดว่ามีโอกาสประสบความสำเร็จ ผมเป็นคนใช้ระเบียบวินัยเข้มข้นมาก

เข้มข้นมากนี่เป็นยังไง

ช่วงแรกๆ ถ้าผมนัดซ้อมแล้วใครมาสาย ผมไม่ให้ซ้อมเลยนะ ไล่กลับ แต่หลังๆ ก็ดูว่ามีเหตุผลอะไร ฟังขึ้นไหม บางคนมาสายด้วยเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น ผมก็จะบอกว่าเขายังไม่พร้อม ใจของเขายังไม่พร้อมที่จะซ้อม เพราะฉะนั้น นั่งดูคนอื่นซ้อมไปก็แล้วกัน แต่ไม่ให้ซ้อม

การมีระเบียบวินัยช่วยพัฒนาศักยภาพของนักกีฬาได้ใช่ไหม

ผมคิดว่าได้ ตอนซ้อมถ้าตั้งใจ มีวินัยในการดูแลตัวเองดี สตาฟโค้ชพูดอะไรไป สั่งอะไรไป เขาต้องตั้งใจฟัง ผมว่ามันจะช่วยเขาโดยที่เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ กับนักกีฬาบางคนที่ไม่มีวินัย คิดว่าตัวเองเก่ง คิดว่าสตาฟโค้ชไม่สำคัญเท่าไหร่ ผู้ใหญ่ไม่สำคัญเท่าไหร่ ให้ความสำคัญแต่ตัวเอง

อ้าว แล้วถ้าเขาเก่งมากๆ มีพรสวรรค์มากๆ ล่ะ แค่ไม่มีวินัย

อย่างนั้นผมก็ไม่เอาครับ (หัวเราะ) ไอ้เรื่องร่างกาย เรื่องเทคนิคที่ทำให้เก่งนี่เราสอนได้ แต่ว่าเรื่องของใจ เรื่องวินัยเราสอนได้ยาก เพราะมันขึ้นอยู่ที่ตัวของนักกีฬา ว่าเขารู้หน้าที่ตัวเองไหม ถ้าวินัยไม่มี เก่งมาจากไหน ผมก็ไม่รับครับ แต่ส่วนใหญ่นักกีฬาทั่วไปที่ผมทำงานมาเขาพูดรู้เรื่องนะครับ ไม่มีที่มีอีโก้มากขนาดนั้น

ในช่วงพิธีมอบเหรียญทองโอลิมปิก มีการบรรเลงเพลงชาติไทย ถามจริงๆ ในใจโค้ชตอนนั้น ความรู้สึกเป็นยังไง

ผมดีใจสุดๆ ผมอยู่ที่นี่มานาน จนรู้สึกว่าผมก็เป็นคนไทยคนหนึ่ง นักกีฬาไทยเหมือนลูกสาว ลูกชายของผม แล้วลูกสาว ลูกชายผมได้เป็นที่หนึ่งของโลก อืม (หยุดนาน) บางทีน้ำตามันไหลออกมา ผมรู้สึกดีใจสุดๆ

“ให้ชีวิตฝึกสอนเรา” ปรัชญาชีวิตของโค้ชเช ผู้ทุ่มเท 20 ปีเพื่อพานักกีฬาไทยสู่เหรียญทอง
“ให้ชีวิตฝึกสอนเรา” ปรัชญาชีวิตของโค้ชเช ผู้ทุ่มเท 20 ปีเพื่อพานักกีฬาไทยสู่เหรียญทอง

คืนนั้นที่โค้ชกลับที่พักไปแล้ว โค้ชโทรหาใคร คุยอะไรกัน

ผมโทรหาภรรยาครับ โทรไปขอบคุณ

ขออนุญาตถามละเอียดนิดหนึ่ง พูดอะไรกัน

เราทำได้แล้ว!! (หัวเราะ) เราได้เหรียญทองแล้ว!! ภรรยาร้องไห้ ผมก็ร้องไห้ด้วย เพราะเขารู้ว่าผมเครียดแค่ไหน ก็มันอยากได้จริงๆ น่ะ เพราะฉะนั้นคนข้างๆ ผม เขารู้ทุกอย่าง ตอนที่ผมโทรไปไม่ค่อยได้พูดหรอก พูดไม่ออก ได้แต่ร้องไห้กันอย่างเดียว

แล้วโทรหาใครอีก

เพื่อนอีกคนหนึ่งครับ ชื่อ ชางชุนโฮ แต่ผมเรียกเขาว่าคุณแจ็ค เป็นคนเกาหลีแต่อยู่ที่กรุงเทพฯ เขาสนับสนุนเทควันโดเราเยอะมาก ไม่ว่าจะตอนที่ไปเก็บตัวซ้อมที่เกาหลีหรืออยู่ที่ไทย เขาก็เลี้ยงข้าวเราเสมอ (หัวเราะ) หลังจากโทรหาภรรยาแล้ว ผมโทรหาเขา แล้วก็เหมือนเดิม

ร้องไห้

เขาก็ร้องไห้ด้วยครับ พอฝั่งโน้นร้องไห้ ผมก็ร้องไห้ด้วย (หัวเราะ)

มันกลั้นความรู้สึกดีใจไว้ไม่ไหว

ทุกคนดีใจมากครับ ไม่ใช่แค่คนไทยอย่างเดียว คนต่างชาติที่อยู่ในไทยทุกคนก็มีความสุข ผมว่านะ

เวลาเราพานักกีฬามาร่วมทัวร์นาเมนต์ใหญ่นานาชาติ กำลังใจจากครอบครัว จากเพื่อน สำคัญแค่ไหน

สำคัญมากๆ ครับ เวลาที่เราต้องจากบ้านไปนานๆ เราก็ต้องเตรียมใจไว้ก่อนครับ สมัยก่อนตอนที่ลูกชายผมอายุเพิ่ง สองถึงสามขวบ ตอนนั้นผมต้องทิ้งภรรยาให้อยู่คนเดียว เลี้ยงลูกคนเดียว เพราะผมต้องพาทีมมาแข่ง มันก็ลำบากใจหลายเรื่องครับ บางทีลูกไม่สบาย ลูกต้องไปหาหมอ แต่ผมไม่ได้อยู่ด้วย ภรรยาผมก็เหนื่อย เขาเคยถามผมนะครับว่า “ทีมชาติไทยก็มีสตาฟโค้ชเยอะแยะ แล้วทำไมคุณต้องไปทุกแมตช์” ผมก็ไม่รู้จะตอบว่ายังไง ผมรู้ว่าเขาเหนื่อย ตอนแรกภรรยาไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่หลังๆ เราได้รับความสำเร็จจากเหรียญโอลิมปิก รางวัลใหญ่ๆ เขาก็เริ่มเข้าใจและภูมิใจในตัวผมด้วย ตอนนี้เลยกลายเป็นคนที่สนับสนุนผมอย่างชัดเจน คอยให้กำลังใจผม ลูกผมตอนนี้สิบเอ็ดขวบแล้ว ก็ไม่ต้องดูแลใกล้ชิด กำลังใจจากภรรยาและลูกสำคัญกับผมมาก แล้วก็ยังมี…

(หยุดพูด โค้ชพูดอะไรไม่ออกนานชั่วอึดใจ เงยหน้า ก้มหน้า มองออกไปนอกหน้าต่าง แล้วพูดต่อ หลังจากนี้เสียงสั่นเครือ-ผู้เขียน)

พ่อกับแม่ เวลาไปแข่งที่ไหน ถ้าพอมีเวลา ผมจะนั่งหลับตาแล้วคิดถึงพ่อกับแม่ เหมือนคุยกับเขาว่า ครั้งนี้เราไปแข่ง ผมอยากได้เหรียญทอง คราวนี้โอลิมปิกด้วยครับ ขอให้พ่อกับแม่ช่วยผมด้วย ผมก็ได้พลังจากตรงนี้ มีกำลังใจ มันอธิบายไม่ได้ครับ ความเครียดหลายอย่างก็เบาลง

ตอนนี้เราอยู่ในวิกฤตการณ์โควิด-19 ทีมเทควันโดของโค้ชประสบปัญหาอะไรจากวิกฤตนี้บ้างไหม

เราต้องเปลี่ยนแผนหลายอย่าง อย่างปีที่แล้วเราต้องให้เด็กกลับบ้าน แต่หยุดซ้อมไม่ได้ เพราะมีเวลาเตรียมตัวแข่งโอลิมปิกแค่เจ็ดเดือนเอง เพราะฉะนั้น เราทำได้แค่ซ้อมออนไลน์ครับ ผมนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ สอนนักกีฬาอยู่ที่บ้านประมาณสามเดือน

ได้ผลเหรอ

(ส่ายหัว) ไม่เวิร์ก เพราะว่ามันทำให้ความกระตือรือร้นลดลงไป แต่เราทำอย่างอื่นไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ต้องซ้อมออนไลน์กันไป เช้า กลางวัน เย็น เสาร์-อาทิตย์ด้วย แต่สิ่งที่สำคัญคือ ทุกคนต้องปลอดภัยจากโควิด-19 ก่อนใช่ไหมครับ ก็ลำบากมากครับ ไม่เวิร์ก แต่ว่าทำได้แค่นี้ครับ (ยิ้ม)

“ให้ชีวิตฝึกสอนเรา” ปรัชญาชีวิตของโค้ชเช ผู้ทุ่มเท 20 ปีเพื่อพานักกีฬาไทยสู่เหรียญทอง
“ให้ชีวิตฝึกสอนเรา” ปรัชญาชีวิตของโค้ชเช ผู้ทุ่มเท 20 ปีเพื่อพานักกีฬาไทยสู่เหรียญทอง

แต่อย่างน้อยโค้ชก็ได้สร้างความสุข สร้างกำลังใจ สร้างความภาคภูมิใจ ให้คนไทยในสถานการณ์ยากลำบากแบบนี้ เหรียญทองนี้นอกจากเป็นของน้องเทนนิส เป็นของโค้ช โค้ชคิดว่ามันมีส่วนยกระดับจิตใจคนไทยยังไงบ้าง ให้เขามีความสุขได้ยังไงบ้าง

มีหลายคนบอกว่าตอนที่เราชนะสเปน เราได้เหรียญทอง ที่ไทยทุกคนดีใจมาก คนทั้งประเทศไทยเชียร์เราจากหน้าจอทีวี ทุกคนเย่ๆๆ (ชูมือ) ทุกคนยิ้ม ผมก็เชื่อว่ารอยยิ้ม ความดีใจนั้น จะช่วยให้ทุกข์จากเรื่องโควิด-19 ลดลง ผมรู้ว่าโควิด-19 ทำให้ทุกคนลำบาก มีคนเสียชีวิต ติดโควิด ไม่สบาย เรื่องทำธุรกิจต่างๆ ทั้งหมดแย่มาก คงไม่มีโอกาสได้ยิ้มหรือดีใจเลย

แต่อย่างน้อย วันที่ 24 กรกฎาคม เวลานั้น ผมเชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศไทยมีความสุขได้บ้าง เพราะว่าเราได้เหรียญทองกลับมา เพราะทุกคนก็รู้ว่านักกีฬาเราอดทน สู้ ไม่ยอมแพ้ ผมเชื่อว่ามันอาจทำให้หลายคนมีกำลังใจสู้กับเวลาแบบนี้ด้วย ตอนที่ผมกักตัวอยู่ที่ภูเก็ต ทุกคนที่เจอเราเขาก็ยิ้มให้ตลอดครับ ทุกคนบอกว่าขอบคุณมากที่ทำให้คนไทยมีความสุข ที่สร้างชื่อเสียงให้นักกีฬาไทยดังไปทั่วโลก เพราะฉะนั้น เรารู้สึกดีใจมากๆ จริงๆ แล้วก็รู้สึกเป็นเกียรติจริงๆ เหรียญทองโอลิมปิกก็สำคัญมาก แต่การที่เราทำให้คนไทยมีความสุข มีโอกาสให้กำลังใจคนไทยทั้งประเทศ อันนี้สำคัญกว่า

สิ่งที่เจอมาตลอดยี่สิบปีของการเป็นโค้ชทีมชาติไทย ทั้งเสียงชื่นชม คำวิจารณ์ การเป็นคนต่างชาติ ทั้งหมดนั้นแลกกับเหรียญทองเหรียญนี้ โค้ชคิดว่าคุ้มค่าแค่ไหน

เวลาผ่านไปเร็วมากครับ ยี่สิบปีผ่านไปผมก็ แน่นอน ก็ดีใจ เสียใจ เสียดาย บางทีอยากกลับบ้าน บางทีไม่อยากทำหน้าที่โค้ชแล้ว มีหลายเรื่องครับ แต่ผมก็พยายามอดทนจนมาถึงวันนี้ วันที่ลูกศิษย์ของเราเป็นที่หนึ่ง ได้เหรียญทอง น้องชาย-น้องสาวของผมเก่งที่สุด แล้วธงชาติไทยก็ขึ้นไปอยู่จุดสูงสุด…

(โค้ชหยุดพูด กลั้นน้ำตา เสียงสั่นเครือ-ผู้เขียน)

บางทีก็เหนื่อย คิดอยากกลับบ้าน แต่เมื่อไหร่ที่เห็นความสำเร็จ เห็นลูกศิษย์ชนะ ผมลืมเรื่องเหล่านั้นทันที แล้วก็พยายามต่อไป อยากได้เหรียญทองโอลิมปิกอีก เทนนิสเป็นคนแรก แต่ผมอยากทำให้อีกหลายๆ คนได้เหรียญทองโอลิมปิก จริงๆ หลังจากโอลิมปิก 2008 ที่ปักกิ่ง เราได้เหรียญเงินมา (จาก บุตรี เผือดผ่อง) หลายชาติก็ติดต่อผมครับ เขาถามว่าที่ไทยให้เงินเดือนเท่าไหร่ สัญญาเป็นยังไง

เขาให้มากกว่าเหรอ

มากกว่าแน่นอนครับ (หัวเราะ) มากกว่าสามถึงสี่เท่าครับ แต่ผมคิดเรื่องครอบครัวด้วย มันไม่ใช่ผมคนเดียว ถ้าอยู่คนเดียวผมทำอะไรก็ได้ แต่นี่ต้องคิดว่าครอบครัวผมอยู่ที่ไหนแล้วมีความสุข อยู่แล้วปลอดภัย ผมก็คิดหลายวันครับ ถามอาจารย์ ถามเพื่อน ถามรุ่นพี่ ถามครอบครัว ทุกคนบอกว่าแล้วแต่ผม ถ้าคุณไปไหนมีความสุข ไปไหนดีกว่าที่ไทยก็ไปแน่

แล้วทำไมโค้ชไม่ไป

ผมก็ไม่รู้ครับว่าทำไมผมไม่ไป แต่ถึงวันนี้ผมคิดว่าที่ไม่ไปนั้นถูกต้องแล้ว ครั้งนั้นตอนได้เหรียญเงิน ผมไม่รู้จริงๆ ว่าผมจะไปถึงเป้าหมายคือเหรียญทองโอลิมปิกไหม เมื่อไหร่ ครั้งนี้ได้แล้วก็ดีใจ แต่ตอนนี้หลายคนถามว่าโค้ชเชได้เหรียญทองโอลิมปิกแล้ว บรรลุเป้าหมายแล้ว จะกลับไปเกาหลีไหม

(หยุดคิดนาน)

…ไม่ใช่ ถึงเป้าหมายแรกแล้ว แต่ผมอยากได้มากกว่านี้ สองเหรียญทอง สามเหรียญทอง ไม่ใช่แค่น้องเทนนิสคนเดียวครับ ผมต้องพยายามสร้างคนใหม่ๆ แล้วถ้าเมื่อไหร่ที่ผมทำหน้าที่โค้ชเทควันโดของไทยจบ ผมก็ต้องการ ผมอยากเป็นคนไทย ผมอยากช่วยเด็กๆ ที่ลำบาก เด็กๆ ที่ไม่มีพ่อแม่ ให้…

(โค้ชหยุดพูด กลั้นน้ำตา-ผู้เขียน)

…เพราะพ่อแม่ผมเสียชีวิตแล้ว ผมอยู่คนเดียวมาครึ่งชีวิต ต้องสู้ด้วยตัวเอง ไม่มีใครช่วยผม เหรียญทองนี้ ผมเสียดายที่ (น้ำตาไหล) ถ้าพ่อแม่ยังอยู่ ผมก็อยากให้เห็นความสำเร็จของผม

เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่โค้ชเห็น

ครับ (สูดลมหายใจ)

อะไรคือสิ่งที่ทำให้โค้ชยังอยู่กับเรา

ลูกศิษย์ผม และผมรักเมืองไทย รักคนไทย ผมอยากได้สัญชาติไทย แล้วก็อยากสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย ช่วยวงการเทควันโดไทยให้ได้มากที่สุด

“ให้ชีวิตฝึกสอนเรา” ปรัชญาชีวิตของโค้ชเช ผู้ทุ่มเท 20 ปีเพื่อพานักกีฬาไทยสู่เหรียญทอง

โค้ชคิดว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของคนไทย ที่นี่เป็นบ้านของโค้ชหรือยัง

ก็อยู่มายี่สิบปี ใช้ชีวิตที่เมืองไทยมาครึ่งชีวิตครับ เพราะฉะนั้นก็ ตอนนี้ผมยังเป็นคนเกาหลีครับ เพียงแต่อยากได้สัญชาติไทย

เหรียญทองโอลิมปิกครั้งนี้ กับเหรียญเงินสองเหรียญแรก เอเชียนเกมส์ 2002 เหรียญไหนเปลี่ยนชีวิตโค้ชมากกว่ากัน

เหรียญทองครั้งนี้ครับ จริงๆ เหรียญครั้งแรกก็สำคัญด้วยครับ เพราะถ้าไม่ได้เหรียญแรก…

จะทำยังไง

(หัวเราะ) จริงๆ เหรียญที่ทำให้เทควันโดเริ่มได้รับความนิยม เป็นเหรียญที่เปลี่ยนชีวิตผมคือเหรียญทองแดง โอลิมปิก 2004 ที่เอเธนส์ วิว เยาวภา (เยาวภา บุรพลชัย) ได้มาครับ หลังจากนั้นเทควันโดไทยจึงเริ่มเป็นที่นิยม ก่อนหน้านั้นยังไม่ค่อยมีคนรู้จัก แล้วก็ไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าไหร่ แต่พอน้องวิวได้เหรียญทองแดง คนก็หันมาสนใจเรามากขึ้น

ยังจำตอนที่โค้ชเข้ามาทำงานสมาคมฯ ใหม่ๆ ได้ไหม ตอนนั้นกีฬาเทควันโดไม่ใช่กีฬาที่คนไทยสนใจเลย วันแรกที่โค้ชมาเทควันโดไทยในตอนนั้นมันเป็นยังไง

จำได้ครับ ผมมาทำงานวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2002 สัญญาถึงเดือนตุลาคม แค่แปดเดือนครับ ตอนนั้นสตาฟโค้ชส่วนใหญ่เป็นนักกีฬามวยไทยครับ บางคนเป็นมวยไทยแชมป์โลกด้วย ถึงมวยไทยกับเทควันโดจะเป็นกีฬาต่อสู้เหมือนกัน แต่กฎ กติกา ไม่เหมือนกันครับ บางคนคิดว่าเป็นนักกีฬามวยไทย ดึงมาให้เป็นนักกีฬาเทควันโดก็ได้ แต่มันเป็นคนละกีฬากัน

ผมคุยกับทางนายกสมาคมฯ ว่า ผมเป็นโค้ชเทควันโด ทำหน้าที่สอนเทควันโด แต่ถ้าเอานักกีฬามาจากมวยไทย ถึงจะเก่ง แต่ผมสอนไม่ได้ ผมต้องการนักกีฬาเทควันโดแท้ๆ ไม่ใช่มวยไทยห้าสิบเปอร์เซ็นต์ มวยไทยเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ แล้วก็เพิ่มทักษะเทควันโดอีกสามสิบเปอร์เซ็นต์เข้าไป แบบนั้นผมทำใจไม่ได้ ถ้าวันนั้นนายกฯ บอกว่าไม่ได้ ถ้าเขาไม่ยอม ผมก็ไม่ยอม ถ้าวันนั้นเขาไม่โอเคกับผม ผมอาจจะกลับเกาหลีไปแล้วครับ

ถ้าวันนั้นเขาไม่โอเค อาจจะไม่มีวันนี้ใช่ไหม

เขาเป็นห่วง นักกีฬาชุดนั้นหลายคนเป็นนักมวยทีมชาติมาก่อน ถ้าผมเป็นโค้ช ในเวลาแปดเดือน ผมจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ไหม ทำตรงนั้นได้หรือเปล่า ผมก็พูดตรงๆ ว่าถ้าชุดนั้นไปแข่งเอเชียนเกมส์ ยังไงก็ไม่ได้เหรียญ ผมขอให้ได้เปลี่ยนยกชุด เปลี่ยนเป็นนักกีฬาเทควันโดร้อยเปอร์เซ็นต์ ท่านนายกฯ ก็ยอม ให้โอกาสผมทำงาน เดือนเมษายน ผมก็เปลี่ยนเป็นนักกีฬาเทควันโดใหม่ยกชุดนั้น เราก็เลยมี วิว เยาวภา พอได้เหรียญเงินจากเอเชียนเกมส์ สมาคมก็เริ่มเชื่อใจโค้ชเช ให้ทำหน้าที่ต่อ แล้วก็ ค.ศ. 2003 เป็นครั้งแรกที่ได้เหรียญทองแดงจากชิงแชมป์โลกสองคน แต่ที่ทุ่มจริงๆ ที่เอเธนส์ โอลิมปิก 2004 หลังจากได้เหรียญนั้นมาเทควันโดไทยเราก็บูม

นอกจากนักกีฬา ผู้ฝึกสอนที่เป็นนักกีฬามวยมาก่อน ยังมีปัญหาอะไรอีกไหมในตอนนั้น

ผมไม่ได้เงินเดือนสามเดือนแรก

ทำไมล่ะ

เดือนแรกเขาบอกเดี๋ยวจะให้เดือนหน้า สรุปว่าสามเดือนถึงจะได้ครับ (หัวเราะ) แต่ผมมาที่ไทยไม่ใช่เพื่อมาหาเงิน เพราะผมอยู่ที่เกาหลี ผมได้เงินเดือนมากกว่าที่ไทย ผมมาที่นี่ไม่ใช่เรื่องเงินครับ ผมอยากให้เกิดการพัฒนาวงการเทควันโดไทย สอนนักกีฬามวยผมไม่เอา ผมอยากสอนเทควันโดจริงๆ ครับ

“ให้ชีวิตฝึกสอนเรา” ปรัชญาชีวิตของโค้ชเช ผู้ทุ่มเท 20 ปีเพื่อพานักกีฬาไทยสู่เหรียญทอง

ยี่สิบปีผ่านมา โค้ชคิดว่าได้สร้างอะไรให้กับวงการเทควันโดไทยบ้าง

จะพูดว่าไงดีครับ อย่างน้อยซีเกมส์ เอเชียนเกมส์ โอลิมปิก เราได้เหรียญจากเทควันโด คนทั่วไปก็รู้จักกีฬาเทควันโด มีสมาคมสอนเทควันโดเกิดขึ้นจำนวนมาก แล้วตอนนี้จำนวนคนที่เรียนเทควันโดก็เกินหนึ่งล้านคนแล้ว ผมว่าเทควันโดไม่ใช่กีฬาที่แปลกสำหรับคนไทยอีกแล้ว แค่นี้ก็น่าดีใจแล้ว

สถานะการโอนสัญชาติของโค้ชไปถึงไหนแล้ว

พอกักตัวเสร็จ เราคงทำได้ครับ เรื่องเอกสารก็เตรียมครบหมดครับ เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ถึงกรุงเทพฯ แล้วก็น่าจะยื่นเอกสาร ผมคิดว่าไม่น่ามีปัญหาครับ ผมไม่รู้ว่าจะได้เมื่อไหร่ แต่คนไทยทุกคนให้กำลังใจผมเรื่องนี้ ผมว่าน่าจะไม่มีปัญหาครับ

โค้ชรู้สึกว่าประเทศไทยเป็นบ้านของโค้ชจริงๆ หรือยัง

เป็นครับ ตอนนี้ผมมั่นใจว่าพร้อมเป็นคนไทยครับ

ชีวิตของโค้ชเหมือนหนังสือหรือหนังดีๆ สักเรื่องหนึ่ง เต็มไปด้วยอารมณ์ ความรู้สึก เหตุการณ์พลิกผันต่างๆ มากมาย ถ้าเราอยากเขียนหนังสือให้โค้ช อยากให้โค้ชเล่าเรื่องของตัวเองจากสายตาคนนอก เรื่องของ ชเว ยอง-ซอก คนนี้เป็นอย่างไร

อืม เรื่องของผม ก็คงมีแต่เรื่องที่ยากลำบาก (หัวเราะ) ลำบากตั้งแต่เด็ก พ่อผมเสียตอนผมอายุเจ็ดขวบครับ พ่อเป็นมะเร็ง เขาอยู่ที่โรงพยาบาลประมาณสามปีกว่า บ้านเราก็ไม่รวยมาก ฐานะกลางๆ แต่หลังจากพ่อเข้าโรงพยาบาลไปสามปีกว่าเงินก็หมด สุดท้ายพ่อเสียชีวิตครับ แม่ก็เลยต้อง…

(หยุดรวบรวมความคิด)

ไม่ใช่แม่คนเดียวครับ ผมมีอีกพี่สาวคนหนึ่ง แล้วก็คุณย่าด้วย เราสี่คนลำบากครับ ตอนเด็กๆ ผมเลยมีเป้าหมายว่าอยากช่วยแม่ ที่เกาหลี ถ้าเป็นนักกีฬาจะได้โควต้านักกีฬา ไม่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียน เพราะฉะนั้น ผมเลยเลือกเทควันโดเพราะอยากช่วยแม่ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเรียน จนถึงมหาวิทยาลัย เพื่อนผมมีเป้าหมายอยากติดทีมชาติ อยากไปแข่งโอลิมปิก ชิงแชมป์โลกอะไรต่างๆ แต่ว่าผมไม่คิดแบบนั้น

ไม่อยากติดทีมชาติ

ใช่ ผมอยากไปทำงานเมืองนอก เพราะผมดูรุ่นพี่ที่ทำงานในอเมริกาหรือชาติอื่นน่าจะได้เงินมากกว่าที่เกาหลี ผมอยากหาเงินเยอะๆ มาช่วยที่บ้าน แต่ ค.ศ. 2001 แม่ผมเสียชีวิต หลังจากนั้นผมก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อดี ตั้งแต่เด็กจนถึงอายุยี่สิบเจ็ด ผมใช้ชีวิตเพื่อแม่อย่างเดียว อยากช่วยแม่ พอแม่เสียชีวิต ผมก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ในประเทศ ไม่ต้องทำอะไรต่างๆ แล้ว

ต่อมา ค.ศ. 2002 ผมมาที่ไทย ตอนนั้นลำบากที่สุดในชีวิตครับ ไม่รู้จักใครเลย มีแค่ความตั้งใจว่าอยากสร้างนักกีฬาเทควันโดไทย หนึ่งเหรียญทองชิงแชมป์โลก หนึ่งเหรียญทองแดงโอลิมปิก หนึ่งเหรียญเงินโอลิมปิก หนึ่งเหรียญทองโอลิมปิก ชิงแชมป์โลกโอลิมปิก อยากให้ได้เหรียญต่อเนื่องไปเรื่อยๆ

หนึ่งเหรียญทองโอลิมปิกในวันนี้ใช้เวลายี่สิบปี ทุกคนชื่นชมผม ผมอยากจะคุยกับพ่อ คุยกับแม่ แต่ว่าไม่มีแล้ว แต่ก็ไม่เป็นไรครับ ผมก็ไม่ใช่เด็กๆ ตอนนี้ผมมีภรรยา มีลูกชาย จนทุกวันนี้ผมก็ชื่นชมโค้ชเช 

เรื่องของผมมันก็เป็นแบบนี้ สุดท้ายมันก็มีแต่ผม บางทีผมก็เศร้า เพราะข้างๆ ผมไม่มีใคร แต่จริงๆ ผมก็ไม่ได้อยู่คนเดียว เพราะคนไทยทั้งหมดให้กำลังใจผม เชียร์ผม ผมก็ไม่เหงาครับ ที่ผมตัดสินใจทำเรื่องสัญชาติไทยก็เพราะเรื่องนี้ด้วยครับ

คำถามสุดท้าย คิดถึงคนดูในสนามไหม

คิดถึงครับ (หัวเราะ) ยังรอที่จะเงยหน้าไปแล้วเห็นคนนั่งเชียร์เราอยู่ในอัฒจันทร์

“ให้ชีวิตฝึกสอนเรา” ปรัชญาชีวิตของโค้ชเช ผู้ทุ่มเท 20 ปีเพื่อพานักกีฬาไทยสู่เหรียญทอง

บทสรุปของการสร้างรากฐานที่ยั่งยืนตลอดเวลากว่า 20 ปี ก็เพื่อนำไปสู่ชัยชนะในวันนี้ ในวันที่บทสรุปกำลังกลายเป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่ กับการได้เข้าสู่อ้อมกอมของครอบครัวที่อบอุ่น ‘ครอบครัว ทรู 5G ฮีโร่’ ยิ่งเป็นภาพที่ชัดเจนจนแนบสนิทกับสิ่งที่ทางทรู วางรากฐานที่มั่นคงให้กับประเทศไทยมาเป็นเวลานาน และคือผู้นำตัวจริงในเรื่องกีฬา สมฐานะ King of Sport ที่สุดของกีฬาในทุกเวลาที่คุณต้องการ เพราะทรูไม่ได้มองเห็นเพียงแค่การแข่งขัน หรือผลแพ้ชนะ แต่มิติที่สะท้อนภาพลักษณ์ได้อย่างชัดเจนที่สุดคือการมีกันและกัน พลังใจและจุดศูนย์รวมของคนไทยทั้งประเทศ และพิสูจน์ให้เห็นว่าพลังท่ีแท้จริง…คือพลังใจของคนไทยทุกคน

ทรู 5G เครือข่ายท่ีพร้อมสนับสนุนคนไทย ให้ไปได้ไกลกว่า

Writer

Avatar

จักรพันธุ์ ขวัญมงคล

บรรณาธิการ นักเขียน นักแปล

Photographer

Avatar

อธิวัฒน์ สุขคุ้ม

เป็นช่างภาพฟรีแลนซ์ ทำเพจรีวิวชื่อ ‘วาดแสง’ ชอบในการท่องเที่ยว เขา ทะเล ถ่ายภาพ กล้องฟิล์ม แคมปิ้ง รักอิสระ เป็นคนภูเก็ตโดยกำเนิด

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

1 กุมภาพันธ์ 2566
4 K

“รางวัลกินรีทอง มหาชน ครั้งที่ 8 สาขาอนุรักษ์การแสดงศิลปะพื้นบ้าน ได้แก่…”

ในฮอล์ที่กระหึ่มไปด้วยเสียงเฮฮา จู่ ๆ ก็เงียบดุจดั่งป่าช้า เสมือนรอคอยแสงอาทิตย์สาดส่องให้พื้นที่นี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง จนกระทั่งทราบว่า รางวัลนี้ตกเป็นของ คลังพลอย ไวยพัฒน์ จากหมอลำเสียงวิหค พ่อยกแม่ยกหมอลำชาวที่ราบสูงหลาย ๆ ท่านคงต้องทำหน้าฉงนสงสัย ว่าเด็กสาวที่ได้รับรางวัลนี้คือใครกันหนอ

แต่พอได้ทราบว่านั่นคือชื่อเสียงเรียงนามที่แท้จริงของ ยูกิ เพ็ญผกา จากใบหน้าที่ฉงนสงสัยก็แปรเปลี่ยนเป็นร้องอ๋อกันทันใด

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ก่อนเริ่มพูดคุยกัน ภาพของสาวชาวอำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ นางเอกหมอลำในวัยเพียง 15 ปี ได้ปรากฏขึ้นมายังจอคอมพิวเตอร์ ภาพลักษณ์ของสาวน้อยแลดูอ่อนน้อม เหนียมอาย ไร้เดียงสา ช่างแตกต่างจากตอนเธอสวมหัวโขนเป็นนางเอกหมอลำที่พกความมั่นใจและพลังเกินร้อยอย่างสิ้นเชิง

ตอนนี้เรากำลังพูดคุยกับ ‘ยูกิ คลังพลอย’ ไม่ใช่ ‘ยูกิ เพ็ญผกา’ ที่เราและหลาย ๆ ท่านคุ้นเคย

ออกจะเป็นเรื่องแปลกที่นักแสดงหมอลำมีชื่อเล่นเหมือนการ์ตูนอนิเมะ ทั้งที่ปากยังเว้าภาษาอีสานแจ๋ว ๆ ยูกิย้ำว่านี่คือชื่อที่มารดาตั้งให้ เนื่องจากเลือดครึ่งหนึ่งในกายเธอสืบมาจากแดนอาทิตย์อุทัย

“ชื่อ ยูกิ เป็นชื่อตั้งแต่เกิด คุณแม่เป็นคนตั้งให้ค่ะ หนูเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น คุณแม่เป็นคนอีสาน คุณพ่อเป็นคนญี่ปุ่น” เธอตอบคำถามที่หลายคนคาใจ

“ยูกิ (雪) แปลว่า หิมะ ค่ะ” เด็กสาวกล่าวเสริมเผื่อคนที่ไม่มีความรู้ด้านภาษาข้างพ่อเธอ

13 เมษายน พ.ศ. 2550 คือวันที่เด็กหญิงคลังพลอยหรือยูกิลืมตาดูโลก เธอเติบโตมาภายใต้การเลี้ยงดูของคุณแม่และพ่อเลี้ยงแสนดี ห้อมล้อมด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำโขง ยูกิค้นพบว่าเสียงเพลงคือของขวัญจากฟากฟ้าที่ประทานความสุขสำราญให้กับเธอมาแต่เล็กแต่น้อย เธอจึงหลงใหลในเสียงเพลงและดนตรีนานาชนิด ทั้งเพลงสมัยใหม่และสมัยเก่า

“หนูชอบร้องเพลงมากค่ะ ร้องมาตั้งแต่ 3 ขวบได้ เพลงที่ร้องตอนนั้นก็เป็นเพลงลูกทุ่ง ยังไม่ใช่เพลงหมอลำ เพลงแรกที่ร้องคือเพลง นักร้องบ้านนอก ค่ะ” สาวลูกครึ่งเผยงานอดิเรกของตนด้วยยิ้มพิมพ์ใจ 

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“นอกจากเพลงลูกทุ่งแล้ว หนูชอบฟังพวกเพลงสตริง เพลงแร็ป เพลง K-POP ด้วย พี่ลิซ่า BLACKPINK หนูก็ชอบ ชอบมาก ๆ ค่ะ”

อย่างไรก็ดี ความชอบทั้งหมดทั้งมวลนี้ยังเป็นรองดนตรีหมอลำ

พจนานุกรมภาษาถิ่นไทยอีสานแจงรากศัพท์ของหมอลำออกเป็น 2 คำ ได้แก่ ‘หมอ’ ที่หมายถึงผู้มีความชำนาญ กับ ‘ลำ’ ที่แปลว่าการบรรยายเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยทำนองอันไพเราะ ‘หมอลำ’ จึงเป็นคำประสมที่แปลเป็นภาษาไทยกลางได้ว่า ผู้ชำนาญด้านการขับทำนองเล่าเรื่อง

เพลงหมอลำเป็นประเพณีการละเล่นที่แพร่หลายไปทั้ง 2 ฝั่งโขง จะประเทศลาวหรือภาคอีสานของไทย งานวัดงานบุญของ 2 แผ่นดินนี้ไม่เคยขาดเสียงแคนและคำร้องที่มีต้นแบบมาจากเพลงลูกทุ่ง ความแพร่หลายของหมอลำนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดเป็นหมอลำสารพัดชนิด

“หมอลำจะมีหลายประเภทค่ะ เช่น หมอลำซิ่ง หมอลำกลอน หมอลำหมู่ ฯลฯ แตกต่างกันออกไปในบางสาขาอาชีพ แต่ที่หนูลำอยู่ทุกมื้อนี้เป็นหมอลำหมู่ ลำเรื่องต่อกลอนทำนองขอนแก่นค่ะ”

นี่คือหมอลำชนิดที่กำเนิดใหม่เมื่อหลายสิบปีก่อน เป็นรูปแบบหมอลำที่เติบโตมาจากการผสมผสานระหว่างหมอลำพื้นกับลิเกของภาคกลาง เห็นได้จากชุดผู้แสดงที่รับมาจากลิเกเต็ม ๆ กับการร้องแบบหมอลำพื้น ร้องรำกันเป็นหมู่คณะ แต่ละคนสวมบทบาทเป็นตัวละครแนวจักร ๆ วงศ์ ๆ เช่น พระราชา เจ้าหญิง ฤๅษี เทวดา ผีสาง เรื่องที่ใช้ลำโดยมากอ้างอิงจากนิทานชาดกท้องถิ่นของภาคอีสาน ใจความของเรื่องที่ใช้แสดงคือการมุ่งสอนให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ

แต่หมอลำหมู่ในยุคนี้ได้ปรับปรุงรูปแบบการแสดงให้ถูกจริตคนยุคใหม่ การแสดงของยูกิจึงมีมากกว่าหมอลำตามแบบฉบับดั้งเดิมที่ทุกคนคุ้นเคย

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“จะมีช่วงคอนเสิร์ต ก็ร้องเพลงตลาดทั่วไป เพลงอินดี้ เพลงหมอลำ ร้องสลับกันไป พอตกดึกก็ลำเรื่องต่อกลอน เป็นคล้าย ๆ ลิเก แต่ว่าเป็นภาษาอีสาน คนละทำนองกัน แล้วก็มีแสดงละครเข้าถึงบทบาทกันบ้าง” เธอเริ่มใช้ภาษาบ้านเกิดเมื่อบรรยากาศการพูดคุยอบอวลไปด้วยความสนุกสนาน

เมื่อพิจารณาอายุของยูกิ อาจคิดว่าเส้นทางหมอลำของเธอเพิ่งเริ่มต้นขึ้น แต่ถ้าย้อนกลับไปจริง ๆ แล้ว บนถนนเส้นนี้ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่เธอยังเป็นวัยรุ่นฟันน้ำนม เรียนอยู่ชั้น ป.2 โน่นแล้ว

“ตอนเด็ก ๆ คุณพ่อคุณแม่พาเบิ่งหมอลำ ส่วนใหญ่ดูหมอลำซิ่ง ตอนนั้นหนูดูในคลิปอยู่เลยค่ะ ยังไม่ได้ไปดูหน้างาน พอโตขึ้นก็มีโอกาสได้ไปหน้างาน เห็นพี่เขาแต่งตัวสวย มีคนดูเยอะ อยากแต่งตัว อยากเป็นแบบพี่เขาบ้าง” แววตาเป็นประกายถูกส่งทอดจากหน้าจอคอมพิวเตอร์สี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ทำให้เหมือนย้อนเห็นภาพเด็กหญิงอายุไม่เกิน 10 ปีที่มีแววตาเต็มไปด้วยความฝัน

“หนูมีไอดอลคือ พี่แอน อรดี แล้วก็ พี่ใหม่ พัชรี ค่ะ หนูชอบดูพวกพี่เขามาก ดูคลิปตลอด ดูทั้งวันเลยค่ะ” ยูกิบอกด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

“หลังจากตอนนั้นก็ได้ไปบอกคุณพ่อคุณแม่ว่าอยากเป็นหมอลำ เลยหาประสบการณ์ด้วยการประกวดร้องเพลงไปเรื่อย ๆ ก่อน จุดเปลี่ยนอยู่ที่เขาพาหนูขึ้นรถแห่ ไปร้องเพลงอยู่บนรถแห่ตอนอายุ 10 ปี ตอนนั้นไปที่อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ พ่อกับแม่ค่อยมาตัดสินใจว่าจะพาขึ้นวงหมอลำจริง ๆ เลยมาเป็นหมอลำหมู่ค่ะ” เธอจูงมือพาเราหวนคืนยังอดีตที่เป็นจุดเริ่มต้นในการเดินตามความฝันของเธอ

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

เรียกว่าหมอลำเสียงวิหคกับยูกิเติบโตมาด้วยกันคงจะได้ เพราะวันที่คุณพ่อและคุณแม่ของเธอพาไปสมัคร หมอลำเสียงวิหคก็เพิ่งเปิดใหม่ได้ปีแรก

“ตอนคุณพ่อคุณแม่พาไปสมัคร ตอนนั้นคณะเขาเพิ่งเปิดใหม่ปีแรก หนูอายุ 11 จะเข้า 12 ขวบ ตอนนั้นเราแสดงเป็นตัวลูก ยังไม่ได้เป็นนางเอก”

หมอลำรุ่นเยาว์เล่าความรู้สึกวันแรกบนเวทีซึ่งเธอยังจำได้ไม่มีเลือน

“ตอนนั้นไปแสดงที่วัดสีชมพู กรุงเทพฯ ความรู้สึกของการเป็นคนดูกับคนที่ได้ขึ้นแสดงมันต่างกันมาก ๆ เลยนะคะ ตอนดูหน้าเวทีเหมือนเราไปนั่งดูผลงานเขาเฉย ๆ แต่ตอนนี้เราเป็นผู้สร้างผลงานให้ผู้ชมหน้าเวทีดู ตอนแรกก็กดดัน แต่ตอนนี้เริ่มชินแล้วค่ะ”

เพราะคณะหมอลำเสียงวิหค ยูกิ เพ็ญผกา จึงมีตัวตนขึ้นมาท่ามกลางเสียงแคน

“ชื่อ ยูกิ เพ็ญผกา หัวหน้าวงเป็นคนตั้งให้ค่ะ เป็นชื่อที่ใช้ในวงการ หนูว่ามันเพราะดี”

จากสเต็ปการเติบโตของกันและกัน คณะกับนักแสดง ยูกิเข้ามารับบทบาทในฐานะนักแสดงสมทบ ฝึกร้องเพลง ฝึกการแสดง และศึกษาสิ่งที่เกี่ยวกับหมอลำในทุก ๆ วัน

“ท่าทางไม่ยาก เรื่องร้องยากกว่าค่ะ ร้องหมอลำยากกว่าร้องเพลงลูกทุ่งด้วย เพราะเพลงหมอลำจะมีเกริ่น หัวเพลงจะเป็นการเกริ่น แล้วก็จะเป็นทำนองรำซึ่งจะแตกต่างกันออกไป แล้วช่วงถัดมาจะเป็นเพลงธรรมดาเลยค่ะ เป็นทำนองที่แล้วแต่อาจารย์นักแต่งเพลงจะแต่งไป จะมีช่วงรำสลับกันกับท่อนร้อง ส่วนท่อนลงก็จะมีลูกเอื้อนนิดหน่อย ผสมกันไปจนจบเพลง

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“หนูก็ฝึกร้องเพลงอยู่เรื่อย ๆ ร้องเพลงทุกวัน ฝึกการแสดง ดูอะไรหลาย ๆ อย่างที่เกี่ยวกับหมอลำ เวลาซ้อมต้องมาซ้อมเองที่บ้าน ให้คุณพ่อ (พ่อเลี้ยง) ซ้อมให้ เพราะคุณพ่อร้องได้ค่ะ”

ครั้นแล้ววันหนึ่ง โอกาสพลิกชีวิตก็ล่องลอยมาหาเมื่อเธอมีอายุได้ 13 ปี

“หัวหน้าคณะเขามาบอกคุณแม่ค่ะว่าจะให้น้องมาเป็นนางเอก แต่น้องต้องลดหุ่น เพราะตอนนั้นหนูอ้วนอวบ ตัวกลมเลย” กว่ายูกิจะก้าวขึ้นมาเป็นนางเอก ไม่ได้มาด้วยโชคช่วย แต่เป็นความพยายาม มุ่งมั่น พัฒนาทั้งการร้องและภาพลักษณ์ 

“หนูใช้เวลา 2 เดือน ลดน้ำหนักไปเกือบ 10 กิโลกรัม ออกกำลังกาย งดอาหารเย็น บวกกับลดปริมาณอาหาร จากที่เคยกินของหวาน น้ำหวาน ช่วงนั้นหนูก็งดไปเลยค่ะ”

ในวัย 13 ปี เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่น่าจะยังดิ้นรนกับชีวิตใหม่ในชั้นมัธยมศึกษา แต่เด็กหญิงยูกิกลับต้องเผชิญความกดดันเพิ่มจากภาระการเรียน นั่นคือการเดินสายออกแสดงไปทั่วภูธร

“หมอลำจะมีงานแสดงตามงานวัดหรืองานอื่น ๆ ที่เจ้าภาพจ้างไป เช่น งานทำบุญบ้านใหม่ ไปภาคอื่นด้วย อย่างเวลาลงกรุงเทพฯ ก็จะมีผู้จัดเขาจ้างไปลง 3 – 4 วัน งานจะไม่ไกลกันมาก แต่กรุงเทพฯ เล่นได้ถึงเที่ยงคืน ปกติเล่นถึงสว่าง”

ในช่วงแรกที่เพชรเม็ดใหม่ในวงการเริ่มเฉิดฉาย ชื่อต้นของเธอเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจจากพ่อแก่แม่เฒ่าไม่น้อย หลายคนลุกลี้ลุกลนที่จะได้รู้จักนางเอกอายุ 13 ที่มีชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่น

“การที่เป็นลูกครึ่งและอายุน้อย หนูว่าน่าจะมีส่วนให้มีชื่อเสียงนะคะ คนที่เขามาดูพอรู้ว่าชื่อยูกิ ก็สงสัยและตื่นเต้นด้วยค่ะ บางคนก็มีเข้ามาถาม เราก็อธิบายให้เขาฟังไปว่าเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น เลยชื่อยูกิ”

จากตัวสมทบ สู่ตัวหลักของการแสดงหมอลำ ความกดดัน ความตื่นเต้น เสียงติชม เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องพบเจอ

“วันแรกที่ได้ขึ้นเป็นนางเอก ตอนนั้นหนูไปเล่นอำเภอโนนสะอาด จังหวัดอุดรธานี เปิดวงปีที่ 2 ค่ะ ตอนนั้นรู้สึกกดดันมาก ๆ อยู่ในห้องแต่กับเสียงเพลงอย่างเดียวเลยค่ะ ซ้อมทั้งวัน กดดัน กลัวมันออกมาไม่ดีเลยซ้อม ๆ ตลอดเลยค่ะ” เธอยังจดจำเรื่องราวทุกรายละเอียดของวันนั้นได้เป็นอย่างดี

“พอแสดงเสร็จก็โล่งเลยค่ะ โล่งมาก ๆ ความรู้สึกตอนนั้นคือตื่นเต้นแล้วก็ดีใจ เหมือนมันตื้นตันใจอยู่ตลอดเวลาที่มีคนหน้าเวที แล้วก็ดีใจที่ตัวเองได้ขึ้นเป็นนางเอก คืนนั้นก็คือสั่นทั้งคืนเลยค่ะ”

เป็นธรรมดาของมือใหม่ที่ต้องประสบผลตอบรับทั้งแง่บวกแง่ลบ ยูกิได้เก็บคำวิจารณ์เหล่านั้นมาใช้ในการผลักดันตนเองให้มีพลังสู้ต่อ ชั่วเวลาไม่นานก็มีแม่ยกทยอยมาติดพันเธอ

“ก็มีทั้งคนชมแล้วก็คนตินะคะ ปน ๆ กันไป” ยูกิ เพ็ญผกา กล่าวยิ้ม ๆ “หนูก็จำทุกคำพูดของทุกคนที่มาหา เพราะหนูดีใจและปลื้มใจทุกครั้งที่มีคนมาให้กำลังใจ ประทับใจทุกคน ทุกคำพูดเลย”

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ภายในเวลาไม่กี่ปีที่ได้เลื่อนขั้นเป็นนางเอกประจำคณะ หมอลำสาวลูกครึ่งรายนี้ได้ตระเวนไปทั่วภาคอีสาน งานที่จังหวัดไหนเป็นอย่างไร เธอสาธยายได้เป็นฉาก ๆ

“ที่แสดงในอีสาน จะไปแถวอุดรธานี ขอนแก่น มหาสารคาม อุบลราชธานีเป็นส่วนมากค่ะ อีสานใต้ก็ไปบ่อยเหมือนกัน แต่ละงานก็จะเหมือน ๆ กัน จังหวัดที่คนดูเยอะก็มีที่นครพนม บึงกาฬ แล้วก็หลายจังหวัด น่าจะเยอะหลายที่เลยค่ะ แต่หนูก็จำได้ไม่หมด

“เดินทางบ่อย ๆ ก็เหนื่อยอยู่ค่ะ อย่างเวลามีงานติดต่อกันหลายงาน ก็มีเพลียบ้างนิดหนึ่ง”

เสียงไก่ขันมักใช้เป็นสัญญาณของการแจ้งว่าเช้าวันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่เหล่าหมอลำใช้เสียงนี้เป็นสัญญาณของการจบการแสดงของพวกเขา

“วันที่มีแสดง หลังจากเล่นจนสว่างของงานที่แล้วมา หนูจะขึ้นรถมาล้างหน้า เสร็จแล้วหนูก็กินข้าวและนอนบนรถค่ะ พอถึงหน้างานก็ลงไปอาบน้ำ แต่งหน้าเตรียมขึ้นแสดงค่ะ แสดงทั้งคืนเลยถึงสว่างอีกเหมือนเดิมค่ะ แล้วก็นอนบนรถอีกเหมือนเดิม” ชีวิตที่วนลูปของเธอถูกบรรยายเหมือนวงกลมที่ไม่มีวันจบสิ้น แต่เปี่ยมไปด้วยพลังไฟที่เธอสนุกไปกับมัน

ภาพสวยงามบนเวทีหมอลำเบื้องหลังต้องแลกมาด้วยความยากลำบาก เสื้อผ้าสวยงามที่สวมใส่ต้องคอยปกป้องไม่ให้เลอะโคลนดินที่ชื้นแฉะจากฝนที่โหมกระหน่ำ เวทีที่ตกแต่งสวยงาม ด้านหลังต้องเนรมิตให้กลายเป็นเหมือนบ้านเพื่ออยู่อาศัยตลอดคืน

“ชีวิตหมอลำ นอนกลางดิน กินกลางทราย ถ่ายกลางทุ่งนาค่ะ ไปหน้างานบางวันมีแต่ป่า ห้องน้ำไม่มีเลย ลำบากในการเดินทาง ในการใช้ชีวิตอยู่หลังเวที มีบ้างที่มีฝนตก ขึ้นเวทีก็ต้องตากฝนเล่น แต่ถ้าฝนตกหนักก็ต้องหยุด เพราะไม่งั้นฉากเวทีมันอาจจะล้มทับคน อันตรายมากค่ะ” เธอถ่ายทอดชีวิตของหมอลำอีกด้านหนึ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ “เวลานอนก็มีเต็นท์ที่กาง เป็นเต็นท์ส่วนตัว เต็นท์ใครเต็นท์มัน เอาผ้าสีฟ้า ๆ มาอ้อมเต็นท์ ปูเสื่อนอนกันในนั้น เหมือนเป็นบ้าน”

กาลเวลาผันเปลี่ยน ความคิด และความรู้สึกของผู้คนย่อมแปรเปลี่ยนตาม สิ่งที่เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของไทยกลับถูกคนไทยด้วยกันด้อยค่า มองเป็นของราคาถูก

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

“น่าจะมีช่วงหนึ่งที่มีดราม่าบ่อย ๆ ก็จะกดดันตัวเอง ชอบไปอ่านคอมเมนต์ที่เขาเมนต์มา เมนต์ดราม่า เมนต์ด่า แต่ช่วงหลัง ๆ ก็โฟกัสไปที่คนให้กำลังใจ พ่อกับแม่ก็จะคอยบอกว่าอย่าคิดมาก”

แม้จะมีอาชีพการงานที่หาเลี้ยงครอบครัวได้เป็นมั่นเหมาะ แต่ยูกิก็ยังไม่ทอดทิ้งการเรียนเฉกเช่นเยาวชนทุกคน เธอยังคงศึกษาด้านคอมพิวเตอร์ธุรกิจในวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่จังหวัดบ้านเกิด

ถึงอย่างไร ความฝันของเธอก็ยังคงมีหมอลำเป็นที่หนึ่งในใจเสมอ

“อยากมีชื่อเสียงโด่งดังค่ะ อนาคตที่วางไว้ก็น่าจะเกี่ยวกับครู อยากสอนหมอลำ”

อนาคตนั้นทำท่าจะเฉียดใกล้ความจริงเข้าไปทุกที ด้วยความเป็นคนกล้าฝัน กล้าลงมือทำ ตั้งใจจริง และไม่ละเลยความอ่อนน้อมถ่อมตน ผู้ใหญ่ในแวดวงหมอลำเพลงลูกทุ่งหลายคนจึงพากันเอ็นดูยูกิ และหยิบยื่นโอกาสแสดงฝีมือให้เธอเนือง ๆ หนึ่งในนั้นคือเจ้าของสมญา ‘ราชินีลูกทุ่งหมอลำ’ จินตหรา พูนลาภ ที่ยูกิออกปากเรียก ‘แม่จิน’ ได้โดยสนิทใจ

เธอเชื่อว่าต่อไปภายภาคหน้า ศิลปะการแสดงที่เธอรักอาจเป็นที่สนอกสนใจมากขึ้น จากการที่สื่อสังคมออนไลน์อย่าง TikTok นิยมเอาคลิปหมอลำไปเผยแพร่กัน

“หนูบังคับความคิดของใครไม่ได้ บางคนไม่ชอบหมอลำ ก็ไม่ได้บังคับให้มาชอบหมอลำ หนูเองแค่อยากอนุรักษ์ อยากสืบสานศิลปะของคนอีสานไว้ ถ้าไม่มีใครสืบสาน มันก็จะหายไป แล้วหนูเองก็ชอบของหนู ใครไม่ชอบก็ไม่เป็นไร” ความคิดที่ดูโตเกินวัยและแรงปราถนาอันแรงกล้าเปล่งออกมาจากสาวลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นจากเมืองชัยภูมิคนนี้

“อยากฝากสำหรับคนที่ยังไม่รู้จักพวกเรานะคะ หมอลำเสียงวิหคถือว่าเป็นหมอลำน้องใหม่ของวงการหมอลำ เพิ่งตั้งมาได้ 3 ปี อาจจะผิดพลาดบ้าง อยากให้ทุกคนได้ลองมาดู ลองเปิดใจ และมาสนุกร่วมกัน การแสดงรับรองว่าน่าจะม่วน ติดตามคิวงานได้ที่เพจหมอลำเสียงวิหค มีอัปเดตทุก ๆ เดือน ใครไปดูหน้างานไม่ได้ก็มีไลฟ์ออนไลน์อยู่ตลอดค่ะ” นางเอกหมอลำหน้าละอ่อนเชิญชวนทิ้งท้าย

ความพยายามตลอดเส้นทางหมอลำของยูกิ จากจุดเริ่มต้นมันช่างยาวไกล ในระหว่างการเดินทางอาจเจอลูกรัง ดินทรุด การจราจรติดขัดบ้าง แต่ทุกอย่างเป็นเหมือนบทเรียนที่ทำให้เธอกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งมากขึ้น และถนนที่มีชื่อว่าหมอลำเส้นนี้คงมีความยาวอีกไกลแสนไกล ให้เธอได้โลดแล่นไปอีกนานแสนนาน

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

Writers

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Avatar

ธนกร จตุรงค์ชัยสถิต

นัก(เรียน)วิทยาศาสตร์ ที่อยากเป็น นักวิจัยการเล่าเรื่อง แต่ตอนนี้เป็นเป็ดที่อยากบินให้สูงเหมือนนก อยากตัวใหญ่ให้เหมือนห่าน

Photographer

Avatar

ทศพล คามะดา

เรียนจบมหาลัย ปี 2555 ทำอาชีพช่างภาพ มาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน เป็นคนอารมณ์ดี ชอบเลี้ยงแมวไว้ 2 ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load