26 กันยายน 2563
13 K

ยิ่งผมเดินลึกเข้าไปในซอยเจริญกรุง 103 เรื่อยๆ ก็ยิ่งได้กลิ่นหอมชวนหิวจากอาหารสารพัดชนิด

ทั้งกลิ่นแกงกุรุหม่า แกงมัสมั่น ข้าวหมกแพะ เนื้อย่าง โรตี มะตะบะ ฯลฯ จนผมเผลอกลืนน้ำลายไปหลายเอื๊อก เสียงพูดคุยสรวลเสเฮฮาจากพ่อค้าแม่ขายและขาช้อปหลากวัยหลายรุ่นดังขึ้นอยู่โดยรอบ พวกเขามีนัดรวมตัวกันเดือนละครั้ง ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ สัปดาห์แรกของเดือนในกิจกรรมที่เรียกว่าตลาดฮาลาลหรือตลาดริมคลองเจริญกรุง 103 ซึ่งริเริ่มขึ้นโดยพี่ๆ น้องๆ ผู้อาศัยอยู่ในชุมชนสวนหลวง 1 โดยผมเองก็เป็นขาประจำของตลาดแห่งนี้เช่นกัน

วันนี้ผมจะตามไปร่วมกันสืบตำนานอาหารสูตรเด็ดที่เป็น Heritage Menu ของชุมชนชาวมุสลิม เมื่ออิ่มตาอิ่มท้อง รับรองว่าจะกลับบ้านแบบอิ่มใจแน่ๆ 

แกะรอยกิน 

9 อาหารมุสลิม เก่าแก่ไม่ควรพลาด ในตลาดฮาลาลเจริญกรุง 103

“ตำราอาหารเป็นภูมิปัญญาและมรดกทางวัฒนธรรม บรรพบุรุษของเราอุตส่าห์นำขึ้นเรือข้ามน้ำข้ามทะเลมาด้วย ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย สักวันหนึ่งก็จะสูญหาย ไม่ใช่เพียงแค่อาหาร แต่อุปกรณ์การครัว วิถีการกิน รวมทั้งวิถีการใช้ชีวิต ก็จะสูญหายไปด้วย กลายเป็นเพียงของเก่าในกรุ เราน่าจะรื้อฟื้นตำนานเหล่านี้ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ต่อยอดให้กลายเป็นความภูมิใจ และเป็นวิชาชีพที่ลูกหลานจะนำไปใช้เลี้ยงตัวได้ในอนาคต” พี่นา-จิตรลัดดา แสงน้อยอ่อน ประธานตลาดริมคลองเจริญกรุง 103 ชุมชนสวนหลวง 1 เอ่ย 

วินาทีนี้อาหารคาวหวานหลากเมนูกำลังรอผมอยู่แล้ว งั้นลุยเลยครับพี่นา ผมพร้อมเสียยิ่งกว่าพร้อม

01

ปลาบูดู

“ปลาบูดูต้องทำจากปลายี่สกถึงจะอร่อย ให้นำปลายี่สกทั้งตัวไปคลุกกับเกลือและข้าวคั่ว หมักลงในโอ่ง ทิ้งไว้นานเป็นเดือน พอได้ที่แล้ว เราก็เอามาล้างข้าวคั่วออก นำปลาไปทอด แกะก้างออก แล้วซุยเนื้อปลาให้ยุ่ย ชิมรสเสียก่อน ถ้ายังเปรี้ยวไม่พอ ก็บีบมะนาวหรือส้มมะขามเพิ่มจนได้รส เวลากินก็เอามาคลุกกับข้าวสวยร้อนๆ ทานกับผักสด บางทีก็นำมาทำหลน หรือจะทานกับข้าวไข่เจียวก็ได้นะ” ป้าระเบียบ สมานแก้ว อธิบายวิธีทำอาหารผัดส่งกลิ่นหอมเปรี้ยวๆ ในร้านของเธอ

“ปลาบูดูน่าจะมาจากมุสลิมยะวาหรือมลายู ปู่ย่าตายายทานกันมานานแล้ว แต่อย่าถามป้านะว่านานแค่ไหน ป้าไม่รู้หรอก รู้แต่ว่าทานแล้วจะสะด๊ะฮ์ สะด๊ะฮ์ แปลว่าอร้อยอร่อยจ้ะ” ว่าแล้วป้าระเบียบก็หัวเราะอย่างอารมณ์ดี แล้วผมก็พบว่าสะด๊ะฮ์ สะด๊ะฮ์ จริงๆ เมื่อผมได้ลองทานกับไข่เจียวโปะข้าวสวยร้อนๆ

9 อาหารมุสลิม เก่าแก่ไม่ควรพลาด ในตลาดฮาลาลเจริญกรุง 103
9 อาหารมุสลิม เก่าแก่ไม่ควรพลาด ในตลาดฮาลาลเจริญกรุง 103

02

ขนมบูตู

ขนมสีสวยรอผมอยู่แล้วที่ร้านของ สรายุทธ และ เนตรชนก จารุพันธุ์ เมื่อไปถึงก็พบว่าเพิ่งทำเสร็จร้อนๆ ออกมาจากหม้อนึ่งพอดี แป้งร่วนนุ่มๆ ที่ห่อหุ้มความหอมหวานของน้ำตาลมะพร้าว ทำให้ผมหลับตาพริ้ม

“ขนมบูตูสูตรนี้สืบทอดมาจากคุณย่า คุณย่ารับมาจากคุณทวดซึ่งมาจากอินโดนีเซีย เรามักจะทานขนมบูตูกับกาแฟร้อนๆ หลังละหมาดตอนเช้า” พี่นก เนตรชนก เล่าให้ฟัง

พี่นกฝึกฝีมือกับคุณย่ามาตั้งแต่เล็กๆ โดยมีคุณแม่ร่วมถ่ายทอดวิชาด้วย แต่ก็วางมือไปนานหลายปีหลังจากคุณย่าเสีย จนเมื่อมีโครงการตลาดฮาลาล จึงได้ฤกษ์กลับมาลงมือใหม่อีกครั้ง โดยยังยึดสูตรเดิมอย่างเหนียวแน่น

9 อาหารมุสลิม เก่าแก่ไม่ควรพลาด ในตลาดฮาลาลเจริญกรุง 103

“ขนมบูตูทำจากข้าวสารที่เราใช้หุงนี่แหละ แต่วิธีบดจะซับซ้อนหน่อย เริ่มจากต้องแช่ข้าวก่อน แล้วนำมาตากให้แห้ง จากนั้นจึงนำไปบด รุ่นคุณย่าก็จะบดบนแท่นหินแกรนิตทรงสี่เหลี่ยม เหมือนบดสมุนไพรเลย บดแล้วร่อน ร่อนแล้วบดใหม่ ใช้เวลานานกว่าจะได้แป้งเนื้อละเอียด นำแป้งมาผสมใบเตย หรืออัญชันให้เกิดสี สอดไส้ที่ทำจากน้ำตาลมะพร้าว จากนั้นก็นำส่วนผสมมานึ่งจนสุก คุณย่าจะนึ่งทีละชิ้น ตอนนี้เราก็ยังนึ่งทีละชิ้นเช่นเดิม”

“ขนมบูตูเป็นขนมประจำชุมชนมาตั้งแต่แรกเริ่ม กรรมวิธีในการสืบทอดใช้การจดจำ ไม่ได้บันทึกไว้เป็นตำรา พอทำเสร็จแล้วก็นำมาแบ่งปันกันในชุมชนจนได้รับความนิยม เรียกได้ว่าชุมชนคือผู้อนุมัติว่าขนมนี่อร่อยแล้วหรือยัง ถ้าคนในชุมชนชื่นชอบ ก็ถือว่าสอบผ่าน พอเราสองคนมาสืบทอดต่อ แล้วคนในชุมชนบอกว่า โอ้โห นี่รสเดิมแบบย่าทำเลย เราก็รู้สึกว่าเราสอบผ่านแล้วเช่นกัน” พี่พันธุ์ สรายุธ เอ่ยเสริม

ส่วนผมชิมแล้ว ก็ให้ผ่านแบบเต็มร้อยเช่นกันครับ 

03

ขนมซูยี

ขนมสีขาวที่ดูคล้ายพุดดิ้งบรรจุอยู่ในถ้วยใบน้อย เมื่อเปิดออกดูจะได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของเครื่องเทศ ขนมซูยีนั้นเป็นขนมหวานที่ให้พลังงาน และนิยมทานกันในช่วงเดือนถือบวชหรือรอมฎอน ผู้ที่เล่าให้ผมฟังถึงตำนานขนมซูยีคือ น้องดา-ญาดา ศรีนาคาร์

“สูตรนี้คุณย่าเป็นคนสอน ตอนเด็กๆ ได้ทานฝีมือคุณย่าแล้วติดใจ เลยฝึกทำกับคุณย่า ส่วนประกอบหลักของซูยีคือแป้งซูยี ซึ่งเป็นแป้งเฉพาะของขนมชนิดนี้ เราเอาแป้งมาผัดกับนมสดแล้วเติมรสหวานด้วยนมข้น ผัดไปกวนไปจนแป้งสุก แล้วค่อยใส่ลูกเกดและเมล็ดอัลมอนด์ลงไป สูตรของที่บ้านจะเติมเม็ดกระวานลงไปด้วย โดยนำเม็ดกระวานมาตำจนละเอียด แล้วผสมไปพร้อมกับแป้งซูยี วิธีนี้จะทำให้ซูยีหอมมากขึ้น เวลาทานก็ขอแนะนำว่าให้เอาไปแช่เย็นเสียก่อน เนื้อซูยีจะกอดกัน แล้วจะนุ่มๆ เย็นๆ หนึบๆ คล้ายพุดดิ้งค่ะ”

9 อาหารมุสลิม เก่าแก่ไม่ควรพลาด ในตลาดฮาลาลเจริญกรุง 103
9 อาหารมุสลิม เก่าแก่ไม่ควรพลาด ในตลาดฮาลาลเจริญกรุง 103

นอกจากซูยีแล้ว ร้านนี้ยังมีขนมโบราณหาทานยากอย่างขนมฝักบัวด้วย ซึ่งน้องดาเล่าว่าเป็นสูตรคุณย่าอีกเช่นกัน โดยจะใช้แป้งข้าวเจ้าผสมกับน้ำตาลปี๊บ กะทิ แล้วก็กล้วยหอม วิธีการผสมคือการขยำทุกอย่างรวมกันและนวดไปเรื่อยๆ จนเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นก็พักไว้จนกว่าแป้งจะขึ้น ส่วนกระทะที่ใช้ทอดนั้น เป็นกระทะพิเศษสำหรับใช้ทอดขนมชนิดนี้ เป็นกระทะโบราณเรียกว่ากระทะใบบัว ซึ่งจะทำให้ขนมทรงกลมเกิดรอยโป่งนูนอยู่ตรงกลาง เวลาทานก็จะนิ่มๆ หนุบๆ ส่วนวงรัศมีรอบๆ จะให้ความกรอบ ที่สำคัญคือ เราจะได้กลิ่นหอมชื่นใจของกล้วยหอม

ก่อนจะเดินต่อไป ผมหันไปเห็นขนมแป้งจี่ที่กำลังส่งเสียงฉ่าจากกระทะเหล็กที่ตั้งบนเตาถ่าน พี่ไก่-ศุภารัตน์ ศรมณี ช่วยไขปริศนาเมนูนี้ว่าเป็นสูตรจากคุณแม่ ซึ่งทำมาน่าจะเกิน 50 ปีแล้ว 

“ที่ร้านจะใช้เตาถ่าน เพราะจะหอมกว่า แป้งจี่ของพี่จะใส่นมสดและไข่ลงไปด้วย ทำให้เนื้อนุ่มนวลขึ้น นอกนั้นก็มีน้ำตาล มีแป้งข้าวเหนียว จะเป็นข้าวเหนียวขาวหรือข้าวเหนียวดำก็แล้วแต่สีที่ต้องการ แล้วเราใส่มะพร้าวขูดลงไปในส่วนผสมด้วย”

งั้นรบกวนจัดมาทั้งขนมซูยี ขนมฝักบัว และแป้งจี่พร้อมกันเลยครับ ผมฟังจนเคลิ้มไปหมดแล้ว

04

ขนมครองแครงกรอบ

ครองแครงกรอบสูตรนี้ พี่ภรณ์-สุรีภรณ์ พิณประดิษฐ บอกว่าได้รับสืบทอดมาจากคุณแม่ และจุดเด่นคือเป็นครองแครงกรอบที่กรอบจริงๆ ไม่ใช่ครองแครงเหนียวหนุบหนับติดฟัน 

“สูตรของแม่พี่ต้องนวดแป้งด้วยกะทิ แล้วก็ใส่ไข่ด้วย เราจะไม่นวดด้วยน้ำเปล่าหรือน้ำมันเด็ดขาด นวดเสร็จแล้วก็หมักทิ้งเอาไว้อีกสองสามชั่วโมงให้แป้งขึ้น ก่อนเอามาคลุกกับแป้งมันซ้ำ แล้วก็หมักทิ้งไว้ รอจนแป้งเซ็ตตัว จึงนำมาทอด จากนั้นก็ฉาบ” 

9 อาหารมุสลิม เก่าแก่ไม่ควรพลาด ในตลาดฮาลาลเจริญกรุง 103

ทีนี้มาถึงช่วงสำคัญแล้วนะครับว่าฉาบอย่างไรให้กรอบ “ส่วนมากเขาจะใช้แบะแซ ซึ่งทำให้เหนียวติดฟัน แล้วกลายเป็นครองแครงเหนียวไปแทน แต่สูตรพี่ต้องใช้น้ำตาลแท้เท่านั้น ไม่ใช้อย่างอื่น น้ำตาลแท้จะฉาบได้ทั่วและไม่คืนตัว จบด้วยการโรยด้วยพริกไทย แล้วต้องโรยทั้งพริกไทยบดและพริกไทยเม็ด พริกไทยบดจะทำให้รสชาติและความหอมของพริกไทยกระจายไปทั่ว ส่วนพริกไทยเม็ดทำให้กรุบและรสชาติน่าตื่นเต้น”

โอ้โห กรอบจริงๆ ด้วยครับ ผมหยุดไม่ได้แล้ว…ช่วยด้วย !!!

05

ขนมหัวเราะ

ขนมชื่ออารมณ์ดีชนิดนี้ พี่มาเรียม-มาเรียม ศรีนาคาร์ เป็นผู้สืบทอดมาจากคุณแม่ และเป็นขนมสายพันธุ์พิเศษ ที่ผสานเอาความหนึบของโดนัทและความกรุบของคุกกี้มารวมไว้ด้วยกัน สาเหตุที่เรียกว่าขนมหัวเราะ ก็เพราะรอยแยกที่ปรากฏอยู่บนขนมนั้นช่างเหมือนคนกำลังหัวเราะเสียจริงๆ

9 อาหารมุสลิม เก่าแก่ไม่ควรพลาด ในตลาดฮาลาลเจริญกรุง 103
9 อาหารมุสลิม เก่าแก่ไม่ควรพลาด ในตลาดฮาลาลเจริญกรุง 103

“หลักการสำคัญคือแป้งต้องร่อน ไม่ชื้น ไม่เช่นนั้นจะไม่กอดตัวเป็นก้อน ไข่ต้องใช้ไข่สด ส่วนเนยก็ต้องละลายแล้วถึงนำมาผสมแป้งให้ทั่ว ใส่น้ำตาลพอเหมาะ อย่าให้หวานไป เพราะแป้งเองก็มีความหวานอยู่แล้ว การทอดนั้นสำคัญที่สุด เพราะจะทำให้เกิดเป็นรอยแตกเหมือนคนกำลังหัวเราะ ต้องใช้ไฟปานกลาง และใช้เวลาทอดนานหน่อย จึงจะหัวเราะออกมาพอดี ถ้าจะทานให้ครบสูตรดั้งเดิมก็ควรจะทานกับชานมร้อนๆ”

ความจริงทานเปล่าๆ ก็อร่อยแล้วล่ะครับ ว่าแล้วผมก็เหลือบมองถุงขนมหัวเราะที่ว่างเปล่าในฝ่ามือ หลังจากที่ผมเพิ่งจัดการชิ้นสุดท้ายไปเมื่อวินาทีที่แล้ว

06

ข้าวยำ

หากไปถามชาวชุมชนสวนหลวง 1 ว่าข้าวยำร้านไหนเด็ด ทุกคนจะผายมือไปที่ร้านของ ป้าอ้อน-ฉะอ้อน บูชาวงศ์ เพราะน้ำปรุงที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ และเป็นสูตรดั้งเดิมที่ป้าอ้อนรับต่อมาจากคุณป้า 

“น้ำปรุงสูตรของป้าต้องใช้ทั้งหัวปลาอินทรีกับปลาทูเค็ม ทุบตะไคร้ใส่ลงไป ใส่ข่า ใส่ใบมะกรูด ใส่น้ำตาล ทั้งหมดลงไปรวมอยู่หม้อเดียวกัน แล้วก็เคี่ยวไปเรื่อยๆ ต้องใจเย็นๆ ค่อยๆ เคี่ยวไปเรื่อยๆ ถึงจะได้น้ำปรุงรสอร่อย”

9 อาหารมุสลิม เก่าแก่ไม่ควรพลาด ในตลาดฮาลาลเจริญกรุง 103
9 อาหารมุสลิม เก่าแก่ไม่ควรพลาด ในตลาดฮาลาลเจริญกรุง 103

ที่สำคัญ ผักหลายชนิดไม่ว่าตะไคร้ ถั่วงอก หรือดอกอัญชัน ที่เป็นส่วนประกอบของข้าวยำนั้น มาจากสวนน้อยๆ หลังบ้านป้าอ้อนนี่เอง 

“ข้าวยำเป็นอาหารที่คนใต้กินกันมานานแล้ว เวลาทานข้าวยำคือต้องยำรวมกัน ต้องใส่ผักทุกชนิดคลุกไปกับข้าวสวย แล้วก็คลุกรวมกับน้ำปรุงอีกครั้ง ทานพร้อมๆ กันไปถึงจะอร่อย”

ไม่ใช่อร่อยอย่างเดียวนะครับ เมนูนี้ได้สุขภาพด้วย เพราะเป็นอาหารที่คลีนมากๆ เลยครับ

07

ยำทวาย

พี่จอย-สลักจิต ผดุงคำ บอกผมว่ายำทวายสูตรนี้มาจากมะหรือคุณแม่ สันนิษฐานว่าได้รับสูตรต่อมาจากเพื่อนบ้านชาวพม่าที่เข้ามาอาศัยในชุมชนนี้เมื่อนานมาแล้ว และเป็นสูตรที่พี่จอยต้องทดลองทำอยู่นานกว่า 6 เดือน มะจึงอนุมัติว่าผ่าน

“คนโบราณนี่แม่นจริงๆ เขาชิมแล้วรู้เลยว่าอะไรขาดอะไรเกิน เวลามะบอกให้เพิ่มรสนั้นขึ้นอีกนิด รสนี้อีกหน่อย คำว่านิดกับหน่อยเนี่ยทำเอาพี่แทบถอดใจ เพราะกะยากมาก กว่ามือเราจะแม่นเท่าเขา” พี่จอยเล่าพร้อมรอยยิ้ม แต่ผลพวงจากความอุตสาหะในวันนั้นได้ส่งผลแล้วในวันนี้ เพราะยำทวายกลายเป็นหนึ่งในเมนูฮิตของตลาดไปแล้ว

“ยำทวายเป็นงานละเอียด อย่างหั่นผักบุ้งนี่ ไม่ใช่ซอยง่ายๆ เลยนะ ต้องฝานให้บางเฉียบ และหั่นเป็นเส้นริ้วๆ กว่าจะหั่นเสร็จก็สักสามชั่วโมง นี่ขนาดช่วยกันสองคนนะ”

9 อาหารมุสลิม เก่าแก่ไม่ควรพลาด ในตลาดฮาลาลเจริญกรุง 103
9 อาหารมุสลิม เก่าแก่ไม่ควรพลาด ในตลาดฮาลาลเจริญกรุง 103

ความอร่อยของยำทวายมาจากน้ำปรุงเข้มข้น รสจัด ที่ช่วยเพิ่มรสให้กับความจืดของผักได้เป็นอย่างดี น้ำปรุงทำจากถั่วบดจำนวนมาก นำมาเคี่ยวกับน้ำมะขามเปียก น้ำปลา น้ำตาลปี๊บ แล้วโรยเกลือปรุงรสอีกนิดหน่อย การเคี่ยวต้องใช้เวลานับชั่วโมงอีกเช่นกัน เพื่อให้ส่วนผสมแตกมัน ผักที่ทานร่วมกับน้ำปรุงรสเด็ดนี้ ประกอบด้วยผักบุ้ง หัวปลี มะเขือยาว ถั่วฝักยาว และพริกชี้ฟ้า และก่อนทานก็ต้องโรยงาขาวคั่วสักนิด รับรองจะติดใจ

งานละเอียดพิถีพิถันเช่นนี้ สมควรแล้วที่จะเป็นอาหารเด็ดอีกเมนูของชุมชน

08

รอยะ

สิ่งที่สะดุดตาที่สุดเมื่อแวะมาที่แผงรอยะของ ป้าฝัก-สุนี ศรีสุวรรณ คืออุปกรณ์ครับ ไม้บดที่เป็นเอกลักษณ์นั้นทำจากรากไผ่ ทรงโค้ง ปลายทู่ ขนาดเหมาะมือ เพื่อจะใช้บดส่วนผสมให้ละเอียดและถึงรส ส่วนภาชนะที่ใช้ปรุงรอยะนั้นก็ควรได้รับรางวัลอุปกรณ์ดีเด่นเช่นกัน เพราะป้าเอาโอ่งดินเผามาเลื่อยออก แล้วเอาแต่ก้นโอ่งมาใช้เป็นอ่างปรุงรอยะ อย่างอ่างที่ใช้อยู่นี้มีอายุกว่า 50 ปีแล้ว

รอยะของป้าฝักมีคนต่อแถวแน่นตลอดเวลา และทุกๆ ออร์เดอร์นั้น ป้าฝักจะลงมือทำอย่างตั้งใจ

“ป้าได้สูตรรอยะมาจากแม่ ส่วนประกอบก็มีกะปิ ต้องเอากะปิดีมาปิ้งให้หอม อย่าอบเตาอบนะ ต้องปิ้งเตาถ่านเท่านั้น นอกจากกะปิก็มีน้ำตาลปี๊บ เกลือเม็ด มันกุ้ง มะขามเปียกต้องเอามาต้มให้สุกก่อน เวลาทานจะได้ไม่ปวดท้อง”

9 อาหารมุสลิม เก่าแก่ไม่ควรพลาด ในตลาดฮาลาลเจริญกรุง 103
9 อาหารมุสลิม เก่าแก่ไม่ควรพลาด ในตลาดฮาลาลเจริญกรุง 103

ผักที่ใส่มี 5 ชนิด ได้แก่ มะละกอดิบ มันเทศ แครอท แตงกวา และมันแกว ทั้งหมดนี้เอามาฝานเป็นแผ่นบางๆ หากไม่ครบทั้ง 5 ชนิดไม่ถือว่าเป็นรอยะแท้ เมื่อก่อนจะใส่ลูกยอกับกล้วยตานีดิบลงไปด้วย “แต่คนยุคใหม่ทานกันไม่เป็น ป้าก็ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย” ป้าฝักเล่าถึงรอยะเวอร์ชัน 4.0 

ที่สำคัญ เราได้ลองสืบค้นมาแล้วแต่ยังไม่เคยพบว่ามีรอยะต้นฉบับเช่นนี้ขายที่ไหน ป้าฝักจึงอาจเป็นมือวางอันดับหนึ่งรอยะเพียงคนเดียวในประเทศไทยก็เป็นได้

ถ้าอย่างนั้นผมต้องเบิ้ลรอยะอีกกระทงแล้วล่ะครับ

09

โรตีโรย

รสจัดจี๊ดจ๊าดของรอยะทำให้ผมอยากหาอะไรหวานๆ ทานเสียหน่อย พี่นาเลยชวนไปที่ร้านโรตีโรยที่มี น้องมิ้นต์-ชมาพร วิศาลวรรณ์ กำลังโรยแป้งลงบนกระทะเหล็ก ระหว่างที่น้องมิ้นต์กำลังสาธิต ผมเลยชวนพี่นามาเป็นผู้ไขปริศนาเมนูนี้

“โรตีโรยมาจากชวา ส่วนประกอบสำคัญคือแป้งสาลี ไข่ นม และเกลือ นำมาตีรวมกันจนได้เนื้อละเอียด เมื่อก่อนเราจะใช้กระป๋องนมข้นเจาะรูเพื่อใช้โรยแป้ง ไม่ได้ใช้อุปกรณ์อย่างทีเห็นอยู่”

9 อาหารมุสลิม เก่าแก่ไม่ควรพลาด ในตลาดฮาลาลเจริญกรุง 103
9 อาหารมุสลิม เก่าแก่ไม่ควรพลาด ในตลาดฮาลาลเจริญกรุง 103

โรตีโรยเป็นเมนูที่เด็กๆ ชอบ เพราะจะได้ลองหัดโรยให้เป็นรูปต่างๆ ถือเป็นความสนุกในวัยเด็ก เมื่อก่อนจะทานกับแกงที่ทำจากถั่ว แต่ปัจจุบันนี้นำมาทานกับนมข้นหวาน และมักทานกันในช่วงเดือนถือบวชหรือเดือนรอมฎอน เพราะให้พลังงานและอิ่มท้อง การโรยต้องอาศัยทักษะพอสมควร จึงจะได้แผ่นตาข่ายลายสวย ที่มีเส้นแป้งบางเฉียบกระจายไปทั่ว และได้ขนาดที่พอเหมาะ เมื่อน้องมิ้นต์ทำเสร็จแล้ว ผมก็ไม่รีรอที่จะชิมโรตีโรยเป็นเมนูปิดท้ายในวันนี้

ผมกล่าวอำลาพี่นาด้วยความขอบคุณเป็นอย่างยิ่งที่กรุณาสละเวลามาพาผมตระเวนไปทั่วชุมชนสวนหลวง 1 เพื่อรับฟังตำนานอันน่าตื่นใจของอาหารจานอร่อย ที่ทุกคนตั้งใจรักษาสูตรเด็ดของครอบครัวไว้ไม่ให้สูญหาย ตลาดเล็กๆ แห่งนี้ช่วยอนุรักษ์วิถีชุมชนดั้งเดิมไว้ให้คงอยู่ พลังความรักและสามัคคีของคนทั้งชุมชนเป็นเสน่ห์ที่สัมผัสได้ และผมก็สัญญากับพี่นาว่าผมจะกลับมาอีกเหมือนที่ผมเคยปฏิบัติมา เสาร์อาทิตย์ต้นเดือนหน้า เรามีนัดกันที่ตลาดริมคลองเจริญกรุง 103 นะครับ

ส่งท้ายก่อนสลายตัว : ตลาดฮาลาล หรือตลาดริมคลองเจริญกรุง 103 มีประจำทุกวันเสาร์- อาทิตย์สัปดาห์แรกของทุกเดือน โดยจะมีขึ้นอีกในวันที่ดังต่อไปนี้ 

  • 3 และ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2563
  • 31 ตุลาคม และ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563
  • 5 และ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2563

ติดตามรายละเอียดได้ทาง Facebook ตลาดริมคลองเจริญกรุง 103

ขอขอบคุณคุณจิตรลัดดา แสงน้อยอ่อน ประธานตลาดริมคลองเจริญกรุง 103 ชุมชนสวนหลวง 1 และผู้ร่วมให้สัมภาษณ์ทุกท่าน

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Take Me Out

ออกไปทำความรู้จักเมืองในมุมใหม่ด้วยคอนเซปต์หลากหลาย

ถ้าตั้งโจทย์ให้เราชาวไทยนึกชื่อเมืองหรือรัฐในมาเลเซียมาชื่อสักหนึ่ง ‘ปีนัง (Penang)’ คงมาแรงติดอันดับ 1 หรือ 2 ของยอดรวมคำตอบ

คงเป็นด้วยประเทศของเราผูกพันกับปีนังมายาวนาน ไม่ใช่แค่เพราะอยู่ใกล้พรมแดนไทยจนนักท่องเที่ยวบ้านเราชอบจับรถข้ามด่านจากสงขลาไปเริงร่าบนเกาะปีนังเป็นอาจิณ หากแต่เกาะเล็ก ๆ ในแหลมมลายูแห่งนี้ยังเคยเป็นดินแดนของสยามในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เกาะนี้จึงมีชื่อเป็นไทยว่า ‘เกาะหมาก’ ซึ่งแปลมาจากชื่อ ‘ปูเลาปีนัง (Pulau Pinang)’ ในภาษามลายูอีกด้วย

อดีตเกาะกลางทะเลอันดามันที่รกเรื้อด้วยต้นหมาก ดำเนินมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์เมื่ออังกฤษเลือกเช่าเกาะนี้ไว้เป็นเมืองท่าเสรีใน ค.ศ. 1786 เกาะปีนังเริ่มขยายตัวเป็นเมืองท่าชั้นเอกที่พร้อมอ้าแขนรับการมาเยือนของอาคันตุกะจากแดนไกล ผู้คนหลากเชื้อชาติทั้งจีน มลายู อินเดีย ตะวันตก ฯลฯ ดั้นด้นมาสร้างชีวิตใหม่โดยไม่ทิ้งรากเหง้าเดิมของตน ส่งผลให้ปีนังเป็นเบ้าหลอมทางวัฒนธรรมหม้อใหญ่ ซึ่งควบรวมคนต่างศาสนา ต่างชาติพันธุ์ ต่างวิถีชีวิต มาอาศัยอยู่ร่วมกัน

เห็นได้จากวัดวาอารามทั้ง 10 แห่งที่เลือกสรรมาทั้งความงาม ความเก่า และความขลัง ทั้งยังช่วยฉายภาพให้เห็นมรดกทางวัฒนธรรมอันรุ่มรวยของรัฐปีนังได้เป็นอย่างดี

01

Kek Lok Si Temple

วัดพุทธใหญ่ที่สุดในมาเลเซีย

Kek Lok Si Temple วัดพุทธใหญ่ที่สุดในมาเลเซีย

ท่ามกลางหุบเขาอันสลับซับซ้อนของเขตอาเยอร์อีตัม (Ayer Itam) บนเกาะปีนัง ยังมีอารามใหญ่ในพุทธศาสนาอยู่แห่งหนึ่ง ซึ่งนำพาผู้แสวงบุญและนักท่องเที่ยวมาเยือนปีละหลายหมื่นคน

ประวัติของวัดใหญ่แห่งนี้ย้อนกลับไปได้ถึงปลายศตวรรษที่ 19 สมัยที่ พระอาจารย์เบี่ยวเลี่ยน ภิกษุจากมณฑลฮกเกี้ยนเดินทางมาจำพรรษาที่ปีนัง ท่านค้นพบเขาลูกหนึ่งซึ่งมีลักษณะคล้ายนกกระเรียนกำลังกางปีก ทำเลดีตามหลักฮวงจุ้ย จึงตัดสินใจสร้างวัดขึ้นบนเขาลูกนี้ พร้อมทั้งให้ชื่อเป็นภาษาจีนฮกเกี้ยนว่า ‘เก๊กลกซี (Kek Lok Si)’ แปลว่า วัดแห่งแดนสุขาวดีพุทธเกษตร

การก่อสร้างเริ่มต้นใน ค.ศ. 1891 สิ้นสุดเมื่อ ค.ศ. 1905 เพียง 1 ปีก่อนที่พระอาจารย์เบี่ยวเลี่ยนจะมรณภาพ ในสมัยของเจ้าอาวาสรูปที่สอง ทางวัดได้สร้างเจดีย์องค์ใหญ่ คือ ‘เจดีย์หมื่นพุทธ’ ที่สูงถึง 100 ฟุต มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ คือส่วนล่างสร้างด้วยศิลปะจีน ส่วนกลางเป็นศิลปะไทย และส่วนยอดเป็นศิลปะพม่า เพื่อแสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของพุทธศาสนาซึ่งไม่แบ่งแยกเชื้อชาติหรือนิกายของผู้นับถือ

10 วัดน่าเที่ยวในปีนัง รัฐพหุวัฒนธรรมแห่งมาเลเซียที่มีครบทั้งวัดจีน อินเดีย พม่า ไทย

ด้วยเนื้อที่รวมทั้งสิ้นกว่า 30 เอเคอร์ ทำให้วัดเก๊กลกซีรั้งตำแหน่งวัดในพุทธศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในมาเลเซียอย่างไร้คู่ท้าชิง นอกเหนือจากเจดีย์หมื่นพุทธอันโอฬาร ที่นี่ยังเนืองนองไปด้วยสถาปัตยกรรมที่งดงามอีกหลายหลัง ไม่ว่าจะเป็นหอพระโพธิสัตว์ หอเทวะ รวมถึงหอเก็บพระไตรปิฎก อันเป็นที่เก็บรักษาพุทธศิลป์ทั้งพระพุทธรูป จิตรกรรม งานแกะสลัก อื่น ๆ อีกมากมายสุดจะคณานับได้

จึงเป็นเรื่องเข้าใจได้ที่วัดเก๊กลกซีกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับแรก ๆ ที่ผู้คนปักหมุดในใจเมื่อไปเยือนปีนัง ว่ากันว่างานฉลองเทศกาลตรุษจีนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในปีนังก็จัดขึ้นที่วัดนี้ โดยทางวัดจะประดับโคมไฟนับพันดวงตลอดทุกค่ำคืนช่วงเทศกาล

ที่ตั้ง : Kek Lok Si Temple, 11500 Ayer Itam, Pulau Pinang (แผนที่)

เวลาทำการ : ทุกวัน 08.00 – 17.00 น.

02

Goddess of Mercy Temple

ศาลเจ้าแห่งแรกในปีนัง

รัฐปีนังเป็นรัฐเดียวในมาเลเซียที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นคนเชื้อสายจีน ศาลเจ้าและวัดจีนที่นี่เลยมีมากกว่าศาสนสถานของคนเชื้อชาติศาสนาอื่น แต่ในบรรดาศาลเจ้าที่มีเยอะเป็นพะเรอเกวียนนั้น ยากจะหาศาลใดที่มีอายุอานามเทียบเคียงวัดแม่กวนอิมริมถนน Jalan Masjid Kapitan Keling ได้

ศาลเจ้าแม่กวนอิม หรือ ‘กวนยินเต้ง (Kuan Yin Teng)’ ในภาษาจีนฮกเกี้ยนสำเนียงปีนัง คือศาลเจ้าจีนที่เก่าที่สุดในปีนังเท่าที่มีการบันทึกไว้ ป้ายจารึกในศาลได้ระบุปีสร้างไว้ที่ ค.ศ. 1800 มีผู้สร้างเป็นชาวจีนกวางตุ้งและฮกเกี้ยนที่พำนักอยู่ปะปนกันในย่านนี้ เป็นเหตุให้ศาลนี้มีอีกชื่อว่า ‘กองฮกเกียง (Kong Hock Keong)’ หมายถึงศาลเจ้าของชาวกวางตุ้งและฮกเกี้ยน

Goddess of Mercy Temple ศาลเจ้าแห่งแรกในปีนัง

ร่ำลือกันว่าในอดีตเทพเจ้าที่เป็นประธานในศาลนี้คือ ‘เจ้าแม่มาจู่’ เทพีแห่งท้องทะเลผู้คุ้มครองชาวประมงและนักเดินเรือ แต่หลังการบูรณะครั้งหนึ่ง ชาวบ้านได้เปลี่ยนเทพประธานในศาลเป็นเจ้าแม่กวนอิมหรือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรผู้เปี่ยมเมตตาแทน

ไหว้ขอพรเจ้าแม่กวนอิมกันเสร็จแล้ว อย่าลืมสำรวจศาลให้ทั่ว เพราะที่นี่ยังมีทวยเทพให้กราบไหว้อีกมาก อาทิ เทพเจ้ากวนอู เทพเจ้าที่ตั่วแป๊ะกง และอีกหลายองค์ทั้งในคติพุทธศาสนาและลัทธิเต๋า ความศรัทธาที่มหาชนมีต่อศาลเจ้าเก่าแก่แห่งนี้วัดได้จากธูปมังกรดอกยักษ์ที่มักถูกจุดจนควันโขมงทั้งวัน คนมาทำบุญเนืองแน่น ตลอดจนผู้ยากไร้ตั้งแถวรอรับทานจนเป็นภาพจำของที่นี่

ที่ตั้ง : 30 Jalan Masjid Kapitan Keling, 10200 George Town, Pulau Pinang (แผนที่)

เวลาทำการ : ทุกวัน 08.00 – 18.00 น.

03

Khoo Kongsi

ศาลเจ้าประจำกงสีตระกูลคู

Khoo Kongsi ศาลเจ้าประจำกงสีตระกูลคู

กงสี’ ในความรู้สึกของคนไทยสมัยนี้อาจหมายความแค่ธุรกิจครอบครัวจีน

ทว่ากงสีในความหมายของมาเลเซียและสิงคโปร์คือบริษัทกึ่งสมาคมที่เกื้อกูลคนในวงศ์ตระกูลเดียวกัน ให้ลองภาพชาวจีนพลัดถิ่นจากแผ่นดินใหญ่ เมื่ออพยพมายังแดนโพ้นทะเลที่ห่างไกล ก็จำต้องมุ่งหน้าหาสมาคมตระกูลตนเองเพื่อยึดไว้เป็นที่พึ่ง

สกุลคู (Khoo Clan) ถือเป็น 1 ใน 5 แซ่ที่เรืองอิทธิพลอำนาจที่สุดในปีนังยุคอาณานิคม แต่ที่พิเศษกว่านั้นคือ กงสีของพวกเขาได้ชื่อว่าใหญ่โตและวิจิตรพิสดารที่สุดในประเทศ

ตำนานขานไขว่าผู้สถาปนาคูกงสีในปีนังได้สร้างอาคารกงสีหลังแรกของพวกตนใน ค.ศ. 1851 ด้วยรูปแบบทางศิลปะที่งามอย่างหาใดเปรียบ แต่แล้วอาคารหลังนั้นก็ถูกฟ้าผ่าจนไม่เหลือชิ้นดีในอีก 50 ปีให้หลัง ผู้คนเชื่อกันว่าเป็นเพราะอาคารหลังนั้นสร้างออกมางามเทียมหน้าพระราชวัง สวรรค์จึงลงโทษค่าที่ไม่เจียมฐานะ ชาวสมาชิกคูกงสีจึงสร้างอาคารหลังใหม่ให้ลดระดับความอลังการลงมา

10 วัดน่าเที่ยวในปีนัง รัฐพหุวัฒนธรรมแห่งมาเลเซียที่มีครบทั้งวัดจีน อินเดีย พม่า ไทย

พึงระลึกว่ากงสีประจำตระกูลคูที่เห็นอยู่ในวันนี้คือหลังที่ถูกลดราความวิจิตรลงแล้ว หากเป็นหลังแรกที่มอดไหม้ไปจะสวยกว่านี้สักเพียงไหน

หอบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นี่ดูเด่นด้วยเครื่องยอดหลังคาประดับกระเบื้องเคลือบและคานไม้ที่ล้วนสลักเสลาอย่างละเอียดลออด้วยน้ำมือช่างระดับปรมาจารย์จากเมืองจีน ภายในตั้งบูชาเทวทูตสวรรค์ ‘อ๋องซุ้นไต่ส่าย’ ซึ่งชาวจีนแคะแซ่คูในมณฑลฮกเกี้ยนนับถือเป็นเจ้าประจำตระกูล ป้ายวิญญาณของบรรพชนชาวสมาชิกกงสีผู้ล่วงลับก็จัดเรียงไว้ในอาคารหลังนี้เช่นเดียวกัน

ปัจจุบันอาคารคูกงสีเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ ใต้ส่วนที่เป็นศาลเจ้าจัดแสดงนิทรรศการบอกเล่าความเป็นมาของตระกูลรวมถึงงานศิลปะภายในตัวอาคารอย่างหมดเปลือก

ที่ตั้ง : 18 Cannon Square, 10200 George Town, Pulau Pinang (แผนที่)

เวลาทำการ : ทุกวัน 09.00 – 17.00 น.

ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ 10 ริงกิต, เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี 1 ริงกิต, เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ไม่คิดค่าเข้าชม

04

Choo Chay Keong Temple

ศาลเจ้าประจำกงสีตระกูลยับ

Choo Chay Keong Temple ศาลเจ้าประจำกงสีตระกูลยับ

เทียบจากขนาดและสมาชิก กงสีของตระกูลยับ (Yap Kongsi) อาจดูต่ำต้อยเมื่อเทียบกับกงสีของตระกูลอื่นในปีนัง หากความงามทางศิลปกรรมที่ไม่ด้อยกว่าที่อื่น ประกอบกับทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่ใจกลางย่านเมืองเก่าจอร์จทาวน์อันเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง ก็ช่วยเพิ่มความน่าเยี่ยมยลให้ที่นี่อีกเป็นกอง

แซ่ ‘ยับ (Yap)’ เป็นภาษาจีนแคะ เรียกเป็นภาษาจีนกลางว่า ‘เย่ (Ye)’ สำเนียงที่ใช้ออกชื่อบอกให้รู้ได้ว่า สมาชิกตลอดจนผู้ก่อตั้งกงสีนี้โดยมากเป็นชาวจีนแคะจากมณฑลฮกเกี้ยน อย่างไรเสีย กงสีสกุลยับก็เปิดรับพี่น้องร่วมแซ่ชาวแต้จิ๋ว กวางตุ้ง และไหหลำ ให้เข้ามาเป็นสมาชิกได้โดยไม่เกี่ยงงอน

10 วัดน่าเที่ยวในปีนัง รัฐพหุวัฒนธรรมแห่งมาเลเซียที่มีครบทั้งวัดจีน อินเดีย พม่า ไทย

ติดกับอาคารที่ทำการของยับกงสี คือศาลเจ้าจู่เจเกียง (Chu Chae Keong Temple) ภายในบูชาเทพเจ้าประจำตระกูลยับ นามว่า ‘หุ่ยเต๊กจุนอ๋อง’ ตัวศาลได้รับการบูรณะให้สวยงามในทศวรรษ 1990 โดยมีจุดเด่นอยู่ที่เสาและผนังอาคารหินอ่อนที่สลักลายมังกรพันได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ

ที่ตั้ง : 71 Lebuh Armenian, 10300 George Town, Pulau Pinang (แผนที่)

เวลาทำการ : ทุกวัน 09.00 – 17.00 น.

05

Sri Mahamariamman Temple

วัดแขกเมืองจอร์จทาวน์

Sri Mahamariamman Temple วัดแขกเมืองจอร์จทาวน์

ตอนใต้ของย่านเมืองเก่าจอร์จทาวน์เป็นที่ตั้งของชุมชนชาวอินเดียซึ่งมีประวัติยาวนานที่สุดแห่งหนึ่งในมาเลเซีย เป็นที่รู้จักในระดับสากลว่า ‘ลิตเติลอินเดีย (Little India)’ ชาวบ้านร้านถิ่นในย่านนี้เป็นชาวทมิฬ (Tamils) ย้ายถิ่นมาจากรัฐที่อยู่ใต้สุดของอินเดียรวมไปถึงศรีลังกาเมื่อร้อยกว่าปีก่อน

ท่ามกลางกลิ่นเครื่องเทศหอมอวล สีสันสดสวยของแพรพรรณส่าหรี สถานที่แห่งหนึ่งซึ่งบอกเล่าความเก่าแก่ของชุมชนอินเดียได้ดีที่สุดคงเป็น วัดศรีมหามารีอัมมัน (Sri Mahamariamman) เทวสถานฮินดูนิกายศักติ ได้รับการขนานนามว่าเป็นวัดฮินดูแห่งแรกในปีนัง

ผู้ใดเคยเห็นชื่อภาษาอังกฤษของวัดพระศรีมหาอุมาเทวีที่ถนนสีลม คงพลอยสะดุดตากับชื่อวัดนี้ที่เหมือนกันทุกตัวอักษร นั่นเพราะทั้งสองวัดสร้างอุทิศแด่พระแม่มารีอัมมัน (Mariamman) เทวีแห่งฝนผู้ทรงขจัดปัดเป่าโรคฝีดาษ เป็นเทพท้องถิ่นที่ชาวทมิฬอินเดียใต้เชื่อว่าเป็นปางหนึ่งของพระแม่อุมาเทวี

10 วัดน่าเที่ยวในปีนัง รัฐพหุวัฒนธรรมแห่งมาเลเซียที่มีครบทั้งวัดจีน อินเดีย พม่า ไทย

แรกเริ่มวัดนี้เคยเป็นเพียงศาลบูชาขนาดเล็ก ไม่มีประวัติว่าสร้างโดยใครและเมื่อใด แต่น่าจะมีการทำพิธีบูชามาตั้งแต่ ค.ศ. 1801 เป็นอย่างช้า มาขยายเป็นวัดใหญ่โตเมื่อ ค.ศ. 1833 และที่มีสภาพเช่นปัจจุบันนี้ เป็นผลมาจากการบูรณะครั้งใหญ่ใน ค.ศ. 1933 อันเป็นปีที่วัดมีอายุครบศตวรรษ

เช่นเดียวกับ ‘วัดแขกสีลม’ ในกรุงเทพฯ วัดศรีมหามารีอัมมันแห่งนี้รังสรรค์ขึ้นด้วยศิลปกรรมของชนชาติทมิฬในอินเดียใต้ มีจุดสังเกตอยู่ที่ ‘โคปุระ’ หรือซุ้มประตูทางเข้าออก และ ‘วิมาน’ คือยอดอาคารที่ประดิษฐานเทวรูปชั้นใน ทำเป็นทรงสูงชะลูด ลงสีสันสดใส ประดับประดาด้วยรูปเทพเจ้า อสูร สิงสาราสัตว์

วัดศรีมหามารีอัมมันยังรักษาขนบธรรมเนียมเดิมของวัดฮินดูอยู่ คือจะเปิดประตูแค่ช่วงทำพิธีภาคเช้าและเย็น ทุกครั้งที่วัดเปิดจะมีชาวมาเลเซียเชื้อสายอินเดียมาสักการะบวงสรวงจนแน่นขนัดราวกับมีงานประจำปี คนต่างศาสนาสามารถเข้าร่วมพิธีและเยี่ยมชมวัดได้ แต่พึงสำรวมกิริยาและงดถ่ายภาพภายในวัด

ที่ตั้ง : Lebuh Queen, 10450 George Town, Pulau Pinang (แผนที่)

เวลาทำการ : ทุกวัน 06.30 – 12.00 น. และ 16.30 – 21.00 น.

06

Wat Chaiyamangalaram

วัดไทยที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3

Wat Chaiyamangalaram วัดไทยที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3

ตระเวนเที่ยววัดในศาสนาวัฒนธรรมอื่นมาหลายที่ ต่อมความคิดถึงบ้านในตัวชักจะกำเริบ เลยอยากนำท่านผู้อ่านที่รัก มาแวะพักกายใจในวัดที่ให้ความรู้สึกเหมือน ‘บ้าน’ มากที่สุด

ความที่ ‘เกาะปีนัง’ หรือ ‘เกาะหมาก’ เคยเป็นของสยามมาก่อน จึงมีชาวสยามอาศัยอยู่ไม่น้อย แม้ในวันที่ปีนังถูกเปลี่ยนมือไปอยู่ใต้ธงยูเนียนแจ็กของจักรวรรดิอังกฤษ พี่น้องชาวสยามที่ภาษามลายูให้นามว่า ‘โอรัง เซียม (Orang Siam)’ ก็ยังอยู่ที่นั่น สืบสานวิถีความเป็นอยู่อย่างชาวไทยพุทธสืบมาจนวันนี้

ย้อนไปใน ค.ศ. 1795 ที่อังกฤษเพิ่งครอบครองปีนังได้ไม่นาน มีรายงานว่าบนเกาะมีชาวสยามที่นับถือพุทธอยู่ถึง 40,000 ชีวิต เพื่อรอมชอมกับอาณาจักรรัตนโกสินทร์ที่เคยปกครองปีนังและคนเหล่านี้มาก่อน สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย แห่งอังกฤษ จึงพระราชทานที่ดินให้ชาวสยามตั้งชุมชนอยู่

วัดไชยมังคลารามสร้างขึ้นใน พ.ศ. 2388 ตรงกับช่วงปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายใต้การนำของพระสงฆ์นามว่า พ่อท่านกรวด มีรูปหล่อปิดทองของท่านอยู่หน้าพระอุโบสถ

10 วัดน่าเที่ยวในปีนัง รัฐพหุวัฒนธรรมแห่งมาเลเซียที่มีครบทั้งวัดจีน อินเดีย พม่า ไทย

ความน่าตื่นตาของวัดนี้อยู่ที่วิหารพระนอนซึ่งปากทางเข้าเรียงรายด้วยประติมากรรมไทย เริ่มด้วยพญานาคเจ็ดเศียร กินนร มังกร ยักษ์เฝ้าประตู ดุจดังเฝ้าอารักขาพระพุทธรูปปางไสยาสน์องค์ใหญ่ จากยอดพระเศียรถึงพระบาทวัดความยาวได้ 33 เมตร ได้รับการถวายพระนามว่า ‘พระพุทธชัยมังคลาราม’ โดย พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เมื่อคราวเสด็จประพาสปีนังเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2505

เมื่อก่อนพระพุทธรูปองค์นี้เคยเป็นพระพุทธรูปไสยาสน์ที่ใหญ่ที่สุดในมาเลเซีย ทว่าภายหลังเมื่อมีการสร้างพระพุทธรูปปางไสยาสน์ยาว 40 เมตรที่รัฐกลันตัน พระพุทธชัยมังคลารามจึงตกอันดับไป

ถ้าไม่นับชาวสยามหรือชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยที่เป็นผู้สร้างวัดแล้ว วัดไทยแห่งนี้ยังได้รับการอุปถัมภ์ค้ำชูโดยชาวพม่า ชาวจีน รวมถึงชาวอินเดียผู้มีศรัทธาในพุทธศาสนาเถรวาทแบบไทย เหตุนี้วัดไชยมังคลารามจึงคับคั่งด้วยผู้คนหลายเชื้อชาติ ไม่ใช่แค่ชาวสยามในปีนังเท่านั้น

ที่ตั้ง : 17 Lorong Burma, 10250 Georgetown, Pulau Pinang (แผนที่)

เวลาทำการ : ทุกวัน 06.00 – 17.30 น.

07

Dhammikarama Burmese Temple

วัดพม่าหนึ่งเดียวในปีนัง

Dhammikarama Burmese Temple วัดพม่าหนึ่งเดียวในปีนัง

ไทยกับเมียนมาอยู่ติดกันฉันใด วัดไทยกับวัดพม่าในปีนังก็อยู่ใกล้กันฉันนั้น เพียงเดินข้ามถนนที่อยู่หน้าวัดไชยมังคลารามของชาวสยามไปไม่กี่ก้าว ก็จะพบวัดธัมมิการามของชาวพม่าตั้งเด่นอยู่ในสายตา

จุดกำเนิดของวัดธัมมิการามสืบไปได้ถึง ค.ศ. 1803 นำมาซึ่งสถิติต่าง ๆ มากมาย อาทิ วัดพม่าที่เก่าที่สุดในมาเลเซีย วัดพม่าแห่งเดียวในรัฐปีนัง และวัดพุทธที่เก่าที่สุดแห่งหนึ่งของที่นี่

แม้จะตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับวัดไทยที่สร้างขึ้นภายหลัง หากทว่าศิลปะการตกแต่งของวัดทั้งสองแห่งชี้ชัดอยู่ในตัว โดยศิลปะภายในวัดธัมมิการาม ทั้งตัวสถาปัตย์ จิตรกรรมฝาผนัง พุทธศิลป์บนองค์พระพุทธรูป จะแบบพม่าแท้ ๆ มีสิงห์เฝ้าขนาบข้างประตูวิหารสำคัญ รูปเคารพภิกษุณีคนสำคัญซึ่งไม่ได้รับความนิยมในวัฒนธรรมไทย ตลอดจนสัตว์ในตำนานอย่าง ‘พญาลวง’ ที่ดูคล้ายคชสีห์ หากมีปีกและขา 4 ข้าง

10 วัดน่าเที่ยวในปีนัง รัฐพหุวัฒนธรรมแห่งมาเลเซียที่มีครบทั้งวัดจีน อินเดีย พม่า ไทย

จุดเด่นที่น่าไปชมของวัดนี้มีอยู่ด้วยกันหลายที่ เป็นต้นว่าสถูปเก่าแก่อายุกว่า 2 ศตวรรษตั้งเคียงข้างหอระฆังทองคำที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อ ค.ศ. 2011 วิหารพระอุปคุตที่อยู่กลางน้ำ ภาพนูนสูงเล่าพุทธประวัติตอนเจ้าชายสิทธัตถะออกบรรพชา พระพุทธรูปปางประทานพรยืนองค์โตในพระวิหารใหญ่ ล้อมรอบด้วยผนังแกะสลักพระพุทธรูปองค์เล็กจนลายพร้อยไม่เหลือที่ว่าง หรือหากจะเดินชมภาพพุทธประวัติตั้งแต่ก่อนประสูติจนกระทั่งปรินิพพานที่วาดรูปผู้คนให้แต่งองค์ทรงเครื่องแบบชาวพม่ารามัญก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่เบาทีเดียว

ที่ตั้ง : 24 Jalan Burma, Pulau Tikus, 10250 George Town, Pulau Pinang (แผนที่)

เวลาทำการ : ทุกวัน 06.00 – 17.00 น.

08

Snake Temple

ศาลเจ้าจ้อซูก้งที่เต็มไปด้วยอสรพิษ

Snake Temple ศาลเจ้าจ้อซูก้งที่เต็มไปด้วยอสรพิษ

หากคุณรู้ตัวว่าเป็นคนไม่ถูกโรคกับสัตว์ไม่มีขา ลิ้นบิ่น 2 แฉก แนะนำให้เลื่อนผ่านศาลนี้และภาพประกอบด้านล่างไปให้ไวที่สุด ก่อนจะหาว่าไม่เตือน

กลางศตวรรษที่ 19 มีพระภิกษุชาวจีนเดินทางมายังตอนใต้ของเกาะปีนัง ที่นั่นท่านได้สร้างศาลเจ้าเพื่อเซ่นไหว้และรำลึกถึงคุณความดีของ พระอาจารย์เฉ่งจุ้ยจ้อซู (จ้อซูก้ง) พระสงฆ์สมัยราชวงศ์ซ่งที่ชาวมณฑลฮกเกี้ยนเคารพศรัทธากันมาก

เพราะเหตุที่ศาลเจ้าจ้อซูก้งตั้งอยู่ใกล้ป่ารกชัฏ วันดีคืนดีก็มีงูโผล่มาให้เห็น และทวีปริมาณมากขึ้นทุกที ชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นเพราะเมตตาของพระอาจารย์จ้อซูก้งที่มีให้เหล่าอสรพิษ เลยชวนกันเลี้ยงดูงูที่เลื้อยลอดเข้ามาเป็นอย่างดี ที่นี่จึงได้รับสมัญญาใหม่ว่า ‘ศาลเจ้างู’ โดยปริยาย

10 วัดน่าเที่ยวในปีนัง รัฐพหุวัฒนธรรมแห่งมาเลเซียที่มีครบทั้งวัดจีน อินเดีย พม่า ไทย

เกือบ 200 ปีที่ล่วงมา ศาลเจ้างูได้ให้ที่พักพิงแก่งูหลายชั่วรุ่น งูที่พบที่นี่โดยส่วนใหญ่เป็นงูเขียวตุ๊กแก ซึ่งเป็นสายพันธุ์งูเฉพาะถิ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และชื่อเสียงของงูในศาลนี้ก็เด่นดังถึงขนาดที่งูเขียวตุ๊กแกได้รับฉายาว่า ‘Temple Viper’ ค่าที่พบมากในศาลเจ้านี้ 

นอกจากความศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าเทพ ชื่อเสียงอีกด้านที่ลือเลื่องไม่ต่างกันคือเหล่าสัตว์มีพิษที่พบได้ดาษดาทั้งภายในและภายนอกศาล ตามแท่นบูชาและเสาต่าง ๆ มักมีห่วงคล้องให้งูเขียวตุ๊กแกเลื้อย ซึ่งทางศาลยินยอมให้ผู้ไปเยือนเข้าใกล้งูได้ แต่ห้ามทำอันตรายต่องูเป็นอันขาด

อนึ่ง ในบริเวณศาลเจ้ายังมีฟาร์มงูเป็นแหล่งรวบรวมงูกว่า 50 สายพันธุ์อีกด้วย

ที่ตั้ง : Jalan Sultan Azlan Shah, Bayan Lepas Industrial Park, 11900 Bayan Lepas, Pulau Pinang. (แผนที่)

เวลาทำการ : ทุกวัน 06.00 – 19.00 น.

ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ 5 ริงกิต เด็ก 3 ริงกิต (เฉพาะฟาร์มงู)

09

Hean Boo Thean Temple

ศาลเจ้าแม่กวนอิมคอนกรีตเหนือน้ำทะเล

Hean Boo Thean Temple ศาลเจ้าแม่กวนอิมคอนกรีตเหนือน้ำทะเล

เกาะปีนังยังมีสถานที่น่าพิศวงอีกมากมายจนยากจะสาธยายได้ครบหมด อีกหนึ่งละแวกที่ควรค่าแก่การกล่าวถึง คือ Jetty หมู่บ้านชาวประมงโบราณนอกชายฝั่งทิศตะวันออก

นานกว่าร้อยปีแล้วที่ชาวจีนฮกเกี้ยนหลากภูมิลำเนาชวนกันมาทำประมง ณ ที่แห่งนี้ แต่ละตระกูลเกาะกลุ่มกันแน่นเหนียว ปลูกเรือนไม้ใกล้ชิดกับคนบ้านเดียวกัน นำไปสู่การจัดตั้งหมู่บ้านประจำแซ่ที่นานวันยิ่งหนาแน่นจนยื่นล้ำลงไปในทะเล แบ่งเป็นหมู่บ้านของคนจีนแซ่ต่าง ๆ รวมทั้งสิ้น 6 หมู่บ้าน

10 วัดน่าเที่ยวในปีนัง รัฐพหุวัฒนธรรมแห่งมาเลเซียที่มีครบทั้งวัดจีน อินเดีย พม่า ไทย

ศาลเจ้าเฮียนบู๊เตียนตั้งอยู่ริมน้ำบนพื้นที่ถมของหมู่บ้านคนแซ่เอี๋ยว (Yeoh Jetty) สร้างขึ้นครั้งแรกใน ค.ศ. 1972 เป็นเพียงศาลเล็ก ๆ บนเสาไม้เหนือท้องน้ำ หากเมื่อใดที่น้ำทะเลหนุนสูงก็มักถูกน้ำท่วมขัง เป็นปัญหาเรื้อรังอยู่นานปี ล่วงถึง ค.ศ. 2011 คนในชุมชนจึงดำเนินการสร้างศาลเจ้าแห่งใหม่ และต่อขยายพื้นคอนกรีตที่ทนทานด้วยทุนทรัพย์กว่า 1.5 ล้านริงกิต

เทพเจ้าผู้เป็นประธานในศาลคือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรหรือเจ้าแม่กวนอิมตามความเชื่อของชาวจีน ซึ่งมองเห็นได้ตั้งแต่หน้าประตูทางเข้าวิหารกลาง ด้านในเป็นที่ประดิษฐานเทพเจ้าจีนหลายสิบองค์ซึ่งจัดวางลดหลั่นกันตามยศถาบรรดาศักดิ์ ตัวอย่างเช่น พระจี้กง เหี่ยงเทียงเสี่ยงตี่ (เจ้าพ่อเสือ) ไต่เสี่ยหุกโจ้ว (เจ้าพ่อเห้งเจีย) และตั่วแป๊ะกง (เจ้าที่) เป็นต้น

ที่ตั้ง : 52 Weld Quay, 10300 George Town, Pulau Pinang (แผนที่)

เวลาทำการ : ทุกวัน 09.00 – 18.00 น.

10

Butterworth Nine Emperor Gods Temple

ศาลดาวนวจักรพรรดิแห่งบัตเตอร์เวิร์ธ

ศาลดาวนวจักรพรรดิแห่งบัตเตอร์เวิร์ธ Butterworth Nine Emperor Gods Temple

รัฐปีนังในปัจจุบันไม่ได้มีแค่เกาะปีนัง หากยังกินพื้นที่ไปถึงฝั่งแผ่นดินตรงข้ามกันด้วย

ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลเดินทางมาถึงเขตบัตเตอร์เวิร์ธ (Butterworth) บนฝั่งแผ่นดินเพียงเพื่อขึ้นเรือข้ามฟากไปฝั่งเกาะเท่านั้น ทว่าในรอบ 20 ปีหลัง บัตเตอร์เวิร์ธไม่ได้เป็นแค่ทางผ่านอีกต่อไป เนื่องจากผู้คนมากหน้าหลายตาได้ปักหมุดไปยัง ‘Butterworth Nine Emperor Gods Temple’

‘Nine Emperor Gods’ ที่ภาษาฮกเกี้ยนนิยมเรียกว่า ‘กิ้วอ๋องเอี๋ย’ หรือ ‘กิ้วอ๋องไต่เต่’ คือเทพเจ้า 9 องค์ซึ่งเป็นตัวแทนของดาว 9 ดวงในกลุ่มดาวกระบวยใหญ่ ชาวจีนบางถิ่นเชื่อกันว่าทั้ง 9 พระองค์จะเสด็จมาเยือนโลกมนุษย์ต้นเดือน 9 ของทุกปี เกิดเป็นประเพณีถือศีลกินเจเดือน 9 อันลือชื่อ

10 วัดน่าเที่ยวในปีนัง รัฐพหุวัฒนธรรมแห่งมาเลเซียที่มีครบทั้งวัดจีน อินเดีย พม่า ไทย

ในขณะที่ภาษาสากลนิยมเรียกศาลเจ้าแห่งนี้ด้วยชื่อดาวจักรพรรดิ 9 องค์ คนท้องถิ่นกลับนิยมเรียกที่นี่ว่า เต้าโบ้เก้ง (Tow Boo Kong) อันสื่อถึงพระแม่แห่งดวงดาวทั้ง 9 ดวงนี้ จะเรียกด้วยชื่อใดก็ตามแต่ เป็นที่รู้กันว่าศาลเจ้านี้เริ่มสร้างตั้งแต่ ค.ศ. 1971 ก่อนจะมีการกว้านซื้อที่ดินเพื่อต่อเติมเรื่อย ๆ กระทั่งแล้วเสร็จในวันที่ 26 เมษายน ค.ศ. 2000 ด้วยทุนทรัพย์รวมทั้งสิ้นกว่า 7 ล้านริงกิตในสมัยนั้น

ทุก ๆ ครั้งที่เดือน 9 ในปฏิทินจีนเวียนมาบรรจบ ศาลเจ้าซึ่งขึ้นชื่อว่าใหญ่ที่สุดบนฝั่งแผ่นดินรัฐปีนังจะแลลานไปด้วยคลื่นมหาชนในชุดสีขาวที่ตบเท้าเข้ามาประกอบพิธีถือศีลกินผักกันอย่างมืดฟ้ามัวดิน สร้างบรรยากาศแก่บัตเตอร์เวิร์ธให้มีชีวิตชีวาไม่น้อยหน้าฝั่งเกาะ

ที่ตั้ง : 894-896, MK14, Jalan Raja Uda, 12300 Butterworth, Pulau Pinang (แผนที่)

เวลาทำการ : ทุกวัน 08.00 – 22.00 น.

Writer & Photographer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load