ในวันอากาศดี อุณหภูมิหลักเลขสอง ลมพัดเอื่อยๆ พอให้เย็นสดชื่น เรามีนัดเยี่ยมบ้าน แอ็ค-ชานนท์ นครสังข์ เจ้าของ Nakornsang studio ช่างไม้ผู้เปลี่ยนความหลงใหลเป็นงานอดิเรก และจริงจังขึ้นขนาดที่กล่าวลางานประจำ มาทำบ้านเป็นสตูดิโอทำงานไม้เต็มตัว

Nakornsang studio สตูดิโอและบ้านทำมือไซส์อบอุ่นของช่างไม้ ‘แอ็ค-ชานนท์ นครสังข์’

“กินข้าวมาหรือยังครับ มีกับข้าวนะ หรือถ้าจะเอาจานช้อนก็ได้ เดี๋ยวผมไปหยิบให้”

ชายเจ้าของบ้านเอ่ยทักทายเราด้วย ท่าทีสบายๆ ดวงหน้าแจ่มใส ก่อนรีบไปหยิบน้ำใบเตยมาต้อนรับ

ไม่นาน-เด็กหญิงในชุดลายดอกสีเหลืองสวยตัดเย็บโดยฝีมือแม่ ก็รีบวิ่งตามออกมาชวนเราเข้าบ้านไปดูภาพที่เธอวาดระบายสีไว้ เจ้าบ้านตัวน้อยพาเราเดินดุ่มไปดูมุมโปรดหลังผนังสีขาวเนียน ซึ่งติดม้วนกระดาษให้เธอสนุกกับจินตนาการไร้ขอบเขต (และถ้าจะลามออกนอกแผ่นกระดาษคุณพ่อบอกว่ายินดี)

Nakornsang studio สตูดิโอและบ้านทำมือไซส์อบอุ่นของช่างไม้ ‘แอ็ค-ชานนท์ นครสังข์’

ระหว่างก้าวเท้า เรากวาดสายตาสำรวจรอบๆ ภายในพื้นที่ขนาดอบอุ่นสำหรับ 3 คน จัดวางเครื่องเรือนอย่างเป็นระเบียบ แต่ละชิ้นล้วนเป็นของที่แอ็คทำขึ้น ทั้งโต๊ะ เก้าอี้ ตู้ โคมไฟ บันได ฉากกั้น เอาเป็นว่าเห็นไม้ตรงไหน ฝีมือเขาทั้งหมด ส่วนของแต่งบ้านมีเพียงหิน ใบไม้ ต้นไม้ สร้างสรรค์ความงามโดยธรรมชาติและกาลเวลา

ที่น่ารักจนเผลอยิ้มกว้าง คือพวกงานศิลปะที่เห็นเป็นฝีมือน้อง ลินิน นครสังข์ ลูกสาว และ หนึ่ง-ชนานัน กุลจันทร์ ภรรยา ซึ่งเขานำไปออกแบบ ครอปตัด จัดวางใหม่ แล้วนำมาใส่กรอบประดับบ้าน

เมื่อจิตกรน้อยเผลอ เราได้จังหวะแอบย่องมาคุยกับแอ็ค ถึงเรื่องราวธรรมดาเป็นพิเศษที่เกิดขึ้นในบ้านหลังนี้

พบว่านี่คือชีวิตและความสุขแสนเรียบง่ายจากมุมที่มองเห็นได้ไม่ไกลตัว

Nakornsang studio สตูดิโอและบ้านทำมือไซส์อบอุ่นของช่างไม้ ‘แอ็ค-ชานนท์ นครสังข์’

ช่างไม้

แอ็คเติบโตในบ้านหลังเดิมของครอบครัว เขาเป็นอดีตกราฟิกดีไซน์เนอร์ ผู้จดจ้องทำงาน Motion Graphic หน้าคอมฯ ทั้งที่ทำงานและบ้านนับ 10 ปี นั่นเป็นเหตุผลมากพอให้นักออกแบบเริ่มคิดถึงเส้นทางอื่นในชีวิต

จากคนที่ไม่เคยจับงานไม้ ไม่เคยคิดถึงภาพที่ตัวเองจะกลายมาเป็นช่างไม้ เมื่อได้เห็นงานของ จอร์จ นากาชิม่า (George Nakashima) และ เจมส์ ครีนอฟ (James Krenov) ก็ตรึงใจจนสลัดไม่ออก

“งานเขาเป็นทั้งของใช้ ทั้งเครื่องเรือน เป็นงานศิลปะด้วย และยังเก็บเซนส์ของธรรมชาติไว้สูงมากซึ่งเชื่อมโยงกับมนุษย์ได้โดยตรง มันกระตุกใจมนุษย์ได้ไว ตอนนั้นแค่เห็นงานภาพแบนๆ ในจอคอมฯ เรารู้สึกว่าอยากอยู่ในบรรยากาศแบบนั้น แต่พอเข้าไปดูราคาแล้ว เก้าอี้ตัวละสามแสนกว่า เราก็คิด แก่แล้วจะมีปัญญาซื้อไหม รอซื้อตอนนั้นไม่ไหว วัยนี้ก็ซื้อไม่ไหว อาจจะได้เก้าอี้ตัวเดียวไม่ได้บ้าน มีทางเดียวคือสร้างขึ้นมาเอง” เขาเริ่มต้นเล่าเคล้าเสียงหัวเราะ

Nakornsang studio สตูดิโอและบ้านทำมือไซส์อบอุ่นของช่างไม้ ‘แอ็ค-ชานนท์ นครสังข์’

ประจวบเหมาะกับบ้านรุ่นพี่กำลังรีโนเวตบ้าน เขาได้โอกาสไปพบปะช่างไม้ผู้มาพร้อมเครื่องมือน้อยชิ้น และวิธีการซอยไม้เป็นชิ้นเล็กๆ ประกอบขึ้นโครงอย่างรวดเร็วด้วยตะปูลมและปิดทับด้วยวีเนียร์

“พอเราเห็นทั้งกระบวนการก็รู้สึกว่า เฮ้ย จังหวะมันเร็วไปหน่อย ของที่มันต้องอยู่กับชีวิตคนไปช่วงเวลาหนึ่ง เนี้ยบไม่เนี้ยบนี่อีกเรื่องนะ ตอนนั้นโชคดีที่เพื่อนแนะนำให้รู้จัก อาจารย์พิษณุ นำศิริโยธิน เลยโทรไปคุยกับแก แกก็สัมภาษณ์เล็กๆ บังเอิญจุดเริ่มต้นที่ชอบผลงานของคนเดียวกัน แล้วทัศนคติตรงกัน เขาเลยรับสอน แบบเรียนตัวต่อตัว

“ประตูชีวิตอีกบานหนึ่งเปิดเลยครับ เราได้เข้าใจวิธีการทำงานไม้จริงๆ ใช้สิ่วคมๆ เฉือนไม้ เกิดร่องรอยความประณีต เอาเดือยเข้าเสียบในร่องแล้วประสานกาว วิธีการขึ้นฟอร์มเฟอร์นิเจอร์เป็นวิธีเดียวกับที่ธรรมชาติใช้สร้างฟอร์มต้นไม้ มันคือเสี้ยนจำนวนมหาศาลประสานกับยางไม้ขึ้นรูปเป็นลำต้น กาวก็คือยางไม้สังเคราะห์ แล้วก่อนทำงานก็เอาเครื่องมือมาวาง เอามาลับคม เครื่องมือก็ดูแลอย่างดี เราได้เห็นสิ่ว ได้เห็นกบ เหล็กเงาๆ สวยๆ น่าใช้

“จบคอร์สแรก ได้เก้าอี้มาหนึ่งชิ้น ตอนนี้เก้าปีแล้ว ยังใช้อยู่ วางในห้องนอนตรงโต๊ะคอมฯ มันเกิดความภูมิใจ มีคุณค่า แล้วเรารู้สึกว่าจังหวะในการสร้างของที่จะอยู่กับคนไปช่วงเวลาใหญ่ๆ มันควรประมาณนี้แหละ เลยโอเค ตั้งเข็มทิศให้ตัวเองว่าฉันจะเป็นช่างไม้”

Nakornsang studio สตูดิโอและบ้านทำมือไซส์อบอุ่นของช่างไม้ ‘แอ็ค-ชานนท์ นครสังข์’
ใช้ม่านแทนประตู โดยเจ้าตัวขอเอาไม้ที่มีใส่แทนโครงเดิมของร้าน

ช่างทำเอง

หลังได้รู้จักศาสตร์งานไม้ลึกเข้า จากช่างฝึกหัดใช้เวลาว่างหลังเลิกงานซ้อมมือไปเรื่อยๆ ด้วยจุดหมายใหญ่ในใจตอนนั้นคือ ทำเครื่องเรือนไว้ใช้งานและตกแต่งบ้านในบรรยากาศที่อยากอยู่-อยู่ๆ ภาพก็ใหญ่ขึ้น

“พอทำใช้จนมีทักษะแล้ว ก็อยากให้มันเป็นการอยู่ทำกินด้วยเลย ตอนนั้นตั้งธงไว้สิบปี แต่ว่าพอดีข้างในมันเรียกร้องแล้ว (หัวเราะ) เพราะช่วง COVID-19 เรารู้สึกว่ามันอาจเป็นสัญญาณบางอย่าง การเปลี่ยนผ่านที่คนทั่วโลกเขาเริ่มใหม่กัน และเรามองรอบๆ ตัวว่าบางคนเงื่อนไขยากกว่าเราอีก เราเตรียมตัวมาประมาณหนึ่งแล้วก็ขอติดบ่วงนี้ไปด้วย รู้สึกว่าเรามีเวลามากพอ ไม่ต้องเป็นการทำงานเงินร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนตอนทำงานประจำ กำไรมันจะมาในรูปแบบอื่น รูปแบบของการเจอผู้คน สถานที่ที่เราไป หรือการที่เราได้คุยกันอย่างนี้ รวมถึงเราเห็นพี่ๆ บางคนเป็นต้นแบบการใช้ชีวิต การเลี้ยงลูก หรือครูบาอาจารย์ เราไปเก็บเรื่องพวกนั้นมาเป็นข้อมูลเส้นทางที่เราจะเติบโต”

Nakornsang studio สตูดิโอและบ้านทำมือไซส์อบอุ่นของช่างไม้ ‘แอ็ค-ชานนท์ นครสังข์’

จากวันแรกที่จับงานไม้ เขาใช้พื้นที่หลังบ้านเดิม ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นบ้านและโชว์รูม เป็นที่ทำงานชั่วคราวราว 3 ปี ทุกวันต้องยกประตูเก่ามาตั้งเป็นโต๊ะ ต้องย้ายเครื่องมือ ต้องเก็บของ ความไม่สะดวกหลายด้าน ทำให้แอ็ควางแผนว่าต้องมีที่ทำงานเป็นของตัวเอง สวนรกๆ ข้างบ้าน (ซึ่งเจ้าตัวกระซิบบอกแทบเรียกว่าสวนไม่ได้) เลยได้รับหน้าที่เป็นสตูโอขนาดย่อมตั้งแต่นั้น

“ออกแบบง่ายๆ ด้วยการเก็บแนวโมกข์ไว้ มีส่วนทึบด้านชิดกำแพงไว้ทำงานใช้สมาธิ เป็นโซนที่เราได้อยู่กับตัวเอง เก็บเครื่องมือ เก็บไม้ เลยให้กันลม กันฝนหน่อย เพราะถ้าจะทึบหมด ต้องเสียแนวโมกข์ไปครึ่งหนึ่ง ส่วนข้างนอกเป็นที่โล่งเราก็เอาไว้ทำงานหนักๆ ที่ฝุ่นเยอะ และวางระบบจัดการไว้”

Nakornsang studio สตูดิโอและบ้านทำมือไซส์อบอุ่นของช่างไม้ ‘แอ็ค-ชานนท์ นครสังข์’
Nakornsang studio สตูดิโอและบ้านทำมือไซส์อบอุ่นของช่างไม้ ‘แอ็ค-ชานนท์ นครสังข์’

เมื่อมีสตูดิโอทำงานและชิ้นงานจำนวนหนึ่งแล้ว โจทย์ถัดไป แอ็คอยากมีโชว์รูมเล่าผลงานด้วยบรรยากาศด้วย

“เราว่าการเล่าเป็นชิ้นก็ได้ภาพหนึ่ง แต่การเล่าเป็นบรรยากาศรวมก็ได้อีกภาพหนึ่ง มีกลิ่นอายของการเข้าไปในสถานที่จริง เลยตั้งใจว่าอยากมีห้องเล็กๆ เป็นโชว์รูมที่มองทะลุถึงกันจากสตูดิโอ จากเป็นแค่แพลน พอรู้ว่ามีลินิน เลยต้องทำแล้ว ทำไปทำมา ขออยู่ด้วยเลย พื้นที่มันเหมาะพอดีกับครอบครัวเล็กๆ

“ด้วยความที่เป็นส่วนหลังบ้านของบ้านอายุสามสิบปี ต้องลงเสาเข็มใหม่ โครงก็ง่ายๆ ทางเดินถูกบังคับให้เข้าทางริมรั้ว ที่นี่เคยน้ำท่วม เลยต้องยกสูง เป็นสเต็ปในการเข้าบ้านชั้นหนึ่ง เข้าไปแล้วเป็นโถงก่อน เราจัดวางของแบบอยู่อาศัยจริง ด้านหลังเป็นห้องน้ำ ครัว และพื้นที่เย็บผ้าของหนึ่ง ส่วนชั้นลอยเป็นห้องนอน

Nakornsang studio สตูดิโอและบ้านทำมือไซส์อบอุ่นของช่างไม้ ‘แอ็ค-ชานนท์ นครสังข์’
Nakornsang studio สตูดิโอและบ้านทำมือไซส์อบอุ่นของช่างไม้ ‘แอ็ค-ชานนท์ นครสังข์’
แสงแดดเข้าจากช่องเปิด ส่องเติมมิติให้เส้นบันได ทำหน้าที่คล้ายสปอร์ตไลท์ให้พื้นและชิ้นเฟอร์นิเจอร์ดูโดดเด่น

“ส่วนหน้าต่าง ถ้าเราวางในระนาบปกติ จะเห็นบ้านฝั่งตรงข้าม แล้วเราไปควบคุมสีหลังคาหรือหน้าต่างเขาไม่ได้ เลยเลือกวางหลบ อย่างหน้าต่างใต้ที่นั่งก่อนขึ้นโถง มองออกไปเห็นกำแพงเก่า เห็นต้นไม้ และกลายเป็นช่องแสง ซึ่งข้อดีของช่องแสงคือมันกลายเป็นองค์ประกอบอีกชิ้นที่เคลื่อนไหวให้ตลอด เติมแสงและเงาให้ข้าวของต่างๆ ในบ้าน ฤดูเปลี่ยน มันก็เปลี่ยนฝั่ง เปลี่ยนข้าง” เขาค่อยๆ อธิบายแต่ละมุมของบ้านขนาด 55 ตารางเมตรอย่างใจเย็น

Nakornsang studio สตูดิโอและบ้านทำมือไซส์อบอุ่นของช่างไม้ ‘แอ็ค-ชานนท์ นครสังข์’
ยกพื้นให้สูงขึ้นอีกสเต็ปเพื่อแยกโซนทางเข้าบ้านกับพื้นที่โถงอย่างเป็นสัดส่วน
Nakornsang studio สตูดิโอและบ้านทำมือไซส์อบอุ่นของช่างไม้ ‘แอ็ค-ชานนท์ นครสังข์’

จากที่แอ็คเกริ่นว่าโชว์รูมหลังนี้ไม่ได้คิดเผื่อการมีลูกไว้แต่แรก เราจึงถามเขาว่าบ้านที่มีเด็กต้องเตรียมการมากไหม ข้อกังวลมีอะไร เพราะดูจากบันไดไร้ราวกันตก มีเพียงไม้ไซส์จิ๋วติดไว้ตรงลูกนอนแทนเส้นนำสายตาก็เท่านั้น

“มันยืดหยุ่นได้” คุณพ่อน้องลินินตอบทันที

“เราต้องดูลักษณะเขาครับ อย่างบันได เราขึ้นป่าขึ้นเขาแล้วเห็นทางชาวเขาโหดกว่าเราอีก ลูกเขายังโอเค เรารู้ว่ามนุษย์สอนกันได้ เราต้องสอนให้ลูกระแวดระวัง เราเองก็ต้องระวังและดูแลเป็นพิเศษหน่อย ช่วงลินินเล็กๆ ก็มีกั้นตรงห้องข้างบนก่อนลงมา แล้วเขารู้ตัวว่าถ้าพ่อแม่ไม่อยู่ขึ้นไปได้แค่สองขั้นนะ ส่วนอื่นๆ เราดูจากลักษณะนิสัยเขา เช่น กระบะทรายหน้าบ้านมีไว้ให้เล่น ตกแต่งดีๆ ก็เป็นสวนข้างบ้านด้วย ซึ่งทรายมันดีกับเด็กเล็กในการจัดการอารมณ์ หรืออย่างที่วาดรูประบายสี เราติดกระดาษกั้นระหว่างผนัง แต่ถ้าเขียนเลยไปผนังก็โอเคไม่เป็นไร พ่อชอบ

Nakornsang studio สตูดิโอและบ้านทำมือไซส์อบอุ่นของช่างไม้ ‘แอ็ค-ชานนท์ นครสังข์’
ติดรางไม้สำหรับม้วนกระดาษ เมื่อวาดเต็มแล้ว ตัดเก็บไว้ได้เรื่อยๆ

“อยู่แบบนี้ เราจัดการบรรยากาศในการเติบโตให้เขาได้ เด็กที่โตในบ้านที่ข้าวของพ่อทำเองทุกอย่าง ปล่อยไปตามธรรมชาติ สนับสนุนการเล่นและเรียนรู้ผ่านการขยับกล้ามเนื้อ ก็หวังว่าจะดี อีกเรื่องหนึ่งที่เราพยายามปลูกฝังหรือทำให้เขาเห็น คือนิสัยรักการอ่าน บ้านเลยแวดล้อมด้วยหนังสือ เราอยากให้เขามีสิ่งนี้ติดตัวไว้ ต่อไปถ้าโตขึ้น เขาอยากทำอะไร อยากเป็นอะไร ไปเลือกเอา หรือจะมาทำแบบพ่อก็แล้วแต่ แต่ระวังนิ้วหน่อย” แอ็คเล่าพลางขำๆ ก่อนบอกอีกว่า ลินินมักวิ่งมาเล่นในสตูดิโอ บางวันก็เข้าไปเอาชอล์กมาวาดรูป

ช่างเรียบง่าย

ด้วยเป็นคนใส่ใจในดีเทลเล็กๆ ซึ่งเห็นได้จากชิ้นงานของเขา หากสังเกตอย่างละเอียดจะพบว่า บ้างขอเฉือนมุมให้เอียงหน่อยจนแทบมองไม่ออก บ้างขอเข้าเดือยให้เกินมาอีกนิด บ้างขอวางให้ไม่ต่อกันตรงสักทีเดียว หรือบางชิ้นก็ปล่อยให้เว้าแหว่ง ไม่สมบูรณ์ ตามแต่ไม้ที่ได้มา เขาว่าจุดเล็กจุดน้อยเหล่านี้ ทำให้เครื่องเรือนสวยขึ้นอย่างประหลาด ซึ่งเขาชอบมาก เราพยักตามหน้าหงึกๆ เพราะก็ชอบด้วย

Nakornsang studio สตูดิโอและบ้านทำมือไซส์อบอุ่นของช่างไม้ ‘แอ็ค-ชานนท์ นครสังข์’

ไม่ใช่เฉพาะโต๊ะ ตู้ เก้าอี้ โคมไฟ ฉากกั้น ราวกันตก มือจับ ฯลฯ ที่ใช้ศิลปะการออกแบบ

บ้านหลังนี้ยังปล่อยให้ความงามตามธรรมชาติทำหน้าที่อย่างขันแข็งด้วยศิลปะการจัดวาง ทั้งต้นไม้ที่เหี่ยวแห้งตามจังหวะเวลา งานศิลปะฝีมือลูกสาวและภรรยา ก้อนหินที่ยืนพลิกยืนเล็งหันมุมวางมุมประดับเป็นชั่วโมง รวมถึงหินที่เรียงเป็นวงบนพื้น

“การใช้ชีวิตก็เป็นงานศิลปะ ในวิถีชีวิตแบบเอเชียทุกอย่างคือศิลปะ การกินข้าว การจิบชา ถ้วยชาม อุปกรณ์ เราไปแยกอย่างๆ ไม่ได้ มันเป็นเรื่องเดียวกัน เราเองมองว่าบ้านคือเฟรมเปล่าๆ ของทุกชิ้นที่เอาไปวางในบ้าน คือการจัดวางบนกรอบศิลปะทั้งหมด แยกกันไม่ออกเหมือนกัน

“เราเข้มงวดแค่ในการเลือกตำแหน่งและการจัดวาง ขออย่าขยับ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเรื่องที่ออกมาจากคนในบ้านเราจริงๆ เราแค่หยิบหรือแค่มองว่าอันนี้งาม จังหวะมันได้ เช่น ใบไม้แห้ง ซึ่งเป็นของรอบตัวที่หาง่าย ราคาถูก หรือแวะร้านหินสักหน่อย แล้วใช้ความตั้งใจเพ่งพินิจในการจัดวางจริงๆ มันเลยกลายเป็นของที่ เฮ้ย อย่าไปขยับนะ”

“เห็นความรกแล้วอึดอัด เห็นอะไรผิดเพี้ยน อยู่ไม่ถูกที่ไม่ได้เลย แต่ว่าไม่ได้เป็นคนที่เข้มงวดแบบแก้วตรงนี้อย่าขยับ หรือคุณอยู่บ้าน ห้ามวางข้าวของเกะกะ ไม่ใช่ ถ้าคุณวางเกะกะ แปลว่าที่เก็บของไม่พอ เดี๋ยวทำตู้ให้อีก รกหรอ เดี๋ยวทำที่ปิดให้อีก เราไม่ได้แข่งกับคนอยู่ แต่เราให้บ้านรับใช้คนอยู่” เขาหัวเราะ หลังนับว่าตัวเองย้ำคำว่าอย่าขยับ 3 ครั้งถ้วน

Nakornsang studio สตูดิโอและบ้านทำมือไซส์อบอุ่นของช่างไม้ ‘แอ็ค-ชานนท์ นครสังข์’

การมองเห็นความงามในความเรียบง่ายและเนื้อแท้ของสิ่งต่างๆ แอ็คได้มาจากการทำงานไม้

“จริงๆ เรามีประเด็นเรื่องความเรียบง่ายตลอด ว่าเรียบแล้วข้างในมีอะไรอีก ข้อดีของความเรียบง่ายในฐานะคนทำไม้ หรือคนที่อยู่กับไม้ คือมันเปิดพื้นที่ให้ธรรมชาติได้เล่าเรื่อง แทนที่จะมีแต่ตัวฉัน ความคิดฉัน พออยู่กับเขาแล้วได้ตระหนักว่าโลกไม่ได้มีแค่เรา มีพื้นที่ของเขาด้วย ในโลกที่แข่งกันเรื่องความแปลก ความสดใหม่ เรารู้ว่าถ้าเปิดหน้าไม้มาเจอเรื่องใหม่แน่ๆ เลยหยิบเรื่องโครงสร้างที่เป็นมรดกส่งต่อกันมาหลายชั่วรุ่นและเรื่องความประณีตมาเล่าในรูปแบบของชิ้นงานร่วมสมัย สื่อสารกับคนรุ่นนี้ แล้วก็มองถึงคนรุ่นต่อไปด้วย เราคิดว่าจะบันทึกภูมิปัญญาเหล่านี้ไว้ในรูปแบบของงานเครื่องเรือน

“เราเปิดพื้นที่ให้ธรรมชาติเล่าเรื่อง ไม้มีอายุไขห้าสิบปี ร้อยปี ห้าร้อยปี เขาเป็นบันทึกของการเจริญเติบโต มีร่องรอย บาดแผลต่างๆ มีป่วย มีตายเหมือนคน ส่วนไม้ที่ถูกตัดมาแล้ว เขาจากชีวิตในรูปแบบยืนต้นมาอยู่ในมือเรา หน้าที่ของเราคือจะเล่าเรื่องเขาต่อยังไง จะวางชีวิตใหม่ของเขาในรูปแบบไหน และถ้าสิ่งเหล่านี้ได้รับการดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอ บางทีอายุเขาไปได้อีกไกล เครื่องเรือนไม้บางชิ้นอายุพันปีก็มี

Nakornsang studio สตูดิโอและบ้านทำมือไซส์อบอุ่นของช่างไม้ ‘แอ็ค-ชานนท์ นครสังข์’
Nakornsang studio สตูดิโอและบ้านทำมือไซส์อบอุ่นของช่างไม้ ‘แอ็ค-ชานนท์ นครสังข์’

“ไม้ที่เราได้มา ไม่ได้จัดการร้อยเปอร์เซ็นต์ ปล่อยให้เขามีคาแรกเตอร์เดิม ไปโรงไม้ก็จะเลือกไม้ที่คนอื่นไม่เอาเพราะมีตำหนิ แต่จริงๆ เป็นกระพี้ไม้ อย่างไม้ที่เป็นเส้นที่ขาวน้ำตาลตัดกัน เห็นแล้วขนลุกเลย บางคนจะบอกว่ามันไม่เป็นสีเดียวกัน แต่เรามองว่าไม่สม่ำเสมอก็คือความงาม บางแผ่นมีรู ก็ปล่อยไปแบบนั้น ตั้งใจไว้ตรงกลางเลยด้วยซ้ำ

“ส่วนข้อดีของความเรียบง่ายในมุมมองของบ้าน คือทำให้บ้านเป็นเขตแห่งการพักผ่อน ถ้าเราเหนื่อยๆ แล้วเปิดประตูบ้านมา เจอชิ้นงานที่ต้องตีความ เหมือนสมองถูกบังคับให้ทำงานต่อ กลับกัน ถ้าเรามองก้อนหิน มองต้นไม้ เขาเป็นเหมือนสุนทรียะที่ไม่ได้เรียกร้องความหมาย แต่อยู่ร่วมแล้วรู้สึกเบาหน่อย เป็นเส้นอิสระที่ไม่ได้ต้องการความหมายอะไร ในแง่การพักผ่อนนะ”

Nakornsang studio สตูดิโอและบ้านทำมือไซส์อบอุ่นของช่างไม้ ‘แอ็ค-ชานนท์ นครสังข์’
นำเศษไม้มาทำพื้นลายก้างปลา และบันไดที่กลายเป็นม้านั่งขณะวาดภาพได้

ช่างโชคดี

“บ้านเป็นพื้นที่ปลอดภัยในความรู้สึกว่าฉันจะลงรากไปได้ พอรู้สึกว่าเป็นบริเวณของเรา เราก็อยากลงมือลงแรงดูแลรักษา บ้านที่ได้รับการดูแลรักษา ก็จะมาดูแลรักษาเราอีกทีหนึ่ง เป็นความสัมพันธ์ของคนกับพื้นที่” ช่างไม้เล่าต่อ

แม้จะบอกว่าบ้านคือพื้นที่แห่งการพักผ่อน การทำงานที่บ้านของแอ็คกลับไม่ได้ทำให้เขารู้สึกว่าแยกงานกับชีวิตส่วนตัวไม่ออก นั่นเพราะเขาคิดจะลงรากกับสิ่งนี้เช่นกัน

“เราโตมาในระบบ เรียนเป็นเวลา เลิกเป็นเวลา และเราทำงานประจำมาก่อน ชุดความคิดพวกนี้มันติดตัว กินข้าวเช้าเสร็จ ไปเข้างาน กลางวันไปกินข้าว แต่ดีตรงแทนที่จะไปกินข้าวกับคนอื่น เราได้กินข้าวกับครอบครัว กับลูกสาว ตอนเย็นเลิกงานเราก็ไม่ต้องขับรถกลับบ้าน จูงมือลูกสาวออกไปเดินเล่น มันเร็ว ทุกอย่างกระชับขึ้น กลางคืนพอลูกเข้านอน เราก็มีเวลาส่วนตัว ดูนู่นดูนี่ อ่านงานคนที่สนใจ แล้วพลังงานมันไม่ได้ใช้เกิน เรายังอยากมาตื่นมาทำกิจวัตรนี้ในวันถัดๆ ไป

Nakornsang studio สตูดิโอและบ้านทำมือไซส์อบอุ่นของช่างไม้ ‘แอ็ค-ชานนท์ นครสังข์’

“เรารู้สึกว่าไม่ใช่งาน เป็นโหมดอื่นได้ และมีเนื้องานอื่นที่ต้องทำ ไม่ได้อยู่ในสตูดิโอตลอดเวลา ที่เพิ่งเสร็จไปคือส่วนของเว็บไซต์ บางวันเราก็ถ่ายรูปของ เราเชื่อว่างานคราฟต์ งานฝีมือ ฝึกให้เราช่างสังเกต แรกเริ่มคือสังเกตความคิดตัวเอง พอหลุดความคิดไป ก็สังเกตร่างกายเราที่เคลื่อนไหวสัมพันธ์กับเครื่องมือ แล้วก็สังเกตตัววัสดุ อะไรที่มาจากธรรมชาติเขามีเรื่องของเขา เราจะกลายเป็นผู้ฟังมากขึ้น ฟังไม้ ฟังรูปแบบที่ขึ้นฟอร์มมา แล้วโอเค ผมจะถ่ายทอดตรงนี้ให้นะครับ จะไม่ตัดให้เสีย

“เราใช้ชีวิตช้าลงด้วยเมื่อเทียบกับตอนเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ ตรงหน้าจอคอมพิวเตอร์ทุกอย่างพุ่งมาเร็วมาก อันนี้ยูทูบ อันนี้เปลี่ยนเพลง ธรรมชาติของการอยู่หน้าคอมฯ มันจะพุ่งมา ไปซ้ายไปขวา เฮ้ย เดี๋ยวอ่านบทความนี้ก่อน แต่อันนี้บังคับให้เราสะกดอยู่กับเรื่องตรงหน้า ซึ่งถ้าคิดเรื่องอื่นเดี๋ยวนิ้วขาดนะเว้ย (หัวเราะ) ก็เอาแง่มุมเรื่องนี้มามองในเรื่องอื่นด้วย”

Nakornsang studio สตูดิโอและบ้านทำมือไซส์อบอุ่นของช่างไม้ ‘แอ็ค-ชานนท์ นครสังข์’

ถ้าให้วัดจากจุดเริ่มต้นไปถึงภาพใหญ่ในชีวิตที่วางไว้ แอ็คบอกว่าตอนนี้ระยะทางอยู่ในช่วงกลางๆ

“เรื่องทักษะเราอยู่กับมันมาช่วงเวลาใหญ่ๆ ของชีวิต ผลิตงานได้ในผลลัพธ์ที่รู้สึกว่าโอเคกับมันแล้ว ตอนนี้ก็เป็นส่วนของการเล่าเรื่องที่เรามี ซึ่งเป็นแผนใหญ่ ไกลๆ ส่วนใกล้ๆ กำลังจะทำงานนิทรรศการเล่าเรื่องจากการได้ไปดูผืนป่าต้นทางของวัสดุที่ใช้ ได้ฟังเรื่องราวความเชื่อจากชาวปกาเกอะญอ และได้เห็นความผูกพันของคนกับผืนป่า กำลังตกตะกอนอยู่

“ระหว่างนี้ก็ไม่ได้ไปแข่งว่าต้องถึงแล้วนะ การทำงานแบบนี้ ระยะเวลาที่ตั้งต้นไว้ ยิ่งต้องเผื่อมากกว่างานอื่นๆ เช่น สิบปีคุณอาจจะแค่เข้าใจงานที่คุณทำ แต่ถ้าคุณจะเก่งเลย อาจต้องยี่สิบปี หรือจะยิ่งกว่านั้นก็สามสิบปี ชีวิตที่เราเลือกเดินเส้นทางนี้ก็ไม่เร่งแล้วแหละ คล้ายๆ การปลูกต้นไม้ที่ไม่ได้ไปเร่งดอกออกผล มีให้เก็บเกี่ยวก็เก็บ ถึงช่วงวัยหนึ่ง เราอาจมีเกสรบ้าง แต่ต้องรดน้ำพรวนดินอยู่ตลอด

“หลังการเรียนรู้วิธี ทฤษฎี ชุดความคิดบางอย่างของคนที่ไปเจอ สอนเราว่าการลองผิดลองถูก คือการทำงานนั่นแหละ ถ้าจะผิดเยอะ เรามองว่าเป็นเรื่องปกติ ต้องมองให้อึดกว่างานด้านอื่น เช่น ทำธุรกิจคุณผิดปีแรก ปีสองคุณต้องได้ คุณผิดปีสอง ปีสามคุณต้องได้ หรือถ้าคุณผิดปีสาม ปีสี่คุณต้องเปลี่ยนไหม 

“แต่อย่างงานไม้งานฝีมือ คุณผิดสี่ปีห้าปี เจ็ดปี เก้าปี คุณก็ยังต้องอยู่กับมันและต้องเรียนรู้ ปรับมัน เช่นเรื่องสัดส่วนกับการเข้าไม้ ประมาณเซ็นครึ่งสองเซ็นจะรับน้ำหนักได้ประมาณนี้ หรือถ้าจะให้ยาวเท่านี้เราต้องเพิ่มเป็นสามเซ็น เรามี Data Base ในตัวเอง ผ่านการทดลองทำสม่ำเสมอ

Nakornsang studio สตูดิโอและบ้านทำมือไซส์อบอุ่นของช่างไม้ ‘แอ็ค-ชานนท์ นครสังข์’

“ด้วยความเป็นช่าง ทำผิดแล้วก็แก้ตรงนั้นได้เลย ไม่ใช่ผิดแล้วทิ้ง ทำใหม่ และได้ชุดความจำมาเพิ่มว่าอันนี้ผิดนะ ช่วงที่ทำใช้งานเอง ซื้อไม้ใหม่จากบางโรงไม้ที่ไม่ผ่านการอบ หน้าหนาวก็เปิดคล่องดีนี่หว่า ทำไมหน้าฝนเปิดไม่ออก ขนาดอยู่บ้านเรายังหงุดหงิดเลย แล้วถ้าไปอยู่บ้านลูกค้าแล้วเปิดไม่ออก เขาไม่ใช่ช่าง เขาแก้ไขไม่ได้ ถึงแม้เราอธิบายล่วงหน้าก็เถอะว่าไม้มีชีวิตอยู่นะ มันยังยืดหดหายใจ แต่ว่าจะดีกว่าถ้าเราลดความเสี่ยงเรื่องพวกนั้นแต่แรก

“อยากให้คนที่ได้รับของไปรู้สึกอยากส่งต่อ หรือเสียแล้วอยากซ่อมแซมแทนการทิ้ง รับรู้ว่ามีคนทุ่มเททำของชิ้นนี้ ภูมิใจในคุณค่าของมัน เพราะว่าไม้ นอกจากตัดมาใช้แล้ว ต้นที่ถูกตัดก็เหมือนสละพื้นที่ให้ต้นอื่นได้โตต่อ

“ไม้มัน Shape ชีวิตเรา เราคงไม่ได้เจอเรื่องพวกนี้ถ้านั่งอยู่หน้าคอมฯ ตลอด” เขาหยุดเล่า เราปล่อยให้ความเงียบพาคนตรงหน้าย้อนกลับไปขมวดความคิด คล้ายทบทวนชีวิตตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงวันนี้ที่ยังออกสตาร์ทไปได้เพียงครึ่งทาง

Nakornsang studio สตูดิโอและบ้านทำมือไซส์อบอุ่นของช่างไม้ ‘แอ็ค-ชานนท์ นครสังข์’
บันไดขึ้นบ้านที่ด้านล่างใช้เก็บซ่อนรองเท้าอย่างเป็นระเบียบ

เราไม่อาจคาดเดาได้ว่าภาพใหญ่ที่เขาว่าไว้จะเป็นเช่นไรต่อ เพราะตอนนี้งานไม้พาเขาเดินไกลขึ้น-ไกลขึ้นกว่าการได้อาศัยอยู่ในบรรยากาศที่ตั้งใจไว้ทีแรก

แต่เชื่อว่าจะเป็นก้าวย่างที่มั่นคง แน่วแน่ด้วยแพสชันซึ่งคือแรงขับเคลื่อนชั้นยอด

น้องลินินเดินมาพร้อมแก้วนมในมือที่ดื่มเติมพลังจนหมดเกลี้ยง

เพราะใจทนต่อสายตาเว้าวอนไม่ไหว จึงถึงเวลาที่เราจะจบบทสนทนา และกลับไปวาดภาพกับเธอต่อแล้ว

Nakornsang studio สตูดิโอและบ้านทำมือไซส์อบอุ่นของช่างไม้ ‘แอ็ค-ชานนท์ นครสังข์’

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อยากอยู่อย่างอยาก

คนและบ้านน่าสนใจในพื้นที่ที่เขาอยากอยู่

จะมีบ้านสักกี่หลังกันเชียวที่ตั้งโจทย์รีโนเวตบ้านเก่า จากเพลง 3 เพลง… 

เป็นเพลงของเธอ ของเขา และ ‘ของเรา’ บ้านที่เขาให้คำนิยามว่า เป็นบ้านธรรมดาที่พิเศษ ซึ่งมีเจ้าของบ้านเป็นแมว 3 ตัว และคน 2 คน

ฟรีด้า โป่งน้อย, โอดอย ป่าจี้ และ ดีดี้ ห้วยทราย คือชื่อแมว

จ๋า-วาสุธา และ ม่อน-คุณวุฒิ นั่นชื่อคน 

ทั้งสองไม่ใช่คนเชียงใหม่แต่กำเนิด แต่เลือกลงหลักปักฐานทำงานทำการที่นี่ ทั้งคู่เคยรีโนเวตบ้านทาวน์เฮาส์ให้เหมาะกับการใช้ชีวิตด้วยตัวเองได้อย่างถูกใจ แต่มีเหตุต้องย้ายเพราะสภาพแวดล้อมเริ่มเปลี่ยนไป จึงหาบ้านหลังใหม่ใต้คอนเซ็ปต์ซื้อบ้านเก่าปรับปรุงใหม่ แต่ครั้งนี้บ้านหลังใหญ่ขึ้นและทั้งสองเพิ่งเริ่มงานประจำใหม่ เลยตั้งใจเลือกสถาปนิกมารีโนเวตบ้าน ตามความต้องการที่ว่า สมาชิกหลักของบ้าน 3 ตัวต้องอยู่สบาย มีที่วางตำแหน่งแห่งที่ให้เครื่องเล่นแผ่นเสียงและของสะสมอย่างลงตัว ขอห้องทำงานโปร่ง แสงธรรมชาติเข้าได้  และให้บรรยากาศของบ้านอวลอยู่ในท่วงทำนองของเพลง 3 เพลง คือ Champagne Supernova ของ Oasis, No Surrprise ของ Radiohead และ Stop Where You Are ของ Corinne Bailey Rae  

Champagne Supernova เพลงของเรา

“ผมเลือกเพลงหนึ่ง จ๋าเลือกเพลงหนึ่ง และเราเลือกเพลงหนึ่ง เพราะ Champagne Supernova จ๋าก็ชอบเหมือนกัน… ผมอยากเริ่มอย่างครับว่า 3 เพลงนี้ไม่ใช่ 3 เพลงที่ผมกับจ๋าชอบที่สุด ไม่ใช่เพลงที่ Represent ตัวตนของเรา แต่ Represent บ้านเรา (เสียงจ๋าแทรกขึ้น “บรรยากาศที่เราอยากอยู่”) ใช่ ๆ ฉะนั้นมันอาจจะไม่ใช่เพลงที่เราชอบที่สุด แต่เราคิดว่าเราจะอยู่กับ Vibe ของบ้านยังไง เพราะฉะนั้นโจทย์ก็คือ แล้วเพลงไหนที่เราฟังได้โดยที่เราไม่เลี่ยน ไม่เบื่อมัน” 

ม่อนและจ๋าอธิบายเริ่มต้นถึงแนวคิดในการปรับปรุงบ้าน ไอเดียเลือกเพลงให้สถาปนิกนำไปขบคิดและตีโจทย์ออกมาเป็นหน้าตาบ้านที่พวกเขาได้ใช้ชีวิตอยู่ในตอนนี้ และ HUES Development ก็สามารถออกแบบได้อย่างลงตัว 

ม่อนขยายความต่อถึงเพลงนี้ว่า “ผมคิดว่าเพลงเพลงนี้ของวงโอเอซิสเป็นเพลงที่คลาสสิก แล้วก็ฟังได้ไม่มีวันเบื่อ เป็นมาสเตอร์พีซ และผมกับจ๋าก็อยากให้บ้านของเรา ที่แม้ว่าโทนสีหลัก ๆ จะเป็นสีขาวกับไม้ แต่เมื่อเวลาเปิดไฟแล้วมันจะมีแสงเป็นสีชมพู เป็นสีที่อาจจะไม่ใช่สีของแชมเปญเป๊ะ ๆ แต่อยู่ในบรรยากาศนั้น 

“และเนื้อเพลงก็สำคัญนะ ในเพลงมีท่อนหนึ่งที่พูดว่า Where were you while we were getting high? ประมาณว่า บ้านนี้เป็นที่ที่เราอยากจะกลับมา มาอยู่กับแมวเรา อยู่กับที่ของเรา อยู่กับ Vibe ที่เราคุ้นเคย เพราะฉะนั้น มันต้องอยู่ครบ ไม่ใช่ครบแค่ผมกับจ๋าเท่านั้นนะ แมว ๆ ก็ต้องอยู่ครบ 

“จ๋ากับผมไม่ใช่คนเชียงใหม่ ก็เหมือนเรามาเริ่มต้นที่นี่กัน 2 คน ฉะนั้น Vibe ที่จะทำให้ความรู้สึกเป็น ‘บ้าน’ ไม่ขาดหายไปต้องเป็นอย่างนี้นะ ตอนที่คิดถึงเพลงนี้ ก็ไม่ได้คิดถึงแต่ตัวเองเนอะ (หันไปทางจ๋า) คิดถึงแมวด้วย เพราะเราไม่ได้เลี้ยงเขาเป็นสัตว์เลี้ยง แต่เป็นสมาชิกของครอบครัวเรา” 

How many special people change?

How many lives are living strange?

Where were you while we were getting high?

ในชีวิตเรามีคนที่เข้ามาแล้วก็ไป ทุกคนก็ใช้ชีวิตไปในแบบของตัวเอง นี่เราก็อยู่ของเรา แล้วคุณล่ะไปอยู่ที่ไหนกัน ขณะที่เรามีความสุขกันอยู่ ไม่ได้สิ ‘เรา’ ต้องอยู่ด้วยกัน

ม่อนพูดถึงเนื้อเพลงท่อนนี้ให้ฟังก่อนจะแปลแบบเร็ว ๆ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่ทั้งสองคนมองว่าคือหัวใจหลักของบ้าน และนอกจากเนื้อเพลงแล้ว เขายังบอกว่า ท่วงทำนองของเพลงฟังแล้วให้พลัง 

“ผมคิดว่า คนที่ไม่ได้เป็นแฟนเพลงประเภทนี้อาจจะนึกไม่ออกว่าบ้านมันเกี่ยวอะไรกับเพลง แต่เมื่อบ้านเสร็จและผมลองเข้ามาอยู่บ้าน แล้วลองเปิดเพลงพวกนี้ฟัง ผมรู้สึกว่าบรรยากาศมันเป็นอย่างที่เราอยากอยู่และเพลงก็เข้ากับบ้านเลย อันนี้ผมต้องให้เครดิตสถาปนิกมาก ๆ” 

สถาปนิกที่พูดถึง คือบริษัท HUES Development ซึ่งเล่าให้ฟังว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ได้รับโจทย์การทำงานเป็นเพลง 3 เพลง ที่นอกเหนือไปจากฟังก์ชันและภาพรวมของบ้านที่อยากได้ ออม-กุหลาบ เลิศมัลลิกาพร สถาปนิกผู้ออกแบบเล่าเบื้องหลังการทำงานว่า เปิดฟัง 3 เพลงนี้วนไปวนมาตลอดการทำงาน และตีความออกมาเป็นมู้ดแอนด์โทนของบ้าน วางแพนโทนสี และดีไซน์อย่างที่เห็นนี้ 

“เราตีความออกมาเป็น Abstract มากกว่า ลองดูเมโลดี้ของเพลงแล้วก็ใส่เส้นเคิร์ฟไปให้มันดูสมูท ทั้งเรื่องขององค์ประกอบของบ้าน สี ก็มาทางวอร์มโทน เอิร์ธโทน และใส่กิมมิกรายละเอียดเล็ก ๆ ของวัสดุที่ไม่ได้ดูเรียบร้อยเกินไป คือมีความเหลื่อมกันของสี รู้สึกเหมือนกับเพลงที่มีโน้ต มีเมโลดี้ต่าง ๆ แต่มาอยู่แล้วกลืนกัน มีความรู้สึกนี่คือบ้าน มีความอบอุ่น 

“ถ้าจะบอกว่าบ้านเป็นสไตล์อะไร จริง ๆ จะบอกเป๊ะ ๆ ไม่ได้หรอกค่ะ เพราะมันไม่เป็นแบบนั้นซะทีเดียว แต่ถ้าพูดรวม ๆ ก็ว่าได้ว่ามาจากยุค 80 90 เพราะแนวเพลงของคุณม่อนอยู่ในยุคนั้น เหมือนฟังเพลงแล้วเข้ามาอยู่ในบ้าน ก็ยังอยู่ในช่วงนั้น เข้ากับการใช้แผ่นเสียง ของสะสม และเราก็ผสมโมเดิร์นเข้าไปด้วย” 

การรีโนเวตหลัก ๆ คือการเปิดพื้นที่ด้านล่างจากที่กั้นห้องย่อย ๆ ให้ทะลุถึงกัน แล้วออกแบบพื้นที่การใช้งานใหม่ ชั้นล่างเปิดโล่งเชื่อมต่อกันตั้งแต่พื้นที่ห้องนั่งเล่น พักผ่อน ห้องครัว และเดย์เบดที่ปรับเป็นมุมทานข้าวได้ และด้านข้างนั้นยังเป็นประตูเล็กออกไปสู่กรงแมวด้านนอก ให้สมาชิกหลัก 3 เหมียวเข้าออกนอกในบ้านอย่างสบาย ๆ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะวิ่งหลุดออกไปนอกบ้าน 

ม่อนเล่าถึงตรงนี้ว่า แมวกลายเป็นเหมือนคอมฟอร์ตโซนของเราไปแล้ว พอมาทำบ้านนี่ก็เป็นโจทย์หลักของเราด้วยนอกจากชีวิตเราสองคน ก็คือบ้านต้องเข้ากับแมวด้วย บอกคุณออมว่าขอให้แมวอยู่ได้โดยที่ไม่เป็นภาระกับเรามาก เพราะแต่ก่อนต้องคอยเก็บอึในบ้าน ซึ่งคนที่เลี้ยงแมวจะรู้ และมันจะมีกลิ่นแน่นอน ถึงจะดูแลยังไงก็ตาม แต่อันนี้สบายเลย และก็ทำให้มีที่ให้วิ่งเล่น”

ห้องที่เจ้าของบ้านประทับใจมากคือ ห้องทำงานด้านล่างของคุณม่อนที่ปรับมาจากห้องซักล้างและเก็บของ โดยผลักฝ้าด้านบนเปิดทะทุขึ้นไป เพื่อให้เกิดช่องแสงอย่างที่ต้องการ ส่วนฝ้าที่ถูกดันขึ้นก็ออกแบบยกพื้นให้กลายเป็นเตียงเล่นระดับในห้องทำงานของคุณจ๋า กลายเป็นมุมนอนเล่นในวันทำงาน หรือห้องนอนแขกก็ได้ 

No Surprise เพลงของเขา

ไม่น่าแปลกใจหรอกที่บ้านหลังนี้จะอวลไปด้วยท่วงทำนองของเพลงต่าง ๆ หากรู้ว่าม่อนเป็นนักฟังเพลงจริงจัง เป็นนักดูคอนเสิร์ตที่แทบไม่พลาดทุกคอนเสิร์ตของวงโปรด และเป็นนักวิจารณ์เพลงที่เขียนให้กับนิตยสารเพลงอย่าง Music Express ตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาปีหนึ่ง แม้ทุกวันนี้จะทำงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยแล้วก็ตาม เขาก็ยังเป็นนักฟังเพลงอย่างจริงจังไม่เคยเปลี่ยน การฟังเพลงของเขาอยู่ในแทบทุกช่วงเวลาของชีวิต ไม่ใช่แค่ฟังผ่าน ๆ แต่ลงลึกไปถึงเนื้อหา ที่มาที่ไป และประวัติศาสตร์ชีวิตของศิลปินที่ชื่นชอบ

“การฟังเพลงของผมมันเป็นมากกว่างานอดิเรก กลายเป็นชีวิตผมไปแล้ว ถ้าผมชอบเพลงไหน ผมจะฟังเพลงนั้นอยู่เพลงเดียว สามสี่วัน แล้วผมก็จะไม่ฟังมันอีกเลย ดังนั้น เพลงไหนล่ะที่ผมฟังได้เรื่อย ๆ ไม่มีเบื่อ เพลงนั้นจึงเป็นที่มาของบรรยากาศบ้านที่ผมอยากอยู่ 

“ตอนเลือกเพลงของผม มีหลายเพลงมากที่เข้ามาให้รู้สึก แวบแรกผมนึกถึง No Surprise ของ Radiohead ก่อน ถ้าเทียบกับเพลงอื่นของวง เพลงนี้อาจจะไม่ได้ดังมาก แต่เป็นเพลงที่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนว่า เราตั้งสติได้ เป็นเพลงที่เวลาฟังปุ๊บมันจะหม่น รู้สึกไร้พลัง เกิดสภาวะบางอย่างเหมือนเราอยากเอนตัวลงบนฟูกแล้วก็คิดทบทวนกับตัวเอง ซึ่งผมคิดว่าสภาวะแบบนี้เราควรทำในชีวิตบ่อย ๆ 

“เพลงนี้เป็นเพลงที่ฟังแล้วมีสติ ผมฟังบ่อยมากก่อนจะทำงานที่ต้องคิดเยอะ ๆ ก่อนเขียนวิทยานิพนธ์ของผม หรือว่างานเขียนต่าง ๆ มันไม่ใช่เพลงที่ให้ Vibe ที่ว้าว ปัง อลังการ หรูหรา แต่เป็น Vibe ธรรมดาที่เราจะไม่มีทางเลี่ยน ไม่มีทางเบื่อ อยู่กับมันได้เรื่อย ๆ ไปตลอด โดยที่กราฟจะนิ่ง ไม่ขึ้นไม่ลง ฟังแล้วก็ฟังได้อีก สำหรับผม Vibe ของบ้านมันควรจะเป็นอย่างนั้นเหมือนกัน ไม่งั้นก็จะเห่อบ้านอยู่แวบหนึ่ง แล้วก็จะไม่อะไรกับบ้าน ไม่อยากดูแลบ้านละ ผมอยากให้มันเป็นบ้านธรรมดาที่พิเศษสำหรับเรามากกว่า”

ถามนักฟังเพลงอย่างม่อนว่า แล้วเชียงใหม่เหมาะกับการฟังเพลงไหม

“ถ้าเรื่องเสียง ความเงียบสงบ ผมว่าเชียงใหม่เหมาะมาก ๆ เลย อธิบายอย่างนี้ดีกว่า ผมว่า Vibe กรุงเทพฯ เหมาะกับการฟังดนตรีสด คือผมเป็น Concert-goer นะ ก่อนโควิดผมไปไม่ต่ำกว่า 10 เพราะฉะนั้นกรุงเทพฯ ยังเป็นเมืองที่เหมาะกับการฟังคอนเสิร์ตอิมพอร์ตอันดับหนึ่งอยู่แล้ว เพราะเชียงใหม่มันไม่มี แต่ว่าถ้าเราพูดถึงดนตรีสดแบบแจ๊ส แบบแจมมิ่ง ใครขึ้นไปแจมก็ได้ เชียงใหม่ก็ยังเป็น Vibe ที่ดี 

“ถ้าพูดถึงการฟังดนตรีแบบตั้งใจฟังอยู่ที่บ้าน เชียงใหม่อาจจะเหมาะกับผมมากกว่ากรุงเทพฯ อันดับหนึ่งคือ บ้านผมพ่อแม่อยู่ ถ้าฟังก็คงรบกวนเขา อันดับสองคือ ผมอยู่สาทร เมืองที่แม้ว่าตอนกลางคืนรถไม่ติด แต่ก็ยังมีเสียงแตร เสียงบ้านคนนั้นคนนี้ ไม่มีความเงียบชนิดที่ว่าเราจะตั้งใจฟังเพลงได้ เพราะฉะนั้น Vibe ในเชียงใหม่เหมาะกับการฟังเพลงคนเดียวที่บ้าน และอาจจะมีบรรยากาศอย่างอื่นเสริมเข้ามาอีก เช่น บ้านเราอยู่ตีนดอย ฟังโฟล์กจากฟิลาเดลเฟีย The Milk Carton Kids ซึ่งเป็นวงที่ผมชอบ ก็เหมาะมากเลย ตอนเช้ามีหมอกลงนิด ๆ เป็น Vibe ที่เข้ากั๊นเข้ากัน ผมคงจะฟังโฟล์กในกรุงเทพฯ ด้วยความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้ มู้ดมันก็คงไม่ไหว” 

ในห้องทำงานของม่อน มีกรอบรูปดึงดูดสายตาอยู่กลุ่มหนึ่ง ม่อนบอกว่านี่คือ Set List เพลงในคอนเสิร์ตที่เขาไปฟัง “ผมไปขอเขา แล้วไปขอลายเซ็นจากนักดนตรี” เรื่องเล่าของ Set List ฟังสนุกมากหลากที่มา ล่าสุดนั้นเป็นคอนเสิร์ตแรกที่จัดขึ้นในช่วงโควิด ลักษณะ Live จากสตูดิโอ และส่ง Set List กับบัตรมาให้ทางบ้าน

“ถ้าเทียบกับโปสเตอร์ที่ยังมีวงการเก็บสะสม Set List อย่างนี้คนยังไม่ค่อยเก็บ ผมหมายถึงในเมืองไทยนะ แต่ต่างประเทศก็มีราคานะ” 

Stop Where You Are เพลงของเธอ

โลกนอกบ้านจะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่เมื่อกลับเข้ามาในบ้าน ได้อยู่กับสิ่งที่รัก วางใจลงจากความวุ่นวาย และเป็นตัวของตัวเองที่สุด คงเป็นสิ่งที่ทุกคนอยากให้บ้านมีความหมายอย่างนั้น เป็นที่ที่ดีที่สุดสำหรับเรา ซึ่งเพลงของเธอที่เลือกมาสะท้อนความรู้สึกที่ว่านี้ 

“เป็นแนวเพลงโซลออกแจ๊ส ฟังแล้วสบาย ๆ แบบที่เราอยากให้บ้านอยู่ในบรรยากาศนั้น คือเราเป็นสาวออฟฟิศเนอะ กลับบ้านมาก็อยากรู้สึกได้พักผ่อน ได้รู้สึกอบอุ่นในบ้านของเรา และจ๋าดูที่เนื้อเพลงด้วยค่ะ ประมาณว่า แสงตอนเช้าที่เข้ามานะ ให้หยุดอยู่กับตรงนี้ ที่คุณอยู่แล้วก็คิดถึงตัวเอง คิดถึงชีวิต อาจจะมีความคล้ายกับม่อนนิด ๆ ที่มันสะท้อนตัวเอง เมื่อตอนเด็ก ๆ จ๋าไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน และได้รู้จักนักดนตรี 2 คนที่ทำให้ผ่านช่วงนั้นมาได้ คือคนนี้ Corinne กับ นอร่า โจนส์ เลยเป็นแฟนเพลงมาตั้งแต่ตอนนั้น คือจ๋าฟังเพลงอยู่ไม่มาก ก็เลยเลือกเพลงของเขามา เป็นเพลงในอัลบั้มใหม่”

ความกลมกลืนของบ้าน ความอบอุ่นในแสงไฟยามค่ำ สีของอิฐที่วางตัวเก๋ด้านหน้าล้อไปกับโค้งของฝ้าเพดาน กรอบหน้าต่าง สีของไม้ กระเบื้องสีแชมเปญ งานศิลปะภาพเธอและเขาจากศิลปิน Aura ที่จ๋าชื่นชอบ โปสเตอร์คอนเสิร์ต ภาพจิ๊กซอว์ ฟรีดา คาห์โล เคียงคู่ ดิเอโก ริเบรา เสียงเพลงจากแผ่นเสียง และ ฟรีดา ดีดี้ และ โอดอย คือองค์ประกอบหลักที่ทำให้ความรู้สึกถูกเติมเต็ม

จ๋าเล่าถึงที่มาของงานศิลปะผลงาน Aura ว่า เลือกเป็นภาพในงานแต่งงานแทนภาพพรีเวดดิ้ง เป็นภาพในการ์ดเชิญ 

“จ๋าเห็นผลงานคุณออร่าจากไอจี ก็ติดต่อไปค่ะ บอกไปว่าอยากได้ภาพที่เราใช้ชีวิตอยู่ในบ้าน เขาส่งสเก็ตช์มา แล้วเราก็เลือกภาพกัน เราประทับใจในความประณีตของเขา ม่อนขอให้เขาทำแมวให้ เขาก็เติมให้มีรายละเอียด มีหนวด มีขนแมวด้วย (ยิ้ม)” 

“ผมคิดว่าแมวเป็นอีกปัจจัยในชีวิตนอกจากการฟังเพลง กลับมาบ้าน มาเหนื่อย ๆ มาเจอแมวที่เรารับมาเลี้ยง 3 ตัว ความเหนื่อยก็หายไป บางคนใช้คำว่าทาสแมว ผมคิดว่าคำนี้มีปัญหา ไม่ใช่ทาสหรือไม่ทาสนะ แต่มันเป็นสมาชิกในครอบครัว เราเป็นครอบครัวเดียวกัน จะบอกว่ามันเป็นทาสเราก็ไม่ใช่อีก คือมันไม่ได้น่ารักเหมือนหมาไง มันมีนิสัยประหลาด ๆ เช่น ขี้อิจฉา ขี้หงุดหงิด บางวันอยากอ้อนให้เราดูแล บางวันไม่อยากให้ยุ่ง แล้วเราคงให้มันทุกอย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ไม่ได้ 

“แต่ถ้าเรามองว่าเขาเป็นสมาชิกในครอบครัว เออ นี่ไง สมาชิกในครอบครัวเรามันมีคนแบบนี้ไง มีแมวแบบที่กรัมปี้หน่อย มีแบบขี้อ้อนหน่อย มีแบบไนซ์ที่ดูแลคนในครอบครัว มีแมวที่ขี้กลัวไม่ค่อยอยากยุ่งกับคน มีแมวที่เป็นอินโทรเวิร์ตสักตัว ก็เป็นสีสันของสมาชิกในครอบครัว มันไม่จำเป็นต้องเป็นคนก็ได้”

“แมว 3 ตัว ชื่อ ฟรีด้า ดีดีเย่ และโอดอย ทั้ง 3 ตัวมี ด เด็ก เรียกง่าย ๆ ว่า ด้า ดี้ ดอย ได้ และผมตั้งให้มันคล้องจองกัน คือ ฟรีด้า โป่งน้อย, โอดอย ป่าจี้ แล้วก็ดีดี้ ห้วยทราย 3 ที่ที่มันถูกเลี้ยงดูขึ้นมา” 

เวลาพูดถึงแมว ดวงตาม่อนส่องประกายตลอดเวลาไม่ต่างจากเวลาพูดถึงเพลงเลย เขาบอกว่า ตอนที่ยังมีฟรีด้าเพียงตัวเดียว มีครั้งหนึ่งที่เขาต้องไปเวิร์กชอปที่ซานฟรานซิสโก วันนั้นเขาเข้าไปชมหอศิลป์ แล้วเกิดคิดถึงฟรีด้าขึ้นมา (คิดถึงมากกว่าจ๋าเหรอ “ใช่ๆ”) (หัวเราะ) 

เขาจึงเลือกซื้อจิ๊กซอว์รูปฟรีด้านี้กลับมา “พอกลับมาบ้าน ก็มาช่วยกันต่อกับจ๋า” ภาพนี้แขวนอยู่บริเวณครัวทางเชื่อมต่อไปห้องทำงานของม่อน 

“ไปต่างประเทศหรือไปต่างจังหวัดนาน ๆ ก็จะคิดถึง เพลงมันฟังที่ไหนก็ได้ แต่แมวที่เราเลี้ยงไม่มีที่ไหนนอกจากที่บ้านเรา”

Writer

สกุณี ณัฐพูลวัฒน์

จบเกษตร แล้วต่อด้านสิ่งแวดล้อม แต่เติบโตด้านการงานด้วยการเขียนหนังสือมาตลอด ชอบพูดคุยกับผู้คน ชอบต้นไม้ ชอบสวน ชอบอ่าน ชอบงานศิลปะและชอบหนังสือภาพ ทุกวันนี้จึงพาตัวเองคลุกคลีอยู่กับสิ่งที่ชอบที่ชอบ ด้วยการเขียนหนังสือ ทำงานศิลปะ เดินทาง และเปิดร้านหนังสือ(ภาพ)ออนไลน์ Of Books and Bar

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load