โจทย์ข้อใหญ่ของเราคือทำยังไงให้ Public Art เป็นของสาธารณะที่ทุกคนเข้าถึงได้จริงๆ ทำยังไงถึงไม่ต้องมีรั้วกั้นหรือป้ายห้ามจับ ให้มันได้ทำหน้าที่ของมันในฐานะศิลปะสาธารณะจริงๆ”

จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย Vice President ฝ่ายศิลปะและวัฒนธรรมของ Frasers Property Holdings (Thailand) ผู้บริหารโครงการ The PARQ และ One Bangkok บอกกับเราด้วยเสียงหนักแน่น 

จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย ผู้บริหาร Art&Culture บ.มหาชนที่อยากเห็นศิลปะไม่มีรั้วและป้ายห้ามจับ

โปรดิวเซอร์, Account Supervisor, ภัณฑารักษ์อิสระ, ภัณฑารักษ์ฝ่ายเนื้อหาและพัฒนาองค์ความรู้, นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญ, ผู้จัดการวางแผนนโยบาย และผู้บริหารฝ่ายศิลปวัฒนธรรม

คือรายชื่อตำแหน่งตลอดอายุการทำงาน 20 ปีของเธอ

จากประสบการณ์กว่า 10 ปีที่ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ TCDC (ปัจจุบันเป็น Creative Economy Agency (CEA)) ในฐานะภัณฑารักษ์หนึ่งในผู้ดูแลโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบสร้างสรรค์เจริญกรุง (Co-create Charoenkrung) การทำงานร่วมกับหลายฝ่าย ทั้งนักออกแบบ ศิลปิน ผู้ประกอบการ และรัฐบาล ทำให้เธอรู้ว่าถ้าอยากขับเคลื่อนวงการสร้างสรรค์ ทุกคนต้องร่วมมือกัน 

ศิลปินหรือนักออกแบบจะอยู่ไม่ได้หากไม่มีผู้ว่าจ้าง ผู้ว่าจ้างอาจมองไม่เห็นความสำคัญหากไม่มีนโยบายรัฐบาลจูงใจ และทั้งหมดทั้งมวลจะไม่เกิดขึ้น หากไม่มีผู้บริโภค

เธอเปลี่ยนหมวกมาทำงานร่วมกับหน่วยงานเอกชนในตำแหน่งเมื่อ 4 ปีก่อน ในองค์กรที่ให้ความสำคัญกับศิลปะจนมีหน่วยงาน Art & Culture ในบริษัทอย่างจริงจัง และผลงานล่าสุดคือโครงการ The PARQ ที่มีงานศิลปะแสดงอยู่ในบริเวณต่างๆ รวมถึงการแบ่งชั้น 15 ให้เป็นพื้นที่จัดนิทรรศการ Bangkok Art Biennale 2020 ให้คนทั่วไปเข้ามาชมได้ 

ความฝันของจรินทร์ทิพย์ในวันนี้ นอกจากต้องการขับเคลื่อนวงการและสนับสนุนคนทำงานให้พัฒนาฝีมือต่อ เธออยากเห็นศิลปะสาธารณะในประเทศมากขึ้น ศิลปะที่ทุกคนเข้าถึงได้โดยไม่ต้องมีรั้วกั้นหรือป้ายห้ามจับ และตั้งใจให้บทบาทใหม่ในฐานะภาคเอกชนผลักดันความฝันนี้ให้เป็นจริง 

คุณเรียนปริญญาโทสาขา Design Study สาขานี้เกี่ยวกับอะไร

ตอนปริญญาตรีสาขา Graphic Design ที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เรารู้อยู่แล้วตั้งแต่เด็กว่าตัวเองชอบงานสายออกแบบ แต่พอไปทำงานจริง เราอยากลองอะไรหลายๆ อย่าง อยากเริ่มต้นทำงานตั้งแต่ศูนย์ เพื่อจะได้ลองทำทุกอย่าง ตอนแรกเลยไปทำงานสายโปรดักชัน เป็นโปรดิวเซอร์ในบริษัทออแกไนเซอร์แห่งหนึ่ง ทำให้ได้ทักษะการจัดการ แต่สำหรับเรางานมันชั่วคราวไปหน่อย คิดมาตั้งสองเดือน จัดงานสามชั่วโมงจบ เราเสียดาย แต่เราขอบคุณประสบการณ์ตรงนั้น หลังจากนั้นก็เบนเข็มมาทำเอเจนซี่โฆษณาเพราะอยากเข้าใจอุตสาหกรรมทั้งหมด ทำทั้งสายครีเอทีฟและตำแหน่งดูแลลูกค้า เราอยากรู้ เราอยากเข้าใจ ทุกครั้งที่สมัครงานใหม่ เรามีโจทย์ของตัวเองว่าเราทำงานที่นี่เพื่ออะไร เพื่อเรียนรู้อะไร

ก่อนไปเรียนต้องเลือกระหว่างไปอเมริกากับอังกฤษ อเมริกาค่อนข้างเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น Up-to-Date เทคโนโลยีที่ใหม่ที่สุด หรือทฤษฎีการออกแบบที่ใหม่ที่สุด เขาก็สอนตามนั้น แต่ถ้าเป็นฝั่งยุโรป ทฤษฎีอาจไม่ใหม่เท่า แต่มันทำให้เราได้ถกเถียง ได้คิดสิ่งใหม่ๆ ต่อจากตรงนั้น มันค่อนข้างเปิด คุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาสมัยปริญญาตรีก็บอกว่าเราน่าจะเหมาะกับฝั่งนี้

Design Study เป็นคลาสที่ไม่มีเก็บคะแนนระหว่างคอร์สเลย เก็บคะแนนครั้งเดียวคือตอนทำวิทยานิพนธ์ ตกผ่านว่ากันตามนั้น ซึ่งระหว่างนั้นมีโปรเจกต์เยอะมาก ทั้งกับเพื่อนและงานเดี่ยว สิ่งที่เราชอบคือ คอร์สนี้ต้องการคนจากหลายสาขา ในคลาสเราจึงมีตั้งแต่นักดนตรีอายุหกสิบ คนฮ่องกงที่จบเศรษฐศาสตร์มา เขาต้องการการแลกเปลี่ยนจากคนหลายสัญชาติและหลายอาชีพ สิ่งที่เรียนมันคือการแลกเปลี่ยนความคิด เหมือนเป็นคอร์สที่ไว้หาตัวเอง แต่ใช้วิธีการ Design Research ในระหว่างทาง หลังจากเราเรียนจบเขาเปลี่ยนชื่อคอร์สเป็น Applied Immagination ซึ่งก็มีคนโวยนะ แต่เรารู้สึกว่ามันเป็นอย่างนั้นนะ มันคือการจินตนาการ การสร้างไอเดียบางอย่าง แล้วใช้กระบวนการรีเสิร์ชมาหาคำตอบ

จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย ผู้บริหาร Art&Culture บ.มหาชนที่อยากเห็นศิลปะไม่มีรั้วและป้ายห้ามจับ

โดยที่ปลายทาง คนที่เรียนอาจจะไม่ต้องทำงานในวงการสร้างสรรค์ก็ได้

ใช่ แต่มันคือการใช้กระบวนการสร้างสรรค์เพื่อหาคำตอบอะไรบางอย่าง โปรเจกต์แรก จำได้ว่าเขาจับกลุ่ม กลุ่มละประมาณเจ็ดคน แล้วก็จับเราโยนไปในสถานที่ต่างๆ ในลอนดอน กลุ่มเราได้ห้าง Selfridges ชั้น Basement ที่ขายของดีไซน์ต่างๆ เขาให้เวลาสองวัน แล้วมาพรีเซนต์งานในคลาส โดยวิธีการใดก็ได้ที่ไม่ใช่พาวเวอร์พอยต์

โจทย์ของเขาคือ Sense of Place หรือความรู้สึกของเราต่อสถานที่นั้นๆ เพื่อนบางกลุ่มได้ไป Tate Modern บางกลุ่มได้ตลาด ของเราได้ห้าง สุดท้ายเราพรีเซนต์ออกมาเป็นเพลง เพราะมีเพื่อนในกลุ่มคนหนึ่งเป็นนักดนตรี แล้วทั้งคอร์สจะเป็นประมาณนี้หมดเลย สนุกมาก

คุณมีธงในใจในการทำทุกอย่าง แล้วเป้าหมายของการไปเรียน Design Study คืออะไร

เราชอบเรียนศิลปะ ชอบวาดรูปตั้งแต่เด็ก วิชานี้ได้คะแนนดีตลอด พอทำงานเอเจนซี่โฆษณาก็ชอบคุยกับครีเอทีฟมากกว่าตำแหน่งอื่นๆ ตอนไปเรียนก็มีความตั้งใจเหมือนกัน มีโปรเจกต์หนึ่งให้พูดถึงกล่องของขวัญที่เล่าปลายทางหรืออาชีพที่เราอยากเป็น สิ่งที่เราทำคือ กระดาษห่อของขวัญสีขาวเหมือนกระดาษสา มีเลเยอร์ซ้อนกันๆ แล้วก็หยดสีลงไป กระดาษแผ่นแรกสีซึมเยอะแล้วก็ค่อยจางลงๆ ซึ่งเป้าหมายเราตอนนั้นคืออยากทำเรื่องการให้ความรู้ 

พอกลับมาเมืองไทย เพื่อนก็ยื่นหน้าหนังสือพิมพ์ Bangkok Post มาให้ เป็นประกาศรับตำแหน่งคิวเรเตอร์ของ TCDC ที่กำลังรวมทีม ซึ่งมันคืองานในฝัน เป็นคิวเตอร์ ทำคอนเทนต์ เป็น Public Service ทำงานให้คนหมู่มาก เราเป็น TCDC รุ่นสอง รุ่นแรกอยู่ทำเนียบรัฐบาล รุ่นสองอยู่ The Emporium 

TCDC เป็นเหมือนโรงเรียนที่ดีที่ทำให้เรายิ่งรักอุตสาหกรรมศิลปะและการออกแบบ ยิ่งอยู่ยิ่งรัก ยิ่งอยากทำให้ดี เป้าหมายคือขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศด้วยงานออกแบบ แล้วทีมงานทุกคนมีสปิริตแบบเดียวกัน มีความคิดแบบเดียวกัน และเราได้เจอความรู้ใหม่ทุกวัน ได้เจอผู้รู้จากหลากหลายวงการตั้งแต่วงการออกแบบ ศิลปะ ธุรกิจ สังคม วิทยาศาสตร์ ทำให้งานออกแบบข้ามสายเยอะมาก

เหมือนมันจับต้องได้มากขึ้น

มันทลายความคิดที่ว่าการออกแบบเป็นเรื่อง Aesthetic อย่างเดียว

จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย ผู้บริหาร Art&Culture บ.มหาชนที่อยากเห็นศิลปะไม่มีรั้วและป้ายห้ามจับ

อุปสรรคของวงการออกแบบไทยคืออะไรในความคิดคุณ

เราว่ามันค่อนข้างต่างคนต่างอยู่ ในวงการออกแบบจะมี Segment ของเขาแล้วไม่ค่อยข้ามกัน ทั้งจากตัวนักออกแบบเองและการรับรู้ของคนนอก บางอันอาจจะเกี่ยวข้องกันชัดเจนอย่างดนตรีกับแฟชั่น แฟชั่นกับการถ่ายรูป ซึ่งจริงๆ แล้วมันเชื่อมกันได้หมด ศิลปะกับวิทยาศาสตร์ ศิลปะกับสังคม บางคนที่สายศิลปะเลยก็อาจจะบอกว่างานดีไซน์ไม่ใช่ศิลปะ สำหรับเราเราว่ามันคือเรื่องเดียวกัน เพียงแต่อยู่คนละฝั่ง Spectrum 

แล้วโลกในวันนี้มันลื่นไหลมาก เราไม่ใช่คิวเรเตอร์ที่เป็นสายอาร์ตจัดๆ เรามาจากวงการดีไซน์ แต่ก็ไม่ใช่นักออกแบบ เราเลยมองตัวเองเป็นสะพานที่เชื่อมทุกศาสตร์ในอุตสาหกรรมใหญ่ๆ นี้

ทำยังไงให้คนจากหลายๆ อุตสาหกรรมเข้าใจว่างานดีไซน์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้

สิบห้าปีที่แล้ว TCDC บอกว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่ทำให้เราแตกต่างจากคนอื่นๆ ในโลกนี้ เพราะทุกคนมีความคิดสร้างสรรค์ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับหลายอย่าง เช่น วัฒนธรรม และสิ่งเหล่านี้สร้างเงินกับประเทศได้ไม่รู้จบ เพื่อให้รัฐบาลเห็นความสำคัญของอุตสาหกรรมงานออกแบบ สนับสนุนมันสิ ให้โอกาสมัน ดูแลมัน นั่นคือสิ่งที่เราบอกรัฐบาล

คนถัดมาที่สำคัญมากคือนักออกแบบ นักเรียนสายการออกแบบ ให้พัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น ไม่ต้องก็อปปี้ญี่ปุ่น ไม่ต้องก็อปปี้สวีเดน ใช้ความเป็นไทยนี่แหละ มันทำให้คุณแตกต่าง ส่วนผู้ประกอบกัน เราก็ให้ความรู้เขาเรื่องงานออกแบบว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องแพ็กเกจจิ้งนะ แต่เป็นวิธีการแก้ไขปัญหาแบบดีไซน์

จำได้เลยงานแรกที่ TCDC คือการไปออกงาน BIG (Bangkok International Gift Fair) สมัยนั้นประเทศเรายังไม่ค่อยมีงานดีไซน์แฟร์ แต่งานนี้รวมผู้ประกอบการที่ทำผลิตภัณฑ์สวยๆ เราไปเพื่อแนะนำองค์กรว่าเป็นใคร เราจะทำอะไร เราจะมีห้องสมุด ก็มีคนถามว่าเป็นองค์กรรัฐเหรอ ฟรีใช่ไหม เราบอกไม่ฟรี ต้องจ่ายเงิน เขาก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ 

ทีมเลยต้องผนึกกำลังเพื่อทำให้คนเข้าใจสิ่งที่เราทำ เข้าใจว่าการออกแบบมันดี มันอาจจะไม่เห็นผลภายในสามปี ห้าปี แต่​ ณ วันนี้มันก็พิสูจน์แล้วใช่ไหม วันที่เราทำนิทรรศการแล้วมีคนมาคอมเมนต์ว่าไม่เห็นด้วย เราโคตรดีใจ แปลว่าเขาอ่านสิ่งที่เราสื่อสารออกไป

วันนี้เราเลยเห็นเด็กรุ่นใหม่ไปพิพิธภัณฑ์หรือแกลเลอรี่เยอะขึ้น

มันกลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ขึ้นมา อย่างงาน Design Week ก็ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงในย่าน เราว่าทุกอย่างต้องมีใครสักคนลุกขึ้นมาทำ ออกแรงเยอะๆ แล้วเราก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมาย

แต่วงจรทั้งหมดต้องมีตั้งแต่รัฐบาล ผู้สนับสนุนในเชิงนโยบาย นักออกแบบที่เก่งและมีความรู้ แต่อีกสองห่วงโซ่ที่สำคัญมากคือภาคเอกชน ที่ต้องรับเอาสิ่งนี้ในปรับใช้กับธุรกิจของตัวเอง เพื่อให้เกิดการว่าจ้างนักออกแบบ และสุดท้ายคือ ผู้บริโภค ต้องเข้าใจมูลค่าและคุณค่าในงานออกแบบ และยินดีจ่ายให้ตรงนั้น 

จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย ผู้บริหาร Art&Culture บ.มหาชนที่อยากเห็นศิลปะไม่มีรั้วและป้ายห้ามจับ

นั่นคือเหตุผลที่คุณตัดสินใจเปลี่ยนหมวกจากภาครัฐมาเอกชนใช่หรือเปล่า

เราอยากให้ภาคเอกชนเห็นความสำคัญและลงทุนกับงานออกแบบกับศิลปะ สำหรับเรา รัฐบาลกับเอกชนมีอำนาจพอๆ กัน ในบางครั้งภาคเอกชนอาจมีแรงกระเพื่อมกว่าด้วยซ้ำ เพราะตัดสินใจทำได้เร็วกว่า เลยตัดสินใจมาทำงานที่นี่เพราะเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ให้ความสนใจเรื่องนี้ จึงว่าจ้างคนสายอาชีพเรามาทำงานนี้โดยตรง ถ้าเราสามารถนำเสนอสิ่งที่ดีให้กับเจ้าขององค์กร ที่ตอบโจทย์เชิงการค้า ในขณะเดียวกันประโยชน์ก็กลับมาสู่คน สู่เมือง 

วิธีที่ง่ายที่สุดขององค์กรเอกชนในการสนับสนุกวงการงานออกแบบหรือศิลปะอาจเป็นสปอนเซอร์ในเทศกาลงานสร้างสรรค์ต่างๆ กลยุทธ์ของคุณคืออะไร 

เราไม่ทำทุกอย่างด้วยความฉาบฉวย หนึ่ง ต้องตีโจทย์ขององค์กรก่อน ซึ่งโจทย์องค์กรท้าทายมาก เพราะเป็นเชิงธุรกิจ เราเลยต้องหากลยุทธ์แบบไหนที่จะไม่ผิวเผิน มันเลยไม่ใช่แค่การสปอนเซอร์และจบไป เราอาจจะสปอนเซอร์ได้ แต่คนที่เราไปทำงานกับเขาจะต้องมีวิสัยทัศน์ตรงกับองค์กร และมันจะเกิดขึ้นได้จริงในระยะยาว Stakeholder ทุกคนได้ประโยชน์จากมัน

หัวหน้าภัณฑารักษ์และผู้บริหารฝ่ายศิลปะและวัฒนธรรมมีหน้าที่ทำอะไร

งานเรามันอาจจะไม่ใช่งานที่สร้างกำไรโดยตรง โปรเจกต์ที่เราจะทำถือว่าสำเร็จ เมื่ออยู่ในกรอบงบประมาณที่ตั้งไว้อย่างเหมาะสม ศิลปินหรือนักออกแบบได้รับประโยชน์อย่างเหมาะสม องค์กรได้รับประโยชน์อย่างเหมาะสม ไม่มีใครถูกเอาเปรียบ เรายึดถือเรื่องนี้เป็นสำคัญ

เราเป็นคนตรงกลาง เราต้องรู้ใจเจ้าของโครงการว่าเขาชอบอะไร แล้วเราก็เลือกงานที่ดีที่สุดให้กับเขา ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องเข้าใจศิลปิน ให้เขาได้ทำเต็มที่ ช่วยส่งเสริมให้เขาคิดไอเดียอย่างสุดความสามารถ ถ้าเราเจอตรงกลางพอดีที่ทุกคนแฮปปี้ ศิลปินได้ทำงานดี งานสวย งานสร้างสรรค์แปลกใหม่ เจ้าของประทับใจ คนเสพงานประทับใจ นั่นคือความสำเร็จของงานเรา แต่ถ้าวันหนึ่งเราสามารถคิดโมเดลที่ทำให้เกิดรายได้กลับคืนมา หรือทำให้งานชิ้นนั้นมีมูลค่า ก็เป็นความท้าทายที่ดีอีกอย่างหนึ่ง

อุตสาหกรรมศิลปะมันซับซ้อน การซื้องาน การสะสมงาน ก็เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยให้งานมีมูลค่า ให้ศิลปินมีโปรไฟล์ที่ดีขึ้น

จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย ผู้บริหาร Art&Culture บ.มหาชนที่อยากเห็นศิลปะไม่มีรั้วและป้ายห้ามจับ

แต่คนมักมองว่าซื้องานหนึ่งชิ้นคือการจ่ายเงินศิลปินคนเดียว ไม่ได้มองถึงคนที่อยู่เบื้องหลังอื่นๆ

มหาศาล การที่เราซื้องานหนึ่งชิ้นมาเก็บไว้คือการเพิ่มมูลค่า เอาออกมาอยู่ในตลาดก็เป็นการเพิ่มมูลค่า ทุกอย่างมีกลไกที่รองรับอยู่ อย่างงานของ คุณอ้อ (พรพรรณ สุทธิประภา) ที่อยู่ที่โถงใน The PARQ ก็มีคนมาติดต่อให้คุณอ้อทำแบบชิ้นนี้แล้ว คนที่ทำหน้าผลิตก็ได้งานต่อๆ ไปอีกหลายส่วน 

ความท้าทายของงานนี้คืออะไร

เราว่าความท้าทายของเราเหมือนตอนที่อยู่ TCDC แรกๆ เราต้องบอกว่า ‘เราเป็นใคร’ กับประชาชนทั้งประเทศที่ต่อว่ามากมายว่าใช้เงินเยอะ เอาไปทำอะไรกัน อันนั้นคือหนึ่งองค์กรบอกคนทั้งประเทศ แต่อันนี้คือยูนิตหนึ่งที่นอกจากต้องบอกคนนอกแล้ว ยังต้องบอกคนในองค์กรว่าเรากำลังทำอะไร เข้าใจในสิ่งที่เราทำ จะได้ค่อยๆ Appreciate มัน

อย่างตอนที่ทำออฟฟิศใหม่ ออกแบบภายในเรียบร้อย แต่ผนังยังว่าง เจ้านายก็มอบหมายหน้าที่ให้ทีมเราหารูปภาพมาติดผนัง ถ้าคิดง่ายๆ เราเอารูปอะไรมาติดก็ได้ แต่ทีมเราตั้งใจมาก เลือกกราฟิกดีไซเนอร์มาออกแบบภาพตามชื่อห้องที่ตั้งไว้แล้ว มีคอนเซปต์ และใช้กระบวนการผลิตแบบ Silkscreen กับใช้การปริ้นแบบ Artist Grade วันที่ติดรูป เราก็จ้างคนที่ติดรูปงานอาร์ตมืออาชีพ วัดตำแหน่งดีๆ มาทำให้ แล้วเราก็ถ่ายวิดีโอพร้อมส่งอีเมลหาทุกคนในบริษัทว่า ออฟฟิศเรามีรูปภาพใหม่มาติดนะ และเราโชว์ทุกอย่าง โชว์กระบวนการ โชว์เทคนิค ใครคือดีไซเนอร์ เขาอยู่สตูดิโอไหน เขาทำอะไรบ้าง ใครคือพรินเตอร์ แล้วก็ขอให้ทุกคนเอ็นจอย บางคนก็ส่งกลับมาว่าประทับใจมาก ขอบคุณจริงๆ 

ตอนแรกคนก็ไม่เข้าใจเยอะ คนที่คิดว่ามันไม่สวยก็มี ซึ่งไม่เป็นไรเลย เพราะความสวยงามเป็นเรื่องส่วนบุคคลอยู่แล้ว

คิวเรเตอร์น่าจะเจอคอมเมนต์จนชินแล้ว

มันเป็นการฝึกธรรมะส่วนตัวเลยนะ ยอมรับว่ามีเสียใจด้วยธรรมชาติของมนุษย์ แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นไร นานาจิตตัง 

เราชอบตีโจทย์ ถ้าเราตีโจทย์ออกแล้วงานนั้นมันตอบโจทย์ได้ เราจะอธิบายกลับไปว่าสิ่งที่คุณเห็นมันตอบโจทย์อะไรบ้าง แล้วเขาจะเข้าใจเอง มันไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบไม่มีเหตุผล ถ้าเขาเข้าใจเหตุผล ที่มา และกระบวนการ ซึ่งเราบูชากระบวนการ ถ้ากระบวนการดี คิดมารอบด้าน มันจะโอเค

เราได้สิ่งนี้มาจากตอนเรียนศิลปกรรมฯ จุฬาฯ อาจารย์ให้คะแนนสเกตช์ช่วงระหว่างทำสัดส่วนเยอะกว่าตอนงานเสร็จ เรียกตรวจสเกตช์บ่อย เหมือนกันกับปริญญาโท งานตอนจบ ไอ ด้อน แคร์ เลย ยูจ้างคนอื่นทำก็ได้ แต่หลักการและเหตุผล ความคิดที่อยู่เบื้องหลังงานชิ้นนั้น ได้คะแนนมากกว่าปลายทาง

เวลาคนไม่ชอบเราเลยไม่เป็นไร แต่ถ้ามีโอกาสอธิบายก็จะอธิบายให้ฟังว่ามันเป็นแบบนี้เพราะอะไร ขณะเดียวกันก็เก็บเอาไว้ทดสอบตัวเองครั้งต่อไป เราจะได้เข้าใจเทสต์คนอื่น อาจจะเอาเทสต์ตัวเองตั้งต้นแหละ แต่จะทำยังไงให้กลมกล่อมที่สุด

คุณอยากเห็นงานศิลปะแบบไหนในบ้านเรา

เราอยากให้มี Public Art เวลาเราไปต่างประเทศ ไปนิวยอร์ก ไปลอนดอน ไปญี่ปุ่น เราจะตื่นเต้นมากที่มีงานของคนคนนี้อยู่ที่จัตุรัสนี้ ช่วงหนึ่งรู้สึกดีใจมากที่มีประติมากรรมในสวนของกรุงเทพฯ ตื่นเต้นมาก พอตัวเองได้มาทำสิ่งนี้กับ One Bangkok คือฝันเป็นจริง โจทย์ข้อใหญ่ของเราคือทำยังไงให้ Public Art เป็นของสาธารณะที่ทุกคนเข้าถึงได้จริงๆ คนมองเห็นและเข้าไปอยู่กับมันได้ ทำยังไงถึงไม่ต้องมีรั้วกั้นหรือป้ายห้ามจับ ให้มันได้ทำหน้าที่ของมันในฐานะศิลปะสาธารณะจริงๆ ซึ่งวัสดุออกแบบมาให้ทนแดดทนฝน จับแล้วไม่เป็นรอยอยู่แล้ว ล่าสุดเราไปเมลเบิร์นมา ที่ National Gallery of Victoria ประติมากรรมที่ตั้งโชว์ก็มีเด็กมาปีนป่ายกันสุดชีวิต

จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย ผู้บริหาร Art&Culture บ.มหาชนที่อยากเห็นศิลปะไม่มีรั้วและป้ายห้ามจับ

เราไม่ค่อยเห็นงานศิลปะแบบนี้ในประเทศ 

บ้านเราเติบโตมาจากพิพิธภัณฑ์แบบเดิม จนเริ่มมีองค์กรอย่าง BACC ที่แสดงงานร่วมสมัย มี TCDC ที่สนับสนุนงานดีไซน์ มีแกลเลอรี่อิสระเกิดขึ้นมากมาย งานก็เริ่มหลากหลายขึ้น Public Art ก็เป็นงานอีกรูปแบบหนึ่ง

อีกเรื่องที่เป็นอุปสรรคคือการผลิต สมมติศิลปินมีไอเดียมากมายที่วาดออกมาได้ แต่หาวัสดุ หาคนทำไม่ได้ งานเลยไปไม่ถึง อย่างมีเพื่อนเราคนหนึ่งที่สวิตเซอร์แลนด์ เขาทำบริษัทที่รับขึ้นงานศิลปะชิ้นใหญ่ๆ ทำอย่างนี้อย่างเดียวเลย ศิลปินคนหนึ่งอาจจะทำโมเดลเซรามิกมาอันเท่านี้ แต่บริษัทนี้จะขยายให้ขนาดสี่เมตรได้ มันต้องใช้เทคโนโลยี แรงงาน วัสดุ และการลงทุนขนาดไหน เขามีอุปสงค์ มันเลยมีธุรกิจแบบนี้เกิดขึ้นได้

ภาคเอกชนจึงมีบทบาทมากๆ งานของเราคือการให้โอกาสศิลปินในการสร้างงานจากโจทย์ที่ท้าทาย พอนำมาแสดงในพื้นที่ขององค์กร มีคนมาเห็นแล้วอยากสะสม ศิลปินหรือดีไซเนอร์ก็ได้มีโอกาสสร้างงานต่อ ตอนนี้ก็มีองค์กรเอกชนหลายแห่งที่ทำแบบนี้ จะหยิบเอาดีไซน์มาเป็น Strategy ในการทำธุรกิจก็ได้ จะหยิบเอาดีไซน์มาเป็นหนึ่งในกระบวนการพัฒนาธุรกิจตัวเองก็ได้ แล้วแต่จะใช้ ซึ่งตอนนี้เอกชนทำกันเยอะกัน และเราได้เห็นนักออกแบบได้มีโอกาสพัฒนาฝีมือมากขึ้น

ถ้างานคุณไม่ได้สร้างรายได้โดยตรงให้กับบริษัท คุณวัดผลของงานตัวเองยังไง

สุดท้ายมันอยู่ที่การวาง Positioning ของกิจกรรมเกี่ยวกับศิลปะในแต่ละองค์กร ถ้าองค์กรนั้นเป็น Marketing Strategy มันก็มีหน้าที่ดึงดูดคน ให้มารู้จักที่นี่ จบ บางองค์กรอาจจะใช้อาร์ตเป็นธุรกิจเลย โดยการสร้างมิวเซียมขึ้นมาเพื่อหารายได้ อันนั้นก็เหนื่อยหน่อย (หัวเราะ)

แต่องค์กรเรา อาร์ตถูกวางไว้ว่าเป็นการสร้างประสบการณ์ที่เติมเต็มโครงการ พื้นที่ และย่าน โจทย์หลักของเราคือทำยังไงให้คนเห็นคุณค่าและเข้าถึงงานเหล่านี้ได้อย่างแท้จริง คนดูชื่นชอบ เจ้าของงานชื่นใจ ซึ่งจะวัดผลได้ต้องกลับมาคุยกับเราอีกทีหลัง One Bangkok เปิดไปห้าปีแล้ว 

ยกตัวอย่างตอนสมัยทำนิทรรศการ TCDC กว่านิทรรศการจะ Kick Off ตอนแรกคนก็เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง หลงมาบ้าง จนถึงจุดหนึ่งเริ่มคอมเมนต์ เริ่มมีคนตาม แต่วันที่จะได้ผลจริงคือวันที่มีคนออกไปทำเอง เช่น องค์กรหรือหลายๆ ธุรกิจทำนิทรรศการขึ้นมาเพื่อบอกเล่าธุรกิจของเขา เริ่มเกิดวัฒนธรรมแบบนี้ขึ้น 

อย่างการจ่ายเงินเพื่อเข้าห้องสมุด ตอน TCDC เปิดใหม่ๆ เป็นเรื่องที่ใหม่มาก มาวันนี้กลายเป็นเรื่องปกติ วันหนึ่งเราอาจจะมี Public Art ที่ไม่มีรั้ว แต่ก็ไม่มีใครไปขีดเขียนอะไร และคนไม่กลัวมัน วันนั้นแหละคือวันที่วัดผลได้

หรือวันก่อน มีงานเปิดตัวศิลปินที่ชั้นสามของ The PARQ แฟนคลับมาร่วมงานมากมาย คนจัดงานเขาเอารั้วมากั้นล้อมงานประติมากรรมชื่อ Cocoon ที่เป็นเหมือนเก้าอี้ใหญ่ๆ เราเลยบอกว่าเปิดรั้วเถอะ เปิดไปเลย มันแข็งแรงทนทาน ขย่มไม่หล่น นั่งได้ แต่เขาบอกไม่เอาครับ กลัว เราเข้าใจมุมเขานะ แต่มุมของเรา ถ้ามันเกิดมาเป็น Public Art แล้ว ศิลปินกับเราต้องช่วยกันคิดว่าจะออกแบบยังไงให้ทนทาน อยู่ได้ ไม่มีชิ้นส่วนแหลมคม ทนน้ำทนฝน แปลว่ามันใช้งานได้ 

จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย ผู้บริหาร Art&Culture บ.มหาชนที่อยากเห็นศิลปะไม่มีรั้วและป้ายห้ามจับ

คนอาจจะยังเข้าใจไม่เข้าใจศิลปะในบางบริบท 

คนคุ้นชินกับงานที่อยู่ในแกลเลอรี่ที่ห้ามจับ ก็จะเป็นคนเฉพาะกลุ่มไปดู ถ้าอยู่ตามห้างก็เป็นงานที่สร้างขึ้นเพื่อการตลาด ก็เกิดขึ้นเฉพาะกาลบางช่วง แต่มันยังขาดผลงานที่อยู่ในชีวิตประจำวันผู้คน แบบที่เราจะเดินผ่านไปโดยไม่รู้ตัวว่ามันคืองานศิลปะด้วยซ้ำ เพราะมันเป็นธรรมดาไปแล้ว ถ้าเป็นแบบนั้นได้ ทุกคนจะได้เสพงานศิลปะ

ในต่างประเทศมีหลายโครงการให้เช่ายืมงานศิลปะมาติดที่บ้าน แทนที่จะยืมหนังสือกลับไปอ่าน ก็ยืมงานไปเสพ มันคือกลไกที่ทำให้งานศิลปะอยู่กับคน ซึ่งเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องทำให้เห็นว่างานศิลปะมีหลายประเภท อันไหนที่ควรจะทะนุถนอมก็ทำ มีป้ายห้ามจับหรือกั้นรั้ว ดูแลไปตามความเหมาะสม บางงานใช้เพื่อบำบัด ใช้เพื่อตกแต่ง ใช้เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ 

มันต้องเกิดจากการเห็นบ่อยๆ เสพบ่อยๆ มีคนทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง อย่าง Bangkok Biennale นี่ดีมาก คนเริ่มเห็นว่าศิลปะก็อยู่ที่วัดได้ เข้าใจว่าต้องเคารพชิ้นงานยังไง พอมีเยอะๆ ซ้ำๆ มีบ่อยๆ คนก็จะคุ้นชิน อย่างงาน Cocoon ที่ชั้นสาม งานต่อไปอาจจะไม่มีใครเอารั้วมาล้อม เพราะไม่คิดว่ามันคืองานศิลปะ 

วันหนึ่งเราอาจจะใช้มันเป็นเวที

ใช่ มันคืองานศิลปะที่อยู่กับคน นั่นคือหน้าที่ของมัน แต่ทุกคนใช้อย่างเคารพ ไม่ไปขย่มมัน ไม่มีใครเอาสีสเปรย์ไปพ่นมัน วันนั้นแหละ

คุณสะสมงานศิลปะอยู่แล้วไหม

มีบ้าง ล่าสุดเพิ่งไปซื้องานจากเชียงใหม่มา เป็นของ อาจารย์กิติก้อง ติลกวัฒโนทัย

เรามีนิสัยชอบสะสมมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ชอบเก็บขวดน้ำ ขวดน้ำเปล่านี่แหละ เวลาไปเที่ยวจะซื้อขวดน้ำที่ออกแบบสวยๆ กลับมา สมัยที่ยังเอาน้ำขึ้นเครื่องได้ ทุกครั้งที่ไปเที่ยวเราจะพกสก็อตเทปกับบับเบิ้ลแร็ปติดกระเป๋าไปด้วย ยังเคยคุยกับแฟนเลยว่า ถ้าโจรขึ้นบ้านเรา จะไม่ได้อะไรเลยนะ เขาจะด่าเราด้วยซ้ำ (หัวเราะ)

ตอนอยู่อังกฤษชอบเก็บของจากซูเปอร์มาร์เก็ต คนอังกฤษเป็นคนเทสต์ดีและทุกอย่างคือการออกแบบ ซูเปอร์มาร์เก็ตสำหรับเราคือแกลเลอรี่ชั้นดี ทุกอย่างมันมีดีไซน์ที่ไม่ได้ตอบโจทย์แค่ด้านความสวยงาม แต่มีไอเดีย ถุงมันฝรั่ง แพ็กเกจต่างๆ ของไม่มีราคาก็มีดีไซน์ หรือตั๋วรถไฟก็เคยเก็บ เก็บใส่แฟ้มไว้ ตั้งใจว่าถ้ามีโอกาสได้กลับมาสอนหนังสือจะเอามาใช้ แต่ตอนหลังก็มีอินเทอร์เน็ต อยากดูอะไรก็ Google ได้หมดแล้ว

อาชีพนักออกแบบที่โน่นถึงรุ่งเรือง เพราะมีงานที่ดี มีโจทย์ที่ดีให้ทำ และ Ads ที่เราชอบมากๆ คือ Ads ที่รัฐบาลเป็นคนว่าจ้าง Appreciate สุดเลย โปรเจกต์ดีๆ ส่วนใหญ่คือโปรเจกต์รัฐ ห้ามทิ้งขยะ รณรงค์เรื่องนั่นนี่ ออกแบบดีทุกอัน เราถ่ายเก็บไว้หมดเลย 

หลังๆ เพื่อนก็ชอบซื้อขวดน้ำมาให้ ทั้งขวดแก้ว ขวดพลาสติก พอเราเรียนสายดีไซน์มา งานดีไซน์หนึ่งชิ้นจะมีเหตุผลว่าทำขึ้นมาเพื่ออะไร แก้โจทย์อะไร ถึงเกิดมาเป็นดีไซน์นี้

น่าสนใจ เพราะสุดท้ายมันคือขวดน้ำเหมือนกัน

ใช่

แปลว่ามันแก้โจทย์คนละอย่าง

ใช่ หรืออาจจะเป็น Positioning ของแบรนด์เขาที่ตั้งใจทำมาเพื่อพกพาก็ได้ มันมีเหตุผลในการออกแบบ มีเหตุ ส่วนดีไซน์เป็นผล

วงการงานสร้างสรรค์เปลี่ยนไปมากแค่ไหน

จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย ผู้บริหาร Art&Culture บ.มหาชนที่อยากเห็นศิลปะไม่มีรั้วและป้ายห้ามจับ

ถ้าเทียบกับตัวเองสมัยเรียน เวลาจะหาแรงบันดาลใจจะต้องไปจตุจักร ฝั่งที่อยู่ตรงกันข้ามกับตึกแดง เป็นฝั่งที่ขายหนังสือฝรั่งและมักมีแมกกาซีนเมืองนอกมาเรื่อยๆ มีสองที่ที่เราจะไปยืนอ่านคือ ร้านนี้กับ Kinokuniya ที่อิเซตัน และแมกกาซีนที่ซื้อในตอนนั้น จำได้เลยคือ Elle Decor ยุคนั้นไม่มีอะไรจริงๆ นะ งานออกแบบที่รุ่งเรืองที่สุดคือวงการโฆษณา นอกนั้นก็ไม่มีอะไร

พอมาตอนนี้มันเหมือนระเบิด หลากลายมาก (ลากเสียง) เราอยู่ในช่วงรอยต่อระหว่างแอนะล็อกกับดิจิทัล เราได้เรียนคอมพิวเตอร์ในยุคที่ใช้ Apple แรกๆ กับสมัยที่วิชากราฟิกจะมีกระดาษหนึ่งแผ่น ตีเส้นและวัดพอยต์ด้วยไม้บรรทัด Pica ออกแบบหน้ากระดาษเอง คิดเองว่าควรจะมีตัวหนังสือกี่พอยต์ ถ้าอยากวางโลโก้ต้องตีกรอบโลโก้แล้วถมดำ ใช้ดินสอ Rotring วาดเอง แล้วเอากระดาษแผ่นนี้ไปที่ร้าน เขาจะคิดพอยต์ตามที่เราดีไซน์ เราต้องมาตัดเป็นชิ้นๆ แล้วมาแปะเพื่อส่งโรงพิมพ์ ให้โรงพิมพ์ทำเพลตต่อ

แต่เราชอบมากนะ มันทำให้เราเข้าใจวิวัฒนาการ ให้เราเขาใจสุนทรียะในแต่ละยุค อยู่กับมันมาเรื่อยๆ และงานกับไลฟ์สไตล์ของเราเป็นเรื่องเดียวกันตลอดเวลา แยกไม่ค่อยออก อย่างไปงาน Design Week ก็เป็นทั้งความชอบ ไปเจอเพื่อนเก่า ไปทำงาน เวลาไปเที่ยวที่ไหนก็จะเป็นที่ที่ตัวเองสนใจ สำหรับเรามันเลยเป็นเรื่องเดียวกัน และนั่นคือความสุขที่สุด อาจจะอยากหน่อยที่มีเรื่องธุรกิจ แต่เราไม่รู้สึกฝืน

อย่าง Spectrum ที่เราพูดถึงช่วงแรกๆ วันนี้มันค่อยเขยิบเข้ามาหากัน อีกหน่อยเส้นแบ่งตรงนั้นจะค่อยๆ เบลอ แต่ต้องมีใครบางคนลุกขึ้นมาทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง ให้เกิดแรงกระเพื่อม เช่น เทศกาลต่างๆ เป็นทางหนึ่ง งานแฟร์เป็นทางหนึ่ง ภาครัฐและเอกชนสำคัญมากๆ ทุกคนมีหน้าที่ของตัวเอง แล้วประโยชน์ที่จะได้คือพวกเราที่ทำงานสร้างสรรค์มีงานทำ มีคนรู้ว่าการถ่ายภาพที่ดีคืออะไร จะไม่มีใครต่อราคาเรา คนจะเข้าใจงานเขียน การฟัง การวิเคราะห์

คำถามสุดท้าย ทีสิสปริญญาโทที่เป็นคะแนน 100 เปอร์เซ็นต์ของทั้งคอร์สที่เล่าให้ฟังตอนแรก คุณทำเรื่องอะไร

“How can culture be communicated through food and its packaging?” เราจะสื่อสารเรื่องวัฒนธรรมผ่านอาหารและบรรจุภัณฑ์ได้ไหม

เราเป็นคนชอบตีโจทย์ ตอนนั้นก็ปรึกษากับอาจารย์ที่เมืองไทยว่า วิทยานิพนธ์ของมหาวิทยาลัยต่างประเทศเขามองหาอะไร อาจารย์ก็บอกว่า น่าจะเป็นเรื่องที่คนในชาติเขาไม่คุ้นเคย แล้วมันจะมีประโยชน์ต่อคนในชาติเขา เพราะอย่าลืมว่าทุกโรงเรียนเป็นธุรกิจ วิทยานิพนธ์ก็ควรจะมีผลอะไรบางอย่าง เขาน่าจะมองหามุมมองใหม่ๆ

ซึ่งเรื่องนี้ก็กระทบกับเราจริงๆ อาหารไทยในอังกฤษดังมาก ดังถึงขนาดมันฝรั่งทอดกรอบยี่ห้อดีๆ ที่ขายในซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นรสแกงของไทย ในผับอังกฤษที่คนไปกินเบียร์กันก็มีแกงเขียวหวานขาย แต่แพ็กเกจจิ้งยังดูเป็นของจีนไม่ก็อินเดีย อาหารบางที่ก็ยังไม่ใช่ไทยเสียทีเดียว เลยอยากรู้ว่า Cultural Identity แสดงออกผ่านอาหารหรือแพ็กเกจจิ้งได้ยังไง แล้วถ้าอังกฤษจะต้องแก้ไขปัญหานี้ จะแก้ยังไง พร้อมแนะนำวิธีการบริโภคอาหารไทยแบบใหม่ ว่าถ้าจะกินให้เหมือนคนไทยจริงๆ ต้องกินยังไง ที่เหมาะกับวิถีชีวิตของคนอังกฤษ เพื่อให้คนเข้าถึงง่ายขึ้น และช่วยทำให้วัฒนธรรมของไทยชัดขึ้น ชอบมาก สนุกดี

ได้เกรดเท่าไหร่จำได้ไหม

ได้ Distinction (เกียรตินิยมอันดับ 1) (ยิ้ม)

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

พี่ก้อง-ทรงกลด บางยี่ขัน โทรศัพท์หาผมเมื่อวันก่อนว่า เขาเพิ่งไปกินขนมเค้กที่ร้าน Windows Café & Restaurant ซึ่งตั้งอยู่ในโรงแรมสไตล์โคโลเนียลเปิดใหม่ที่เชียงใหม่ชื่อ Sela

แน่นอน พี่ก้องไม่ได้โทรมาแค่จะบอกว่า เค้กร้านนี้อร่อย ผมควรไปชิม ใจความจากปลายสายระบุถึงเรื่องราวของคนทำเค้กที่เจ้าตัวเพิ่งไปกินมา

“เชฟชื่อคริส เป็นคนอังกฤษ เคยทำขนมเสิร์ฟเชื้อพระวงศ์ที่นั่น ตอนนี้เขาย้ายมาเปิดร้านอยู่เชียงใหม่…”

เหล่านี้คือข้อมูลบางส่วนที่ผมได้รับ พร้อมเบอร์ติดต่อที่พี่ก้องได้มาจากเจ้าของ Windows Café & Restaurant 

“ลองไปคุยดู น่าสนใจดีครับ” แกว่าอย่างนั้น

นั่นแหละครับ

หลังการนัดหมายเสร็จสิ้น เชฟคริสส่งโลเคชันมาทางไลน์ ร้านของเขาอยู่ไม่ห่างจากโรงแรม Sela เท่าไหร่นัก ออกจากตัวเมืองเชียงใหม่ทางถนนเลียบคลองชลประทาน เลยสี่แยกสะเมิงไปสักพัก จนพ้นปั๊มน้ำมัน ปตท. ก็กลับรถข้ามคลอง จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าซอย ก็จะเห็นดอยสุเทพเป็นฉากหลัง

ร้านนี้ตั้งอยู่ที่ตำบลน้ำแพร่ อำเภอหางดง หลังการทักทาย ผมตั้งใจจะถามว่า ทำไมคนทำอาหารเก่ง ๆ นิยมมาปลูกบ้านหรือเปิดร้านในย่านหรืออำเภอนี้กันนัก อาจเป็นเรื่องบังเอิญ หรือมีใครเป็นตัวตั้งตัวตีชักชวน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ถาม

ลักษณะของร้านเป็นบ้านชั้นเดียวล้อมรอบด้วยสวน โต๊ะอาหารถูกจัดเรียงไว้บนสนามหญ้า ส่วนพื้นที่ในอาคารเป็นห้องครัว ไม่สิ ต้องเรียกว่าเป็นโถงทำครัว เพราะมีขนาดใหญ่เท่าบ้านทั้งหลัง เคาน์เตอร์ทำอาหารพร้อมอ่างล้างจาน 6 จุด เตาแก๊สและเตาอบอย่างละ 4 เตา ตู้เย็นขนาดเล็กอีก 6 ตู้ และไซส์จัมโบ้อีก 1 ตู้ นี่คือภาพที่ผมเห็นโดยคร่าว ไม่ใช่ทั้งหมด

“เรียกว่าเป็นการชดเชยชีวิตที่ผ่านมาก็ได้ ผมเคยทำงานแค่ในห้องครัวเล็ก ๆ บนเรือ” เจ้าของสถานที่ผายมือเพื่อกะระยะขนาดห้องครัวในอดีต “พอจะทำห้องครัวเป็นของตัวเองบ้าง เลยขอกว้างขวางหน่อย อยากให้มันเป็นเหมือนสนามเด็กเล่นน่ะ”

ถึงจุดนั้น ผมก็ได้ทราบข้อมูลใหม่ คู่สนทนาไม่ใช่แค่เชฟเบเกอรี่ แต่เป็นเชฟที่ทำอาหารครอบจักรวาล ซึ่งประจำการอยู่บนเรือยอชต์ เขาทำอาชีพนี้ต่อเนื่องมากว่า 20 ปี จนเกษียณ

เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่
เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่

สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่า Limeleaf Kitchen นอกจากเป็นร้านอาหารเปิดใหม่ที่เสิร์ฟบาร์บีคิว สลัด และเบเกอรี่ รวมถึงเมนูพิเศษ ๆ ตามวาระ เชฟคริสยังตั้งใจให้ที่นี่เป็นโรงเรียนสอนทำอาหารด้วย หากแตกต่างจากที่อื่นตรงที่มีคอร์สพิเศษสำหรับผู้ที่ประสงค์อยากเป็นเชฟบนเรือแบบเขา

ส่วน คริสโตเฟอร์ ริชาร์ด โจนส์ (Christopher Richard Jones) คือชื่อจริงของเขา หนุ่มใหญ่ชาวอังกฤษที่เคยเป็นเชฟประจำเรือยอชต์ชั้นนำอย่าง Enigma, Perini Navi และอื่น ๆ พาผู้คนล่องมหาสมุทรมาแล้วทั่วโลก ลูกค้าที่เคยฝากท้องไว้กับเขามีตั้งแต่มหาเศรษฐี เซเลบริตี้ ศิลปิน และนักแสดงฮอลลีวูด รวมถึงครอบครัวของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดและโซฟี เคาน์เตสแห่งเวสเซกซ์

เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่

คริสใช้ชีวิตในวัยเลข 3 ถึงเลข 5 นำหน้า ทำอาหารบนเรือ 8 เดือนต่อปี และใช้ช่วงหยุดพักผ่อนอีก 4 เดือนที่เหลือในอังกฤษ ฝรั่งเศส และสเปน กระทั่งช่วงปีท้าย ๆ ที่เขาเลือกใช้ชีวิตช่วงหยุดยาวประจำปีที่ประเทศไทย ท้ายที่สุดเขาก็ตัดสินใจใช้ชีวิตในวัยหลัง 55 ปี ปักหลักที่เชียงใหม่ 12 เดือนต่อปี ด้วยการเปิดร้านพ่วงโรงเรียนสอนทำอาหาร ซึ่งก็คือสถานที่ที่เรานัดหมายกันในวันนี้

“แปลว่าลูกค้าร้านคุณจะได้กินอาหารแบบเดียวกับที่เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดเคยกินน่ะสิ” ผมแซว

“ผมไม่คิดว่านั่นเป็นจุดขายนะ” เขาตอบ “และอันที่จริง นอกจากที่เคยสอนลูก ๆ พวกเขาทำขนม ผมก็จำไม่ได้แล้วว่าทำอาหารอะไรเสิร์ฟพวกเขา”

มรดกจากเกลียวคลื่น

“ก่อนคุยกัน ขอผมอวดห้องนี้หน่อย”

มุมด้านในสุด ซ้ายมือของโถงทำอาหาร คริสเปิดประตูนำผมสู่อีกพื้นที่ เขาเรียกมันด้วยอารมณ์ขันว่า ‘ห้องแห่งความลับ’

ห้องมีขนาดไม่ถึง 5 ตารางเมตร แอร์เย็นฉ่ำ อันที่จริงก็ไม่ต่างอะไรจากห้องเย็นที่ใช้เก็บวัตถุดิบประกอบอาหารในร้านอาหารทั่วไป กระนั้นเมื่อพินิจชั้นวางที่เต็มไปด้วยโหลบรรจุของเหลวและทัพเพอร์แวร์บรรจุวัตถุดิบ ซึ่งเจ้าของห้องแปะสติกเกอร์ชื่อกำกับและแยกไว้อย่างเป็นระเบียบ บ๊วยหมักในโถวอดก้า น้ำส้มสายชูที่หมักจากพลัม น้ำผึ้งป่าสำหรับหมักไวน์ พริกฆาลาเปญโญดอง เบียร์ที่ทำจากขิง ถั่วตองกา กัวร์กัมจากอินเดีย ไปจนถึงหัวเชื้อราโคจิ เป็นอาทิ ผมเลยถามย้ำ ไหนคุณบอกจะขายบาร์บีคิวเป็นหลัก

“ทั้งหมดนี้เป็นมรดกที่ผมได้จากการทำงานบนเรือ” ชายผู้ยืนอยู่กลางห้องกล่าว

“มรดก” ผมทวนคำ “หมายถึงคุณเก็บทั้งหมดนี้มาจากห้องครัวบนเรืองั้นหรือ”

“ไม่ใช่แบบนั้น” เขาหัวเราะ “ห้องครัวบนเรือบางลำเล็กกว่าห้องนี้เท่าหนึ่งได้ ไม่มีทางเก็บวัตถุดิบพวกนี้ได้หมด ที่ผมหมายถึงคือการที่คุณเป็นเชฟคนเดียวบนเรือที่เดินทางอยู่ตลอดเวลา คุณจำเป็นต้องทำอาหารตามความต้องการของลูกค้าให้ได้หลากหลายที่สุด ซึ่งหมายถึงตั้งแต่ซูชิไปจนถึงเคบับเลยน่ะ

“ไอ้ความหลากหลายตรงนี้แหละที่ทำให้ผมรักการเรียนรู้ รวมถึงชอบสะสมวัตถุดิบจากเมืองต่าง ๆ ที่เรือไปเทียบท่า เพื่อทดลองพัฒนาเมนูด้วยตัวเอง พอย้ายมาปักหลักที่นี่ นิสัยนี้มันก็ติดตัวผมมาด้วย ผมเลยมองว่านี่เป็นมรดก” คริสอธิบาย

หลังจบวิทยาลัยด้านการทำอาหารที่อังกฤษ คริสทำงานแรกในแผนก Food & Beverage ของโรงแรมในฝรั่งเศส ก่อนมาเป็นเชฟส่วนตัวให้ธนาคารหรูแห่งหนึ่งที่ลอนดอน จากนั้นเรียนต่อการจัดการโรงแรมที่ไบร์ทตัน และจบออกมาได้งานกับบริษัทที่เป็นเจ้าของโรงแรม The Ritz London ซึ่งบริษัทนั้นก็เป็นเจ้าของเรือยอชต์ที่จอดเทียบท่าอยู่ในบาร์เซโลนาด้วย และเขาเดินทางไปกับเรือครั้งแรกที่นั่น

เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่
เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่

“มันไม่ใช่งานที่สนุกหรอก แค่นั่งอยู่เฉย ๆ เจอคลื่นแรง ๆ คุณก็อาจเมาแล้ว แต่ผมต้องเตรียมอาหารไปด้วยในห้องครัวที่เล็กและแคบ สิ่งอำนวยความสะดวกก็ไม่ได้ครบเหมือนทุกวันนี้ ที่สำคัญคือคุณต้องอยู่บนเรือราว 8 เดือนต่อปี พอเรือเทียบท่าส่งลูกค้าขึ้นฝั่ง อีกวันลูกค้ารายใหม่ก็มา เราก็ต้องออกเรือกันต่อ ทริปหนึ่งอาจใช้เวลาอยู่กลางทะเล 12 วัน แต่ถ้าขึ้นไปถึงนอร์เวย์หรือเกาะแอนติกาก็ใช้เวลาเกือบเดือน

“ตอนเริ่มงานใหม่ ๆ ผมก็คิดว่าไม่เป็นไร อย่างน้อยรายได้ก็ดี ทำงานเก็บเงินไปสักพักแล้วค่อยว่ากัน… รู้ตัวอีกทีก็อยู่มา 20 ปีแล้ว” เขาหัวเราะ

“แล้วอะไรทำให้คุณทำงานนี้ได้นานขนาดนั้น เพราะได้เที่ยวหรือ” ผมถามต่อ

“ก็ไม่เชิง เอาจริง ๆ ถ้าคุณไปเทียบท่าอยู่เมืองเดิมเกิน 4 ครั้ง คุณจะพบว่ามันไม่ใช่เรื่องของการท่องเที่ยวอีกต่อไป” เขาตอบ “แต่อย่างที่ผมบอก มันคือการได้เรียนรู้ พอเรือเทียบท่าที่ไหน ผมก็มักจะไปตระเวนกินอาหาร แวะร้านหนังสือเพื่อซื้อหนังสือทำอาหารท้องถิ่นกลับมา และที่สำคัญคือการได้ไปจ่ายตลาดหาซื้อวัตถุดิบมาทำอาหาร ในบางเมืองผมอาจแวะไปดูฟุตบอล หรือดู Formula 1 บ้าง แต่กิจวัตรหลัก ๆ ของผมคือชิมอาหาร ซื้อหนังสือ และจ่ายตลาด”

“คุณเรียนรู้การทำอาหารทั้งหมดจากบนเรือหรือ”

“ก็ไม่เชิงอีก ปฏิเสธไม่ได้ว่างานบนเรือเป็นจุดเปลี่ยน แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด หลายครั้งผมก็เรียนรู้จากช่วงหยุดยาวประจำปี อย่างไปศึกษาเรื่องอาหารโมเลกุลจาก El Bulli ที่บาร์เซโลนา หรือเดินทางมาเรียนอาหารไทยที่เมืองไทย ผมมองว่าถ้าเรารักที่จะเรียนรู้ อยู่ไหนมันก็เรียนรู้ได้หมด แค่ผมโชคดีที่ได้เดินทางไปกับเรือ” เขาตอบ

เว้นวรรคอีกสักพัก คล้ายเขารู้สึกว่ายังอธิบายได้ไม่เคลียร์นัก

“ยกตัวอย่างแบบนี้ คุณรู้จักหัวเชื้อราโคจิไหม คนญี่ปุ่นใช้มันหมักกับสิ่งต่าง ๆ เพื่อทำเครื่องปรุงมาเป็นร้อย ๆ ปีแล้ว แต่สิ่งนี้กลับใหม่สำหรับคนตะวันตกอย่างผม โคจิทำให้ผมหมักเนื้อ Dry-aged ได้ในเวลา 2 วัน จากเดิมที่ใช้เวลา 45 วัน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์แบบเดียวกัน องค์ความรู้เหล่านี้มันอยู่กับวิถีผู้คนในพื้นที่ต่าง ๆ หลากหลายไปหมด อากาศที่ต่างกันเพียงเล็กน้อย วัตถุดิบแบบเดียวกันก็ให้รสชาติไม่เหมือนกัน ไหนจะตำรับอาหารของชนเผ่าในภูมิภาคต่าง ๆ อีก อะไรคือความสนุกของการได้ทำอาหารไปพร้อมกับเดินทางด้วยเรือ คือการมีโอกาสเข้าถึงเรื่องพวกนี้นั่นแหละครับ” คริสขยายความ

เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่
เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่

เพลย์กราวนด์คิทเช่น

ประตูห้องแห่งความลับถูกปิด (ผมตั้งข้อสังเกตกับเขาว่ามันควรเรียกว่า Laboratory เสียมากกว่า ซึ่งคริสเห็นด้วย) เจ้าของสถานที่นำเรากลับมาสู่โถงทำอาหารกลางบ้าน พื้นที่ที่เขาเรียกมันว่า Playground

อีกหนึ่งหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สะท้อนว่า แพสชันอันล้นเหลือในการเป็นเชฟของคริส หาใช่เพียงการได้เรียนรู้ แต่ยังรวมถึงการได้ ‘ทำอาหาร’

คริสเล่าว่าเขาปลูกบ้านหลังนี้เมื่อ 5 ปีที่แล้ว วางแผนว่าจะใช้เป็นชั้นเรียนสอนทำอาหาร โดยเน้นที่คอร์สการประกอบอาหารบนเรือ ที่ต้องรับมือกับข้อจำกัดด้วยเทคนิคอันหลากหลาย ขณะเดียวกัน ด้วยความที่ตลอดอาชีพที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เขาต้องทำอาหารบนเรือเพียงลำพัง เลยตั้งใจให้ครัวแห่งนี้เป็นสถานที่ต้อนรับเชฟจากที่ต่าง ๆ มาเปิดคอร์สสอนทำอาหารเฉพาะทางแก่ผู้ที่สนใจ หรืออย่างเรียบง่ายที่สุด คือการมีเพื่อนเชฟสักคนมาร่วมทำอาหารกับเขาบ้าง

“เลยมองว่านี่เป็นเพลย์กราวนด์น่ะ” เขาสรุป

“การเป็นเชฟบนเรือมันเหงาขนาดนั้นเลยหรือ” ผมยังไม่ยอมลงจากเรือ

“ถ้าในแง่ของการทำอาหารคนเดียวก็ใช่ มีบางครั้งถ้าได้ประจำบนเรือที่มีขนาดใหญ่หน่อย ผมก็จะมีผู้ช่วยอีกคนหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่ผมจะทำงานในเรือเล็กมากกว่า แต่ให้พูดจริง ๆ ก็ไม่เหงาขนาดนั้นหรอก”

เหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ เขาเล่าว่าความสนุกอีกอย่างที่ทำให้เขาทำงานบนเรือได้ต่อเนื่องจนลืมความคิดจะลาออกตอนหนุ่ม ๆ คือการได้ทำอาหารร่วมกับลูกค้า

เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่

“ลูกค้าเรือส่วนใหญ่ ถ้าไม่ใช่กลุ่มเพื่อนก็เป็นครอบครัว ความที่ผมเป็นเชฟคนเดียวบนนั้น เราจึงเหมือนเป็นสมาชิกกับครอบครัวเขากลาย ๆ บางครั้งลูกค้าก็มาทำอาหารร่วมกับผม หรือไม่ก็ให้ผมสอนทำอาหาร ครั้งหนึ่งเรือที่ผมประจำการได้ต้อนรับครอบครัวของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด ผมก็มีโอกาสสอนลูก ๆ ของพวกเขาทำเค้กและสโคน” คริสเล่า

ทั้งนี้ ด้วยฝีมือทำอาหารของคริสที่ติดปากติดใจครอบครัวจากราชวงศ์อังกฤษครอบครัวนี้ หลังเรือเทียบท่า พวกเขาจึงชวนคริสให้ติดตามไปเป็นเชฟส่วนตัวในการเดินทางพักผ่อน (บนบก) อีกหลายครั้ง ผมขอให้เชฟเล่าถึงช่วงเวลาดังกล่าว แต่เขาประสงค์จะเก็บรายละเอียดส่วนตัวนี้ไว้ เผยเพียงว่าพวกเขาเป็นครอบครัวติดดินและน่ารัก นั่นเป็นอีกช่วงเวลาที่เขามีความสุขกับการทำงาน

“แน่นอน เราต้องเจอลูกค้าหลากหลายประเภท แบบที่ปาร์ตี้เมากันทั้งวันทั้งคืน หรือพวกมหาเศรษฐีที่เครซี่มาก ๆ ขนาดสั่งให้เฮลิคอปเตอร์ไปซื้อคาเวียร์ก็มี แต่ส่วนใหญ่ที่เจอจะอัธยาศัยดี และเราเชื่อมโยงกันได้ด้วยอาหาร” เขาตอบ เงียบสักพัก และเล่าต่อ

“อย่างที่บอก ชีวิตบนเรือยอชต์ในฐานะลูกเรือมันไม่สะดวกสบายเท่าไหร่หรอก แต่พอได้ทำอาหารให้คนกิน แล้วพวกเขาชอบมัน เท่านี้เลย ชดเชยได้แล้ว”

“คุณเคยมีความคิดจะไปทำงานบนเรือใหญ่ ๆ ที่น่าจะสบายกว่าอย่างเรือสำราญบ้างไหม” ผมถามอีก

“ไม่เลย” เขาปฏิเสธทันควัน

“ผมมองว่าปฏิสัมพันธ์แบบนี้มันไม่อาจเกิดขึ้นได้บนเรือสำราญ เพราะคุณต้องทำอาหารให้คนจำนวน 3,000 – 4,000 คนกิน มันเต็มไปด้วยเงื่อนไขมากมาย และหลายครั้งอาหารที่เสิร์ฟบนนั้น ก็เป็นอาหารสำเร็จรูปที่เราต้องนำมาอบไมโครเวฟเสิร์ฟ จึงมีเส้นบาง ๆ ระหว่างการทำอาหารกับการเสิร์ฟอาหาร ซึ่งผมชอบทำอาหาร เรือยอชต์ยึดโยงกับผมแบบนี้”

“แต่งานเลี้ยงต้องมีวันเลิกราใช่ไหม” ผมคล้ายว่าจะรู้ทัน จึงถามแทรก

“แน่นอนที่สุด”

เชฟคริสโตเฟอร์ อดีตเชฟเรือยอชต์ที่เดินทางรอบโลก ลงหลักทำร้าน Limeleaf Kitchen และโรงเรียนสอนทำอาหารที่เชียงใหม่
เชฟคริสโตเฟอร์ อดีตเชฟเรือยอชต์ที่เดินทางรอบโลก ลงหลักทำร้าน Limeleaf Kitchen และโรงเรียนสอนทำอาหารที่เชียงใหม่

เทียบท่าที่เชียงใหม่

ครั้งแรกที่คริสเห็นชายฝั่งประเทศไทย คือช่วงที่เขาเป็นเชฟบนเรือที่ล่องจากสิงคโปร์ไปยังเกาะลังกาวีในมาเลเซีย

ครั้งที่ 2 เกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่นาน เขาเดินทางมาร่วมงานกับบริษัทล่องเรือยอชต์ ซึ่งประจำการที่ท่าเรือในภูเก็ต “แต่นั่นก็เป็นเวลาสั้น ๆ และผมก็แทบไม่ได้ไปไหนเลย” เขาบอก

อย่างเป็นทางการคือครั้งที่ 3 นั่นคือราวสิบกว่าปีที่แล้ว ชายหนุ่มในยามนั้นใช้วันหยุดประจำปี 4 เดือน เดินทางมาท่องเที่ยวในภาคเหนือของไทย และเรียนทำอาหารที่เชียงใหม่ การเดินทางในครั้งนั้นส่งผลสำคัญต่อชีวิตของเขามาจนทุกวันนี้

“ไม่รู้สิ อาจเป็นเพราะรสชาติอาหาร หรือไม่ก็ป่าและภูเขา คุณนึกออกไหม ผมอยู่บนเรือมาเกือบทั้งชีวิต มองไปทางไหนก็เจอแต่ทะเล พอมาเชียงใหม่ครั้งแรก มันต่างไปอย่างสิ้นเชิง พอปีต่อมาก็กลับมาที่นี่อีก แล้วจากนั้นก็หาเวลามาเรื่อย ๆ และคิดว่าเราน่าจะมีบ้านเล็ก ๆ บนดอยสักหลังนะ” เขาว่า

เชฟคริสโตเฟอร์ อดีตเชฟเรือยอชต์ที่เดินทางรอบโลก ลงหลักทำร้าน Limeleaf Kitchen และโรงเรียนสอนทำอาหารที่เชียงใหม่

นั่นทำให้เขาได้พบกับ หน่อย-ณัฐนิชา อิ่มอาคม ชาวกาญจนบุรีที่มาลงหลักปักฐานทำโฮมสเตย์แนวอนุรักษ์ธรรมชาติอยู่ก่อนแล้ว ชื่อ Limeleaf Eco-Lodge บนดอยไม่ไกลจากน้ำพุร้อนแม่ขะจาน อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย หน่อยแนะนำให้คริสปลูกกระท่อมไม่ไกลจากที่พักของเธอ เพื่อให้เป็นที่พักหลักในช่วงที่เขาหยุดจากงานเรือ

นับแต่นั้น จากเดิมที่เขามีบ้านหลังแรกที่อยู่บนเรือยอชต์ และบ้านหลังที่ 2 คืออพาร์ตเมนต์ในเกาะมายอร์กา คริสได้ยกเลิกสัญญาเช่าที่พักที่สเปนหลังนั้น และเปลี่ยนมาใช้เวลาในช่วงวันหยุดบนดอยที่เชียงราย เขาเริ่มพัฒนาความสัมพันธ์กับหน่อยอยู่หลายปี ทั้งสองเข้าพิธีวิวาห์เมื่อ 4 ปีที่แล้ว และคริสตัดสินใจลาออกจากงานที่ทำมากว่า 20 ปี เมื่อราว 2 ปีก่อน ท้ายที่สุด เขาย้ายมาปักหลักที่เชียงใหม่แบบ For Good เมื่อปลายปีที่ผ่านมา

“อะไรที่เป็นจุดเปลี่ยนน่ะหรือ” คริสทวนคำถาม “เมื่อคุณประสบอาการปวดหลังเรื้อรัง หรือไม่อยากนอนเตียง 2 ชั้นบนเรือ เพื่อฟังเสียงกรนจากลูกเรือคนอื่นอีกแล้วน่ะสิ” เขาหัวเราะ

“ผมอายุมากแล้ว ก็คิดว่าได้เวลาลงจากเรือจริง ๆ และมีครอบครัวเสียที” ชายวัยย่าง 57 ปีตอบ

เดาได้ไม่ยาก หลังเกษียณจากงานประจำ สิ่งที่คริสยังคงทำต่อไปคืออาหาร

และอย่างไม่ต้องสงสัย Limeleaf Kitchen คือชีวิตเขาหลังจากนี้

เชฟคริสโตเฟอร์ อดีตเชฟเรือยอชต์ที่เดินทางรอบโลก ลงหลักทำร้าน Limeleaf Kitchen และโรงเรียนสอนทำอาหารที่เชียงใหม่

“อย่างที่บอกว่าตอนแรกจะทำโรงเรียนสอนทำอาหารด้วย ตั้งใจจะเปิดเมื่อ 2 ปีที่แล้ว แต่โควิดก็ดันมาเสียก่อน เลยเลื่อนเปิดมาจนถึงตอนนี้ อาจจะยังไม่เปิดสอนเต็มตัว แต่จะเปิดร้านทำบาร์บีคิว สลัดบาร์ และเบเกอรี่ มีจัดบุฟเฟต์บ้างบางวัน แล้วค่อย ๆ พัฒนาเมนูอื่น ๆ ไป” เจ้าของร้านเล่า

นอกจากจะได้ชิมอาหารของอดีตเชฟบนเรือที่ทำเมนูได้หลากหลายแล้ว อีกสิ่งที่คริสภูมิใจนำเสนอคือ ผัก ผลไม้ และวัตถุดิบออร์แกนิกอีกหลากหลาย ซึ่งถูกนำมาบรรจุอยู่ในเมนคอร์สและขนมเค้กของร้าน เขาและหน่อยลงมือปลูกไว้ในสวนหลังบ้านบนดอยที่แม่ขะจาน รวมถึงวัตถุดิบท้องถิ่นที่เขามักเล่นแร่แปรธาตุ เพื่อให้ได้มาซึ่งตำรับหรือรสชาติใหม่ ๆ อยู่เสมอ

“ผมชอบเชียงใหม่เพราะเป็นเมืองที่มีความหลากหลายของอาหารและวัตถุดิบประกอบอาหารในทุกระดับ แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือการมีเครือข่ายคนทำอาหาร ซึ่งรวมกันอย่างเข้มแข็ง เพราะตอนผมมาที่นี่ใหม่ ๆ ผมไม่รู้จักใครเลย แล้วมาวันหนึ่งผมเห็นร้าน Windows Café & Restaurant มาเปิดแถว ๆ บ้าน ก็เลยลองนำเค้กไปเสนอขาย คุณพิ้งค์ เจ้าของร้าน พอเขาซื้อ เขาก็แนะนำให้ผมรู้จักคนอื่น ๆ หรือที่ผมรู้จัก เชฟแนนลีลวัฒน์ มั่นคงติพันธ์ (เจ้าของ Cuisine de Garden – ผู้เขียน) เขาก็พาผมไปรู้จักเชฟคนอื่น ๆ ทำให้ผมมีคอนเนกชันต่อไปเรื่อย ๆ

“ผมรู้สึกว่าเครือข่ายนี้เหมือนกลุ่มเพื่อน ที่มักเอาแหล่งวัตถุดิบหรือข้อมูลมาแบ่งปันกัน แตกต่างจากเมื่อก่อนที่เชฟมักจะผูกขาด Supplier ของตัวเอง ซึ่งผลดีของการมีเครือข่ายนี้ยังมาตกที่เกษตรกร จะได้ขายผลผลิตที่มีคุณภาพของเขาได้มากขึ้นด้วย สิ่งเหล่านี้ทำให้การทำอาหารที่นี่เป็นเรื่องสนุก เพราะมีเพื่อนที่พร้อมจะร่วมสนุกกับคุณอยู่ตลอดเวลา” เขายิ้ม

เป็นอีกครั้งที่เขาใช้คำว่า ‘สนุก’ เป็นคุณศัพท์ประกอบการทำอาหาร

“ว่าแต่พอมาปักหลักกับที่แบบนี้แล้ว คุณยังคิดถึงงานบนเรืออยู่ไหม” ผมสงสัย

เงียบไปสักพัก

“ไม่นะ” เขาตอบ ก่อนนำสายตาไปยังเคาน์เตอร์ครัวที่เรียงต่อกัน 3 แถว “แต่ก็มีบ้างบางครั้งที่ยังไม่ชินกับครัวที่ใหญ่ขนาดนี้…

“แล้วก็พื้นห้อง ที่มันไม่โคลงเคลงอีกต่อไปแล้วน่ะ” เขาจบประโยคด้วยรอยยิ้ม

เชฟคริสโตเฟอร์ อดีตเชฟเรือยอชต์ที่เดินทางรอบโลก ลงหลักทำร้าน Limeleaf Kitchen และโรงเรียนสอนทำอาหารที่เชียงใหม่

Limeleaf Kitchen 

ที่ตั้ง : 25/6 หมู่ 10 ตำบลน้ำแพร่ อำเภอหางดง เชียงใหม่ (แผนที่

วัน-เวลาทำการ : เปิดบริการวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 10.00 – 16.00 น.

โทรศัพท์ : 09 7012 1948

Facebook : Limeleaf Kitchen

Writer

จิรัฏฐ์​ ประเสริฐทรัพย์

ประกอบอาชีพรับจ้างทำหนังสือ แปลหนังสือ และผลิตสื่อ ใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีงานอดิเรกคือเขียนเรื่องสั้นและนวนิยาย ผลงานล่าสุดคือรวมเรื่องสั้น ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งเศร้า

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load