“สวัสดีค่ะ หนูชื่อ น้องเพลง ตัวยาวยาว

“น้องหนูชื่อ น้องเพลิน ตัวอ้วนอ้วน ค่ะ

เสียงสดใสเจื้อยแจ้วของเจ้าบ้านไซส์จิ๋ว เอ่ยต้อนรับเรา-ผู้มาเยือนซึ่งเดินทางราวหนึ่งชั่วโมงจากเมืองหลวง ถึงบ้านหลังสีขาวหมดจด

บ้านชั้นเดียวดีไซน์เรียบง่าย ที่ใครขับหลงเขามาต้องจอดแวะเพราะนึกว่าคาเฟ่นี้ เป็นของ โจ้-ชรินทร์ และ ปุ๋ย-รุจิรา ไพบูลย์ศักดิ์ สามีภรรยาพลัดถิ่นและสองลูกสาววัยกำลังซน

ที่ดินทำเลถูกใจในเมืองทะเล มีธรรมชาติครบ ราบโล่งกว้าง มองไปด้านหลังสุดสายตาเห็นภูเขา รอบข้างมีเพื่อนบ้านหลักหน่วย จึงมีความเงียบสงบเป็นข้อดีอีกอย่าง

300 ตารางวาในเนื้อที่ราว 2 งาน สร้างเป็นส่วนอยู่อาศัย ซึ่งได้น้องชาย เจแปน-ชนินทร์ ไพบูลย์ศักดิ์ เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบให้ ส่วนที่เหลือให้ร่มไม้นานาพรรณในสวนจัดเองของโจ้ แปลงดอกไม้และเรือนผักหลังบ้านของปุ๋ยกับเด็ก ๆ อยู่

บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่ทั้งคู่สร้างเพื่อเตรียมตัวสำหรับการมีเด็ก ให้พวกเขาได้เติบโตเต็มที่และมีความทรงจำที่ดีกับบ้าน เลยออกแบบอย่างของเล่นทั้งรูปทรง มีความปลอดภัย และมีพื้นที่ทุกส่วน ส่งเสริมพัฒนาการผ่านความสนุกที่ได้อยู่บ้านอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ในขณะเดียวกัน เมื่อวันวัยเพิ่มขึ้น ทั้งสองแก่ตัวลง ก็ยังคงเหมาะและอยู่สบาย โดยไม่ต้องเดินเหินขึ้นบันไดสูง

เรื่องราวในบ้านของเล่นนี้เป็นอย่างไร ทั้งสามรอเล่าให้ฟังอยู่นี่แล้ว

(อยากให้บทความนี้มีเสียงฝีเท้าและเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ คลอไปด้วยเชียว)

บ้านทรงของเล่นวิวทุ่งหญ้า-ภูเขา ที่ตั้งใจทำชานไว้ให้ลูกวิ่ง เติบโต เล่นสนุกได้ทุกมุม

บ้านของนักย้ายบ้าน

(โจ้) เรามีความฝันตั้งแต่เด็กแล้วว่าอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง พื้นเพเราอยู่ที่ขอนแก่น ผมทำงานเป็นวิศวกร บริษัทเอกชน วางแผนจะทำบ้านหลังนี้ไว้แต่แรก แต่ลักษณะงานต้องเดินทางตลอด ไปตามต่างจังหวัด ไปอยู่ต่างประเทศ ได้ใช้ชีวิตอยู่บ้าน 1 วันถ้วน ไม่มั่นใจว่าต้องอยู่ที่ไหน เลยต้องเช่าบ้านอยู่ ที่สุดท้ายที่มาเช่าอยู่คือบ้านบึง ชลบุรี

เราอยู่ทาวน์โฮมมาก่อน ช่วงหนึ่งที่แต่งงานไปแล้วมีตัวเล็ก พอเขาเริ่มเติบโตมีพัฒนาการก็เริ่มเห็นปัญหา กังวล เพราะบ้านสองชั้น เขามีสิทธิ์คลานสำรวจไปทุกที่ มีโอกาสเกิดอันตราย ก็มองว่าเราต้องทำบ้าน ซื้อบ้านอยู่เป็นหลักเป็นแหล่ง คิดว่าจะอยู่ตรงไหนดี ก็มีไปดูบ้านที่กรุงเทพฯ ดูรอบ ๆ ปริมณฑลต่าง ๆ ด้วยอาชีพ เรารู้ว่าต้นทุนก่อสร้างเท่าไหร่ (หัวเราะ) ที่ต้องจ่ายให้ครอบครัวเราอยู่สบายก็หลักสิบล้านขึ้น ซึ่งเราไม่ไหว เลยตัดสินใจว่าจะสร้างเอง

บ้านทรงของเล่นวิวทุ่งหญ้า-ภูเขา ที่ตั้งใจทำชานไว้ให้ลูกวิ่ง เติบโต เล่นสนุกได้ทุกมุม

พื้นที่ที่เราต้องการสำหรับการเลี้ยงเด็กต้องมีบริเวณกันไม่ให้รบกวนเพื่อนบ้าน เพราะลูกเรายังเล็ก ใช้เสียงมาก เราต้องการพื้นที่่ค่อนข้างโล่ง ลมผ่านตลอดเวลา อีกอย่างหนึ่งคือมีพื้นที่ให้วิ่งเล่นตรงไหนก็ได้ ปั่นจักรยานได้ ไม่แออัดเกินไป ก็ไปเจอที่เขาประกาศขายในเฟซบุ๊กพอดี พอมาดูพื้นที่จริงค่อนข้างเรียบ ไม่ต้องถมหรือปรับปรุงอะไรมาก เห็นภูเขาก็เออ อยากได้บ้านที่เห็นธรรมชาติ ตอนนั้นมีเรื่องฝุ่น PM 2.5 ยังไม่มีโควิด-19 ก็อยากได้ที่อากาศดี ๆ ถ่ายเท เราตัดสินใจซื้อเลยใน 30 นาที ที่ดินเป็นของเพื่อนบ้านมาก่อน เป็นเครือญาติกันหมดเลยตรงนี้ ผมก็สนิทหมดละ ความจริงแบบบ้านเสร็จก่อน น้องดีไซน์ให้ว่าใช้พื้นที่เกือบ 1 งาน (300 ตารางเมตร) แต่เราหาพื้นที่อีก 1 งานไม่ได้ ที่ตรงนี้ 2 งาน มันทำให้เรามีสวน เลยยอมจ่ายแพงขึ้นหน่อย

บ้านทรงของเล่นวิวทุ่งหญ้า-ภูเขา ที่ตั้งใจทำชานไว้ให้ลูกวิ่ง เติบโต เล่นสนุกได้ทุกมุม

บ้านที่น้องชายออกแบบ

อยู่ได้ประมาณ 6 เดือนเข้าเดือนที่ 7 แล้ว ตอนสร้างใช้เวลาประมาณ 4 เดือนครึ่ง ตกแต่งอีกครึ่งเดือน รวม ๆ 5 เดือน แต่ออกแบบใช้เวลากว่า 1 ปี เพราะตอนแรกน้องก็ยังไม่มั่นใจว่าเราจะเอาจริงหรือไม่เอา (หัวเราะ) เขาก็ค่อย ๆ ทำ คิดไปเรื่อย ๆ ผมก็ไม่ได้ตามด้วย

(บรีฟน้องยังไง) โห! คุยกันสั้นมากเลยว่าไปออกแบบมาให้หน่อย (หัวเราะ) อยากได้บ้านที่อยู่กับครอบครัว เผื่อลูกตัวเล็กอีกคนที่จะเกิดมา คุยแค่นี้จริง ๆ เขารู้ว่าเรามีสไตล์ยังไง คืออย่างน้อยคือต้องมีพื้นที่สวน เพราะเราชอบต้นไม้ แล้วรูปแบบของบ้านเราก็ชอบมินิมอล โทนขาว ๆ เรียบ ๆ เน้นพื้นผิวที่ทำความสะอาด ดูแลรักษาง่าย มีพื้นที่ให้ทุกคนอยู่สบาย แล้วก็อยากได้บ้านที่ไม่ต้องปีนบันได ไม่ต้องคอยระวังว่าลูกจะวิ่งขึ้นลงเองมั้ย เพราะงั้นต้องเป็นชั้นเดียวเท่านั้น พอเป็นชั้นเดียวเรามองว่าในอนาคตแก่ตัวไปก็ใช้ชีวิตอยู่ได้ ไม่ต้องปรับเปลี่ยนฟังก์ชันอะไร และเขาก็คิดเผื่อไว้ให้ว่าเด็กต้องการพื้นที่ประมาณไหน

บ้านทรงของเล่นวิวทุ่งหญ้า-ภูเขา ที่ตั้งใจทำชานไว้ให้ลูกวิ่ง เติบโต เล่นสนุกได้ทุกมุม

(เจแปน) ด้วยงบกำจัดและความต้องการที่ไม่ได้มีมาก ผมเลยคุยกับพี่ว่าเราจะออกแบบด้วยธรรมชาติของผมกับเขาตั้งแต่เด็กที่ชอบใช้ชีวิตในห้องนั่งเล่นเป็นหลัก ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม โตมามันทำให้เรามีนิสัยอย่างหนึ่งคือชอบอยู่รวมกันตลอดเวลา รู้สึกว่าสิ่งที่นี้ทำให้ผมกับพี่มีกิจกรรมร่วมกันและได้คุยกันตลอด เราอยากให้เด็กๆ ได้ธรรมชาติตรงนี้ไปด้วย เลยออกแบบให้ห้องนั่งเล่นเป็นพื้นที่ที่พิเศษ และอยู่ได้ทั้งวัน

ผมเชื่อเรื่องการอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา ได้เห็นกันตลอดเวลาน่าจะเป็นเรื่องดีสำหรับเด็กช่วงแรกเกิด เขาก็จะมีความทรงจำว่าเห็นพ่อนั่งทำงานอยู่ เห็นแม่ทำอันนี้อยู่ ทุกคนใช้ชีวิตอยู่กันแต่ในห้องนั่งเล่น เลยตัดฟังก์ชันที่ไม่จำเป็นมาก เช่น ห้องทำงาน ห้องสมุด ออกไป แล้วเอามากองในนี้เป็นหลัก ทำเป็น Open Plan เพื่อช่วยเรื่องการถ่ายเทอากาศและการดูแลรักษา

บ้านทรงของเล่นวิวทุ่งหญ้า-ภูเขา ที่ตั้งใจทำชานไว้ให้ลูกวิ่ง เติบโต เล่นสนุกได้ทุกมุม
บ้านทรงของเล่นวิวทุ่งหญ้า-ภูเขา ที่ตั้งใจทำชานไว้ให้ลูกวิ่ง เติบโต เล่นสนุกได้ทุกมุม

ส่วนตัวบ้านดีไซน์สะท้อนถึงเด็ก ด้วยมู้ดและรูปทรงลูกบาศก์ตัวต่อ ให้เขารู้สึกว่าบ้านหลังนี้เหมือนเป็นโลกของของเล่นชิ้นหนึ่งที่เขาอยู่อาศัยได้ ฟอร์มบ้านจะดูสบาย ๆ เข้าไปก็ไม่ได้รู้สึกซับซ้อนอะไร

สำหรับข้างใน พื้นฐานช่วงแรก เด็ก ๆ ชอบวิ่ง ก็ออกแบบให้มันวิ่งได้เรื่อย ๆ ต่อเนื่อง อย่างชานหน้าบ้านเป็นพื้นที่รองรับกิจกรรมที่จะเปลี่ยนไปตามช่วงอายุ ช่วงนี้เขาอาจชอบวิ่ง ก็เป็นลานวิ่ง พอเริ่มโต เขาอาจอยากแสดงละคร แสดงเป็นเจ้าหญิง เหมือนเป็นเวที แล้วพ่อแม่ก็ลงไปดูบนพื้นหญ้า พอเขาโตขึ้นอีก อยากเล่นกีฬา ก็กลับกันพ่อแม่ก็ไปอยู่ชานบ้าน แล้วให้เด็ก ๆ ลงมาวิ่งเล่นตรงสนามหญ้า ส่วนตัวห้องนอนก็เตรียมเผื่อไว้สำหรับเด็ก ๆ ตอนโต บ้านเลยเป็น 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ

บ้านทรงของเล่นวิวทุ่งหญ้า-ภูเขา ที่ตั้งใจทำชานไว้ให้ลูกวิ่ง เติบโต เล่นสนุกได้ทุกมุม

บ้านที่พี่อยากลองวิชา

(โจ้) น้องดีไซน์โครงสร้าง ผมเป็นวิศวกรไฟฟ้า ก็อยากลองวิชากับบ้านตัวเองแน่นอน พอขึ้นเป็นสามมิติแล้ว ก็มาดูแสงให้ออกมาเป็นโทนที่ล้อตามบ้านมินิมอล คำนวณตั้งแต่เสาไฟ พื้นที่ตรงนี้มันไม่มีเสาไฟฟ้า เราก็ดีไซน์ว่าต้องเข้าตัวบ้านยังไงที่จะดูเรียบร้อย ต้องปักกี่เสา แบบไหนง่าย เสียค่าใช้จ่ายน้อยสุด เราก็ไปคุยกับการไฟฟ้า ให้เขามาสำรวจ ส่วนสายไฟเข้าบ้านมีวิธีการเดินอยู่ 2 แบบ คือเดินลอยเอาสายไฟเข้ามากับเดินสายใต้ดิน มุดใต้ดินมันดูเรียบร้อยกว่า เราก็เลยออกแบบให้เอาลงดินเลย

เรื่องของแสดงสว่าง เรามาดูว่าพื้นที่นี้ต้องการความสว่างแบบไหน ห้องนั่งเล่น ห้องนอน อยากให้ผ่อนคลาย ก็ไม่ต้องใช้ไฟที่สว่างมาก ๆ เป็นดวงเล็ก เติม LED Strip ไฟเส้นให้ห้องมีความโมเดิร์นนิดหนึ่ง ไม่งั้นมันจะคลีนมากไป ส่วนในบ้านเราก็คำนวณระบบไฟ การติดแอร์

ห้องนั่งเล่นใช้มากสุด ก็ดีไซน์การระบายอากาศดูว่าจะเป็นยังไง บ้านวางตัวขนานทิศเหนือใต้ กระจกอยู่ทางเหนือ หน้าหนาวลมมาทางนี้เยอะ เพดานสูง 5 – 6 เมตร ทำให้ดูโล่ง เหนือฝ้ามีฉนวน 2 ชั้น ฉนวนสะท้อนความร้อน และฉนวนใยแก้วอีกทีหนึ่ง หลังคาเป็นซิงเกิลรูฟ ก็จะกันความร้อนระดับหนึ่งอยู่แล้ว

บ้านทรงของเล่นวิวทุ่งหญ้า-ภูเขา ที่ตั้งใจทำชานไว้ให้ลูกวิ่ง เติบโต เล่นสนุกได้ทุกมุม
บ้านทรงของเล่นวิวทุ่งหญ้า-ภูเขา ที่ตั้งใจทำชานไว้ให้ลูกวิ่ง เติบโต เล่นสนุกได้ทุกมุม

กำแพงบ้านเป็นอิฐมวลหนา 2 ชั้น 20 เซนฯ ได้ มีช่องว่างตรงกลาง กันเสียง กันความร้อน ไม่เห็นเสา ช่วยเรื่องบ้านเย็นแน่นอน ซึ่งเทคนิคที่ช่วยให้บ้านเย็น ต้องดูความร้อน ถ้าความร้อนมาจากดวงอาทิตย์ต้องทำฉนวนให้ดี ทำฝ้าสูง มีช่องเปิดให้ทิศทางลมเข้าได้ ส่วนสีทาบ้านก็ใช้แบบ Non Toxic ทาเสร็จเข้าอยู่ได้เลย มีเด็กด้วย ต้องเลือกที่ทั้งคายความร้อน ทนทาน เช็ดได้ เผื่อเขาขีดเขียน

ถึงแม้จะเป็นบ้านกระจกก็พยายามให้เก็บเสียง เลยใช้กระจกแบบ 2 ชั้น ติดฟิล์มใสกันยูวี พอบานกระจกบานกว้าง ต้องมีต้นไม้ให้เราผ่อนคลาย ก็ไปศึกษาว่าในการจัดสวนต้องมีต้นไม้ประเภทไหนบ้าง ไม่ใช้ไม้ผลเพราะมันมีแมลง มีสัตว์มากิน จัดการยาก เลือกต้นไม้ที่ฟอร์มสวย มีต้นสน กันเกรา ต้นโอ๊ค ต้นหลิว มันมีความพริ้วไหว ถ้ามองต้นหลิวจากห้องนั่งเล่นคิดว่าคงเป็นอารมณ์ที่ดี เลยเอามาวางตรงนี้ ต้นที่จะให้ร่มเงาในอนาคตก็เป็นกระจง ซิลเวอร์โอ๊ค ปลูกไว้เพื่อเพิ่มอารณ์ให้ตัวบ้าน

บ้านทรงของเล่นวิวทุ่งหญ้า-ภูเขา ที่ตั้งใจทำชานไว้ให้ลูกวิ่ง เติบโต เล่นสนุกได้ทุกมุม

ที่เว้นไว้ คือกะทำสนามให้ลูกวิ่งเล่น เราดูทิศทางของแดดแล้วตรงนั้นจะโดนเยอะหน่อย ต้องมีต้นไม้ที่ให้ร่มเงา เราเพิ่งมาอยู่ก็ยังไม่เห็นทิศทางแดดทั้งปี พอรู้แล้วค่อยลงต้นไม้ ทำไปดูไป เพราะบ้านต้องปรับตามฤดูกาล แล้วจะเห็นจุดที่ต้องเติม ค่อย ๆ ทำไป ถ้าเราลงทีเดียวอาจจะแก้ยาก

ห้องเดียวที่พลาด คือห้องน้ำ เราไปดูกระเบื้องในโชว์รูมเป็นแสงอีกแบบหนึ่ง พอมาปู อุ๊ย ทำไมมันมืดจัง เลยต้องรื้อออก ซึ่งเราออกแบบในคอมพิวเตอร์ คิดอยู่ในหัว ก็ลุ้นว่าทำออกมาแล้วจะดูดีไหม พอมันดูดีอย่างที่คิดก็ภูมิใจนะ

บ้านที่เล่นและเรียนรู้ได้ทุกส่วน

(โจ้) เด็กช่วงวัยเริ่มต้นต้องการการเรียนรู้ อย่างน้อยต้องเป็นที่ที่เขาได้ใช้พลัง เรื่องพัฒนาการการเรียนรู้ต่าง ๆ สิ่งของเขาต้องหยิบจับหรือขีดเขียน เรื่องการออกแบบต้องให้อยู่ได้กับเด็ก เด็กก็อยู่ได้กับบ้านด้วย

บ้านจำเป็นต่อการเรียนรู้ของเด็ก จากการศึกษาเด็กในช่วง 3 ปีแรก จะจดจำในสิ่งที่เราป้อนเข้าไป เราอยากให้เขาเป็นคนช่างสังเกต เราต้องทำพื้นที่ให้เหมาะกับเขา จุดที่เขาสงสัยเราต้องมีความอดทนในการอธิบาย

บ้านรูปทรงบล็อกตัวต่อกลางทุ่งหญ้า วิวภูเขา ที่ตั้งใจสร้างให้ลูก ๆ เล่นสนุกได้ทุกส่วน และเติบโตไปกับความทรงจำที่ดีในการอยู่บ้าน
บ้านรูปทรงบล็อกตัวต่อกลางทุ่งหญ้า วิวภูเขา ที่ตั้งใจสร้างให้ลูก ๆ เล่นสนุกได้ทุกส่วน และเติบโตไปกับความทรงจำที่ดีในการอยู่บ้าน

เราทำบ้านเป็นพื้นที่เล่นได้ทุกส่วน อะไรที่มันจะก่ออันตรายกับเด็ก หรืออะไรที่จะทำให้เด็กมีปัญหาก็พยายามเซฟตรงนั้นไป เขาจะวิ่งไปห้องของเล่น เพื่อเอาของเล่นมาก็ได้ วิ่งข้างนอก ไปปั่นจักรยาน เราปล่อยได้ระดับหนึ่ง เพราะเรามีกระจกรอบอยู่แล้ว มองสอดส่องได้ ส่วนข้างนอกมีบ่อทรายให้น้องตักเล่น จะตัวเปียกเลอะเทอะ สาดใส่ตัวเองก็ไม่เป็นไร (หัวเราะ) มีสายยางให้ฉีดทำความสะอาดก่อนเข้าบ้าน แม่ก็เขาทำที่ปลูกต้นไม้ ปลูกกุหลาบ น้องก็ช่วยพรวนดินรดน้ำ เรียนรู้เรื่องของการใช้กล้ามเนื้อมือ แล้วก็ต้นไม้ต้องการน้ำนะ ต้องการปุ๋ยนะ เราไม่ได้คาดหวังว่าลูกจะโตไปเป็นอะไร เราอยากให้ลูกมีจิตสำนึกที่ดีในเรื่องของการดูแลต้นไม้ รักสัตว์ มีเรื่องของความเมตตา

บ้านรูปทรงบล็อกตัวต่อกลางทุ่งหญ้า วิวภูเขา ที่ตั้งใจสร้างให้ลูก ๆ เล่นสนุกได้ทุกส่วน และเติบโตไปกับความทรงจำที่ดีในการอยู่บ้าน

(ปุ๋ย) ปกติน้องเพลินจะช่วยทำกับข้าว วันไหนมีแกะกระเทียมหรือเตรียมผัก จะเป็นหน้าที่พี่เพลงกับน้องเพลิน บางทีไข่เจียว พี่เพลงเป็นคนตอก น้องเพลินเป็นคนคน งานบ้านนี่เขาทำได้แล้วนะ คือการล้างจานแล้วก็การตากผ้า ชอบมาก ให้เป็นหน้าที่ของเด็ก 4 ขวบกับ 2 ขวบไปเลย (หัวเราะ)

การใช้งานบ้านเป็นการเรียนรู้ การที่เขาได้ลงมือทำ สัมผัส ช่วยเรื่องพัฒนาการของน้องมาก ส่วนตัวการเลี้ยงลูกของคุณแม่จะไม่เน้นวิชาการอะไรให้เขาปวดหัว เหมือนสมัยเราที่อนุบาลต้องท่องต้องเขียน เราให้เขาได้ใช้ชีวิต ได้ช่วยเหลือตัวเอง ใส่เสื้อผ้า ใส่รองเท้าเอง ได้ช่วยทำกิจกรรมในบ้านแค่นั้นก็พอ แล้วเขาจะมีห้องเพลย์รูมของเขาที่เล่นอยู่เองได้ ช่วงเย็นก็ปล่อยอิสระ อยากเล่นอะไรก็เล่น ไม่ต้องจำกัดว่าอยู่ในกรอบอันนี้มากเกินไป ความปลอดภัยคุณพ่อเขาคิดไว้ให้หมดแล้ว ก็ไม่น่าห่วง

บ้านรูปทรงบล็อกตัวต่อกลางทุ่งหญ้า วิวภูเขา ที่ตั้งใจสร้างให้ลูก ๆ เล่นสนุกได้ทุกส่วน และเติบโตไปกับความทรงจำที่ดีในการอยู่บ้าน

(โจ้) อย่างประตูบานเปิดก็ออกแบบให้กว้าง สำหรับเขาที่ยังควบคุมการเดินไม่ได้ มีสิทธิ์ชนโต๊ะต่าง ๆ เราก็วางเฟอร์นิเจอร์ให้ไม่ขวางทิศทางการเดิน วัสดุต้องเป็นไม้ให้ดูซอฟต์และใช้งานง่าย พื้นเราคิดว่าลูกเราต้องล้มแน่ ๆ เลยเลือกกระเบื้องยางที่ค่อนข้างพิเศษหน่อย นิ่ม เด็กตกหรือล้มก็จะไม่เจ็บมาก ส่วนกระจกใช้กระจกลามิเนตนิรภัย แตกได้ยาก 

ชานด้านนอก คิดว่าลูกจะต้องวิ่งเล่นอยู่แล้ว ใช้พื้นเป็นหินขัด อย่างแรกคือทำความสะอาดง่ายและไม่มีรอยต่อ เราทาน้ำยาเคลือบกันลื่นได้ เวลาวิ่งเล่นก็ช่วยเซฟระดับหนึ่ง บ้านยกระดับขึ้นมาก็จริงแต่เราปูหญ้ารอบ ๆ บ้าน เขาจะตกหรืออะไรก็ไม่เจ็บมาก เป็นการเรียนรู้ไปในตัวด้วย แล้วอีกอย่างได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น ให้เขาได้รู้จักทะนุถนอมต้นไม้ สัตว์หรือแมลงต่าง ๆ อย่างผีเสื้อ

ส่วนห้อง เราคิดว่าจะใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในห้องนั่งเล่นอยู่แล้ว จะทำกิจกรรม อ่านหนังสือ ดูทีวี พูดคุย เลยดีไซน์ให้เป็นห้องทานอาหารไปด้วย หรือเปิดกระจกตรงชาน เป็นพื้นที่ปาร์ตี้รวมญาติได้

(ปุ๋ย) การกินข้าวพร้อมหน้ากันสำคัญกับการเลี้ยงลูกมาก เด็กจะกินข้าวเยอะ การเลี้ยงเด็กปัญหาอีกอย่างคือการ เบื่อข้าว ถ้าเราได้ทานด้วยกันเขาก็จะเจริญอาหาร ทานได้เก่ง ทานเอง เราตัก เขาก็ตัก เราไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องลูกกินยาก เขาคงรู้สึก ถ้าเราทานข้าวคนเดียวบางทีมันเบื่อ กลืนไม่ลง แต่ทานกับคนที่เรารักหรือครอบครัวก็มีความสุขแล้ว มันรู้สึกอิ่มแล้ว ลูกก็รู้สึกอย่างนั้นหมือนกัน

บ้านรูปทรงบล็อกตัวต่อกลางทุ่งหญ้า วิวภูเขา ที่ตั้งใจสร้างให้ลูก ๆ เล่นสนุกได้ทุกส่วน และเติบโตไปกับความทรงจำที่ดีในการอยู่บ้าน

บ้านของลูกให้ลูกออกแบบเอง

(โจ้) ตอนนี้มี 2 ห้อง เป็นห้องโล่ง ๆ อย่างเดียวไว้ให้เป็นห้องส่วนตัวของเขา แต่ไม่ได้ดีไซน์ไว้ เพราะเรายังไม่รู้ว่าเขาจะชอบอะไร อนาคตเขาเริ่มโต รู้ว่าชอบสีอะไร เช่น คนโตเขารู้ว่าชอบสีชมพู คนเล็กชอบสีฟ้า หนูชอบสีชมพูจริง ๆ ใช่ไหม ถ้าใช่ เราก็ไปเลือกของกัน

ตั้งแต่โตมา เราชอบที่คนให้เราคิดเอง ชอบที่ได้ทำตามความรู้สึกของเรา ความชอบของเรา เราก็อยากใช้ชีวิตอยู่ตรงนั้น เหมือนกัน สิ่งที่เขาคิดเอง อยากได้อะไร เขาก็จะภูมิใจ

พอเราเริ่มก่อสร้างตรงนี้ น้องบอกว่าเมื่อไหร่บ้านหลังนี้จะเสร็จ หนูอยากมาอยู่แล้ว เพราะเขาเห็นตั้งแต่เราทำฐานรากทำพื้น เขาก็มาวิ่งเล่นก็บอกว่าหนูชอบมากเลย ตอนเลือกเฟอร์นิเจอร์หลาย ๆ ชิ้นเราก็ไปนั่งไปนอนด้วยกันเกือบทุกชิ้น เราก็ถามความต้องการของเขาอยู่แล้ว หนูชอบแบบไหน ไปลองนั่ง ลองกระโดดดู ที่เขานอนอยู่ หนูชอบอันนี้ เอาอันนี้ ๆ (หัวเราะ)

เอ๊ะ! แล้วบ้านที่มีเด็กทำไมไม่รก

(โจ้) ตื่นมาก็ทำความสะอาดบ้าน (หัวเราะ) เราไม่ได้จ้างแม่บ้าน พยายามดูแลจัดการด้วยตัวเอง

(ปุ๋ย) คุณพ่อเป็นคนมีระเบียบ

(โจ้) เห็นอะไรรกไม่ได้ เพิ่งมาเป็น ผมว่าด้วยช่วงวัยหน้าที่การงานของเรา ทำให้เป็นคนต้องรอบคอบ ละเอียดหน่อย กลายเป็นว่าบ้านมันต้องคุมโทนสีขาว องค์ประกอบในบ้านก็พยายามให้มีแต่ที่ใช้งานจริง ๆ ไม่ให้มีอะไรรกหูรกตา เส้นผมที่อยู่ตรงพื้น บางทียังต้องเก็บขึ้นมาเลย ตอนนี้เรารู้สึกเพลิน ๆ ดีนะ เวลาเจอรอยเปื้อนตรงผนัง ตรงโต๊ะ ก็เช็ดให้มันอยู่สภาพเดิมตลอด เท่าที่ทำได้ แต่ปุ๋ยจะอึดอัดผม วัยรุ่นผมซกมกนะ (หัวเราะ)

(ปุ๋ย) ตอนเป็นวัยรุ่นก็รก ตอนเป็นคุณแม่ก็ยังรกเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน (ขำ)

บ้านนี้มีเพลย์รูม จะแบ่งสัดส่วน แบ่งเวลา ถามว่ารกไหม รกแน่นอน แต่ว่าเราต้องเก็บ ก็คือจะให้รกแค่มุมนั้น คุณแม่เลี้ยงคนเดียวถ้าไม่ตั้งกฎหรืออะไรจะเหนื่อยมาก ถ้าสอนแต่เด็กจะสอนง่ายได้หมด พูดภาษาที่ผู้ใหญ่คุยกันไปเลย เราอย่าไปห้ามไม่ให้เขาเล่นอะไร แค่จัดพื้นที่ให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใช้งานได้หมด ไม่อยากให้เล่นอันไหนก็เก็บ เขาจะได้ไม่ต้องรู้สึกว่า เอ้า หยิบอันนี้ไม่ได้อีกแล้ว ถ้าไปบอกว่าห้ามขีดตรงนี้ แล้วทำไมถึงเอาปากกามาไว้ตรงนี้ เขียนได้ตรงนี้นะ กระดาษปากกาเขียนได้ตรงไหนคะ เขียนตรงนี้ค่ะคุณแม่ เขาก็จะเขียนในกระดาษ

บ้านรูปทรงบล็อกตัวต่อกลางทุ่งหญ้า วิวภูเขา ที่ตั้งใจสร้างให้ลูก ๆ เล่นสนุกได้ทุกส่วน และเติบโตไปกับความทรงจำที่ดีในการอยู่บ้าน

บ้านนี้(ความทรงจำ)ดีจัง

(โจ้) แน่นอนว่าเด็กช่วงเล็ก ๆ จดจำอยู่แล้วว่าห้องนี้เขาเล่นอะไรบ้าง เขาเคยปั่นจักรยานตรงนี้ เขาปลูกต้นไม้ตรงนี้ เขาทำวิ่งไล่กัน พอเรามีพื้นที่ที่ทำกิจกรรมเยอะ ๆ เขาก็ไปเล่าให้คุณปู่คุณย่าที่ต่างจังหวัดฟังได้ ว่าที่บ้านเขามีอย่างนี้ เขาทำอย่างนี้ เล่นอย่างนี้นะ ก็มีเรื่องให้เล่าและเป็นความทรงจำที่ดีสำหรับเขา มันก็เป็นความรู้สึกดีที่ออกแบบบ้านนี้ให้เราใช้ชีวิต ทำเรื่องต่าง ๆ ที่อยากทำได้ อนาคตไม่แน่ว่าอาจมีการปรับปรุงเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือว่าจะมีสมาชิกเพิ่มเข้ามา เราดีไซน์เผื่อว่าจะต่อเติมตรงไหนได้บ้าง ณ ตอนนี้พอใจมาก

(ปุ๋ย) คุณแม่รู้สึกว่าโชคดี ตื่นมาแล้วมีความสุขจังเลย รู้สึกดีมากที่สามีเลือกสร้างบ้านแบบนี้ให้เรา การที่ตื่นมาแล้วเปิด มันเป็นห้องนอนในฝัน กระจกทั้งบาน แล้วเปิดเห็นวิว ไม่ใช่ห้องนอนอุดอู้หรือห้องนอนสี่เหลี่ยม เป็นอะไรที่ถูกใจมาก พอถูกใจมันก็มีความสุขทุกอย่างเลย จากบ้านเก่ามันไม่มีพื้นที่ แออัด ป่วยบ่อยมาก แต่ที่นี่เรายังไม่ป่วยเลย จะมีแค่น้ำมูกนิดหน่อย แค่ครึ่งวัน อากาศดีด้วย แล้วก็บ้านออกแบบมาให้รับลมอากาศถ่ายเท เรื่องการเรียนรู้ก็ตามช่วงวัยของเขา ก็ดีขึ้นมาก มีพื้นที่ได้ปั่นจักรยาน ออกกำลังกาย สุขภาพนี่แหละที่เห็นว่าแตกต่างมาก ยังไม่เคยเข้าโรงพยาบาลด้วย

(โจ้) กลายเป็นว่าตอนนี้เราไปโรงแรมหรือรีสอร์ต รู้สึกไม่สบายเหมือนอยู่บ้าน

(ปุ๋ย) ซึ่งแต่ก่อนต้องไปทุกจังหวัด เดี๋ยวนี้ไปไหนคิดถึงบ้านจังเลย อยากกลับบ้าน มีคำนี้มาแล้ว มันไม่เคยรู้สึกอย่างนี้มาก่อนเลย แล้วอยู่ชลบุรีก็ดีนะคะ มีทุกอย่างเลยภูเขา ทะเล อาหารอร่อย อีสาน เหนือ ญี่ปุ่น อะไรก็ได้

“พี่เค้กไปต่อบล็อกกับหนูมั้ยคะ”

น้องเพลงและน้องเพลินเดินมาจูงมือเราออกไปยังเพลย์รูม เป็นสัญญานว่าหมดเวลาคุย ถึงเวลาเล่นสนุกกันแล้ว

บ้านรูปทรงบล็อกตัวต่อกลางทุ่งหญ้า วิวภูเขา ที่ตั้งใจสร้างให้ลูก ๆ เล่นสนุกได้ทุกส่วน และเติบโตไปกับความทรงจำที่ดีในการอยู่บ้าน

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อยากอยู่อย่างอยาก

คนและบ้านน่าสนใจในพื้นที่ที่เขาอยากอยู่

หลาย ๆ คนอาจมีภาพจำว่า ‘บ้านต่างจังหวัด’ ต้องมีหน้าตาคล้ายบ้านไม้เก่า ๆ เป็นบ้านที่รายล้อมไปด้วยสวนผลไม้ หรือเป็นบ้านความทรงจำในวัยเด็ก บ้านเกิด ที่ที่เราชอบไปปั่นจักรยาน ซึ่งแต่ละคนก็มีภาพที่แตกต่างกันออกไป

ยังมีสิ่งหนึ่ง เมื่อเราใช้ความรู้สึกนึกถึงบ้านต่างจังหวัด เราจะรู้สึกถึง ‘ความสบายใจ’ สบายใจที่จะพัก สบายใจที่จะใช้เวลาดื่มด่ำและซึมซับบรรยากาศ ณ ห้วงเวลา ณ สถานที่แห่งนั้น  

น่าสนใจ ที่ว่าเพราะอะไร ทำไมผู้คนถึงรู้สึกสบายใจ เมื่อได้ (กลับ) ไปบ้านต่างจังหวัด อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้คนหวนนึกถึง คนรักที่อยู่ที่นั่น ? ต้นมะขามหวานข้างบ้าน ? ผู้คน ? ธรรมชาติแถวนั้น ? อาหารที่นั่นอร่อย ? หรือห้อง พื้นที่แบบนั้นที่ชอบไปนั่ง ?

บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่

อาจมีหลายสิ่งหลายอย่างอยู่รวมกันจนแยกไม่ออก เลยเรียกเหมารวม ๆ กันว่า เป็น ‘ความสัมพันธ์’ ของพื้นที่ที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติแถวนั้น และดึงดูดผู้คนให้มาอยู่ร่วมกัน ดังนั้นบ้านต่างจังหวัด อาจไม่ต้องเป็นบ้านเก่า บ้านไม้ หรือไม่ต้องมีพื้นฐานของการเติบโตจากที่นั่น แต่อาจหมายถึงสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ ชุมชน หรือเมือง ที่มีความเอื้ออาทรให้แก่กัน และเกิดความรู้สึกว่าเป็นบ้านให้แก่กัน

เราทำงานหนักอยู่ในเมืองใหญ่ จนบางทีเราอาจหลงลืมอะไรไปบางอย่าง หรือรู้สึกสูญเสียตัวตน ความรู้สึกเหล่านี้ถูกยึดโยงรวมกัน และเมื่อถึงจุดหนึ่งที่เราเหนื่อยล้า เริ่มโหยหาอยากกลับมาสู่ บ้านในใจเรา พื้นที่ปลอดภัย ที่ทำให้เราหวนคิดถึง อยากจะกลับไปพักกาย พักใจ ให้เป็นอิสระ

คงจะดีไม่น้อย ถ้าเราได้เจอบ้านที่รู้สึกพอดีกับตัวเรา หากได้มีเวลารู้จักตัวเอง ทำความเข้าใจกับความต้องการของตัวเอง เราอาจจะเจอคำตอบในใจว่าท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ต้องการอาจไม่ใช่บ้านหลังใหญ่ แต่เป็นบ้านที่เรามีความสุขในการเลือกพื้นที่ที่อยากอยู่ และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสิ่งรอบตัว

บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่

บ้านที่เป็นเหมือนเพื่อนคู่ใจ ช่วยรักษา ฟื้นฟู และเติบโตไปด้วยกัน

เดิมที เต้ย-ทรงชัย ทองผาสุข เป็นคนจังหวัดพังงา ซึ่งในช่วงชีวิตการทำงานคงคล้ายกับใครหลายคน ที่ได้ทำงานในเมืองใหญ่ ผ่านการพบเจอเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย ทั้งความสุข ทุกข์ทางจิตใจ ความยากลำบากและเหนื่อยล้าจากการทำงานในเมืองใหญ่ ทำให้เต้ยเลือกมาทำงานที่เชียงใหม่ และได้มาเป็นสถาปนิกในใจบ้านสตูดิโอ

เมืองเชียงใหม่ที่เป็นเหมือนบ้านหลังใหญ่ แม้ไม่ใช่เมืองเกิด แต่ความรู้สึกที่ได้รับการเยียวยา ความเอื้ออาทร ความสัมพันธ์จากทั้งผู้คนและธรรมชาติที่โอบอุ้มไว้ ทำให้เต้ยเลือกอยู่ที่นี่ ซึ่งในบางทีไม่ต้องใช้เหตุผลอะไรมากมายในการอธิบาย นอกจาก ‘ความสบายใจ’

บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่

ในช่วงแรกของการออกแบบบ้าน เต้ยทำความเข้าใจกับตัวเองผ่านสัญชาตญาณ 

“จุดที่จับสัญชาตญาณของตัวเองได้ คือช่วงเวลาที่ต้องตัดสินใจ เราชอบความคิดตอนนั้นที่สุด เพราะรู้สึกว่ามัน Pure มาก” เต้ยเริ่มต้นเล่า

สิ่งที่เขาต้องการ ข้อแรก คือการกลับไปยังจุดเริ่มต้นของความสะดวกสบาย ข้อสอง ประยุกต์กับวัสดุหาได้ง่ายในท้องที่ นั่นเป็นภาพใหญ่ให้กับการออกแบบบ้านหลังนี้ และข้อสาม มีเฉพาะพื้นที่ที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย โดยปรุงแต่งจากภายนอกให้น้อยที่สุด ซึ่งทั้งหมดก็เป็นไปในแบบที่เต้ยต้องการ และมีแต่เขาเท่านั้นที่รู้ใจบ้านหลังนี้

บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่

ส่วนโจทย์เพิ่มเติมที่ช่วยเหลาความคิดตอนออกแบบ คือสถาปนิกหนุ่มต้องการปลูกบ้านด้วยตัวเองให้มากที่สุด เพื่อเรียนรู้และทดลองรายละเอียดที่อยากใช้ต่อไปกับบ้านของตัวเอง ซึ่งสัมพันธ์กับเงื่อนไขการประหยัดงบประมาณในการก่อสร้าง โครงสร้างบ้านจึงทำให้ง่ายต่อการเข้าใจและก่อสร้าง อย่างระบบ ‘Modular’ ที่ก่อสร้างตามขนาดและสัดส่วนของวัสดุ เห็นได้จากระยะแผ่นพื้นเรียงตัวกันพอดีตามขนาดของวัสดุ (1.2 x 2.4 เมตร) เหลือเศษตัดที่จะกลายเป็นขยะก่อสร้างให้น้อยที่สุด (ซึ่งดีต่อใจของเต้ยเองด้วย)

บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่
บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่

มุมที่สะท้อนความเป็นตัวตนของบ้านและผู้อยู่

เมื่อเริ่มปลูกอาณาจักรส่วนตัวในมุมต่าง ๆ ของพื้นที่ ทั้งภายในและภายนอกบ้าน เราจึงได้เห็นตัวตนและจิตวิญญาณของเต้ยผ่านมุมเหล่านี้

อย่างมุมโปรด ‘แม่เตาไฟ’ พื้นที่หัวใจของบ้าน ซึ่งรวมทุกกิจกรรมความสัมพันธ์ของทุกสิ่งไว้ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นเวลาย่างปลากินข้าวกับเพื่อน นอนดูทีวี เล่นกับเควิน บักกี้ สองแมวลูกรัก ชงชายามเช้า หรือแม้แต่เสื่อไม้ไผ่สาน ที่ป้านักทำเสื่อก็มาสานมาให้ถึงบ้าน ราวกับพลังงานจากแม่เตาไฟได้แผ่และดึงดูดผู้คนให้เกิดเรื่องราวรอบ ๆ

บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่

ส่วนระเบียงชา พื้นที่ใต้ชายคาภายนอก เกิดจากการออกแบบร่นระยะเสาให้เข้าไปภายในอาคาร เกิดเป็นพื้นที่ว่าง และบริเวณนี้เอง เต้ยยังได้แรงบันดาลใจมาจากซีนในหนังเรื่อง Little Forest: Summer/Autumn (2014) ที่นางเอกชอบมานั่งกินขนมตรงระเบียงหน้าบ้าน

บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่
บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่

ยังมีมุมอื่น ๆ อีก หลายจุดที่มีที่มาที่ไปจากหนังแนวที่เจ้าของบ้านหนุ่มชอบ อย่างช่องเก็บของใต้พื้นอันนี้ ที่เรายกนิ้วแจ๋วให้ มาจากเรื่อง Mortal Kombat (2021) ที่พระเอกเอาลูกไปซ่อน เขามาดัดแปลงเป็นที่เก็บของ บางช่องทำเป็นตู้เย็นฝังดินไว้เก็บอาหารแบบไม่ง้อไฟฟ้า ซึ่งในช่วงฤดูหนาว ถ้าใครได้แวะมาเยี่ยมบ้านเต้ย จะได้ชิมเหล้าบ๊วยที่ดองผ่านตู้เย็นนี้แน่นอน

บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่

หนังที่ใช่ยังต่อเนื่องไปถึงรูปร่างหน้าตาของบ้านและสวนข้างนอก เต้ยชอบดูหนังแนวเอาชีวิตรอด หนังสยองขวัญที่มักมีฉาก Cabin ร้าง ซ่อนตัวอยู่ในป่า แลดูไม่มีคนอยู่ แต่ถ้าแอบมองเข้าไปก็จะเห็นแสงสว่างจากเตาไฟอยู่ในนั้น และใช่! คุณเดาไม่ผิด หลังคาบ้านของเขาเลยเป็นทรงจั่วที่กดชายคาต่ำลงเล็กน้อย เพื่อให้ดูคล้ายกระท่อม และเป็นกิมมิกทำให้คนที่เข้าไปข้างในต้องก้มหัวทักทายบ้านก่อน

เต้ยได้เล่าต่อว่า “ทำบ้านให้เหมือนหนังที่ชอบ สนุกดี” เหมือนตัวตนของผู้อยู่ก็คือตัวตนของบ้าน โดยสื่อสารผ่านพื้นที่ ข้าวของเครื่องใช้ อาหารการกิน หรือแม้แต่ความรู้สึก ซึ่งเป็นด้านที่ต้องใช้ ‘ใจ’ เท่านั้น จึงมองเห็น

ต้องเข้ามาอยู่ก่อน ถ้าไม่ได้ใช้ จะนึกไม่ออก

นี่เป็นคำบอกเล่าของเต้ยที่พูดถึงการจัดข้าวของต่าง ๆ ในบ้าน ถ้ามองให้ลึกละเอียดลงไปในเครื่องใช้สารพันอันละสิ่ง จะเห็นได้ว่าเจ้าของบ้านนั้น ๆ เป็นคนยังไง อย่างห้องครัวที่ห้อยแขวนหม้อกระทะ ชั้นเก็บจานชามใบเล็ก ๆ ตาข่ายเก็บของแห้ง จังหวะและระยะการจัดเรียงของเหล่านี้ เลยเป็นสิ่งบ่งบอกนิสัยเจ้าของบ้านโดยไม่ต้องเอ่ยถาม

 “เราชอบทำกับข้าว ติดมาตั้งแต่เด็ก ทำกับข้าวแล้วนึกถึงแม่” นั่นไง เขาตอบคำถามทางสายตาของเราแล้ว

ความชอบอาหารการกินนี้ก็นำไปสู่พื้นที่ภายนอกบ้าน อย่างแปลงผักสวนครัว เลือกปลูกเฉพาะผักที่อยากกินและปลอดสารพิษ แล้วก็ยังมีสวนโซนป่าเล็ก ๆ มีทั้งต้นไม้เดิมและต้นไม้เพิ่มเติม อย่างต้นฝ้าย ออกดอกเป็นขนปุยนุ่มสีขาว เอาไปทำไส้หมอนได้

ส่วนที่น่ารักมาก ๆ เห็นจะเป็นระบบการรดน้ำต้นไม้ที่ปล่อยให้ไหลไปตามร่องเล็ก ๆ ซึ่งขุดล้อมรอบต้นไม้ แบ่งเป็นเกาะเล็ก เกาะใหญ่ ให้ระดับของร่องน้ำเป็นตัวพาน้ำไปสู่ต้นไม้ (และแมว) 

เมื่ออยู่ ๆ ไป หนุ่มเชียงใหม่ (ใหม่) ก็รู้สึกว่าต้องมีขอบอาณาเขตบ่งบอกดินแดนให้กับตัวบ้านสักหน่อย เลยทำซุ้มประตูไม้หน้าบ้านกับ กนก-อดิศักดิ์ วัฒนะตันทะ เพื่อนยาก เป็นซุ้มประตูที่สัดส่วนและสเกลความสูง สอดคล้องกับเจ้าของบ้าน เวลาเดินผ่านเข้าไปจะเห็นอิฐเรียงเป็นแนวทางเดิน นำทางผู้มาเยือนสู่ตัวบ้าน โดยแนวอิฐจะสิ้นสุดที่ที่เจ้าตัวบอกว่ามันคือ ‘พื้นที่ Spirit ของบ้าน’ เสาตอม่อบ้านเก่าซึ่งรวบรวมหินก้อนเล็ก ก้อนใหญ่เอาไว้ และที่ต้องนำมารวมกันตอนก่อสร้างบ้าน เต้ยอธิบายไว้ว่า “อีกนัยหนึ่งเป็นเการเคารพพื้นที่ที่แต่ก่อนเคยเป็นมา”

มิตรภาพและความสัมพันธ์แบบบ้าน ๆ

เรื่องราวที่ฟังแล้วชวนอมยิ้ม ตั้งแต่วันแรกที่เต้ยมาดูที่ มีเพื่อนบ้านอย่างเจ้าชานมและชาดำ (หมาข้างบ้าน) วิ่งมาต้อนรับ กระดิกหางดีใจที่มีคนมา เขานึกในใจว่า “ถ้าได้มาอยู่ คงได้เจอกันอีกนะ” ซึ่งนับจากวันนั้นถึงวันนี้ เจ้าชานมและชาดำยังคงวิ่งมาต้อนรับเต้ยทุกครั้งหลังเลิกงานกลับมาบ้าน และได้มาเป็นลูกค้า VIP นอนที่ระเบียงชาหน้าบ้านทุกวัน เลยคุยกันติดตลกว่า ที่มาของชื่อ ‘ระเบียงชา’ คือเจ้าชานม ชาดำนี่แหละ และยังมีอีก 2 สหาย คือเควินและบักกี้ แมวสองศรีพี่น้องที่ชอบชวนกันออกไปเล่นสวนหน้าบ้าน เวลาชายหนุ่มรดน้ำต้นไม้หรือไปทำงาน

สำหรับเต้ย ที่นี่คือ ‘สถานที่สถิตวิญญาณ’ ที่ฝากเรื่องราวความทรงจำ ความสัมพันธ์ของผู้คนรอบตัว เมื่อไหร่ที่ได้มองในมุมนั้น ๆ ก็ทำให้หวนนึกถึง ทั้งพี่ช่างเหล็กที่ช่วยทำหลังคา พี่ ๆ น้อง ๆ ที่ทำงานผู้ช่วยกันทำผนังบ้าน เพื่อน ๆ ที่มาย่างปลากินด้วยกันรอบแม่เตาไฟ หรือป้าทำเสื่อที่มานั่งสานเสื่อให้ถึงบ้าน เจ้าเควิน-บักกี้ ที่คอยหาจังหวะแอบไปนอกบ้านผ่านช่องหน้าต่างห้องน้ำ 

ไม่ว่าความสัมพันธ์ของบ้าน จะเป็นผู้คน ต้นไม้ หรือว่าสัตว์เลี้ยง สิ่งเหล่านั้นเลยเป็นผู้มอบจิตวิญญาณให้แก่บ้าน เขากล่าวไว้

เราสร้างบ้าน บ้านก็สร้างเรา

ก่อนกลับ เต้ยเล่าเสริมอีกว่า “เราคิดว่าบ้านก็เหมือนคนคนหนึ่ง มีวัยเด็ก วัยแก่ ผุพังได้” ซึ่งถ้าจะให้เขาบอกอายุของบ้านหลังนี้ “ก็คงจะอายุเท่ากับเราในตอนนี้” เป็นบ้านที่เติบโตไปพร้อมกัน มีพื้นที่ว่าง ยืดหยุ่นพอให้ได้ต่อเติม ตกแต่ง หรือปรับเปลี่ยนได้ตามความชอบ ความสนใจ

นั่นจึงเป็นสิ่งที่พี่เต้ยได้เรียนรู้จากการปลูกบ้าน 

“เราสร้างบ้าน บ้านก็สร้างเรา”

 คำว่า ‘สร้าง’ ตรงนี้อาจไม่ได้แปลว่าก่อสร้าง แต่เป็น ‘สร้าง’ ที่แปลว่า ก่อให้เกิดตัวตน เมื่อมองในมุมที่เราไม่ได้มีฐานะเป็นเจ้านายหรือเป็นใหญ่ในบ้าน แต่เป็นการมองว่าเราอยู่ร่วมกันกับบ้าน นี่เองที่ทำให้เต้ยได้เรียนรู้บางอย่างและปรับวิถีชีวิตให้เข้ากับบ้าน อย่างเป็นไปในจังหวะทำนองเดียวกัน

และเป็นเพราะเต้ยเข้าใจตัวเอง เข้าใจบ้าน ตัวตนสถิต ณ ที่อยู่ เลยทำให้บ้านหลังนี้เกิดความสัมพันธ์อันแสนน่ารัก “บ้านจึงสุขใจที่ได้อยู่” เขาว่าอย่างนั้น

Writer

ธีรสุดา วิเชียรสรรค์

สถาปนิกอู้กำเมืองบ่จ้าง เป็นมือใหม่หัดเล่าเรื่อง ชอบเดินป่า และอยากใกล้ชิด รู้จักธรรมชาติผู้สร้างให้มากขึ้นเรื่อยๆ

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load