เสียงเคี้ยว กรุบ กรุบ

เมื่อพูดถึงของทานเล่นและอาหารแปรรูปจากเนื้อหมูอย่างข้าวตังหมูหยอง หมูแผ่น หมูแท่ง กุนเชียง หมูหยองต้องนึกถึง ‘เจ้าสัว’ เจ้าแห่งความอร่อยแบบกินดีอยู่ดี ขึ้นชื่อเรื่องสูตรลับความอร่อยมากว่า 63 ปี

จากแบรนด์ดั้งเดิมชื่อ เตีย หงี่ เฮียง ที่ขึ้นชื่อเรื่องของฝาก ขยายสาขาอยู่ทั่วประเทศ และยังส่งออกไปอีกหลายประเทศวันนี้เจ้าสัวปรับภาพลักษณ์และสินค้าใหม่ให้เข้ากับยุคสมัย เจาะตลาด Snack ตอบโจทย์คนเมืองให้อิ่มรองท้อง สะดวกสบายได้ทั้งวันด้วย Ready to Eat & Ready to Cook ชูโรงด้วยของทานเล่นที่ฮิตที่สุดอย่าง ‘ข้าวตังหมูหยอง’ 

The Cloud ชวนคนหิว มาค้นพบสูตรลับความสำเร็จของธุรกิจ พร้อมทำความรู้จักเจ้าสัวโฉมใหม่ ผ่านคำบอกเล่าของ คุณกิ๊ฟ-ณภัทร โมรินทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เตีย หงี่ เฮียง (เจ้าสัว) จำกัด ทายาทรุ่น 3 ของเจ้าสัว ที่ทำให้แบรนด์เจ้าสัวเข้มแข็งและปรับตัวตลอดเวลา ไม่เคยอยู่นิ่ง

เจ้าสัว แบรนด์ของทานเล่นที่เชื่อว่าการกินดีอยู่ดีคือขุมทรัพย์ของชีวิต

เตีย หงี่ เฮียง กิจการดั้งเดิมในสมัยอากง

ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2501 อากงเพิ่ม โมรินทร์ เชื่อว่าการกินดีอยู่ดีเป็นพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนชีวิตให้รุ่งเรือง เพราะขุมทรัพย์ของพลังชีวิตคืออาหารที่ดีและอร่อย จึงตั้งปณิธานว่า คนในครอบครัวและลูกหลานต้องกินดีอยู่ดี อยากทานต้องได้ทาน

อากงริเริ่มพัฒนาวิธีการเก็บรักษาอาหารที่ดีและอร่อยโดยใช้วัตถุดิบที่เลือกคือ หมู

หมูเป็นอาหารติดโต๊ะทานข้าวในบ้าน แต่ไหนแต่ไรมาคนไทยและคนจีนนิยมทานเนื้อหมู อาหารจากเนื้อหมูทั้งอิ่มท้องและได้โปรตีนเยอะ แปรรูปเป็นอาหารทานง่ายได้หลายอย่างทั้งกุนเชียง หมูหยอง หมูแผ่น อยากทานเมื่อไหร่ต้องได้ทาน!

คุณกิ๊ฟ ทายาทรุ่นสามของกิจการเล่าว่า “สมัยก่อนคุณปู่อยู่กรุงเทพฯ พอตัดสินใจทำอาหารแปรรูปจากหมู จึงย้ายไปจังหวัดที่มีหมูเยอะ โคราชเป็นทั้งแหล่งเลี้ยงแหล่งขาย สะดวกต่อการทำกิจการอาหารแปรรูปจากหมู”

จึงย้ายถิ่นฐานจากกรุงเทพฯ ไปโคราช ซึ่งนอกจากเป็นแหล่งหมูแล้ว ยังเป็นจังหวัดใหญ่ ประตูสู่อีสานที่มีการเดินทางผ่านอย่างคับคั่ง ประกอบกับอากงมีความรู้ความเชี่ยวชาญจากประสบการณ์ทำงานในร้านกุนเชียง จึงได้คิดค้นสูตรเด็ดความอร่อยของตัวเอง

เกิดเป็นกิจการครอบครัวร่วมกับภรรยาและลูกโดยใช้ชื่อแบรนด์ว่า ‘เตีย หงี่ เฮียง’

เจ้าสัว แบรนด์อาหารแปรรูป 63 ปีที่เชื่อว่าการกินดีอยู่ดีคือขุมทรัพย์ของชีวิต

เจ้าแห่งของฝากในยุคคุณพ่อ

ต่อมาในสมัยของ ธนภัทร โมรินทร์ คุณพ่อของคุณกิ๊ฟ กิจการเติบโตงอกเงย มีศูนย์ของฝาก รวบรวมสินค้าทั้งหมดเพื่อจับกลุ่มนักเดินทางที่สัญจรผ่านโคราช คนเริ่มจดจำได้ว่าอาหารแปรรูปจากหมูชื่อดังต้องเจ้าสัว

เมื่อคนรู้จักเยอะขึ้น จึงได้ขยายสาขาไปทั่วประเทศทั้งภาคอีสาน เหนือ กลาง เพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายทั้งตามห้างสรรพสินค้า (Modern Trade) และร้านท้องถิ่น (Traditional Trade) ร้านขายของฝาก มีสาขามากมายตามปั๊ม ทั้งร้านสาขาของตัวเอง แบบขายส่ง และขายผ่านตัวแทน

ในยุคนี้ผู้คนนิยมซื้อหมูแผ่นถุงใหญ่เป็นของฝากไปแจกให้ครอบครัว ญาติพี่น้อง คนรู้จัก หลังอาหารแปรรูปจากหมูเริ่มอยู่ตัว จึงเริ่มแตกสินค้าใหม่เพิ่มเติม คือ ข้าวตังหมูหยอง พร้อมเปลี่ยนจากชื่อ เตีย หงี่ เฮียง เป็น ‘เจ้าสัว’ เพื่อให้จำง่าย เรียกง่าย

Ready to Eat ตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน 

ข้าวตังหมูหยองที่คิดค้นในวันนั้น กลายมาเป็นสินค้าหลักของเจ้าสัวที่ฮอตฮิตที่สุดในวันนี้ ส่วนสินค้าที่ได้รับความนิยมตลอดกาลตามมาติดๆ ยังเป็นหมูแผ่น หมูแท่ง กุนเชียงและหมูหยอง

“ปัจจุบันแบรนด์เจ้าสัวมีทั้งอาหารและขนมรวมกันกว่าสามร้อยชนิด ในแต่ละปีจะมีสินค้าออกใหม่แปดถึงสิบตัว” ที่ต้องมีเยอะขนาดนี้เพราะคุณกิ๊ฟบอกว่า อยากมีสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายและ lifestyle ที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ของผู้บริโภค ทั้งของทานเล่น และอาหารพร้อมปรุงพร้อมทาน ตอบโจทย์ทั้ง Ready to Eat & Ready to Cook

เจ้าสัว แบรนด์ของทานเล่นที่เชื่อว่าการกินดีอยู่ดีคือขุมทรัพย์ของชีวิต

กลุ่มของทานเล่น รองท้องแก้หิวอย่างข้าวตังหมูหยอง กินตอนเช้า Rush Hour ก็ได้ หรือแก้หิวช่วงบ่ายก่อนเป็นมื้อหนักก็เหมาะ

สำหรับกลุ่มของทานเล่น ทานเพลินอย่างหมูแผ่นกรอบ หมูแท่งกรอบ และหมูทุบ เอาไว้กินระหว่างกิจกรรมในแต่ละวัน

หรือกุนเชียง หมูยอ แหนม ไส้กรอกอีสาน นำไปปรุงต่ออีกนิดหน่อย ลวก ทอด หรือต้ม ก็ได้อาหารพร้อมทาน หรือทานพร้อมข้าวและแซนด์วิชด้วยหมูหยอง

เรียกได้ว่าเจ้าสัวอยู่ในชีวิตประจำวันของลูกค้าได้ตั้งแต่เช้าจนจบวัน

เจ้าสัว แบรนด์ของทานเล่นที่เชื่อว่าการกินดีอยู่ดีคือขุมทรัพย์ของชีวิต

Healthy Snack แบบไทยไทย 

เคยสังเกตไหมว่า สารพัดขนม ของทานเล่นแทบทุกอย่างที่นิยมกินกัน ล้วนเป็นแบรนด์ต่างประเทศ

แต่ขนม Snack แบรนด์ไทย โดยคนไทย สูตรคนไทย วัตถุดิบไทยกลับยังมีน้อยนัก จะดีแค่ไหนถ้าประเทศเราเต็มไปด้วยแบรนด์ที่สามารถเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบทางอาหารให้ อยู่ในชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่ได้ไม่แพ้แบรนด์ต่างประเทศ

คุณกิ๊ฟมองว่า “เราเห็นช่องว่างตลาดที่ยังไม่มีใครทำ Local Snack ของไทยที่มีประโยชน์ และคิดว่าตลาดนี้ยังโตได้อีกมาก”

เนื่องด้วยลูกค้าชื่นชอบของทานเล่นและทานเพลินของเจ้าสัวอยู่แล้ว จึงอยากสร้างหมวดนี้ให้มูลค่าตลาดใหญ่ขึ้น เชื่อว่าผู้คนสมัยนี้ที่ใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ ไม่ว่ายุ่งแค่ไหนก็ยังอยากคำนึงถึงของกินที่ดีและมีประโยชน์ เป็นโอกาสดีที่ทำให้ชีวิตผู้คนกินดีอยู่ดีและสะดวกสบายมากขึ้น

ข้าวตังหมูหยองของเจ้าสัวใช้วัตถุดิบท้องถิ่นข้าวหอมมะลิแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ เป็นของทานเล่นที่ไม่มีในต่างประเทศ เวลาส่งออกคนจดจำได้ว่าเป็นของทานเล่นของไทย คิดค้นโดยคนไทยด้วยสูตรลับที่ไม่มีใครเลียนแบบได้

ส่วน Meat Snack อย่างหมูแผ่น หมูแท่ง ก็มีรูปลักษณ์และรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของเจ้าสัวและยังมีประโยชน์ ทานแล้วได้โปรตีน “หมูแผ่น ฟังเหมือนของคนจีน แต่ที่จีนไม่มีแบบนี้ ส่วนหมูหยองไทยก็ไม่เหมือนหมูหยองจีน ทั้งวิธีการผลิตและรสชาติสัมผัส ของไทยจะกรอบ เป็นเส้น สีเหลืองทอง ส่วนของจีนจะเป็นแบบนิ่มๆ ป่นๆ”

สิ่งสำคัญคือ เจ้าสัวเชื่อว่า Snack ของไทยยังไงก็ขายได้ เน้นทำตลาดไทยเป็นหลักให้มั่นคง แต่ก็มีฐานลูกค้าต่างชาติที่เป็นแฟนคลับ ผู้ชื่นชอบแบรนด์ไทยเช่นกัน เพราะ Snack แบรนด์ต่างชาติไม่มีของทานเล่นลักษณะแบบนี้

เจ้าสัว แบรนด์อาหารแปรรูป 63 ปีที่เชื่อว่าการกินดีอยู่ดีคือขุมทรัพย์ของชีวิต

Bite-sized เพราะคนรุ่นใหม่สะดวกแบบนี้

เมื่ออยากเน้น Snack เจ้าสัวจึงปรับสินค้าให้เหมาะกับการทานเล่นในชีวิตประจำวันมากขึ้น

จากสินค้าของฝากแพ็คเกจใหญ่ เน้นปริมาณ ก็เปลี่ยนเป็นแพ็กเกจขนาดเล็ก สะดวก พกพาง่าย

จากหมูแผ่นชิ้นใหญ่ ใส่ถุงใหญ่แบบในสมัยก่อน ก็ปรับเป็นหมูแผ่นกลมขนาดพอดีคำเหมือนมันฝรั่งทอด ชิ้นเล็กแต่อิ่ม นับเป็นเจ้าแรกที่ทำหมูแผ่นแบบกลม

จากหมูแท่งชิ้นยาว ก็ปรับเป็นหมูแท่งขนาดเล็กลง เพิ่มความสนุกด้วยการดิปจุ่ม มาพร้อมซอสพริกมาโย ในแพ็กเกจแบบถ้วยที่สะดวก กินง่าย ตอกย้ำในเรื่องความเป็น innovation ใหม่

จากรสดั้งเดิมอย่างเดียวก็ปรับสินค้าหลายอย่างให้มีรสชาติหลากหลาย เหมาะแก่การทานเล่นในทุกวัน เช่น รส Hot & Spicy หมึกย่าง สาหร่าย 

เจ้าสัว แบรนด์ของทานเล่นที่เชื่อว่าการกินดีอยู่ดีคือขุมทรัพย์ของชีวิต
เจ้าสัว แบรนด์อาหารแปรรูป 63 ปีที่เชื่อว่าการกินดีอยู่ดีคือขุมทรัพย์ของชีวิต

หลังครัวธุรกิจเจ้าสัว

กว่าเจ้าสัวจะเริ่มก้าวใหม่ ออกสินค้าใหม่มากมายอย่างในทุกวันนี้ หลังครัวเบื้องหลังธุรกิจผ่านการศึกษาค้นคว้าพัฒนาและเตรียมตัวมาอย่างมาก

คุณกิ๊ฟเล่าว่า “เราใช้การตลาดนำ ลูกค้าอยากทานอะไร มีพฤติกรรมแบบไหน มีไลฟ์สไตล์เปลี่ยนไปยังไง ก็วิจัยและหาข้อมูลเพื่อพัฒนาตอบโจทย์ตรงนั้น”

เมื่อกลุ่มลูกค้าของขบเคี้ยวเป็นกลุ่มใหญ่ ช่องทางการตลาดจึงเพิ่มเป็นแบบ 360 องศา หรือมีหลากหลายช่องทางเพื่อให้เข้าถึงคนหมู่มากตามไปด้วย จากที่คนมักเห็นชื่อเจ้าสัวผ่านตาบ่อยครั้งเป็นหลักที่ร้านของฝากและสาขาต่างๆ ก็มีโอกาสได้ยินชื่อเจ้าสัวบ่อยขึ้นผ่านวิทยุ เห็นโฆษณาเจ้าสัวและรู้จักผ่านพรีเซนเตอร์ กลุ่มครอบครัวที่ใกล้ตัวมากขึ้น เดินเล่นในซูเปอร์มาร์เก็ตก็พบเห็นเจ้าสัวมากขึ้น ซื้อได้สะดวกขึ้นผ่านช่องทางออนไลน์

เจ้าสัวในวันนี้ขยับเข้ามาใกล้ตัวผู้บริโภคและทักทายคนเมืองมากขึ้น 

คุณกิ๊ฟมองว่า ต่อไปหากอยากอยู่ในตลาดขนมขบเคี้ยว ต้องมีการพัฒนาสินค้าใหม่ออกมาเรื่อยๆ “คลื่นเทรนด์เปลี่ยนไปทุกวัน สินค้าในอนาคตจึงเป็นไปได้หมด”

สูตรลับความอร่อยคือ ไม่มีสูตรสำเร็จเพราะปรับตัวตลอดเวลา ส่วนสูตรลัดทางธุรกิจคือ หมั่นศึกษาพฤติกรรมและความสนใจลูกค้าแล้วปรับตัวให้ทันโลก

เจ้าสัว แบรนด์อาหารแปรรูป 63 ปีที่เชื่อว่าการกินดีอยู่ดีคือขุมทรัพย์ของชีวิต

Like Grandfather, Like Niece

หลักการทำธุรกิจให้ยั่งยืนที่ทายาทรุ่น 3 ของเจ้าสัวยึดถือ คือ “ต้องรักษาวิสัยทัศน์ของอากง แต่ปรับวิธีการทำไปตามยุคสมัย ไม่ยกสิ่งที่อากงทำเหมือนเดิมทั้งหมดมาไว้ในวันนี้”

ตั้งแต่วันแรกที่ริเริ่ม เตีย หงี่ เฮียง จนกลายมาเป็นเจ้าสัว สิ่งเดิมที่คุณกิ๊ฟยังยึดถือตลอดมา คือ กินดีอยู่ดี “เวลาทำสินค้ายึดจากความเชื่อตรงนั้น ต้องดีตั้งแต่วัตถุดิบ ว่าเอาเนื้อหมูส่วนไหนมาทำ ใส่ใจพิถีพิถันในทุกขั้นตอนของการผลิต”

เมื่อมีสินค้าเพิ่มเป็นข้าวตังหมูหยอง ก็ใช้ข้าวหอมมะลิแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ คิดค้นน้ำปรุงสูตรลับ รสชาติแบบไหนจะถูกใจผู้บริโภค ต้องคิดว่าขนาดและความหนา-บาง ของแผ่นข้าวตังต้องประมาณไหนให้กินง่าย ได้รสชาติที่ดีเวลากัด หรือทำยังไงแผ่นจะไม่แตกป่นในถุง

กินดี คือ กินของดี ของอร่อย ที่มีสารอาหารมีประโยชน์

แล้วจะอยู่ดี จากการกินของที่มีคุณภาพไม่เป็นโทษ

จนถึงวันนี้ กินดีอยู่ดี ไม่ได้เป็นสิ่งที่ส่งต่อให้เฉพาะสมาชิกครอบครัวกันเองอีกแล้ว แต่ยังส่งต่อความเชื่อของการได้รับพลังจากอาหารที่ดีให้คนทั่วไปได้ทานในชีวิตประจำวันด้วย  

เมื่ออาหารรุ่งเรือง กิจการก็รุ่งโรจน์

เจ้าสัว แบรนด์อาหารแปรรูป 63 ปีที่เชื่อว่าการกินดีอยู่ดีคือขุมทรัพย์ของชีวิต

Writer

Avatar

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

Avatar

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

26 กุมภาพันธ์ 2561
12 K

เราเห็นกระเป๋าหนังสีฟ้านวลครั้งแรกในบูทร้าน Fulame’ ที่งาน Chiang Mai Design Week เมื่อปลายปีก่อน

สายตาของเรามองไล่ไปตามระดับของสีฟ้าครามที่ไล่เฉดไปจนถึงสีน้ำเงินเข้ม แล้วก็ประหลาดใจว่าหนังกับครามเนี่ยนะ! มันเป็นวัสดุสองอย่างที่ไม่น่ามาอยู่ด้วยกันได้ แต่กลับเข้ากันได้และเข้ากันได้ดีซะด้วย!

เรื่องราวความเข้ากันของหนังและครามเกิดขึ้นจาก จิ๊ก-ชูเกียรติ บุญเรือง และ อุ๋ย-งามจิตร อุดมสุนทรสกุล หนุ่มแม่จันและสาวเยาวราชที่ชื่นชอบหนังตั้งแต่สมัยเรียนวิชาเครื่องหนังที่วิทยาลัยเพาะช่าง

Fulame' แบรนด์ที่จับเครื่องหนังมาย้อมครามด้วยความรัก

เมื่อจิ๊กได้ทำงานกับบริษัทผลิตอุปกรณ์เช็กอะไหล่สัญชาติญี่ปุ่น ก็พบว่าที่นั่นให้ความสำคัญเรื่องงานคราฟต์ จึงกลับมามองความชอบที่ตนอาจพลั้งลืมไป คืองานเครื่องหนัง บวกกับอุ๋ยอยากทำธุรกิจของตัวเองอยู่แล้ว ทั้งสองจึงจับมือตั้งมั่นลองก้าวสู่โลกธุรกิจด้วยการทำสินค้าของตัวเอง

เส้นทางของทั้งคู่ไม่ได้ง่ายอย่างที่วาดฝันไว้แต่แรก การเป็นเจ้าของธุรกิจเป็นหนึ่งในความฝันสุดฮิตของผู้คนในศตวรรษที่ 21 ทั้งสองเปิดแบรนด์เครื่องหนังด้วยความรักและความตั้งใจ แต่โอกาสอยู่รอดในธุรกิจนี้ไม่ง่ายนัก เพราะเครื่องหนังของทั้งคู่ในยุคแรกเริ่มไม่ได้มีจุดเด่นของตัวเองที่แตกต่างจากแบรนด์เครื่องหนังอื่นๆ

จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อทั้งคู่พบว่าเพจเฟซบุ๊กของศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) เปิดเวิร์กช็อปสอนงานฝีมือแก่คนทั่วไป ทั้งคู่จึงรีบสมัครเรียนเพื่อค้นหาเทคนิคใหม่ๆ มาประยุกต์ให้เข้ากับงานเครื่องหนังของตน ทั้งสองเริ่มลงเรียนทอผ้า จักสาน แกะยางลบ พิมพ์ลาย ย้อมคราม เรียนทุกหลักสูตรที่ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศฯ จัดสอนเป็นระยะเวลากว่า 4 เดือน ที่พิเศษกว่าระยะเวลาก็คือ ทั้งคู่ขี่มอเตอร์ไซค์ไปกลับกรุงเทพฯ-อยุธยาเพื่อเข้าร่วมทุกเวิร์กช็อป

“ตอนนั้นเหนื่อยมาก พ่อก็ผ่าตัดด้วย ต้องแลกอะไรมาเยอะเหมือนกัน ถึงจะเป็นแค่ช่วงแค่สั้นๆ แต่มันทำให้เราได้อะไรมาเยอะมาก” คุณอุ๋ยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

Fulame' แบรนด์ที่จับเครื่องหนังมาย้อมครามด้วยความรัก
Fulame' แบรนด์ที่จับเครื่องหนังมาย้อมครามด้วยความรัก

พวกเขาสนใจเสน่ห์ของครามเป็นพิเศษจึงศึกษาต่อว่าจะย้อมครามให้ติดหนังได้หรือไม่ ก่อนจะกลับมาทดลอง ลองผิด ลองถูก ซ้ำๆ ที่บ้านทุกวัน โดยไม่ได้ไปออกบูทขายเครื่องหนังนานกว่า 6 เดือน

“เราไม่รู้จักครามมาก่อน พอเห็นก็รู้สึกว่ามันมีเสน่ห์จึงอยากนำมาย้อมกระเป๋าหนัง ที่ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศฯ ก็ย้อมหนังไม่ได้ ย้อมติดแต่ผ้า การเอาครามมาย้อมหนังต้องใช้กระบวนการที่ยาก ละเอียดอ่อน และใช้ต้นทุนสูง ในเมืองไทยจึงไม่ค่อยมีหนังย้อมครามมากนัก แต่เราอยากย้อมให้ได้จึงต้องกลับมาทดลองเองที่บ้านทุกวัน” หนุ่มแม่จันวัย 27 กล่าวด้วยแววตามุ่งมั่น

ผลจากการความรักและอุตสาหะในการทดลองกว่าครึ่งปี ได้ผลลัพธ์เป็นเครื่องหนังย้อมครามคุณภาพดีสีครามสว่างใสไล่เฉดจากครามธรรมชาติ

ทั้งสองยืนยันที่จะย้อมหนังด้วยครามธรรมชาติและทำมือเองทุกขั้นตอน โดยเปรียบเสมือนการเลี้ยงลูกคนหนึ่งเพราะได้ใช้ ‘ใจ’ ดูแลทุกขั้นตอน

Fulame'
Fulame

เราไม่อยากย้อมด้วยสีเคมี ถ้าใช้เคมีเราย้อมได้เลยไม่ต้องคิดอะไร การย้อมสีธรรมชาติแบบนี้มันทำด้วยใจ เรารักมัน เราทำด้วยความชอบจริงๆ เราถึงจะทำได้อย่างนี้”

หนังวัวที่ผ่านการฟอกโดยปราศจากเคมี ลินินธรรมชาติ เชือกปอที่ไม่ผ่านการชุบน้ำมัน หรือแม้กระทั่งมือของผู้ย้อมที่ห้ามทาโลชั่น คือเงื่อนไขสำคัญ แม้จะควบคุมปัจจัยเทียบทุกอย่างแล้วแต่ปัจจัยภายนอกอื่นๆ ทั้งอากาศ ความชื้นต่างๆ ล้วนส่งผลกระทบต่อตัวคราม ทำให้อาจเกิดความผิดพลาดในการย้อมหนังได้ตลอดเวลา

หม้อครามต้องคอยเติม คอยย้อมเลี้ยง ให้อาหาร ต้องย้อมทุกวัน ถ้าไปเชียงรายหรือกลับโคราชมันจะเน่าเลย เราต้องคอยกู้ ค่อยๆ เลี้ยงขึ้นมา อย่างมาออกงานแล้วไม่ได้ย้อม ตอนกลางคืนกลับไปก็ต้องคอยดูแลให้อาหาร เราจะทิ้งไม่ได้”

กว่าจะเป็นเครื่องหนังหนึ่งชิ้นพวกเขาเริ่มจากการเตรียมหนัง ทำความสะอาดหนังทิ้งให้แห้ง 1 วัน หากคิดแบบใหม่ก็ต้องเพิ่มเวลาอีกวัน เมื่อพร้อมแล้ววันที่ 3 ก็เริ่มกระบวนย้อมทั้งวัน เอาขึ้นมาจากหม้อก็ทิ้งหนังไว้คืนหนึ่ง วันที่ 4 เริ่มตัดแพตเทิร์น ประกอบและเย็บ วันที่ 5 เก็บรายละเอียด โดยทั้งหมดเกิดจากสองมือสองใจของอุ๋ยและจิ๊กทั้งสิ้น

Fulame'
Fulame
Fulame'

กระเป๋าสตางค์ ที่พันสายชาร์จ เครื่องประดับ กระเป๋าใส่บัตร กระเป๋าเมโมรี่การ์ด เคสใส่พาสปอร์ต ซึ่งออกแบบอย่างเรียบง่ายเน้นฟังก์ชันการใช้งานและพยายามลดชิ้นส่วนต่างๆ ให้น้อยที่สุด เครื่องหนังแต่ละใบมีล้วนเสน่ห์เฉพาะตัวด้วยการตัดเย็บขึ้นรูปด้วยมือทุกขั้นตอน และการย้อมคราม แม้จะใช้เทคนิคเดียวกันแต่การย้อมแต่ละครั้งจะให้สีที่ต่างกันไป ทำให้เครื่องหนังของ Fulame’ ไม่มีใบไหนเหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกใบตั้งเด่นโชว์พื้นผิวครามสงบกวักมือเรียกให้เราเข้าไปหา

ด้วยความที่ Fulame’ เน้นใช้วัสดุธรรมชาติเป็นหลักทำให้ในกระบวนการทำเครื่องหนังหนึ่งชิ้นแทบจะไม่มีขยะเลย ครามธรรมชาติที่ใช้แล้วเททิ้งลงดินเป็นปุ๋ยได้เลย เศษหนังจะเอามาทำที่รัดกุญแจ สายชาร์จ โดยพยายามให้เกิดเศษหนังน้อยที่สุด

เมื่อถามถึงราคาของผลิตภัณฑ์ที่ค่อนข้างสูงและอาจไม่ใช่ราคาที่ทุกคนจะยอมจ่าย จิ๊กและอุ๋ยยิ้มก่อนตอบว่าราคาเครื่องหนังของ Fulame’ จะว่าสูงก็สูง แต่ถ้าหากมองว่าไม่สูงก็ไม่สูงเลย เพราะเครื่องหนังทุกใบทำด้วยมือทุกขั้นตอนและใช้เวลาทำอย่างน้อย 5 วันหากไม่มีอะไรผิดพลาด

อุ๋ยและจิ๊กจึงยังคงเชื่อในพลังของการคุยกับลูกค้า แม้แบรนด์จะไม่มีหน้าร้าน ใช้ช่องทางการขายออนไลน์และฝากขายที่ Siam Discovery แต่ช่องทางหลักในการขายยังคงเป็นการออกงานแฟร์ดังเดิม เฉกเช่นครั้งแรกที่เครื่องหนังของ Fulame’ ปูแบกับพื้น ใช้เสน่ห์ความเรียบง่ายดึงดูดสายตาลูกค้าที่ตลาด Little Tree Market

หนังย้อมคราม
Fulame'
Fulame'

“การออกบูทงานแฟร์เราได้เจอกับลูกค้าเรา เราอธิบายให้ฟังได้ ถ้าวางในห้างหรือฝากไว้ บางคนก็ซื้อเพราะสี ลวดลายเฉยๆ ไม่ได้รู้ที่มาของมัน เราอาศัยการพูดคุยกับลูกค้าแบบจริงใจ เล่าสตอรี่”

ในส่วนของการปรับตัวมาขายออนไลน์นั้น ถึงจะไม่ได้พูดคุยกับลูกค้าโดยตรง แต่ก็มีข้อดีคือ ลดข้อจำกัดหลายอย่างลงได้ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงลูกค้าได้ทุกพื้นที่และทุกเวลา รวมถึงลดต้นทุนในการเดินทางไปออกงานแฟร์ด้วย Fulame’ ยังสมัครบริการ K PLUS SHOP ของธนาคารกสิกรไทย ซึ่งช่วยให้การซื้อขายออนไลน์ง่ายขึ้น เมื่อลูกค้าสนใจสินค้าชิ้นไหน Fulame’ จะส่ง QR Code ให้ลูกค้า ลูกค้าก็เปิดแอพ K PLUS หรือโมบายแบงกิ้งอื่นๆ ใช้ฟังก์ชัน Quick Pay สแกน QR Code แล้วชำระเงินได้เลย

ในวันนี้ถึงแม้ Fulame’ จะมีฐานแฟนคลับและเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าที่มาซื้อจับจองเป็นเจ้าของเครื่องหนังสุดเสน่หานี้ แต่อุ๋ยและจิ๊กบอกเราว่าจุดประสงค์ของการสร้างแบรนด์ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น Fulame’ ยังหวังเป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนเรื่องราวภูมิปัญญาของไทยให้ทั้งคนไทยเองและคนต่างชาติได้เห็นด้วย

ชูเกียรติ บุญเรือง งามจิตร อุดมสุนทรสกุล
ชูเกียรติ บุญเรือง งามจิตร อุดมสุนทรสกุล

เราอยากกลับไปเล่าเรื่องราวตรงนั้นต่อไม่ให้มันขาดหายไป อยากให้เป็นเรื่องราวภูมิปัญญาเหมือนกับอินเดีย ญี่ปุ่น ที่เขาเล่าเรื่องราวมากมาย นอกจากจะช่วยสร้างมูลค่าให้กับสินค้ายังทำให้รู้จักรากเหง้าของตนอีกด้วย ถึงเราจะเป็นคนเมืองเราก็ยังอยากจะสืบทอดภูมิปัญญานี้ อยากทำให้รู้สึกว่าประเทศไทยมหัศจรรย์และไม่ได้ด้อยกว่าประเทศอื่นเลย”

จากกระเป๋าหนังที่เรายืนลูบไล้ด้วยสายตาตอนต้น เมื่อบทสนทนาจบลง สีครามบนกระเป๋าหนังใบเล็กสดใสแวววาวขึ้นไปอีกเฉกเช่นเดียวกับสีครามในนัยน์ตาของทั้งคู่ ฉันไม่เพียงเห็นความน่ารักของกระเป๋าข้างหน้าเท่านั้นแต่ยังเห็น ‘เรื่องราว’ ทั้งหมดที่ถูกบรรจุลงบนกระเป๋าใบนี้ด้วย

 
Facebook | Fulame’

Fulame

เห็นความคราฟต์ของเครื่องหนังย้อมครามฝีมือ Fulame’ แล้ว The Cloud เลย ชวน Fulame’ ทำซองใส่โทรศัพท์มือถือรุ่นพิเศษ  Fulame’ x The Cloud ในราคาพิเศษ 1,590 บาท ซึ่งสั่งซื้อได้แบบง่ายๆ ผ่านบริการของ KBank ใครสนใจทำตามขึ้นตอนนี้ได้เลย

  1. เข้าไปที่เฟซบุ๊กเพจ Fulame’
  2. สั่งสินค้าได้ทาง Inbox
  3. ทางร้านจะส่ง QR Code ในรูปแบบ Bill Payment ให้เพื่อทางลูกค้าจ่ายเงิน
  4. ลูกค้ากด save รูปภาพ QR Code แล้วเข้าไปแอพพลิเคชั่น K PLUS หรือโมบาย
    แบงกิ้งอื่นๆ ที่ลูกค้าใช้
  5. กดเมนู Quick Pay แล้วเลือกรูปภาพ QR Code ที่ Save ไว้
    กดจ่ายเงินได้ทันที
  6. หลังจากที่ลูกค้าจ่ายเงินแล้วจะได้รับ E-Slip นำส่งทางร้านเพื่อเป็นหลักฐาน
  7. ทางร้านจะจัดส่งสินค้าให้หลังจากได้รับหลักฐานการโอนเงินแล้ว

Writer & Photographer

Avatar

เทวรักษ์ รุ่งเรืองวิรัชกิจ

สาวอวบระยะสุดท้ายผู้หลงรักคาปูชิโน่เย็น สิ่งของจุกจิก เสื้อผ้าวินเทจ เเละเสียงเพลงในวันฝนพรำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load