เสียงเคี้ยว กรุบ กรุบ

เมื่อพูดถึงของทานเล่นและอาหารแปรรูปจากเนื้อหมูอย่างข้าวตังหมูหยอง หมูแผ่น หมูแท่ง กุนเชียง หมูหยองต้องนึกถึง ‘เจ้าสัว’ เจ้าแห่งความอร่อยแบบกินดีอยู่ดี ขึ้นชื่อเรื่องสูตรลับความอร่อยมากว่า 63 ปี

จากแบรนด์ดั้งเดิมชื่อ เตีย หงี่ เฮียง ที่ขึ้นชื่อเรื่องของฝาก ขยายสาขาอยู่ทั่วประเทศ และยังส่งออกไปอีกหลายประเทศวันนี้เจ้าสัวปรับภาพลักษณ์และสินค้าใหม่ให้เข้ากับยุคสมัย เจาะตลาด Snack ตอบโจทย์คนเมืองให้อิ่มรองท้อง สะดวกสบายได้ทั้งวันด้วย Ready to Eat & Ready to Cook ชูโรงด้วยของทานเล่นที่ฮิตที่สุดอย่าง ‘ข้าวตังหมูหยอง’ 

The Cloud ชวนคนหิว มาค้นพบสูตรลับความสำเร็จของธุรกิจ พร้อมทำความรู้จักเจ้าสัวโฉมใหม่ ผ่านคำบอกเล่าของ คุณกิ๊ฟ-ณภัทร โมรินทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เตีย หงี่ เฮียง (เจ้าสัว) จำกัด ทายาทรุ่น 3 ของเจ้าสัว ที่ทำให้แบรนด์เจ้าสัวเข้มแข็งและปรับตัวตลอดเวลา ไม่เคยอยู่นิ่ง

เจ้าสัว แบรนด์ของทานเล่นที่เชื่อว่าการกินดีอยู่ดีคือขุมทรัพย์ของชีวิต

เตีย หงี่ เฮียง กิจการดั้งเดิมในสมัยอากง

ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2501 อากงเพิ่ม โมรินทร์ เชื่อว่าการกินดีอยู่ดีเป็นพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนชีวิตให้รุ่งเรือง เพราะขุมทรัพย์ของพลังชีวิตคืออาหารที่ดีและอร่อย จึงตั้งปณิธานว่า คนในครอบครัวและลูกหลานต้องกินดีอยู่ดี อยากทานต้องได้ทาน

อากงริเริ่มพัฒนาวิธีการเก็บรักษาอาหารที่ดีและอร่อยโดยใช้วัตถุดิบที่เลือกคือ หมู

หมูเป็นอาหารติดโต๊ะทานข้าวในบ้าน แต่ไหนแต่ไรมาคนไทยและคนจีนนิยมทานเนื้อหมู อาหารจากเนื้อหมูทั้งอิ่มท้องและได้โปรตีนเยอะ แปรรูปเป็นอาหารทานง่ายได้หลายอย่างทั้งกุนเชียง หมูหยอง หมูแผ่น อยากทานเมื่อไหร่ต้องได้ทาน!

คุณกิ๊ฟ ทายาทรุ่นสามของกิจการเล่าว่า “สมัยก่อนคุณปู่อยู่กรุงเทพฯ พอตัดสินใจทำอาหารแปรรูปจากหมู จึงย้ายไปจังหวัดที่มีหมูเยอะ โคราชเป็นทั้งแหล่งเลี้ยงแหล่งขาย สะดวกต่อการทำกิจการอาหารแปรรูปจากหมู”

จึงย้ายถิ่นฐานจากกรุงเทพฯ ไปโคราช ซึ่งนอกจากเป็นแหล่งหมูแล้ว ยังเป็นจังหวัดใหญ่ ประตูสู่อีสานที่มีการเดินทางผ่านอย่างคับคั่ง ประกอบกับอากงมีความรู้ความเชี่ยวชาญจากประสบการณ์ทำงานในร้านกุนเชียง จึงได้คิดค้นสูตรเด็ดความอร่อยของตัวเอง

เกิดเป็นกิจการครอบครัวร่วมกับภรรยาและลูกโดยใช้ชื่อแบรนด์ว่า ‘เตีย หงี่ เฮียง’

เจ้าสัว แบรนด์อาหารแปรรูป 63 ปีที่เชื่อว่าการกินดีอยู่ดีคือขุมทรัพย์ของชีวิต

เจ้าแห่งของฝากในยุคคุณพ่อ

ต่อมาในสมัยของ ธนภัทร โมรินทร์ คุณพ่อของคุณกิ๊ฟ กิจการเติบโตงอกเงย มีศูนย์ของฝาก รวบรวมสินค้าทั้งหมดเพื่อจับกลุ่มนักเดินทางที่สัญจรผ่านโคราช คนเริ่มจดจำได้ว่าอาหารแปรรูปจากหมูชื่อดังต้องเจ้าสัว

เมื่อคนรู้จักเยอะขึ้น จึงได้ขยายสาขาไปทั่วประเทศทั้งภาคอีสาน เหนือ กลาง เพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายทั้งตามห้างสรรพสินค้า (Modern Trade) และร้านท้องถิ่น (Traditional Trade) ร้านขายของฝาก มีสาขามากมายตามปั๊ม ทั้งร้านสาขาของตัวเอง แบบขายส่ง และขายผ่านตัวแทน

ในยุคนี้ผู้คนนิยมซื้อหมูแผ่นถุงใหญ่เป็นของฝากไปแจกให้ครอบครัว ญาติพี่น้อง คนรู้จัก หลังอาหารแปรรูปจากหมูเริ่มอยู่ตัว จึงเริ่มแตกสินค้าใหม่เพิ่มเติม คือ ข้าวตังหมูหยอง พร้อมเปลี่ยนจากชื่อ เตีย หงี่ เฮียง เป็น ‘เจ้าสัว’ เพื่อให้จำง่าย เรียกง่าย

Ready to Eat ตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน 

ข้าวตังหมูหยองที่คิดค้นในวันนั้น กลายมาเป็นสินค้าหลักของเจ้าสัวที่ฮอตฮิตที่สุดในวันนี้ ส่วนสินค้าที่ได้รับความนิยมตลอดกาลตามมาติดๆ ยังเป็นหมูแผ่น หมูแท่ง กุนเชียงและหมูหยอง

“ปัจจุบันแบรนด์เจ้าสัวมีทั้งอาหารและขนมรวมกันกว่าสามร้อยชนิด ในแต่ละปีจะมีสินค้าออกใหม่แปดถึงสิบตัว” ที่ต้องมีเยอะขนาดนี้เพราะคุณกิ๊ฟบอกว่า อยากมีสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายและ lifestyle ที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ของผู้บริโภค ทั้งของทานเล่น และอาหารพร้อมปรุงพร้อมทาน ตอบโจทย์ทั้ง Ready to Eat & Ready to Cook

เจ้าสัว แบรนด์ของทานเล่นที่เชื่อว่าการกินดีอยู่ดีคือขุมทรัพย์ของชีวิต

กลุ่มของทานเล่น รองท้องแก้หิวอย่างข้าวตังหมูหยอง กินตอนเช้า Rush Hour ก็ได้ หรือแก้หิวช่วงบ่ายก่อนเป็นมื้อหนักก็เหมาะ

สำหรับกลุ่มของทานเล่น ทานเพลินอย่างหมูแผ่นกรอบ หมูแท่งกรอบ และหมูทุบ เอาไว้กินระหว่างกิจกรรมในแต่ละวัน

หรือกุนเชียง หมูยอ แหนม ไส้กรอกอีสาน นำไปปรุงต่ออีกนิดหน่อย ลวก ทอด หรือต้ม ก็ได้อาหารพร้อมทาน หรือทานพร้อมข้าวและแซนด์วิชด้วยหมูหยอง

เรียกได้ว่าเจ้าสัวอยู่ในชีวิตประจำวันของลูกค้าได้ตั้งแต่เช้าจนจบวัน

เจ้าสัว แบรนด์ของทานเล่นที่เชื่อว่าการกินดีอยู่ดีคือขุมทรัพย์ของชีวิต

Healthy Snack แบบไทยไทย 

เคยสังเกตไหมว่า สารพัดขนม ของทานเล่นแทบทุกอย่างที่นิยมกินกัน ล้วนเป็นแบรนด์ต่างประเทศ

แต่ขนม Snack แบรนด์ไทย โดยคนไทย สูตรคนไทย วัตถุดิบไทยกลับยังมีน้อยนัก จะดีแค่ไหนถ้าประเทศเราเต็มไปด้วยแบรนด์ที่สามารถเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบทางอาหารให้ อยู่ในชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่ได้ไม่แพ้แบรนด์ต่างประเทศ

คุณกิ๊ฟมองว่า “เราเห็นช่องว่างตลาดที่ยังไม่มีใครทำ Local Snack ของไทยที่มีประโยชน์ และคิดว่าตลาดนี้ยังโตได้อีกมาก”

เนื่องด้วยลูกค้าชื่นชอบของทานเล่นและทานเพลินของเจ้าสัวอยู่แล้ว จึงอยากสร้างหมวดนี้ให้มูลค่าตลาดใหญ่ขึ้น เชื่อว่าผู้คนสมัยนี้ที่ใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ ไม่ว่ายุ่งแค่ไหนก็ยังอยากคำนึงถึงของกินที่ดีและมีประโยชน์ เป็นโอกาสดีที่ทำให้ชีวิตผู้คนกินดีอยู่ดีและสะดวกสบายมากขึ้น

ข้าวตังหมูหยองของเจ้าสัวใช้วัตถุดิบท้องถิ่นข้าวหอมมะลิแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ เป็นของทานเล่นที่ไม่มีในต่างประเทศ เวลาส่งออกคนจดจำได้ว่าเป็นของทานเล่นของไทย คิดค้นโดยคนไทยด้วยสูตรลับที่ไม่มีใครเลียนแบบได้

ส่วน Meat Snack อย่างหมูแผ่น หมูแท่ง ก็มีรูปลักษณ์และรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของเจ้าสัวและยังมีประโยชน์ ทานแล้วได้โปรตีน “หมูแผ่น ฟังเหมือนของคนจีน แต่ที่จีนไม่มีแบบนี้ ส่วนหมูหยองไทยก็ไม่เหมือนหมูหยองจีน ทั้งวิธีการผลิตและรสชาติสัมผัส ของไทยจะกรอบ เป็นเส้น สีเหลืองทอง ส่วนของจีนจะเป็นแบบนิ่มๆ ป่นๆ”

สิ่งสำคัญคือ เจ้าสัวเชื่อว่า Snack ของไทยยังไงก็ขายได้ เน้นทำตลาดไทยเป็นหลักให้มั่นคง แต่ก็มีฐานลูกค้าต่างชาติที่เป็นแฟนคลับ ผู้ชื่นชอบแบรนด์ไทยเช่นกัน เพราะ Snack แบรนด์ต่างชาติไม่มีของทานเล่นลักษณะแบบนี้

เจ้าสัว แบรนด์อาหารแปรรูป 63 ปีที่เชื่อว่าการกินดีอยู่ดีคือขุมทรัพย์ของชีวิต

Bite-sized เพราะคนรุ่นใหม่สะดวกแบบนี้

เมื่ออยากเน้น Snack เจ้าสัวจึงปรับสินค้าให้เหมาะกับการทานเล่นในชีวิตประจำวันมากขึ้น

จากสินค้าของฝากแพ็คเกจใหญ่ เน้นปริมาณ ก็เปลี่ยนเป็นแพ็กเกจขนาดเล็ก สะดวก พกพาง่าย

จากหมูแผ่นชิ้นใหญ่ ใส่ถุงใหญ่แบบในสมัยก่อน ก็ปรับเป็นหมูแผ่นกลมขนาดพอดีคำเหมือนมันฝรั่งทอด ชิ้นเล็กแต่อิ่ม นับเป็นเจ้าแรกที่ทำหมูแผ่นแบบกลม

จากหมูแท่งชิ้นยาว ก็ปรับเป็นหมูแท่งขนาดเล็กลง เพิ่มความสนุกด้วยการดิปจุ่ม มาพร้อมซอสพริกมาโย ในแพ็กเกจแบบถ้วยที่สะดวก กินง่าย ตอกย้ำในเรื่องความเป็น innovation ใหม่

จากรสดั้งเดิมอย่างเดียวก็ปรับสินค้าหลายอย่างให้มีรสชาติหลากหลาย เหมาะแก่การทานเล่นในทุกวัน เช่น รส Hot & Spicy หมึกย่าง สาหร่าย 

เจ้าสัว แบรนด์ของทานเล่นที่เชื่อว่าการกินดีอยู่ดีคือขุมทรัพย์ของชีวิต
เจ้าสัว แบรนด์อาหารแปรรูป 63 ปีที่เชื่อว่าการกินดีอยู่ดีคือขุมทรัพย์ของชีวิต

หลังครัวธุรกิจเจ้าสัว

กว่าเจ้าสัวจะเริ่มก้าวใหม่ ออกสินค้าใหม่มากมายอย่างในทุกวันนี้ หลังครัวเบื้องหลังธุรกิจผ่านการศึกษาค้นคว้าพัฒนาและเตรียมตัวมาอย่างมาก

คุณกิ๊ฟเล่าว่า “เราใช้การตลาดนำ ลูกค้าอยากทานอะไร มีพฤติกรรมแบบไหน มีไลฟ์สไตล์เปลี่ยนไปยังไง ก็วิจัยและหาข้อมูลเพื่อพัฒนาตอบโจทย์ตรงนั้น”

เมื่อกลุ่มลูกค้าของขบเคี้ยวเป็นกลุ่มใหญ่ ช่องทางการตลาดจึงเพิ่มเป็นแบบ 360 องศา หรือมีหลากหลายช่องทางเพื่อให้เข้าถึงคนหมู่มากตามไปด้วย จากที่คนมักเห็นชื่อเจ้าสัวผ่านตาบ่อยครั้งเป็นหลักที่ร้านของฝากและสาขาต่างๆ ก็มีโอกาสได้ยินชื่อเจ้าสัวบ่อยขึ้นผ่านวิทยุ เห็นโฆษณาเจ้าสัวและรู้จักผ่านพรีเซนเตอร์ กลุ่มครอบครัวที่ใกล้ตัวมากขึ้น เดินเล่นในซูเปอร์มาร์เก็ตก็พบเห็นเจ้าสัวมากขึ้น ซื้อได้สะดวกขึ้นผ่านช่องทางออนไลน์

เจ้าสัวในวันนี้ขยับเข้ามาใกล้ตัวผู้บริโภคและทักทายคนเมืองมากขึ้น 

คุณกิ๊ฟมองว่า ต่อไปหากอยากอยู่ในตลาดขนมขบเคี้ยว ต้องมีการพัฒนาสินค้าใหม่ออกมาเรื่อยๆ “คลื่นเทรนด์เปลี่ยนไปทุกวัน สินค้าในอนาคตจึงเป็นไปได้หมด”

สูตรลับความอร่อยคือ ไม่มีสูตรสำเร็จเพราะปรับตัวตลอดเวลา ส่วนสูตรลัดทางธุรกิจคือ หมั่นศึกษาพฤติกรรมและความสนใจลูกค้าแล้วปรับตัวให้ทันโลก

เจ้าสัว แบรนด์อาหารแปรรูป 63 ปีที่เชื่อว่าการกินดีอยู่ดีคือขุมทรัพย์ของชีวิต

Like Grandfather, Like Niece

หลักการทำธุรกิจให้ยั่งยืนที่ทายาทรุ่น 3 ของเจ้าสัวยึดถือ คือ “ต้องรักษาวิสัยทัศน์ของอากง แต่ปรับวิธีการทำไปตามยุคสมัย ไม่ยกสิ่งที่อากงทำเหมือนเดิมทั้งหมดมาไว้ในวันนี้”

ตั้งแต่วันแรกที่ริเริ่ม เตีย หงี่ เฮียง จนกลายมาเป็นเจ้าสัว สิ่งเดิมที่คุณกิ๊ฟยังยึดถือตลอดมา คือ กินดีอยู่ดี “เวลาทำสินค้ายึดจากความเชื่อตรงนั้น ต้องดีตั้งแต่วัตถุดิบ ว่าเอาเนื้อหมูส่วนไหนมาทำ ใส่ใจพิถีพิถันในทุกขั้นตอนของการผลิต”

เมื่อมีสินค้าเพิ่มเป็นข้าวตังหมูหยอง ก็ใช้ข้าวหอมมะลิแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ คิดค้นน้ำปรุงสูตรลับ รสชาติแบบไหนจะถูกใจผู้บริโภค ต้องคิดว่าขนาดและความหนา-บาง ของแผ่นข้าวตังต้องประมาณไหนให้กินง่าย ได้รสชาติที่ดีเวลากัด หรือทำยังไงแผ่นจะไม่แตกป่นในถุง

กินดี คือ กินของดี ของอร่อย ที่มีสารอาหารมีประโยชน์

แล้วจะอยู่ดี จากการกินของที่มีคุณภาพไม่เป็นโทษ

จนถึงวันนี้ กินดีอยู่ดี ไม่ได้เป็นสิ่งที่ส่งต่อให้เฉพาะสมาชิกครอบครัวกันเองอีกแล้ว แต่ยังส่งต่อความเชื่อของการได้รับพลังจากอาหารที่ดีให้คนทั่วไปได้ทานในชีวิตประจำวันด้วย  

เมื่ออาหารรุ่งเรือง กิจการก็รุ่งโรจน์

เจ้าสัว แบรนด์อาหารแปรรูป 63 ปีที่เชื่อว่าการกินดีอยู่ดีคือขุมทรัพย์ของชีวิต

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ก่อนหน้านี้ เราคิดมาตลอดว่ารสนิยมที่สะท้อนความเป็นตัวตนนั้นเกิดจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่เราเลือกหยิบและอนุญาตให้เข้ามาอยู่ในชีวิต สถานที่ที่ชอบไป เสื้อผ้าที่ชอบใส่ เพลงที่ฟัง หนังที่ดู หนุ่มที่แอบเหล่มอง

รสนิยมที่แตกต่างกันทำให้คนเราแตกต่างกัน

“มีสิ่งหนึ่งที่สำคัญกว่าความแตกต่าง นั่นคือการยอมรับในความแตกต่างของคนอื่น เรายอมรับในความต่างนั้นไหม”

อ๊อฟ-พงศ์ศักดิ์ กอบรัตนสุข ดีไซเนอร์และหนึ่งในผู้ก่อตั้งแบรนด์ Rotsaniyom (รสนิยม) นิยามคำนิยมนี้ให้เราฟัง เช่นเดียวกับสิ่งที่ Rotsaniyom พยายามทำมาตลอดใน 9 ปีที่ผ่านมา

รสนิยม

สำหรับเรา Rotsaniyom เป็นแบรนด์ไทยมีสไตล์ที่น่าจับตามอง เพราะไม่เพียงได้รับการยอมรับในวงการแฟชั่น อย่างการเป็น 1 ใน 200 Best Emerging Designers 2016 ใน Vogue Italia แล้ว Rotsaniyom ยังเป็นตัวอย่างของแบรนด์เสื้อผ้าที่มีเส้นทางการเติบโตในอุดมคติ

จากจุดเริ่มต้นของที่ อ๊อฟ-พงศ์ศักดิ์ กอบรัตนสุข และ กิ๊ฟ-ฐิตา กมลเนตรสวัสดิ์ ทำแบรนด์เสื้อยืดขายในงานเทศกาลดนตรี ก่อนจะมีหน้าร้านเล็กๆ ในตลาดนัดสวนจตุจักร ไปสู่การพัฒนาแบรนด์ที่ชัดเจนในตัวตนจนได้รับการยอมรับและเปิดร้านในสยามสแควร์ สยามเซ็นเตอร์ และห้างสรรพสินค้าอื่นๆ ตามความฝัน ก่อนจะเดินทางเข้าสู่ร้าน multistore ดังๆ ทั่วโลกผ่าน showroom ชื่อดังใน Paris Fashion Week ที่เป็นจุดเปลี่ยนให้กับ Rotsaniyom ในวันนี้และต่อไปในอนาคต

นอกจากจะเปิดห้องเรียนวิชา Fashion Business สำหรับชีวิตจริงแล้ว เรื่องราวของ Rotsaniyom ในวันที่เติบโตเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับทุกคนที่มีความฝันอยากจะทำแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเองสักแบรนด์

Rotsaniyom

ลูกไม้มวยไทย

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน ลูกไม้เป็นผ้าชนชั้นที่ถูกจัดให้อยู่เพื่อแสดงความเป็นผู้สูงวัย

เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง เราจึงขอให้อ๊อฟเปิดบรรยายวิชาประวัติศาสตร์ลูกไม้และการแต่งกาย 101 ใน 3 ย่อหน้าดังนี้

ยุคหนึ่งที่สยามเริ่มนำการแต่งกายแบบวิกตอเรียนมาผสมผสาน เกิดเป็นภาพจำว่าลูกไม้เป็นของไทย ซึ่งจริงๆ แล้วเสื้อผ้าสไตล์นั้นมีที่มาจากยุควิกตอเรียน

ลูกไม้เป็นที่นิยมในสตรีชั้นสูง เราจะไม่ค่อยเห็นคนธรรมดาใส่ผ้าลูกไม้มากนัก ภาพจำต่อมาก็คือผ้าลูกไม้กลายเป็นผ้าที่สำหรับใส่ไปงานพิธี ไม่มีภาพจำของคนทั่วไปใส่เดินบนถนนทำให้จำกัดการรับรู้และการยอมรับของคนไม่น้อย

ลูกไม้เป็นเรื่องของสไตล์ สาวๆ ชาติอื่นๆ จะทำให้มีความร่วมสมัยมากกว่าด้วยการหยิบเอาบรรยากาศแบบวิกตอเรียนมาผสมผสานกับยีนส์ให้ดูสตรีทขึ้น ขณะที่คนไทยมักจะเพียงว่าลูกไม้คือความอ่อนหวานและเรียบร้อย

“คนไทยไม่ค่อยให้ความสำคัญกับสไตล์ แต่จะให้ความสำคัญกับสิ่งที่สังคมกำหนดมา เช่น ใส่ลูกไม้แล้วจะดูเป็นสาวหวาน ซึ่งหากคุณเป็นสาวเท่ที่บังเอิญวันนี้มีอารมณ์อยากเป็นสาววิกตอเรียน ลองหยิบไอเทมลูกไม้สักชิ้นมาแต่งตัวจะเป็นไรไป มันเป็นเรื่องของสไตล์มากกว่า” ได้ยินประโยคนี้จากอ๊อฟแล้ว ทำให้คิดถึงเสื้อลูกไม้แขนยาวติดระบายที่เจอในร้านเสื้อผ้ามือสองวันก่อนขึ้นมาทันที ก่อนจะเกิดไอเดียปิ๊งปั๊งในหัวว่าจะใส่คู่กับกางเกงยีนส์ทรงคุณแม่และส้นสูงสักสองนิ้วให้ดูกระฉับกระเฉง

Rotsaniyom Rotsaniyom

Beauty and the Laces

เมื่อไม่ใช่การนำเสนอความสวยหวาน นอกจากสีที่ใช้แล้ววัตถุดิบสำคัญอย่างลูกไม้ ลักษณะเฉพาะของ Rotsaniyom จะมีความขบถๆ เล็ก อย่างเสื้อผ้าจะมีความสนุกอยู่นิดๆ แม้เป็นลูกไม้ แต่ไม่ได้เป็นลูกไม้หวานอย่างที่คนเข้าใจกัน อ๊อฟเสริมว่าเหล่านี้ทำให้คนจดจำงานของ Rotsaniyom ได้เพราะถ้าเป็นคนอื่นคนไม่เอาลูกไม้มาทำแบบนี้ เช่นเดียวกับความเชื่อของแบรนด์ที่ว่า

“An individual imperfect beauty ideal”

Rotsaniyom เชื่อในเรื่องความงามเฉพาะตัวที่ไม่สมบูรณ์แบบ เชื่อว่าในแต่ละอย่างมีบางอย่างที่สวยงามอยู่แล้ว อย่างที่เรารู้ว่าไม้เป็นไม้เพราะมันผุได้ เรารู้ว่ามันเป็นเหล็กเพราะว่ามันขึ้นสนิมได้ เหล่านี้เป็นเรื่องที่ Rotsaniyom พยายามนำเสนอให้คนเห็นว่าในความไม่สมบูรณ์แบบของแต่ละอย่างก็คือความเฉพาะตัวของคนคนนั้น

“เราเจอคำถามตลอดว่าทำไม Rotsaniyom ต้องมีสีขาว ทำไมต้องเป็นลูกไม้ ซึ่งจริงๆ เราไม่ได้ตีกรอบว่าจะต้องเป็นอะไร ย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว สีขาวกับลูกไม้ไม่ได้รับการยอมรับอย่างปัจจุบัน สีขาวในยุคนั้นคือ ไปวัดหรือเปล่า ชุดนอนหรือเปล่า ลูกไม้ก็ต้องตีความว่าสูงวัย ช่วงแรกที่เปิดร้านเราก็ได้ยินคำแบบนี้บ่อย แต่พอมาถึงวันนี้ วันที่สีขาวได้รับการยอมรับเป็นสีหนึ่งในแฟชั่น ลูกไม้เป็นส่วนประกอบที่ทุกๆ แบรนด์ต้องมี ตอนนั้นเป็นความท้าทายของเรา เราทำให้สิ่งที่คล้ายจะเปลี่ยนความเชื่อเดิมๆ ของคนว่าสิ่งนั้นต้องเป็นสิ่งนั้นหรือมีความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง เราทำมาตลอด เรายืนกรานว่าจะทำแบบนี้”

Rotsaniyom Rotsaniyom

“เคยมีคนถามว่าแล้ววันหนึ่งจะมีการเปลี่ยนไปไหม เรารู้สึกว่ามันไม่แน่ถ้าในวันหนึ่งเราพบว่าอะไรบางอย่างที่เราชอบมากๆ แต่สังคมพยายามใส่กรอบนิยามมันเป็นแบบนั้นแบบนี้ เราจะพยายามพิสูจน์ทางเลือกหรือความน่าจะเป็นในแนวทางอื่น เราไม่ได้ต้องการขวางโลก เราแค่อยากสร้างทางเลือกให้กับคนเฉยๆ เพราะฉะนั้นเราจะไม่คิดแย้งกับทุกเรื่อง แต่เสนอมุมมองใหม่ๆ ให้เห็นไม่ว่าจะความเป็นไทย ความเป็นลูกไม้”

ปัจุบันภายใต้ Rotsaniyom ประกอบด้วยแบรนด์ Rotsaniyom เป็น lifestyle wear เน้นเรื่องสไตล์เป็นหลัก และการแต่งกายในชีวิตประจำวัน แบรนด์ Rotsaniyom White Label เป็นงานที่เน้นศิลปะและการออกแบบ มีคอนเซปต์ มีเรื่องราว และการตีความ มีเนื้อหาของคอลเลกชันที่จริงจังกว่า Rotsaniyom และแบรนด์ Ceremony เป็นชุดพิธีอย่างชุดแต่งงานหรืออื่นๆ

“โดยปกติเราหลีกเลี่ยงการทำชุดแต่งงานมาตลอด เพราะเราเชื่อว่าการแต่งงานเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากและเราไม่อยากแบกรับความรู้สึกของคนอื่น เพราะเราไม่รู้ว่าคนมองเราแบบไหน เขาคาดหวังว่า Rotsaniyom จะหวานซึ่งเราไม่ได้หวาน ชุดแต่งงานเราจะไม่ออกแนวหวานอย่างที่ลูกค้าคิดแล้วเราจะทำอย่างไร ซึ่งเราไม่อยากขัดกับตัวเองและไม่อยากทำให้ลูกค้าเสียความรู้สึกในวันสำคัญหนึ่งในชีวิตจึงมาลงตัวด้วยวิธีทำให้ในทุกคอลเลกชันจะมีการทำชุด 1 – 2 ชุดที่โดดเด่นมีความเป็น Ceremony อยู่ หมายความว่าใส่ไปแต่งงานได้หรืออาจจะใส่ไปงานพิธีทางการได้ เป็นการทำให้ลูกค้าเห็นสิ่งที่เราทำก่อนแล้วค่อยมาคุยเรื่องรายละเอียดกันต่อไป”

Rotsaniyom Rotsaniyom

จุดทศนิยม

อ๊อฟเล่าย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้นทำร้านให้ฟังว่า เขาเป็นคนที่หากชอบอะไรจะเริ่มลงมือไม่พูดบ่นมาก่อนว่าอยากจะมีร้าน และเลือกที่จะลงมือทำเลยหลังจากที่เคยชิมลางทำเสื้อยืดขายที่งาน Fat T-Shirt เมื่อ 9 ปีก่อน

“เมื่อก่อนถ้าเราฝันอะไร เรามักจะฝันใหญ่เสมอและเราจะไม่ค่อยกลัวเพราะมันมีตัวเลือกเดียวคือต้องทำเลย แต่ปัจจุบันเราจะคิดว่าเป้าหมายของเด็กสมัยนี้ค่อยๆ เล็กลง ขอทำแค่นี้ก่อนเป็นขั้นเป็นตอนไป ด้วยอาจจะเพราะรับรู้ข้อมูลข่าวสารเยอะ จึงมีความกลัวปนๆ อยู่กับความกล้า แต่ยุคของผมในตอนนั้นมันไม่มีข้อมูลข่าวสารเข้ามามาก ดังนั้นกลัวไหมก็กลัว ไม่มีอะไรมาบอกเตือนให้เราระมัดระวังเรื่องอะไรมากมาย แค่ทำออกมาเลย แล้วยิ่งเมื่อก่อนไม่ได้มีหน้าร้านออนไลน์ขายง่ายดายแบบปัจจุบันนี้ ทุกอย่างอยู่บนโลกความเป็นจริง คนจับต้องได้ทันที เรารู้สึกสนุกมาก เราเต็มที่กับมัน ลงแรงกับมันเต็มๆ ไม่กั๊ก”

การย้ายจากร้านที่ตลาดนัดสวนจัตุจักรมาที่สยามเซ็นเตอร์ทำให้ Rotsaniyom เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง อ๊อฟเล่าให้เราฟังว่า

“สิ่งที่ยากคือระบบหลังบ้านที่ต้องรื้อใหม่ ด้วยความที่เราไม่ได้เน้นเรื่องธุรกิจมาก่อน แต่จะเน้นไปที่ศิลปะและการออกแบบมากกว่า เราก็จะทำอะไรตามใจ ทำร้านเสื้อผ้าเราอยากใส่อะไรเราก็ทำสิ่งนั้นออกมาขาย วันไหนขยันก็ทำมากหน่อย วันไหนขี้เกียจก็ค่อยมาทำ ซึ่งเมื่อมีระบบของห้างสรรพสินค้าเราก็ต้องเรียนรู้ระบบหลังบ้านและการคิดทำธุรกิจมากขึ้น แต่เป็นเรื่องที่ดีกว่าการไม่มีนะ เพราะถ้าเราไม่เรียนรู้ในวันนั้นแบรนด์ก็คงไม่โตอย่างทุกวันนี้”

เป็นธรรมดาของการเติบโตที่จะถูกมองว่าบางสิ่งเปลี่ยนแปลงไป เช่นเดียวกับสายตาของคนที่มองมายัง Rotsaniyom

“เรื่องการเปลี่ยนแปลงไปบางครั้งเราก็ไม่รู้ตัวนะว่าเราเปลี่ยนแปลง เพราะเรามองว่าตัวเองธรรมดามากไม่พิเศษไปกว่าใคร แต่คนที่มองเรา เขาจะเห็นว่าเราพิเศษและคาดหวังกับเราเยอะกว่านั้น เขามองว่าเราเป็นแบรนด์ Thai designer เราต้องทำแบบนั้น คุณภาพเราต้องดีแบบนี้ นอกจากนี้ก็คือความใกล้ชิดระหว่างเรากับลูกค้าที่พอมีหน้าร้านในห้าง มันก็เหมือนไม่ใกล้ชิดกันเช่นเดิม เขาก็จะรู้สึกห่างเหินกับเราเหมือนมองคนที่โตกว่า เราไม่ได้อยากให้มันเข้าถึงยาก เราอยากให้ลูกค้าโดยเฉพาะคนที่โตมากับเรา มองเราเป็นเพื่อน เราเองก็ไม่ใช่แบรนด์ที่ยิ่งใหญ่”

Rotsaniyom Rotsaniyom

The Show Must Go Inter

สารภาพว่าเหตุผลทีเราอยากคุยกับ Rotsaniyom คือเรื่องการไปเติบโตในตลาดแฟชั่นต่างประเทศจากแหล่งข่าวใจดีที่แอบมาเล่า เพราะ Rotsaniyom เองแทบไม่บอกสื่อไหนในเรื่องนี้

“เราไปตลาดต่างประเทศด้วยระบบธุรกิจแฟชั่น (Fashion Business) ในรูปแบบ showroom ซึ่งจะมี buyer จากทั่วโลกมาเลือกซื้อสินค้าไปขายตาม multistore ประเทศต่างๆ”

ได้ยินแค่นั้น เราก็เผลอทำหน้าตาสงสัยใส่คำศัพท์คำว่า showroom ซึ่งเรามั่นใจว่ามีนัยความหมายมากกว่าที่เคยรู้จักแน่นอน

“ระบบ showroom อาจจะใหม่สำหรับประเทศไทย แต่จะเป็นที่รู้จักในกลุ่มวัยรุ่นเพราะมีแบรนด์คนรุ่นใหม่แบบเราไปขายในต่างประเทศด้วยระบบนี้ไม่น้อย”

showroom คือพื้นที่พื้นที่หนึ่งที่จัดแสดงและจำหน่ายคอลเลกชันแบรนด์ที่ showroom คัดเลือกมา โดยมีระยะทำการในช่วงเวลาหนึ่งๆ อย่างงานแฟชั่นวีก

“อย่าง Paris Fashion Week ที่ทั้งเมืองจะมีงานเกี่ยวกับแฟชั่นตลอดทั้งสัปดาห์ นอกจากแฟชั่นโชว์ของแบรนด์ดังแล้ว จะมี showroom ลักษณะนี้กระจายตัวอยู่ตามจุดต่างๆ ของเมือง เป็นช่วงเวลาที่ buyer จากทั่วโลกตามหา showroom ที่เขาสนใจ โดยแต่ละ showroom ประกอบด้วยนักออกแบบที่เลือกมาซึ่งจะมีการซื้อขายเกิดขึ้นที่นั่น เป็นระบบขายส่งที่มีระเบียบกว่าทั่วไป  showroom ที่เปิดต้องมีคุณภาพและความน่าเชื่อถือระดับหนึ่ง ซึ่งลูกค้าจะเป็น buyer จาก multistore ตามหัวเมืองใหญ่ๆ โดย showroom เองจะมีระบบตรวจเช็กประวัติและความน่าเชื่อถือของ buyer ด้วย”

ถึงอย่างนั้นการจะตั้งตัวเองเป็น showroom นิรนามไก่กาก็ย่อมทำได้ เพียงแต่หากทำไปเพื่อหวังเพียงชื่อเสียงและการยอมรับ อ๊อฟบอกเราว่าผลที่ได้คงไม่เป็นอย่างที่คาดคิดหรือไม่คุ้มการลงทุน

กระแสตอบรับจากการออก showroom เป็นอย่างไร เราถามเพราะสนใจใคร่รู้พฤติกรรมของแฟชั่นนิสต้าในตลาดต่างประเทศ

Rotsaniyom Rotsaniyom

“ว่ากันตามตรง ตั้งแต่ทำแบรนด์มา บางครั้งเราก็ไม่รู้หรอกว่าลูกค้าชอบอะไรในเรา เราแค่ทำในสิ่งที่เราเป็นออกมาเรื่อยๆ ซึ่งอาจจะเชื่อมโยงกับอะไรบางอย่างในลูกค้าทำให้เขาชอบผลงานของพวกเรา เป็นความรู้สึกที่ดีนะเพราะโดยส่วนตัวเราไม่ได้ทำแบรนด์เพื่อเอาใจใครสักคน”

“เราภูมิใจที่ทุกการเติบโตของแบรนด์จนมาถึงทุกวันนี้เกิดขึ้นจากความสามารถของเราจริงๆ ไม่ว่าจะลูกค้าคนธรรมดา ดารา เซเลบ ห้างร้าน สื่อต่างๆ ทุกคนวิ่งมาหาเราด้วยความชอบในตัวตนของเราจริงๆ ช่วยให้เราค่อยๆ เติบโตขึ้นมา และทุกงานที่เราไปต่างประเทศเกิดขึ้นจากคำเชิญทั้งหมดเลย เราไม่เคยเรียกร้องและพยายามแสดงตัวว่าอยากจะไป แต่เป็นเพราะเขาให้โอกาสและเราก็ให้เกียรติเขา ไม่ปฏิเสธในโอกาสเหล่านั้น”

showroom จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ Rotsaniyom ปรับตัวเป็น Inter Brand ที่มีศักยภาพมากขึ้นทั้งเรื่องการออกแบบและคุณภาพของสินค้า เพราะทุกอย่างในจุดนั้นต้องเป๊ะมาก

“เจ้าของ showroom ที่ชวนเราไปร่วมนั้น จริงๆ เขาเป็นเซเลบในวงการแฟชั่นระดับโลกเหมือนกัน ช่วงแฟชั่นวีกเขาส่งข้อความมาในอินสตาแกรมว่าชอบเสื้อผ้าเรามาก อยากมีโอกาสเจอพวกเรา ซึ่งช่วงนั้นพวกเราอยู่ปารีสพอดี ตัวอ๊อฟดีใจมากแต่กิ๊ฟดีใจมากกว่า เพราะกิ๊ฟรู้ว่าเขาเป็นใคร เป็นที่รู้จักในวงการอย่างไร เราก็รีบไปพบเขาเลย เขาเล่าว่าเขาเห็น buyer คนหนึ่งใส่เสื้อผ้าของเราที่ซื้อจากร้านสาขาสยามเซ็นเตอร์ไปซื้อของที่ showroom และเขารู้สึกชอบมาก ขอพลิกป้ายดูชื่อแบรนด์จนเจออินสตาแกรมของเรา สมัยก่อนเราเคยได้ยินเสมอว่างานหรือเสื้อผ้าสักชิ้นบ่งบอกความเป็นเราได้ ซึ่งวันนี้มันเกิดขึ้นแล้วจริงๆ เสื้อตัวเดียวนำพาเราไปไกลมากนะ เขาเห็นแค่เสื้อตัวนั้นตัวเดียว แทนนามบัตรหรือพรีเซนต์ทั้งหมดที่มี”

อ๊อฟบอกว่าเมื่อก้าวเข้ามาสู่ fashion business แล้ว มันมีรายละเอียดมากมายที่สำคัญพอกัน ถ้าไม่ค้นหาหรือปรับตัวเราก็จะไม่สามารถไปต่อได้

“showroom ทำให้เราต้องทำงานล่วงหน้า สมัยที่ขายที่ประเทศไทยอย่างเดียว ตอนไหนเราขาย AW เราก็ทำ AW ออกมาขาย แต่พอเป็นระบบ showroom เราก็ต้องเตรียมทำ Spring / Summer ของปีหน้าแล้ว บ่อยครั้งก็สร้างความสับสนเล็กๆ ให้กับลูกค้าเพราะเขาจะมาถามกันว่าชิ้นนี้มีขายแล้วหรือยัง”

“เวลาไปต่างประเทศโหดร้ายกว่าตรงที่เรามีโอกาสครั้งเดียวในช่วงออก showroom สั้นๆ นั้น ถ้าคอลเลกชันนี้ทำไม่ดี แป้กปุ๊บ ก็ถือว่าขาดทุน หรือว่าถ้าคอลเลกชันนี้ทำดียอดสั่งซื้อก็จะมากมาย ดูกันที่ยอดขายซึ่งไม่เหมือนกับการขายหน้าร้าน ที่จะปรับแผนรับมือกับยอดขายได้ตลอด แต่การไปกับ showroom เราจะไม่มีเวลาปรับรับมือมันคือการทำให้ดีที่สุด แล้ววัดผลกันเลยว่าเป็นอย่างไร”

Rotsaniyom

Rotsaniyom

Present Perfect Contineo(US)

จากความเชื่อของแบรนด์เรื่องการยอมรับความแตกต่าง สู่การพาตัวแบรนด์ให้ได้รับการยอมรับและอยู่ต่อไปได้เพื่อพิสูจน์ว่าแนวทางความเชื่อนี้เป็นจริงได้เป็นอีกโจทย์ที่สำคัญของ Rotsaniyom

“อีกโจทย์ที่สำคัญสำหรับเราคือเราต้องอยู่รอดให้ได้ เพื่อยืนยันว่าแนวทางที่เรามุ่งมั่นทำมันเป็นจริงได้ ทุกวันนี้ Rotsaniyom เป็นจุดเริ่มต้นเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ที่ฝันอยากมีแบรนด์ของตัวเอง ซึ่งเราเริ่มมาจากเงิน 7,000 บาทซื้อผ้าตัดเสื้อยืดขายงาน Fat ทำมาจนถึงตอนนี้ ไม่เคยเข้าระบบธุรกิจ ไม่เคยกู้ เราพยายามบอกกับกิ๊ฟ บอกกับทีมงานทุกคนว่าเราต้องทำให้ได้เพื่อเป็นตัวอย่าง เพื่อพิสูจน์ว่ามันทำได้ มันไปได้จริง ถ้าวันหนึ่งที่แบรนด์เราตายหายไปจริง คนก็จะบอกว่าสิ่งที่เราทำมันไม่เวิร์ก ต้องทำแบบนี้แบบนั้นสิซึ่งเราจะไม่ยอมให้เป็นแบบนั้น เราเป็นคนที่ถ้าเมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าสิ่งนั้นไม่ดีเราจะทำในสิ่งที่ดีกว่าให้เขาเห็นมากกว่าจะพูดโต้แย้ง เราพยายามปลูกฝังเด็กรุ่นใหม่ให้เป็นแบบนี้”

“อย่างเรื่องเด็กฝึกงาน เราไม่ได้รับเด็กฝึกงานที่เก่งที่สุด เรารับคนที่อยากมาอยู่กับเรา สิ่งที่เราสอนเสมอว่าเวลาเราทำ มันไม่ใช่เรื่องความสวยงามหรืองานฝีมือเพราะความสวยงามเป็นเรื่องพิสูจน์ไม่ได้ สิ่งที่สำคัญคือการสร้างทางเลือกให้สังคม เราอยู่ในฝั่งการออกแบบเราต้องสร้างทางเลือกให้สังคมเสมอ มันอาจจะไม่ใช่ทางเลือกสำหรับคนหมู่มาก แต่มันก็ไม่แน่ว่าวันหนึ่งคนหมู่มากอาจหันมาสนใจก็ได้เหมือนที่เราเป็น”

เช่นเดียวกับการไปสู่ตลาดต่างประเทศที่เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ให้เด็กรุ่นใหม่เห็นว่าการทำอะไรอย่างจริงจังก็พาเราไปถึงจุดนี้ได้

“ที่ผ่านมาเราไม่ได้คิดว่าสิ่งที่ทำนั้นยากหรือยิ่งใหญ่กว่าอะไรนะ เราแค่ทำอย่างตั้งใจ สิ่งหนึ่งที่อ๊อฟกับกิ๊ฟคุยกันเสมอในช่วงเริ่มทำแบรนด์นี้มาด้วยกัน เราจะไม่ยกตัวเราเพื่อไปเล่นในเวทีเขา แต่เราจะทำงานอย่างเต็มที่ให้เขาเห็นเราในที่ของเรา ถ้าเราตั้งเป้าเพื่อให้ใครสักคนมาเห็น หรือใครมายอมรับเราเกี่ยวกับแฟชั่น มันจะเหนื่อยและยากเพราะเป็นการก้าวกระโดดสุดๆ เกินไป ที่ผ่านมาเราทำในส่วนของเราไปเรื่อยๆ ให้คนที่ต้องการเห็นได้เห็นเรา ทำไปเถอะมันมีคนเห็น เหมือนอย่างที่ Vogue Italia เห็นเรา”

Rotsaniyom

“เราเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศครั้งหนึ่งว่า โลกในบางมุมมันเล็กมากจนมีคนเห็นในสิ่งที่เราทำจริงๆ และในบางมุมก็กว้างมากจนเราสามารถหาคนที่ชอบเราเจอ เหมือนอย่างตอนเราอยู่ตลาดนัดจัตุจักรครั้งแรก โลกทั้งใบของเราคือจัตุจักรแต่จริงๆ โลกทั้งใบมันไม่ใช่แค่นี้ พอเราก้าวออกมาจากที่ที่หนึ่งเราจะพบว่าโลกทั้งใบไม่ใช่แค่ที่ๆ เรายืนอยู่ สอนให้เรารู้ว่าชีวิตมีทางออกเสมอ มันไปต่อได้เสมอ เช่นกันกับตอนนี้ถ้าเศรษฐกิจบ้านเมืองเราไม่ได้เราจะมองว่าโลกทั้งใบคือประเทศเรา เรารู้สึกว่าเด็กรุ่นใหม่ต้องรับรู้เรื่องนี้ไว้เยอะๆ เราเคยเป็นเด็กมาก่อน เรารู้ว่าบางครั้งการที่เราให้ความสำคัญกับอะไรก็ตามเราจะคิดว่าสิ่งนั้นคือทั้งหมดของชีวิตที่มี และพอผ่านมาได้เราจะรู้ว่าสิ่งนั้นก็อยู่แค่ช่วงเวลาหนึ่ง”

“เรื่อง showroom ที่ปารีสฟังดูยิ่งใหญ่แต่จริงๆ ไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นหรอก โลกนี้มันกว้างมากจนสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น multistore เหล่านี้เป็น multistore ที่ดีจริงๆ เป็นกำลังใจให้กับเราที่จะพัฒนาคุณภาพและรักษาสิ่งที่เราทำเราเชื่อ และเรื่องคุณภาพเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับพวกเรามาก เพราะยังมีอีกหลาย multistore ดีๆ ทั้งโลกที่เขายังไม่เลือกซื้อของเราไปเพราะโจทย์นี้เหมือนกัน เราก็ต้องปรับไปเรื่อยๆ ถ้าเป็นเมื่อก่อนตอนเด็กที่เราเคยโดยว่าเรื่องคุณภาพเหมือนกัน ตอนนั้นเราตอบแค่ว่าเราไม่สนใจเราขายสไตล์เราไม่ได้ขายคุณภาพ แต่พอมาตอนนี้ จะคิดแบบนั้นไม่ได้แล้ว ความจริงสอนเราว่าไม่ดีกว่าหรอถ้าเสื้อผ้ามาสไตล์และมีคุณภาพไปพร้อมกัน ถ้าตอบโจทย์ง่ายๆ นี้ไม่ได้ก็ไม่ต่อที่ไหนแล้ว เราบอกตัวเองแบบนี้อยู่”

Rotsaniyom

ภาพ: Rotsaniyom

Rules

  1. ตื่นเช้าต้องกินกาแฟ ตกบ่ายก็ยังต้องกินกาแฟอีก
  2. ต้องรู้จักแบ่งเวลาพักเบรกระหว่างงานและครอบครัว
  3. การบ้างานสำหรับเรามันเป็นเรื่องความรับผิดชอบมากกว่า เราได้รับมอบหมายสิ่งไหนมาเราก็เพียงทำให้ดี

rotsaniyom.com
Facebook | therotsaniyom

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ลักษิกา จิรดารากุล

ช่างภาพที่ชอบกินบะหมี่ ถูกชะตากับอาหารสีส้ม และรักกะเพราไก่ใส่แครอท

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load