‘แพงระยับ’

ใครรู้จัก CHANINTR เป็นอันรู้กันว่าสินค้าและของตกแต่งบ้านที่แบรนด์หรูหรานี้รวบรวมมาจากทั่วโลก ทั้งยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น ฯลฯ ราคาดุเดือดไม่เบา แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ลงและทำให้ CHANINTR ยืนหนึ่งในวงการ คือรสนิยมความงามที่ดีเลิศ คุณภาพสินค้าที่ทนทาน และการดูแลบริการแบบมืออาชีพ 

เบื้องหลังสินค้าของตกแต่งบ้านที่งามเหมือนเสกออกมาจากแคตตาล็อกหนังสือตะวันตก ชนินทร์ สิริสันต์ เริ่มต้นจากธุรกิจทำเฟอร์นิเจอร์สไตล์ตะวันตก ก่อนเปลี่ยนเป็นบริษัทนำเข้าสินค้าตกแต่งบ้านในปี 1994 ทุกวันนี้ธุรกิจของเขาครอบคลุมถึงการตกแต่งทุกส่วนในบ้านและออฟฟิศ ตั้งแต่โซฟา โคมไฟ ม้านั่งในสวน เก้าอี้ทำงาน ฝักบัว ผ้าเช็ดตัว ไปจนถึงช้อนชา แถมยังมี CHANINTR Residences ที่นำของ Luxury ทั้งหมดมาตกแต่งบ้านหลักร้อยล้านบาทในโครงการ WINDSHELL 

เรานัดพบผู้ก่อตั้งแบรนด์อันเป็นตำนานนี้ที่ CHANINTR CRAFT ตึกสีขาวแสนสวยในทองหล่อที่รวมแบรนด์สแกนดิเนเวียนและญี่ปุ่นที่เน้นแนวคิดแฮนด์เมดไว้ด้วยกัน ทุกสิ่งสวยงามเหมือนนิทรรศการงานดีไซน์ชั้นดี ท่ามกลางสินค้าหรูหราเหล่านี้ บทสนทนาของเราแทบไม่มีเรื่องฟุ่มเฟือย 

เราคุยกันเรื่องดีไซน์กับชีวิต บ้าน ความงาม และการทำธุรกิจที่ดี ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กว่าจะมานั่งบนโซฟาสีขาวสะอาดไร้ที่ติ ในตึกใหม่ที่เขาล้อมก้ามปูยักษ์ไว้ตรงกลาง นักธุรกิจคนนี้ผ่านอะไรมามากมาย กว่าจะบุกเบิกตลาดการตกแต่งบ้านเมืองไทยเข้าสู่ยุคร่วมสมัย 

ขอเชิญทำความรู้จัก CHANINTR ผ่านชนินทร์

บ้าน เฟอร์นิเจอร์ และธุรกิจยั่งยืนแบบ ชนินทร์ สิริสันต์ แห่งแบรนด์ CHANINTR

ได้ข่าวว่าตั้งแต่มีโควิด สินค้าของ CHANINTR ขายดีมาก ๆ 

เรียกว่าทั้งวงการ ไม่ใช่แค่ในเมืองไทย แต่เป็นทั่วโลก ธุรกิจสายนี้โชคดีนะครับ เพราะว่าทุกคนก็ต้องอยู่บ้าน ทุกคนก็คงหาทางทำยังไงให้ชีวิตในบ้านดีขึ้น โซฟาเริ่มเก่าแล้ว นั่งไม่ค่อยสบายก็อยากเปลี่ยน หรือเก้าอี้ทำงานตอน Work from Home ก็อยากใช้ของดี ๆ ให้ไม่ปวดหลัง  มันเกิดคำถามและการสำรวจตัวเองว่า สุขภาพชีวิตและของที่มีอยู่ในบ้านมันพอมั้ย หรือควรจะปรับปรุง 

ตอนแรกที่ทุกคนตกใจ ทุกอย่างก็หยุดชะงักไปหมด แต่เวลาผ่านไปเดือนสองเดือนก็เกิดการช้อปปิ้ง ที่เห็นชัดที่สุดคือส่วนธุรกิจออฟฟิศ โดยเฉพาะเฟอร์นิเจอร์ของ Herman Miller พอทุกคนไม่เข้าออฟฟิศ งานแต่งออฟฟิศก็หยุดไปเลย แต่เก้าอี้ออฟฟิศสำหรับ Work from Home ยอดขึ้นไป 10 เท่า จนของไม่พอ สั่งแล้วต้องสั่งอีก

สำหรับเมืองไทยนี่ยังถือว่าน้อย เทียบกับประเทศรวย ๆ อย่างอเมริกายิ่งกว่านี้อีก ยอดขายของบริษัทที่อยู่แถบนั้นเพิ่มขึ้นมาก ปัญหาที่ตามมาคือผลิตไม่ทัน เพราะหลายโรงงานต้องปิดไป ก็เลยเกิดความผันผวนมากในการผลิต การขนส่ง สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือระยะเวลาที่ต้องรอเนี่ยก็นานขึ้น ราคาก็สูงขึ้น เพราะความต้องการมันสูงกว่าปกติ ใช้เวลาเป็นปีกว่าจะเข้าที่ เรื่องนี้เป็นทั่วโลก มันดึงกันไปดึงกันมา แก้ไม่ง่าย 

ตอนนี้รสนิยมแต่งบ้านของคนไทยเหมือนกับในเมืองนอกไหม

ผมว่าเหมือนมากขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ผมเริ่มธุรกิจมา สมัยนั้นคนที่มีกำลังซื้อ คนที่ไปศึกษาต่างประเทศมา กลับมาก็อยากจะได้ของที่กลิ่นอายเหมือนเมืองนอก ซึ่งถ้าสั่งช่างทำอาจจะไม่เหมือนสักทีเดียว ผมเริ่มจากการเปิดร้านเฟอร์นิเจอร์ของตกแต่งของตัวเอง ออกแบบตามสไตล์ของอเมริกา อังกฤษ ซึ่งตอนหลัง ๆ จะเห็นว่าเกือบทุกอย่างมันกลายเป็นสไตล์ต่างประเทศ เช่น อเมริกัน อิตาเลียน พวกอสังหาริมทรัพย์ก็เติบโตเป็นคอนโดมิเนียม การใช้ชีวิตของคนไทยเราเปลี่ยนไป เฟอร์นิเจอร์ก็เปลี่ยนตาม

เวลาเลือกเฟอร์นิเจอร์เข้ามา คุณรู้เลยไหมว่าอันไหนขายได้แน่นอน

ไม่รู้หรอกครับ ทุกอย่างมีความเสี่ยง หลัง ๆ ก็เรียกได้ว่าต้องลองผิดลองถูก นี่เราเพิ่งลองสั่งเตียงมา 20 กว่าเตียง ผมว่าบางทีถ้าเรามีสูตรสำเร็จมากเกินไป เราก็จะไม่ได้ลองอะไรใหม่ เราก็จะไม่รู้ เราต้องสร้างระบบที่พลาดได้ ลองแล้วเห็นทันทีว่าอะไรขายดี อย่าง Wishbone Chair รู้กันว่ามันเป็น Best Seller ทั่วโลก ตอนแรกขายไม่ค่อยดีเพราะว่าของเลียนแบบเยอะมาก มันเป็นเก้าอี้ตัวหนึ่งที่โดนก็อปปี้มากที่สุดแล้ว แต่ว่าเมื่อมีของจริงมาเมืองไทย คุณค่าของมันก็ยังอยู่ เพราะเห็นชัดถึงคุณภาพ แล้วคุณค่าบางทีก็สูงขึ้นเรื่อย ๆ คนที่สนใจหรืออยากจะ Collect ของก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนเดี๋ยวนี้เก้าอี้ตัวนี้สร้างยอดขายได้ดีที่สุดของแบรนด์นี้

บ้าน เฟอร์นิเจอร์ และธุรกิจยั่งยืนแบบ ชนินทร์ สิริสันต์ แห่งแบรนด์ CHANINTR

อะไรคือวิธีการเลือกแบรนด์มาร่วมงานด้วย

เวลาเราจะร่วมธุรกิจกับใครก็เหมือนแต่งงานกัน ผมต้องไปดูโรงงาน ต้องไปเจอเจ้าของแบรนด์ แล้วคุยว่าเขามีแนวความคิดตรงกันไหม ใช้เวลากว่าจะหาแบรนด์ที่ใช้ได้จริง ๆ พวกแบรนด์ใหญ่ ๆ ยิ่งเป็นการลงทุนใหญ่ ต้องให้พื้นที่โชว์รูมกับเขาเยอะ เพราะเรารู้ว่าเราต้องอยู่กับเขาอีกนาน เขาเองก็ไม่ได้ให้สิทธิ์เราง่าย ๆ ส่วนใหญ่เขาต้องศึกษาพาร์ตเนอร์ค่อนข้างเยอะ ให้ชัวร์ว่าเรามีทั้งสถานที่ดีให้ไหม จะลงทุนให้ไหม คือความพร้อมด้านการเงิน การตลาด เรื่องคนเรื่องอะไร สารพัดอย่าง  

เราอยู่มานาน แล้วลักษณะเราไม่ค่อยชอบอะไรง่าย ๆ สั้น ๆ ด้วย ทำอะไรก็พยายามทำให้มันดีให้นาน อาจจะ Traditional อาจจะ Old School นะ แต่ผมคิดว่าถ้าทำให้นานก็ลงทุนให้ดี ถ้าเกิดทำแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ ก็ไม่ทำดีกว่า

วงการนี้มีคนหลายประเภท มีพวกระยะสั้นคือเป็นเหมือนตัวแทนแบรนด์อิตาลี 10 แบรนด์ หน้าที่เขาคือหาดีลเลอร์ว่าปีนี้เจ้าไหนน่าจะจะขายได้ดีสุด ขายไม่ดี ปีถัดไปเขาก็สลับใหม่ ขอแค่ยอดขายดีที่สุด ซึ่งประเภทแบบนั้นเราก็จะไม่เอาตั้งแต่ต้น เพราะเราถือว่าถ้าเราทำแบรนด์ไหน เราก็จะต้องทุ่มเท คือทำทุกอย่างเหมือนเราเป็นพาร์ตเนอร์ของเขาจริง ๆ ให้มันเกิดให้ได้ ก็เลยทำงานค่อนข้างหนัก 

เราค่อนข้างช้า ก็อาจจะโดนคนอื่นเยาะเย้ยนะ แต่เพราะเราทำมานาน พวกแบรนด์ดี ๆ ต่างประเทศที่ให้ความสำคัญว่าใครจะเป็นตัวแทนเขา เขาก็จะมาหาเรา น้อยครั้งที่เราจะออกไปหา ส่วนใหญ่เป็นแบรนด์ต่างประเทศที่มีสตอรี่ แล้วเขาเห็นว่าเราน่าจะแนวทางเดียวกัน และเขาต้องคิดแบบระยะยาว ผมบอกกับแบรนด์ทุกเจ้าที่ติดต่อมาว่า ตลาดไทยเนี่ยเป็นตลาดที่ยาก ยากมาก ๆ ภาษีนำเข้าของไทย 20 เปอร์เซ็นต์ ถ้าไม่ใช่ของฟรีเทรด ภาษีอีก 20 เปอร์เซ็นต์  ของแพง ๆ ของคุณเนี่ย พอมาถึงที่นี่มันยิ่งไปกันใหญ่ ต้องใจเย็น ๆ เราไม่ได้ตั้งราคาทุกอย่างให้เท่ากับต้นทุนที่สูงขึ้น ส่วนใหญ่เราพยายามให้อยู่ที่ 20 เปอร์เซ็นต์ อย่างมาก 25 เปอร์เซ็นต์ แล้วเราก็รับมือค่าใช้จ่าย ที่เหลือก็อยู่ที่ว่าแบรนด์เขาจะถูกกับตลาดไทยรึเปล่า ซึ่งอันนี้ใช้เวลาหลายปีจริง ๆ กว่าจะสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์พวกสแกนดิเนเวีย

เวลาที่เริ่มทำแบรนด์เป็นกลุ่มพวกนี้ คนไทยส่วนใหญ่เขารู้จักแต่ IKEA ซึ่งเขาเก่งมาก โดยเฉพาะเรื่องปรับราคา คนอาจจะไม่เข้าใจว่าสไตล์คล้าย ๆ กัน ทำไมราคาต่างกันเป็นสิบเท่า ซึ่งมันก็ยาก เราต้องค่อย ๆ ปูทาง ทุบ ๆ ตี ๆ กว่าจะสร้าง CHANINTR CRAFT สำหรับงานแนว ๆ นี้ เพราะว่าเราได้ทดลองจากที่เล็ก ๆ ไม่ถึงร้อยตารางเมตร ยังขายได้ ก็ค่อย ๆ กระเตื้องขึ้นมา

ลูกค้าก็เห็นว่าเราเป็นยังไง ผมจะไม่เป็นตัวแทนแบรนด์ที่ผมไม่เห็นว่าเจ้าของเขา Stand Behind สินค้าของเขา ผมเคยเจอเคสว่าเก้าอี้ 20 – 30 ตัวเสีย มันเป็นปัญหาเรื่องดีไซน์แน่นอน แต่เขาไม่ยอมรับผิดชอบ บอกผมว่าเขาไม่เกี่ยว ง่าย ๆ สั้น ๆ เลย เราก็รับผิดชอบแทนลูกค้าเลย ลูกค้าไม่ต้องทำอะไร แล้วผมก็ยกเลิกแบรนด์นั้นไปทันที 

แต่ส่วนใหญ่ไม่เกิดอะไรแบบนี้หรอกครับ แบรนด์ส่วนใหญ่ค่อนข้างให้ความสำคัญกับสินค้าของเขา มั่นใจในของที่ทำ Trust เป็นเรื่องสำคัญมาก ลูกค้าต้องวางใจในสินค้าและตัวเราได้ ซึ่งเราก็ลงทุนเรื่องช่าง เรื่องการซ่อมแซมด้วย มีเทรนนิ่งให้ช่างซ่อมของเรา เผื่อมีปัญหาอะไร เรามีเวิร์กชอปเล็ก ๆ มาเพื่อซ่อมแซมวัสดุแทบทุกอย่าง

บ้าน เฟอร์นิเจอร์ และธุรกิจยั่งยืนแบบ ชนินทร์ สิริสันต์ แห่งแบรนด์ CHANINTR

การทำธุรกิจที่ Honest มาก ๆ ในโลกทุกวันนี้ยากขึ้นไหม

ไม่ได้รู้สึกอย่างงั้นนะครับ คือถ้าพาร์ตเนอร์ดี ของดี พื้นฐานดีตั้งแต่ต้นเนี่ย เราก็ไม่ต้องคิดมาก ทีมมาร์เก็ตติ้งก็พูดได้เต็มปาก ทุกอย่างที่เราทำก็มาจากแบรนด์ที่เขาทำจริง ๆ ไม่ค่อยมีเคสที่เราต้องไปทำอะไรให้มัน Beyond ความจริง สำหรับผมมันไม่ได้ยาก แบรนด์ที่เราทำก็ค่อนข้างสมบูรณ์แบบในตัวเขาเอง

เราอาจจะเป็นรุ่นแรก ๆ ที่เข้ามาในวงการ ตอนที่ผมเริ่มก็มีเจ้าเดียว ภาษีนำเข้าตอนนั้น 40 เปอร์เซ็นต์ หนักมากกว่าตอนนี้เยอะ ทำให้ไม่ค่อยมีใครกล้าเข้ามาทำ ด้วยเวลา ด้วยการดูแลลูกค้ามาตลอด เราก็ได้ขยายจากแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ตามบ้าน ไปถึงครัว ตู้เสื้อผ้า ห้องน้ำ และการตกแต่งออฟฟิศด้วย เราพยายามฟังลูกค้า จริง ๆ ตั้งแต่วันแรกจนถึงตอนนี้ก็เน้นจิปาถะ ฟังลูกค้า ตามใจลูกค้า แล้วเราก็พยายามดูว่าลูกค้าสนใจอะไรจริง ๆ

คนอื่นเขาขายของที่ถูกกว่า ทำเร็ว ๆ กว่าตั้งมากมาย ทำไมคุณไม่เชื่อธุรกิจแบบนั้น

ผมชอบเรื่องคุณภาพกับเรื่องดีไซน์มาตั้งแต่เด็ก ให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้เยอะ ดีไซน์ที่ดีก็ไม่จำเป็นว่าต้องราคาสูงนะครับ แต่ส่วนใหญ่ที่ผมเจอ ดีไซน์ที่ดีเมื่อมาพร้อมคุณภาพ มันยั่งยืนกว่า อยู่ได้นานกว่า แล้วก็มีอิทธิพลกับสังคม เวลาพูดเรื่อง Sustainability แบรนด์เดนนิช ญี่ปุ่น เขาเล่าให้ผมฟังมาตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว มันอยู่บนพื้นฐานของเขาตั้งแต่เริ่มต้น เราก็รู้สึกว่าอยากร่วมงานด้วย เพราะว่าเขาดี รักษ์โลก คิดถึงวัสดุทุกอย่างว่าความเป็นมายังไง เราก็รู้สึกมั่นใจกว่าเวลาเราเอาไปขายลูกค้า หรือจะต้องเป็นตัวแทนโปรโมต เรารู้สึกสบายใจ

แบรนด์ไหนที่คุณค้นพบแล้วรู้สึกทึ่ง 

มีแบรนด์เล็ก ๆ ที่ผมชื่นชมมาก เคยได้ยินชื่อแบรนด์ PP Møbler บ้างไหมครับ เล็กกว่า Carl Hansen & Søn หลายเท่า มาจากประเทศเดนมาร์กเหมือนกัน คงลักษณะเดียวกัน คือมีเวิร์กชอปทำงาน แล้วเวิร์กชอปเขาน่ารักมาก เหมือนบ้านหลังหนึ่งที่มีมุมเยอะมาก ใต้ถุนบ้านเป็นที่เก็บไม้ เก็บสิ่งที่ตัดเป็นล็อต ๆ มาแล้ว ซอกมุมตามช่องก็มีที่อบไม้ ไม้เป็นสิ่งที่เขาเน้นมากที่สุด เพราะไม้ทั่วไปใช้เวลาอบราว 2 ปี แต่ไม้เขาเนี่ยอายุเกิน 100 ปี แค่นึกภาพต้นทุนของตัวเนื้อไม้ที่เก่าอยู่แล้ว มาอบอีกหลายที ความชื้นนี่เหลือน้อยมาก เพราะฉะนั้นไม้เขาจึงนิ่งและแข็งมาก จากนั้นจึงค่อยเอาไม้มาทำเฟอร์นิเจอร์ทีละตัว

เวิร์กชอปอันนี้ทำให้เราเห็นสิ่งที่เขาให้ความสำคัญ มันโฮมเมดจริง ๆ ผิดแผกจากโรงงานที่ใหญ่โต เขาไม่ได้มีทุนมาก แต่ก็ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้ได้คุณภาพสูงที่สุด ซึ่งในบรรดาแบรนด์เดนนิช ราคาเขาสูงที่สุด ลูกค้าเห็นอาจจะงงว่าแตกต่างกับแบรนด์อื่นตรงไหนบ้าง ของเขาอาจจะหนากว่านิดหนึ่ง มีนู่นมีนี่นิดหน่อย มีคาแรกเตอร์จริง ๆ เฟอร์นิเจอร์อย่างนี้อยู่ไปสักพัก บางทีมันเหมือนมีสปิริตของมันเอง 

เวลาเห็นของก็อปปี้ Wishbone หรือ PP Møbler เนี่ย คนทั่วไปดูไม่ออก แต่ผมเข้าใกล้แล้วจะเห็นความผิดเพี้ยนทันที เป็นเรื่องที่ทั้งดีและไม่ดี เพราะมันก็เป็นภาระทางใจ ของก็อปปี้นี่วันแรกมันสวยดี แต่ยิ่งเวลาผ่านไป 3 ปี 5 ปี เราจะยิ่งเห็นชัดมากขึ้นว่ากาวเริ่มหลุด เชือกถักเปลี่ยนสี ไม่เหมือนของพวก PP Møbler หรือ Carl Hansen & Søn ที่ยิ่งเก่ามันจะยิ่งสวยสง่ามาก

บ้าน เฟอร์นิเจอร์ และธุรกิจยั่งยืนแบบ ชนินทร์ สิริสันต์ แห่งแบรนด์ CHANINTR
บ้าน เฟอร์นิเจอร์ และธุรกิจยั่งยืนแบบ ชนินทร์ สิริสันต์ แห่งแบรนด์ CHANINTR

แรก ๆ ลูกค้าของ CHANINTR คือใคร ในเมื่อของก็แพง คนไทยก็ไม่รู้จัก 

คือคนที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพชีวิต ซึ่งเราเริ่มตั้งแต่ Day 1 ด้วยแนวความคิดว่าอยากให้ Everyday Life ดีขึ้นด้วยของใช้ของตกแต่งภายในบ้าน คนที่มาซื้อตั้งแต่ต้นเป็นคนที่เห็นความสำคัญของบ้าน เห็นความสำคัญของชีวิตในบ้าน แล้วก็อยากให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นด้วยการตกแต่งบ้าน พูดแบบกว้าง ๆ ทุกคนที่เป็นลูกค้าเราเป็นคนที่มีวิชันหรือมีโปรเจกต์ตลอดเวลา 

เฟอร์นิเจอร์ชิ้นแรกที่คุณตกหลุมรักคืออะไร

อืม อาจจะเป็นพวกเก้าอี้ที่เป็นพวก Modern ที่ซื้อมือสองตอนเด็ก ๆ ตอนสมัยเรียนผมชอบดูพวกของเก่า ของวินเทจ ชอบเก้าอี้ Wireframe แบบ Mesh เก้าอี้แบบ Florida นอกจากนี้ก็จะเป็นพวกสแกนดิเนเวีย ผมชอบของพวกนี้มานาน แต่ว่าก็รู้อยู่ว่ามันขายยาก ก็เลยเพิ่งมากล้าตอนหลัง ๆ  

ธุรกิจเราเริ่มจากนำเข้าเฟอร์นิเจอร์ของ Baker ซึ่งค่อนข้างเป็นแบรนด์ High-end ของอเมริกา และ McGuire เป็นแบรนด์หวายที่ผมชอบมาก เขาเป็นคนอเมริกันมาอยู่ที่ฟิลิปปินส์ เขาทำให้งานหวายที่เราคุ้นเคยกันไปถึงอีกขั้นหนึ่ง ดีเทลการมัดข้อต่าง ๆ ซับซ้อน ดีไซน์มีทั้งคลาสสิก ทั้งโมเดิร์น แล้วก็ใช้วัสดุธรรมชาติ เป็นจุดเริ่มต้นที่อยากเอาของพวกนี้เข้ามาใช้ เขาชอบวิธีการที่เราจัดโชว์ อยากให้เราเป็นตัวแทน นั่นคือจุดเริ่มต้นธุรกิจนำเข้าของเรา 

คุณเรียนรู้เรื่องดีไซน์จากอะไร

นิวยอร์ก ผมโตที่นั่นตั้งแต่เด็กจนจบ ป.ตรี มีอะไรอาร์ต ๆ เยอะแยะที่ทำให้เราสุขใจ ตอนเด็กผมวาดรูปในสมุดทั้งวัน ไม่ค่อยคุยกับใคร เริ่มต้นจากรถมั้ง เด็กผู้ชายก็วาดแต่รถ โตมาหน่อยก็วาดตามซีรีส์ที่ชอบดู ช่วงวัยรุ่นก็ชอบเสื้อผ้า ช่วงซัมเมอร์กลับมาเมืองไทยก็ออกแบบเสื้อยืด ไปหาเสื้อผ้าที่จตุจักรมาทำลวดลายใหม่ แล้วก็เอากลับไปขายที่อเมริกา เป็นธุรกิจแรกและเป็นงานอดิเรกช่วงอายุ 16 – 18 ทำไปขายเพื่อน ๆ ที่โรงเรียน หลังจากนั้นก็เริ่มไปติดต่อพวกร้านค้าในนิวยอร์ก เดินไปบอกเขาว่าเรามีเสื้อผ้าที่ออกแบบเองจากเมืองไทย สนุกครับ รู้ตั้งแต่ตอนนั้นเลยว่าชอบเรื่อง Business ที่ผสมกับเรื่องดีไซน์ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าหรืออะไรก็ตาม 

แล้วทำไมถึงเลือกเรียนการเงิน

(หัวเราะ) คุณพ่อคุณแม่ค่อนข้างกังวล ถ้ามาสายศิลปะไม่น่าจะได้ ก็เลยเห็นว่าถ้าชอบธุรกิจ ให้ไปเรียนทางภาษีด้วย ผมก็เลยเรียนการเงิน แต่ว่าเลือกสายได้ ผมเรียน Higher Economics กับ Higher Art คือทั้งเศรษฐศาสตร์และอาร์ตพร้อมกัน ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีใครเลือกแบบนี้ 

ช่วงเรียนก็ทำงานร้านเสื้อผ้าชื่อดังที่นิวยอร์กแล้วก็ร้านอาหารไทยไปด้วย เริ่มสัมผัสโลกการทำงาน ตั้งแต่กวาดถนนหน้าร้าน จัด Display ทำทุกสิ่งทุกอย่าง พวกร้านในนิวยอร์กเป็นร้านแฟชั่น มีพวกดาราดังมาซื้อของ ผมขายเสื้อผ้า ก็เลยคุ้นเคยกับการ Operate ร้าน การทำพวกรีเทล 

สนทนากับ ‘ชนินทร์ สิริสันต์’ ผู้ก่อตั้งแบรนด์นำเข้าเฟอร์นิเจอร์และสินค้าตกแต่งบ้าน ถึงความงามและธุรกิจยั่งยืน

จากงานแฟชั่น กลับมาสู่เฟอร์นิเจอร์ได้ยังไง

ทั้งหมดมันก็คือเรื่องดีไซน์แล้วก็คุณภาพของโปรดักต์ สมัยเด็ก ๆ ก็อาจจะชอบแฟชั่นมากแหละ แต่ว่าจริง ๆ แล้วก็คือเรื่องดีไซน์ ยิ่งเห็นเฟอร์นิเจอร์มากขึ้นก็ยิ่งเก็บมากขึ้น ตอนนั้นโลกมันค่อนข้างสนุก 

เทรนด์เฟอร์นิเจอร์เมืองไทยตอนคุณกลับมาเป็นยังไง เฟอร์นิเจอร์หลุยส์ ๆ พวกนี้รึเปล่า

(พยักหน้า) ตอนนั้นเฟอร์นิเจอร์หลุยส์เยอะมาก แล้วทุกอย่างก็สั่งทำ ใครอยากได้อะไรก็เรียกช่างมา ยุคสมัยนั้นมีช่างดี ๆ เยอะจากเซี่ยงไฮ้ งานโมเดิร์นมีน้อยมาก 

ภาพรวมของวงการเฟอร์นิเจอร์จริง ๆ มีหลากหลายสไตล์มาตลอด แต่ว่าสัดส่วนจะเป็นครึ่ง ๆ บางช่วงคลาสสิกมาหนัก ก็จะกินสัดส่วนเยอะ บางช่วงมินิมอลก็เยอะหน่อย ถ้าดูนาน ๆ ก็จะเห็นแนวเทรนด์ เห็น Movement ส่วนใหญ่จะมาเป็นธีม วางขายสักประมาณ 4 – 6 ปีก็จะหายไป เฟอร์นิเจอร์เกี่ยวข้องกับเรื่องเศรษฐกิจโลกค่อนข้างเยอะ ช่วงที่คนมีเงินเยอะ ก็จะเห็นอะไรที่แสดงความรวยออกมาเยอะ อย่างตอนที่ยุโรปร่ำรวยมากก็มีงานแกะสลัก ลงทอง แต่งาน Modernism เริ่มตั้งแต่ช่วงบาวเฮาส์ แล้วเกิดเป็น Segment ใหม่ยุคต้น 90 เป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจ

ในระยะเกือบ 30 ปีของแบรนด์ ช่วงเวลาไหนที่คุณต้องปรับตัวเป็นพิเศษ

ในแง่สไตล์ แต่ละสไตล์มีฐานลูกค้าอยู่ตลอด แต่ว่าบางช่วงเราก็อาจจะเสียเปรียบที่เราช้า ไม่มีแบรนด์นู้นแบรนด์นี้ ช่วงแรก ๆ เราหนักไปทางพวกแบรนด์แทรดิชันแนล อเมริกัน โมเดิร์นอิตาเลียนก็จะน้อยหน่อย หลัง ๆ เห็นมามากขึ้นเรื่อย ๆ เราก็คอยดูว่าแบรนด์ไหนเป็นแบรนด์ที่ดี มีหลักการเหมือนเรา ให้ความสำคัญเรื่องดีไซน์และคุณภาพเหมือนกับเรา และเป็นของที่เราคิดว่าเป็นตัวแทนเขาได้ระยะยาว อย่าง Minotti เป็นแบรนด์ที่ขายดีมากของเรา เป็นแบรนด์ที่เรียกว่าท็อปมาก ๆ ของโมเดิร์นอิตาเลียน แนวคิดเขาเป็นแบบ Family Business ระยะยาว เพราะฉะนั้นเราก็โอเค 

สนทนากับ ‘ชนินทร์ สิริสันต์’ ผู้ก่อตั้งแบรนด์นำเข้าเฟอร์นิเจอร์และสินค้าตกแต่งบ้าน ถึงความงามและธุรกิจยั่งยืน

คิดว่าแบรนด์ของคุณมีผลให้คนไทยรสนิยมดีขึ้นรึเปล่า

คนไทยรสนิยมดีอยู่แล้ว ผมคิดว่าเราเป็นชาติที่รุ่มรวยประวัติศาสตร์ เรื่องดีไซน์ เรื่องอาร์ต คนไทยมีพื้นฐานมาตลอด การมีแบรนด์และดีไซน์ใหม่ ๆ ต่างประเทศเข้ามาให้เลือกยิ่งดีมากขึ้น มีของให้เรียนรู้ทดลองมากขึ้น เอามาลองมิกซ์แอนด์แมตช์ หรือเอามาให้ดีไซเนอร์หรือลูกค้าลองสัมผัสมากขึ้น มันก็สร้างมิติใหม่ ๆ 

อะไรคือคำแนะนำของคุณต่อคนทั่วไป เวลาจะซื้อของแต่งบ้านสักชิ้น

บอกแล้วคงไม่ค่อยดีต่อยอดขายผม (หัวเราะ) แต่ก็อยากให้ลูกค้า Appreciate มัน เข้าใจแต่ละชิ้นที่ซื้อ บางทีรีบทำทุกอย่างให้มันจบ ๆ ไปอาจจะดีสำหรับธุรกิจ คือปิดยอดขายได้อะไรได้ แต่เฟอร์นิเจอร์เนี่ย เราต้องเรียนรู้ ต้องเข้าใจมัน ต้องใช้เวลาให้มันซึมซับเข้าไป ก่อนซื้อต้องพยายามเข้าใจแต่ละห้อง แต่ละมุมที่เราจะใช้สัมผัสของ 

เลือกของต้องคิดลึกนิดหนึ่ง ไม่อยากให้เอาอะไรก็ได้ไปใส่ห้องให้มันเต็ม ในที่สุดก็เราจะไม่ได้ใช้มัน เสียดายทั้งเงินทั้งของด้วย เฟอร์นิเจอร์เหมือนสมาชิกของครอบครัว พออยู่กับมัน เราก็จะเห็นมันแก่ไปด้วยกัน ไม่ได้แปลว่าให้เลือกของแพงนะครับ แต่ต้องเลือกให้ชัวร์

ออฟฟิศคุณสวยขนาดนี้ แล้วบ้านของคุณตกแต่งแบบไหน

เป็นที่รวมของที่ชอบ ผมชอบหลายสไตล์หลายแบรนด์นะ ของสแกนดิเนเวียนผมก็ชอบ ของโมเดิร์นผมก็ชอบ แต่ว่าการที่เราเอามาอยู่ด้วยกันให้มันมี Harmony ได้ก็สำคัญนะครับ ผมพยายามเลือกสัดส่วนและพีเรียดที่มันไปด้วยกันได้ ส่วนใหญ่ก็จะมีแบรนด์ Liaigre มี McGuire พวกงานเดนนิชก็มี ของเก่าจีนก็มีพวกงานหมิง ผสมกันเบา ๆ เรียบ ๆ แบบหลุยส์ ๆ แกะเยอะ ๆ ไม่ค่อยมี (หัวเราะ) ส่วนใหญ่ชอบประมาณนี้

ผมชอบของที่ True Honest สิ่งที่มันซื่อตรงกับตัวมันเอง ไม่ชอบกระเบื้องที่เลียนแบบไม้ กระเบื้องที่เลียนแบบหิน ถ้ามันมีของจริงที่ดีอยู่แล้ว ก็ใช้ของแบบนั้น ผมเข้าใจนะว่าคนให้ความสำคัญกับความทนทานเอี่ยมอ่อง แต่ผมไม่ได้ต้องการให้ทุกอย่างดูใหม่เอี่ยม มันจะรู้สึกเฟค ๆ ไม่จริงน่ะ ผมมีโต๊ะหินอ่อนขาว ก็ไม่สนใจเลยถ้ามันจะมีรอย มันเป็นความทรงจำตรงจุดนั้นจุดนี้ มันมีคาแรกเตอร์ที่เกิดจากเวลาและการใช้งาน มันเป็นร่องรอยของการใช้ชีวิตร่วมกับของ บางทีเห็นลูกค้าซื้อของที่เป็นทองแดงแล้วเอาไปใช้ทะนุถนอมให้ใหม่เอี่ยม ผมก็ว่าน่าเสียดาย ของพวกนี้ต้องใช้ถึงจะคุ้ม

สนทนากับ ‘ชนินทร์ สิริสันต์’ ผู้ก่อตั้งแบรนด์นำเข้าเฟอร์นิเจอร์และสินค้าตกแต่งบ้าน ถึงความงามและธุรกิจยั่งยืน

เราจะได้เห็นอะไรในอนาคตของ CHANINTR 

เห็นสิ่งที่เราเป็นมาตลอด เราคิดตลอดว่าอนาคตคืออะไร ผมชอบเรื่องนวัตกรรม เทคโนโลยี ก็เลยคอยดูตลอดเวลา พยายามคิด Solution อะไรใหม่ ๆ ปีนี้เราศึกษาเรื่องโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ชัดเจนขึ้นกับแบรนด์ต่าง ๆ ที่เราเป็นตัวแทน แล้วก็ผลิตสินค้าใหม่ของ CHANINTR ที่เราพัฒนาร่วมกับดีไซเนอร์ระดับโลก ซึ่งเราก็จะผลิตแถว ๆ นี้ เพื่อให้การขนส่งไม่ส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม

ทำไมต้องเอาเทรนด์หรือนโยบายสิ่งแวดล้อมระดับโลกมาจับกับแบรนด์

เพราะเป็นเรื่องที่อยู่เฉยไม่ได้จริง ๆ มันเป็นเรื่องที่เห็นกับตา (มองไปนอกหน้าต่าง) ทุกวันนี้อากาศข้างนอกเป็นแบบนี้ มันกระทบ Purpose ของบริษัทคือเรื่อง Living Well ทั้งน้ำท่วมเอย ไฟดับเอย เขาพูดกันว่าโควิดนี่เทียบกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่จะตามมาไม่ได้เลย สุดท้ายทุกคนต้องหันมา ธุรกิจจะอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ อะไรที่เราทำได้ก่อน ทำได้เร็ว ก็รีบทำ ทำให้สุดกำลังในทุกปีที่เราทำได้ 

ปีที่ผ่านมาเราปลูกต้นไม้ไป 50,000 ต้น คิดเป็นเงินประมาณ 2,000,000 บาท คุณจะซื้อแค่ถ้วยใบเดียวหรือโต๊ะหนึ่งตัว เราก็ปลูกชิ้นละ 1 ต้น เท่ากับจำนวนของที่เราขายไป อาจจะเป็นการแก้ปัญหาที่ยังไม่มากพอนะครับ แต่มันง่าย และได้ผลเร็ว เราก็ทำก่อน แล้วเราก็พยายามเข้าร่วมอีเวนต์ธุรกิจที่ชักชวนให้คนมีเป้าหมายสิ่งแวดล้อมเดียวกัน ตั้งเป้าหมายและแสดงผลงานทุกปี เรื่องไหนที่เราไม่รู้ก็พยายามศึกษาจากคนอื่นให้เข้าใจว่าเราจะต้องทำยังไงบ้าง ตึกนี้ทั้งตึกกำลังจะเปลี่ยนไปใช้พลังงานโซลาร์ ซึ่งเราคำนวณว่ามันจะคืนทุนใน 1 ปี ในแง่การดำเนินการมันอาจไม่มี Return มากนัก แต่ระบบมันดีกว่า เราก็ต้องทำ 

ไม่รู้ลูกค้าจะชอบมั้ย แต่ว่าเราต้องกล้าเสี่ยง กล้า Disrupt รูปแบบธุรกิจตัวเองบ้าง อย่างเก้าอี้ Aeron ของ Herman Miller เราก็เปิดให้เช่าแบบ Subscription ผ่านออนไลน์แพลตฟอร์มที่เรียกว่า Pergo หารแล้วตกวันละ 60 บาท ถูกกว่ากาแฟแก้วเดียวอีก แล้วเรานั่งเก้าอี้ทำงานทั้งวัน มันช่วยเรื่องสุขภาพและการทำงานได้ เบื่อก็เปลี่ยนคืนบริษัทได้ 2 เดือนที่ผ่านมาออกไปแล้ว 400 ตัว เราตกใจกันมากเลย 

ระบบให้เช่าออนไลน์แบบนี้จะมีมากขึ้นในธุรกิจของเรา เพราะมันดีต่อธรรมชาติ ซึ่งอยู่ในภาวะเริ่มต้นมาก ๆ แรก ๆ คนไทยอาจจะยังไม่อินหรือหรือไม่เข้าใจ ยังอยากซื้อเป็นเจ้าของมากกว่าเช่า แต่ตอนที่ผมเริ่มขายเฟอร์นิเจอร์สแกนดิเนเวียก็เป็นแบบนี้ ไม่เป็นไรที่เราจะเริ่มเร็วกว่า เรื่อง Subscription เป็นเรื่องใหญ่มาก

หลายคนพูดตรงกันว่าเทรนด์การเช่าในต่างประเทศมาแรง ทั้งเสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ รถ บ้าน ทำไมถึงเป็นแบบนั้น

ความหมายของคำว่า Ownership เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไป คนรุ่นใหม่ทั่วโลกหลายคนไม่มีความรู้สึกว่าต้องเป็นเจ้าของอะไร ไม่มีรถสปอร์ตก็ไม่เป็นไร เดินทางไปไหนก็เช่ารถ อยากไปพักที่ไหนสวย ๆ ก็เช่า Airbnb พอโมเดลพวกนี้ซึบซับเข้ามาในวัฒนธรรม เราก็ต้องเปลี่ยนตัวเอง 

จริง ๆ พูดไปมันก็กระทบธุรกิจผมนะ แต่สมมติ Developer จะทำห้องตัวอย่างในเซลส์ออฟฟิศ ซึ่งจะตั้งอยู่แค่ปีสองปี เก็บของไว้ต่อก็ไม่ได้ใช้ ยกเข้ายกออกก็อาจจะเสียหาย เปลืองค่าใช้จ่ายอีก เรายินดีให้เช่าเพราะรูปแบบมันยั่งยืนกว่า หรือในช่วงออกแบบ ถ้าไม่เวิร์กก็เปลี่ยนได้ 

ต้นทุนของการเป็นเจ้าของมันแพงกว่าแค่วันที่เราจ่ายเงินซื้อ มันมีเรื่องการดูแลรักษา การขนย้ายอะไรต่าง ๆ ยิ่งเราเป็นเจ้าของน้อยเท่าไหร่ ก็ยิ่งดีต่อโลกมากขึ้นเท่านั้น

Sustainable แปลว่าเราต้องมี Wealth ลดลงไหม

จริง ๆ ผมคิดว่าถ้าเกิดเราลงทุนธุรกิจใน 5 – 10 ปีข้างหน้า ด้าน Environmental Technology หรืออะไรแนว Sustainability น่าจะไปในเชิงที่ดีมากนะ กองทุนด้านนี้ก็มีเยอะแยะ ไปหาดูได้เลย เพราะว่าทุกอย่างจะไปทางนั้นหมด ยิ่งลูกค้าสนใจ ดีมานด์ก็ยิ่งเพิ่ม แรก ๆ ราคาทุกอย่างเพื่อความกรีนอาจจะสูง แต่มันต้องลดลงมาเรื่อย ๆ เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนกว้างขึ้น

สนทนากับ ‘ชนินทร์ สิริสันต์’ ผู้ก่อตั้งแบรนด์นำเข้าเฟอร์นิเจอร์และสินค้าตกแต่งบ้าน ถึงความงามและธุรกิจยั่งยืน

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

10

ผม ก้อง ทรงกลด รู้จัก ก้อง-ดร.ก้องภพ อยู่เย็น สมัยเรียนมหาวิทยาลัยเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน

9

เขาเรียนจบจากภาควิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โปรเจกต์จบของเขาคือ เครื่องวัดคลื่นสมองเพื่อรักษาผู้ป่วยลมชักและลมบ้าหมู ซึ่งได้รับรางวัลสิ่งประดิษฐ์แห่งชาติ และนำไปใช้งานจริงในโรงพยาบาล

8

เขาเรียนจบปริญญาโทและเอกด้านไฟฟ้า จากสถาบันเทคโนโลยีจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา เขาเชี่ยวชาญด้านคลื่นไมโครเวฟ

7

ปัจจุบันเขาเป็นวิศวกรขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา หรือ นาซา

6

เขาทำงานที่สถาบัน Goddard Space Flight Center ในรัฐแมรี่แลนด์ ภารกิจของศูนย์แห่งนี้คือ สำรวจโลกและจักรวาล

5

งานของ ดร.ก้องภพ คือสร้างอุปกรณ์เพื่อรับคลื่นไมโครเวฟจากนอกโลก เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ของจักรวาล

4

ผมเคยสัมภาษณ์ใหญ่ ดร.ก้องภพ แบบยาวเหยียดเมื่อ 7 ปีก่อน และเคยชวนเขาขึ้นเวทีพูดคุยครั้งเล็กๆ อีกหลายหน

3

ครึ่งปีก่อน ผมพบ ดร.ก้องภพ ที่สหรัฐอเมริกา หลังการนั่งคุยแบบยาวนาน ก็พบว่าสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ตอนนี้น่าสนใจมาก

2

ดร.ก้องภพ เพิ่งทำปฏิทินดาวเรียงตัว มันคือปฏิทินที่บอกว่า เมื่อดวงดาวนอกโลกเรียงตัวกันในบางตำแหน่งจะส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์บางอย่างภายในโลก เขาทำออกมาเป็นปฏิทินรายวัน เพื่อให้เรารู้ว่า วันไหนมีโอกาสเกิดภัยพิบัติ และวันไหนที่ควรไปดูปรากฏการณ์แสงเหนือ เขาเก็บข้อมูลมา 7 ปี เพื่อพิสูจน์ว่าทฤษฎีนี้ถูกต้อง

1

ดร.ก้องภพ กลับมาทำธุระที่ประเทศไทยช่วงสั้นๆ เราเลยได้นั่งคุยกันอีกรอบ

0

นี่คือบทสนทนาว่าด้วย งานของเขาที่นาซา ปฏิทินดาวเรียงตัว คำแนะนำในการไปดูแสงเหนือ มนุษย์ต่างดาว และความสุขที่แท้

ดร.ก้องภพ อยู่เย็น

ศูนย์ที่คุณทำงานอยู่ทำเรื่องเกี่ยวกับอะไรบ้าง

มี 4 สายงานหลัก คือ การสำรวจภายในโลกและในชั้นบรรยากาศ สำรวจดวงอาทิตย์ สำรวจดาวเคราะห์ในระบบสุริยจักรวาล แล้วก็สำรวจนอกระบบสุริยจักรวาล ซึ่งผมทำอยู่ในส่วนนี้ ในหน่วยงานมีการทำงานร่วมกันระหว่างนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร แผนกช่าง ฝ่ายบริหารจัดการ วิศวกรมีหน้าที่พัฒนาเทคโนโลยีให้นักวิทยาศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์จะคิดโครงการว่าเขาอยากวัดแบบนี้ ถ้าได้ศึกษาตรงนี้เราจะมีความเข้าใจบางอย่างมากขึ้น ผมก็ต้องคิดว่าเราจะสร้างเครื่องมืออะไรแบบไหนเอาไปใช้พิสูจน์ความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์

งานที่คุณดูแลอยู่ตอนนี้คืออะไร

หน้าที่หลักของผมคือ พัฒนาเทคโนโลยีเกี่ยวกับการตรวจจับภาพที่อยู่นอกโลก โดยเฉพาะที่อยู่ไกลออกไปมากๆ คือในย่านคลื่นไมโครเวฟ ความยาวคลื่นมีหลายย่านความถี่ ความถี่แสงคือส่ิงที่ตาเรามองเห็น ย่านอินฟาเรดคือสิ่งที่สัตว์เห็นในที่มืด คลื่นไมโครเวฟก็ยาวขึ้นไปอีก อยู่ในที่มืดกว่านั้นอีก ภาพที่ได้จะมีหน้าตาไม่เหมือนกัน แบบเดียวกับภาพที่ได้จากกล้องอินฟาเรดก็ไม่เหมือนกล้องถ่ายรูป คลื่นไมโครเวฟเอาไว้ใช้ตรวจจับวัตถุที่มีระยะห่างจากโลกมากๆ

ภาพไกลที่สุดที่คุณบันทึกได้ ไกลแค่ไหน

ตอนนี้ค้นไปถึง 13.7 พันล้านปีแสง นี่คือภาพที่เรากำลังประเมินผลกัน

เราได้อะไรจากการดูภาพพวกนี้

ถ้าในระดับคนทั่วไป มันไม่มีความหมายอะไรเลย (หัวเราะ) แต่นักวิทยาศาสตร์สนใจอยากศึกษาวิวัฒนาการของจักรวาล อยากรู้ว่ากาแล็กซี่ก่อตัวหน้าตาเป็นยังไง โครงสร้างความเชื่อมโยงระหว่างกาแล็กซี่หน้าตาเป็นยังไง การเคลื่อนไหวของพลังงานหน้าตาเป็นยังไง

ดร.ก้องภพ อยู่เย็น

คาแรกเตอร์ของชาวนาซาเป็นยังไง

ผมเชื่อว่า คนที่ทำงานนาซามีความภูมิใจในองค์กรมาก ภูมิใจในงาน รู้สึกว่าได้ทำงานที่ยิ่งใหญ่ แล้วคนส่วนใหญ่ก็พยายามขับเคลื่อนงานให้สำเร็จเพราะเป็นความภูมิใจในเชิงการทำเพื่อมนุษยชาติ ในรูปแบบของการให้ความรู้ความเข้าใจใหม่ๆ กับคนทั้งโลก

คุณได้อะไรจากการทำงานนาซาบ้าง

ทำให้ผมเข้าใจว่า ไม่ว่าเราจะศึกษาเรื่องที่อยู่ในอวกาศหรืออยู่ในโลก ข้อสรุปก็เหมือนกันคือ มันไม่มีอะไร (หัวเราะ) หากเราเข้าใจอวกาศ กลไกการทำงานในอวกาศ เราก็จะเข้าใจกลไกการทำงานของจิตใจเราและสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเรา หรือในทางตรงกันข้าม หากเราเข้าใจตัวเอง เราก็จะเข้าใจกลไกการทำงานของอวกาศและจักรวาลด้วย

จักรวาลกับตัวเราเหมือนกันตรงไหน

เหมือนกันตรงที่ต้องพึ่งพาอาศัยสิ่งรอบๆ เพื่อให้อยู่ได้ ดวงอาทิตย์ต้องอาศัยสิ่งที่อยู่รอบๆ และปฏิสัมพันธ์ระหว่างดวงดาว ทำให้เกิดปฏิกิริยาดวงอาทิตย์ หรือทำให้เกิดความแปรปรวน มีปฏิกิริยาต่างๆ ในระบบสุริยะ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมีเหตุและปัจจัยของมัน พอเราศึกษาเรื่องอวกาศ มันก็มีกลไกการทำงาน ถ้ามีส่ิงนี้ สิ่งนี้ก็ยังคงอยู่ ถ้าสิ่งนี้ดับไป สิ่งนี้ก็จะดับไปด้วย ทุกอย่างเข้าสู่สัจธรรม

นอกเวลางานคุณสนใจเรื่องอะไร

ในเวลางานผมศึกษานอกระบบสุริยะ นอกเวลางานผมก็ศึกษาในระบบสุริยะ กลไกการทำงานของระบบสุริยะ ปฏิกิริยาของดวงอาทิตย์ กำเนิดดาวเคราะห์ รวมๆ แล้วเลยศึกษาทั้งจักรวาลเลย (หัวเราะ)

ดร.ก้องภพ อยู่เย็น

ศึกษาด้วยตัวเองที่บ้าน

ใช่

สิ่งที่คุณสนใจเป็นพิเศษในระบบสุริยะคืออะไร

กลไกการเกิดขึ้นของบางสิ่งบางอย่าง เช่น ปฏิกิริยาดวงอาทิตย์ การเกิดขึ้นของภัยธรรมชาติ ความแปรปรวนของสภาพอากาศ ไม่ได้จำกัดเฉพาะบนโลกแต่ดาวดวงอื่นด้วย แต่เน้นเรื่องบนโลกเป็นหลัก

คุณตั้งสมมติฐานว่า

หากมีการกระเพื่อมสั่นไหวของอวกาศ โลกจะได้รับผลกระทบแบบใดแบบหนึ่งตามมา

พิสูจน์แล้วเป็นจริงไหม

แน่นอน ถ้าสมมติฐานคือ สภาพอวกาศมีความแปรปรวนจะส่งผลบางอย่างต่อโลก มันก็เหมือนอากาศรอบๆ กับตัวเรา ถ้าอากาศรอบๆ มีออกซิเจนน้อยลง ตัวเราก็หายใจไม่ออก ออกซิเจนเยอะก็กระปรี้กระเปร่า โลกกับสิ่งที่อยู่นอกโลกก็เหมือนกัน เพียงแต่จะแสดงอาการไม่เหมือนกัน โลกจะแสดงอาการออกมาหลายแบบ อาจจะเกิดพายุที่มีความแปรปรวนสูง อากาศเปลี่ยนแปลงฉับพลัน ร้อนเป็นหนาวหนาวเป็นร้อนในช่วงเวลาสั้นๆ เกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ปรากฏการณ์แสงเหนือ หรือไม่ใช่ภัยพิบัติแต่ส่งผลให้จิตใจมนุษย์แปรปรวน ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์

ดวงดาวส่งผลกับจิตใจเรายังไง

ถ้าถามตำรวจว่าวันไหนมีอาชญากรรมเยอะ เขาจะตอบว่า วันที่มีพระจันทร์เต็มดวง ภาษาอังกฤษมีคำศัพท์ว่า Lunatic หมายถึงคนบ้า ซึ่งมีรากศัพท์จากคำว่าพระจันทร์ ดวงดาวมีอิทธิพลต่อจิตใจมนุษย์ (เว้นจังหวะ) หากมนุษย์ขาดสติ

ในปฏิทินของคุณระบุว่าวันไหนโลกจะได้รับอิทธิพลจากดวงอาทิตย์ ดาวศุกร์ และดาวเสาร์ คล้ายคำพูดของหมอดูที่ว่า พระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก ไหม

คล้ายๆ กัน เราดูในมุมของปรากฏการณ์ธรรมชาติ แต่หมอดูอาจจะดูว่าคนที่มีนิสัยแบบนี้เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นผลจะออกเป็นยังไง แต่ถ้าเรามีสติ เรารู้ทัน ก็ไม่เป็นแบบนั้นนะ ถ้าคุณฝึกเจริญสติจนถึงจุดสุดยอด อิทธิพลจากสิ่งรอบๆ จะไม่มีผลต่อจิตใจเลย แต่ร่างกายไม่เกี่ยวนะ ถ้าเราขาดออกซิเจนต่อให้เจริญสติ แต่ไม่มีออกซิเจนให้หายใจก็อยู่ไม่ได้

ปฏิทินดาวเรียงตัวใช้ทำอะไรได้บ้าง

ช่วงที่กราฟขึ้นสูงๆ อากาศจะแปรปรวนแบบสุดโต่ง เป็นช่วงที่มีความเสี่ยงเรื่องฝนฟ้าอากาศ ถ้าอยากจัดงานกลางแจ้งก็จัดก่อนช่วงกราฟขึ้นสูงสุด ส่วนช่วงที่กราฟเริ่มลง อากาศก็จะครึ้มๆ ถ้าใช้ที่ประเทศอื่นก็ต้องประยุกต์หน่อย อยู่ในทะเลทรายจะเป็นเรื่องลมพายุ ถ้านอร์เวย์ก็เป็นเรื่องแสงเหนือ ช่วงที่กราฟขึ้นสูงสุดคือช่วงที่มีแสงเหนือเยอะที่สุด องค์กรชั้นนำอย่าง NOVA หรือ NASA คาดการณ์แสงเหนือล่วงหน้าได้ประมาณ 1 เดือน แต่ปฏิทินนี้บอกล่วงหน้าได้ปีหนึ่ง ถ้าคุณกำลังวางแผนจะไปดูแสงเหนือก็ดูปฏิทินนี้แล้ววางแผนหาตั๋วเครื่องบินราคาถูกได้เลย หรือถ้าจะทำการเกษตร ก็จะรู้ว่าช่วงไหนน้ำเยอะ น้ำน้อย

องค์กรที่โปรโมตการท่องเที่ยวแสงเหนือควรมอบรางวัลให้คุณนะ

มันอยู่ในช่วงการทดลอง ปีที่ผ่านมาผมส่งปฏิทินนี้ให้ไกด์ชาวไทยที่ทำทัวร์แสงเหนือที่นอร์เวย์ เพราะอยากรู้ว่ามันตรงไหม เขาบอกว่ามันแม่นมาก

จากปฏิทินนี้ปี 2561 สภาพดินฟ้าอากาศบ้านเราจะเป็นยังไง

แกว่งตัวสูงกว่าปี 2560 โดยเฉพาะเดือนตุลาคม จะแกว่งตัวสูงมาก พีกช่วงวันที่ 25 – 26 ตุลาคม ช่วงนั้นสภาพอากาศจะไม่ดี

แต่ใครๆ ก็รู้ว่าช่วงตุลาคมฝนตกน้ำท่วมทุกปีอยู่แล้ว

ใช่ แต่บอกได้หรือเปล่าว่าวันไหน ผมบอกได้เลย ค่อนข้างชัวร์มาก

การค้นพบครั้งนี้นาซาไม่สนใจเหรอ

ผมทำเป็นงานอดิเรก ผมแค่อยากสร้างความเข้าใจแบบใหม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกมีผลมาจากนอกโลกด้วย แต่มันก็ยากที่จะให้มุมมองนี้ไปแทนที่มุมมองที่มีอยู่ เหมือนเรามองว่านี่คือแก้ว เอาไปใช้ประโยชน์แบบนี้ แต่อีกคนบอกว่าไม่ใช่ มันคือพลาสติกที่มีน้ำอยู่ข้างใน มันก็คุยกันไม่รู้เรื่องนะ แทนที่เราจะมาเถียงกันว่ามันเรียกว่าอะไร เราควรจะดูว่าแก้วน้ำนี้เอาไปใช้ประโยชน์อะไรมากกว่า ถ้าเราดูที่ประโยชน์เป็นหลักเราจะไม่ทะเลาะกัน แต่ถ้าตัดสินกันที่มุมมองว่ามุมไหนถูกมุมไหนผิด มันก็จะขัดแย้งกัน

ดร.ก้องภพ อยู่เย็น

คุณสนใจเรื่องมนุษย์ต่างดาวไหม

ผมเคยสนใจ ตอนนั้นสนใจเรื่องเทคโนโลยีว่าเขาเดินทางมายังไง ใช้เทคโนโลยีแบบไหน แล้วทำยังไงเราถึงจะทำแบบเขาได้บ้าง สำหรับผม มนุษย์ต่างดาวมี 2 ส่วน คือ ร่างกายและจิตใจ คนส่วนใหญ่มักมองที่ร่างกาย คือตัวโตๆ ตาใหญ่ๆ แต่ก็ยังมีเรื่องของจิตใจ แล้วก็มิติอีก เรื่องจิตใจซึ่งเป็นสิ่งที่ควบคุมร่างกาย มันต้องตาโตๆ หัวกลมๆ ด้วยหรือเปล่า ส่วนเรื่องมิติ สิ่งที่เรามองเห็นและสัมผัสได้ไม่ใช่ความจริงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เวลาเราฝันก็อีกมิติหนึ่ง คลื่นความถี่ต่างๆ ก็เป็นอีกมิติหนึ่ง แม้ว่าเราจะมองไม่เห็นแต่มันก็มีอยู่จริง เขาอาจจะมาแล้วก็ได้ แต่เรามองไม่เห็น วิธีการสื่อสารของเขาอาจจะไม่ใช่เสียงพูด หรือวาดภาพสัญลักษณ์บนโลก แต่อาจจะสื่อตรงมาที่จิตเราเลยก็ได้ มันทำให้เราเข้าใจว่า โลกใบนี้ไม่มีขีดจำกัดในทุกแง่ มีความเป็นไปได้ทุกเงื่อนไขเท่าที่เราจะคิดได้ เราต้องเปิดใจให้กว้าง

คุณเชื่อว่ามีสิ่งมีชีวิตนอกโลก

ผมเชื่อว่ามี ขนาดเรายังเกิดได้เลย สิ่งมีชีวิตมีหลายมิติ หลายมุมมอง แล้วก็หลายเงื่อนไข เงื่อนไขของสิ่งมีชีวิตนอกโลกอาจจะต่างกับสิ่งมีชีวิตบนโลกก็ได้ สิ่งมีชีวิตนอกโลกอาจจะไม่ต้องอาศัยออกซิเจนหรือน้ำก็ได้ ดังนั้นจึงมีหลายรูปแบบมาก เหมือนกับคนมีหลายรูปแบบ ถ้าคิดว่าคนต้องมีแบบเดียว พอเราไปเจอคนที่นิสัยผิดจากความคาดหมายของเรา บางทีเราก็รับไม่ได้

เชื่อเรื่องสิ่งมีชีวิตนอกโลกเดินทางเข้ามาในโลกไหม

หากมีดาวดวงหนึ่งมีอายุมากกว่าโลก และมีสิ่งมีชีวิตที่เกิดก่อนสิ่งมีชีวิตบนโลกสักหมื่นปี คิดว่าเทคโนโลยีของเขาจะไปไกลขนาดไหน แล้วถ้าไกลขนาดนั้น เขาน่าจะมาหาเราก่อนที่เราไปหาเขาใช่ไหม แล้วก็มีคำถามว่า ถ้าเขามาหาเราทำไมเราหาเขาไม่เจอ ก็เพราะเราสร้างเงิื่อนไขว่าสิ่งมีชีวิตนอกโลกต้องเป็นแบบนี้แบบนั้น ในความเป็นจริงไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้นก็ได้ หรือเราเข้าใจว่าสิ่งมีชีวิตนอกโลกจะมีจริงเมื่อเขาปรากฏตัวให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ต่อชาวโลก เราสร้างเงื่อนไขนี้ขึ้นมา แต่ในความเป็นจริงเขาไม่จำเป็นต้องปรากฏตัวแบบนั้นก็ได้ เขามาแบบไม่ต้องให้ใครรู้ก็ได้ พอเราสร้างเงื่อนไขในจิตใจของเรา ก็อาจจะทำให้เราไม่ได้เห็นความจริง

ประโยชน์ของการรู้จักมนุษย์ต่างดาวคืออะไร

ทำให้เรารู้ว่าโลกใบนี้มีอะไรอีกมากมายที่เราไม่รู้ หากเราต้องการพัฒนาโลกให้มีความเจริญในบางเรื่อง เราต้องเปิดใจให้กว้างกับสิ่งที่เราคิดว่าอาจจะไม่มีหรือเป็นไปไม่ได้ แล้วทำสิ่งนั้นให้เป็นไปได้

ทำไมถึงเลิกสนใจ

พอรู้ว่าผมทำงานนาซาเด็กๆ ก็ชอบถามผมว่า เคยเจอมนุษย์ต่างดาวหรือเปล่า นั่นเป็นเหตุที่ทำให้ผมต้องศึกษา เพราะผมตอบคำถามของเขาในตอนนั้นไม่ได้ ตอนนั้นอยากรู้ว่ามันมีจริงหรือเปล่า คำตอบก็คือ มี ในหลายรูปแบบ จากภาพถ่ายดาวเทียมนอกโลก จากประสบการณ์ส่วนตัว และจากประสบการณ์ของคนอื่น พอรู้แล้วว่ามี ผมก็ปล่อยวางความสงสัยนั้น เพราะมันไม่ได้ช่วยให้เราพ้นทุกข์

ดร.ก้องภพ อยู่เย็น

คุณมีแผนจะทำงานที่นาซาอีกนานแค่ไหน

ขึ้นกับวาระ เราอยู่ตรงไหนแล้วทำตัวเป็นประโยชน์ได้มากที่สุด เราก็อยู่ที่นั่นแหละ

ประโยชน์ในความหมายของคุณคือ

บำบัดทุกข์ให้ผู้อื่นได้ ให้ความสุขผู้อื่นได้ นำคนรอบข้างไปสู่ความเจริญได้ นาซาพัฒนาเทคโนโลยีเพราะเขามีความต้องการตรงนั้น เราก็ช่วยให้เขาพัฒนาตรงนั้น ส่วนเรื่องจิตใจ เราพัฒนาจิตใจของเราได้ระดับหนึ่ง แล้วก็ช่วยพัฒนาจิตใจผู้อื่นให้มีความเจริญ มีความสุขขึ้น

ทำไมวิศวกรนาซาถึงอยากทำให้คนมีความสุข

ทุกอาชีพก็ช่วยคลายทุกข์ให้คนนะ อุตสาหกรรมบันเทิงก็ช่วยคลายทุกข์ให้คน อุตสาหกรรมอาหารทำให้คนไม่หิว ก็คลายทุกข์เหมือนกัน

คุณอยากคลายทุกข์ด้านไหนให้ผู้คน

เรื่องความสงสัยในปริศนาอวกาศ ในเรื่องปรากฏการณ์ต่างๆ ปฏิทินดาวเรียงตัวก็ทำให้เราคลายความกังวล พอเรารู้ว่าช่วงไหนจะได้รับอิทธิพลจากสิ่งอื่นๆ มันก็ช่วยเตือนสติเรา ถ้ามีสติความวิตกกังวลก็หายไป แล้วผมก็อยากสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโลก เมื่อเราเข้าใจถูกแล้ว ความทุกข์ก็จะลดลง

ดร.ก้องภพ อยู่เย็น

เราเข้าใจอะไรผิดเกี่ยวกับโลก

เราเข้าใจว่า เราหาความสุขที่แท้จริงจากสิ่งที่อยู่ในโลกนี้ได้

ทำไมความสุขที่แท้จริงถึงไม่มีในโลก

เพราะมันไม่เที่ยง มันไม่มีตัวตนที่แท้จริง ถ้าเรายึดถือว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นความสุข สักวันหนึ่งมันก็ต้องเสื่อมสลายไป ความสุขนั้นจึงอยู่ไม่นาน แล้วจะได้ความทุกข์มาแทน

สิ่งที่คุณอยากรู้ที่สุดในวันนี้คืออะไร

ความสุขที่แท้จริงสูงสุดคืออะไร เราจะไปถึงจุดนั้นได้หรือเปล่า

ยากกว่าการเดินทางไปดาวดวงอื่นไหม

น่าจะง่ายกว่า การไปถึงดาวดวงอื่นไม่ได้ทำให้ผมเข้าถึงความสุขที่แท้จริง เหมือนเราไปดาวอังคาร พอไปเหยียบดาวอังคารก็มีความสุขอยู่สัก 5 นาที แล้วก็อยากกลับบ้าน (หัวเราะ) มีใครอยากจะอยู่ดาวอังคารตลอดชีวิตบ้าง เราจะไปหาสิ่งเหล่านั้นทำไม ในเมื่อเรารู้ตั้งแต่แรกว่ามันไม่ใช่เป้าหมายของความสุขที่แท้จริง

ดร.ก้องภพ อยู่เย็น

ติดตามข้อมูลเรื่องปฏิทินดาวเรียงตัวเพิ่มเติมได้ที่
เว็บไซต์ : www.kpsquare.com
เฟซบุ๊ก : ก้องภพ อยู่เย็น

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load