ธุรกิจ : บริษัท สหศรีอุตสาหกรรม จำกัด และ CHAND

ประเภทธุรกิจ : อุตสาหกรรมทำเทียน

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2507 (ก่อตั้งโรงงานแรก พ.ศ. 2517)

อายุ : 57 ปี

ผู้ก่อตั้ง : ประเสริฐ อนันตกฤตยาธร

ทายาทรุ่นสาม : ภัครภณ อนันตกฤตยาธร CHAND (พ.ศ. 2564)

เมื่อไม่กี่เดือนก่อน มีร้านขายเทียนแห่งใหม่เปิดในซอยสวัสดี สุขุมวิท 31 หน้าตาไม่เหมือนร้านเทียนทั่วไปที่เราเห็นในตลาด โปรดักต์หลักๆ ไม่ใช่เทียนหอม แต่เป็นเทียนแท่งและเทียนวันเกิดที่รูปทรงแปลกตา แถมสีสันยังสวยเก๋ หลากหลาย และมีให้เลือกมากกว่า 20 เฉด

ต๊อป-ภัครภณ อนันตกฤตยาธร และ เอ็ม-นริสา โพธิกุลชนันท์ คือผู้ก่อตั้ง ‘CHAND’ ย่อมาจาก Chandler แปลว่าคนขายเทียน แบรนด์ที่อยากเห็นเทียนเป็นมากกว่าเครื่องมือให้แสงสว่าง โดยใช้วัตถุดิบที่ดีต่อร่างกาย ดีต่อธรรมชาติ มีเอกลักษณ์เป็นโทนสี Pantone เพื่อตอบโจทย์สไตล์การตกแต่งบ้านหลายๆ แบบ

ฝ่ายหญิงเรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยทำงานอยู่ในวงการนิตยสาร จึงได้เห็นธุรกิจหลายแบบ 

ฝ่ายชายโตมาในครอบครัวที่ทำธุรกิจโรงงานเทียนเก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย และใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้คลุกคลีอยู่กับอุตสาหกรรมนี้มาตั้งแต่เด็ก

CHAND เป็นตัวอย่างของการต่อยอดธุรกิจครอบครัวเป็นธุรกิจใหม่ ที่อาจไม่ได้มีแนวคิดเหมือนกันเสียทีเดียว แต่เป็นการหาช่องว่างและทำสิ่งที่แตกต่างเพื่อไม่ให้กระทบธุรกิจที่มีอยู่ มองเห็นตลาดในปัจจุบันที่คนให้ความสำคัญกับการแต่งบ้านมากขึ้น คิดแทนลูกค้าเพื่อสร้างสินค้าที่ดีที่สุด และทำให้คนเห็นคุณค่าของของใกล้ตัวอย่างเทียน ซึ่งนอกจากจะใช้งานได้ดีแล้ว ยังมีความงามแฝงอยู่ด้วย

CHAND ทายาทโรงงานเทียนเก่าแก่ที่สุดในไทย ที่อยากให้เทียนเป็นมากกว่าสิ่งให้แสงสว่าง

โรงงานทำเทียนตั้งแต่เทียนไหว้พระ จนถึงเทียนวันเกิด

ธุรกิจครอบครัวต๊อปเริ่มต้นจากอากง คนจีนที่ย้ายถิ่นฐานมาประเทศไทยใน พ.ศ. 2507 อุตสาหกรรมทำเทียนสมัยนั้นส่วนใหญ่เป็นธุรกิจเล็กๆ ทำกันเองในครัวเรือน ใช้หม้อต้ม 2 หม้อ ไม่มีเครื่องจักร และผลิตได้ทีละไม่มาก 

สหศรีอุตสาหกรรมเป็นโรงงานทำเทียนแห่งแรกที่เป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ส่วนมากเป็น OEM (Original Equipment Manufacturer) รับผลิตตามแบบให้กับแบรนด์ต่างๆ สมัยอากงใช้เครื่องจักรและแรงงานในการผลิตควบคู่กัน มาถึงรุ่นพ่อได้ไปเยอรมนีเพื่อหาเครื่องจักรใหม่ จากที่ใช้คนเป็นร้อยคนก็เหลือแค่หลักสิบ ผลิตคราวหนึ่งได้จำนวนมาก เทียนที่ทำมีตั้งแต่เทียนพรรษา เทียนวันเกิด เทียนแท่ง และเทียนหอม จุดเด่นคือวัสดุพาราฟิน Medical Grade ที่การันตีว่าใช้ในโรงพยาบาลได้

ยอดขายในประเทศสูงสุด คือ เทียนไหว้พระและเทียนวันเกิด เทียนไหว้พระจัดจำหน่ายทั่วประเทศ ขณะที่เทียนวันเกิดผลิตให้แบรนด์ดังอย่าง Swensen’s, S&P และวางขายในร้านสะดวกซื้อทั่วไทย ส่วนเทียนหอมหรือเทียนสวยงามจะส่งออกต่างชาติเป็นส่วนใหญ่

พอเวลาผ่านไป คนเชื่อในเรื่องศาสนาลดน้อยลง ไปวัดน้อยลง บางวัดก็เปลี่ยนมาใช้เทียนไฟฟ้าแทน ทำให้ธุรกิจที่บ้านเริ่มอยู่ตัว เพราะยอดขายเทียนไหว้พระมีสัดส่วนที่สูงเป็นอันดับสองรองจากเทียนวันเกิด

ถึงอย่างนั้น ธุรกิจโรงงานทำเทียนก็ดำเนินอย่างมั่นคงมาเรื่อยๆ รับผลิตให้กับแบรนด์ต่างๆ จนล่าสุดมีแบรนด์สินค้าปีนเขามาสั่งทำเทียนขี้ผึ้งเอาไว้ใช้เดินป่า 

CHAND ทายาทโรงงานเทียนเก่าแก่ที่สุดในไทย ที่อยากให้เทียนเป็นมากกว่าสิ่งให้แสงสว่าง

หยิบเอาจุดเด่นมาต่อยอด

แม้จะมีธุรกิจครอบครัวอยู่แล้ว ซึ่งปัจจุบันมีทายาทคนอื่นๆ บริหารอยู่ ต๊อปมีแนวทางของตัวเอง เขามีงานหลักเป็นโปรดิวเซอร์ทำเพลงควบคู่กับดีเจ จึงยังไม่กลับไปทำงานกับที่บ้าน ส่วนเอ็ม แฟนสาว เป็นคนมีแพสชันในเรื่องการทำธุรกิจ ครั้งหนึ่งก็เคยทำแบรนด์สบู่ของตัวเอง

ช่วงหนึ่งมีโอกาสได้ไปโรงงานบ่อยๆ เลยลองปรึกษาผู้ใหญ่ว่า ถ้าอยากต่อยอดสินค้าให้เหมาะกับคนยุคใหม่มากขึ้น จะเป็นไปได้ไหม แน่นอนว่าผู้ใหญ่ไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้

ไม่ใช่เทียนของครอบครัวที่ทำอยู่แล้วไม่ดี แต่พวกเขามองเห็นอีกโอกาสหนึ่ง

ไอเดียที่นำไปเสนอผู้ใหญ่เริ่มจากข้อสังเกตว่า คนไทยไม่ค่อยใช้เทียนแท่ง อาจมีใช้บ้างช่วงไฟดับ ใช้สำหรับให้แสงสว่าง แต่ทั้งคู่มองว่าเทียนเป็นได้มากกว่านั้น เป็นได้ทั้งเครื่องประดับตกแต่ง และมีไว้สร้างบรรยากาศในห้อง 

CHAND ทายาทโรงงานเทียนเก่าแก่ที่สุดในไทย ที่อยากให้เทียนเป็นมากกว่าสิ่งให้แสงสว่าง

เอ็มเล่าต่อถึงช่วงที่ไปเรียนปริญญาโทที่อเมริกา เธอพบว่าทุกคนที่เจอใช้เทียนในชีวิตประจำวันกันหมด เพียงแต่ในบ้านเราไม่ได้มีแบรนด์เทียนให้เลือกซื้อมากนัก และที่สำคัญ นอกจากเทียนแท่งสีขาวและเหลือง หรือเทียนวันเกิดสีสดๆ ก็ไม่มีตัวเลือกอื่นมากมายนัก

“แล้วเราว่าเค้กเดี๋ยวนี้สวยเรียบ” เอ็มเล่าต่อ “เราอยากให้มีเทียนที่สวยและเข้ากัน คิดว่าถ้ามีเทียนวันเกิดที่เข้ากับเค้กให้ลูกค้าได้เลือกหลายๆ สี น่าจะสนุก เปลี่ยนสิ่งที่เราทำได้อยู่แล้วให้ตรงความต้องการคนมากขึ้น พอคิดเรื่องเทียนวันเกิด เลยมาคิดเรื่องเทียนแท่งต่อ อยากให้มีครบทุกอย่าง”

CHAND ทายาทโรงงานเทียนเก่าแก่ที่สุดในไทย ที่อยากให้เทียนเป็นมากกว่าสิ่งให้แสงสว่าง

เทียนที่ธุรกิจครอบครัวทำจะเน้นใช้ประกอบพิธีทางศาสนา เทียนวันเกิด หรือเทียนแท่งสำหรับใช้งานเวลาไฟดับ ไม่ก็ช่วงเทศกาลอย่างลอยกระทง ถ้าไม่ใช่สีขาวหรือเหลือง ก็จะเป็นสีสดๆ ไปเลย

ส่วน CHAND มีเทียนวันเกิดขายทั้งหมด 24 สีตาม Pantone มีเทียนแท่ง 2 ขนาดที่มาพร้อม 18 เฉดสี ตอบโจทย์ความชอบของคนได้อย่างครอบคลุม

ไม่แข่งกับของเดิม แต่ต้องเกื้อหนุนกันและกัน

เพราะเป็นธุรกิจเกี่ยวกับเทียนเหมือนของครอบครัว ต๊อปและเอ็มจึงตั้งใจตั้งแต่แรกเริ่มว่าต้องทำให้แตกต่าง ไม่ไปกระทบธุรกิจเดิมที่มีอยู่ เพื่อที่จะอยู่ต่อไปได้ทั้งคู่ หลังจากปรึกษาอยู่นาน ครอบครัวก็เริ่มเห็นความเป็นไปได้ แม้ไม่ได้แนะนำเรื่องแนวทางการทำธุรกิจเพราะมีความคิดไม่เหมือนกัน แต่ก็สนับสนุนทั้งคู่อย่างเต็มที่ โดยการสอนเรื่องกระบวนการผลิต ข้อจำกัดคืออะไรบ้าง สินค้าที่ไม่ผ่านมาตรฐานเกิดจากอะไร และต้องแก้ไขอย่างไร

พวกเขาเริ่มจากนำแม่พิมพ์เทียนวันเกิดที่โรงงานเลิกใช้ไปกว่าสี่สิบปีกลับมาปัดฝุ่น ผลิตเทียนวันเกิดที่มีขนาดใหญ่กว่าตามท้องตลาด เลือกใช้ระบบทำมือแทนเครื่องจักร โดยทำทีละน้อยๆ แต่ใส่ใจรายละเอียดมากขึ้น

จากไอเดียตั้งต้นที่เทียนวันเกิด จนถึงเทียนแท่งที่อยากให้คนใช้ในชีวิตประจำวัน เทียนถ้วยจากขี้ผึ้งร้อยเปอร์เซ็นต์ และเทียนหอมที่ผ่านการศึกษาก่อนผลิตเยอะมาก แม้จะมีโรงงานของครอบครัวเป็นทุนตั้งต้น ต๊อปและเอ็มกลับเลือกเดินทางที่แตกต่าง และใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติทั้งหมด 

CHAND ทายาทโรงงานเทียนเก่าแก่ที่สุดในไทย ที่อยากให้เทียนเป็นมากกว่าสิ่งให้แสงสว่าง

“เทียนถ้วย Tea Light เราเปลี่ยนจากพาราฟินมาเป็นขี้ผึ้ง ไม่ใส่น้ำหอม ไม่ใส่สารสังเคราะห์ใดๆ เลย ขี้ผึ้งก็เป็นวัตถุดิบในประเทศ เอาไปใช้เพื่อสุขภาพได้ ช่วยลดปริมาณควันในอากาศ เหมาะสำหรับคนที่เป็นหอบหืดหรือภูมิแพ้ จุดข้างเตียงนอนได้ ถ้วยใส่ก็เปลี่ยนจากอะลูมิเนียมเป็นแก้วพลาสติกที่รีไซเคิลได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

“ส่วนเทียนหอมทำยาก ที่โรงงานใช้พาราฟินใส่สี แต่เราทดลองทำด้วยวัตถุดิบจากธรรมชาติอย่างไขถั่วเหลืองและไขมะพร้าว การทำเทียนเป็นวิทยาศาสตร์ที่ต้องลงตัวจริงๆ และอุณหภูมิมีผลเยอะมาก เราทำงานกับนักปรุงกลิ่น โดยการเล่าเรื่องให้เขาฟัง อยากได้กลิ่นจากเนื้อเรื่องประมาณนี้ เราทั้งคู่เป็นคนเล่าเรื่อง ต๊อปมีเรื่องแปลกๆ เยอะ”

แรงบันดาลใจกลิ่นเทียนของ CHAND จึงแปลกใหม่และไม่เหมือนใคร อย่างกลิ่นหญ้าหลังฝนในสนามบอล ไปจนถึงกลิ่นยานอวกาศที่ขึ้นสนิม 

เป็นมากกว่าเทียน

ต๊อปและเอ็มไม่รู้หรอกว่าแบรนด์ของตัวเองดีกว่าในตลาดหรือไม่ ที่รู้แน่นอนคือพวกเขาพร้อมจะพัฒนาไปในทางที่ดีกว่าเสมอ 

“เราคิดแทนลูกค้า” เอ็มว่าอย่างนั้น และเป็นเหตุผลที่ทั้งคู่พยายามเสาะหาวิธีการ วัตถุดิบ และวัสดุที่ดีที่สุด

CHAND เลือกทางเดินที่ดีกว่าเสมอ ถ้ารู้ว่าจะทำให้ผลิตภัณฑ์ดีขึ้นได้อย่างไร ก็จะเลือกทางนั้นต่อให้จะขรุขระและยากลำบากกว่าหลายเท่า

ทั้งสองอยากเปลี่ยนภาพจำของเทียน โดยทำให้เทียนสวยและปลอดภัยสำหรับการใช้ในชีวิตประจำวัน อยากให้คนเห็นคุณค่าของมันมากกว่าเป็นเครื่องมือให้แสงสว่าง 

“เราอยากให้คนเห็นเทียนเป็นสิ่งสำคัญในชีวิต ทั้งเรื่องการประดับ เรื่องบรรยากาศ จุดระหว่างมื้ออาหาร จนกลายเป็นวัฒนธรรมไปในที่สุด เวลาได้ยินลูกค้าคุยกันว่า ‘น่ารักจังเลย อยากได้สีโน้น สีนี้ เอาอันไหนก่อนดี’ มันแฮปปี้ เทียนวันเกิดแต่ก่อนไม่มีใครสนใจด้วยซ้ำ แต่เราอยากให้คนพูดถึงความงามของมัน”

ให้ความสำคัญกับประสบการณ์หน้าร้าน

ในขณะที่หลายธุรกิจที่เริ่มในช่วงโควิด-19 วางแผนช่องทางออนไลน์ไว้ขายสินค้าล่วงหน้า CHAND คิดต่างและเลือกชะลอการขายออนไลน์ไปก่อน เพราะอยากให้คนมีประสบการณ์การเลือกซื้อหน้าร้าน

คนจะได้อะไรกลับไปจากร้านแบบที่ไม่ได้จากออนไลน์-เราสงสัย

“อย่างแรกเลยคือ กลิ่น” เอ็มตอบ “อย่างที่สองคือความสนุกในการได้จับ ได้เลือก ได้ลองดูหลายๆ อย่าง มีเชิงเทียนเปล่าให้ลองมิกซ์แอนด์แมตช์ สามารถสอบถามพนักงานเรื่องโปรดักต์ต่างๆ ขอคำแนะนำ หรือให้จัดเซ็ตเทียนตามโทนสีที่ชอบได้เลย” 

ประสบการณ์หน้าร้านแบบนี้ไม่ใช่ตั้งธุรกิจขึ้นมาก็มีได้ทันที พนักงานหน้าร้านเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด สิ่งที่เอ็มทำคือสอนพนักงานทุกคนให้รู้ที่มาที่ไปของสินค้าทุกชิ้น โดยให้เขาเดินดูของในร้านแล้วตั้งคำถามขึ้นมา แถมยังให้นำสินค้ากลับไปใช้ที่บ้านเพื่อให้รู้จักและเข้าใจสินค้าจริงๆ วิธีนี้จะทำให้เขาแนะนำลูกค้าได้ดี

เอ็มและต๊อปอยากให้แบรนด์นี้เป็นจุดหมายของคนรักเทียน คิดถึงเทียน ให้คิดถึง CHAND และเป็นผู้นำเทรนด์ในเรื่องนี้ต่อไปเรื่อยๆ อะไรที่เป็นกระแสหรือมีคนทำเยอะแล้วก็จะไม่ไปแข่งขันกับเขา ขณะเดียวกันก็ค่อยๆ เติบโตอย่างมั่นคง ไม่รีบร้อนจนตั้งรับไม่ทัน 

แผนระยะสั้น คือการร่วมมือกับดีไซเนอร์ออกแบบอุปกรณ์ที่ใช้กับเทียน และวางแผนจะร่วมงานกับร้านอาหารหรือแบรนด์เสื้อผ้า ออกแบบเทียนเพื่อใช้ในร้าน

แผนระยะยาว คือการพาแบรนด์ไปต่างประเทศ และทำให้วัฒนธรรมการใช้เทียนในประเทศเปลี่ยนไป

ธุรกิจครอบครัวในวันพรุ่งนี้

หลังเปิดตัวแบรนด์ได้ไม่นาน ครอบครัวโรงงานทำเทียนของต๊อปก็ได้เห็นว่า ไอเดียที่เคยมองว่าจะเป็นไปไม่ได้ ทำได้จริงอย่างที่ทั้งคู่หวัง พร้อมเอาใจช่วยให้เติบโตไปได้เรื่อยๆ

ต๊อปบอกเราว่า ธุรกิจโรงงานเทียนที่บ้านดีมาตลอด แม้ไม่หวือหวาและมีลดลงตามพฤติกรรมคนที่เปลี่ยนไปบ้าง แต่ยังอยู่ได้โดยไม่ต้องโปรโมต หรือทำโปรดักต์ใหม่ที่แตกต่างออกไปขึ้นมา ช่วงหนึ่งเคยทำเทียนแฟนซีเป็นโต๊ะสนุกเกอร์ แต่ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมก็เลยเลิกทำไป มีทำเทียนหอมบ้างแต่ก็ไม่ได้พัฒนาต่อ

วันหนึ่งเขาอยากเห็นโรงงานเปลี่ยนจากธุรกิจ OEM ขนาดใหญ่ พัฒนาตามความต้องการของลูกค้า เป็นแบรนด์เทียนที่แข่งขันกับธุรกิจใหญ่ๆ ในต่างประเทศได้

แต่วันนี้ขอลองก้าวไปก่อนในสเกลเล็กๆ ที่พวกเขาจะทำได้ และประคับประคองให้เดินไปอย่างมั่นคงที่สุด

Writers

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

แคทรียา มาลาศรี

คนทักผิดตลอดชีวิตว่าเป็นนักร้องดัง รักการกินผักและรักเนื้อพอๆ กับผัก เกิดที่อีสาน เรียนที่ภาคกลางและหลงทางที่เชียงใหม่

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

แรกเริ่มเดิมทีเราทำคอลัมน์ทายาทรุ่นสอง เพราะคิดว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ค้นหากิจการเก่าแก่ที่เหล่าทายาทรุ่นสอง สาม สี่ ร่วมแรงร่วมใจให้ธุรกิจของครอบครัวยังอยู่ได้อย่างกิ๋บเก๋ในยุคสมัยใหม่นี้

แต่ยิ่งค้นหา เรายิ่งสนุกกับเรื่องราวของทายาทกิจการที่ไม่เหมือนกันเลยสักนิดแม้แต่กิจการเดียว

ครั้งแรกที่เราฟังเรื่องราวของทายาทรุ่นสองของบริษัทให้บริการเช่าอุปกรณ์ กล้อง ไฟ กริ๊ป (Equipment Rental House) ถ่ายหนัง ผู้มีความใฝ่ฝันทำงานสายเบื้องหลังภาพยนตร์เช่นเดียวกับพ่อของเขา แต่เมื่อผู้เป็นพ่อถือคำขาดไม่ยินยอมให้เลือกเดินทางในสายอาชีพนี้เพราะเห็นว่าเป็นอาชีพที่เหนื่อยกายและใจ จึงทำตามฝันของพ่อด้วยการเรียนจบวิชาเทคโนโลยีการบินจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งระหว่างทางก็เรียนรู้การทำหนังสั้นและตัดต่อกับเพื่อนจนชนะการประกวดหนังสั้นระดับประเทศ

ระหว่างที่ฟังเรื่องราวบนย่อหน้าแรกซึ่งไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของเรื่องราวทั้งหมด เราก็ตัดสินใจขอพูดคุยกับทายาทรุ่นสองคนนี้ทันที

นอกจากเป็นทายาทรุ่นสองของ ‘VS Service’ ปั๊ป-ภิไธย สมิตสุต เป็นโปรดิวเซอร์ ผู้กำกับภาพของภาพยนตร์และมิวสิกวิดีโอ เป็นช่างภาพอิสระ และเป็นผู้ผลิตหนังสั้นระดับรางวัลเทศกาลภาพยนตร์ต่างประเทศ

ขอสปอยล์เนื้อหาเบื้องล่างสักนิดว่า ชีวิตของปั๊ปสนุกสนานไม่แพ้ภาพยนตร์ที่เราชื่นชอบ

จากนักเรียนเปียโนในโรงเรียนดนตรีที่มีความโหดระดับภาพยนตร์เรื่อง Whiplash สู่นักเรียนการบินที่รู้ตัวมาตลอดว่าตัวเองชอบจับกล้องมากกว่าจับแผงปุ่มควบคุมบังคับเครื่องบิน ก่อนจะพิสูจน์ตัวเองผ่านการทำงาน ตั้งแต่แบกไฟไปจนถึงการเป็นโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์โฆษณาของต่างประเทศที่มาถ่ายทำที่ประเทศไทย

ปัจจุบัน VS Service เป็นบริษัทให้เช่าอุปกรณ์ กล้อง ไฟ กริ๊ป (Equipment Rental House) สัญชาติไทยที่อยู่เบื้องหลังภาพยนตร์ระดับโลกอย่าง The Beach, Rambo, The Hangover 2 และอีกหลายเรื่อง รวมถึงภาพยนตร์และโฆษณา นอกจากการทำงานอย่างมืออาชีพที่พัฒนาวงการภาพยนตร์บ้านเราอยู่เรื่อยๆ แล้ว VS Service ยังมีโปรแกรมเด็กฝึกงานที่คูลที่สุดในวงการ และมี VS Film Fund เพื่อสนับสนุนหนังสั้นหรือหนังอินดี้ดีๆ ที่ต้องการทุน

จะว่าไป การดำเนินงานของ VS Service ในยุคของปั๊ปที่เราได้ฟังแล้วรู้สึกว่ามันสุดขีดนี้ อาจจะมีที่มาความอัดอั้นเกี่ยวกับความฝันที่มีมาทั้งหมด

ทายาทรุ่นสองของ VS Service ผู้ทิ้งเครื่องบินมาจับกล้องถ่ายหนัง

ทายาทรุ่นสองของ VS Service ผู้ทิ้งเครื่องบินมาจับกล้องถ่ายหนัง

ธุรกิจ : VS Service (พ.ศ. 2528)
ประเภทธุรกิจ : ผลิตภาพยนตร์ บริการเช่าไฟและอุปกรณ์ถ่ายภาพยนตร์
อายุ : 32 ปี
เจ้าของและผู้ก่อตั้ง : เจตน์สฤษฎิ์ สมิตนุกูลกิจ,  กัญญ์วรินทร์ สมิตนุกูลกิจ
ทายาทรุ่นที่สอง : ภิไธย สมิตสุต

3-2-1 Action

“คนชอบคิดว่าเราได้ออกกองถ่ายหนังตั้งแต่เด็ก คุ้นเคย จับขาไฟ จริงๆ เราจำอะไรอย่างนั้นไม่ได้เลย สิ่งเดียวที่จำได้คือช่วงที่ตามพ่อไปถ่าย The Beach ที่ภูเก็ต ไปอยู่ในกองถ่ายแป๊บหนึ่ง ไปสวัสดีแนะนำตัว ไม่ได้เข้าไปเพื่อทำงาน”

Rushing or Dragging

“จริงๆ ที่บ้านไม่ได้อยากให้ทำหนังเพราะมันเหนื่อย เขารู้ว่าวงการนี้ทำงานหนัก ทำให้ต้องอยู่ห่างไกลครอบครัว พ่อแม่ที่ทำงานวงการใดวงการหนึ่งเขาก็จะมองถึงลูกว่าอย่ามาทำแบบนี้เลย ไปทำอย่างอื่นดีกว่า เราเองก็ไม่ได้สนใจว่าจะทำหรือจะไม่ทำ ตอนนั้นไปเรียนที่อเมริกา มีกล้องตัวหนึ่งเล็กๆ ถ่ายหนังสั้นให้เพื่อน ซึ่งสมัยนั้นยังไม่ค่อยมีคนทำกันเท่าไหร่ เราก็รู้สึกชอบ เป็นคนที่คล่องเรื่องกล้องเล็กกล้องน้อยมาตลอด ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมมันคล่องมือ พยายามจับๆ จนทำเป็น เราก็ถ่ายวิดีโอให้เพื่อน ตัดต่อนู่นนี่นั่น หาวิธีทำเองทำไปเรื่อยๆ จนเข้ามหาวิทยาลัย”

จนเมื่อเข้าสู่ช่วงมหาวิทยาลัย ปั๊ปเล่าว่า ตอนนั้นคิดอย่างไรไม่รู้อยากเรียนเปียโน ช่วง ม.5 เพราะไปเจอครูคนหนึ่งที่เก่งมาก ซึ่งเขาผลักดันให้ปั๊ปซ้อมจน Whiplash เป็นความตั้งใจของปั๊ปที่ไม่ได้อยากเป็นนักเปียโนแถวหน้า แต่เพียงแค่อยากเรียนรู้และฝึกวินัยแบบนักดนตรี

ทายาทรุ่นสองของ VS Service ผู้ทิ้งเครื่องบินมาจับกล้องถ่ายหนัง

“เราแค่ประทับใจตอนที่ซ้อม เรารู้สึกว่าคนที่เก่งมากเขาเก่งมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วเราเป็นคนไม่เก่ง เราแค่พอไปได้ ซึ่งช่วงซ้อมกับครูคนนั้นเรารู้สึกว่าเก่งขึ้นมาเยอะมาก พยายามสู้กับคนเก่ง เราอยากลองเรียนดู แล้วไปเจอโรงเรียนของครูท่านนี้อีกทีเราก็อยากไป จริงๆ ช่วงนั้นเราดื้อด้วยเพราะแม่อยากให้เป็นนักธุรกิจ เป็นหมอ แต่เราอยากรู้ว่าถ้าเราซ้อมขนาดนี้เราจะตามเขาทันไหม”

เวลาผ่านไป 1 ปีที่ปั๊ปเรียนและซ้อมเปียโน 40 – 50 ชั่วโมงต่ออาทิตย์แบบในเรื่อง Whiplash เขาก็พบว่าถ้าเราซ้อมเยอะๆ แม้ไม่ได้เก่งและมีพรสวรรค์แต่เด็ก คนเราก็สามารถตามเพื่อนได้ขั้นหนึ่ง

ถ้าบทความนี้สามารถตัดภาพสลับและใส่ดนตรีเร้าใจไปด้วยได้ คุณจะเห็นว่าระหว่างช่วงที่สวมบทเป็น Miles Teller ในเวอร์ชันซ้อมเปียโนอยู่นั้น ปั๊ปก็ยังถ่ายทำหนังสั้นกับเพื่อนๆ ขนานไปด้วย

เข้าสู่องก์สองของหนัง จากนักเรียนดนตรีที่ขัดใจครอบครัว ปั๊ปค่อยๆ พบความสนุกจากวิชาการบินช่วงเรียนซัมเมอร์

“พอเรียนบินแล้วพ่อโอเคมาก ภาพในหัวผู้ปกครองไทยก็จะคิดว่าเป็นโอกาสที่ดีทั้งรายได้และประสบการณ์ เราก็ลองดู ซึ่งพอเรียนจริงๆ มันสนุกมากนะ เรียนเครื่องบินเล็ก บินเร็ว บินช้า ไปนู่นมานี่ วิธีการเรียนสนุกมาก แต่พอขึ้นเครื่องบินใหญ่ทุกอย่างมันอัตโนมัติไปหมด แทนที่จะเป็นเรื่องการบิน มันกลายเป็นเรื่องขั้นตอนการทำงานมากกว่า ทำแบบนี้เพื่อให้เครื่องบินขึ้นแบบนี้ ทำแบบนั้นเครื่องจะบินขึ้นแบบนั้น ซึ่งเรารู้สึกมันน่าเบื่อมาก แต่เมื่อเรียนมาแล้วเราก็เรียนต่อไป จะเปลี่ยนอีกเราก็รำคาญตัวเอง เรียนจนได้ทุนนิดหน่อยจนจบ ซึ่งระหว่างทางเราก็เป็น บ.ก. ภาพของหนังสือพิมพ์โรงเรียน ตัดต่อ ทำงานในบริษัทโฆษณาเล็กๆ ถ่ายงานให้เขา จริงๆ เราชอบถ่ายมากกว่า”

และหนังสั้นที่ทำกับเพื่อนในช่วงระหว่างเรียนบินนี่เอง ที่สร้างแรงบันดาลใจและความมั่นใจในตัวเองว่าจะเดินทางสายนี้ “ช่วงนั้นมีเทศกาลของ Apple ให้ทำหนังส่งภายใน 24 ชั่วโมง ปรากฏได้รางวัลชนะที่ 1 มา รางวัลคือ MacBook Pro คนละเครื่องพร้อมโปรแกรม Final Cut”

ทายาทรุ่นสองของ VS Service ผู้ทิ้งเครื่องบินมาจับกล้องถ่ายหนัง ทายาทรุ่นสองของ VS Service ผู้ทิ้งเครื่องบินมาจับกล้องถ่ายหนัง

Producer-Cinematographer Balance

หลังจากเรียนจบกลับมาเมืองไทย ด้วยรู้ตัวแน่ชัดว่าชอบอยู่หลังกล้องมากกว่าหลังแผงควบคุมการบิน ปั๊ปขัดใจพ่อด้วยการเริ่มงานในวงการเบื้องหลังเต็มตัวครั้งแรกด้วยงานโปรดิวเซอร์รายการโทรทัศน์ BBC ที่มาถ่ายทำในประเทศไทย

เราถามปั๊ปด้วยความสงสัยว่า จากเด็กจบใหม่ที่ผ่านการทำหนังสั้นมาบ้าง เมื่อต้องรับบทเป็นโปรดิวเซอร์กองถ่ายโฆษณา รายการหรือภาพยนตร์สั้นต่างประเทศ เขาสามารถรับมือกับงานขนาดใหญ่ได้อย่างไร

“การเป็นโปรดิวเซอร์โฆษณาในที่นี้คือการใช้ Logic ตอนที่เราทำหนังสั้นกับเพื่อนสมัยเรียนอยู่อเมริกา เราก็ทำกันแบบไม่มีเงิน เราก็พอเข้าใจตรรกะการทำงานประมาณหนึ่ง พอมามีโอกาสทำงานสเกลใหญ่ขึ้น ด้วยทีมงานที่มาช่วยก็เคยทำงานนี้อยู่แล้ว ถ้าหากเราตรรกะลำดับการทำงานถูกต้องเขาก็ช่วยเหลือเราได้ตามงานที่ควรจะเป็น

“จากนั้นไม่นาน มีต่างชาติที่สนิทกันคนหนึ่งเป็นผู้กำกับมาถ่ายโฆษณาในไทย ช่วงที่ช่างภาพยังไม่มาเขาก็เอ่ยปากอยากถ่ายมวยไทยทำสารคดีเล่นๆ เราก็บอกเราถ่ายภาพเหมือนกันไปช่วยไหม ก็ได้ไปช่วยเขาถ่าย ปรากฏงานชิ้นนี้ได้รับ Vimeo Staff Picks เราก็ได้อานิสงส์จากงานชิ้นนี้ เวลาใครมาถาม Showreel งานเราก็จะส่งตัวนี้ให้ดูก่อน ซึ่งโดยเฉพาะต่างชาติเขาก็จะจำได้ เราคิดว่าเราโชคดีที่มีจังหวะเท่านั้นเอง”

เป็นช่วงเดียวกับที่ความกดดันจากที่บ้านค่อยๆ ลดน้อยลง เพราะตำแหน่งงานโปรดิวเซอร์ที่ได้รับแสดงให้เห็นว่าปั๊ปสามารถรับมือและมีความสุขกับการทำงาน ที่บ้านจึงเริ่มพูดเรื่องให้กลับไปทำงานเป็นนักบินน้อยลง ยิ่งเมื่อปั๊ปตัดสินใจเป็นช่างภาพเต็มตัว ที่บ้านก็เริ่มเห็นว่าคงไม่กลับไปบินอีกแน่นอน ก็ไม่ได้ว่าอะไรแล้ว

“น่าจะเป็นตอนเป็นโปรดิวเซอร์ งานมันก็สเกลใหญ่ พอปรับตัวเป็นช่างภาพมันก็โอเค เขาเห็นหน้ากองว่าเราทำอะไร ไม่ได้เป็นงานเล็กๆ เพราะฉะนั้น เขาก็จะเห็นว่า อ๋อ ทำอะไร อีกเหตุผลเราคิดว่าพอเขาเริ่มเห็นงานที่เราถ่ายในทีวี เขาสามารถส่งให้เพื่อนดู รู้สึกว่า เออ สิ่งเหล่านี้มันไปอยู่ในโทรทัศน์ ถึงแม้เราทำงานอินเตอร์มาก แต่สิ่งนั้นไม่ได้อยู่ในโทรทัศน์บ้านเรา เขาก็จะไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่พอเห็นเป็นงานไทยและอยู่ในโทรทัศน์ไทยมันมีความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง เราก็เลยคิดว่าเขาคงถูกใจแล้วมั้ง”

ทายาทรุ่นสองของ VS Service ผู้ทิ้งเครื่องบินมาจับกล้องถ่ายหนัง

I’m Into Something Good

ด้วยสายงานที่ใกล้เคียงกับธุรกิจที่บ้าน จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ปั๊ปจะค่อยๆ เข้ามาทำงานเต็มตัว

“ใจจริงเราก็อยากไม่ได้อยากทำมากนะ มันเหมือนคนที่ชอบทำอาหารแล้วไม่ควรเปิดร้านอาหาร เพราะฉะนั้น ทุกอย่างที่ทำตอนนี้เหมือนทำทุกอย่างให้เป็นแค่การถ่าย ไม่ได้สนใจธุรกิจมาก เราพยายามทำธุรกิจไม่ให้เป็นธุรกิจให้ได้ นี่เป็นความท้าทายที่ยากที่สุด มันต้องมีเงินมาเลี้ยงแต่ว่าก็พยายามทำอะไรแปลกๆ อย่าง มีโครงการรับเด็กมาฝึกงาน สนับสนุนหนังสั้นหรือหนังอินดี้ขนาดยาว เพื่อที่อนาคตเขามาเป็นลูกค้าเรา มากกว่าที่จะคิดถึงการวิ่งหาลูกค้าเพื่อธุรกิจอย่างเดียว”

ปั๊ปบอกว่า เขารู้ตัวว่าไม่เก่งธุรกิจ “ดังนั้น ช่างมันนะ เราทำในแบบที่เราอยากทำและคิดว่ามันน่าจะตอบโจทย์” แต่เมื่อฟังโปรเจกต์เด็กฝึกงานและการสนับสนุนภาพยนตร์ไทยเลือดใหม่แล้ว เราพบว่าสิ่งนี้ Mega Clever กว่าแผนธุรกิจใหญ่โตเป็นไหนๆ

“เด็กฝึกงานจาก VS Service ที่รับมา จริงๆ ไม่ต้องฝึกแล้วก็ได้ ไปเป็นช่างภาพได้เลย แต่สิ่งที่ได้จากที่นี่และสิ่งที่ต้องทำคือไปเป็นช่างไฟ ทุกคนมาเพราะอยากเรียนกล้อง อยากจับกล้อง แน่นอนเราไม่ให้จับ เราจะให้ไปเป็นช่างไฟ ไปขนขา ไปขนสาย ลากสาย เมื่อเขาจบไปเป็นช่างภาพหรือผู้กำกับอะไรก็ตามเขาก็จะคิดถึงสิ่งนี้ นึกถึงคนที่ทำงานแบบนี้ให้เขาอยู่”

ปั๊ปบอกว่า เขาพยายามสร้างเด็กรุ่นใหม่ ซึ่งถ้าใครขยันก็จะได้อะไรกลับไปเยอะ

“เราชื่อเรื่องการสร้างคอมมูนิตี้จากที่เราพอมีโชคดีและช่วงจังหวะดี เมื่อมีโอกาสเราก็เลยให้สิ่งนั้นคนอื่นๆ บ้างเต็มที่ ใครอยากรู้อะไรเราพร้อมสอน สื่อสารในช่องทางออนไลน์อย่างเฟซบุ๊กของ VS Service เราสอนบอกหมดเลยว่างานแบบนี้จัดแสงอย่างไร เพราะอะไร เป็นศาสตร์ที่ไม่ค่อยมีใครบอกจริงๆ มันเหมือนจะลึกลับนิดหนึ่งในกองถ่าย แต่เราบอกหมดเลย และเราพยายามเน้นให้เด็กๆ ที่เรียนจากที่นี่กลับไปแบ่งปันข้อมูล

“เราไม่สอนแค่เด็ก แต่เด็กก็สอนเราด้วย”

นอกจากนี้ยังมี VS Film Fund สนับสนุนภาพยนตร์ไทย รวมถึงการเป็นโปรดิวเซอร์ให้ภาพยนตร์อินดี้หลายๆ เรื่อง เช่นเรื่อง ดาวคะนอง สนับสนุนด้วยการให้ยืมอุปกรณ์ของบริษัทที่มีไปใช้ทำหนังเพื่อให้ทีมงานนำงบประมาณส่วนนี้ไปใช้ส่วนอื่นๆ อย่างงานองค์ประกอบศิลป์เรื่องบทแทน

เราถามปั๊ปถึงบทพิสูจน์ที่ทำให้พ่อค่อยๆ ใจอ่อน วางมือให้เขาเป็นผู้ดูแลการสั่งซื้อสินค้าใหม่ๆ ทั้งหมดของบริษัท

“มันไม่ได้อยู่ๆ ดีบอกพ่อแม่ว่าเราจะเข้ามาทำแล้วนะ เป็นการค่อยๆ เข้ามาช่วยมากกว่า เราเข้าใจเรื่องอุปกรณ์นานแล้ว ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม พอต้องคุยงานกับต่างชาติเพื่อสั่งของทำให้เราเริ่มรู้ว่ามีอะไร ต้องใช้อะไร จริงๆ ตั้งแต่ทำโปรดิวเซอร์แล้วเราก็จะเริ่มรู้ เขาก็จะมอบหมายให้เราดูเรื่องอุปกรณ์ว่าต้องซื้ออะไรบ้าง ซื้อเหล่านี้ได้เช่าแน่นอน เพราะมีหนังเข้ามาแบบนี้”

ทายาทรุ่นสองของ VS Service ผู้ทิ้งเครื่องบินมาจับกล้องถ่ายหนัง

ทายาทรุ่นสองของ VS Service ผู้ทิ้งเครื่องบินมาจับกล้องถ่ายหนัง

Like Father, Like Son

ปั๊ปเล่าว่า โดยหน้าที่แล้วพ่อทำตำแหน่งที่ชื่อว่า กาฟเฟอร์ (Gaffer) หรือมือขวาของช่างภาพ ทำหน้าที่รับทราบความต้องการของช่างภาพ ก่อนไปจัดแจงเพื่อให้ได้สิ่งนั้น ซึ่งเวลาช่างภาพต่างประเทศมาทำงานก็จะมีพ่อรับหน้าที่ตำแหน่งนี้คอยช่วยเหลือ

ซึ่งในวงการภาพยนตร์ต่างประเทศเขาคิดว่าพ่อเป็นกาฟเฟอร์ระดับต้นๆ ในประเทศ เพราะต่างชาติชอบการทำงานของพ่อที่ทั้งทำงานไว ช่วยคิดภาพรวมของหนังให้ออกมาดี บริหารจัดการทุกอย่างให้อยู่ในงบประมาณ เหล่านี้จึงเป็นเหตุผลให้หัวหน้าช่างภาพต่างประเทศเรียกใช้บริการพ่อและ VS Service เสมอมา

“จุดเปลี่ยนคือเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เราถ่ายงานแล้วหากาฟเฟอร์ที่ถูกใจไม่ได้ ก็เอ่ยปากให้เขาฟัง พ่อก็บอกว่า เขาว่างนะและทำให้ได้ ตอนแรกเราก็ลังเลว่าจะดีไหม เพราะประสบการณ์เราอาจจะยังน้อยเมื่อเทียบพ่อ แต่เราเองก็มี Vision บางอย่าง และการจะเอาพ่อมาเป็นกาฟเฟอร์ของตัวเองก็แปลกอยู่

สุดท้ายเราก็ลองดู และตอนนี้พ่อทำงานเป็นกาฟเฟอร์ด้วยกันทุกงาน เพราะเรารู้สึกทำงานแล้วเข้าใจกันดี ชอบทำงานกับเขาด้วย พอเราคิดอะไรเขาก็จะทำให้พร้อมหรือกำลังคิดอยู่ จริงๆ ก็แอบแปลกและเขินนิดหน่อยที่จะบอกพ่อให้ขยับไฟดวงนี้ให้หน่อยนะครับอย่างนั้น เขาก็ดูแฮปปี้ดีนะ พ่อเขาทำกับฝรั่งมาเยอะด้วย เขาจึงไม่ได้มีความคิดว่า เออ นี่พ่อนะ มาสั่งแบบนี้หรอ แต่ทำงานในส่วนของกาฟเฟอร์นี้อย่างมืออาชีพ”

ปั๊ปทิ้งท้ายคำแนะนำสำหรับใครที่ต้องรับช่วงต่อกิจการที่บ้านแม้สิ่งที่ผ่านมาจะไม่ตรงกับสิ่งที่ทำอยู่

ทายาทรุ่นสองของ VS Service ผู้ทิ้งเครื่องบินมาจับกล้องถ่ายหนัง

“หากต้องทำงานที่บ้าน ก็ลองมองว่าเราจะได้อะไรจากตรงนี้บ้าง อย่างที่เราเรียนเปียโน สิ่งที่เราได้ไม่ใช้ทักษะการเล่นดนตรีพลิ้ว แต่เราได้ความสนุกจากศิลปะ เราได้ซ้อม ได้รู้ว่าการทำงานอย่างหนักมันเป็นยังไง สิ่งที่ได้จากการเรียนบิน เขาสอนเสมอว่าเครื่องบินตกต้องทำอย่างไร แล้วเราก็ทำเหมือนเครื่องจะตกตลอดเวลาทุกครั้งที่ขึ้นบิน และพอมาอยู่ตรงนี้ กองถ่ายวุ่นวายมาก เกิดปัญหาได้ตลอดเวลา คนอาจจะวุ่นวายอยู่ตลอดเวลา เราก็แค่ทำสถานการณ์ให้เหมือนเครื่องบินจะตก ค่อยๆ แก้ไข อยู่ในสติที่ตั้งรับ

“เมื่อก่อนเราก็ต่อต้าน คิดว่าเราจะทำสิ่งที่เราอยากทำ หลังๆ มันเหมือนว่าบางสิ่งที่ได้มาหรือที่เข้ามามันเป็นช่วงจังหวะเวลา หากไม่ชอบในบางสิ่ง เราอยากให้คุณมองหาสิ่งที่ชอบเพื่อเป็นโจทย์เล็กๆ สร้างโอกาสในอนาคต บางทีเราได้งานมาแล้วงานนั้นไม่ใช่งานถนัดของเรา เราไม่อยากทำ ก็ให้คิดซะใหม่ว่า ไม่ต้องเต็มที่ว่าเราต้องทำ แต่ให้มองหาสิ่งที่เราน่าจะชอบเพื่อเป็นโจทย์พัฒนาสิ่งที่เราอยากทำ”

คุณจะพบว่าเส้นทางของทายาทรุ่นสองคนนี้โลดแล่นหลากหลายเส้นทาง ซึ่งด้วยพื้นที่อันน้อยนิดนี้เราขอเล่าเรื่องตอนจบให้ฟัง เรื่องราวที่น้องสาวเป็นแอร์โฮสเตสและน้องชายเรียนจบจากดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

หากคุณติดตามอ่านตั้งแต่ต้น คุณจะเผลอยิ้มเหมือนเราตอนนี้

VS Service (พ.ศ. 2528)

การบริการของบริษัท VS Service ในยุคเริ่มต้นไม่ใช่เพียงเป็นผู้ให้เช่าอุปกรณ์พร้อมทีมงานดูแลหน้ากองถ่าย แต่พ่อจะออกกองไปช่วยดูแลทีมงานด้วยถึงที่ ปั๊ปบอกว่าพ่อทำแบบนี้มาตลอดจนถึงทุกวันนี้ก็ยังเป็น

เสียดายว่าในวันที่นัดหมายคุณพ่อติดภารกิจสำคัญ แต่เราก็ได้ฟังเรื่องราวต่างๆ จากคุณแม่ผู้ร่วมก่อตั้งและเห็นพัฒนาการของ VS Service และลูกชายของเธอ แม่เล่าเหตุการณ์ทางฝั่งประเทศไทยในตอนปั๊ปตัดสินใจเรียนเปียโนที่อีกซีกโลกหนึ่งให้ฟังว่า “ตอนนั้นพ่อกับแม่ทำงานอยู่สิงคโปร์ พอปั๊ปโทรมาบอกว่าจะไปมอบตัวกับทางโรงเรียน เชื่อไหมแม่กับพ่อแทบจะบินไปแล้ว ถึงขนาดตั๋วเครื่องบินมีที่ว่างแค่ที่เดียวพ่อเขาก็จะบินไปคนเดียว ทิ้งแม้ไว้ที่สิงคโปร์เพื่อไปห้ามลูก แม่ก็นึกขำว่าพอตอนเขาขอเรียนทำหนังไปห้ามเขาบอกอย่าเลยมันเหนื่อย แต่หลังจากนั้นเขาก็ยอมไปเรียนการบินเสมอๆ ดู สุดท้ายจบการบิน

“ตอนแรกเราก็บอกพ่อนะว่าไม่มีใครดูแลต่อก็ไม่เป็นไร ถ้าลูกไม่อยากทำ แต่ก็รู้สึกดีนะที่เขาเลือกมารับผิดชอบทำงานตรงนี้” นอกจากจะแอบความภูมิใจในการทำงานและใช้ชีวิตอยู่เสมอ สิ่งเดียวที่แม่เป็นห่วงก็คือ เรื่องที่ปั๊ปมักจะพูดตรงๆ ตรงเกินไป จนบางทีคำพูดอาจจะเหมือนว่าไม่คิดถึงความรู้สึกคนอื่นๆ

www.vsservice.com

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load