ธุรกิจ : บริษัท สหศรีอุตสาหกรรม จำกัด และ CHAND

ประเภทธุรกิจ : อุตสาหกรรมทำเทียน

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2507 (ก่อตั้งโรงงานแรก พ.ศ. 2517)

อายุ : 57 ปี

ผู้ก่อตั้ง : ประเสริฐ อนันตกฤตยาธร

ทายาทรุ่นสาม : ภัครภณ อนันตกฤตยาธร CHAND (พ.ศ. 2564)

เมื่อไม่กี่เดือนก่อน มีร้านขายเทียนแห่งใหม่เปิดในซอยสวัสดี สุขุมวิท 31 หน้าตาไม่เหมือนร้านเทียนทั่วไปที่เราเห็นในตลาด โปรดักต์หลักๆ ไม่ใช่เทียนหอม แต่เป็นเทียนแท่งและเทียนวันเกิดที่รูปทรงแปลกตา แถมสีสันยังสวยเก๋ หลากหลาย และมีให้เลือกมากกว่า 20 เฉด

ต๊อป-ภัครภณ อนันตกฤตยาธร และ เอ็ม-นริสา โพธิกุลชนันท์ คือผู้ก่อตั้ง ‘CHAND’ ย่อมาจาก Chandler แปลว่าคนขายเทียน แบรนด์ที่อยากเห็นเทียนเป็นมากกว่าเครื่องมือให้แสงสว่าง โดยใช้วัตถุดิบที่ดีต่อร่างกาย ดีต่อธรรมชาติ มีเอกลักษณ์เป็นโทนสี Pantone เพื่อตอบโจทย์สไตล์การตกแต่งบ้านหลายๆ แบบ

ฝ่ายหญิงเรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยทำงานอยู่ในวงการนิตยสาร จึงได้เห็นธุรกิจหลายแบบ 

ฝ่ายชายโตมาในครอบครัวที่ทำธุรกิจโรงงานเทียนเก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย และใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้คลุกคลีอยู่กับอุตสาหกรรมนี้มาตั้งแต่เด็ก

CHAND เป็นตัวอย่างของการต่อยอดธุรกิจครอบครัวเป็นธุรกิจใหม่ ที่อาจไม่ได้มีแนวคิดเหมือนกันเสียทีเดียว แต่เป็นการหาช่องว่างและทำสิ่งที่แตกต่างเพื่อไม่ให้กระทบธุรกิจที่มีอยู่ มองเห็นตลาดในปัจจุบันที่คนให้ความสำคัญกับการแต่งบ้านมากขึ้น คิดแทนลูกค้าเพื่อสร้างสินค้าที่ดีที่สุด และทำให้คนเห็นคุณค่าของของใกล้ตัวอย่างเทียน ซึ่งนอกจากจะใช้งานได้ดีแล้ว ยังมีความงามแฝงอยู่ด้วย

CHAND ทายาทโรงงานเทียนเก่าแก่ที่สุดในไทย ที่อยากให้เทียนเป็นมากกว่าสิ่งให้แสงสว่าง

โรงงานทำเทียนตั้งแต่เทียนไหว้พระ จนถึงเทียนวันเกิด

ธุรกิจครอบครัวต๊อปเริ่มต้นจากอากง คนจีนที่ย้ายถิ่นฐานมาประเทศไทยใน พ.ศ. 2507 อุตสาหกรรมทำเทียนสมัยนั้นส่วนใหญ่เป็นธุรกิจเล็กๆ ทำกันเองในครัวเรือน ใช้หม้อต้ม 2 หม้อ ไม่มีเครื่องจักร และผลิตได้ทีละไม่มาก 

สหศรีอุตสาหกรรมเป็นโรงงานทำเทียนแห่งแรกที่เป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ส่วนมากเป็น OEM (Original Equipment Manufacturer) รับผลิตตามแบบให้กับแบรนด์ต่างๆ สมัยอากงใช้เครื่องจักรและแรงงานในการผลิตควบคู่กัน มาถึงรุ่นพ่อได้ไปเยอรมนีเพื่อหาเครื่องจักรใหม่ จากที่ใช้คนเป็นร้อยคนก็เหลือแค่หลักสิบ ผลิตคราวหนึ่งได้จำนวนมาก เทียนที่ทำมีตั้งแต่เทียนพรรษา เทียนวันเกิด เทียนแท่ง และเทียนหอม จุดเด่นคือวัสดุพาราฟิน Medical Grade ที่การันตีว่าใช้ในโรงพยาบาลได้

ยอดขายในประเทศสูงสุด คือ เทียนไหว้พระและเทียนวันเกิด เทียนไหว้พระจัดจำหน่ายทั่วประเทศ ขณะที่เทียนวันเกิดผลิตให้แบรนด์ดังอย่าง Swensen’s, S&P และวางขายในร้านสะดวกซื้อทั่วไทย ส่วนเทียนหอมหรือเทียนสวยงามจะส่งออกต่างชาติเป็นส่วนใหญ่

พอเวลาผ่านไป คนเชื่อในเรื่องศาสนาลดน้อยลง ไปวัดน้อยลง บางวัดก็เปลี่ยนมาใช้เทียนไฟฟ้าแทน ทำให้ธุรกิจที่บ้านเริ่มอยู่ตัว เพราะยอดขายเทียนไหว้พระมีสัดส่วนที่สูงเป็นอันดับสองรองจากเทียนวันเกิด

ถึงอย่างนั้น ธุรกิจโรงงานทำเทียนก็ดำเนินอย่างมั่นคงมาเรื่อยๆ รับผลิตให้กับแบรนด์ต่างๆ จนล่าสุดมีแบรนด์สินค้าปีนเขามาสั่งทำเทียนขี้ผึ้งเอาไว้ใช้เดินป่า 

CHAND ทายาทโรงงานเทียนเก่าแก่ที่สุดในไทย ที่อยากให้เทียนเป็นมากกว่าสิ่งให้แสงสว่าง

หยิบเอาจุดเด่นมาต่อยอด

แม้จะมีธุรกิจครอบครัวอยู่แล้ว ซึ่งปัจจุบันมีทายาทคนอื่นๆ บริหารอยู่ ต๊อปมีแนวทางของตัวเอง เขามีงานหลักเป็นโปรดิวเซอร์ทำเพลงควบคู่กับดีเจ จึงยังไม่กลับไปทำงานกับที่บ้าน ส่วนเอ็ม แฟนสาว เป็นคนมีแพสชันในเรื่องการทำธุรกิจ ครั้งหนึ่งก็เคยทำแบรนด์สบู่ของตัวเอง

ช่วงหนึ่งมีโอกาสได้ไปโรงงานบ่อยๆ เลยลองปรึกษาผู้ใหญ่ว่า ถ้าอยากต่อยอดสินค้าให้เหมาะกับคนยุคใหม่มากขึ้น จะเป็นไปได้ไหม แน่นอนว่าผู้ใหญ่ไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้

ไม่ใช่เทียนของครอบครัวที่ทำอยู่แล้วไม่ดี แต่พวกเขามองเห็นอีกโอกาสหนึ่ง

ไอเดียที่นำไปเสนอผู้ใหญ่เริ่มจากข้อสังเกตว่า คนไทยไม่ค่อยใช้เทียนแท่ง อาจมีใช้บ้างช่วงไฟดับ ใช้สำหรับให้แสงสว่าง แต่ทั้งคู่มองว่าเทียนเป็นได้มากกว่านั้น เป็นได้ทั้งเครื่องประดับตกแต่ง และมีไว้สร้างบรรยากาศในห้อง 

CHAND ทายาทโรงงานเทียนเก่าแก่ที่สุดในไทย ที่อยากให้เทียนเป็นมากกว่าสิ่งให้แสงสว่าง

เอ็มเล่าต่อถึงช่วงที่ไปเรียนปริญญาโทที่อเมริกา เธอพบว่าทุกคนที่เจอใช้เทียนในชีวิตประจำวันกันหมด เพียงแต่ในบ้านเราไม่ได้มีแบรนด์เทียนให้เลือกซื้อมากนัก และที่สำคัญ นอกจากเทียนแท่งสีขาวและเหลือง หรือเทียนวันเกิดสีสดๆ ก็ไม่มีตัวเลือกอื่นมากมายนัก

“แล้วเราว่าเค้กเดี๋ยวนี้สวยเรียบ” เอ็มเล่าต่อ “เราอยากให้มีเทียนที่สวยและเข้ากัน คิดว่าถ้ามีเทียนวันเกิดที่เข้ากับเค้กให้ลูกค้าได้เลือกหลายๆ สี น่าจะสนุก เปลี่ยนสิ่งที่เราทำได้อยู่แล้วให้ตรงความต้องการคนมากขึ้น พอคิดเรื่องเทียนวันเกิด เลยมาคิดเรื่องเทียนแท่งต่อ อยากให้มีครบทุกอย่าง”

CHAND ทายาทโรงงานเทียนเก่าแก่ที่สุดในไทย ที่อยากให้เทียนเป็นมากกว่าสิ่งให้แสงสว่าง

เทียนที่ธุรกิจครอบครัวทำจะเน้นใช้ประกอบพิธีทางศาสนา เทียนวันเกิด หรือเทียนแท่งสำหรับใช้งานเวลาไฟดับ ไม่ก็ช่วงเทศกาลอย่างลอยกระทง ถ้าไม่ใช่สีขาวหรือเหลือง ก็จะเป็นสีสดๆ ไปเลย

ส่วน CHAND มีเทียนวันเกิดขายทั้งหมด 24 สีตาม Pantone มีเทียนแท่ง 2 ขนาดที่มาพร้อม 18 เฉดสี ตอบโจทย์ความชอบของคนได้อย่างครอบคลุม

ไม่แข่งกับของเดิม แต่ต้องเกื้อหนุนกันและกัน

เพราะเป็นธุรกิจเกี่ยวกับเทียนเหมือนของครอบครัว ต๊อปและเอ็มจึงตั้งใจตั้งแต่แรกเริ่มว่าต้องทำให้แตกต่าง ไม่ไปกระทบธุรกิจเดิมที่มีอยู่ เพื่อที่จะอยู่ต่อไปได้ทั้งคู่ หลังจากปรึกษาอยู่นาน ครอบครัวก็เริ่มเห็นความเป็นไปได้ แม้ไม่ได้แนะนำเรื่องแนวทางการทำธุรกิจเพราะมีความคิดไม่เหมือนกัน แต่ก็สนับสนุนทั้งคู่อย่างเต็มที่ โดยการสอนเรื่องกระบวนการผลิต ข้อจำกัดคืออะไรบ้าง สินค้าที่ไม่ผ่านมาตรฐานเกิดจากอะไร และต้องแก้ไขอย่างไร

พวกเขาเริ่มจากนำแม่พิมพ์เทียนวันเกิดที่โรงงานเลิกใช้ไปกว่าสี่สิบปีกลับมาปัดฝุ่น ผลิตเทียนวันเกิดที่มีขนาดใหญ่กว่าตามท้องตลาด เลือกใช้ระบบทำมือแทนเครื่องจักร โดยทำทีละน้อยๆ แต่ใส่ใจรายละเอียดมากขึ้น

จากไอเดียตั้งต้นที่เทียนวันเกิด จนถึงเทียนแท่งที่อยากให้คนใช้ในชีวิตประจำวัน เทียนถ้วยจากขี้ผึ้งร้อยเปอร์เซ็นต์ และเทียนหอมที่ผ่านการศึกษาก่อนผลิตเยอะมาก แม้จะมีโรงงานของครอบครัวเป็นทุนตั้งต้น ต๊อปและเอ็มกลับเลือกเดินทางที่แตกต่าง และใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติทั้งหมด 

CHAND ทายาทโรงงานเทียนเก่าแก่ที่สุดในไทย ที่อยากให้เทียนเป็นมากกว่าสิ่งให้แสงสว่าง

“เทียนถ้วย Tea Light เราเปลี่ยนจากพาราฟินมาเป็นขี้ผึ้ง ไม่ใส่น้ำหอม ไม่ใส่สารสังเคราะห์ใดๆ เลย ขี้ผึ้งก็เป็นวัตถุดิบในประเทศ เอาไปใช้เพื่อสุขภาพได้ ช่วยลดปริมาณควันในอากาศ เหมาะสำหรับคนที่เป็นหอบหืดหรือภูมิแพ้ จุดข้างเตียงนอนได้ ถ้วยใส่ก็เปลี่ยนจากอะลูมิเนียมเป็นแก้วพลาสติกที่รีไซเคิลได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

“ส่วนเทียนหอมทำยาก ที่โรงงานใช้พาราฟินใส่สี แต่เราทดลองทำด้วยวัตถุดิบจากธรรมชาติอย่างไขถั่วเหลืองและไขมะพร้าว การทำเทียนเป็นวิทยาศาสตร์ที่ต้องลงตัวจริงๆ และอุณหภูมิมีผลเยอะมาก เราทำงานกับนักปรุงกลิ่น โดยการเล่าเรื่องให้เขาฟัง อยากได้กลิ่นจากเนื้อเรื่องประมาณนี้ เราทั้งคู่เป็นคนเล่าเรื่อง ต๊อปมีเรื่องแปลกๆ เยอะ”

แรงบันดาลใจกลิ่นเทียนของ CHAND จึงแปลกใหม่และไม่เหมือนใคร อย่างกลิ่นหญ้าหลังฝนในสนามบอล ไปจนถึงกลิ่นยานอวกาศที่ขึ้นสนิม 

เป็นมากกว่าเทียน

ต๊อปและเอ็มไม่รู้หรอกว่าแบรนด์ของตัวเองดีกว่าในตลาดหรือไม่ ที่รู้แน่นอนคือพวกเขาพร้อมจะพัฒนาไปในทางที่ดีกว่าเสมอ 

“เราคิดแทนลูกค้า” เอ็มว่าอย่างนั้น และเป็นเหตุผลที่ทั้งคู่พยายามเสาะหาวิธีการ วัตถุดิบ และวัสดุที่ดีที่สุด

CHAND เลือกทางเดินที่ดีกว่าเสมอ ถ้ารู้ว่าจะทำให้ผลิตภัณฑ์ดีขึ้นได้อย่างไร ก็จะเลือกทางนั้นต่อให้จะขรุขระและยากลำบากกว่าหลายเท่า

ทั้งสองอยากเปลี่ยนภาพจำของเทียน โดยทำให้เทียนสวยและปลอดภัยสำหรับการใช้ในชีวิตประจำวัน อยากให้คนเห็นคุณค่าของมันมากกว่าเป็นเครื่องมือให้แสงสว่าง 

“เราอยากให้คนเห็นเทียนเป็นสิ่งสำคัญในชีวิต ทั้งเรื่องการประดับ เรื่องบรรยากาศ จุดระหว่างมื้ออาหาร จนกลายเป็นวัฒนธรรมไปในที่สุด เวลาได้ยินลูกค้าคุยกันว่า ‘น่ารักจังเลย อยากได้สีโน้น สีนี้ เอาอันไหนก่อนดี’ มันแฮปปี้ เทียนวันเกิดแต่ก่อนไม่มีใครสนใจด้วยซ้ำ แต่เราอยากให้คนพูดถึงความงามของมัน”

ให้ความสำคัญกับประสบการณ์หน้าร้าน

ในขณะที่หลายธุรกิจที่เริ่มในช่วงโควิด-19 วางแผนช่องทางออนไลน์ไว้ขายสินค้าล่วงหน้า CHAND คิดต่างและเลือกชะลอการขายออนไลน์ไปก่อน เพราะอยากให้คนมีประสบการณ์การเลือกซื้อหน้าร้าน

คนจะได้อะไรกลับไปจากร้านแบบที่ไม่ได้จากออนไลน์-เราสงสัย

“อย่างแรกเลยคือ กลิ่น” เอ็มตอบ “อย่างที่สองคือความสนุกในการได้จับ ได้เลือก ได้ลองดูหลายๆ อย่าง มีเชิงเทียนเปล่าให้ลองมิกซ์แอนด์แมตช์ สามารถสอบถามพนักงานเรื่องโปรดักต์ต่างๆ ขอคำแนะนำ หรือให้จัดเซ็ตเทียนตามโทนสีที่ชอบได้เลย” 

ประสบการณ์หน้าร้านแบบนี้ไม่ใช่ตั้งธุรกิจขึ้นมาก็มีได้ทันที พนักงานหน้าร้านเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด สิ่งที่เอ็มทำคือสอนพนักงานทุกคนให้รู้ที่มาที่ไปของสินค้าทุกชิ้น โดยให้เขาเดินดูของในร้านแล้วตั้งคำถามขึ้นมา แถมยังให้นำสินค้ากลับไปใช้ที่บ้านเพื่อให้รู้จักและเข้าใจสินค้าจริงๆ วิธีนี้จะทำให้เขาแนะนำลูกค้าได้ดี

เอ็มและต๊อปอยากให้แบรนด์นี้เป็นจุดหมายของคนรักเทียน คิดถึงเทียน ให้คิดถึง CHAND และเป็นผู้นำเทรนด์ในเรื่องนี้ต่อไปเรื่อยๆ อะไรที่เป็นกระแสหรือมีคนทำเยอะแล้วก็จะไม่ไปแข่งขันกับเขา ขณะเดียวกันก็ค่อยๆ เติบโตอย่างมั่นคง ไม่รีบร้อนจนตั้งรับไม่ทัน 

แผนระยะสั้น คือการร่วมมือกับดีไซเนอร์ออกแบบอุปกรณ์ที่ใช้กับเทียน และวางแผนจะร่วมงานกับร้านอาหารหรือแบรนด์เสื้อผ้า ออกแบบเทียนเพื่อใช้ในร้าน

แผนระยะยาว คือการพาแบรนด์ไปต่างประเทศ และทำให้วัฒนธรรมการใช้เทียนในประเทศเปลี่ยนไป

ธุรกิจครอบครัวในวันพรุ่งนี้

หลังเปิดตัวแบรนด์ได้ไม่นาน ครอบครัวโรงงานทำเทียนของต๊อปก็ได้เห็นว่า ไอเดียที่เคยมองว่าจะเป็นไปไม่ได้ ทำได้จริงอย่างที่ทั้งคู่หวัง พร้อมเอาใจช่วยให้เติบโตไปได้เรื่อยๆ

ต๊อปบอกเราว่า ธุรกิจโรงงานเทียนที่บ้านดีมาตลอด แม้ไม่หวือหวาและมีลดลงตามพฤติกรรมคนที่เปลี่ยนไปบ้าง แต่ยังอยู่ได้โดยไม่ต้องโปรโมต หรือทำโปรดักต์ใหม่ที่แตกต่างออกไปขึ้นมา ช่วงหนึ่งเคยทำเทียนแฟนซีเป็นโต๊ะสนุกเกอร์ แต่ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมก็เลยเลิกทำไป มีทำเทียนหอมบ้างแต่ก็ไม่ได้พัฒนาต่อ

วันหนึ่งเขาอยากเห็นโรงงานเปลี่ยนจากธุรกิจ OEM ขนาดใหญ่ พัฒนาตามความต้องการของลูกค้า เป็นแบรนด์เทียนที่แข่งขันกับธุรกิจใหญ่ๆ ในต่างประเทศได้

แต่วันนี้ขอลองก้าวไปก่อนในสเกลเล็กๆ ที่พวกเขาจะทำได้ และประคับประคองให้เดินไปอย่างมั่นคงที่สุด

Writers

Avatar

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Avatar

แคทรียา มาลาศรี

คนทักผิดตลอดชีวิตว่าเป็นนักร้องดัง รักการกินผักและรักเนื้อพอๆ กับผัก เกิดที่อีสาน เรียนที่ภาคกลางและหลงทางที่เชียงใหม่

Photographer

Avatar

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

“กลิ่นหนังและบรรยากาศของที่นี่ เหมือนโรงงานทำเบาะหนังจักรยานเก่าแก่ของอังกฤษไม่มีผิด” ช่างภาพหนุ่มของเราเอ่ยปาก ทำให้เราเผลอสูดกลิ่น และยิ้มให้กับรองเท้าทรงคุ้นตาหลายสิบคู่ตรงหน้า สะกดใจกลั้นไว้ใม่ให้หยิบมาลองจนทำเลอะเทอะ

และเหตุผลที่เรายืนอยู่ใน ‘บักเซ้ง’ โรงงานรองเท้าหนังเล็กๆ ย่านวงเวียนใหญ่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรื่องราวยุคเรืองรองของที่นี่

โรงงานทำรองเท้าหนังเล็กๆ ของช่างมีฝีมือที่มีกำลังผลิต ช่าง 1 คนทำรองเท้าวันละ 1 คู่ สู่การเป็นรองเท้าหนังเจ้าแรกๆ ที่ขายในห้างไทยไดมารู และรับจ้างผลิตส่งออกประเทศในตะวันออกกลางและยุโรป จนมีรายได้ปีละ 200 ล้านบาท

ถ้าป๊าเกิดในยุคนี้ เราคงได้คุยกับป๊าเรื่องอายุน้อยร้อยล้านแทน

และอีกส่วนเป็นเพราะเรื่องราวการชุบชีวิตโรงงานรองเท้าหนัง ผ่านสร้างแบรนด์รองเท้าเป็นของตัวเองหลังจากเปิดโรงงานมากว่า 65 ปี ด้วยวิธีคิดของทายาทรุ่นสามที่เป็นนักการตลาด ครีเอทีฟโฆษณา และนักออกแบบภายใน โรงงานรองเท้าหนัง

ต้นทุนองค์ความรู้เรื่องรองเท้าหนังชั้นดีของครอบครัวต่อยอดให้ เก๋-บุณยนุช วิทยสัมฤทธิ์ สร้างแบรนด์กระเป๋าและรองเท้าแฟชั่นหรู เติบโตในวงการแฟชั่นและได้รับการยอมรับในระดับโลก ก่อนจะชวนพี่ชายทั้งสอง ซ้ง-ประสงค์ วิทยสัมฤทธิ์ และ เม้ง-ประสิทธิ์ วิทยสัมฤทธิ์ กลับบ้านมาเริ่มต้นแบรนด์ Youngfolks แบรนด์จากความรักของพี่น้องนี้ด้วยกัน

เราเคยได้ยินความเชื่อที่ถือมาแต่โบราณว่าอย่าซื้อรองเท้าให้กัน เพราะจะต้องเดินจากกันไป แต่รองเท้าคู่นี้ทำให้ทุกคนใส่…เพื่อเดินไปด้วยกัน

โรงงานรองเท้าหนัง

บักเซ้ง

ธุรกิจ : บักเซ้ง (พ.ศ. 2495)  Estate Footwear (พ.ศ. 2522)  Wagon Way (พ.ศ. 2533)  31 Thanwa / ๓๑ ธันวา (พ.ศ. 2555)  Youngfolks (พ.ศ. 2560)
ประเภทธุรกิจ : โรงงานผลิตรองเท้าหนัง
อายุ : 65 ปี
เจ้าของและผู้ก่อตั้ง : อากง งี่บั๊ก แซ่โง้ว
ทายาทรุ่นสอง : ไพฑูรย์ วิทยสัมฤทธิ์ (อาแปะ), ไพโรจน์ วิทยสัมฤทธิ์ (อาป๊า),  พิราภรณ์ วิทยสัมฤทธิ์
ทายาทรุ่นสาม : ซ้ง-ประสงค์ วิทยสัมฤทธิ์, เม้ง-ประสิทธิ์ วิทยสัมฤทธิ์, เก๋-บุณยนุช วิทยสัมฤทธิ์

ยังจำไม่เคยลืมเลือน

“พวกเราโตมาในยุคที่โรงงานรุ่งเรืองสุดๆ และบ้านนี้เป็นที่ตั้งโรงงานเดิม ทุกพื้นที่เต็มไปด้วยคนงาน ที่จำได้ดีคือเราชอบไปวิ่งเล่นที่ตึกฝั่งนู้น เล่นซ่อนแอบในกล่องรองเท้า ซึ่งมีเยอะพอที่จะสร้างเป็นฐานทัพของเราได้เลย พอตกเย็นก็เล่นฟุตบอลกับพี่ๆ คนงานหน้าบ้าน” เฮียเม้ง พี่ชายคนรอง เล่าย้อนความทรงจำยุคเรอเนซองส์ของโรงงานที่บ้าน จากกำลังการผลิตรองเท้าของช่าง 1 คนใช้เวลาทำ 1 – 2 วันต่อรองเท้า 1 คู่ สู่การเป็นโรงงานผลิตรองเท้าวันละ 4,500 คู่ มีรายได้ 200 ล้านบาทต่อปี

เช่นเคย ใครสนใจอ่านเรื่องราวของป๊า ขอเชิญเลื่อนลงไปที่ล้อมกรอบด้านล่างก่อนได้เลย เรารอได้

“ตอนนั้นเราเด็กสุด เท่าที่จำได้เราเห็นป๊าทำงานหาเลี้ยงครอบครัวทุกอย่าง ไม่เคยบอกให้พวกเรามาช่วยเรื่องงานที่บ้าน ปล่อยให้พวกเราทำในสิ่งที่รัก และขอแค่พวกเราตั้งใจเรียน” เก๋ น้องสาวคนเล็กอดีตนักเรียนสถาปัตย์ที่เลือกเส้นทางนักออกแบบภายในงานอีเวนต์ เล่าเสริม

เช่นเดียวกับพี่ชายทั้งสองที่เลือกเดินในเส้นทางที่รักและชอบ เฮียซ้ง พี่ชายคนโตทำโรงงานสิ่งพิมพ์ และให้บริการดูแลการตลาดออนไลน์ ขณะที่เฮียเม้ง พี่ชายคนรองทำบริษัทโฆษณา ชูใจ กะ กัลยาณมิตร

จุดเริ่มต้นของการกลับมารวมตัว รองเท้าของพี่น้อง ไม่ได้ง่ายดายแบบในละคร ที่คิดอยากจะต่อยอดโรงงานรับผลิตรองเท้าหนังที่มีมานาน 65 ปี ด้วยการออกแบบและทำแบรนด์รองเท้าหนังตามสมัยนิยม ก็ทำได้เลยง่ายๆ

ก่อนจะมาเป็น Youngfolks …ยังก่อน เรามีเรื่องน่าสนใจก่อนหน้า ที่อยากเล่าให้คุณฟัง

ครอบครัววิทยสัมฤทธิ์ครอบครัววิทยสัมฤทธิ์

ยังยิ้มได้

หลังจากสนุกกับงานหนักจนล้มป่วย เก๋จึงพักงานกลับมาอยู่ที่บ้าน

เก๋บอกว่า เก๋วันนี้ กับ เก๋สมัยก่อน เป็นคนละเวอร์ชันกันอย่างสิ้นเชิง

“จากลูกสาวคนเล็กผู้สมบูรณ์แบบ ได้รับความรักและเอาใจใส่จากคนทั้งบ้านเสมอ ในวันที่ทั้งเราและป๊าไม่สบายหนักมาก เราจึงเห็นคุณค่าของชีวิตและเวลาแสนสั้น เราควรที่จักดูแลตัวเองและกันและกัน เราก็เปรี้ยวลุกขึ้นมาประกาศกร้าวว่าป๊าไม่ต้องทำงานแล้วนะ ต่อไปเราจะทำเอง เราจะทำแบรนด์กระเป๋า” เก๋เล่า ใช่แล้ว เธอประกาศออกไปแบบนั้นโดยที่ไม่เคยเรียนออกแบบกระเป๋าหรือมีความรู้ทำเครื่องหนังมาก่อน

นอกจากความชอบในเรื่องแฟชั่น เก๋เชื่อว่าคนเราเลือกหยิบของสำคัญในชีวิตประจำวันบรรจุลงในกระเป๋า เธอจึงสร้างแบรนด์ ‘๓๑ ธันวา’ (31 Thanwa) จากคนที่ไม่ได้เรียนทำรองเท้าหรือกระเป๋ามาก่อน โดยช่างทำรองเท้าที่ไม่เคยทำกระเป๋ามาก่อนเช่นกัน

รองเท้า กระเป๋าหนัง

ป๊าจึงให้อาจารย์ชาวสิงคโปร์ของป๊ามาสอนเก๋ทำรองเท้า

“กระเป๋าใบแรกของเราไม่ได้สวยงามเท่าไหร่ แต่เราภูมิใจมาก ป๊าตรวจดูและโยนทิ้ง บอกว่าทำแบบนี้ใครจะซื้อ ขายไม่ได้หรอก เท่านั้นแหละเราร้องไห้เลย ก่อนจะลงมือทำมาให้ป๊าดูอีก 30 ใบ และป๊าก็โยนทิ้งเหมือนเดิมทุกครั้ง ตอนนั้นเราคิดแต่ว่าถ้าป๊าผู้ซึ่งเชี่ยวชาญอยู่กับงานหนังมาตลอดชีวิตยังไม่โอเค เราก็ต้องทดลองทำอีก ทำอีก เพราะป๊าดูออกหมดนะว่าชิ้นงานที่เราทำออกมามีหรือไม่มีคุณภาพ”

ก่อนจะมาถึงกระเป๋าใบสุดท้าย เก๋คุยกับอาจารย์ช่างว่าถ้าไม่ผ่านอีกเธออาจจะขอเลิกล้มความตั้งใจแล้ว แต่ปรากฏว่าออกมาสวยมาก ป๊าหยิบดูและไม่พูดอะไร นอกจากคำว่า “เออ สวยดี” หลังจากนั้นเก๋จึงตัดสินใจกลับมาทำงานที่บ้านเต็มตัว

‘๓๑ ธันวา’ จึงเป็นแบรนด์กระเป๋าที่ใช้วิธีการทำแบบรองเท้าแทบทั้งหมด มีความแข็งแรงแบบเดียวกับที่ผูกเย็บส้นรองเท้าด้วยมือ ทั้งคอนเซปต์ที่ออกคอลเลกชันใหม่ทุกวันที่ 31 ธันวาคม และความประณีตเพราะใช้ช่าง 1 คนต่อกระเป๋า 1 ใบ เท่จนเข้าตานิตยสารแฟชั่นระดับโลกอย่าง Vogue ฉบับ UK จัดให้เป็นงานของนักออกแบบรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองภายในปีแรกที่เปิดตัวแบรนด์

๓๑ ธันวา

31 Thanwa

You Make Me Feel So Young

หลังจากที่แบรนด์ ‘๓๑ ธันวา’ เติบโตในเส้นทางสายแฟชั่น 4 – 5 ปี

เก๋เริ่มกลับมาคิดถึงองค์ความรู้เรื่องรองเท้า สิ่งที่อากงและป๊ารัก และทำให้ทุกคนในครอบครัวมีชีวิตอย่างทุกวันนี้ ไม่อยากให้จางหายไป และอยากพัฒนาและทำให้ป๊าและช่างฝีมือทุกคนรู้สึกว่ามีอะไรใหม่ๆ ให้เรียนรู้

“เราเริ่มคุยกันว่าเราอยากทำรองเท้าให้มีประโยชน์ ไม่อยากให้เป็นแค่รองเท้า” เฮียซ้ง ผู้รับตำแหน่ง จิปาถะ manager ดูแลเรื่องการขายและส่งสินค้า เล่าจุดเริ่มต้นของรองเท้าที่พูดเรื่องความสัมพันธ์

“ส่วนตัวเราเองไม่ถนัดเรื่องแฟชั่นนัก และไม่ค่อยเห็นด้วยกับการมาเร็วไปเร็วของแฟชั่นเท่าไหร่ เมื่อคุยกันว่าอยากทำแบรนด์ ผมก็เสนอว่า หนึ่ง อยากทำรองเท้าที่เราถนัด และสอง เป็นรองเท้าที่ใส่ได้ทุกวัน ใส่วันทำงาน วันหยุด ไปจนถึงออกงานได้ และรองเท้าที่บ้านเราทำก็ตอบโจทย์นี้อยู่แล้ว เมื่อก่อนเรารับผลิตให้แบรนด์อื่นๆ พอมาทำแบรนด์ตัวเอง เราก็อยากทำออกมาให้ดีและเข้าถึงได้ วัตถุดิบที่เลือกใช้อาจจะไม่ใช่วัตถุดิบดีและแพงที่สุด แต่รู้ว่าอะไรดี อะไรใส่แล้วสบายและสวย” เฮียเม้งเสริม

นอกจากครอบครัววิทยสัมฤทธิ์แล้ว การทำ Youngfolks ก็ทำให้ช่างทุกคนรู้สึกกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ มีสีสันในครอบครัว เพราะทุกคนเรียนรู้ด้วยกัน ทำด้วยกัน ช่วยกันคิดช่วยกันทำในส่วนที่ตัวเองถนัด

เย็บรองเท้า โรงงานรองเท้า รองเท้าหนังทำมือ

เมื่อเรื่องงานออกแบบและการขายเป็นหน้าที่ของเก๋และเฮียซ้ง หน้าที่สร้างสรรค์และถ่ายทอดเรื่องราวจึงตกเป็นของเฮียเม้งอย่างไม่ต้องสงสัย

เฮียเม้งเล่าว่า สิ่งยากสุดในการทำแบรนด์นี้คือ ‘ชื่อ’

“ตอนทำงานโฆษณา การคิดชื่อ คิด branding ให้ลูกค้านั้นง่ายมาก แต่พอเป็นของตัวเองเรามักจะคิดเยอะ ต้องเป็นชื่อที่เรารักและคนอื่นก็รักด้วยมันถึงจะขายของ คิดขนาดวิธีออกเสียงมันเพราะหรือยัง เราเคยผ่านชื่อแม้กระทั่ง ‘ซ้งเม้งเก๋’ จนเก๋ไปเจอเพลง Young Folks ของ Peter Bjorn and John แปลว่าพี่น้อง เราอยากทำรองเท้าแบบคลาสสิก บ้านเรามีเรื่องราว คำว่า folk ดูเชยๆ ดูเก่าๆ แต่มีคำว่า young เราทำเรื่องเก่าๆ ให้ร่วมสมัย ก็ลงตัวมาเป็นชื่อ Youngfolks”

เช่นเดียวกับ โลโก้ โดยรูปปีกกามาจากหน้ากากรองเท้า moccasin และมีอีกความหมายหนึ่งว่า ความกลมเกลียว การอยู่รวมกันของพี่น้อง

รองเท้าหนัง Youngfolks

Way Back into Love

Youngfolks เป็นแบรนด์นำองค์ความรู้ของครอบครัวเรื่องการร้อยรองเท้าหนังแบบ moccasin หรือการแต่งรองเท้าด้วยการปัดสีหนังด้วยมือทีละคู่ มาทำในแบบที่เหมาะกับคนรุ่นใหม่

คอลเลกชันแรกของ Youngfolks เป็นรุ่นที่มีปีกนกคลาสสิกที่ทำมาตั้งแต่สมัยอากง เก๋ออกแบบให้มีทั้งแบบปิดส้นและเปิดส้น และตั้งใจให้ใส่ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ส่วนคอลเลกชันที่สอง เพิ่มเติมสีพิเศษได้แก่ sugar จากเทคนิคพิเศษ เป็นหนังปัดสีด้วยมือ องค์ความรู้ดั้งเดิมที่ส่งต่อกันมา ซึ่งการปัดรองเท้าแต่ละครั้งใน 1 คู่จะเกิดแสงและเงาที่ไม่เหมือนกันเลยขึ้นกับช่างแต่ละคน ทำให้เห็นความเชี่ยวชาญและเรื่องราวอยู่ในนั้น นอกจากนี้ยังมีสีธรรมชาติ สีนู้ด สีน้ำตาลเข้ม

“เราอยากทำ Youngfolks ให้เป็นรองเท้าที่ทุกคนใส่ แล้วชวนคนที่เรารักมาใส่ด้วยกัน ใส่ร่วมกันเป็นครอบครัว ใส่เป็นคู่ ใส่เป็นกลุ่ม จึงออกมาเป็นรองเท้าแบบที่เข้าใจง่าย และราคาเข้าใจได้ ใส่ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงเพราะมีตั้งแต่ไซส์ 36 – 45” เก๋เล่าที่มาของแบบทรงรองเท้าที่แม้ให้เลือกหลากหลาย แต่เป็นเพราะคัดสรรและคิดมาอย่างดีแล้ว

ธรรมชาติของการเลือกซื้อรองเท้า ไม่เหมือนกับเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายทั่วไป เพราะเต็มไปเป็นความรู้สึกส่วนตัว รองเท้าคู่นี้แบบทรงสวยทันสมัยพอที่จะส่งเสริมให้เรามั่นใจในการก้าวเดินมั้ย สวมใส่แล้วสบายเท้าไม่ว่าจะเดินเหินด้วยท้วงท่าแบบไหนหรือเปล่า

ไม่รู้ว่าเพราะเป็นเราได้ยินได้ฟังเรื่องราวความเป็นมาของรองเท้า จากทั้ง 3 พี่น้องมากเกินไป หรือเพราะรองเท้าหนังคู่ตรงหน้าส่งเสียงเล็กๆ เรียกเรา เราจึงรู้สึกไม่ได้อยากได้รองเท้าคู่นี้แค่คู่เดียว แต่อยากชวนให้คนรัก เพื่อนสนิท กัลยาณมิตร ใส่รองเท้าคู่นี้เหมือนกันกับเรา และนั่นเป็นสิ่งพิเศษที่ทำให้ Youngfolks มีชื่อเล่นอีกชื่อว่า รองเท้าที่เต็มไปด้วยความรัก

จึงไม่แปลกใจ ที่ไม่ว่า Youngfolks จะไปออกร้านในตลาดเทศกาลงานไหนๆ ก็มักจะมีลูกค้าเป็นกลุ่มครอบครัวเลือกและลองรองเท้ากันอย่างสนุกสนาน

“ครอบครัว The Cloud สนใจ ก็สั่งไปใส่เป็นกลุ่มได้นะครับ” เฮียซ้ง ปิดการขาย

Youngfolks

รองเท้าหนัง

ยังแอบเห็นและชื่นชม

เช่นเดียวกับเฮียซ้ง เฮียเม้ง และเก๋ ที่ใส่พลังและความเชี่ยวชาญของตัวเองลงไปใน Youngfolks ป๊าเองก็รู้สึกสนุกไปด้วย จนทำให้ป๊ากลับมาเปิดกระเป๋าเครื่องมือในรอบ 10 ปี ก่อนจะมอบหมายให้หาซื้อไส้ดินสอ และตามหานานาเครื่องไม้เครื่องมือที่เลิกผลิตไปแล้ว

“ป๊าเป็นคนละเอียด งานป๊าต้องเนี้ยบมาก” เฮียซ้งเล่าถึงการทำงานกับป๊า ก่อนที่เฮียเม้งจะเสริมว่า ป๊าเชื่อในการทำการตลาดแบบเดิมๆ โตมากับการถือสินค้าตัวอย่างไปเสนอกับห้างร้านสินค้าต่างๆ ไม่เข้าใจการเล่าเรื่องราวแบรนด์ในโซเชียล หรือสร้างจุดขายผ่านดึงประสบการณ์ร่วมกับลูกค้า

“แล้วทั้งสามพี่น้องมีวิธีพิสูจน์สิ่งที่ตัวเองเชื่ออย่างไง” เราถาม

“ก็ทำให้ดูเลย” เฮียซ้งตอบสั้นๆ

“ถ้าเป็นบ้านเรา เราเชื่อเรื่องการลงมือทำให้เห็น เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่ายังมีวิธีการอื่นใดอีกมาก”

“ถ้าเราเอาแต่พูด ยังไงป๊าหรือช่างที่ทำงานด้วยเขาก็จะมองว่าเราเป็นเด็กอยู่เสมอ การเอาชนะใจคนที่เพียรพยายามฝึกฝนทุกเรื่องอย่างอดทนแบบคนสมัยก่อน นั่นคือจงลงมือทำ ทำให้เขาเห็นและยอมรับความพยามยามของเรา” เก๋ยิ้มตอบ

บุณยนุช ประสงค์ ประสิทธิ์ วิทยสัมฤทธิ์

Like Father, Like Son, Like Daughter

“ป๊าไม่เคยสอนว่าทำรองเท้ายังไง ทำธุรกิจยังไง ป๊าไม่เคยกดดันให้รวย ให้ประสบความสำเร็จ แต่สิ่งสำคัญที่สอนมาทั้งชีวิตคือให้พวกเราพี่น้องรักกัน” เก๋รีบตอบ ทันทีที่เราถามว่าอะไรคือสิ่งที่ป๊าสอนทั้งพวกเขาเสมอ

“ป๊าไม่ได้สอนวิธีทำงาน แต่ป๊าทำให้เห็น วิธีปฏิบัติกับคนที่ทำงานด้วย ดูแลและให้เกียรติคนทำงาน วิธีที่ป๊าให้แม่เป็นคนจ่ายค่าแรงช่างเพื่อให้ทุกคนเกรงใจอาซ้อ” เฮียเม้งเสริม

“ทุกครั้งที่พวกเราเจอเพื่อนหรือคนรู้จักของป๊า ทุกคนจะเข้ามาชื่นชมป๊าให้ฟัง ว่าป๊ากตัญญูดูแลอากงอาม่า ทุกวันนี้ป๊ายังให้เราไปเยี่ยม ไปทักทาย และเอากระเช้าไปให้นายช่างรุ่นอากงอยู่เลย” เฮียซ้งปิดท้ายสิ่งที่เรียนรู้และเห็นตัวอย่างจากป๊า

Youngfolks สำคัญกับชีวิตพวกคุณยังไง เราถาม

“สำหรับผม สิ่งที่ทำวันนี้มันทำให้ผมกลับบ้าน ทำให้รู้จักพ่อตัวเอง จากที่ได้ฟังเขาบ่อยขึ้น เขาจะนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานเล่าเรื่องที่เคยไปเก็บค่าแรง หรือการทำงานกับคน ผมว่าทำให้เรารู้จักรากเหง้าตัวเอง อายุเท่านี้ กว่าจะรู้ตัวว่าต้องกลับบ้านมันนานมากเลยนะ” คำตอบของเฮียเม้งชวนเราย้อนกลับมามองตัวเองว่าตอนนี้กำลังเดินทางไกลจากบ้านเท่าไหร่

“ส่วนตัวผมเกเรน้อยลงเยอะ กลับมาทำงานจริงจัง” เฮียซ้งสรุปกับตัวเองสั้นๆ ก่อนที่เอ่ยปากมอบมงให้เก๋ ที่ปิดท้ายบทสนทนาด้วยตาเป็นประกาย

“เราเห็นป๊ากลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหลังจากไม่สบายหนัก หลังช่วงยุครุ่งเรืองเรอเนซองส์สุดๆ ของป๊า เข้าสู่ยุคมืดเพราะป๊าไม่สบายหนัก และทุกคนก็สนใจสุขภาพป๊าเป็นสำคัญ มาถึงวันที่เราเริ่มทำอะไรใหม่ๆ จนเขาเห็นเป็นชิ้นเป็นอัน ป๊าก็ลุกขึ้นมามีชีวิตชีวา มีแรงเดินลงมาดูว่าช่างทำอะไรไปถึงไหน เหมือนสมัยก่อน”

วิทยสัมฤทธิ์ วิทยสัมฤทธิ์

บักเซ้ง พ.ศ. 2495

หลังจากแบกเสื่อผืนหมอนใบนั่งมากับเรือสำเภาจากจีนแผ่นดินใหญ่ อากงเริ่มต้นชีวิตในแผ่นดินสยามด้วยเป็นหนึ่งในช่างโรงงานทำรองเท้าของญี่ปุ่นที่มาตั้งในช่วงสงคราม ก่อนจะร่วมกันกับเพื่อนที่เป็นช่างฝีมือเปิดโรงงาน ด้วยทักษะการบริหารที่มีทำให้อากงจับพลัดจับผลูจากช่างมาเป็นเจ้าของโรงงาน

ป๊าเล่าว่า ในสมัยก่อนอากงทำการตลาดง่ายๆ อย่างการเสนอขายร้านค้าต่างๆ แต่เพราะปัญหาเรื่องภาษาและระบบการเก็บเงิน อาแปะและป๊าจึงช่วยหาตลาดใหม่ๆ จนกลายเป็นรองเท้าหนังเจ้าแรกๆ ที่ขายในห้างสรรพสินค้า โดยเฉพาะห้างไทยไดมารูที่มียอดขายดีที่สุด ไม่ว่าจะออกแบบทรงล่าสุดรุ่นไหนมา เป็นต้อง sold out ทุกรุ่น

Estate Footwear พ.ศ. 2522

ป๊าเล่าว่า ยุครุ่งเรืองของโรงงานคือช่วงที่ผลิตรองเท้าส่งออกไปต่างประเทศ เริ่มจากประเทศในตะวันออกกลาง ซาอุดิอาระเบีย คูเวต จอร์แดน ก่อนจะขยายไปทางยุโรป

หลังจากสองพี่น้องทายาทรุ่นสองเข้ารับช่วงต่อจากอากงอย่างเต็มตัว ก็เริ่มสนใจตลาดต่างจังหวัด ทดลองนำเสนอสินค้าและส่งของด้วยตัวเอง ก่อนจะทำผลงานเข้าตา supplier เจ้าหนึ่งในประเทศซาอุดิอาระเบีย ทำให้มียอดสั่งผลิตหลักพันคู่ จนป๊าต้องเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน จากที่ช่าง 1 คนใช้เวลาทำ 1 – 2 วันต่อรองเท้า 1 คู่ ต้องเร่งฝีมือเพื่อให้ทันกับความต้องการของตลาด และยังมีเรื่องขนาดมาตรฐานของรองเท้าที่ป๊าลงทุนไปเรียนกับช่างฝีมือชาวสิงคโปร์เมื่อครั้งสมาคมผู้ประกอบการเครื่องหนังจัดงานสัมมนา ป๊าจึงได้องค์ความรู้เรื่องการคำนวณ sizing ขนาดข้อเท้า กระดูกเท้า ตามหลักสากลเพื่อคุยกับลูกค้าทางยุโรป สร้างความน่าเชื่อถือให้กับโรงงาน และเป็นนักออกแบบรองเท้า ได้รางวัลออกแบบรองเท้า moccasin ระดับชาติมาแล้ว

รายการสั่งผลิตกว่าหมื่นคู่หรือจำนวนการผลิตวันละคู่เป็นวันละ 4,500 คู่ ยังไม่ใช่จุดสูงสุดของความสำเร็จที่อาแปะและป๊าพบเจอ เพื่อการเติบโตของโรงงานและการทำงานผลิตให้ได้มาตรฐาน ป๊าในวัยสามสิบกว่า ผู้มีวุฒิการศึกษาแค่ ป.2 ลงมือเรียนรู้วิธีจัดการคนและการผลิตในโรงงานด้วยตัวเองผ่านหนังสือระดับปริญญาโท แล้วชวนเพื่อนที่เป็นวิศวกรมาช่วยวางระบบ ก่อนจะนำมาซึ่งตัวเลข 200 ล้านบาทต่อปี ของหวานที่ดึงดูดนักลงทุนในตลาดหุ้น

หลังจากยื่นคำขาดว่าจะไม่นำโรงงานเข้าตลาดทุนได้ไม่นานป๊าก็ล้มป่วยหนัก เมื่อขาดคนดูแลตรวจสอบคุณภาพ อาแปะไม่สบายกะทันหัน ประกอบกับเศรษฐกิจที่แย่ลง จนมาถึงจุดที่ทายาทรุ่นสองต้องแยกย้ายจากกัน

Wagon Way พ.ศ. 2533

แม้ป๊าจะต้องเรียนรู้เรื่องการบริหารจัดการธุรกิจและตลาดซึ่งป๊าไม่ถนัด กิจการของโรงงานซึ่งย้ายกลับมาที่ตั้งเดิม ก็ยังคงดำเนินต่อมาถึงปัจจุบัน

ป๊าทำงานเหนื่อยขนาดนี้ เคยแอบคิดให้ลูกทั้งสามมาสานต่อสิ่งที่ป๊าวางรากฐานอย่างแข็งแรงนี้มั้ย เราถาม

“ไม่คิดเลย เพราะอุตสาหกรรมนี้เหนื่อยมาก อยากให้เขาทำอย่างอื่นมากกว่า ที่ป๊าทำได้เพราะ ป๊ามีใจรัก เราเป็นร้านเล็กๆ อยากขยายไปต่างจังหวัด อยากขายบนห้างใหญ่ อยากส่งขายไปต่างประเทศ มีความฝันและความตั้งใจที่อยากทำให้เป็นจริง เมื่อมีจังหวะเข้ามาและทำให้ดีที่สุด แต่จะเครียดมากนะ ช่วงที่มียอดสั่งผลิตเยอะๆ ป๊านอนวันละ 2 ชั่วโมง” ป๊าเล่า

จากคนที่ไม่สนใจกิจการที่บ้านเลย เกเรไปวันๆ จนอากงยังถามว่า ไปเข้าคอร์สทำไมตั้งหลายหมื่นบาท เรียนไปก็ทำรองเท้าไม่ได้หรอก มาถึงวันที่ป๊าพิสูจน์ให้อากงเห็นว่าสามารถพารองเท้าไปไกลถึงต่างบ้านต่างเมืองได้ แล้วกลายเป็นอากงเองที่ต้องเป็นคนบอกให้ป๊าพักผ่อนบ้าง

ในวันที่ลูกทั้งสามบอกว่าจะทำแบรนด์รองเท้า ป๊าบอกว่า ป๊ายังไม่มั่นใจ

“แต่ก็ยอมรับว่าเก๋ตั้งใจจริง ตอนที่ให้อาจารย์ที่สอนป๊ามาสอน เขายังบอกว่าไม่เคยเห็นใครเรียนทำรองเท้าเพื่อทำกระเป๋าเลย จริงๆ เป็นทั้งสามพี่น้องเลย พวกเขามีใจรัก ทุ่มเทในงานที่ทำ” ป๊ายิ้มปิดท้าย หลังเล่าเรื่องราวขนาดยาว 60 ปี ในเวลา 3 ชั่วโมง

 

Facebook: Youngfolks

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load