ธุรกิจ : บริษัท สหศรีอุตสาหกรรม จำกัด และ CHAND

ประเภทธุรกิจ : อุตสาหกรรมทำเทียน

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2507 (ก่อตั้งโรงงานแรก พ.ศ. 2517)

อายุ : 57 ปี

ผู้ก่อตั้ง : ประเสริฐ อนันตกฤตยาธร

ทายาทรุ่นสาม : ภัครภณ อนันตกฤตยาธร CHAND (พ.ศ. 2564)

เมื่อไม่กี่เดือนก่อน มีร้านขายเทียนแห่งใหม่เปิดในซอยสวัสดี สุขุมวิท 31 หน้าตาไม่เหมือนร้านเทียนทั่วไปที่เราเห็นในตลาด โปรดักต์หลักๆ ไม่ใช่เทียนหอม แต่เป็นเทียนแท่งและเทียนวันเกิดที่รูปทรงแปลกตา แถมสีสันยังสวยเก๋ หลากหลาย และมีให้เลือกมากกว่า 20 เฉด

ต๊อป-ภัครภณ อนันตกฤตยาธร และ เอ็ม-นริสา โพธิกุลชนันท์ คือผู้ก่อตั้ง ‘CHAND’ ย่อมาจาก Chandler แปลว่าคนขายเทียน แบรนด์ที่อยากเห็นเทียนเป็นมากกว่าเครื่องมือให้แสงสว่าง โดยใช้วัตถุดิบที่ดีต่อร่างกาย ดีต่อธรรมชาติ มีเอกลักษณ์เป็นโทนสี Pantone เพื่อตอบโจทย์สไตล์การตกแต่งบ้านหลายๆ แบบ

ฝ่ายหญิงเรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยทำงานอยู่ในวงการนิตยสาร จึงได้เห็นธุรกิจหลายแบบ 

ฝ่ายชายโตมาในครอบครัวที่ทำธุรกิจโรงงานเทียนเก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย และใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้คลุกคลีอยู่กับอุตสาหกรรมนี้มาตั้งแต่เด็ก

CHAND เป็นตัวอย่างของการต่อยอดธุรกิจครอบครัวเป็นธุรกิจใหม่ ที่อาจไม่ได้มีแนวคิดเหมือนกันเสียทีเดียว แต่เป็นการหาช่องว่างและทำสิ่งที่แตกต่างเพื่อไม่ให้กระทบธุรกิจที่มีอยู่ มองเห็นตลาดในปัจจุบันที่คนให้ความสำคัญกับการแต่งบ้านมากขึ้น คิดแทนลูกค้าเพื่อสร้างสินค้าที่ดีที่สุด และทำให้คนเห็นคุณค่าของของใกล้ตัวอย่างเทียน ซึ่งนอกจากจะใช้งานได้ดีแล้ว ยังมีความงามแฝงอยู่ด้วย

CHAND ทายาทโรงงานเทียนเก่าแก่ที่สุดในไทย ที่อยากให้เทียนเป็นมากกว่าสิ่งให้แสงสว่าง

โรงงานทำเทียนตั้งแต่เทียนไหว้พระ จนถึงเทียนวันเกิด

ธุรกิจครอบครัวต๊อปเริ่มต้นจากอากง คนจีนที่ย้ายถิ่นฐานมาประเทศไทยใน พ.ศ. 2507 อุตสาหกรรมทำเทียนสมัยนั้นส่วนใหญ่เป็นธุรกิจเล็กๆ ทำกันเองในครัวเรือน ใช้หม้อต้ม 2 หม้อ ไม่มีเครื่องจักร และผลิตได้ทีละไม่มาก 

สหศรีอุตสาหกรรมเป็นโรงงานทำเทียนแห่งแรกที่เป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ส่วนมากเป็น OEM (Original Equipment Manufacturer) รับผลิตตามแบบให้กับแบรนด์ต่างๆ สมัยอากงใช้เครื่องจักรและแรงงานในการผลิตควบคู่กัน มาถึงรุ่นพ่อได้ไปเยอรมนีเพื่อหาเครื่องจักรใหม่ จากที่ใช้คนเป็นร้อยคนก็เหลือแค่หลักสิบ ผลิตคราวหนึ่งได้จำนวนมาก เทียนที่ทำมีตั้งแต่เทียนพรรษา เทียนวันเกิด เทียนแท่ง และเทียนหอม จุดเด่นคือวัสดุพาราฟิน Medical Grade ที่การันตีว่าใช้ในโรงพยาบาลได้

ยอดขายในประเทศสูงสุด คือ เทียนไหว้พระและเทียนวันเกิด เทียนไหว้พระจัดจำหน่ายทั่วประเทศ ขณะที่เทียนวันเกิดผลิตให้แบรนด์ดังอย่าง Swensen’s, S&P และวางขายในร้านสะดวกซื้อทั่วไทย ส่วนเทียนหอมหรือเทียนสวยงามจะส่งออกต่างชาติเป็นส่วนใหญ่

พอเวลาผ่านไป คนเชื่อในเรื่องศาสนาลดน้อยลง ไปวัดน้อยลง บางวัดก็เปลี่ยนมาใช้เทียนไฟฟ้าแทน ทำให้ธุรกิจที่บ้านเริ่มอยู่ตัว เพราะยอดขายเทียนไหว้พระมีสัดส่วนที่สูงเป็นอันดับสองรองจากเทียนวันเกิด

ถึงอย่างนั้น ธุรกิจโรงงานทำเทียนก็ดำเนินอย่างมั่นคงมาเรื่อยๆ รับผลิตให้กับแบรนด์ต่างๆ จนล่าสุดมีแบรนด์สินค้าปีนเขามาสั่งทำเทียนขี้ผึ้งเอาไว้ใช้เดินป่า 

CHAND ทายาทโรงงานเทียนเก่าแก่ที่สุดในไทย ที่อยากให้เทียนเป็นมากกว่าสิ่งให้แสงสว่าง

หยิบเอาจุดเด่นมาต่อยอด

แม้จะมีธุรกิจครอบครัวอยู่แล้ว ซึ่งปัจจุบันมีทายาทคนอื่นๆ บริหารอยู่ ต๊อปมีแนวทางของตัวเอง เขามีงานหลักเป็นโปรดิวเซอร์ทำเพลงควบคู่กับดีเจ จึงยังไม่กลับไปทำงานกับที่บ้าน ส่วนเอ็ม แฟนสาว เป็นคนมีแพสชันในเรื่องการทำธุรกิจ ครั้งหนึ่งก็เคยทำแบรนด์สบู่ของตัวเอง

ช่วงหนึ่งมีโอกาสได้ไปโรงงานบ่อยๆ เลยลองปรึกษาผู้ใหญ่ว่า ถ้าอยากต่อยอดสินค้าให้เหมาะกับคนยุคใหม่มากขึ้น จะเป็นไปได้ไหม แน่นอนว่าผู้ใหญ่ไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้

ไม่ใช่เทียนของครอบครัวที่ทำอยู่แล้วไม่ดี แต่พวกเขามองเห็นอีกโอกาสหนึ่ง

ไอเดียที่นำไปเสนอผู้ใหญ่เริ่มจากข้อสังเกตว่า คนไทยไม่ค่อยใช้เทียนแท่ง อาจมีใช้บ้างช่วงไฟดับ ใช้สำหรับให้แสงสว่าง แต่ทั้งคู่มองว่าเทียนเป็นได้มากกว่านั้น เป็นได้ทั้งเครื่องประดับตกแต่ง และมีไว้สร้างบรรยากาศในห้อง 

CHAND ทายาทโรงงานเทียนเก่าแก่ที่สุดในไทย ที่อยากให้เทียนเป็นมากกว่าสิ่งให้แสงสว่าง

เอ็มเล่าต่อถึงช่วงที่ไปเรียนปริญญาโทที่อเมริกา เธอพบว่าทุกคนที่เจอใช้เทียนในชีวิตประจำวันกันหมด เพียงแต่ในบ้านเราไม่ได้มีแบรนด์เทียนให้เลือกซื้อมากนัก และที่สำคัญ นอกจากเทียนแท่งสีขาวและเหลือง หรือเทียนวันเกิดสีสดๆ ก็ไม่มีตัวเลือกอื่นมากมายนัก

“แล้วเราว่าเค้กเดี๋ยวนี้สวยเรียบ” เอ็มเล่าต่อ “เราอยากให้มีเทียนที่สวยและเข้ากัน คิดว่าถ้ามีเทียนวันเกิดที่เข้ากับเค้กให้ลูกค้าได้เลือกหลายๆ สี น่าจะสนุก เปลี่ยนสิ่งที่เราทำได้อยู่แล้วให้ตรงความต้องการคนมากขึ้น พอคิดเรื่องเทียนวันเกิด เลยมาคิดเรื่องเทียนแท่งต่อ อยากให้มีครบทุกอย่าง”

CHAND ทายาทโรงงานเทียนเก่าแก่ที่สุดในไทย ที่อยากให้เทียนเป็นมากกว่าสิ่งให้แสงสว่าง

เทียนที่ธุรกิจครอบครัวทำจะเน้นใช้ประกอบพิธีทางศาสนา เทียนวันเกิด หรือเทียนแท่งสำหรับใช้งานเวลาไฟดับ ไม่ก็ช่วงเทศกาลอย่างลอยกระทง ถ้าไม่ใช่สีขาวหรือเหลือง ก็จะเป็นสีสดๆ ไปเลย

ส่วน CHAND มีเทียนวันเกิดขายทั้งหมด 24 สีตาม Pantone มีเทียนแท่ง 2 ขนาดที่มาพร้อม 18 เฉดสี ตอบโจทย์ความชอบของคนได้อย่างครอบคลุม

ไม่แข่งกับของเดิม แต่ต้องเกื้อหนุนกันและกัน

เพราะเป็นธุรกิจเกี่ยวกับเทียนเหมือนของครอบครัว ต๊อปและเอ็มจึงตั้งใจตั้งแต่แรกเริ่มว่าต้องทำให้แตกต่าง ไม่ไปกระทบธุรกิจเดิมที่มีอยู่ เพื่อที่จะอยู่ต่อไปได้ทั้งคู่ หลังจากปรึกษาอยู่นาน ครอบครัวก็เริ่มเห็นความเป็นไปได้ แม้ไม่ได้แนะนำเรื่องแนวทางการทำธุรกิจเพราะมีความคิดไม่เหมือนกัน แต่ก็สนับสนุนทั้งคู่อย่างเต็มที่ โดยการสอนเรื่องกระบวนการผลิต ข้อจำกัดคืออะไรบ้าง สินค้าที่ไม่ผ่านมาตรฐานเกิดจากอะไร และต้องแก้ไขอย่างไร

พวกเขาเริ่มจากนำแม่พิมพ์เทียนวันเกิดที่โรงงานเลิกใช้ไปกว่าสี่สิบปีกลับมาปัดฝุ่น ผลิตเทียนวันเกิดที่มีขนาดใหญ่กว่าตามท้องตลาด เลือกใช้ระบบทำมือแทนเครื่องจักร โดยทำทีละน้อยๆ แต่ใส่ใจรายละเอียดมากขึ้น

จากไอเดียตั้งต้นที่เทียนวันเกิด จนถึงเทียนแท่งที่อยากให้คนใช้ในชีวิตประจำวัน เทียนถ้วยจากขี้ผึ้งร้อยเปอร์เซ็นต์ และเทียนหอมที่ผ่านการศึกษาก่อนผลิตเยอะมาก แม้จะมีโรงงานของครอบครัวเป็นทุนตั้งต้น ต๊อปและเอ็มกลับเลือกเดินทางที่แตกต่าง และใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติทั้งหมด 

CHAND ทายาทโรงงานเทียนเก่าแก่ที่สุดในไทย ที่อยากให้เทียนเป็นมากกว่าสิ่งให้แสงสว่าง

“เทียนถ้วย Tea Light เราเปลี่ยนจากพาราฟินมาเป็นขี้ผึ้ง ไม่ใส่น้ำหอม ไม่ใส่สารสังเคราะห์ใดๆ เลย ขี้ผึ้งก็เป็นวัตถุดิบในประเทศ เอาไปใช้เพื่อสุขภาพได้ ช่วยลดปริมาณควันในอากาศ เหมาะสำหรับคนที่เป็นหอบหืดหรือภูมิแพ้ จุดข้างเตียงนอนได้ ถ้วยใส่ก็เปลี่ยนจากอะลูมิเนียมเป็นแก้วพลาสติกที่รีไซเคิลได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

“ส่วนเทียนหอมทำยาก ที่โรงงานใช้พาราฟินใส่สี แต่เราทดลองทำด้วยวัตถุดิบจากธรรมชาติอย่างไขถั่วเหลืองและไขมะพร้าว การทำเทียนเป็นวิทยาศาสตร์ที่ต้องลงตัวจริงๆ และอุณหภูมิมีผลเยอะมาก เราทำงานกับนักปรุงกลิ่น โดยการเล่าเรื่องให้เขาฟัง อยากได้กลิ่นจากเนื้อเรื่องประมาณนี้ เราทั้งคู่เป็นคนเล่าเรื่อง ต๊อปมีเรื่องแปลกๆ เยอะ”

แรงบันดาลใจกลิ่นเทียนของ CHAND จึงแปลกใหม่และไม่เหมือนใคร อย่างกลิ่นหญ้าหลังฝนในสนามบอล ไปจนถึงกลิ่นยานอวกาศที่ขึ้นสนิม 

เป็นมากกว่าเทียน

ต๊อปและเอ็มไม่รู้หรอกว่าแบรนด์ของตัวเองดีกว่าในตลาดหรือไม่ ที่รู้แน่นอนคือพวกเขาพร้อมจะพัฒนาไปในทางที่ดีกว่าเสมอ 

“เราคิดแทนลูกค้า” เอ็มว่าอย่างนั้น และเป็นเหตุผลที่ทั้งคู่พยายามเสาะหาวิธีการ วัตถุดิบ และวัสดุที่ดีที่สุด

CHAND เลือกทางเดินที่ดีกว่าเสมอ ถ้ารู้ว่าจะทำให้ผลิตภัณฑ์ดีขึ้นได้อย่างไร ก็จะเลือกทางนั้นต่อให้จะขรุขระและยากลำบากกว่าหลายเท่า

ทั้งสองอยากเปลี่ยนภาพจำของเทียน โดยทำให้เทียนสวยและปลอดภัยสำหรับการใช้ในชีวิตประจำวัน อยากให้คนเห็นคุณค่าของมันมากกว่าเป็นเครื่องมือให้แสงสว่าง 

“เราอยากให้คนเห็นเทียนเป็นสิ่งสำคัญในชีวิต ทั้งเรื่องการประดับ เรื่องบรรยากาศ จุดระหว่างมื้ออาหาร จนกลายเป็นวัฒนธรรมไปในที่สุด เวลาได้ยินลูกค้าคุยกันว่า ‘น่ารักจังเลย อยากได้สีโน้น สีนี้ เอาอันไหนก่อนดี’ มันแฮปปี้ เทียนวันเกิดแต่ก่อนไม่มีใครสนใจด้วยซ้ำ แต่เราอยากให้คนพูดถึงความงามของมัน”

ให้ความสำคัญกับประสบการณ์หน้าร้าน

ในขณะที่หลายธุรกิจที่เริ่มในช่วงโควิด-19 วางแผนช่องทางออนไลน์ไว้ขายสินค้าล่วงหน้า CHAND คิดต่างและเลือกชะลอการขายออนไลน์ไปก่อน เพราะอยากให้คนมีประสบการณ์การเลือกซื้อหน้าร้าน

คนจะได้อะไรกลับไปจากร้านแบบที่ไม่ได้จากออนไลน์-เราสงสัย

“อย่างแรกเลยคือ กลิ่น” เอ็มตอบ “อย่างที่สองคือความสนุกในการได้จับ ได้เลือก ได้ลองดูหลายๆ อย่าง มีเชิงเทียนเปล่าให้ลองมิกซ์แอนด์แมตช์ สามารถสอบถามพนักงานเรื่องโปรดักต์ต่างๆ ขอคำแนะนำ หรือให้จัดเซ็ตเทียนตามโทนสีที่ชอบได้เลย” 

ประสบการณ์หน้าร้านแบบนี้ไม่ใช่ตั้งธุรกิจขึ้นมาก็มีได้ทันที พนักงานหน้าร้านเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด สิ่งที่เอ็มทำคือสอนพนักงานทุกคนให้รู้ที่มาที่ไปของสินค้าทุกชิ้น โดยให้เขาเดินดูของในร้านแล้วตั้งคำถามขึ้นมา แถมยังให้นำสินค้ากลับไปใช้ที่บ้านเพื่อให้รู้จักและเข้าใจสินค้าจริงๆ วิธีนี้จะทำให้เขาแนะนำลูกค้าได้ดี

เอ็มและต๊อปอยากให้แบรนด์นี้เป็นจุดหมายของคนรักเทียน คิดถึงเทียน ให้คิดถึง CHAND และเป็นผู้นำเทรนด์ในเรื่องนี้ต่อไปเรื่อยๆ อะไรที่เป็นกระแสหรือมีคนทำเยอะแล้วก็จะไม่ไปแข่งขันกับเขา ขณะเดียวกันก็ค่อยๆ เติบโตอย่างมั่นคง ไม่รีบร้อนจนตั้งรับไม่ทัน 

แผนระยะสั้น คือการร่วมมือกับดีไซเนอร์ออกแบบอุปกรณ์ที่ใช้กับเทียน และวางแผนจะร่วมงานกับร้านอาหารหรือแบรนด์เสื้อผ้า ออกแบบเทียนเพื่อใช้ในร้าน

แผนระยะยาว คือการพาแบรนด์ไปต่างประเทศ และทำให้วัฒนธรรมการใช้เทียนในประเทศเปลี่ยนไป

ธุรกิจครอบครัวในวันพรุ่งนี้

หลังเปิดตัวแบรนด์ได้ไม่นาน ครอบครัวโรงงานทำเทียนของต๊อปก็ได้เห็นว่า ไอเดียที่เคยมองว่าจะเป็นไปไม่ได้ ทำได้จริงอย่างที่ทั้งคู่หวัง พร้อมเอาใจช่วยให้เติบโตไปได้เรื่อยๆ

ต๊อปบอกเราว่า ธุรกิจโรงงานเทียนที่บ้านดีมาตลอด แม้ไม่หวือหวาและมีลดลงตามพฤติกรรมคนที่เปลี่ยนไปบ้าง แต่ยังอยู่ได้โดยไม่ต้องโปรโมต หรือทำโปรดักต์ใหม่ที่แตกต่างออกไปขึ้นมา ช่วงหนึ่งเคยทำเทียนแฟนซีเป็นโต๊ะสนุกเกอร์ แต่ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมก็เลยเลิกทำไป มีทำเทียนหอมบ้างแต่ก็ไม่ได้พัฒนาต่อ

วันหนึ่งเขาอยากเห็นโรงงานเปลี่ยนจากธุรกิจ OEM ขนาดใหญ่ พัฒนาตามความต้องการของลูกค้า เป็นแบรนด์เทียนที่แข่งขันกับธุรกิจใหญ่ๆ ในต่างประเทศได้

แต่วันนี้ขอลองก้าวไปก่อนในสเกลเล็กๆ ที่พวกเขาจะทำได้ และประคับประคองให้เดินไปอย่างมั่นคงที่สุด

Writers

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

แคทรียา มาลาศรี

คนทักผิดตลอดชีวิตว่าเป็นนักร้องดัง รักการกินผักและรักเนื้อพอๆ กับผัก เกิดที่อีสาน เรียนที่ภาคกลางและหลงทางที่เชียงใหม่

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ก่อนหน้านี้เวลาพูดถึงคำว่า มรดก ผมมักนึกถึงเงินทอง ที่ดิน และทรัพย์สินอื่นๆ

แต่จากการพูดคุยกับ ตี๋-นภัทร เลิศเสาวภาคย์ และ พึ่ง-ณัฐพร เทพรัตน์ ซึ่งเป็นเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อชื่อแปลกหูอย่าง ร้านยี่สับหลก ทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่าสิ่งมีค่าที่ตกทอดมาจากคนรุ่นก่อนเป็นอะไรได้มากนั้น

ตอนที่มาถึงร้าน ผมเห็นตัวอักษรภาษาอังกฤษทำด้วยอะคริลิกเรียงตัวกันบนผนังร้านอ่านได้ว่า ‘ON THE LEGACY OF NAI SOIE BRAISED BEEF’

ป้ายอะคริลิก

สูตรน้ำแกง ความแรงของไฟ เวลาที่ใช้ในการต้ม ประสบการณ์ที่เพาะบ่มยามยืนหน้าเตา เหล่านี้คือสิ่งที่ตี๋ซึ่งเป็นทายาทของร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อชื่อดังย่านถนนพระอาทิตย์อย่าง ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อนายโส่ยได้รับตกทอดจากพ่อและแม่

ฟังเผินๆ เหมือนไม่มีอะไรยาก ก็แค่หาทำเลเหมาะๆ แต่งร้านสวยๆ แล้วเอาสูตรก๋วยเตี๋ยวที่ได้รับมาทำขายใครๆ ก็ทำได้

ไม่มีอะไรง่ายหรอก” ตี๋เอ่ยประโยคนี้ในบทสนทนา คล้ายกับเขารู้ว่าคนอื่นคิดอะไร

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมเดินทางมาเยือนร้านของเขาที่อยู่ตรงแยกสี่กั๊กพระยาศรี แต่ต่างกันตรงที่เขาไม่ได้ยืนอยู่หน้าเตาอย่างเช่นทุกครั้ง เมื่อได้นั่งคุยกันทำให้ผมรู้ว่าเรื่องราวเบื้องหลังกว่าจะกลายมาเป็นร้านที่เรานั่งอยู่มันไม่ได้ราบรื่นนัก แต่เรื่องราวเหล่านั้นก็ทำให้อาหารจานต่างๆ ของร้านนี้ที่ผมเคยกินมีความพิเศษขึ้นมา

นั่นคือนอกจากทำให้อิ่มท้องแล้วมันยังพาให้อิ่มใจ

ธุรกิจ : ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อนายโส่ย
ประเภทธุรกิจ : ร้านก๋วยเตี๋ยว
อายุ : 41 ปี
เจ้าของและผู้ก่อตั้ง
: วรพล วรไพศาล (นายโส่ย) และ ปิยนุช ตติยปัญญาเลิศ
ทายาทรุ่นที่สอง : ร้านยี่สับหลก :   
ตี๋-นภัทร เลิศเสาวภาคย์ และ พึ่ง-ณัฐพร เทพรัตน์

ร้านยี่สับหลก

ตี๋-นภัทร เลิศเสาวภาคย์

-ลูกไม้-

น้ำเดือดแล้ว”

ระหว่างนั่งพูดคุย ลูกน้องในร้านก็เดินมาตามชายหนุ่มไปควบคุมไฟ เขาจึงรีบลุกไปหลังร้านด้วยทีท่ากระตือรือร้น

นาทีนั้นผมแอบอยากเดินตามเขาไปแล้วแอบถามว่า น้ำซุปของเขาใส่อะไร ทำไมอร่อยนัก

แต่ผมก็ได้แค่คิดในใจ ของแบบนี้ใครเขาจะบอกกัน รอไม่นานเขาก็เดินกลับมายังโต๊ะที่เรานั่งอยู่ หลังจากนั้นบทสนทนาจึงดำเนินต่อไปอย่างออกรส

ย้อนกลับไปในวัยเด็ก ตี๋เติบโตมาในครอบครัวที่ยึดอาชีพขายก๋วยเตี๋ยวหาเลี้ยงชีพ ด้วยรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ซึ่งได้สูตรมาจากรุ่นอากงของเขาที่มาจากเมืองจีน ทำให้ชื่อเสียงของร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อนายโส่ยโด่งดังคับถนนพระอาทิตย์ ใครที่อยู่ย่านนั้นและไม่ได้นับถือเจ้าแม่กวนอิมต่างเคยฝากท้องไว้กับร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อร้านนี้

ด้วยความที่โตมาในร้านที่อวลไปด้วยกลิ่นควันหอมฉุยจากน้ำซุป เขาจึงค่อยๆ ซึมซับวิชาการทำก๋วยเตี๋ยวจากพ่อแม่โดยวิธีครูพักลักจำ จนตัดสินใจปักหลักสานต่อกิจการของที่บ้านกิจการที่ครั้งหนึ่งเขาเคยอายที่จะบอกใคร

เด็กๆ เราอายอยู่แล้ว เราไม่เคยบอกเพื่อนหรอกว่าบ้านเราขายก๋วยเตี๋ยว ตอนนั้นพอดีแม่เปิดบริษัทยาม เราก็บอกเพื่อนๆ ว่า แม่กูทำบริษัท รปภ. แต่สุดท้ายแม่ก็เลิก แล้วมาทำร้านก๋วยเตี๋ยวอย่างเดียว พอเริ่มโตถึงเริ่มคิดได้ ว่ามันไม่ใช่เรื่องน่าอาย เราขายก็ได้เงิน” ชายหนุ่มเล่าด้วยรอยยิ้มที่ทำให้ดวงตาของเขาเล็กลงกว่าเดิม

อาจกล่าวได้ว่าสำหรับคนที่เรียนจบเพียงชั้นมัธยม 6 อย่างเขา ร้านก๋วยเตี๋ยวบนถนนพระอาทิตย์เป็นคล้ายโรงเรียนสอนทำอาหาร หรือกล่าวให้เฉพาะเจาะจงลงไปก็คือ ที่นั่นคือโรงเรียนสอนทำก๋วยเตี๋ยว

ยิ่งฟังสิ่งที่ชายตรงหน้าได้เรียนรู้มา ผมยิ่งรู้สึกว่ามันเป็นศาสตร์ที่ลึกลับซับซ้อนไม่น้อย

แม้กระทั่งการลวกเส้นก็ใช่ว่าจะทำลวกๆ ได้

ตอนลวกเส้นสายตาเราต้องดูว่าพอเอาขึ้นมาแล้วเส้นเป็นยังไง อย่างเส้นเล็ก เวลาไม่สุกมันจะดูกระด้างๆ แข็งๆ หน่อย เราจะเห็นเลย ถ้าลูกค้าสั่งแห้งต้องลวกยังไง สั่งน้ำต้องลวกยังไง มันไม่เหมือนกัน อย่างเล็กแห้งถ้าสะเด็ดน้ำจนแห้งมันไม่อร่อย พอให้มันมีน้ำขลุกขลิกนิดหนึ่งในเส้น พอใส่น้ำมัน ใส่ซีอิ๊วมันจะนวล จะอยู่ข้างในของมัน ถ้าแห้งไปก็ไม่อร่อย”

ร้านยี่สับหลก

เมื่อผมถามว่าแล้วเราจะเรียนรู้วิธีการที่ถูกต้องได้ยังไง ตี๋ตอบอย่างเรียบง่ายแต่ทำยาก

เขาบอกว่า ก็แค่ทำทุกวัน

ช่วงแรกแม่เขาก็ปล่อยให้เราทำช่วงเวลาที่ร้านคนไม่เยอะมาก ทำไม่ดีลูกค้าก็บ่น เราก็ฟังทุกวัน เส้นนิ่มไป เส้นแข็งไป เส้นเยอะไป เราก็ค่อยๆ ปรับ จนเริ่มรู้ว่าต้องลวกยังไง

แม่ก็สอนเราทุกวันว่าทำยังไง เลือกเนื้อยังไง ทุกอย่างต้องดี ต้องสะอาด เวลาทำอะไรต้องใส่ใจกับมันจริงๆ ต้องจริงจัง

เราต้องใส่ใจ” เขาย้ำคำเดิมที่ว่าไปแล้วอีกครั้งคล้ายว่ามันมีความสำคัญพิเศษ

ตอนนั้นคล้ายผมได้คำตอบของคำถามในใจที่ว่า “น้ำซุปของเขาใส่อะไร ทำไมอร่อยนัก”

ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ

-หล่นไม่ไกล-

ร้านยี่สับหลก ที่เรานั่งคุยกันอยู่ไม่ไกลจาก ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อนายโส่ย บนถนนพระอาทิตย์มากนัก

หลังจากยืนลวกก๋วยเตี๋ยวอยู่ที่ถนนพระอาทิตย์อยู่ราวสิบปี ตี๋บอกว่าเขาเริ่มอิ่มตัว นั่นเป็นที่มาของการมองหาที่ทางใหม่ๆ เพื่อขยับขยายกิจการ

ผู้ที่มีบทบาทไม่น้อยในช่วงรอยต่อคือ พึ่ง ซึ่งเป็นคนรักของเขาที่เข้ามาช่วยดูในแง่คอนเซปต์ร้านและการจัดการระบบหลังบ้าน

“ตอนนั้นเราเห็นว่าร้านเดิมไม่มีระบบ แล้วธุรกิจแบบเก่ามันคือซื้อมาขายไป เราไม่ได้เพิ่มคุณค่าให้มัน ผู้ใหญ่เขาก็คิดว่า ของกูขายดี กูก็ขายอยู่เรื่อยๆ เรากับพี่ตี๋ก็คุยกันเรื่องนี้อยู่ปีหนึ่ง วันหนึ่งเราก็คุยกันว่าลองมาสร้างแบรนด์เพิ่มอีกดีไหม” พึ่งย้อนเล่าถึงที่มาในการทำร้านยี่สับหลกร่วมกันจนทั้งสองเริ่มมองหาทำเลที่เหมาะสม

ด้วยความที่ทั้งสองเติบโตในย่านเมืองเก่า หลงใหลถิ่นแถวนี้เป็นทุนเดิม ทำให้เมื่อมาเจอร้านขายทองเก่าบริเวณสี่กั๊กพระยาศรีปล่อยพื้นที่ให้เช่าจึงตัดสินใจได้ไม่ยาก

ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ

เราสองคนชอบย่านนี้ เราไม่ได้อยากอยู่ย่านพระอาทิตย์หรือถนนข้าวสาร เพราะมันใกล้รัศมีร้านเดิมเกินไป เดี๋ยวตีกันเอง คนอื่นอาจจะเลือกที่ที่คนพลุกพล่านใช่มั้ย แต่เราเลือกที่ที่คนน้อย เพราะว่ามันไม่วุ่นวาย” พึ่งบอกเมื่อผมตั้งข้อสังเกตเรื่องทำเลร้านซึ่งค่อนข้างเงียบยิ่งในยามค่ำคืน ก่อนที่ตี๋จะเสริม “เรามั่นใจว่าของเราดี อยู่ที่ไหนคนก็มา ไม่ใช่ต้องมานั่งเรียกร้องให้เขามากิน เราแค่ทำให้เขาเห็นก็พอว่า ร้านเรามีคนมาลองกินแล้วอร่อย พอเขาเห็นเดี๋ยวเขาก็มาเอง”

ในด้านการตกแต่งร้าน ด้วยความที่หญิงสาวเคยไปเรียนปริญญาโทและทำงานที่ฮ่องกงมา 4 ปี เขาจึงแชร์ความชอบที่ได้ซึมซับมากับชายหนุ่ม จนทั้งสองเห็นตรงกันว่าคอนเซปต์ร้านใหม่จะดึงเอากลิ่นความเป็นฮ่องกงมาใช้ในทุกรายละเอียด ตั้งแต่การตกแต่งภายใน กราฟิกดีไซน์ในเมนูอาหาร ไปจนกระทั่งชื่อร้าน

ใช่, ยี่สับหลก ซึ่งเป็นคำที่หลายคนคงสงสัยถึงที่มาเป็นภาษาจีนกวางตุ้ง แปลว่า ยี่สิบหก

ร้านยี่สับหลก

“มันเริ่มต้นมาจากเราคุยกันว่าร้านจะชื่ออะไรดี ปัญหาคือเราจะใช้คำว่า โส่ย เหมือนเดิมไหม ถ้าใช้จะใช้ในแนวไหน หรือถ้าไม่ใช้ จะทำยังไงดีให้มีเชื้อของโส่ย โดยที่เราไม่ต้องพูดคำว่าโส่ย ซึ่งเราก็นึกถึงตัวพี่ตี๋ เพราะคนที่มาร้านก็จะมาเห็นพี่ตี๋ จำหน้าพี่ตี๋ได้ แล้วอยู่ดีๆ เราก็นึกขึ้นมาว่าเอาวันเกิดมั้ย วันเกิดพี่ตี๋ คือ 26 เดือน 4 เราก็เลยส่งข้อความไปปรึกษาเพื่อนที่เป็นคนฮ่องกง ว่า 264 ที่อ่านว่า ยี่หลกเส่ โอเคมั้ย แล้วเพื่อนก็ตอบกลับมาว่าเอา เลข 26 มั้ย เป็น ยี่สับหลก พอเพื่อนพูดยี่สับหลกเราก็ เฮ้ย เอา เพราะคำนี้มันพ้องเสียงกับคำที่แปลว่า ‘Easy to cook’ หรือ ‘หุง ต้ม ง่าย’ พอดี

“เราชอบความหมายของมัน” พึ่งยืนยันด้วยรอยยิ้ม

ร้านยี่สับหลก

ร้านยี่สับหลก

-ต้ม-

หุง ต้ม ง่าย

คำสามคำแสนเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความหมายอบอุ่นกลายเป็นสิ่งที่เป็นแก่นแกนหลักของร้านยี่สับหลก

“เราเอาไอเดียจากคำว่า Easy to cook มาคิดต่อจนได้คอนเซปต์ร้านว่าร้านนี้ต้องเป็นร้านที่สืบต่อมา เป็นมรดกทางอาหาร ความหุง ต้ม ง่าย มันคือความเคยชินของการอยู่บ้าน ที่เราสองคนเลือกย่านนี้กันเพราะเราผูกพันกับย่านนี้ บ้านพี่ตี๋อยู่แถวเยาวราช เราอยู่แถวศาลเจ้าพ่อเสือ แล้วเราชอบกินข้าวบ้าน ซึ่งบ้านพี่ตี๋ทำอาหารอร่อยมาก ทั้งหมดมันเชื่อมโยงกลับไปยังเรื่องความทรงจำของเรา

ถ้าอย่างนั้นร้านนี้เรามาพูดถึงอาหารที่กินง่ายๆ เป็นข้าวอบง่ายๆ กินกับซุป มีก๋วยเตี๋ยว เป็นของที่ทำเสร็จเร็วเหมือนเวลากลับมาบ้านแล้วเราบอกว่า แม่หิวข้าว แล้วก็มีข้าวกิน ร้านนี้เหมือนเป็นมรดกทางอาหารที่เราย้อนให้คนได้กลับไปกินข้าวบ้าน อาหารทุกเมนูเราทำเองกับมือ เราเลือกของ ประณีตกับการทำ แล้วก็เสิร์ฟ” พึ่งขยายความคอนเซปต์

นั่นทำให้เมนูของร้านยี่สับหลกแตกต่างจากร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อนายโส่ย หลายๆ เมนูถูกพัฒนามาจากสิ่งที่แม่ของตี๋เคยทำให้กินแล้วอยากแบ่งคนอื่นกินบ้าง อย่างเช่นเมนูข้าวอบ หรือขาหมูต้มเค็มหมั่นโถว

ยำ

ข้าวอบหน้าเนื้อ

“เมนูของเราจะหนักไปทางข้าวอบกับหม้อไฟ อย่างร้านเดิมจะเน้นก๋วยเตี๋ยวเป็นหลัก หรืออย่างน้ำซุปก็ไม่เหมือนกัน เพราะร้านนั้นขายทั้งวัน น้ำซุปมันออกจากหม้อเร็ว เลยไม่เค็มมาก แต่ร้านเราถ้าต้มค้างไว้ แล้วรอลูกค้ามากินรอบเย็นมันจะเค็มมาก ซึ่งมันไม่เหมาะกับที่นี่ เราก็เปลี่ยนสูตร แต่ว่าวิธีการทำเหมือนกัน” ตี๋อธิบายถึงการบิดเมนูให้เข้ากับร้าน

“การคิดว่าจะทำอาหารเหมือนทำให้คนที่บ้านกินมันทำให้วิธีการทำอาหารเปลี่ยนไปจากตอนทำร้านเดิมไหม” ผมสงสัย

“เอาอย่างนี้ อะไรที่เราไม่กิน เราก็ไม่ทำให้คนอื่นกิน อย่างข้าว วันไหนหุงแฉะไปเราก็ไม่ขายนะ เป็นพวกโรคจิต” พึ่งหัวเราะหลังคำตอบ ก่อนตี๋จะขยายความ “อย่างเราทำข้าวอบ เราอยากให้ข้าวเรียงเม็ดสวยๆ แรกๆ หุงแล้วแตกครึ่ง เดี๋ยวแฉะ เดี๋ยวแข็ง เดี๋ยวไม่สุก เราก็ต้องตามหาข้าวจนเจอยี่ห้อที่ใช้อยู่ ที่ไม่ว่าจะใส่น้ำเยอะน้ำน้อยมันก็เรียงเม็ด สวยงาม ช่วงหลังลูกค้ามากินเริ่มเบิ้ลสอง ชมว่าข้าวอร่อยมาก เรียงเม็ด โอเค เราเจอข้าวที่ใช่แล้ว คือถึงแม้เราจะเน้นอาหารง่ายๆ แต่ถ้าทำอุบาทว์ ไม่อร่อย ก็โดนเขาด่านะ”

อาหารง่ายก็ต้องอร่อย-ตี๋ว่าอย่างนั้น

ต้มหมู

“แล้วความสุขของการยืนทำก๋วยเตี๋ยวคืออะไร ทำไมถึงยืนอยู่ที่เดิมมาได้เป็นสิบปี” ผมถามคำถามนี้กับชายหนุ่มหลังคุยกันจนถึงเวลาที่เขาจะต้องกลับไปยืนที่ตำแหน่งเดิมในครัวเพื่อหุงและต้มอะไรง่ายๆ ให้ลูกค้าที่แวะเวียนมาได้อิ่มท้อง

“ความสุขของเรามันอยู่ที่เวลาคนมากินแล้วเราเห็นเขามีความสุข เขาเดินมาหาเราแล้วบอกว่าข้าวอร่อยมาก อาหารอร่อยมาก แค่นี้เราก็แฮปปี้แล้ว” ตี๋ตอบก่อนที่พึ่งซึ่งนั่งฟังอยู่จะช่วยเสริม “เราจะขำเวลาลูกค้ากินเสร็จแล้วพี่ตี๋จะดูว่าข้าวหมดไหม แค่นี้เลยความสุขของทุกวัน เก็บจานแล้วไม่ต้องกวาดอาหารเหลือ”

เมื่อสิ้นสุดบทสนทนา ตี๋เดินเข้าครัวไปทำอาหารเมนูต่างๆ มาเสิร์ฟบนโต๊ะตัวเดิมที่เรานั่งพูดคุยกันมา

แล้วก็ได้เวลาที่ผมจะทำให้เขามีความสุข

กุ้ง

ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อนายโส่ย พ.ศ. 2519

ก่อนที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อนายโส่ยจะย้ายมาปักหลักอยู่บนถนนพระอาทิตย์อย่างที่เราคุ้นเคย หลายคนอาจไม่ทันช่วงจุดเริ่มต้นที่นายโส่ยยังถีบรถขายอยู่หน้ากองพลาธิการตำรวจจนกระทั่ง สันติ เศวตวิมล หรือแม่ช้อยนางรำมาชิมแล้วนำไปแนะนำต่อในคอลัมน์ร้านจึงเป็นที่รู้จัก ก่อนจะขยายกิจการจนมาได้ที่แถวถนนพระอาทิตย์

ตี๋เล่าว่า “สูตรก๋วยเตี๋ยวมาจากอากง แกเอาสูตรมาจากเมืองจีน แล้วก็ตกทอดมา เมื่อก่อนพ่อขายพวกโอเลี้ยงกับกาแฟโบราณ พอเก็บเงินได้ก้อนนึงถึงมาเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวกับแม่ที่ถนนพระอาทิตย์ ขายอยู่ตรงนั้นสิบกว่าปีก็โดนเจ้าของที่กลั่นแกล้งจนต้องย้ายที่ พอเราย้ายออกมาเจ้าของที่เก่าเขาก็เปิดร้านขายเองอยู่ปีกว่าแล้วก็เจ๊ง ส่วนร้านเราย้ายมาอยู่ที่ใหม่ติดกับบ้านพระอาทิตย์ ซึ่งเป็นออฟฟิศของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ แล้วก็อยู่ตรงนั้นจนถึงทุกวันนี้”

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load