ธุรกิจ : บริษัท สหศรีอุตสาหกรรม จำกัด และ CHAND

ประเภทธุรกิจ : อุตสาหกรรมทำเทียน

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2507 (ก่อตั้งโรงงานแรก พ.ศ. 2517)

อายุ : 57 ปี

ผู้ก่อตั้ง : ประเสริฐ อนันตกฤตยาธร

ทายาทรุ่นสาม : ภัครภณ อนันตกฤตยาธร CHAND (พ.ศ. 2564)

เมื่อไม่กี่เดือนก่อน มีร้านขายเทียนแห่งใหม่เปิดในซอยสวัสดี สุขุมวิท 31 หน้าตาไม่เหมือนร้านเทียนทั่วไปที่เราเห็นในตลาด โปรดักต์หลักๆ ไม่ใช่เทียนหอม แต่เป็นเทียนแท่งและเทียนวันเกิดที่รูปทรงแปลกตา แถมสีสันยังสวยเก๋ หลากหลาย และมีให้เลือกมากกว่า 20 เฉด

ต๊อป-ภัครภณ อนันตกฤตยาธร และ เอ็ม-นริสา โพธิกุลชนันท์ คือผู้ก่อตั้ง ‘CHAND’ ย่อมาจาก Chandler แปลว่าคนขายเทียน แบรนด์ที่อยากเห็นเทียนเป็นมากกว่าเครื่องมือให้แสงสว่าง โดยใช้วัตถุดิบที่ดีต่อร่างกาย ดีต่อธรรมชาติ มีเอกลักษณ์เป็นโทนสี Pantone เพื่อตอบโจทย์สไตล์การตกแต่งบ้านหลายๆ แบบ

ฝ่ายหญิงเรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยทำงานอยู่ในวงการนิตยสาร จึงได้เห็นธุรกิจหลายแบบ 

ฝ่ายชายโตมาในครอบครัวที่ทำธุรกิจโรงงานเทียนเก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย และใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้คลุกคลีอยู่กับอุตสาหกรรมนี้มาตั้งแต่เด็ก

CHAND เป็นตัวอย่างของการต่อยอดธุรกิจครอบครัวเป็นธุรกิจใหม่ ที่อาจไม่ได้มีแนวคิดเหมือนกันเสียทีเดียว แต่เป็นการหาช่องว่างและทำสิ่งที่แตกต่างเพื่อไม่ให้กระทบธุรกิจที่มีอยู่ มองเห็นตลาดในปัจจุบันที่คนให้ความสำคัญกับการแต่งบ้านมากขึ้น คิดแทนลูกค้าเพื่อสร้างสินค้าที่ดีที่สุด และทำให้คนเห็นคุณค่าของของใกล้ตัวอย่างเทียน ซึ่งนอกจากจะใช้งานได้ดีแล้ว ยังมีความงามแฝงอยู่ด้วย

CHAND ทายาทโรงงานเทียนเก่าแก่ที่สุดในไทย ที่อยากให้เทียนเป็นมากกว่าสิ่งให้แสงสว่าง

โรงงานทำเทียนตั้งแต่เทียนไหว้พระ จนถึงเทียนวันเกิด

ธุรกิจครอบครัวต๊อปเริ่มต้นจากอากง คนจีนที่ย้ายถิ่นฐานมาประเทศไทยใน พ.ศ. 2507 อุตสาหกรรมทำเทียนสมัยนั้นส่วนใหญ่เป็นธุรกิจเล็กๆ ทำกันเองในครัวเรือน ใช้หม้อต้ม 2 หม้อ ไม่มีเครื่องจักร และผลิตได้ทีละไม่มาก 

สหศรีอุตสาหกรรมเป็นโรงงานทำเทียนแห่งแรกที่เป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ส่วนมากเป็น OEM (Original Equipment Manufacturer) รับผลิตตามแบบให้กับแบรนด์ต่างๆ สมัยอากงใช้เครื่องจักรและแรงงานในการผลิตควบคู่กัน มาถึงรุ่นพ่อได้ไปเยอรมนีเพื่อหาเครื่องจักรใหม่ จากที่ใช้คนเป็นร้อยคนก็เหลือแค่หลักสิบ ผลิตคราวหนึ่งได้จำนวนมาก เทียนที่ทำมีตั้งแต่เทียนพรรษา เทียนวันเกิด เทียนแท่ง และเทียนหอม จุดเด่นคือวัสดุพาราฟิน Medical Grade ที่การันตีว่าใช้ในโรงพยาบาลได้

ยอดขายในประเทศสูงสุด คือ เทียนไหว้พระและเทียนวันเกิด เทียนไหว้พระจัดจำหน่ายทั่วประเทศ ขณะที่เทียนวันเกิดผลิตให้แบรนด์ดังอย่าง Swensen’s, S&P และวางขายในร้านสะดวกซื้อทั่วไทย ส่วนเทียนหอมหรือเทียนสวยงามจะส่งออกต่างชาติเป็นส่วนใหญ่

พอเวลาผ่านไป คนเชื่อในเรื่องศาสนาลดน้อยลง ไปวัดน้อยลง บางวัดก็เปลี่ยนมาใช้เทียนไฟฟ้าแทน ทำให้ธุรกิจที่บ้านเริ่มอยู่ตัว เพราะยอดขายเทียนไหว้พระมีสัดส่วนที่สูงเป็นอันดับสองรองจากเทียนวันเกิด

ถึงอย่างนั้น ธุรกิจโรงงานทำเทียนก็ดำเนินอย่างมั่นคงมาเรื่อยๆ รับผลิตให้กับแบรนด์ต่างๆ จนล่าสุดมีแบรนด์สินค้าปีนเขามาสั่งทำเทียนขี้ผึ้งเอาไว้ใช้เดินป่า 

CHAND ทายาทโรงงานเทียนเก่าแก่ที่สุดในไทย ที่อยากให้เทียนเป็นมากกว่าสิ่งให้แสงสว่าง

หยิบเอาจุดเด่นมาต่อยอด

แม้จะมีธุรกิจครอบครัวอยู่แล้ว ซึ่งปัจจุบันมีทายาทคนอื่นๆ บริหารอยู่ ต๊อปมีแนวทางของตัวเอง เขามีงานหลักเป็นโปรดิวเซอร์ทำเพลงควบคู่กับดีเจ จึงยังไม่กลับไปทำงานกับที่บ้าน ส่วนเอ็ม แฟนสาว เป็นคนมีแพสชันในเรื่องการทำธุรกิจ ครั้งหนึ่งก็เคยทำแบรนด์สบู่ของตัวเอง

ช่วงหนึ่งมีโอกาสได้ไปโรงงานบ่อยๆ เลยลองปรึกษาผู้ใหญ่ว่า ถ้าอยากต่อยอดสินค้าให้เหมาะกับคนยุคใหม่มากขึ้น จะเป็นไปได้ไหม แน่นอนว่าผู้ใหญ่ไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้

ไม่ใช่เทียนของครอบครัวที่ทำอยู่แล้วไม่ดี แต่พวกเขามองเห็นอีกโอกาสหนึ่ง

ไอเดียที่นำไปเสนอผู้ใหญ่เริ่มจากข้อสังเกตว่า คนไทยไม่ค่อยใช้เทียนแท่ง อาจมีใช้บ้างช่วงไฟดับ ใช้สำหรับให้แสงสว่าง แต่ทั้งคู่มองว่าเทียนเป็นได้มากกว่านั้น เป็นได้ทั้งเครื่องประดับตกแต่ง และมีไว้สร้างบรรยากาศในห้อง 

CHAND ทายาทโรงงานเทียนเก่าแก่ที่สุดในไทย ที่อยากให้เทียนเป็นมากกว่าสิ่งให้แสงสว่าง

เอ็มเล่าต่อถึงช่วงที่ไปเรียนปริญญาโทที่อเมริกา เธอพบว่าทุกคนที่เจอใช้เทียนในชีวิตประจำวันกันหมด เพียงแต่ในบ้านเราไม่ได้มีแบรนด์เทียนให้เลือกซื้อมากนัก และที่สำคัญ นอกจากเทียนแท่งสีขาวและเหลือง หรือเทียนวันเกิดสีสดๆ ก็ไม่มีตัวเลือกอื่นมากมายนัก

“แล้วเราว่าเค้กเดี๋ยวนี้สวยเรียบ” เอ็มเล่าต่อ “เราอยากให้มีเทียนที่สวยและเข้ากัน คิดว่าถ้ามีเทียนวันเกิดที่เข้ากับเค้กให้ลูกค้าได้เลือกหลายๆ สี น่าจะสนุก เปลี่ยนสิ่งที่เราทำได้อยู่แล้วให้ตรงความต้องการคนมากขึ้น พอคิดเรื่องเทียนวันเกิด เลยมาคิดเรื่องเทียนแท่งต่อ อยากให้มีครบทุกอย่าง”

CHAND ทายาทโรงงานเทียนเก่าแก่ที่สุดในไทย ที่อยากให้เทียนเป็นมากกว่าสิ่งให้แสงสว่าง

เทียนที่ธุรกิจครอบครัวทำจะเน้นใช้ประกอบพิธีทางศาสนา เทียนวันเกิด หรือเทียนแท่งสำหรับใช้งานเวลาไฟดับ ไม่ก็ช่วงเทศกาลอย่างลอยกระทง ถ้าไม่ใช่สีขาวหรือเหลือง ก็จะเป็นสีสดๆ ไปเลย

ส่วน CHAND มีเทียนวันเกิดขายทั้งหมด 24 สีตาม Pantone มีเทียนแท่ง 2 ขนาดที่มาพร้อม 18 เฉดสี ตอบโจทย์ความชอบของคนได้อย่างครอบคลุม

ไม่แข่งกับของเดิม แต่ต้องเกื้อหนุนกันและกัน

เพราะเป็นธุรกิจเกี่ยวกับเทียนเหมือนของครอบครัว ต๊อปและเอ็มจึงตั้งใจตั้งแต่แรกเริ่มว่าต้องทำให้แตกต่าง ไม่ไปกระทบธุรกิจเดิมที่มีอยู่ เพื่อที่จะอยู่ต่อไปได้ทั้งคู่ หลังจากปรึกษาอยู่นาน ครอบครัวก็เริ่มเห็นความเป็นไปได้ แม้ไม่ได้แนะนำเรื่องแนวทางการทำธุรกิจเพราะมีความคิดไม่เหมือนกัน แต่ก็สนับสนุนทั้งคู่อย่างเต็มที่ โดยการสอนเรื่องกระบวนการผลิต ข้อจำกัดคืออะไรบ้าง สินค้าที่ไม่ผ่านมาตรฐานเกิดจากอะไร และต้องแก้ไขอย่างไร

พวกเขาเริ่มจากนำแม่พิมพ์เทียนวันเกิดที่โรงงานเลิกใช้ไปกว่าสี่สิบปีกลับมาปัดฝุ่น ผลิตเทียนวันเกิดที่มีขนาดใหญ่กว่าตามท้องตลาด เลือกใช้ระบบทำมือแทนเครื่องจักร โดยทำทีละน้อยๆ แต่ใส่ใจรายละเอียดมากขึ้น

จากไอเดียตั้งต้นที่เทียนวันเกิด จนถึงเทียนแท่งที่อยากให้คนใช้ในชีวิตประจำวัน เทียนถ้วยจากขี้ผึ้งร้อยเปอร์เซ็นต์ และเทียนหอมที่ผ่านการศึกษาก่อนผลิตเยอะมาก แม้จะมีโรงงานของครอบครัวเป็นทุนตั้งต้น ต๊อปและเอ็มกลับเลือกเดินทางที่แตกต่าง และใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติทั้งหมด 

CHAND ทายาทโรงงานเทียนเก่าแก่ที่สุดในไทย ที่อยากให้เทียนเป็นมากกว่าสิ่งให้แสงสว่าง

“เทียนถ้วย Tea Light เราเปลี่ยนจากพาราฟินมาเป็นขี้ผึ้ง ไม่ใส่น้ำหอม ไม่ใส่สารสังเคราะห์ใดๆ เลย ขี้ผึ้งก็เป็นวัตถุดิบในประเทศ เอาไปใช้เพื่อสุขภาพได้ ช่วยลดปริมาณควันในอากาศ เหมาะสำหรับคนที่เป็นหอบหืดหรือภูมิแพ้ จุดข้างเตียงนอนได้ ถ้วยใส่ก็เปลี่ยนจากอะลูมิเนียมเป็นแก้วพลาสติกที่รีไซเคิลได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

“ส่วนเทียนหอมทำยาก ที่โรงงานใช้พาราฟินใส่สี แต่เราทดลองทำด้วยวัตถุดิบจากธรรมชาติอย่างไขถั่วเหลืองและไขมะพร้าว การทำเทียนเป็นวิทยาศาสตร์ที่ต้องลงตัวจริงๆ และอุณหภูมิมีผลเยอะมาก เราทำงานกับนักปรุงกลิ่น โดยการเล่าเรื่องให้เขาฟัง อยากได้กลิ่นจากเนื้อเรื่องประมาณนี้ เราทั้งคู่เป็นคนเล่าเรื่อง ต๊อปมีเรื่องแปลกๆ เยอะ”

แรงบันดาลใจกลิ่นเทียนของ CHAND จึงแปลกใหม่และไม่เหมือนใคร อย่างกลิ่นหญ้าหลังฝนในสนามบอล ไปจนถึงกลิ่นยานอวกาศที่ขึ้นสนิม 

เป็นมากกว่าเทียน

ต๊อปและเอ็มไม่รู้หรอกว่าแบรนด์ของตัวเองดีกว่าในตลาดหรือไม่ ที่รู้แน่นอนคือพวกเขาพร้อมจะพัฒนาไปในทางที่ดีกว่าเสมอ 

“เราคิดแทนลูกค้า” เอ็มว่าอย่างนั้น และเป็นเหตุผลที่ทั้งคู่พยายามเสาะหาวิธีการ วัตถุดิบ และวัสดุที่ดีที่สุด

CHAND เลือกทางเดินที่ดีกว่าเสมอ ถ้ารู้ว่าจะทำให้ผลิตภัณฑ์ดีขึ้นได้อย่างไร ก็จะเลือกทางนั้นต่อให้จะขรุขระและยากลำบากกว่าหลายเท่า

ทั้งสองอยากเปลี่ยนภาพจำของเทียน โดยทำให้เทียนสวยและปลอดภัยสำหรับการใช้ในชีวิตประจำวัน อยากให้คนเห็นคุณค่าของมันมากกว่าเป็นเครื่องมือให้แสงสว่าง 

“เราอยากให้คนเห็นเทียนเป็นสิ่งสำคัญในชีวิต ทั้งเรื่องการประดับ เรื่องบรรยากาศ จุดระหว่างมื้ออาหาร จนกลายเป็นวัฒนธรรมไปในที่สุด เวลาได้ยินลูกค้าคุยกันว่า ‘น่ารักจังเลย อยากได้สีโน้น สีนี้ เอาอันไหนก่อนดี’ มันแฮปปี้ เทียนวันเกิดแต่ก่อนไม่มีใครสนใจด้วยซ้ำ แต่เราอยากให้คนพูดถึงความงามของมัน”

ให้ความสำคัญกับประสบการณ์หน้าร้าน

ในขณะที่หลายธุรกิจที่เริ่มในช่วงโควิด-19 วางแผนช่องทางออนไลน์ไว้ขายสินค้าล่วงหน้า CHAND คิดต่างและเลือกชะลอการขายออนไลน์ไปก่อน เพราะอยากให้คนมีประสบการณ์การเลือกซื้อหน้าร้าน

คนจะได้อะไรกลับไปจากร้านแบบที่ไม่ได้จากออนไลน์-เราสงสัย

“อย่างแรกเลยคือ กลิ่น” เอ็มตอบ “อย่างที่สองคือความสนุกในการได้จับ ได้เลือก ได้ลองดูหลายๆ อย่าง มีเชิงเทียนเปล่าให้ลองมิกซ์แอนด์แมตช์ สามารถสอบถามพนักงานเรื่องโปรดักต์ต่างๆ ขอคำแนะนำ หรือให้จัดเซ็ตเทียนตามโทนสีที่ชอบได้เลย” 

ประสบการณ์หน้าร้านแบบนี้ไม่ใช่ตั้งธุรกิจขึ้นมาก็มีได้ทันที พนักงานหน้าร้านเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด สิ่งที่เอ็มทำคือสอนพนักงานทุกคนให้รู้ที่มาที่ไปของสินค้าทุกชิ้น โดยให้เขาเดินดูของในร้านแล้วตั้งคำถามขึ้นมา แถมยังให้นำสินค้ากลับไปใช้ที่บ้านเพื่อให้รู้จักและเข้าใจสินค้าจริงๆ วิธีนี้จะทำให้เขาแนะนำลูกค้าได้ดี

เอ็มและต๊อปอยากให้แบรนด์นี้เป็นจุดหมายของคนรักเทียน คิดถึงเทียน ให้คิดถึง CHAND และเป็นผู้นำเทรนด์ในเรื่องนี้ต่อไปเรื่อยๆ อะไรที่เป็นกระแสหรือมีคนทำเยอะแล้วก็จะไม่ไปแข่งขันกับเขา ขณะเดียวกันก็ค่อยๆ เติบโตอย่างมั่นคง ไม่รีบร้อนจนตั้งรับไม่ทัน 

แผนระยะสั้น คือการร่วมมือกับดีไซเนอร์ออกแบบอุปกรณ์ที่ใช้กับเทียน และวางแผนจะร่วมงานกับร้านอาหารหรือแบรนด์เสื้อผ้า ออกแบบเทียนเพื่อใช้ในร้าน

แผนระยะยาว คือการพาแบรนด์ไปต่างประเทศ และทำให้วัฒนธรรมการใช้เทียนในประเทศเปลี่ยนไป

ธุรกิจครอบครัวในวันพรุ่งนี้

หลังเปิดตัวแบรนด์ได้ไม่นาน ครอบครัวโรงงานทำเทียนของต๊อปก็ได้เห็นว่า ไอเดียที่เคยมองว่าจะเป็นไปไม่ได้ ทำได้จริงอย่างที่ทั้งคู่หวัง พร้อมเอาใจช่วยให้เติบโตไปได้เรื่อยๆ

ต๊อปบอกเราว่า ธุรกิจโรงงานเทียนที่บ้านดีมาตลอด แม้ไม่หวือหวาและมีลดลงตามพฤติกรรมคนที่เปลี่ยนไปบ้าง แต่ยังอยู่ได้โดยไม่ต้องโปรโมต หรือทำโปรดักต์ใหม่ที่แตกต่างออกไปขึ้นมา ช่วงหนึ่งเคยทำเทียนแฟนซีเป็นโต๊ะสนุกเกอร์ แต่ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมก็เลยเลิกทำไป มีทำเทียนหอมบ้างแต่ก็ไม่ได้พัฒนาต่อ

วันหนึ่งเขาอยากเห็นโรงงานเปลี่ยนจากธุรกิจ OEM ขนาดใหญ่ พัฒนาตามความต้องการของลูกค้า เป็นแบรนด์เทียนที่แข่งขันกับธุรกิจใหญ่ๆ ในต่างประเทศได้

แต่วันนี้ขอลองก้าวไปก่อนในสเกลเล็กๆ ที่พวกเขาจะทำได้ และประคับประคองให้เดินไปอย่างมั่นคงที่สุด

Writers

Avatar

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Avatar

แคทรียา มาลาศรี

คนทักผิดตลอดชีวิตว่าเป็นนักร้องดัง รักการกินผักและรักเนื้อพอๆ กับผัก เกิดที่อีสาน เรียนที่ภาคกลางและหลงทางที่เชียงใหม่

Photographer

Avatar

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ผมเกิดวันที่ 5 ม.ค. พ.ศ. 2528 

อาม่าเคยบอกว่าเป็นวันดี แต่ไม่ได้บอกว่าดียังไง

วันหนึ่งระหว่างวิ่งเล่นในบ้าน ผมเจอแผ่นกระดาษที่ฉีกจากปฏิทินกระดาษประจำบ้าน หุ้มซองพลาสติกอย่างดี วันที่ในกระดาษคือวันเกิดผม มีข้อมูลเป็นภาษาไทยและจีนที่เด็กอย่างผมอ่านยังไงก็ไม่เข้าใจ

ถ้าคุณมีเชื้อสายจีน มีครอบครัวและมีลูกประมาณช่วงยุค 80 การตัดปฏิทินกระดาษที่เรียกว่า ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ หน้าที่เป็นวันเกิดของลูกถือเป็นธรรมเนียมปกติ หลายครอบครัวเก็บรักษาไว้ประหนึ่งเป็นเอกสารสำคัญ 

หลายสิบปีต่อมา ผมถึงรู้ว่าปฏิทินนั้นไม่ได้บอกแค่เวลา แต่ยังบอกข้อมูลสำคัญทางโหราศาสตร์ โดยเฉพาะภาษาจีน 4 แถวเรียกว่า ‘ปาจื๊อ’ เราสามารถนำข้อมูลนี้ไปใช้ ‘ขึ้นดวง’ เพื่อดูว่าเด็กที่เกิดวันนี้เป็นคนธาตุไหน ลักษณะเป็นอย่างไร 

ประหนึ่งเป็นเหมือนพิมพ์เขียวของชีวิต ช่วยแนะนำพ่อแม่ว่าควรเลี้ยงลูกให้ดำเนินชีวิตไปในทิศทางใด

ปฏิทินน่ำเอี๊ยง คือของที่ครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนต้องมีติดบ้าน น่ำเอี๊ยงไม่ได้เป็นแค่ชื่อปฏิทิน แต่ยังเป็นชื่อสำนักโหราศาสตร์จีนที่อยู่คู่ประเทศไทยมากว่า 80 ปี สถาบันแห่งนี้เป็นเสาหลักทางจิตใจของคนจีนที่อพยพมาในประเทศไทยหลายทศวรรษ 

พ.ศ. 2566 น่ำเอี๊ยงยังคงยืนหยัดภายใต้การนำของทายาทรุ่นที่สาม กิตติธัช นำพิทักษ์ชัยกุล พาธุรกิจครอบครัวฝ่าคลื่นลมแห่งความเปลี่ยนแปลงได้อย่างสง่างาม 

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

ล่าสุด เขากำลังนำเทคโนโลยีปรับธุรกิจให้กลายเป็นแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย เตรียมเปิดตัวในเทศกาลตรุษจีน พ.ศ. 2566 ที่กำลังจะถึงนี้

ภารกิจของทายาทรุ่นนี้ท้าทาย ไม่ต่างจากที่อากงของเขาเคยทำเมื่อหลายทศวรรษก่อน 

สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยงมีเรื่องราวน่าสนใจมากมาย มีบางเหตุการณ์ในบางช่วงเวลาที่สำคัญ ควรค่าแก่การเน้นย้ำ เราจึงอยากเล่าเรื่องการเดินทางของน่ำเอี๊ยงผ่านช่วงเวลาเหล่านั้น ทั้งการฉกฉวยโอกาสในยามโชคดี และการหลีกเลี่ยงโชคร้ายในวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ

ธุรกิจ : โหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2499 (นับจากปีที่ตั้งสำนักถาวร)

ประเภท : สำนักโหราศาสตร์

ผู้ก่อตั้ง : ซินแสเฮียง แซ่โง้ว

ทายาทรุ่นสอง : ธงชัย และ ชาญชัย นำพิทักษ์ชัยกุล

ทายาทรุ่นสาม : กิตติธัช นำพิทักษ์ชัยกุล

เฮียง แซ่โง้ว เดินทางจากจีนถึงไทย ลงเรือที่จังหวัดสงขลา

เด็กหนุ่มวัย 18 ปีไม่ได้จากบ้านมาทำงานเฉกเช่นคนจีนในวัยเดียวกัน เขามาตามหาพ่อที่หายตัวไป 

หลายปีก่อนหน้า พ่อของเฮียงจากบ้านมาทำงานแล้วส่งเงินกลับไปเลี้ยงดูครอบครัวที่ประเทศจีน วันหนึ่งพ่อขาดการติดต่อ ลูกชายจึงเดินทางมาตามหา สุดท้ายเขาพบข่าวร้ายว่าพ่อเสียชีวิตกะทันหันในประเทศไทย จึงขาดการติดต่อกับครอบครัวที่ประเทศจีน 

แม้โศกเศร้า แต่นายเฮียงก็ไม่กลับบ้านเกิด ตั้งใจสืบปณิธานทำงานที่เมืองไทยส่งเสียครอบครัวแทนพ่อผู้ล่วงลับ

ด้วยความสนใจทางโหราศาสตร์ตั้งแต่เด็ก นายเฮียงศึกษาและพัฒนาจนสามารถใช้ความรู้โหราศาสตร์เป็นอาชีพ ซินแสเฮียง แซ่โง้ว หรือ ‘เหล่าซินแส’ กลายเป็นที่รู้จักในชุมชนคนจีนอย่างรวดเร็ว งานหลักของเหล่าซินแสคือการดูฤกษ์งามยามมงคลให้กับธุรกิจชาวจีนที่เปิดใหม่ในเมืองไทย และรับทำนายดวงชะตาด้วยวิธีหลายรูปแบบ 

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

การทำงานช่วงแรกหนักหน่วงไม่น้อย ซินแสพูดไทยไม่ได้ ต้องอาศัยให้เพื่อนช่วยเป็นล่ามแปล ไม่มีหน้าร้านหรือสำนักถาวร เขารับงานแบบไม่หวั่นงานหนัก เดินทางช่วยผู้คนทั่วหล้าแบบถึงไหนถึงกัน

โหราศาสตร์จีนมีหลายแขนง หลากความเชื่อ สำหรับเหล่าซินแส เขาเชื่อว่าทฤษฎีการดูดวงชะตามิได้ทำขึ้นเพื่อให้คนงมงาย แต่เพื่อให้เรามีหลักในการตัดสินใจ 

ชีวิตคนย่อมมีขึ้นมีลง เมื่อเราโชคดี ทำอย่างไรจึงจะฉวยโอกาสเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น เมื่อเผชิญปัญหา ทำอย่างไรจึงจะหลีกเลี่ยงโชคร้ายไม่ให้เป็นอันตรายกับเรามากที่สุด

หากเราเข้าใจโชคชะตาของตัวเอง ย่อมรู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะปรับชีวิตให้สอดคล้องกับสถานการณ์ 

นี่เป็นหลักการที่เหล่าซินแสมอบให้คนจีนที่มาเผชิญโชคในต่างแดน ได้มีชีวิตที่ดีขึ้น มั่นคงทั้งทางกายและจิตใจ

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

ชื่อเสียงของเหล่าซินแสแพร่กระจายไปทั่วสงขลา ได้รับเชิญให้เดินทางไปดูฤกษ์ยามทำนายชะตาชีวิตในหลายจังหวัดทั่วประเทศ

วันหนึ่งเขาได้รับเชิญจากผู้ใหญ่ที่เคารพให้มาตั้งสำนักโหราศาสตร์เป็นหลักเป็นฐานในกรุงเทพฯ ใน พ.ศ. 2499 โดยใช้ชื่อว่า ‘น่ำเอี๊ยง’ แปลว่า แสงจากดวงอาทิตย์ทางทิศใต้ (ทิศมงคลตามความเชื่อของโหราศาสตร์จีน) เป็นความหมายที่ดีงามและเหมาะสมกับภารกิจของซินแสในตอนนั้น 

ยุคนั้นคนจีนรู้จักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยงเป็นอย่างดี เป้าหมายต่อไปของซินแส คือการแพร่ความรู้เหล่านี้ให้กว้างขึ้น ปัญหาแรกที่ต้องแก้คือกำแพงภาษา 

แม้เป้าหมายแรกคือทำให้คนจีนมีชีวิตดีขึ้น แต่ชีวิตคนไม่มีพรมแดน เส้นเขตแดนและสัญชาติเป็นเพียงสิ่งสมมติที่แบ่งแยกผู้คน เหล่าซินแสจึงเริ่มใส่ภาษาไทยเข้าไปในผลงาน เปิดกว้างให้ความรู้ทางโหราศาสตร์เข้าถึงผู้คนยิ่งขึ้น

อีกปัญหาที่ซินแสอยากแก้คือ คนจีนในไทยยุคนั้นไม่รู้ว่าต้องจัดงานตามเทศกาลเมื่อไหร่ ปฏิทินที่ใช้ในไทยไม่ได้บอกว่าช่วงตรุษจีน สารทจีน หรือช่วงที่เทพเจ้าตามความเชื่อของคนจีนมาเยือนในทิศใด วันที่เท่าไหร่

ประเพณีเหล่านี้ทำสืบทอดกันมาแต่บรรพบุรุษ เปรียบเสมือนเครื่องยึดเหนี่ยวเสริมสร้างกำลังใจตลอดปี น่ำเอี๊ยงจึงทดลองนำความรู้ทางโหราศาสตร์มาใส่ในปฏิทิน ผลิตและจำหน่ายครั้งแรกใน พ.ศ. 2518

ปฏิทินน่ำเอี๊ยงรุ่นแรกมีแต่ภาษาจีน เป็นตำราปฏิทิน มีข้อมูลโหราศาสตร์ที่บอกว่าแต่ละวันควรทำอะไรและไม่ควรทำอะไร วันธงไชยหรือวันดีที่เหมาะกับการทำงานใหญ่คือวันไหน เทพเจ้าอยู่ทางทิศไหน ควรกราบไหว้บูชาเมื่อไหร่ ลูกหลานจะได้ดำเนินชีวิตตามเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจ เป็นเหมือนอาวุธข้างกายในการฝ่าฟันอุปสรรคระหว่างดำเนินชีวิต บนแผ่นดินที่ไม่ใช่บ้านเกิดของตัวเอง

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

ปฏิทินกลายเป็นสินค้าพลิกชีวิตของซินแส นอกจากจะขายดียังเปลี่ยนแนวการดำเนินธุรกิจสำนักโหราศาสตร์ไปไม่น้อย หลายทศวรรษผ่านไป ปฏิทินน่ำเอี๊ยงยังคงมีขาย ครอบครัวคนจีนยังนิยมซื้อไว้ติดบ้าน กลายเป็นสินค้ามงคลที่ผู้คนซื้อไว้ทั้งใช้งานเองและซื้อให้คนที่เคารพเพื่ออวยพรให้มีโชคดีทั้งปี 

นอกจากปฏิทิน ซินแสยังพยายามส่งต่อความรู้ทางโหราศาสตร์ให้คนรุ่นหลัง ด้วยการเขียนเป็นตำราชื่อว่า ตำราทงจือน่ำเอี๊ยง เนื้อหาจะสอนการใช้โหราศาสตร์ มีทั้งภาษาไทยและจีน นอกจากนี้ยังมีการทำตำราฉบับตัดทอนให้สั้น เข้าใจง่าย เพื่อให้คนเข้าถึงง่ายขึ้นและนำไปประกอบเป็นอาชีพได้

ความจริงการบริหารสำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยงที่กรุงเทพฯ ไม่ง่าย ต้องเผชิญปัญหาสารพัด ซินแสสู้ทำสำนักจนยืดหยัดได้มั่นคงขึ้นกว่าแต่ก่อน เขาไม่เคยทิ้งวิสัยทัศน์ที่ว่า ต้องทำโหราศาสตร์ให้เข้าใจง่าย อย่ามองเป็นแค่การค้า แต่คือทางเลือกที่ช่วยให้คนฉวยโอกาสเป็น ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตคนได้จริง

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

เมื่อถึงช่วงทายาทรุ่นสองเข้ามาสืบต่อ ธงชัย และ ชาญชัย นำพิทักษ์ชัยกุล เริ่มขยายธุรกิจออกไปให้กว้างขึ้น รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นโดยที่ยังไม่ทิ้งหลักการของสำนักโหราศาสตร์ที่เหล่าซินแสสร้างไว้ บริการดูฤกษ์ยามมงคลให้บริษัทและองค์กรยังมีเหมือนเดิม เริ่มตั้งโรงงานผลิตปฏิทินอย่างจริงจังเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นมหาศาล

ตัวปฏิทินก็มีการพัฒนาผลิตออกเป็น 2 แบบ คือสมุดฉีกก้อนสีแดง อัดแน่นด้วยข้อมูลโหราศาสตร์ตลอด 365 วัน ออกแบบให้ใช้วางบนโต๊ะหรือเก็บในลิ้นชัก เป็นเหมือนคู่มือการดำรงชีวิต หยิบใช้งานง่าย แบบที่สองคือเป็นแผ่นกระดาษขนาดใหญ่รายเดือน ปฏิทินแบบนี้ออกแบบให้ใช้แบบแชร์กันในครอบครัว เหมาะกับการแขวนไว้กลางบ้านให้ทุกคนได้ดู ไหว้เจ้าวันไหน สารทจีนเมื่อไหร่ เดินมาดูได้สะดวก

มีนวัตกรรมน่าสนใจสองอย่างที่น่ำเอี๊ยงริเริ่มขึ้นในยุคนี้ หนึ่งคือการขายโฆษณาบนตัวปฏิทิน ช่วงหลังมีหลายองค์กรนิยมสั่งปฏิทินเพื่อเป็นของขวัญช่วงเทศกาลปีใหม่หรือวาระพิเศษ น่ำเอี๊ยงจึงปรับรูปแบบปฏิทินให้มีพื้นที่ว่าง สามารถประทับตราบริษัทหรือใส่โฆษณา เป็นการเพิ่มรายได้ขยายโอกาสไปในตัว ในขณะเดียวกันก็ยังมีปฏิทินที่ไม่มีโฆษณาสำหรับคนทั่วไปได้เลือกซื้อ

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

สองคือการขายแบบของปฏิทินให้โรงพิมพ์อื่น ๆ ได้พิมพ์ปฏิทินของตัวเอง ยุคนั้นโรงพิมพ์หลายเจ้าได้รับโจทย์จากลูกค้าให้ทำปฏิทิน โรงพิมพ์ก็มาจ้างน่ำเอี๊ยงทำให้ ช่วงหลังโรงงานผลิตปฏิทินไม่ทัน จึงเกิดการร่วมมือแบบที่สมัยนี้เรียกว่า Collaboration น่ำเอี๊ยงจะขายแบบปฏิทินในลักษณะเป็นกระดาษที่มีวันที่และข้อมูลโหราศาสตร์ครบถ้วน เว้นช่องว่างด้านบนและล่าง ให้โรงพิมพ์ไปพิมพ์ตราโลโก้ของบริษัทคู่ค้าเอง เพิ่มความเร็วในการผลิตโดยไม่ต้องเหนื่อยทำเองทุกชิ้นเหมือนเมื่อก่อน 

ปฏิทินน่ำเอี๊ยงที่เราเห็นทุกวันนี้จึงมีความหลากหลายสูงมาก มีทั้งของที่น่ำเอี๊ยงผลิตเอง และของที่โรงพิมพ์อื่นผลิตจนดูเหมือนเป็นสินค้าคู่แข่ง แท้จริงแล้วมีต้นกำเนิดเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีการผลิตส่งออกขายไปยังต่างประเทศ ถ้าแวะไปบ้านครอบครัวชาวจีนในพม่า เวียดนาม ลาว และสิงคโปร์ เราจะได้เห็นปฏิทินน่ำเอี๊ยงหน้าตาไม่ต่างจากของไทยเราเลย

ค้นชื่อโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยงวันนี้ เราจะได้เห็นทั้งหน้าและชื่อของ กิตติธัช นำพิทักษ์ชัยกุล บ่อยขึ้น 

เขาคือลูกชายคนโตของชาญชัย ตั่วซุงของตระกูลผู้รับตำแหน่งทายาทรุ่นสามของสำนักโหราศาสตร์อายุกว่า 80 ปีแห่งนี้ 

เมื่อคนรุ่นใหม่รับช่วงต่อธุรกิจครอบครัว เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะคิดค้นวิธีการที่ทันสมัยมาพัฒนาธุรกิจ บางครั้งก็มีความขัดแย้งระหว่างวัยเกิดขึ้น กิตติธัชโชคดีที่ไม่ค่อยมีเรื่องนี้ แม้การทำงานช่วงแรกเมื่อ 4 ปีก่อนจะมีเรื่องต้องพิสูจน์บ้าง แต่การทำงานโดยรวมถือว่าค่อนข้างราบรื่นและไปได้ดี

ถ้าดูอย่างละเอียด สิ่งที่กิตติธัชทำมีความน่าสนใจใหญ่ ๆ อยู่ 2 ข้อ 

หนึ่ง เขามีทัศนคติที่ดีมากกับครอบครัว โดยเฉพาะเรื่องโหราศาสตร์ 

คนอื่นอาจมองว่าการดูดวง ดูฤกษ์ยาม เป็นเรื่องงมงาย แต่กิตติธัชมองว่านี่คือ Data เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ที่ผกผันตามการเคลื่อนของดวงดาว ถูกรวบรวมและวิเคราะห์มาเป็นพันปี

ช่วงเวลาสำคัญตลอด 80 ปีของ ‘สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง’ เจ้าของปฏิทินสุดคลาสสิก และการปรับตัวต่อยุคสมัยโดยทายาทรุ่นสาม

“ความจริงโหราศาสตร์คือ Data อยู่แล้ว มันคือสถิติที่บันทึกมาเป็นพันปี คนจีนในวังสมัยก่อนจะบันทึกว่าเมื่อดวงดาวกลุ่มนี้เคลื่อนมาถึงตรงนี้ แล้วเกิดอะไรขึ้นกับคนที่อยู่ในเมืองบ้าง คำนวณ วิเคราะห์ แล้วก็เอามาใส่ในปฏิทิน เพื่อบอกว่าเมื่อถึงช่วงเวลาที่ดวงดาวเคลื่อนไหว เหมาะกับการทำและไม่ทำอะไร ทิศมงคลอยู่ด้านไหน นี่คือที่มาของหลักโหราศาสตร์จีน เนื้อหาในปฏิทินจึงเป็นเหมือนเข็มทิศชีวิตของเรา”

กิตติธัชยังมองว่า คุณค่าของแบรนด์คือการมองโหราศาสตร์เป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง การรักษาหลักการของมัน ก็เท่ากับรักษาวัฒนธรรมจีนที่สืบทอดกันมาช้านานด้วย

“เราพยายามจะสืบสานวัฒนธรรมที่ดีงามและมีมานาน เมื่อสังคมเปลี่ยนไป ทำยังไงให้วัฒนธรรมเหล่านั้นยังคงอยู่ เพราะคนในสังคมนำโหราศาสตร์มายึดเหนี่ยวจิตใจ ทำให้ครอบครัวมีความสุข ทำให้แต่ละคนรู้บทบาทและหน้าที่ของตัวเอง ผมว่าตรงนี้มันอยู่ในวัฒนธรรมของเราอยู่แล้ว แต่อาจจะไม่ได้ถูกนำออกมาให้เห็น ผมคิดว่าโหราศาสตร์จะทำให้สังคมอยู่อย่างมีความสุขได้” ทายาทรุ่นสามเล่า

ช่วงเวลาสำคัญตลอด 80 ปีของ ‘สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง’ เจ้าของปฏิทินสุดคลาสสิก และการปรับตัวต่อยุคสมัยโดยทายาทรุ่นสาม

เรื่องที่สองที่กิตติธัชโดดเด่น คือการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เล่าเรื่องธุรกิจ 

นอกเหนือจากการทำเว็บไซต์ใหม่ให้สวย ใช้งานง่าย การเปิดบริการของน่ำเอี๊ยงทาง Line Official Account ก็เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ แม้ฟังดูเป็นเรื่องที่ใครก็ทำกัน แต่มันเป็นวิธีที่ได้ผลมากสำหรับน่ำเอี๊ยง เพราะลูกค้าของน่ำเอี๊ยงต่างถามถึงการให้บริการทางมือถือ หลายคนเป็นคนไทยเชื้อสายจีนในต่างประเทศ ไม่สะดวกเดินทางมาที่สำนัก

ตอนนี้บริการปกติของสำนักสามารถทำผ่านออนไลน์ได้เกือบทั้งหมด ในขณะเดียวกันก็ยังไม่ทิ้งระบบซินแสคอยให้คำปรึกษาเป็นพิเศษสำหรับเจ้าของธุรกิจที่อยากใช้บริการโดยเฉพาะ

การทำคอนเทนต์ผ่าน Social Media ก็เช่นกัน กิตติธัชไม่อยากให้น่ำเอี๊ยงเป็นสำนักโหราศาสตร์แบบปิด เมื่อจุดแข็งของที่นี่คือความรู้ เขาก็พยายามเปิดสำนักให้คนมาเรียนรู้ได้มากที่สุด เพราะเมื่อคนเข้าใจโหราศาสตร์ในเชิงวัฒนธรรมมากขึ้น คนก็จะกลับมาใช้บริการด้วยความคิดว่าเขายึดสิ่งนี้เป็นที่ปรึกษาให้ชีวิตได้

เทศกาลตรุษจีน พ.ศ. 2566 น่ำเอี๊ยงจะเปิดบริการใหม่ นำหลักโหราศาสตร์มาทำเป็นแอปพลิเคชัน ซึ่งผู้บริหารหนุ่มก็มีเหตุผลว่าเพราะอะไรถึงเลือกทางนี้

“หลายคนซื้อปฏิทินน่ำเอี๊ยงมา เจอข้อมูลเป็นภาษาจีนค่อนข้างเยอะ เราพออ่านคำจีนได้จะเข้าใจ แต่คนรุ่นใหม่จะไม่ค่อยเข้าใจความหมายที่อยู่ด้านหลัง โจทย์ของเราคือทำยังไงให้ข้อมูลเข้าใจง่ายมากขึ้น 

“แอปฯ ของน่ำเอี๊ยงไม่ใช่ปฏิทินทั่วไป แต่สามารถใส่วันเดือนปีเกิดของเราลงไป จะมีระบบหลังบ้านของสำนักโหราศาสตร์นำมาขึ้นดวงให้แต่ละคนได้ดู ได้ใช้ เขาสามารถนำดวงนี้มาคำนวณเวลามงคล ทิศมงคล เรื่องที่ควรหลีกเลี่ยงในแต่ละวันให้กับผู้ใช้งานแต่ละคน ทำให้โหราศาสตร์จีนผสมผสานเข้าไปในชีวิตคนมากขึ้น” 

ฟังกิตติธัชเล่าก็เบาใจ แผ่นปฏิทินวันเกิดผมหายไปนานแล้ว นี่คือข้อดีของเทคโนโลยีในการช่วยเก็บรักษาข้อมูลบนอากาศ เขานำเทคโนโลยีมาช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุด

ยุคนี้โหราศาสตร์กลายเป็นป๊อปคัลเจอร์ของยุคสมัย ใคร ๆ ก็หาวอลเปเปอร์เสริมดวงแปะหน้าจอมือถือ กิตติธัชบอกว่าเขาค่อนข้างระวังในการเลือกสื่อที่จะใช้ในการสื่อสาร มันต้องตอบโจทย์สิ่งที่เขาคิดไว้ ความรู้ของน่ำเอี๊ยงเป็นก้อนสถิติชุดใหญ่ มีกลุ่มผู้ใช้กว้างมาก การพัฒนาเป็นแอปพลิเคชันที่เก็บข้อมูลได้มากน่าจะตอบโจทย์การใช้มากที่สุด

อันที่จริง หากวันหนึ่งน่ำเอี๊ยงไม่ทำปฏิทินกระดาษอีก ผมก็เชื่อว่าสำนักโหราศาสตร์แห่งนี้จะยังคงยืนหยัดต่อไป เพราะสิ่งที่ทายาทหนุ่มรุ่นสามทำไม่ใช่แค่การทำปฏิทินให้เป็นดิจิทัล แต่เป็นการสานต่อวิสัยทัศน์ของเหล่าซินแสที่เคยให้ไว้ในวันแรกของการทำธุรกิจ ชี้ช่องทางสว่างให้ผู้คนเห็นช่องทางการพัฒนาชีวิตด้วยหลักโหราศาสตร์ 

ยิ่งทำให้ความรู้นี้เข้าใจง่าย ยิ่งช่วยชีวิตคนได้มากขึ้น สมกับเป็นแสงอาทิตย์ที่ฉายแสงสว่างในใจคนมากว่า 80 ปี

ช่วงเวลาสำคัญตลอด 80 ปีของ ‘สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง’ เจ้าของปฏิทินสุดคลาสสิก และการปรับตัวต่อยุคสมัยโดยทายาทรุ่นสาม
ข้อมูลอ้างอิง
  • www.numeiang.com
  • www.theguardian.com

Writer

ศิวะภาค เจียรวนาลี

ศิวะภาค เจียรวนาลี

บรรณาธิการที่ปั่นจักรยานเป็นงานหลัก เขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load