พอถึงช่วงปีใหม่ อีเวนต์ไหว้พระขอพรปีใหม่ก็จะกลับมาอีกครั้ง มีทั้งเซ็ตไหว้พระ 9 วัด 9 มงคล และไหว้พระ 10 รัชกาลให้ท่านได้เลือกสรร แต่ถ้าให้เขียนวัดทั้งหมดก็ควรจะเปลี่ยนไปเขียนหนังสือพาเที่ยวชวนไหว้พระแทน ดังนั้น ผมเลยขอเลือกวัดขึ้นมาวัดหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าดูมีอะไรน่าสนใจ แม้จะไม่ได้มีอาคารเยอะแยะ แต่ก็มีของเด็ดที่น่าจะเรียกได้ว่า มีหนึ่งเดียวเท่านั้น พอเดากันได้ไหมครับว่าวัดอะไร ไม่สิ ไม่น่าจะต้องเดาเพราะขึ้นจั่วหัวบทความซะขนาดนั้น งั้นเราไปชมวัดชนะสงครามฯ กันเลยดีกว่า

วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร อารามหนึ่งเดียวที่หลังพระประธานมีคูหาอัฐิเจ้านายฝ่ายวังหน้า

วัดชนะสงครามฯ เป็นวัดโบราณตั้งแต่สมัยอยุธยา เดิมเรียกว่า ‘วัดกลางนา’ เพราะในอดีตรอบๆ วัดเป็นทุ่งนากว้างใหญ่ ต่อมาในสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ทรงบูรณปฏิสังขรณ์ใหม่ทั้งอาราม และเปลี่ยนชื่อวัดเป็น ‘วัดตองปุ’

ซึ่งเหตุที่ตั้งชื่อวัดนี้ว่าวัดตองปุนั้นมี 2 กระแส กระแสแรกกล่าวว่า ชื่อตองปุมีที่มาจาก ‘หมู่บ้านตองปุ’ หมู่บ้านของชาวมอญในหงสาวดีที่ต่อมาคนเหล่านี้อพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณวัด แต่อีกกระแสหนึ่งกล่าวว่ามาจากชื่อ ‘วัดตองปุ’ วัดพระรามัญในสมัยอยุธยา ซึ่งมาจากการที่รัชกาลที่ 1 ทรงตั้งพระราชาคณะฝ่ายรามัญสำหรับพระนคร โดยให้พระสงฆ์ฝ่ายรามัญมาอยู่ที่วัดนี้นั่นเอง

แต่ไม่ว่าที่มาจากที่ใด ต่อมาหลังจากทำสงครามชนะพม่า 3 ครั้ง นับแต่สงครามเก้าทัพ พ.ศ. 2328 สงครามท่าดินแดงและสามสบ พ.ศ. 2329 และสงครามป่าซาง นครลำปาง พ.ศ. 2330 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามวัดแห่งนี้ใหม่เป็น ‘วัดไชยชนะสงคราม’ แต่ภายหลังตัดเหลือเพียง ‘วัดชนะสงคราม’ และใช้มาจนถึงปัจจุบัน 

อ้อ เผื่อใครสงสัย (ต่อให้ไม่สงสัยแต่ผมจะบอก) คำว่า ‘ตองปุ’ แปลว่า ที่รวมพลทหารไปออกรบนะครับ

วัดชนะสงครามแห่งนี้ต่อมาได้รับการทำนุบำรุงกันมาเรื่อยๆ ในทุกรัชกาล ทั้งจากเจ้านายฝ่ายวังหน้าเอง เช่น สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ โปรดให้รื้อพระที่นั่งพิมานดุสิตาและให้นำไม้มาสร้างกุฏิที่วัดแห่งนี้ หรือเจ้านายฝ่ายวังหลวงอย่าง สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทานอุทิศพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ให้ก่อสร้างที่บรรจุอัฐิที่เฉลียงท้ายพระอุโบสถวัดชนะสงคราม โดยกั้นผนังระหว่างเสาท้ายพระอุโบสถ ซึ่งการก่อสร้างแล้วเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 7 เป็นต้น แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของวัดนี้ได้เป็นอย่างดี

วัดชนะสงครามมีพระอุโบสถเป็นอาคารหลักของวัด อาคารแบบไทยประเพณีที่เหมือนจะหาได้ทั่วไป แต่ลองดูที่หน้าบันนะครับ เราจะพบ 2 สิ่งที่น่าสนใจ อย่างแรก แม้ว่าหน้าบันจะประดับด้วยรูปพระนารายณ์ทรงครุฑแบบที่วัดหลายแห่ง แต่ของวัดชนะสงครามเพิ่มช่องหน้าต่างเอาไว้ใต้รูปพระนารายณ์ทรงครุฑด้วย แต่ไม่แน่ชัดว่าเหตุใดจึงต้องทำเช่นนี้

อีกอย่างหนึ่งให้ลองสังเกตที่กรอบหน้าบันครับ ถ้าเป็นวัดส่วนใหญ่ กรอบจะมีนาคสะดุ้ง ทำให้กรอบหน้าบันมีความคดโค้ง แต่ของที่นี่ทำเพียงรวยระกา ตัดนาคสะดุ้งออก จึงกลายเป็นกรอบที่ยาวลงมาไม่คดโค้งคล้ายหน้าจั่วบ้านทั่วๆ ไป ซึ่งนี่ถือเป็นลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของงานสถาปัตยกรรมสกุลช่างวังหน้าที่พบได้ตามวัดหรือวังที่สร้างโดยเจ้านายฝ่ายวังหน้าครับผม ซึ่งถือเป็นจุดที่ต่างจากสถาปัตยกรรมสกุลช่างวังหลวงที่จะมีนาคสะดุ้งเสมอ

วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร อารามหนึ่งเดียวที่หลังพระประธานมีคูหาอัฐิเจ้านายฝ่ายวังหน้า
วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร อารามหนึ่งเดียวที่หลังพระประธานมีคูหาอัฐิเจ้านายฝ่ายวังหน้า

อีกอย่างหนึ่งที่ถือเป็นเอกลักษณ์ของงานสถาปัตยกรรมสกุลช่างวังหน้า นั่นก็คือ ใบเสมาครับ ตามปกติแล้ว ใบเสมาจะตั้งอยู่บนฐานหรือในซุ้มล้อมรอบพระอุโบสถทั้ง 8 ทิศใช่ไหมครับ ใบเสมาของที่นี่ก็อยู่ทั้ง 8 ทิศเหมือนกัน และมีใบเสมาบนฐานตั้งอยู่ข้างหน้าพระอุโบสถด้วย แต่มีเพียงแค่ใบเดียวเท่านั้น ในขณะที่ใบเสมาใบอื่นๆ อยู่บนผนังเลยครับ โดยข้างนอกจะอยู่ที่มุมทั้งสี่ส่วนด้านในจะอยู่ที่ด้านทั้งสี่ นี่จึงเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์และความไม่เหมือนใครของงานสถาปัตยกรรมสกุลช่างวังหน้าครับ

วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร อารามหนึ่งเดียวที่หลังพระประธานมีคูหาอัฐิเจ้านายฝ่ายวังหน้า
วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร อารามหนึ่งเดียวที่หลังพระประธานมีคูหาอัฐิเจ้านายฝ่ายวังหน้า

พอเราเข้าไปข้างในเราจะพบกับพระประธานปางมารวิชัยขนาดใหญ่ตั้งโดดเด่นเป็นสง่าเป็นประธานของอาคาร ล้อมรอบด้วยพระพุทธรูปขนาดเล็กอีก 15 องค์ รวมเป็น 16 องค์ พระประธานองค์นี้มีพระนามว่า พระพุทธนรสีห์ตรีโลกเชฏฐ์ มเหธิศักดิ์ ปูชนียะชยันตะโคดม บรมศาสดาอนาวรญาณ หรือที่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า ‘หลวงพ่อปู่’

พระองค์นี้เป็นพระประธานเดิมมาตั้งแต่ครั้งยังเป็นวัดปลายนา ดังนั้น จึงยังคงพุทธศิลป์แบบพระพุทธรูปศิลปะอยุธยาเอาไว้ และถือเป็นพระปฏิมาที่ศักดิ์สิทธิ์และมีความสำคัญอย่างมาก เพราะมีตำนานกล่าวว่าก่อนที่สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทออกรบ พระองค์เสด็จมาสักการะพระพุทธรูปองค์นี้และทรงได้รับชัยชนะทุกครั้ง และยังมีเรื่องเล่า หลังสงครามเก้าทัพ พระองค์ทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์และทรงถวายฉลองพระองค์ลงยันต์คลุมองค์พระประธานและโปรดให้แม่ทัพนายกองทำเช่นกัน เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาก่อนจะโปรดเกล้าฯ ให้โบกปูนทับไว้อีกชั้นหนึ่ง 

วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร อารามหนึ่งเดียวที่หลังพระประธานมีคูหาอัฐิเจ้านายฝ่ายวังหน้า

นอกเหนือจากพระพุทธรูป ภายในพระอุโบสถหลังนี้ยังมีสิ่งที่น่าสนใจอยู่อีก ไม่ว่าจะเป็นจิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องพุทธประวัติที่อยู่ผนังโดยรอบ ซึ่งแม้จะเป็นงานที่วาดขึ้นใหม่ ไม่ใช่งานโบราณอายุนับร้อยปี แต่ก็มีความเก๋ไก๋ซ่อนอยู่ ไม่ว่าจะเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การวาดรูปเทวดาขณะกำลังสำแดงฤทธิ์แบบมีเพียงแค่ลายเส้น ซึ่งถ้าเรามองผ่านๆ อาจจะคิดว่า ช่างวาดไม่เสร็จหรือเปล่า จริงๆ เสร็จแล้วครับ แต่ช่างจงใจวาดแบบนี้เพื่อบอกว่า เทวดาเหล่านี้กำลังแสดงฤทธิ์แต่ไม่สำแดงร่าง คนทั่วไปจึงมองไม่เห็นและไม่รู้ว่า รอบๆ ตัวมีเหล่าเทวดาอยู่ด้วย ลองดูในฉากประสูติหรือฉากเสด็จออกมามหาภิเนษกรมณ์ก็ได้ครับ 

วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร อารามหนึ่งเดียวที่หลังพระประธานมีคูหาอัฐิเจ้านายฝ่ายวังหน้า
วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร อารามหนึ่งเดียวที่หลังพระประธานมีคูหาอัฐิเจ้านายฝ่ายวังหน้า

หรือจะเป็นธรรมาสน์ที่ตั้งอยู่หน้าพระประธานที่อาจจะดูเหมือนธรรมาสน์ทั่วไป แต่ธรรมาสน์นี้มีความพิเศษครับ เพราะเป็นเครื่องสังเค็ดจากงานพระเมรุมาศของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สังเกตได้จากด้านหลังพนักธรรมาสน์จะมีพระนามาภิไธยย่อ ‘จปร’ และข้อความระบุว่า ‘ทรงพระราชอุทิศในงานพระบรมศพ พ.ศ. 2453’ ซึ่งถือเป็นของพิเศษเพราะมีแต่วัดสำคัญๆ เท่านั้นที่จะมีธรรมาสน์เช่นนี้ ใครที่ไปวัดไหนแล้วเจอธรรมาสน์หน้าตาแบบนี้ก็อย่าลืมลองส่องข้างหลังพนักดูครับ เผื่อจะเจอธรรมาสน์แบบนี้

วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร อารามหนึ่งเดียวที่หลังพระประธานมีคูหาอัฐิเจ้านายฝ่ายวังหน้า
วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร อารามหนึ่งเดียวที่หลังพระประธานมีคูหาอัฐิเจ้านายฝ่ายวังหน้า

แต่ไฮไลต์หนึ่งของพระอุโบสถหลังนี้อยู่หลังพระประธานครับ บริเวณนี้มีการทำเฉลียงกั้นห้องทำเป็นคูหาบรรจุอัฐิเจ้านายฝ่ายวังหน้าครับ โดยแบ่งเป็นออกเป็น 5 กรอบ แต่ละกรอบจะมีช่องทรง 6 เหลี่ยมบรรจุพระอัฐิโดยมีชื่อของเจ้านายฝ่ายวังหน้าแต่ละพระองค์อยู่

ซึ่งชื่อที่ผมเชื่อว่าน่าจะเคยได้ยินมาบ้าง เช่น พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์เป็นเพียงพระองค์เดียวที่ช่องบรรจุพระบรมอัฐิของท่านแยกออกมาต่างหากไม่ได้อยู่ในกรอบ แต่อยู่ระหว่างกรอบที่ 3 และ 4 และมีกรอบเป็นของพระองค์เอง

หรือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 8 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ช่องของท่านจะอยู่ในกรอบที่ 2 ในช่องของท่านเขียนว่า ‘พระองค์เจ้าชายฤกษ์ (สมเด็จกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์)’ หรือ พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ปราชญ์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระบิดาแห่งสหกรณ์ไทย ช่องของท่านจะอยู่ในกรอบที่ 5 ในช่องท่านเขียนว่า ‘พระองค์เจ้าชายรัชนีแจ่มจรัส กรมหมื่นพิทยาลงกรณ’

วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร อารามหนึ่งเดียวที่หลังพระประธานมีคูหาอัฐิเจ้านายฝ่ายวังหน้า

เห็นไหมครับ แม้ว่าวัดชนะสงครามจะไม่ได้มีอาคารอะไรมากมาย มีพระอุโบสถเป็นอาคารประธาน มีศาลารายอยู่รอบและมีเจดีย์ย่อมุมไม้ยี่สิบอยู่ข้างหน้า และมีรอยพระพุทธบาทที่สร้างขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ. 2545 แต่กลับมีของมีค่าน่าสนใจให้ดูขนาดนี้ ดังนั้น ถ้าใครไปเที่ยวที่ไหนแล้วเจอวัดที่มีแต่โบสถ์หลังเดียวหรือเจดีย์องค์เดียวก็อย่าได้ประมาท ภายในความน้อยนั้นอาจจะซ่อนความมากเอาไว้ก็เป็นได้ครับ


เกร็ดแถมท้าย

  1. วัดชนะสงครามฯ ตั้งอยู่บนถนนจักรพงษ์ใกล้กับบางลำพู ถนนข้าวสารเลยครับ ถือว่าเดินทางมาง่ายมากๆ จะมาด้วยรถส่วนตัวหรือจะนั่งรถเมล์มาก็ตัวเลือกเยอะแยะ โดยป้ายรถเมล์อยู่ฝั่งตรงข้ามวัดครับ ใครสะดวกวิธีไหนก็เลือกเอาตามสะดวกเลยครับ
  2. แถมใกล้กับวัดชนะสงครามฯ ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นย่านบางลำพู ย่านเก่าแก่ของกรุงเทพฯ หรือถนนข้าวสาร ศูนย์รวมแบ็กแพ็กเกอร์ที่จะคึกคักมากๆ ในช่วงสงกรานต์ และเต็มไปด้วยอาหารอันหลากหลาย หรือถ้าชอบเที่ยววัด ก็มีทั้งวัดบวรนิเวศวิหารหรือมัสยิดจักรพงษ์ ก็น่าสนใจไม่แพ้กันครับ
  3. แต่ถ้าใครสนใจงานศิลปกรรมสกุลช่างวังหน้า ลองไปชมที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ได้เลยครับ เพราะพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ของพระราชวังบวรสถานมงคลหรือวังหน้าเลยครับ หรือถ้าจะอยากจะชมวัด ลองไปชมที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์หรือวัดบวรสถานสุทธาวาสหรือวัดพระแก้ววังหน้า ซึ่งปัจจุบันอยู่ในพื้นที่ของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ก็ได้ครับ 
  4. ส่วนใครที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติม ขอแนะนำหนังสือสัก 2 เล่ม เล่มแรกคือ กรมพระราชวังบวรสถานมงคลกับงานศิลปกรรมตามแบบพระราชนิยม ของ ณัฏฐภัทร จันทวิช เล่มนี้จะให้ภาพและข้อมูลเกี่ยวกับวังหน้าและงานศิลปกรรมสกุลช่างวังหน้าได้ดีเล่มหนึ่งเลยครับ ส่วนอีกเล่มเป็นหนังสือเกี่ยวกับวัดสำคัญในกรุงเทพชื่อ บางกอกบอกเล่าเรื่อง (วัด) ของสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวกรุงเทพมหานครครับผม

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

ใกล้ถึงวันสำคัญที่มาแบบแพ็กคู่อย่างวันอาสาฬหบูชากับเข้าพรรษากันแล้วนะครับ ใครมีแผนจะไปทำบุญ เวียนเทียนกันที่วัดไหนรึเปล่า ถ้ายังไม่มี วันนี้ TV Direct เอ๊ย ผมจะเสนอวัดที่น่าสนใจพร้อมกับโปรโมชันประเพณีเฉพาะหนึ่งเดียวในประเทศไทย ไม่สิ หนึ่งเดียวในโลกเลยครับ นั่นคือวัดพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี

ถ้าพูดชื่อ ‘วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร’ หรือที่นิยมเรียกกันว่า วัดพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ผมเชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยไปหรืออาจจะเคยได้ยินกันมาก่อนแล้ว แต่หลายคนอาจจะไม่รู้ว่า ประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษาคืออะไร ฉะนั้นแล้ว เรามาทำความรู้จักกับประเพณีนี้กันสักหน่อยครับ

ประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษาเป็นประเพณีตักบาตรดอกไม้แบบพิเศษเฉพาะของวัดพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันเข้าพรรษาของทุกปี ประเพณีการตักบาตรดอกไม้นี้มีที่มาจากตำนานว่า ในสมัยพุทธกาล พระเจ้าพิมพิสารแห่งกรุงราชคฤห์ทรงโปรดดอกมะลิมาก ในแต่ละวันจะรับสั่งให้นายสุมนมาลากรนำดอกมะลิ 8 กำมือไปถวาย

วันหนึ่งระหว่างการเก็บดอกมะลิ นายมาลากรผู้นี้ได้พบพระพุทธเจ้าและภิกษุอีกจำนวนหนึ่ง นายมาลากรเห็นฉัพพรรณรังสีและเกิดความเลื่อมใสอย่างยิ่ง จนถึงขนาดนำดอกมะลิถวายแก่พระพุทธเจ้าโดยไม่เกรงกลัวว่าจะถูกประหารเพราะไม่ได้ถวายดอกมะลิแก่พระเจ้าพิมพิสาร แต่ปรากฏว่าพระเจ้าพิมพิสารกลับพอพระราชหฤทัยมากเมื่อทรงทราบและปูนบำเหน็จความชอบแก่นายมาลากร นับจากนั้นชีวิตของนายมาลากรก็มีแต่ความสุข

แต่สิ่งที่ทำให้ประเพณีตักบาตรดอกไม้ของวัดพระพุทธบาทแตกต่างจากที่อื่นคือดอกไม้ที่ใช้ เพราะ ดอกไม้ที่นำมาใส่บาตรนี้คือดอกหงส์เหิน ดอกไม้ที่ขึ้นมากในช่วงเข้าพรรษา และชาวบ้านจะไปเก็บดอกไม้นี้จากภูเขารอบๆ แล้วนำมาใช้ในพิธีตักบาตรดอกไม้จนเป็นที่มาของชื่อ ‘ดอกเข้าพรรษา’ โดยชาวบ้านจะยืนรอที่สองฟากถนนและนำดอกไม้ถวายพระสงฆ์ ซึ่งจะนำดอกไม้ไปสักการะรอยพระพุทธบาท เจดีย์จุฬามณี และพระมหาธาตุองค์ใหญ่ภายในวัด ก่อนจะเข้าไปยังพระอุโบสถเพื่ออธิษฐานเข้าพรรษา โดยก่อนที่พระสงฆ์จะเข้าไปยังพระอุโบสถ ชาวบ้านจะนำน้ำสะอาดใส่ภาชนะไปล้างเท้าพระสงฆ์ด้วย

หลังจากที่เรารู้จักประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษากันแล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลาที่เราจะมาทำความรู้จักกับวัดพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรีกัน ดีกว่า

ดอกเข้าพรรษา, วัดพระพุทธบาท, เข้าพรรษา, ตักบาตรดอกไม้

วัดพระพุทธบาทสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2167 ในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมเมื่อมีการค้นพบรอยพระพุทธบาท ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นรอยพระพุทธบาทบนยอดเขาสุวรรณบรรพตหรือสัจจพันธคีรี 1 ใน 5 รอยพระพุทธบาทศักดิ์สิทธิ์ตามตำนาน (อีก 4 รอย ได้แก่ที่เขาสุมณกูฏ เขาสุวรรณมาลิก เมืองโยนกนคร และริมแม่น้ำนัมมทา) ในครั้งนั้นมีการสร้างมณฑปและสถาปนาวัดขึ้น นับจากนั้นเป็นต้นมา พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์เรื่อยมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์จะต้องเสด็จฯ มาบูชารอยพระพุทธบาทนี้ วัดแห่งนี้จึงได้รับการทำนุบำรุงบูรณปฏิสังขรณ์เรื่อยมานับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และยังเป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชนิด ‘ราชวรวิหาร’ ที่มีเพียงแค่ 6 วัดในประเทศไทยอีกด้วย

ดอกเข้าพรรษา, วัดพระพุทธบาท, เข้าพรรษา, ตักบาตรดอกไม้ ดอกเข้าพรรษา, วัดพระพุทธบาท, เข้าพรรษา, ตักบาตรดอกไม้

ถ้าเราเข้าไปถึงบริเวณวัด สิ่งแรกก็เราจะเจอก่อนเลยก็คือยักษ์ใหญ่ 2 ตน ยักษ์กายสีเขียวคือทศกัณฑ์ ยักษ์กายสีขาวคือสหัสเดชะ 2 ยักษ์ที่จัดว่าใหญ่ที่สุดในเรื่อง รามเกียรติ์ ถ้าเทียบเป็นข้าราชการก็อยู่ในระดับ C11 เลย เพราะทั้งสองตนมีอำนาจมากรวมถึงเศียรมาก ทศกัณฑ์มี 10 เศียร สหัสเดชะมีถึง 1,000 เศียรทำให้ไม่สามารถจับคู่กับยักษ์ตนอื่นได้อีกแล้วนอกจากจับคู่กันเองเท่านั้น ถ้าไม่เชื่อ ลองไปดูวัดพระศรีรัตนศาสดารามกับวัดอรุณราชวรารามได้เลย 2 วัดนี้ก็มียักษ์คู่นี้อยู่เช่นกัน

การจะขึ้นไปยังมณฑปประดิษฐานพระพุทธบาทจะต้องเดินขึ้นบันไดที่ราวบันไดทำเป็นรูปพญานาค บันไดที่ควรส่วนใหญ่นิยมขึ้นคือบันไดนี้ ซึ่งเมื่อเดินขึ้นไปก็จะถึงมณฑปทันที

ดอกเข้าพรรษา, วัดพระพุทธบาท, เข้าพรรษา, ตักบาตรดอกไม้

ทว่า บันไดชุดนี้เป็นบันไดที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 และเดิมมีแค่ 2 สายก่อนจะมีการเพิ่มเป็น 3 สายในสมัยรัตนโกสินทร์ ในขณะที่บันไดทางขึ้นเดินในสมัยอยุธยานั้นอยู่บริเวณประตูยักษ์ (ประตูที่มียักษ์ 2 ตนที่แนะนำไปแล้ว) จุดสังเกตก็คือหัวนาคบริเวณบันไดเดิมจะเป็นนาค 7 เศียรและมีมงกุฎสวม แต่หัวนาคบริเวณบันไดสมัยหลังกว่าจะมีเพียง 5 เศียรและไม่มีมงกุฎ

ดอกเข้าพรรษา, วัดพระพุทธบาท, เข้าพรรษา, ตักบาตรดอกไม้ ดอกเข้าพรรษา, วัดพระพุทธบาท, เข้าพรรษา, ตักบาตรดอกไม้

พอขึ้นไปถึงข้างบนก็จะพบกับมณฑปประดิษฐานรอยพระพุทธบาทซึ่งเป็นมณฑปยอดเดียว แบบที่สามารถพบได้ทั่วไป เช่น วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แต่ในสมัยพระเจ้าเสือเคยมีการทำเป็นมณฑป 5 ยอด ก่อนจะกลับมาเป็นยอดเดียวอีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ 1 รูปแบบที่เห็นในปัจจุบันนี้เกิดจากการบูรณะครั้งสำคัญในสมัยรัชกาลที่ 9 โดยที่ยังรักษารูปแบบดั้งเดิมสมัยต้นกรุงเอาไว้อย่างครบถ้วน

ดอกเข้าพรรษา, วัดพระพุทธบาท, เข้าพรรษา, ตักบาตรดอกไม้

เมื่อผ่านบานประตูมุขเข้าไปภายในมณฑป จะพบกับมณฑปขนาดเล็กกว่าอีกหลังหนึ่งอยู่ข้างใน มณฑปองค์ในนี้เป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมีลักษณะเป็นรอยคล้ายเท้าคนอยู่บนหิน มีลายธรรมจักรที่กึ่งกลางพร้อมลายมงคล 108 ประการแต่ปัจจุบันมองเห็นไม่ชัดด้วยสภาพของหินและธนบัตรหรือเหรียญที่คนที่มานิยมหย่อนลงไป พื้นโดยรอบปูด้วยเสื่อที่สานจากเงิน ความสง่างามของการตกแต่งภายในทุกวันนี้สมดังที่สุนทรภู่ กวีเอกแห่งรัตนโกสินทร์ได้บรรยายไว้ในนิราศพระบาท ซึ่งแต่งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2350 เมื่อสุนทรภู่ยังเป็นมหาดเล็กอยู่ ว่า

มณฑปน้อยสวมรอยพระบาทนั้น

ล้วนสุวรรณแจ่มแจ้งแสงอร่าม

เพดานดาดลาดล้วนกระจกงาม

พระเพลิงพลามพร่างพรางสว่างพราย

ตาข่ายแก้วปักกรองเป็นกรวยห้อย

ระย้าย้อยแวววามอร่ามฉาย

หอมควันธูปเทียบตระหลบอยู่อบอาย

ฟุ้งกระจายรื่นรื่นทั้งห้องทอง

ถ้าจะมีอะไรที่ทุกวันนี้ต่างจากในอดีตก็คงจะเป็นการห้ามจุดธูปเทียนภายในมณฑปอีกเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับมณฑป รอยพระพุทธบาท และเสื่อเงินนี้

ดอกเข้าพรรษา, วัดพระพุทธบาท, เข้าพรรษา, ตักบาตรดอกไม้ ดอกเข้าพรรษา, วัดพระพุทธบาท, เข้าพรรษา, ตักบาตรดอกไม้

ภายในวัดพระพุทธบาทแห่งนี้ยังมีอาคารที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง โดยจะขอยกอาคารที่มีความสัมพันธ์กับประเพณีการตักบาตรดอกเข้าพรรษานะครับ

เริ่มกันที่พระเจดีย์ที่ตั้งอยู่หน้าพระวิหารป่าเลไลยก์ ใกล้กับมณฑปพระพุทธบาท พระเจดีย์องค์นี้คือมหาธาตุซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ เจดีย์องค์นี้สร้างขึ้นโดยสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพย์ หรือ วังหน้าในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยมีต้นแบบจากพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม เมื่อเสร็จจากศึกที่เวียงจันทน์ แต่ความเห็นส่วนตัวดูยังไงก็ไม่เหมือนพระธาตุพนมองค์เดิมก่อนที่จะล้มเมื่อ พ.ศ. 2518 เลยสักนิด แต่ถ้ามานึกอีกที คนโบราณเวลาจำลองอะไรก็มักจะหยิบลักษณะเด่นบางประการของสิ่งนั้นๆ มาเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องให้เหมือนเป๊ะ 100% ถ้ามองในมุมนี้เราก็พอจะเห็นความเหมือนบางประการของเจดีย์ 2 องค์นี้อยู่บ้าง เช่นส่วนล่างเป็นสี่เหลี่ยม ด้านบนเป็นทรงระฆัง ใครสนใจลองค้นหาภาพถ่ายเก่าของพระธาตุพนมก่อนจะล้มมาเทียบกันดูนะครับ

ดอกเข้าพรรษา, วัดพระพุทธบาท, เข้าพรรษา, ตักบาตรดอกไม้

ถัดไปคือวิหารคลังบน สถานที่ประดิษฐานเจดีย์จุฬามณีที่บรรจุพระเขี้ยวแก้วจำลอง วิหารหลังนี้ยังเป็นอาคารหลังเดียวในวัดพระพุทธบาททีมีการตกแต่งด้วยจิตรกรรมฝาผนัง แต่เรื่องราวที่ปรากฏไม่ใช่พุทธประวัติ ไม่ใช่ชาดก แต่เป็นกิจวัตรต่างๆ ของสงฆ์และการปลงอสุภะหรือการพิจารณาศพรูปแบบต่างๆ แต่ไม่ต้องห่วงครับ ถ้าคุณดูแล้วไม่เข้าใจ ใต้ภาพทุกภาพจะมีข้อความจารึกภาษาไทยบรรยายฉากข้างบนไว้แบบเสร็จสรรพ รับประกันว่าจะไม่พลาดเนื้อหาของจิตรกรรมฝาผนังที่นี่อย่างแน่นอน

ดอกเข้าพรรษา, วัดพระพุทธบาท, เข้าพรรษา, ตักบาตรดอกไม้ ดอกเข้าพรรษา, วัดพระพุทธบาท, เข้าพรรษา, ตักบาตรดอกไม้

และอีกหนึ่งสถานที่ซึ่งไม่ควรพลาดก็คือพระวิหารหลวงของวัดซึ่งปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งพระพุทธบาท วิหารหลังนี้เป็นวิหาร 16 ห้องซึ่งเดิมใช้เป็นที่ประทับของเจ้านายฝ่ายใน ต่อมาใช้เป็นประทับของพระอาคันตุกะระหว่างเทศกาลและใช้เป็นที่บำเพ็ญกุศลของพุทธศาสนิกชน ภายในเก็บรักษาของมีค่าไว้มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รอยพระพุทธบาทจำลองและยอดมณฑปพระพุทธเดิม พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เดิมจะเปิดให้เข้าชมเฉพาะช่วงประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษา วันขึ้น 8 – 15 ค่ำ เดือน 4  และขึ้น 1 – 5 ค่ำ เดือน 3 เท่านั้น แต่ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดให้เข้าชมทุกวันเสาร์และอาทิตย์ด้วย ซึ่งตัวผู้เขียนเองก็ยังไม่เคยได้เข้าไปชมเลยสักครั้ง (และกำลังวางแผนจะไปชมสักครั้ง)

นอกเหนือจากอาคารเหล่านี้ วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหารยังมีอาคารอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น วิหารคลังล่างหรือวิหารจีนที่ชาวไทยเชื้อสายจีนนิยมมากราบไหว้ วิหารพระพุทธบาท 4 รอย พระอุโบสถ ฯลฯ ใครมีโอกาสได้ไปและมีเวลาก็ลองชมความงามของพระอารามหลวงชั้นเอกแห่งนี้กันให้จุใจได้เลยครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. ประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษาประจำปีนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 – 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 ดูรายละเอียดกำหนดการเพิ่มเติมได้ที่นี่
  2. การเดินทางสามารถเดินทางไปได้ทั้งโดยรถส่วนตัว หรือจะนั่งรถตู้หรือรถปรับอากาศไปที่ลงที่อำเภอพระพุทธบาทแล้วต่อรถสองแถวเข้าไปที่วัดก็ได้ครับ
  3. หากท่านไม่สะดวกจะเดินทางไปยังจังหวัดสระบุรี วัดหลายแห่งในภาคกลาง เช่น วัดบวรนิเวศวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร หรือวัดจินดามณี จังหวัดสิงห์บุรี ก็มีการจัดพิธีตักบาตรดอกไม้แบบท้องถิ่นเช่นกันครับ
  4. นอกเหนือจากประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษาแล้ว วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหารนี้ยังมีเทศกาลหรือประเพณีที่น่าสนใจอีก 2 อย่าง ได้แก่ ประเพณีนมัสการรอยพระพุทธบาท ซึ่งมี 2 ช่วง คือ ขึ้น 8 ค่ำ ถึง แรม 1 ค่ำ เดือน 3 กับ ขึ้น 8 ค่ำ ถึง แรม 1 ค่ำ เดือน 4 และประเพณีแห่พระเขี้ยวแก้ว ทุกวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 4

 

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load