ยายนิล-นิลวรรณ ภิญโญ หญิงวัย 83 ที่มีบทบาทเป็นแม่ ยาย และนักธุรกิจ (ยังสาว) 

แชมป์ เอ็นซมิงเกอร์ (Champ Ensminger) เป็นหลานยายนิล ที่ลุกขึ้นมาเป็นผู้กำกับสารคดี YAI NIN บอกเล่าชีวิตของคุณยายที่บริหารกิจการ ‘แหนมภิญโญ’ ของครอบครัวเป็นเวลากว่า 50 ปี จนส่งลูกไปใช้ชีวิตที่สหรัฐฯ

ใช่-ยายนิลยังคงดำเนินธุรกิจแหนมหมูอยู่ไม่ห่างมือ

ใช่-ยายนิลยังเป็นแม่ที่ดูแลลูกหลานอยู่ไม่ห่างตัว

และ ใช่-ยายนิลยังคงเป็นคุณยายที่น่ารักเสมอและตลอดไป

Champ Ensminger ผกก. สารคดีชีวิตยายแท้ๆ ที่ขายแหนมในเชียงใหม่จนได้รางวัลในเทศกาลหนังสหรัฐฯ

เพียง 13 นาที หลานชายก็พาเราไปทำความรู้จักยายนิล ผ่านการแวะเข้าร้านเสริมสวย เดินตลาดที่คนเชียงใหม่รู้จักกันดี ชมโรงงานแหนมหมูที่ขายดิบขายดี แถมมุมน่ารักเรียกรอยยิ้มของการพูดอังกฤษคำ คำเมืองคำ

หัวใจหลักของสารคดีขนาดสั้นเรื่องนี้ คือการแทรกความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว ยายกับหลาน แม่กับลูก ที่มีอุปสรรคใหญ่เป็นระยะทางที่ห่างกันอีกฝั่งโลก ฉากชีวิตที่ปาดน้ำตาปีติเรายกให้ความแกร่งของผู้หญิงคนหนึ่งที่กลายมาเป็นหัวหน้าครอบครัว ในวันที่เธอต้องสูญเสียคนรัก สุขปนเศร้านะ แต่รับรองว่าสุขเยอะกว่าอย่างเห็นได้ชัด

Champ Ensminger ผกก. สารคดีชีวิตยายแท้ๆ ที่ขายแหนมในเชียงใหม่จนได้รางวัลในเทศกาลหนังสหรัฐฯ, YAI NIN, ยายนิล, ผู้กำกับไทย

สารคดี YAI NIN มีจุดเริ่มต้นจากการ Crowdfunding และได้รับเสียงตอบรับดีเยี่ยมจากผู้ชมในต่างประเทศ โดยเฉพาะชาวเอเชียน-อเมริกัน จนถูกรับเลือกให้ฉายใน Spokane International Film Festival, Florida Film Festival และคว้ารางวัล Grand Jury สาขา Best Documentary Short จาก Seattle Asian American Film Festival 

ชมตัวอย่างสุดอบอุ่น แล้วอ่านเรื่องราวที่อบอวลด้วยความผูกพันระหว่างยายกับหลาน เรารับรองว่าสารคดีที่แสดงโดยคุณยาย กำกับโดยหลานชาย จะทำให้คุณคิดถึง ‘คุณยาย’ และหญิงแกร่งประจำบ้านอย่างแน่นอน

เล่าความทรงจำเกี่ยวกับเชียงใหม่ของคุณให้ฟังหน่อย

ช่วงวันหยุด พวกเราจะกลับเชียงใหม่ไปเยี่ยมคุณยายปีละสองสามครั้งครับ ส่วนใหญ่เป็นช่วงคริสต์มาส ส่วนคุณตาผมจำท่านได้แม่น แม้ท่านจะเสียตั้งแต่ผมเรียนมัธยมปลาย ที่เชียงใหม่เรามีญาติเยอะมากครับ ผมมีความทรงจำเกี่ยวกับโรงงานของคุณยายและบ้านที่อยู่บนโรงงาน ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผมใช้เวลาร่วมกันกับญาติๆ

จะว่าไป ในประเทศไทยผมเคยไปมาแล้วหลายจังหวัด แต่เชียงใหม่เป็นจังหวัดเดียวที่ผมเรียกว่า ‘บ้าน

จากเด็กคนนั้นมาสนใจเกี่ยวกับภาพยนตร์ได้ยังไง

ตอนเป็นเด็กผมว่าการถ่ายทำวิดีโอมันง่ายมาก ผมเคยใช้กล้องถ่ายวิดีโอทำโปรเจกต์วิชาภาษาอังกฤษและประวัติศาสตร์ ช่วงนั้นผมสนใจการตัดต่อวิดีโอด้วย คนส่วนใหญ่ที่รุ่นราวคราวเดียวกัน ทำวิดีโอเพื่อความสนุกกันนะ มีบ้างทีทำเพื่อบอกเล่าเรื่องราวบางอย่าง แต่ก็ทำเอาสนุกตามประสาเด็ก ผมเลยสนใจสิ่งนี้มาตลอด และการที่ผมเป็นคนเอเชีย ซึ่งเป็นส่วนน้อยมากในโรงเรียน ทำให้ผมไม่ค่อยมีเพื่อนสักเท่าไหร่ เวลาส่วนใหญ่เลยหมดไปการอยู่บ้านนอนดูหนัง ผมดูหนังเยอะมาก คุณยายท่านก็ชอบหนังแอคชัน ยิ่งหนังแอคชันยุค 90 นี่ชอบมาก

Champ Ensminger ผกก. สารคดีชีวิตยายแท้ๆ ที่ขายแหนมในเชียงใหม่จนได้รางวัลในเทศกาลหนังสหรัฐฯ

มีผู้กำกับในดวงใจไหม

ผู้กำกับในดวงใจหรอ (นิ่งคิด) 

ฮิโระ มุราอิ (Hiro Murai) ครับ เขาเป็นผู้กำกับมิวสิควิดีโอเชื้อสายญี่ปุ่น-อเมริกัน เคยร่วมงานกับ ดอนัลด์ โกลเวอร์ (Donald Glover) ที่เป็นนักดนตรี ในซีรีส์โทรทัศน์เรื่อง Atlanta ผมชอบวิธีทำงานในฐานะผู้กำกับของเขา เคยอ่านบทสัมภาษณ์ครั้งหนึ่ง เขาบอกว่า เวลาถ่ายทำเขาจะเป็นกันเองและใจดีกับเพื่อนร่วมงาน รวมถึงนักแสดงที่เขาทำงานด้วย 

ไม่แน่ใจว่าคุณเคยได้ยินมาบ้างหรือเปล่าว่าผู้กำกับชาวอเมริกันค่อนข้างโหด ทำงานด้วยยาก แต่การทำงานของฮิโระมันเป็นการย้ำเตือนและเป็นแบบอย่างให้ผู้กำกับรุ่นใหม่ ส่วนตัวผมคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องมีสไตล์การกำกับที่เข้มงวดขนาดนั้น การที่คุณเป็นคนน่ารักและมีน้ำใจก็ทำให้งานออกมาดีได้เหมือนกัน

หลังเรียนจบสาขาเกี่ยวกับภาพยนตร์ คุณวาดฝันชีวิตตัวเองไว้แบบไหน

ความฝันของผมคือการออกจากเมืองเล็กอย่างสโปเคน (Spokane) ผมชอบการอยู่ในเมืองใหญ่มากกว่า ซีแอตเทิลเป็นเมืองที่ดีนะ สภาพแวดล้อมดี มีความหลากลาย แต่อุตสาหกรรมหนังในซีแอตเทิลยังต้องต่อสู้ดิ้นรน มันไม่ค่อยได้รับความนิยมเหมือนอุตสาหกรรมหนังในแอลเอหรือนิวยอร์ก ยิ่งตอนเรียนปริญญาตรี ผมรู้สึกท้อแท้มาก เพราะไม่ค่อยมีงานเกี่ยวกับภาพยนตร์ให้ทำมากเท่าไหร่

ตอนเรียนผมเป็นประธานชมรมภาพยนตร์ด้วยนะ เป็นการรวมตัวกันของคนที่ชอบทำหนังสั้นส่งประกวด ทำให้มากที่สุดเท่าที่พวกเราจะทำได้ ทำเอาสนุกมากกว่า เพราะผมก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าหลังเรียนจบจะเป็นยังไง

ว่าแต่คุณเคยคุ้นหู เว็บไซต์ Vimeo บ้างหรือเปล่า

เคยสิ

ตอนนั้น Vimeo เปิดรับนักศึกษาฝึกงานพอดี ผมเลยส่งวิดีโอสมัครเข้าไป ปรากฏว่าเขารับผมกับคนอื่นอีกสองคนที่ย้ายมาจากเมืองอื่นเหมือนกัน พวกเราต้องย้ายมาอยู่นิวยอร์ก มันเปิดหูเปิดตาและเปิดโลกผมมาก เรียกได้ว่าเป็นโอกาสดีที่จะเข้าถึงเส้นทางสายภาพยนตร์ เพราะซีแอตเทิลเล็กเกินไปสำหรับอุตสาหกรรมนี้ แต่นิวยอร์กกว้างขวางกว่ามาก

ผมทำงานที่ Vimeo ปี 2011 ตอนยังเป็นเว็บน้องใหม่อยู่ มีคนทำงานประมาณสี่สิบคน รุ่นราวคราวเดียวกับผมและทุกคนรักหนังมาก มันเป็นช่วงเวลาที่ผมตื่นเต้นที่สุดที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทีม จากคนที่เคยท้อแท้กับวงการหนังในซีแอตเทิล พอผมมานิวยอร์ก มันยิ่งตอกย้ำว่าสิ่งที่ผมอยากจะทำมันกลายเป็นจริงขึ้นมาได้ ผมว่าผมมาถูกทาง

แล้วสารคดี YAI NIN ที่เล่าเรื่องราวของคุณยายตัวเองมาตอนไหน

ครอบครัวที่สโปเคนมีคุณแม่ คุณลุงและคุณป้าของผม อาศัยอยู่เมืองเดียวกัน ทุกคนทำงานในร้านอาหารซึ่งก็เหมือนครอบครัวเอเชียน-อเมริกันส่วนใหญ่เขาทำกัน สร้างเนื้อสร้างตัวจากร้านอาหาร แล้วเพื่อนเมกันของผมเขาพูดบ่อยมากว่า น่าสนใจนะ การที่ญาติของผมทำร้านอาหารแล้วก็อาศัยอยู่บนนั้นเลย ดูเป็นวิถีชีวิตของคนเอเชียที่อาศัยอยู่ในอเมริกา ซึ่งมันค่อนข้างแปลกสำหรับเขา เพราะเขามีบ้าน ก็นอนที่บ้าน ผมก็ฟังนะ แต่ไม่ได้คิดอะไรมาก

Champ Ensminger ผกก. สารคดีชีวิตยายแท้ๆ ที่ขายแหนมในเชียงใหม่จนได้รางวัลในเทศกาลหนังสหรัฐฯ

จนกระทั่งช่วงหลังที่คุณยายติดต่อกับครอบครัวเยอะขึ้น เหมือนคุณยายเป็นคนเชื่อมพวกเราทุกคนเข้าด้วยกัน ความจริงแล้วกิจการครอบครัวเราก็รุ่งเรืองเหมือนกันนะ อย่างน้อยก็ในเชียงใหม่ เพราะไส้แหนมและไส้หมูยอเป็นสินค้าที่ขายดีมากในหลายพื้นที่ อย่างแม่สอดที่ติดชายแดนพม่า ส่วนคนเชียงใหม่จะรู้จัก ‘แหนมภิญโญ’ อย่างดีเลย ผมก็เพิ่งมารู้เรื่องราวพวกนี้ก็ตอนโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว มันยิ่งทำให้ผมภูมิใจในตัวคุณยายเข้าไปอีก โดยเฉพาะตอนที่ผมกลับมาเชียงใหม่แล้วได้ใช้เวลาอยู่กับคุณยาย เอาเข้าจริงคุณยายเป็นคนตลกมาก มันเหมือนกับว่าคุณมีคุณยายที่รักมากคนหนึ่ง แล้วเขาส่งพลังงานที่ดีกลับมาหาเราเสมอ

Champ Ensminger ผกก. สารคดีชีวิตยายแท้ๆ ที่ขายแหนมในเชียงใหม่จนได้รางวัลในเทศกาลหนังสหรัฐฯ

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในฐานะคนไทย-อเมริกันสำหรับผมคือ คุณยายเป็นคนเดียวในครอบครัวเราที่ยังมีความเป็นไทยแท้ ผมรู้สึกว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะรักษาความสัมพันธ์นั้นไว้ โดยเฉพาะตอนที่คุณตาเสีย ผมยังเด็กมาก มีแต่คุณยายเพียงคนเดียวที่ยังทำและสานต่อกิจการของครอบครัว คุณยายเลยไม่มีเวลามาเยี่ยมเราที่อเมริกาบ่อยนัก หนังเรื่องนี้เลยเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยรักษาความสัมพันธ์ของครอบครัวเราเอาไว้

สารคดีเรื่องนี้เลยเริ่มจากการทำเพื่อรื้อฟื้นความทรงจำของครอบครัวไว้

ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ผมเคยลงเรียนวิชาภาษาพื้นเมือง เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเก็บรวบรวมความทรงจำ ภาษาและวิธีการถ่ายทอดเรื่องราวของชาวอเมริกันพื้นเมืองผ่านหนัง พอดแคสต์ และการบันทึกเสียง แล้วชนเผ่าพื้นเมืองอเมริกาในหลายพื้นที่ ภาษาที่เขาใช้กันกำลังจะหายไป เพราะคนเก่าคนแก่ก็เริ่มล้มหายตายจาก วิชานี้เลยกระตุ้นให้คนสูงวัยมาบันทึกประวัติศาสตร์ด้วยกัน คนอเมริกันพื้นเมืองสมัยก่อนก็ไม่ค่อยจดบันทึกนะ บอกกันปากต่อปาก ทำให้วัฒนธรรมพื้นถิ่นกำลังจะหายสาบสูญ แม้ว่าผมจะไม่ใช่ชาวอเมริกันพื้นเมือง แต่ผมถูกกระตุ้นมาตลอดในฐานะผู้อพยพ ผมพยายามจดจำความเป็นไทยให้ได้มากที่สุด ถึงผมจะพูดภาษาไทยไม่ได้ก็ตาม

การเรียนวิชานั้นเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมอยากทำหนังเกี่ยวกับคุณยาย เพราะคุณยายไม่ได้พูดแค่ภาษาไทยอย่างเดียว คุณยายพูดคำเมืองด้วย คำเมืองมันสำคัญมากเลยนะ แล้วผมก็ชอบมากเวลาครอบครัวเรามีบทสนทนากันเป็นคำเมือง น่ารักมาก

แล้วคุณพูดคำเมืองได้ไหม

อู้บ่ได้ (หัวเราะ)

ตอนเล่าไอเดียว่าจะชวนคุณยายมาเล่นหนัง ท่านว่ายังไงบ้าง

คุณยายบอกว่ามันตลก แต่ก็ดีนะ ทำเลย มันยิ่งดีเข้าไปใหญ่ที่แม่ของผมสนับสนุนโปรเจกต์นี้เต็มที่ เพราะว่าส่วนใหญ่เป็นบทสนทนาที่ผมฟังไม่ค่อยออก ผมอยากจะทำหนังก็จริง แต่ประสบการณ์และความทรงจำระหว่างทางก็เป็นสิ่งสำคัญ ไม่อย่างนั้น คุณแม่กับคุณยายคงไม่ได้คุยกันมากขนาดนี้

ช่วงเตรียมตัวก่อนถ่ายทำ เราสัมภาษณ์คุณยาย มันมีบางท็อปปิกที่ผมไม่แน่ใจว่าจะทำให้มันเซนซิทีฟได้มากน้อยขนาดไหน อย่างในหนังก็เล่าเรื่องตอนที่คุณตาเสียแบบสั้นมาก เพื่อบอกว่าคุณยายผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ยังไง ผมไม่อยากทำให้หนังมันเศร้าเสียด้วยสิ เลยโฟกัสไปที่ความแกร่งของคุณยายในตอนที่อายุเท่านั้น ที่ต้องดูแลทั้งกิจการครอบครัว เลี้ยงลูก และหลายสิ่งหลายอย่าง แต่ก็ยังต้องดูแลตัวเองด้วย ตอนทำผมเลยหวังว่าคุณยายจะสนุกไปด้วยกันกับเรา 

Champ Ensminger ผกก. สารคดีชีวิตยายแท้ๆ ที่ขายแหนมในเชียงใหม่จนได้รางวัลในเทศกาลหนังสหรัฐฯ

วันเปิดกล้องเป็นยังไง

ครั้งแรกของการถ่ายทำ คุณยายตื่นเต้นมาก จะเป็นดาราหน้ากล้อง และคุณยายเป็น Location Scout ที่ดีมาก เพราะนอกจากโรงงานแหนม เราต้องหาสถานที่อื่นเพื่อถ่ายทำด้วย อย่างวัด ตลาด คุณยายก็ช่วยติดต่อให้เสร็จสรรพ ผมว่าคุณยายคงตื่นเต้นกับการทำโปรเจกต์นี้ ซึ่งเป็นปกติของครอบครัวเราอยู่แล้ว ไม่ว่าใครทำอะไรก็มักจะช่วยเหลือกัน

ตอนคุณยายเห็นหนังฉบับไฟนอล คุณยายบอกกับผมว่า “Hmm it’s good. It’s okay.” 

มีเรื่องอะไรที่คุณเพิ่งรู้เกี่ยวกับคุณยายบ้างไหม

ผมเพิ่งรู้ว่าคุณยายเล่นละครวิทยุด้วย ช่วงยุค 40 50 เคยไปพากย์เสียงที่สถานีวิทยุ ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยนะ เพราะก่อนถ่ายทำเรามีการสัมภาษณ์ล่วงหน้า เพื่อจะมั่นใจได้ว่าตอนถ่ายจริงเราจะไม่เสียเวลา บางทีเจ้าตัวเขาไม่รู้จะตอบยังไง ผมกับคุณแม่เลยทำงานด้วยกันเยอะมาก พอจะรู้ว่าคุณยายมีความพร้อมและตอบคำถามได้อย่างฉะฉาน

ผู้หญิงแกร่งอย่างยายนิลเป็นคุณยายแบบไหนในสายตาคุณ

ตอนเป็นเด็กคุณยายมาหาเราบ่อย เป็นเหมือนพี่เลี้ยงเลยครับ คอยดูแลพวกเรา พอโตมาหน่อยคุณยายก็จะเข้มงวดขึ้น ยิ่งตอนผมเป็นวัยรุ่นเข้มงวดหนักกว่าเดิมอีก หรือบางครั้งเรามาหาคุณยายได้สองสามสัปดาห์ก็ต้องกลับ ซึ่งมันเป็นอีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจ เพราะผมอยากเล่ามันออกมาในหนังเรื่องนี้ด้วย ว่าการไม่มีลูกหลานอยู่ใกล้ๆ ทำให้คุณยายเลี้ยงดูคนงานเหมือนกับลูกกับหลานของตัวเอง มันเป็นวิธีในแบบของคุณยายน่ะ ถึงแม้จะดุบ้างก็ตาม 

(คุณแม่ของแชมป์เสริมในสายว่า “ยายนิลเป็นหญิงแกร่ง ไม่เป็นแม่บ้านเลย Business Woman อย่างเดียว ยายนิลรักโรงงานแหนมมาก สมัยตอนเป็นสาว แต่งตัวเก่ง ชอบใส่เสื้อลายดอก รองเท้าส้นตึกหนาเป็นคืบ ชีเปรี้ยวมาก”)

Champ Ensminger ผกก. สารคดีชีวิตยายแท้ๆ ที่ขายแหนมในเชียงใหม่จนได้รางวัลในเทศกาลหนังสหรัฐฯ
Champ Ensminger ผกก. สารคดีชีวิตยายแท้ๆ ที่ขายแหนมในเชียงใหม่จนได้รางวัลในเทศกาลหนังสหรัฐฯ

แล้วคุณเป็นหลานชายแบบไหน

ไฮเปอร์ครับ (หัวเราะ) มีครั้งหนึ่งผมไป Disneyland แล้วแม่หลงกับผม เพราะผมมัวแต่เล่นเครื่องเล่นแฟนตาซี การที่ผมเป็นไฮเปอร์ เป็นคนสนุกอยู่ตลอด มันทำให้ผมมีไอเดียที่ดีในการต่อยอดเป็นศิลปินและคนทำหนัง ผมว่ามันช่วยมากเลยนะ ความผูกพันในครอบครัวและการเลี้ยงดูทำให้ผมเป็นคนมีเหตุผลและถ่อมตนมากขึ้น

ข้อดีของการทำสารคดีจาก Crowdfunding คืออะไร

ผมเจอแพลตฟอร์มที่ชื่อ Seed and Spark ซึ่งเน้นระดมทุนเกี่ยวกับหนังสั้นและหนังอิสระเป็นหลัก ผมเคยทำงานกับหลายองค์กรในซีแอตเทิลที่สนับสนุนโปรเจกต์ใน Seed and Spark อยู่บ่อยๆ และแพลตฟอร์มนี้ยังช่วยสนับสนุนมากพอๆ กับการสร้างคอมมูนิตี้คนที่เกี่ยวกับโปรเจกต์ที่คุณกำลังทำอยู่

ผมว่ามันไม่ใช่แค่การระดมเงินทุนเพื่อทำอะไรบางอย่าง แต่มันเป็นการรักษาคนที่สนใจเรื่องเดียวกันเอาไว้ คุณสามารถประกาศให้พวกเขารู้ว่า หนังจะฉายในเทศกาลไหนบ้าง ฉายออนไลน์ตอนไหน มันเป็นประสบการณ์การใช้ Crowdfunding ที่ดีเลย เอาเข้าจริงการระดมทุนมันหนื่อยกว่าที่ผมคิดเอาไว้อีก มีสิ่งที่ผมต้องทำและดูแลอยู่เยอะมาก การระดมทุนทำหนังเรื่องนี้ผมถือว่าประสบความสำเร็จนะ ผมขอบคุณมากที่พวกเราได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากเพื่อนและครอบครัว

Champ Ensminger ผกก. สารคดีชีวิตยายแท้ๆ ที่ขายแหนมในเชียงใหม่จนได้รางวัลในเทศกาลหนังสหรัฐฯ

ความยากของการถ่ายทอดชีวิตคนคนหนึ่งผ่านสารคดีความยาว 13 นาที คืออะไร

ไอเดียหลักไม่ใช่การเล่าทั้งชีวิตของคุณยาย แต่เป็นการเล่าหนึ่งวันของคุณยาย เพื่อชวนคนดูมารู้จักและลองสัมผัสประสบการณ์ เหมือนผมและครอบครัวที่ต้องเดินทางจากอเมริกาเพื่อไปเยี่ยมคุณยายและโรงงานทำแหนม

เราจะรู้จักยายนิลภายในเวลา 13 นาที ใช่ไหม 

ผมหวังว่าอย่างนั้น เขาจะได้เห็นคุณยายในหลายมุม โชคดีมากที่คุณยายกำลังสร้างบ้านพักตากอากาศนอกเมืองเชียงใหม่พอดี แต่ดันตลกตรงที่คุณยายพยายามเตรียมสถานที่ให้พร้อมเพื่อถ่ายหนัง ปลูกต้นไม้เพิ่ม แต่งสวนรอบบ้าน ทำเหมือนถ่ายหนังสเกลใหญ่เลย ความประทับใจที่ผมสัมผัสได้จากคุณยายคือความสงบ ผมว่าวิธีที่ดีที่สุดในการเล่าเรื่องของคนคนหนึ่งภายในระยะเวลาอันสั้น คือการสังเกตว่าคนคนนั้นมีปฏิกิริยาต่อสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเขายังไง 

ผมเลือกสถานที่ถ่ายทำหลายที่วัด ตลาด เพื่อดูว่าคุณยายตอบสนองต่อสถานที่เหล่านั้นยังไงบ้าง ผมแค่อยากจะปิดฉากด้วยภาพของคุณยายในมุมสงบ เพื่อสะท้อนตัวตนของคุณยายออกมาผ่านงานที่ทำมาทั้งชีวิต 

Champ Ensminger ผกก. สารคดีชีวิตยายแท้ๆ ที่ขายแหนมในเชียงใหม่จนได้รางวัลในเทศกาลหนังสหรัฐฯ
Champ Ensminger ผกก. สารคดีชีวิตยายแท้ๆ ที่ขายแหนมในเชียงใหม่จนได้รางวัลในเทศกาลหนังสหรัฐฯ

การอยู่ในครอบครัวที่คนหลายวัยสนิทชิดเชื้อกัน มันทำให้คุณโตมาเป็นคนแบบไหน

ผมเอียงมาทางความเป็นไทยแน่นอนครับ ไม่ค่อนไปทางฝรั่งเศสเท่าไหร่ด้วย เพราะผมมีความใกล้ชิดกับประวัติศาสตร์ไทย แต่ไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับกรุงเทพฯ นะ (ยิ้ม) เชียงใหม่มีคุณค่ากับผมมาก พื้นเพผมมาจากตรงนั้น วัฒนธรรมก็ยังเป็นวัฒนธรรมพื้นถิ่น เป็นเมืองที่ไม่ได้วิ่งตามสมัยมากนัก ผมว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างตัวตนผมขึ้นมา 

พอผมกลายมาเป็นคนทำหนัง ความเป็นไทยมันเข้าไปอยู่ในทุกอย่างเลยถ้าเทียบกับคนอื่นในอุตสาหกรรมนี้ ในหัวผมมันย้ำเตือนอยู่ตลอดเวลา เรามีอะไรมากกว่าที่เขาเห็นและเรามีแนวทางที่แตกต่างในแบบของเราเอง ไม่รู้จะใช้คำว่าอะไรเหมือนกัน

แบบ ‘ใส่ใจ’ มากกว่าเหรอ

ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ การที่เราไม่ได้เป็น ‘ฝรั่ง’ หรือคนขาวในอเมริกา มันคือข้อได้เปรียบในแง่หนึ่ง มันทำให้เราเห็นอกเห็นใจคนที่เป็น ‘คนนอก’ ไม่ว่าในออฟฟิศหรือกองถ่าย คุณจะกลายเป็นคนที่เข้าใจคนอื่นและรู้ว่าควรจะใจดีกับใคร ตอนนี้มีการพูดถึงความเป็นเอเชียน-อเมริกัน และแอฟริกัน-อเมริกัน ในอุตสาหกรรมหนังมากขึ้น ผมว่ามันไม่ใช่แค่ใครทำเงินได้เยอะกว่าหรือใครใหญ่กว่าใคร แต่มันคือทัศนคติที่เรามีต่อชีวิตคนคนหนึ่ง เราแคร์ ‘เสียง’ ที่ไม่มีใครได้ยินนั้นมากน้อยแค่ไหน 

ผมว่านั่นคือสิ่งที่ผมเป็นและมันคือสิ่งที่อุตสาหกรรมหนังในอเมริกาต้องการ 

สิ่งที่คุณอยากส่งต่อให้คนดูผ่านสารคดีเรื่องนี้คืออะไร

ผมว่าหนังกำลังเล่าเรื่องความสัมพันธ์ทางไกล (Long-distance Relationships) ระหว่างคุณยายกับลูกหลาน ตอนนี้พวกเราก็เหมือนเป็นคนอเมริกันกันหมดแล้ว เรามีวัฒนธรรมที่แตกต่างกันยังไม่พอ ตัวเราก็ยังห่างไกลกันด้วย แต่คนที่อยู่ใกล้ชิดกับคุณยายจะเรียกคุณยายว่า ‘แม่’ หมดเลยนะ มันเป็นความสัมพันธ์ที่วัฒนธรรมแบบคนตะวันตกไม่มีทางเข้าใจ 

ผมเติบโตมาท่ามกลางผู้หญิงในครอบครัว ผมมีน้องสาวหนึ่งคน แล้วก็ญาติที่เป็นผู้หญิงอีกเยอะมาก บทสนทนาของคนอเมริกันส่วนใหญ่เขาจะพูดถึงความเท่าเทียมทางเพศ แต่ผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่แบบนั้นเสมอไป เพราะผมโตมากับครอบครัวหญิงแกร่ง โดยเฉพาะคุณยาย มันเลยทำให้ผมคิดว่าการที่ผู้หญิงกลายมาเป็นผู้นำ มันเป็นสิ่งที่มีค่ามากสำหรับครอบครัวเรา ผมอยากใส่กรอบแนวคิดแบบนี้ลงไปในหนังด้วย ซึ่งมีเรื่องราวของหญิงแกร่งที่เป็นผู้นำครอบครัวเป็นตัวชูโรง

Champ Ensminger ผกก. สารคดีชีวิตยายแท้ๆ ที่ขายแหนมในเชียงใหม่จนได้รางวัลในเทศกาลหนังสหรัฐฯ

สิ่งที่คุณได้เรียนรู้จากการทำหนังเรื่องนี้ล่ะ

ผมว่าคุณยายมีทัศนคติที่ดีในการจะพาโรงงานแหนมไปให้ไกลที่สุดเพื่อชีวิตของพวกเรา คุณยายทำมันอย่างไม่ต้องคิดเสียดายทีหลัง หนังเรื่องนี้มันก็จะสุขปนเศร้าหน่อย เพราะคุณยายวุ่นกับธุรกิจจนไม่มีเวลามาหาพวกเรา แต่ผมเข้าใจนะ เข้าใจว่าคุณยายอยากบริหารธุรกิจให้ออกมาดี เพราะสิ่งที่คุณยายทำ มันทำให้ผมได้อยู่ที่นี่ ได้อยู่ที่อเมริกา ได้เรียนหนังสือ ผมนับถือคุณยายจากใจจริง

และผมอยากเสริมว่า ในประเทศไทย Strong Women มันสำคัญพอๆ กับ Men in Power ผมไม่รู้ว่าจะพูดสิ่งนั้นออกมาได้มากน้อยแค่ไหน แต่ผมหวังว่าหนังเรื่องนี้ได้พูดแทนใจผมไปหมดแล้ว

จากไอเดียเล็กๆ ที่อยากจะเล่าเรื่องคุณยาย ตอนนี้สารคดีไปฉายในเทศกาลหนังหลายเทศกาลแล้ว

ผมคิดว่าถ้าคุณลงแรงกับอะไรมากพอ โลกก็จะตอบแทนคุณกลับมา ผมแค่อยากเล่าเรื่องครอบครัวและมันก็ฝากคำถามเอาไว้ให้ผู้ชม อย่างน้อยก็กับเพื่อนอเมริกันของผม ว่าเขามองคุณยายและคุณป้าของพวกเขายังไงผ่านการมอง YAI NIN

ผมว่าการที่ทุกคนเชื่อมโยงหนังเรื่องนี้เข้ากับตัวเองได้ มันดีมาก คนไทยบางส่วนที่ได้ดูก็บอกกับผมว่า “ขอบคุณที่ทำหนังเรื่องนี้ออกมา” มันทำให้เขาคิดถึงบ้านเกิดของตัวเองและความผูกพันที่เขามีต่อคนในครอบครัว เขารู้สึกว่าหนังกำลังพูดกับเขาอยู่ มันเป็นหนังเรียบๆ เรื่องหนึ่งนะ ไม่มีอะไรมาก แค่เตือนให้คนกลับไปคิดว่า ใครคือคนที่คอยดูแลพวกเขามาตลอดชีวิต เท่าที่รู้คนดูก็ค่อนข้างประทับใจ (ยิ้ม)

ถ้าเราอยากดูสารคดีเรื่องนี้ต้องทำยังไงบ่้าง

ตอนนี้หนังอยู่ในเทศกาลหนัง ความจริงเราได้ฉายในงานแค่สองงานเองครับ นอกนั้นฉายออนไลน์หมดเลย อีกหนึ่งเดือนหรือสองเดือนข้างหน้า หนังจะไปฉายที่บาหลี แล้วก็มีเทศกาลหนังอเมริกันอีกสองสามงาน ผมว่าจะส่งหนังไปฉายที่กรุงเทพฯ ด้วย ผมยังคิดอยู่ว่าหนังสั้นมันควรจะถูกเผยแพร่ในรูปแบบไหนบ้าง พอดีผมมีเพื่อนที่เจอกันจากเทศกาลหนัง เขาส่งหนังตัวเองไป Amazon บ้าง Netflix บ้าง แต่ก็ไม่ได้กำไรอะไรมากหรอกครับ หนังสั้นทำเงินค่อนข้างยาก (ยิ้ม)

Champ Ensminger ผกก. สารคดีชีวิตยายแท้ๆ ที่ขายแหนมในเชียงใหม่จนได้รางวัลในเทศกาลหนังสหรัฐฯ
Champ Ensminger ผกก. สารคดีชีวิตยายแท้ๆ ที่ขายแหนมในเชียงใหม่จนได้รางวัลในเทศกาลหนังสหรัฐฯ, YAI NIN, ยายนิล, ผู้กำกับไทย

คำถามสุดท้าย ทำไมเราต้องดูหนังเรื่องนี้

ผมว่าคำถามนี้น่าสนใจนะ จะว่าไปก็ตอบยากเหมือนกัน ผมมองไม่ค่อยออกว่าผู้ชมชาวไทยจะคิดยังไงกับหนังต่างประเทศ ไม่มั่นใจว่าเขาจะเปิดใจให้กับหนังที่เล่าเรื่องคนไทยที่ไปใช้ชีวิตในต่างประเทศมากน้อยแค่ไหน เพราะมันเป็นเรื่องของคุณยายและความผูกพันกับประเทศไทย ซึ่งต่างจากหนังที่คนไทยส่วนใหญ่เขาดูกัน 

จากการอยู่เชียงใหม่มาสองปี ทำให้ผมรู้ว่าคนไทยไม่ค่อยเสพหนังที่ลึกและอาร์ตเท่าไหร่ แต่จะชอบดูหนังแอคชันอย่าง Fast and Furious มากกว่า หรือไม่ก็โรแมนติก-คอมเมดี้ไปเลย ถึงอย่างนั้นผมก็ยังเชื่อว่าผู้ชมจะสนุกไปกับหนังของผมได้ เพราะคุณยายจะทำให้ผู้ชมหวนคิดถึงผู้หญิงในชีวิตของเขา คุณป้า คุณแม่ คุณยาย ว่าเรายังมีพวกเขาอยู่ตรงนั้น


ติดตามเรื่องราวของยายนิลได้ที่

Website: www.yainindoc.com

Facebook : YAI NIN

Instagram : YAI NIN

ขอขอบคุณ

Production photos : Jeetrapon Kaicome

Film stills : Liam Morgan

Portraits : Jayna Milan

Poster : Dohee Kwon

Writers

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ในวันที่ละครเรื่อง วิมานทราย ออกอากาศเป็นวันแรกทางช่อง one31 The Cloud ได้รับคำชวนให้มานั่งคุยกับ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา นางเอกของเรื่อง ตอน 5 โมงเย็นที่แกรมมี่

เอสเธอร์เริ่มต้นเข้าวงการบันเทิงจากการถ่ายแบบให้นิตยสารวัยรุ่นตอนอายุ 12 ปี เล่นโฆษณาตอนอายุ 14 ปี แล้วรับบทนางเอกครั้งแรกทางช่องสาม ตอนอายุ 17 ปี ผลงานที่ทำให้เธอเป็นที่รู้จักคือละครเรื่อง สุภาพบุรุษจุฑาเทพ ตอน คุณชายรณพีร์

พอหมดสัญญาเธอก็ตัดสินใจผันตัวมาเป็นนักแสดงอิสระ แล้วก็โด่งดังเป็นพลุแตกจากละครเรื่อง เล่ห์รตี ทางช่อง one31

พีอาร์ประจำช่องเดินมาขอโทษ บอกว่านัดหมายวันนี้จะล่าช้าออกไปหน่อย เพราะยังสัมภาษณ์คิวก่อนหน้าไม่เสร็จ เธอให้สัมภาษณ์สื่อติดกันมาตั้งแต่เช้า หลังจากนี้ก็ยังมีคิวต่อ ผมไม่มีปัญหาอะไร เพราะไม่ได้มีนัดหมายอะไรต่อ

อีกพักใหญ่ ๆ เอสเธอร์ก็เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม แต่แววตาดูเหมือนจะเหลือแบตเตอรี่ขีดสุดท้าย เธอขอใช้พลังงานก้อนนี้ถ่ายรูปให้เสร็จก่อน

เราได้เริ่มคุยกันช่วงหัวค่ำในวันอันหนักหน่วงของเธอ แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ซ่อนความเหนื่อยล้าไว้หลังเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม

เอสเธอร์เป็นคนพูดตรง คิดอย่างไรเธอก็ตอบอย่างนั้น ถ้าอ่านแค่ตัวอักษรอาจรู้สึกว่า ทำไมดุจัง แต่ถ้าได้นั่งคุยอยู่ด้วยกัน จะเห็นว่าเธอเล่าทุกเรื่องอย่างสนุกสนาน ตามประสาสาวขี้เล่น

มาทำความรู้จักเอสเธอร์ในมุมที่คุณอาจจะไม่เคยรู้จักมาก่อนไปพร้อม ๆ กัน

นักเล่นเกม นักปลูกต้นไม้ ความรัก และชีวิตหลังหน้าจอของนางเอก เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา

วันนี้คุณให้สัมภาษณ์มากี่รอบแล้ว

น่าจะเจ็ดนะคะ แล้วก็ยังมีอีกสื่อเป็นสื่อที่แปด

คุณเคยให้สัมภาษณ์สื่อสูงสุดวันละกี่ราย

หนูว่าวันนี้นะคะ

ดาราบางคนชอบคุยกับสื่อ บางคนก็ไม่ชอบเลย คุณอยู่ในกลุ่มไหน

ครึ่ง ๆ ค่ะ บางคนคุยสนุกหนูก็ชอบคุย แต่บางคนก็อาจจะไม่ได้ฟังเราพูด เขาก็จะถามแล้วถามอีก เราก็คิดในใจ เอ้า เพิ่งตอบไป เอ๊ะ พี่ได้ฟังหรือเปล่า (หัวเราะ) ถ้าเป็นแบบนี้ก็คิดว่า เมื่อไหร่จะเสร็จสักที หรือบางคนก็อาจจะยิงคำถามตรงเกินไป เช่น ทำตรงนี้ได้เงินเท่าไหร่ เอ๊ะ ในชีวิตจริงเราก็ไม่ถามเพื่อนว่าได้เงินเดือนเท่าไหร่นะ อย่างน้อยก็ถามว่าได้กี่หลักก็ยังดี เราอาจจะสบายใจที่จะตอบกว่า

คุณให้สัมภาษณ์สื่อมาสิบปี ช่วยรีวิวการสัมภาษณ์ของสื่อให้ฟังหน่อย อะไรคือสิ่งที่เหมือนเดิม และอะไรคือสิ่งที่เปลี่ยนไป

ถามเรื่องแฟนเหมือนเดิมค่ะ กับ พี่เคน (ภูภูมิ พงศ์ภาณุภาค) ก็เกือบจะเจ็ดปีแล้ว ทุกปีก็ต้องถาม ความรักเป็นยังไงบ้าง ๆๆๆๆ (หัวเราะ) สิ่งที่ต่างคือมันจะเป็นสเต็ปค่ะ ช่วงนี้ศึกษากันอยู่ค่ะ ดีค่ะ ลงตัวค่ะ ช่วงนี้มีปัญหานิดนึงค่ะ ก็พยายามปรับแก้อยู่ค่ะ ช่วงนี้ไอจีรูปหายนะคะ เกิดอะไรขึ้นคะ มีแผนจะแต่งงานหรือยังคะ จะมีลููกไหม ก็ครบเจ็ดปีพอดีค่ะ (หัวเราะ)

ถ้าเราไม่คุยกับเอสเธอร์เรื่องงาน แฟน ต้นไม้ คุยเรื่องอะไรถึงจะสนุกที่สุด

เรื่องเล่นเกมค่ะ (หัวเราะเสียงดัง) หนูชอบเล่นเกม หนูติด ROV แล้วหนูก็เพิ่งจะเริ่มเล่น Dota

นักเล่นเกม นักปลูกต้นไม้ ความรัก และชีวิตหลังหน้าจอของนางเอก เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา
นักเล่นเกม นักปลูกต้นไม้ ความรัก และชีวิตหลังหน้าจอของนางเอก เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา

ก๊วนตีป้อมของคุณมีใครบ้าง

มีหลายกลุ่มค่ะ เริ่มจากน้องชายของตัวเอง แฟนตัวเอง ขยับมาอีกก็เป็นแก๊งในหมู่บ้าน ซึ่งเป็นเพื่อนของน้องชาย แล้วก็เพื่อนในเกม

เพื่อนในเกมรู้ไหมว่าเราคือเอสเธอร์

รู้ค่ะ มีช่วงนึงที่ไอดีในเกม หนูตั้งชื่อหนู เขาก็ เอ๊ะ ใช่ไหม เราก็ไม่ได้ฟันธงว่าใช่ไหม เล่นด้วยกันบ่อย ๆ เขาก็รู้แหละว่าเป็นเรา ทุกวันนี้สามทุ่ม หนูจะหยิบโทรศัพท์มาเล่นเกมอยู่บนเตียงนอน ถ้าไม่ได้ทำงานนะคะ

มันสนุกตรงไหน

มันเป็นเกมที่เราช่วยกันเล่น แม้ว่ารูปแบบการเล่นจะเหมือนเดิม แต่ทุุกครั้งมันไม่เหมือนเดิม บางทีเราจะแพ้แล้วแต่ก็พลิกกลับมาชนะได้วินาทีสุดท้าย เวลาเพื่อนผู้ชายเล่น เขาจะพูดกันไม่หยุด พูดอะไรตลก ๆ เราก็ชอบฟัง หนูเล่นมาห้าปีแล้ว ตั้งแต่เปิดตัวใหม่ ๆ ถึงวันนี้ก็ยังเล่นอยู่ พี่เคนที่ติดก่อน เลิกเล่นไปแล้ว จนหนูต้องไปหาเพื่อนเล่นเอง

เก่งไหม

เซียนพอใช้ได้เลย หนูอยู่แรงค์คอนฯ (ลำดับที่ 7 จาก 8) แต่มีแค่ยี่สิบดาว ขี้โม้ไหมคะ (หัวเราะ)

การโตมาในบ้านที่คุณพ่อเป็นคนไทย คุณแม่เป็นคนมาเลเซีย พิเศษกว่าบ้านอื่นยังไงบ้าง

คุณแม่เป็นคนที่ค่อนข้างเปิดกว้าง เรื่องขนบธรรมเนียมมารยาทอาจจะหยวน ๆ กันได้ บ้านอื่นอาจจะไม่กล้าใช้เท้าเหยียบปุ่มพัดลม แต่บ้านหนูใช้เท้าเหยียบได้ไม่เป็นไร ชิลล์ ๆ

คุณเล่นโฆษณาครั้งแรกตอนอายุสิบสี่ จำความรู้สึกตอนแคสต์งานผ่านได้ไหม

จำได้ค่ะ หนูแคสต์เป็นร้อยงานกว่าจะได้ มันมีอยู่สองช่วง ช่วงแรกแคสต์เป็นร้อยงานไม่ได้เลย จนหยุดไปช่วงนึง ไปจัดฟันจนใกล้จะเสร็จแล้ว กลับมาแคสต์อีกทีก็ได้ เป็นโฆษณาโคโลญจน์ ตอนที่เขาบอกว่าได้ เราก็ จริงเหรอ งง ๆ แต่ดีใจมาก ตอนเห็นตัวเองในทีวีก็ตื่นเต้นมาก เราโผล่มาแค่วินาทีเดียว มีผู้หญิงห้าหกคน เราอยู่รั้งท้าย แทบไม่เห็นเลย เมื่อก่อนไม่มียูทูบเราก็ต้องรอดูช่วงโฆษณา ว่าจะมีโฆษณาเรามาไหม พอโฆษณามาเราก็ มาแล้ว ๆ พ่อแม่ก็ตื่นเต้นมาก ลูกฉันเล่นโฆษณา

ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี

คุณเล่นละครตอนตั้งแต่อายุสิบเจ็ด การเริ่มทำงานหนักตั้งแต่ตอนนั้น ส่งผลต่อชีวิตวัยรุ่นไหม

ถ้ามองกลับไปก็ส่งผลนะ อย่างเรื่องการเรียน หนูแทบไม่ได้เรียนเลย หยุดเรียนหลายวัน พอกลับไปก็ตามไม่ทัน ตอนสอบเราก็ว่างเปล่ามาก ไม่รู้เรื่อง เป็นแบบนี้จนถึงเรียนจบเลย ตารางงานก็แน่น มันทำให้เราไม่สนิทกับเพื่อน ไปเรียนก็ไม่รู้จะอยู่กลุ่มไหน ถ้าเป็นชีวิตวัยรุ่น ก็อาจจะไม่ได้มีปัญหามาก บางครั้งที่เพื่อนไปเที่ยวกันเยอะ ๆ เราก็อยากไปบ้าง แต่ไปไม่ได้เพราะติดงาน ชีวิตช่วงนั้นแทบไม่ค่อยได้ใช้ชีวิตค่ะ ชีวิตมันวนลูป ทำงานเสร็จกลับบ้านนอน ตื่นเช้าเอาใหม่ วนแบบนี้หลายปี นาน ๆ ได้ไปดูหนังกับเพื่อนสักที เราก็ดีใจมาก แต่คุณแม่ก็ไปรับไปส่งตลอด

ตอนนี้คุณสนิทกับเพื่อนกลุ่มไหนที่สุด

มีเพื่อนคนเดียวค่ะ เพื่อนที่สนิทมาก ๆ รู้ทุกอย่างมีแค่คนเดียว เป็นเพื่อนตั้งแต่สมัย ม.สาม แล้วก็เป็นคนนี้คนเดียวจนถึงทุุกวันนี้

คุณไม่ค่อยมีเวลาให้เพื่อนเหรอ

หนููก็ไม่รู้เหมือนกัน เรื่องเวลาอาจจะเกี่ยว แล้วก็เป็นคนที่เปิดใจหมดเปลือกยาก ส่วนมากเป็นเพื่อนคุยเล่น เพื่อนที่ทำงาน ไม่ได้ลงลึกเรื่องครอบครัว เป็นแบบนั้นซะเป็นส่วนใหญ่

ไม่มีกลุ่มเพื่อนสนิทที่เป็นดาราด้วยกันเหรอ

ไม่มีค่ะ คนนี้เคยทำงานด้วยกัน คุยเรื่องงานได้ คนนี้ออกไปกินข้าวคุยกันแบบผิวเผินได้ ไม่ได้รู้ชีวิตส่วนตัวลึก ๆ ไม่เคยไปที่บ้านเรา หนูเป็นคนที่ไม่ค่อยเปิดตัว ไม่รู้ทำไม อาจจะเป็นการเลี้ยงดูของคุณแม่ตั้งแต่เด็ก ด้วยความที่คุณแม่ค่อนข้างมีระเบียบวินัย ไปไหนมาไหนกับคุณแม่ตลอด เหมือนมีคุณแม่เป็นเพื่อน มีอะไรก็คุยกับคุณแม่ทุกอย่าง

ความสุขที่สุดที่คุณเคยได้รับจากวงการบันเทิงคืออะไร

เงินก้อนแรกค่ะ (หัวเราะ) ตอนนั้นเรายังเด็กมาก ได้เงินมาตอนนั้นมันก็เยอะนะ เราก็ดีใจจังเลย

ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี

แล้วความเจ็บปวดที่สุดที่วงการบันเทิงเคยมอบให้คุณล่ะ

น่าจะเป็นข่าวนะคะ เป็นข่าวที่ไม่ดี แล้วอยู่ดี ๆ ก็มีคนมาคอมเมนต์ว่าเราหนักมาก เป็นเหตุการณ์หนัก ๆ แค่ครั้งเดียวในชีวิต มันมาจากละครที่เราเล่นค่อนข้างดัง มีกระแสคู่จิ้น แฟนคลับก็เชียร์ให้คบกันจริง แล้วมันท่าไหนก็ไม่รู้ อยู่ดี ๆ ก็เหมือนเราผิด มีคนมาคอนเมนต์ว่าเรา แจกสตรอว์เบอร์รี่ทั้งสวนในคอมเมนต์ใต้รูปเรา ก็แปลกดี

ตอนนั้นรู้สึกยังไง

อย่างแรกเลย รู้สึกว่า อะไรวะ (หัวเราะ) แล้วก็ค่อย ๆ ตกตะกอน ก็รู้สึกเสียใจจังเลย มันไม่จริง ไม่ใช่แบบนั้น บางคนพิมพ์เหมือนรู้ดีจังเลย เหมือนเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นแน่นอน แต่มันไม่เคยมีอะไรแบบนี้เกิดขึ้นเลย เราอยู่ในจุดที่จะไปตอบคอมเมนต์เขาก็ไม่ใช่ ด้วยลักษณะนิสัยเราก็จะเครียด จะร้องไห้อยู่คนเดียว

ร้องหนักแค่ไหน

ร้องไห้จนไม่อยากทำงาน ไม่อยากทำอะไร เป็นอยู่ช่วงใหญ่ ๆ เลย จนขอพักทุกอย่างแล้วหนีไปพักร้อนต่างประเทศ สุดท้ายก็กลับมาหายดีหลั่นล้าเหมือนเดิม (หัวเราะ) ตอนนี้แข็งแกร่งมาก เป็นหญิงเหล็กเลยค่ะ

ในชีวิตนักแสดง จุดเปลี่ยนครั้งไหนที่ถือว่าใหญ่ที่สุด

น่าจะเป็นช่วงที่หนูไม่ต่อสัญญา หนูยังเด็กด้วย ตอนนั้นรู้สึกว่า เราไม่มีสิทธิ์ในการเลือกรับงานเลย ก็คิดว่าจะต่อสัญญาดีไหม ถ้าต่อก็อาจจะไม่มีความสุข ถ้าไม่ต่อแล้วจะมีงานไหม ตอนนั้นคิดถึงขั้นว่า ถ้าไม่ต่อแล้วไม่มีใครจ้างเรา ไม่ได้เล่นละครต่อ ก็เรียนให้จบแล้วไปทำอย่างอื่น ก็ตัดสินใจไม่ต่อสัญญา มันจะเป็นยังไงก็ให้เป็น แล้วก็กลายมาเป็นเส้นทางในอาชีพนักแสดงแบบทุกวันนี้

เวลาดูละครที่ตัวเองเล่น คุณตั้งใจดูอะไรที่สุด

ดูการแสดง ว่าเล่นเป็นยังไง โดยรวมเป็นยังไง ดูแล้วก็มักจะรู้สึกว่า ถ้าวันนั้นเราทุ่มสุดตัวมากกว่านี้นะ มันจะดีกว่านี้แน่เลย (หัวเราะ) แต่ก็คิดย้อนกลับไปว่า วันนั้นเราไม่ไหวจริง ๆ มันไม่ได้แล้ว ก็จะตีกันไปตีกันมาแบบนี้

ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี
ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี

ถ้าพูดถึงบรรยากาศในกองถ่ายเรื่อง วิมานทราย คุณชอบอะไรที่สุด

ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่เนื้อหาเครียดมาก แต่บรรยากาศการทำงานของทุกคนมีความสุขมาก มีความสุขทุกครั้งที่ไปกอง ภาพที่นึกถึงคือ ผู้กำกับ (เมธี เจริญพงศ์) ชอบแซวนักแสดง แซวทีมพร็อพ แซวทีมพี่ ๆ เสื้อผ้า ผู้กำกับเป็นคนอารมณ์ดีมาก

เอสเธอร์ตัวจริงในสายตาเพื่อน ต่างจากเอสเธอร์ที่เป็นดารายังไง

คนมักจะมองว่าเราเป็นคนน่ารัก สดใส เรียบร้อย สวย ๆ แต่ชีวิตจริงไม่ได้สวยแบบนั้น แต่งตัวก็ไม่ค่อยเป็น ไม่มีเทสต์ เพื่อนต้องคอยแก้เรื่องการแต่งตัวให้ เพื่อนชอบบอกว่า หนูแต่งตัวไม่วัยรุ่น วันเกิดหนูเพื่อนต้องซื้อเสื้อผ้ามาให้ ตัวจริงหนูกระโดกกระเดก รั่ว ๆ เกรียน ๆ ค่ะ

ถ้าอยากจะเจอเอสเธอร์ตัวจริง ต้องไปเดินแถวไหนถึงจะมีโอกาสเจอคุณมากที่สุด

ร้านกาแฟ (K+E Café) แล้วก็ร้านอาหาร Supree by K+E Cafe ที่คลองหนึ่งกับคลองสี่ (หัวเราะ) วนอยู่แค่นี้ ช่วงนี้ไปร้านอาหารบ่อยกว่าร้านกาแฟ เพราะไปกินข้าวที่ร้านตัวเอง ความสุขคือ เราได้กินในสิ่งที่เราชอบ รสชาติที่เราชอบ เมนูที่เราชอบ ทุกอย่างที่เป็นความชอบของเราอยู่ในร้านตัวเองหมดเลย จานโปรดของหนูคือ ผัดหมี่ค่ะ เป็นเมนููที่ทำกินกันในบ้านตั้งแต่ยังเด็ก วันนี้ได้มาแชร์ให้ลูกค้าชิมด้วย

ถ้าเราไถหน้าฟีดในไอจีของคุณ จะเจอรูปอะไรเยอะสุด

น้องหมา ต้นไม้ แล้วก็พวกสถานที่สวย ๆ อินทีเรียสวย ๆ รูปแฟนก็ขึ้นด้วย เพราะชอบส่องแฟนค่ะ (หัวเราะ)

คุณดูอะไรในไอจีแฟน

ดูว่าทำอะไรที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร (หัวเราะ) แล้วก็ดูรูปที่คนแท็กมา หนูดูช่องนั้นประจำ ดูเยอะกว่ารูปที่ลงอีก (หัวเราะ)

ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี

ชีวิตคุณเสียน้ำตาให้กับอะไรบ่อยสุด

แฟนค่ะ กับครอบครัว หนูเป็นคนที่น้ำตามาเร็ว ถ้าหงุดหงิดเรื่องอะไร น้ำตาจะไหลเลย บางทีหนูก็ไม่ได้อยากร้องไห้นะ แต่มันมาเอง แค่คุยกันไม่เข้าใจนิดหน่อย ความอึดอัดข้างในก็จะทำให้น้ำตาไหล

น้ำตามาบ่อยไหม

ช่วงที่มีเรื่องเครียดหนัก ๆ ก็มาถี่หน่อย มาทุกวัน ช่วงไหนแฮปปี้ก็ไม่มาเลย

ชอบต้นไม้พันธุ์ไหนที่สุดในเนอสเซอรี่ของคุณ

อัลโบ้ค่ะ (Monstera borsigiana Albo Variegata) มันเลี้ยงง่าย สวย ขึ้นไว ทำได้ไว แข็งแรง แล้วเราก็ขายได้เงินไวค่ะ (หัวเราะ)

ถ้ามองไปอนาคตอีกสักห้าปี คุณเห็นภาพเรื่องงานหรือครอบครัวชัดกว่ากัน

น่าจะเป็นเรื่องงานชัดกว่า อาจจะเพราะเราโฟกัสเรื่องงานด้วย เรื่องแต่งงานคือเรื่องรอง ไม่ค่อยเห็นภาพสักเท่าไหร่

อีกห้าปี คุณเห็นตัวเองทำอะไรอยู่

อยู่ในสวน ปลูกต้นไม้ หิ้วของ รดน้ำ แล้วก็เดินวนไปวนมา

ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี

คุณให้สัมภาษณ์เรื่องลูกอยู่บ่อย ๆ คุณคิดจะตั้งชื่อลูกเป็นภาษาฮิบรูเหมือนชื่อคุณไหม

คิดชื่อแล้วค่ะ แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นภาษาอะไร เป็นชื่อในพระคัมภีร์ ถ้าเป็นผู้หญิงจะให้ชื่อว่า เคสิยาห์ (Keziah) หนูรู้สึกว่าเขียนแล้วสวย ลายเซ็นลูกต้องสวยแน่ ๆ หนูมีปมเรื่องลายเซ็น เพราะเป็นตัว E S T H มันคิดลายเซ็นให้สวยยากมาก น้อง ๆ อีกสองคน ชื่อเขาเขียนออกมาสวยมาก ทำไมชื่อเราไม่ขึ้นด้วยตัว K หรือ C จะได้ตวัดแล้วสวย ๆ หน่อย คิดเล่น ๆ นะคะ (หัวเราะ)

ถ้าให้โทรคุยกับตัวเองได้หนึ่งนาที คุณอยากคุณกับเอสเธอร์ในวัยสิบเจ็ด หรือ สามสิบเจ็ด

สามสิบเจ็ดค่ะ จะถามว่า ทำอะไรอยู่ ชีวิตน่าจะดีมากเลยใช่ไหม ตอนนั้นน่าจะแต่งงานแล้ว แต่งงานแล้วดีไหม ครอบครัวเป็นไงบ้าง โอเคอยู่ใช่ไหม ก็คงประมาณนี้ค่ะ

ชีวิตนอกจอ ความรัก ความฝัน และวันว่างของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในวัย 27 ปี

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load