ยายนิล-นิลวรรณ ภิญโญ หญิงวัย 83 ที่มีบทบาทเป็นแม่ ยาย และนักธุรกิจ (ยังสาว) 

แชมป์ เอ็นซมิงเกอร์ (Champ Ensminger) เป็นหลานยายนิล ที่ลุกขึ้นมาเป็นผู้กำกับสารคดี YAI NIN บอกเล่าชีวิตของคุณยายที่บริหารกิจการ ‘แหนมภิญโญ’ ของครอบครัวเป็นเวลากว่า 50 ปี จนส่งลูกไปใช้ชีวิตที่สหรัฐฯ

ใช่-ยายนิลยังคงดำเนินธุรกิจแหนมหมูอยู่ไม่ห่างมือ

ใช่-ยายนิลยังเป็นแม่ที่ดูแลลูกหลานอยู่ไม่ห่างตัว

และ ใช่-ยายนิลยังคงเป็นคุณยายที่น่ารักเสมอและตลอดไป

Champ Ensminger ผกก. สารคดีชีวิตยายแท้ๆ ที่ขายแหนมในเชียงใหม่จนได้รางวัลในเทศกาลหนังสหรัฐฯ

เพียง 13 นาที หลานชายก็พาเราไปทำความรู้จักยายนิล ผ่านการแวะเข้าร้านเสริมสวย เดินตลาดที่คนเชียงใหม่รู้จักกันดี ชมโรงงานแหนมหมูที่ขายดิบขายดี แถมมุมน่ารักเรียกรอยยิ้มของการพูดอังกฤษคำ คำเมืองคำ

หัวใจหลักของสารคดีขนาดสั้นเรื่องนี้ คือการแทรกความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว ยายกับหลาน แม่กับลูก ที่มีอุปสรรคใหญ่เป็นระยะทางที่ห่างกันอีกฝั่งโลก ฉากชีวิตที่ปาดน้ำตาปีติเรายกให้ความแกร่งของผู้หญิงคนหนึ่งที่กลายมาเป็นหัวหน้าครอบครัว ในวันที่เธอต้องสูญเสียคนรัก สุขปนเศร้านะ แต่รับรองว่าสุขเยอะกว่าอย่างเห็นได้ชัด

Champ Ensminger ผกก. สารคดีชีวิตยายแท้ๆ ที่ขายแหนมในเชียงใหม่จนได้รางวัลในเทศกาลหนังสหรัฐฯ, YAI NIN, ยายนิล, ผู้กำกับไทย

สารคดี YAI NIN มีจุดเริ่มต้นจากการ Crowdfunding และได้รับเสียงตอบรับดีเยี่ยมจากผู้ชมในต่างประเทศ โดยเฉพาะชาวเอเชียน-อเมริกัน จนถูกรับเลือกให้ฉายใน Spokane International Film Festival, Florida Film Festival และคว้ารางวัล Grand Jury สาขา Best Documentary Short จาก Seattle Asian American Film Festival 

ชมตัวอย่างสุดอบอุ่น แล้วอ่านเรื่องราวที่อบอวลด้วยความผูกพันระหว่างยายกับหลาน เรารับรองว่าสารคดีที่แสดงโดยคุณยาย กำกับโดยหลานชาย จะทำให้คุณคิดถึง ‘คุณยาย’ และหญิงแกร่งประจำบ้านอย่างแน่นอน

เล่าความทรงจำเกี่ยวกับเชียงใหม่ของคุณให้ฟังหน่อย

ช่วงวันหยุด พวกเราจะกลับเชียงใหม่ไปเยี่ยมคุณยายปีละสองสามครั้งครับ ส่วนใหญ่เป็นช่วงคริสต์มาส ส่วนคุณตาผมจำท่านได้แม่น แม้ท่านจะเสียตั้งแต่ผมเรียนมัธยมปลาย ที่เชียงใหม่เรามีญาติเยอะมากครับ ผมมีความทรงจำเกี่ยวกับโรงงานของคุณยายและบ้านที่อยู่บนโรงงาน ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผมใช้เวลาร่วมกันกับญาติๆ

จะว่าไป ในประเทศไทยผมเคยไปมาแล้วหลายจังหวัด แต่เชียงใหม่เป็นจังหวัดเดียวที่ผมเรียกว่า ‘บ้าน

จากเด็กคนนั้นมาสนใจเกี่ยวกับภาพยนตร์ได้ยังไง

ตอนเป็นเด็กผมว่าการถ่ายทำวิดีโอมันง่ายมาก ผมเคยใช้กล้องถ่ายวิดีโอทำโปรเจกต์วิชาภาษาอังกฤษและประวัติศาสตร์ ช่วงนั้นผมสนใจการตัดต่อวิดีโอด้วย คนส่วนใหญ่ที่รุ่นราวคราวเดียวกัน ทำวิดีโอเพื่อความสนุกกันนะ มีบ้างทีทำเพื่อบอกเล่าเรื่องราวบางอย่าง แต่ก็ทำเอาสนุกตามประสาเด็ก ผมเลยสนใจสิ่งนี้มาตลอด และการที่ผมเป็นคนเอเชีย ซึ่งเป็นส่วนน้อยมากในโรงเรียน ทำให้ผมไม่ค่อยมีเพื่อนสักเท่าไหร่ เวลาส่วนใหญ่เลยหมดไปการอยู่บ้านนอนดูหนัง ผมดูหนังเยอะมาก คุณยายท่านก็ชอบหนังแอคชัน ยิ่งหนังแอคชันยุค 90 นี่ชอบมาก

Champ Ensminger ผกก. สารคดีชีวิตยายแท้ๆ ที่ขายแหนมในเชียงใหม่จนได้รางวัลในเทศกาลหนังสหรัฐฯ

มีผู้กำกับในดวงใจไหม

ผู้กำกับในดวงใจหรอ (นิ่งคิด) 

ฮิโระ มุราอิ (Hiro Murai) ครับ เขาเป็นผู้กำกับมิวสิควิดีโอเชื้อสายญี่ปุ่น-อเมริกัน เคยร่วมงานกับ ดอนัลด์ โกลเวอร์ (Donald Glover) ที่เป็นนักดนตรี ในซีรีส์โทรทัศน์เรื่อง Atlanta ผมชอบวิธีทำงานในฐานะผู้กำกับของเขา เคยอ่านบทสัมภาษณ์ครั้งหนึ่ง เขาบอกว่า เวลาถ่ายทำเขาจะเป็นกันเองและใจดีกับเพื่อนร่วมงาน รวมถึงนักแสดงที่เขาทำงานด้วย 

ไม่แน่ใจว่าคุณเคยได้ยินมาบ้างหรือเปล่าว่าผู้กำกับชาวอเมริกันค่อนข้างโหด ทำงานด้วยยาก แต่การทำงานของฮิโระมันเป็นการย้ำเตือนและเป็นแบบอย่างให้ผู้กำกับรุ่นใหม่ ส่วนตัวผมคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องมีสไตล์การกำกับที่เข้มงวดขนาดนั้น การที่คุณเป็นคนน่ารักและมีน้ำใจก็ทำให้งานออกมาดีได้เหมือนกัน

หลังเรียนจบสาขาเกี่ยวกับภาพยนตร์ คุณวาดฝันชีวิตตัวเองไว้แบบไหน

ความฝันของผมคือการออกจากเมืองเล็กอย่างสโปเคน (Spokane) ผมชอบการอยู่ในเมืองใหญ่มากกว่า ซีแอตเทิลเป็นเมืองที่ดีนะ สภาพแวดล้อมดี มีความหลากลาย แต่อุตสาหกรรมหนังในซีแอตเทิลยังต้องต่อสู้ดิ้นรน มันไม่ค่อยได้รับความนิยมเหมือนอุตสาหกรรมหนังในแอลเอหรือนิวยอร์ก ยิ่งตอนเรียนปริญญาตรี ผมรู้สึกท้อแท้มาก เพราะไม่ค่อยมีงานเกี่ยวกับภาพยนตร์ให้ทำมากเท่าไหร่

ตอนเรียนผมเป็นประธานชมรมภาพยนตร์ด้วยนะ เป็นการรวมตัวกันของคนที่ชอบทำหนังสั้นส่งประกวด ทำให้มากที่สุดเท่าที่พวกเราจะทำได้ ทำเอาสนุกมากกว่า เพราะผมก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าหลังเรียนจบจะเป็นยังไง

ว่าแต่คุณเคยคุ้นหู เว็บไซต์ Vimeo บ้างหรือเปล่า

เคยสิ

ตอนนั้น Vimeo เปิดรับนักศึกษาฝึกงานพอดี ผมเลยส่งวิดีโอสมัครเข้าไป ปรากฏว่าเขารับผมกับคนอื่นอีกสองคนที่ย้ายมาจากเมืองอื่นเหมือนกัน พวกเราต้องย้ายมาอยู่นิวยอร์ก มันเปิดหูเปิดตาและเปิดโลกผมมาก เรียกได้ว่าเป็นโอกาสดีที่จะเข้าถึงเส้นทางสายภาพยนตร์ เพราะซีแอตเทิลเล็กเกินไปสำหรับอุตสาหกรรมนี้ แต่นิวยอร์กกว้างขวางกว่ามาก

ผมทำงานที่ Vimeo ปี 2011 ตอนยังเป็นเว็บน้องใหม่อยู่ มีคนทำงานประมาณสี่สิบคน รุ่นราวคราวเดียวกับผมและทุกคนรักหนังมาก มันเป็นช่วงเวลาที่ผมตื่นเต้นที่สุดที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทีม จากคนที่เคยท้อแท้กับวงการหนังในซีแอตเทิล พอผมมานิวยอร์ก มันยิ่งตอกย้ำว่าสิ่งที่ผมอยากจะทำมันกลายเป็นจริงขึ้นมาได้ ผมว่าผมมาถูกทาง

แล้วสารคดี YAI NIN ที่เล่าเรื่องราวของคุณยายตัวเองมาตอนไหน

ครอบครัวที่สโปเคนมีคุณแม่ คุณลุงและคุณป้าของผม อาศัยอยู่เมืองเดียวกัน ทุกคนทำงานในร้านอาหารซึ่งก็เหมือนครอบครัวเอเชียน-อเมริกันส่วนใหญ่เขาทำกัน สร้างเนื้อสร้างตัวจากร้านอาหาร แล้วเพื่อนเมกันของผมเขาพูดบ่อยมากว่า น่าสนใจนะ การที่ญาติของผมทำร้านอาหารแล้วก็อาศัยอยู่บนนั้นเลย ดูเป็นวิถีชีวิตของคนเอเชียที่อาศัยอยู่ในอเมริกา ซึ่งมันค่อนข้างแปลกสำหรับเขา เพราะเขามีบ้าน ก็นอนที่บ้าน ผมก็ฟังนะ แต่ไม่ได้คิดอะไรมาก

Champ Ensminger ผกก. สารคดีชีวิตยายแท้ๆ ที่ขายแหนมในเชียงใหม่จนได้รางวัลในเทศกาลหนังสหรัฐฯ

จนกระทั่งช่วงหลังที่คุณยายติดต่อกับครอบครัวเยอะขึ้น เหมือนคุณยายเป็นคนเชื่อมพวกเราทุกคนเข้าด้วยกัน ความจริงแล้วกิจการครอบครัวเราก็รุ่งเรืองเหมือนกันนะ อย่างน้อยก็ในเชียงใหม่ เพราะไส้แหนมและไส้หมูยอเป็นสินค้าที่ขายดีมากในหลายพื้นที่ อย่างแม่สอดที่ติดชายแดนพม่า ส่วนคนเชียงใหม่จะรู้จัก ‘แหนมภิญโญ’ อย่างดีเลย ผมก็เพิ่งมารู้เรื่องราวพวกนี้ก็ตอนโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว มันยิ่งทำให้ผมภูมิใจในตัวคุณยายเข้าไปอีก โดยเฉพาะตอนที่ผมกลับมาเชียงใหม่แล้วได้ใช้เวลาอยู่กับคุณยาย เอาเข้าจริงคุณยายเป็นคนตลกมาก มันเหมือนกับว่าคุณมีคุณยายที่รักมากคนหนึ่ง แล้วเขาส่งพลังงานที่ดีกลับมาหาเราเสมอ

Champ Ensminger ผกก. สารคดีชีวิตยายแท้ๆ ที่ขายแหนมในเชียงใหม่จนได้รางวัลในเทศกาลหนังสหรัฐฯ

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในฐานะคนไทย-อเมริกันสำหรับผมคือ คุณยายเป็นคนเดียวในครอบครัวเราที่ยังมีความเป็นไทยแท้ ผมรู้สึกว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะรักษาความสัมพันธ์นั้นไว้ โดยเฉพาะตอนที่คุณตาเสีย ผมยังเด็กมาก มีแต่คุณยายเพียงคนเดียวที่ยังทำและสานต่อกิจการของครอบครัว คุณยายเลยไม่มีเวลามาเยี่ยมเราที่อเมริกาบ่อยนัก หนังเรื่องนี้เลยเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยรักษาความสัมพันธ์ของครอบครัวเราเอาไว้

สารคดีเรื่องนี้เลยเริ่มจากการทำเพื่อรื้อฟื้นความทรงจำของครอบครัวไว้

ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ผมเคยลงเรียนวิชาภาษาพื้นเมือง เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเก็บรวบรวมความทรงจำ ภาษาและวิธีการถ่ายทอดเรื่องราวของชาวอเมริกันพื้นเมืองผ่านหนัง พอดแคสต์ และการบันทึกเสียง แล้วชนเผ่าพื้นเมืองอเมริกาในหลายพื้นที่ ภาษาที่เขาใช้กันกำลังจะหายไป เพราะคนเก่าคนแก่ก็เริ่มล้มหายตายจาก วิชานี้เลยกระตุ้นให้คนสูงวัยมาบันทึกประวัติศาสตร์ด้วยกัน คนอเมริกันพื้นเมืองสมัยก่อนก็ไม่ค่อยจดบันทึกนะ บอกกันปากต่อปาก ทำให้วัฒนธรรมพื้นถิ่นกำลังจะหายสาบสูญ แม้ว่าผมจะไม่ใช่ชาวอเมริกันพื้นเมือง แต่ผมถูกกระตุ้นมาตลอดในฐานะผู้อพยพ ผมพยายามจดจำความเป็นไทยให้ได้มากที่สุด ถึงผมจะพูดภาษาไทยไม่ได้ก็ตาม

การเรียนวิชานั้นเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมอยากทำหนังเกี่ยวกับคุณยาย เพราะคุณยายไม่ได้พูดแค่ภาษาไทยอย่างเดียว คุณยายพูดคำเมืองด้วย คำเมืองมันสำคัญมากเลยนะ แล้วผมก็ชอบมากเวลาครอบครัวเรามีบทสนทนากันเป็นคำเมือง น่ารักมาก

แล้วคุณพูดคำเมืองได้ไหม

อู้บ่ได้ (หัวเราะ)

ตอนเล่าไอเดียว่าจะชวนคุณยายมาเล่นหนัง ท่านว่ายังไงบ้าง

คุณยายบอกว่ามันตลก แต่ก็ดีนะ ทำเลย มันยิ่งดีเข้าไปใหญ่ที่แม่ของผมสนับสนุนโปรเจกต์นี้เต็มที่ เพราะว่าส่วนใหญ่เป็นบทสนทนาที่ผมฟังไม่ค่อยออก ผมอยากจะทำหนังก็จริง แต่ประสบการณ์และความทรงจำระหว่างทางก็เป็นสิ่งสำคัญ ไม่อย่างนั้น คุณแม่กับคุณยายคงไม่ได้คุยกันมากขนาดนี้

ช่วงเตรียมตัวก่อนถ่ายทำ เราสัมภาษณ์คุณยาย มันมีบางท็อปปิกที่ผมไม่แน่ใจว่าจะทำให้มันเซนซิทีฟได้มากน้อยขนาดไหน อย่างในหนังก็เล่าเรื่องตอนที่คุณตาเสียแบบสั้นมาก เพื่อบอกว่าคุณยายผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ยังไง ผมไม่อยากทำให้หนังมันเศร้าเสียด้วยสิ เลยโฟกัสไปที่ความแกร่งของคุณยายในตอนที่อายุเท่านั้น ที่ต้องดูแลทั้งกิจการครอบครัว เลี้ยงลูก และหลายสิ่งหลายอย่าง แต่ก็ยังต้องดูแลตัวเองด้วย ตอนทำผมเลยหวังว่าคุณยายจะสนุกไปด้วยกันกับเรา 

Champ Ensminger ผกก. สารคดีชีวิตยายแท้ๆ ที่ขายแหนมในเชียงใหม่จนได้รางวัลในเทศกาลหนังสหรัฐฯ

วันเปิดกล้องเป็นยังไง

ครั้งแรกของการถ่ายทำ คุณยายตื่นเต้นมาก จะเป็นดาราหน้ากล้อง และคุณยายเป็น Location Scout ที่ดีมาก เพราะนอกจากโรงงานแหนม เราต้องหาสถานที่อื่นเพื่อถ่ายทำด้วย อย่างวัด ตลาด คุณยายก็ช่วยติดต่อให้เสร็จสรรพ ผมว่าคุณยายคงตื่นเต้นกับการทำโปรเจกต์นี้ ซึ่งเป็นปกติของครอบครัวเราอยู่แล้ว ไม่ว่าใครทำอะไรก็มักจะช่วยเหลือกัน

ตอนคุณยายเห็นหนังฉบับไฟนอล คุณยายบอกกับผมว่า “Hmm it’s good. It’s okay.” 

มีเรื่องอะไรที่คุณเพิ่งรู้เกี่ยวกับคุณยายบ้างไหม

ผมเพิ่งรู้ว่าคุณยายเล่นละครวิทยุด้วย ช่วงยุค 40 50 เคยไปพากย์เสียงที่สถานีวิทยุ ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยนะ เพราะก่อนถ่ายทำเรามีการสัมภาษณ์ล่วงหน้า เพื่อจะมั่นใจได้ว่าตอนถ่ายจริงเราจะไม่เสียเวลา บางทีเจ้าตัวเขาไม่รู้จะตอบยังไง ผมกับคุณแม่เลยทำงานด้วยกันเยอะมาก พอจะรู้ว่าคุณยายมีความพร้อมและตอบคำถามได้อย่างฉะฉาน

ผู้หญิงแกร่งอย่างยายนิลเป็นคุณยายแบบไหนในสายตาคุณ

ตอนเป็นเด็กคุณยายมาหาเราบ่อย เป็นเหมือนพี่เลี้ยงเลยครับ คอยดูแลพวกเรา พอโตมาหน่อยคุณยายก็จะเข้มงวดขึ้น ยิ่งตอนผมเป็นวัยรุ่นเข้มงวดหนักกว่าเดิมอีก หรือบางครั้งเรามาหาคุณยายได้สองสามสัปดาห์ก็ต้องกลับ ซึ่งมันเป็นอีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจ เพราะผมอยากเล่ามันออกมาในหนังเรื่องนี้ด้วย ว่าการไม่มีลูกหลานอยู่ใกล้ๆ ทำให้คุณยายเลี้ยงดูคนงานเหมือนกับลูกกับหลานของตัวเอง มันเป็นวิธีในแบบของคุณยายน่ะ ถึงแม้จะดุบ้างก็ตาม 

(คุณแม่ของแชมป์เสริมในสายว่า “ยายนิลเป็นหญิงแกร่ง ไม่เป็นแม่บ้านเลย Business Woman อย่างเดียว ยายนิลรักโรงงานแหนมมาก สมัยตอนเป็นสาว แต่งตัวเก่ง ชอบใส่เสื้อลายดอก รองเท้าส้นตึกหนาเป็นคืบ ชีเปรี้ยวมาก”)

Champ Ensminger ผกก. สารคดีชีวิตยายแท้ๆ ที่ขายแหนมในเชียงใหม่จนได้รางวัลในเทศกาลหนังสหรัฐฯ
Champ Ensminger ผกก. สารคดีชีวิตยายแท้ๆ ที่ขายแหนมในเชียงใหม่จนได้รางวัลในเทศกาลหนังสหรัฐฯ

แล้วคุณเป็นหลานชายแบบไหน

ไฮเปอร์ครับ (หัวเราะ) มีครั้งหนึ่งผมไป Disneyland แล้วแม่หลงกับผม เพราะผมมัวแต่เล่นเครื่องเล่นแฟนตาซี การที่ผมเป็นไฮเปอร์ เป็นคนสนุกอยู่ตลอด มันทำให้ผมมีไอเดียที่ดีในการต่อยอดเป็นศิลปินและคนทำหนัง ผมว่ามันช่วยมากเลยนะ ความผูกพันในครอบครัวและการเลี้ยงดูทำให้ผมเป็นคนมีเหตุผลและถ่อมตนมากขึ้น

ข้อดีของการทำสารคดีจาก Crowdfunding คืออะไร

ผมเจอแพลตฟอร์มที่ชื่อ Seed and Spark ซึ่งเน้นระดมทุนเกี่ยวกับหนังสั้นและหนังอิสระเป็นหลัก ผมเคยทำงานกับหลายองค์กรในซีแอตเทิลที่สนับสนุนโปรเจกต์ใน Seed and Spark อยู่บ่อยๆ และแพลตฟอร์มนี้ยังช่วยสนับสนุนมากพอๆ กับการสร้างคอมมูนิตี้คนที่เกี่ยวกับโปรเจกต์ที่คุณกำลังทำอยู่

ผมว่ามันไม่ใช่แค่การระดมเงินทุนเพื่อทำอะไรบางอย่าง แต่มันเป็นการรักษาคนที่สนใจเรื่องเดียวกันเอาไว้ คุณสามารถประกาศให้พวกเขารู้ว่า หนังจะฉายในเทศกาลไหนบ้าง ฉายออนไลน์ตอนไหน มันเป็นประสบการณ์การใช้ Crowdfunding ที่ดีเลย เอาเข้าจริงการระดมทุนมันหนื่อยกว่าที่ผมคิดเอาไว้อีก มีสิ่งที่ผมต้องทำและดูแลอยู่เยอะมาก การระดมทุนทำหนังเรื่องนี้ผมถือว่าประสบความสำเร็จนะ ผมขอบคุณมากที่พวกเราได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากเพื่อนและครอบครัว

Champ Ensminger ผกก. สารคดีชีวิตยายแท้ๆ ที่ขายแหนมในเชียงใหม่จนได้รางวัลในเทศกาลหนังสหรัฐฯ

ความยากของการถ่ายทอดชีวิตคนคนหนึ่งผ่านสารคดีความยาว 13 นาที คืออะไร

ไอเดียหลักไม่ใช่การเล่าทั้งชีวิตของคุณยาย แต่เป็นการเล่าหนึ่งวันของคุณยาย เพื่อชวนคนดูมารู้จักและลองสัมผัสประสบการณ์ เหมือนผมและครอบครัวที่ต้องเดินทางจากอเมริกาเพื่อไปเยี่ยมคุณยายและโรงงานทำแหนม

เราจะรู้จักยายนิลภายในเวลา 13 นาที ใช่ไหม 

ผมหวังว่าอย่างนั้น เขาจะได้เห็นคุณยายในหลายมุม โชคดีมากที่คุณยายกำลังสร้างบ้านพักตากอากาศนอกเมืองเชียงใหม่พอดี แต่ดันตลกตรงที่คุณยายพยายามเตรียมสถานที่ให้พร้อมเพื่อถ่ายหนัง ปลูกต้นไม้เพิ่ม แต่งสวนรอบบ้าน ทำเหมือนถ่ายหนังสเกลใหญ่เลย ความประทับใจที่ผมสัมผัสได้จากคุณยายคือความสงบ ผมว่าวิธีที่ดีที่สุดในการเล่าเรื่องของคนคนหนึ่งภายในระยะเวลาอันสั้น คือการสังเกตว่าคนคนนั้นมีปฏิกิริยาต่อสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเขายังไง 

ผมเลือกสถานที่ถ่ายทำหลายที่วัด ตลาด เพื่อดูว่าคุณยายตอบสนองต่อสถานที่เหล่านั้นยังไงบ้าง ผมแค่อยากจะปิดฉากด้วยภาพของคุณยายในมุมสงบ เพื่อสะท้อนตัวตนของคุณยายออกมาผ่านงานที่ทำมาทั้งชีวิต 

Champ Ensminger ผกก. สารคดีชีวิตยายแท้ๆ ที่ขายแหนมในเชียงใหม่จนได้รางวัลในเทศกาลหนังสหรัฐฯ
Champ Ensminger ผกก. สารคดีชีวิตยายแท้ๆ ที่ขายแหนมในเชียงใหม่จนได้รางวัลในเทศกาลหนังสหรัฐฯ

การอยู่ในครอบครัวที่คนหลายวัยสนิทชิดเชื้อกัน มันทำให้คุณโตมาเป็นคนแบบไหน

ผมเอียงมาทางความเป็นไทยแน่นอนครับ ไม่ค่อนไปทางฝรั่งเศสเท่าไหร่ด้วย เพราะผมมีความใกล้ชิดกับประวัติศาสตร์ไทย แต่ไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับกรุงเทพฯ นะ (ยิ้ม) เชียงใหม่มีคุณค่ากับผมมาก พื้นเพผมมาจากตรงนั้น วัฒนธรรมก็ยังเป็นวัฒนธรรมพื้นถิ่น เป็นเมืองที่ไม่ได้วิ่งตามสมัยมากนัก ผมว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างตัวตนผมขึ้นมา 

พอผมกลายมาเป็นคนทำหนัง ความเป็นไทยมันเข้าไปอยู่ในทุกอย่างเลยถ้าเทียบกับคนอื่นในอุตสาหกรรมนี้ ในหัวผมมันย้ำเตือนอยู่ตลอดเวลา เรามีอะไรมากกว่าที่เขาเห็นและเรามีแนวทางที่แตกต่างในแบบของเราเอง ไม่รู้จะใช้คำว่าอะไรเหมือนกัน

แบบ ‘ใส่ใจ’ มากกว่าเหรอ

ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ การที่เราไม่ได้เป็น ‘ฝรั่ง’ หรือคนขาวในอเมริกา มันคือข้อได้เปรียบในแง่หนึ่ง มันทำให้เราเห็นอกเห็นใจคนที่เป็น ‘คนนอก’ ไม่ว่าในออฟฟิศหรือกองถ่าย คุณจะกลายเป็นคนที่เข้าใจคนอื่นและรู้ว่าควรจะใจดีกับใคร ตอนนี้มีการพูดถึงความเป็นเอเชียน-อเมริกัน และแอฟริกัน-อเมริกัน ในอุตสาหกรรมหนังมากขึ้น ผมว่ามันไม่ใช่แค่ใครทำเงินได้เยอะกว่าหรือใครใหญ่กว่าใคร แต่มันคือทัศนคติที่เรามีต่อชีวิตคนคนหนึ่ง เราแคร์ ‘เสียง’ ที่ไม่มีใครได้ยินนั้นมากน้อยแค่ไหน 

ผมว่านั่นคือสิ่งที่ผมเป็นและมันคือสิ่งที่อุตสาหกรรมหนังในอเมริกาต้องการ 

สิ่งที่คุณอยากส่งต่อให้คนดูผ่านสารคดีเรื่องนี้คืออะไร

ผมว่าหนังกำลังเล่าเรื่องความสัมพันธ์ทางไกล (Long-distance Relationships) ระหว่างคุณยายกับลูกหลาน ตอนนี้พวกเราก็เหมือนเป็นคนอเมริกันกันหมดแล้ว เรามีวัฒนธรรมที่แตกต่างกันยังไม่พอ ตัวเราก็ยังห่างไกลกันด้วย แต่คนที่อยู่ใกล้ชิดกับคุณยายจะเรียกคุณยายว่า ‘แม่’ หมดเลยนะ มันเป็นความสัมพันธ์ที่วัฒนธรรมแบบคนตะวันตกไม่มีทางเข้าใจ 

ผมเติบโตมาท่ามกลางผู้หญิงในครอบครัว ผมมีน้องสาวหนึ่งคน แล้วก็ญาติที่เป็นผู้หญิงอีกเยอะมาก บทสนทนาของคนอเมริกันส่วนใหญ่เขาจะพูดถึงความเท่าเทียมทางเพศ แต่ผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่แบบนั้นเสมอไป เพราะผมโตมากับครอบครัวหญิงแกร่ง โดยเฉพาะคุณยาย มันเลยทำให้ผมคิดว่าการที่ผู้หญิงกลายมาเป็นผู้นำ มันเป็นสิ่งที่มีค่ามากสำหรับครอบครัวเรา ผมอยากใส่กรอบแนวคิดแบบนี้ลงไปในหนังด้วย ซึ่งมีเรื่องราวของหญิงแกร่งที่เป็นผู้นำครอบครัวเป็นตัวชูโรง

Champ Ensminger ผกก. สารคดีชีวิตยายแท้ๆ ที่ขายแหนมในเชียงใหม่จนได้รางวัลในเทศกาลหนังสหรัฐฯ

สิ่งที่คุณได้เรียนรู้จากการทำหนังเรื่องนี้ล่ะ

ผมว่าคุณยายมีทัศนคติที่ดีในการจะพาโรงงานแหนมไปให้ไกลที่สุดเพื่อชีวิตของพวกเรา คุณยายทำมันอย่างไม่ต้องคิดเสียดายทีหลัง หนังเรื่องนี้มันก็จะสุขปนเศร้าหน่อย เพราะคุณยายวุ่นกับธุรกิจจนไม่มีเวลามาหาพวกเรา แต่ผมเข้าใจนะ เข้าใจว่าคุณยายอยากบริหารธุรกิจให้ออกมาดี เพราะสิ่งที่คุณยายทำ มันทำให้ผมได้อยู่ที่นี่ ได้อยู่ที่อเมริกา ได้เรียนหนังสือ ผมนับถือคุณยายจากใจจริง

และผมอยากเสริมว่า ในประเทศไทย Strong Women มันสำคัญพอๆ กับ Men in Power ผมไม่รู้ว่าจะพูดสิ่งนั้นออกมาได้มากน้อยแค่ไหน แต่ผมหวังว่าหนังเรื่องนี้ได้พูดแทนใจผมไปหมดแล้ว

จากไอเดียเล็กๆ ที่อยากจะเล่าเรื่องคุณยาย ตอนนี้สารคดีไปฉายในเทศกาลหนังหลายเทศกาลแล้ว

ผมคิดว่าถ้าคุณลงแรงกับอะไรมากพอ โลกก็จะตอบแทนคุณกลับมา ผมแค่อยากเล่าเรื่องครอบครัวและมันก็ฝากคำถามเอาไว้ให้ผู้ชม อย่างน้อยก็กับเพื่อนอเมริกันของผม ว่าเขามองคุณยายและคุณป้าของพวกเขายังไงผ่านการมอง YAI NIN

ผมว่าการที่ทุกคนเชื่อมโยงหนังเรื่องนี้เข้ากับตัวเองได้ มันดีมาก คนไทยบางส่วนที่ได้ดูก็บอกกับผมว่า “ขอบคุณที่ทำหนังเรื่องนี้ออกมา” มันทำให้เขาคิดถึงบ้านเกิดของตัวเองและความผูกพันที่เขามีต่อคนในครอบครัว เขารู้สึกว่าหนังกำลังพูดกับเขาอยู่ มันเป็นหนังเรียบๆ เรื่องหนึ่งนะ ไม่มีอะไรมาก แค่เตือนให้คนกลับไปคิดว่า ใครคือคนที่คอยดูแลพวกเขามาตลอดชีวิต เท่าที่รู้คนดูก็ค่อนข้างประทับใจ (ยิ้ม)

ถ้าเราอยากดูสารคดีเรื่องนี้ต้องทำยังไงบ่้าง

ตอนนี้หนังอยู่ในเทศกาลหนัง ความจริงเราได้ฉายในงานแค่สองงานเองครับ นอกนั้นฉายออนไลน์หมดเลย อีกหนึ่งเดือนหรือสองเดือนข้างหน้า หนังจะไปฉายที่บาหลี แล้วก็มีเทศกาลหนังอเมริกันอีกสองสามงาน ผมว่าจะส่งหนังไปฉายที่กรุงเทพฯ ด้วย ผมยังคิดอยู่ว่าหนังสั้นมันควรจะถูกเผยแพร่ในรูปแบบไหนบ้าง พอดีผมมีเพื่อนที่เจอกันจากเทศกาลหนัง เขาส่งหนังตัวเองไป Amazon บ้าง Netflix บ้าง แต่ก็ไม่ได้กำไรอะไรมากหรอกครับ หนังสั้นทำเงินค่อนข้างยาก (ยิ้ม)

Champ Ensminger ผกก. สารคดีชีวิตยายแท้ๆ ที่ขายแหนมในเชียงใหม่จนได้รางวัลในเทศกาลหนังสหรัฐฯ
Champ Ensminger ผกก. สารคดีชีวิตยายแท้ๆ ที่ขายแหนมในเชียงใหม่จนได้รางวัลในเทศกาลหนังสหรัฐฯ, YAI NIN, ยายนิล, ผู้กำกับไทย

คำถามสุดท้าย ทำไมเราต้องดูหนังเรื่องนี้

ผมว่าคำถามนี้น่าสนใจนะ จะว่าไปก็ตอบยากเหมือนกัน ผมมองไม่ค่อยออกว่าผู้ชมชาวไทยจะคิดยังไงกับหนังต่างประเทศ ไม่มั่นใจว่าเขาจะเปิดใจให้กับหนังที่เล่าเรื่องคนไทยที่ไปใช้ชีวิตในต่างประเทศมากน้อยแค่ไหน เพราะมันเป็นเรื่องของคุณยายและความผูกพันกับประเทศไทย ซึ่งต่างจากหนังที่คนไทยส่วนใหญ่เขาดูกัน 

จากการอยู่เชียงใหม่มาสองปี ทำให้ผมรู้ว่าคนไทยไม่ค่อยเสพหนังที่ลึกและอาร์ตเท่าไหร่ แต่จะชอบดูหนังแอคชันอย่าง Fast and Furious มากกว่า หรือไม่ก็โรแมนติก-คอมเมดี้ไปเลย ถึงอย่างนั้นผมก็ยังเชื่อว่าผู้ชมจะสนุกไปกับหนังของผมได้ เพราะคุณยายจะทำให้ผู้ชมหวนคิดถึงผู้หญิงในชีวิตของเขา คุณป้า คุณแม่ คุณยาย ว่าเรายังมีพวกเขาอยู่ตรงนั้น


ติดตามเรื่องราวของยายนิลได้ที่

Website: www.yainindoc.com

Facebook : YAI NIN

Instagram : YAI NIN

ขอขอบคุณ

Production photos : Jeetrapon Kaicome

Film stills : Liam Morgan

Portraits : Jayna Milan

Poster : Dohee Kwon

Writers

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ขออภัยแฟนๆ ปราโมทย์ ปาทาน หรือ ‘อีพี่โอ๊ต’ ของน้องๆ ล่วงหน้า หากบทสัมภาษณ์นี้ไม่มีคำด่าและเสียงหัวเราะดังต่อเนื่อง เพราะเราตั้งใจชวนนักร้องขวัญใจโลกโซเชียลฯ มาคุยเรื่องที่เขาไม่ค่อยได้เล่า

เราชวนเขาคุยเรื่องเศร้าในชีวิต

ไม่ได้หาเรื่องดราม่า เพียงแต่เราต่างรู้ว่าชีวิตคนคนหนึ่งมีหลายแง่มุม เขาเองก็เช่นกัน กว่าจะมีวันนี้หลายคนคงรู้ว่า โอ๊ต ปราโมทย์ อยู่ในวงการดนตรีมา 10 ปี แต่กลับเพิ่งมีซิงเกิลแรกในชีวิตเป็นของตัวเอง บางขวบปีใช้ชีวิตอย่างคนว่างงาน ทั้งที่หากใครได้ยินเสียงร้องของเขาย่อมเห็นตรงกันว่ามันไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไหร่กับสิ่งที่เขาเผชิญมาก่อนหน้า

โชคดีว่าในวันที่กำลังจะลาจากวงการ ชื่อของ โอ๊ต-ปราโมทย์ ปาทาน ก็คล้ายถูกชุบชีวิตใหม่ เมื่อรายการ Paloy’s Diary ออกอากาศ มาวันนี้ทุกอย่างกลับตาลปัตร จากคนที่คล้ายตกงานกลับกลายเป็นว่าคิวงานแน่นเอี้ยดชนิดแทบไม่มีเวลานอน

ณ วันนี้เฟซบุ๊กส่วนตัวของ โอ๊ต ปราโมทย์ มีคนติดตามทะลุ 200,000 คนไปแล้ว ส่วนในทวิตเตอร์ก็มีคนติดตาม 300,000 ปลายๆ ในระยะเวลาอันรวดเร็ว

ระหว่างสนทนากันในมุมหนึ่งของร้านกาแฟ ชายหนุ่มบอกเราว่า สิ่งหนึ่งที่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดคือคิดว่าโอ๊ต ปราโมทย์ เป็นคนตลกตลอดเวลาเนื่องจากเห็นเขาผ่านสื่อด้วยบุคลิกแบบนั้น ทั้งที่ในความเป็นจริงชีวิตเขาก็มีมุมอื่นๆ ผสมอยู่ด้วย และบทสนทนาต่อไปนี้คือมุมอื่นๆ ที่เขาว่า

ขออภัยแฟนๆ โอ๊ต-ปราโมทย์ ปาทาน ล่วงหน้า หากมันไม่ค่อยตลก

โอ้ต ปราโมทย์

หลายคนมองว่าชีวิตช่วงนี้คุณชีวิตดี เอาจริงๆ มันดีอย่างที่คนอื่นคิดไหม

ดีตรงที่งานเยอะ เยอะแบบสามเดือนสี่เดือนไม่ได้หยุดเลยสักวัน บางวันสามงาน อย่างวันนี้ก็สามงาน หนักๆ สี่งานก็มี กลับบ้านตอนนี้ต้นไม้ที่บ้านตาย นี่คือเรื่องเศร้าเรื่องแรก เศร้ามาก ต้นไม้ในบ้านไม่ได้รดน้ำไง ช่วงเดือนสองเดือนที่แล้วเราไปทำงานต่างประเทศเยอะ กลับมาตายห่าหมด ซื้อมาสองสามหมื่น

นอกจากต้นไม้ตายแล้ว การไม่ได้หยุดพักกระทบอะไรอื่นๆ ในชีวิตอีกไหม

ถ้าพูดไปเขาอาจจะไม่จ้างงานเรานะ จริงๆ ยุ่งแต่ก็ยังรับได้นะครับ (หัวเราะ) ไอ้ความเศร้าคือเราไม่มีเวลาให้ตัวเอง ไม่มีเวลาใช้เงิน ไม่มีเวลาช้อปปิ้ง ไม่มีเวลาซื้อเสื้อผ้า เราชอบถ่ายรูปก็ไม่มีเวลาถ่ายรูป ไม่มีเวลาเจอเพื่อน โอเค บางวันมันอาจจะมีแค่งานเดียว แต่ว่าวันรุ่งขึ้นต้องตื่นเช้า ก็ไปไม่ได้ เราต้องรับผิดชอบก่อน ชีวิตความเป็นส่วนตัวหายไป และที่สำคัญ เราไม่มีเวลาเจอครอบครัว ปกติเรากับแม่อยู่บ้านเดียวกันตลอด แต่ช่วงนี้ไม่ได้เจอ ไม่ได้คุยกับแม่เลยเพราะไม่ได้กลับบ้าน

แล้วมีช่วงไหนที่รู้สึกผิดต่อแม่บ้างไหม

มี ล่าสุดเลย เพิ่งคุยกันเมื่อวันก่อน โทรไปเล่าให้แม่ฟังบอกว่า แม่ ได้เป็นพรีเซนเตอร์แล้วนะ ได้เงินเท่านี้ๆ นะ แล้วแม่ตอบกลับมาว่า เออ มาๆ เอาตังค์มาเก็บไว้ที่แม่มา เดี๋ยวแม่ดูแลเงินให้ คือเขาพูดเล่นน่ะนะ แล้วก็บอกต่อว่า กลับบ้านบ้างก็ได้นะ ไม่กลับบ้านเลย แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก แม่ยังไม่ป่วย แม่ดูแลตัวเองไหว ไม่ต้องกลับมาหรอก เดี๋ยวรอวันหนึ่งแม่ไม่ไหวก่อนแล้วค่อยกลับมาดูแล เราฟังแล้วก็สะอึก เจ็บปวด เจ็บปวดฉิบหาย

ปราโมทย์

เคยถามตัวเองไหมว่าทำขนาดนี้ไปทำไม ทั้งที่เราก็มีสิทธิ์ปฏิเสธงาน

คือไม่ใช่แค่ถามตัวเองหรอก คนรอบข้างก็ถาม แฟนหรือแม่ก็ถาม แต่เราก็จะบอกเขาว่า เฮ้ย ถือว่ามันเป็นการทดแทนเวลาตลอดสิบปีที่เราไม่ค่อยมีงานแล้วกัน คิดเสียว่าเป็นช่วงแบบรักษาแผลกดทับ คืออยู่บ้านนอนจนเป็นแผลกดทับ มันไม่มีงานไง พอถึงตอนนี้เราได้ทุกอย่างที่อยากได้ ได้งานเพลง ได้งานพิธีกร ได้งานดีเจ ได้งานพรีเซนเตอร์ ได้อะไรหลายๆ อย่างในสิ่งที่เราเคยใฝ่ฝันว่าเราอยากจะมาตรงนี้ เพราะฉะนั้น เราต้องเตือนตัวเองว่า เฮ้ย มึงต้องแลกนะ ต้องแลกกับมัน

คุณไม่เชื่อในเรื่อง Work-life Balance เหรอ

เชื่อ แต่เราคิดว่าวงการบันเทิงไม่เหมือนวงการอื่น มันมาเร็วไปเร็ว โอเค วันนี้ทุกคนรู้จักปราโมทย์ ปาทาน ทุกคนอยากเอางานมายัดให้ปราโมทย์ ปาทาน มีอะไรก็คิดถึงชื่อปราโมทย์ คิดถึงทวิตเตอร์ ไอจี มีให้โพสต์นั่นให้โพสต์นี่ทุกวัน แล้วถามว่า อะไรจะเป็นเครื่องการันตีได้ว่าสิ่งที่มีอยู่ทุกวันนี้จะมีไปอีกห้าปี สิบปี หรือปีหน้าจะเป็นแบบวันนี้หรือเปล่า เราไม่รู้ เพราะฉะนั้น ในเมื่อมีโอกาสทำแล้วในปีนี้ แล้วมันดีขนาดนี้ เหตุผลอะไรเราจะหยุดล่ะ

เราไม่รู้นี่ว่าชื่อของปราโมทย์ ปาทาน จะหมดไปเมื่อไหร่ หรือพรุ่งนี้อาจจะตื่นขึ้นมาแล้วเจอคลิปแอบถ่ายกูช่วยตัวเองหน้าห้องน้ำแล้วคนเอาลงเพจ ชื่อเสียงที่สั่งสมมาทั้งหมดก็ป่นปี้ ชีวิตคือความไม่แน่นอน ฉะนั้น วันนี้สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้ามันคือสิ่งที่แน่นอน มันมีงานเยอะมาก แล้วเราจะปฏิเสธไปทำไม เพราะเราไม่รู้ว่าจะมีพรุ่งนี้อีกหรือเปล่า

 

ทุกวันนี้ที่งานล้นมือเคยนึกเปรียบเทียบกับช่วงที่ว่างมากๆ บ้างไหม คุณเห็นอะไร

เคย ถึงบอกว่ามันคือพลัง คือแรงขับเคลื่อน ให้เราอยากออกไปทำงาน เพราะช่วงที่ไม่มีมันไม่มีเลยนะ เหมือนที่เราให้สัมภาษณ์กับหลายๆ ที่ว่า ปีที่แล้วเราจะออกจากวงการอยู่แล้ว จะไม่เอาแล้ว ก่อนที่จะทำ Paloy’s Diary เราเคยคุยกับพิชญ์กับพลอยเลย ช่วงนี้มันยังแซวว่า ไหนมึงบอกจะเลิกแล้วไง ไหนบอกปีสุดท้ายไง

แล้วตอบไปว่ายังไง

ก็บอกว่า กูจะออกแล้วถ้ามันไม่มีปาฏิหาริย์แบบนี้ กูเลิก แล้วก็คุยกับตัวเอง คุยกับแม่กับพี่ชาย เตรียมหางานไว้ให้รับผิดชอบแล้ว เพราะที่บ้านทำธุรกิจส่วนตัว คือถ้าเลิกทำก็จะไปดูแลงานที่บ้าน ก็บอกเขาอยู่ว่า แม่ ถ้าปีนี้ไม่ดีเราจะเลิกแล้วนะ จะกลับมาช่วยงานที่บ้าน ตอนนั้นยังคุยกันอยู่

ตอนแรกจะไม่ต่อสัญญากับแกรมมี่ด้วยซ้ำ ตอนต่อสัญญายังปรึกษาผู้ใหญ่ว่า ที่ผมต่อสัญญาผมไม่ได้หวังว่าจะมีเพลงใหม่แล้วนะ ผมแค่ต่อเอาไว้เพื่อในวันหนึ่ง ผมกลับไปทำงานที่บ้านแล้วผมยังอยากขายงานร้องเพลงอยู่ ผมจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียลิขสิทธิ์ จะได้ไม่ต้องมานั่งคุยว่าผมต้องจ่ายเงินให้พี่เท่าไหร่

ปราโมทย์

ชีวิตช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงที่คุณหัวเราะบ่อยที่สุดในชีวิตหรือยัง

เกือบๆ คือตอนนี้มันเหนื่อยเกินไป ช่วงที่หัวเราะและมีความสุขที่สุดจริงๆ คือช่วงมัธยม มหาวิทยาลัย มันไม่ต้องคิดอะไรมาก ไม่ต้องรู้ชะตาตัวเอง ทำอะไรที่สนุก อะไรที่อยากทำ ทำแม่งหมด ตังค์ไม่ได้ก็ทำ แต่ในความโชคร้ายมันมีความโชคดีตรงที่ว่า อะไรที่เราทำเอาไว้มันส่งผลมาถึงตอนนี้ไง มันส่งผลให้เราเป็นคนมีไหวพริบ ส่งผลให้เราเป็นคนมีทักษะในการร้องเพลง มีทักษะในการพูด ในการโต้ตอบกับคนได้ฉับไว มันคือสิ่งที่เราสั่งสมมา ซึ่งตอนเด็กๆ เราไม่ได้คิด เราทำทุกอย่างที่รู้สึกว่าสนุก

ได้ยินมาว่าตอนเด็กๆ คุณลำบากมาก

จริงๆ ก็ไม่ได้ลำบากนะ บ้านเรามีฐานะปานกลาง ดูแลได้ แต่ว่าไอ้ความลำบากของเราคือที่บ้านไม่มีใครเล่นดนตรี แล้วแม่ก็ไม่ได้สนับสนุน แต่ก็ไม่ห้าม แล้วตอนนั้นพ่อแม่ทำงานหนัก เราก็ไม่มีโอกาสได้อยู่กับพ่อแม่ คืออยู่บ้านเดียวกันแต่ไม่เจอกัน เแม่เหมือนเราตอนนี้คือทำงานหนักมาก ไม่เคยหยุดเลย วันที่แม่หยุดคือวันที่แม่เรานอนโรงพยาบาล จนตอนนี้อายุเจ็ดสิบก็ยังไม่หยุด ตื่นหกโมงเช้าไปตลาด ไปซื้อดอกไม้ไปทำนั่นทำนี่ ดูแลธุรกิจ เก็บเงิน ถึงบ้านห้าทุ่ม นอน ตื่นหกโมง ชีวิตวนลูปแบบนี้ มันก็จะสวนกันไปสวนกันมา ซึ่งต่อให้เราอยู่บ้านเดียวกับแม่เราก็ไม่ค่อยได้เจอกัน เพราะว่าบ้านเราเป็นบ้านที่ทำงานหนัก ทุกคนชอบทำงาน ทุกคนมีความสุขกับการทำงาน ไม่เคยกินข้าวพร้อมกันเลยในครอบครัว พ่อกับแม่ผมเลิกกันแล้ว และในหนึ่งปีจะเจอกัน กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันเพียงครั้งเดียวคือวันเกิดแม่

นี่ถือเป็นเรื่องเจ็บปวดของคุณไหม

เจ็บปวด แต่เราไม่ได้เอาเรื่องราวในครอบครัวที่พ่อแม่เลิกกัน ไม่มีโอกาสเจอกับแม่ เอามาเป็นปัญหาชีวิต เราไม่ชอบเด็กหรือเราไม่ชอบคนที่โทษสังคม โทษที่บ้าน โทษว่านี่ไง บ้านผมเป็นอย่างนั้น ผมเลยแบบเป็นแบบนี้

ปราโมทย์

แล้วตอนเด็กๆ เวลามีปัญหาคุณปรึกษาใคร

ไม่ปรึกษาใครเลย

เก็บไว้กับตัว

ใช่ มีเยอะ นอนร้องไห้คนเดียวก็มี

นึกภาพคนอย่างปราโมทย์ ปาทาน นอนร้องไห้คนเดียวไม่ออก ตอนนั้นไปโดนอะไรมา

ตอนนั้นเราอยู่กับพี่โปรดิวเซอร์คนหนึ่ง อยู่มาสี่ปีแล้วไม่มีเพลงอะไรสักเพลง โดนแช่แข็งอยู่อย่างนั้น ไปไหนไม่ได้ แล้ววันนึงก็มีคนมาเล่าให้เราฟังว่า พี่ต้น Bulldog ซึ่งได้ยินเราร้องเพลงบอกว่า ไอ้เด็กคนนี้ร้องเพลงดีมากเลยว่ะ ซึ่งพี่ต้นเป็นคนที่เราอยากทำงานด้วยตลอดชีวิตที่ผ่านมา เพราะเราชอบผลงานพี่ต้นมาก เหมือนคนที่เป็นไอดอลเขามาชมเรา คืนนั้นเราถึงบ้านประมาณตีสาม อยากจะเล่าให้ใครสักคนฟัง แต่พอเดินเข้าไปบ้านทุกคนหลับหมดแล้ว และเราก็ไม่อยากปลุกแม่ ก็ยืนคิดอยู่ตรงหน้าประตูว่า ถ้ากูบอกแม่ว่าต้น Bulldog ชม แม่กูก็คงจะหันมาถามว่าใครเหรอ พอขึ้นไปห้องนอนก็นอนร้องไห้อยู่คนเดียว รู้สึกตื้นตันว่า อย่างน้อยเราก็มีอะไรดีในตัวแหละวะ แต่มันก็ปนกับความเศร้าตรงที่ไม่รู้จะเล่าให้ใครฟัง

จนวันนึงก็ได้ทำงานกับพี่ต้นจริงๆ เพราะว่าพี่ที่แกรมมี่ถามว่า เพลงแรก ซิงเกิลแรก ของชีวิตอยากทำงานกับใคร เราก็เลือกพี่ต้นคนแรกเลย บอกว่า ป๋าต้นครับ นี่เป็นเพลงแรกของผมเลย ช่วยทำเพลงให้ผมหน่อย เขาก็รับ แล้วก็ทำให้ ซึ่งก็คือเพลงที่ชื่อ เมื่อวาน

ปราโมทย์

ปราโมทย์

เห็นคุณเคยเล่าว่าเพลง เมื่อวาน แต่งมาจากช่วงเวลาที่ชีวิตแย่มากๆ

เราแชร์ให้พี่เขาฟังว่าจริงๆ แล้วชีวิตผมมีหลายมิตินะ มันไม่ได้มีแค่สิ่งที่พี่เห็นอย่างเดียวว่าเราเป็นคนตลก ผมมีความเศร้า มีช่วงที่ผมเลิกกับแฟนแล้วดิ่ง ผมเป็นคนเวลาถ้าเศร้าแล้วมันจะเศร้าหนักมาก แต่ไม่แชร์ให้คนอื่นฟัง ไม่ระบาย บางอย่างดึงไม่ออก หลายครั้งเลยที่ขับรถไปแล้วฟังเพลงที่เคยฟังกับคนคนนึง แล้วหน้าคนคนนั้นลอยเข้ามา เราก็นอยด์เลย ดึงความรู้สึกออกไม่ได้

ทุกวันนี้ยังเป็นไหม

เลือกที่จะเลี่ยง อันไหนที่รู้ว่าปะทะแล้วเจ็บก็เลี่ยง

ตอนคุณอกหัก เพลงรักที่เคยร้องมาทั้งชีวิตช่วยอะไรคุณได้ไหม

ช่วยได้ หนึ่งสิ่งที่เรารู้สึกชอบตัวเองและให้ความเคารพตัวเองเสมอคือ ทุกครั้งที่เราเปล่งเสียงออกมามันมีความหมาย มีความรู้สึก เราไม่ได้ร้องเพลงเพื่อที่จะหากิน เราร้องเพลงเพราะว่าเรารู้สึกกับมัน นี่คือสิ่งที่เราทิ้งไม่ได้ อย่างที่ทุกคนก็รู้ว่า วงการเพลงทุกวันนี้ยอดดาวน์โหลดมันไม่มีเงินเหลือเว่ย สิ่งที่มันได้เงินอย่างเดียวคือออกไปโชว์

หลายคนมาสัมภาษณ์มักจะถามว่าตอนนี้งานพิธีกรก็เยอะ งานแสดงก็เยอะ ไปทำอย่างอื่นได้เงินกว่าตั้งเยอะ แล้วทำไมเราถึงไม่ทิ้งการร้องเพลงไปเลยวะ ไปทำอย่างอื่นง่ายกว่า เราก็บอกกับทุกคนว่ากูทำไม่ได้ไง เพราะเรารักมัน มันป็นหนทางที่จะทำให้เราระบายอารมณ์ได้ดีที่สุด สื่อสารออกไปได้มากที่สุด มันถึงเลย อยู่ต่อหน้าเห็นกันจริงๆ สำหรับตัวเรา นี่เป็นสิ่งที่เราคิดว่าในชีวิตนี้ทำได้ดีที่สุด คนอื่นจะมองยังไงไม่รู้ จะมองว่าเราแสดงดีกว่า เราตลกดีกว่า แต่ว่าตัวเรา เราคิดว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดแล้วในชีวิต แล้วที่กูมาอยู่จุดนี้ ตรงนี้ ทุกวันนี้ ไม่ใช่เพลงเหรอวะที่พาเรามา เพราะฉะนั้นเราจะทิ้งมันทำไม ไม่มีเหตุผล

คุณรอคอยมาตั้ง 10 ปีกว่าคนจะรู้จักอย่างทุกวันนี้ อยากรู้ว่าการรอคอยสอนอะไรคุณบ้าง

สอนความอดทน แล้วก็เรื่องเวลา เราเชื่อว่ามีคนเก่งกว่าเรา หล่อกว่าเรา มีเสน่ห์กว่าเรา พูดเก่งกว่าเรา อีกเยอะแยะมากมาย แต่คนเหล่านั้นบางทีมันยังไม่ถึงเวลาที่เขาจะโดดออกมาจากมุมมืด เขารอคอยอยู่ แต่ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาของเราที่ได้ออกมาแล้วคนให้การตอบรับดี

ก็ย้อนกลับไปที่คำถามว่าทำไมถึงต้องรับงานหนักขนาดนี้ เพราะยังมีคนเหล่านั้นอีกเป็นร้อยเป็นพันเป็นแสนที่อยู่ในมุมมืดพร้อมจะเปล่งแสงออกมาตลอดเวลา ถึงวันนั้นคนในวงการนี้อาจจะไม่ต้องการปราโมทย์ ปาทาน แล้วก็ได้ เพราะมีคนอื่นมาแทนเราแล้ว นั่นคือเหตุผลที่ทำไมเราต้องทำ เหนื่อยขนาดไหนก็ต้องทำ เพราะว่าอีกสามปี อีกสองปี หรืออีกหนึ่งเดือน มันอาจจะไม่ใช่เวลาของเราแล้ว นั่นคือสิ่งที่สอนให้เรารู้เสมอว่า เวลาเป็นสิ่งสำคัญ

ทุกวันนี้คุณมีชื่อเสียงแล้ว ถ้าวันหนึ่งชีวิตกลับไปสู่จุดเดิมที่ไม่มีคนสนใจ ไม่มีงาน คุณรับได้ไหม

หลายคนเตือนเรานะ เราก็จะบอกว่าแล้วกูจะทุกข์ทำไม ในเมื่อเราอยู่จุดนั้นมาแล้ว ถ้าจะกลับไปอยู่จุดนั้นอีกมันจะแปลกไปจากสิ่งที่เคยอยู่มาแล้วตรงไหน เราเป็นคนไม่เชื่อเรื่องนรกสวรรค์นะ เราเป็นคนเชื่อว่าตายแล้วแตกดับ เราคิดว่าคนเราตายแล้วหายไป ไอ้เรื่องเวียนว่ายตายเกิดมันเป็นสิ่งที่เราจับต้องไม่ได้ คือเราไม่รู้ไง นรกสวรรค์อาจจะเป็นกุศโลบายของคนสมัยก่อนที่ทำให้คนอยู่ด้วยกันโดยสันติภาพ เพราะมันไม่มีกฎหมาย จึงต้องมีสิ่งยึดเหนี่ยวไว้ว่ามึงทำดีไปสวรรค์ ทำชั่วไปนรก

สิ่งที่เราสอนตัวเองไว้เสมอคือเมื่อได้เกิดเป็นมนุษย์แล้ว เราอยากลองวัดขีดความสามารถตัวเองว่าความพีกที่สุดในชีวิตนึงของผู้ชายคนนี้อยู่ตรงไหน จะหาเงินได้ปีละเท่าไหร่ จะมียอดคนติดตามเท่าไหร่ จะมีเพลงดังกี่เพลง จะแสดงหนังได้กี่เรื่อง จะจัดรายการแล้วคนดูเยอะแค่ไหน

ที่พูดไม่ได้พูดเพราะตัวเองดังแล้วอยากดังอีก แต่เราแค่อยากวัดความสามารถตัวเองว่าจุดที่เป็นเพดาน นี่แหละคือที่สุดของมึงแล้ว มันขนาดไหน วันหนึ่งเราจะได้ไปสอนลูกได้ว่า เราเคยอยู่ตรงนี้ แล้วทำยังไงเราถึงจะขึ้นไปอยู่ตรงนั้นได้

และถ้าวันหนึ่งไม่มีแบบนั้นแล้วเราก็จะไม่ทุกข์ เพราะเราแสดงให้ทุกคนเห็นแล้วว่า ตลอดสามสิบสามปีที่ผ่านมากูฝึกอะไรมาบ้าง ซ้อมอะไรมาบ้าง กูทำอะไรได้บ้าง กูตลกได้แค่ไหน กูมีความสามารถเท่าไหร่ กูสร้างผลงานอะไรดีๆ ไว้ในโลกโซเชียลฯ บ้าง วันหน้าอาจจะมีคนที่ทำได้ดีกว่าเรา แต่ทุกวันนี้ทุกคนจดจำแล้วว่าเคยมีคนชื่อปราโมทย์ ปาทาน อยู่บนโลก

โอ๊ต ปราโมทย์

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load