ยายนิล-นิลวรรณ ภิญโญ หญิงวัย 83 ที่มีบทบาทเป็นแม่ ยาย และนักธุรกิจ (ยังสาว) 

แชมป์ เอ็นซมิงเกอร์ (Champ Ensminger) เป็นหลานยายนิล ที่ลุกขึ้นมาเป็นผู้กำกับสารคดี YAI NIN บอกเล่าชีวิตของคุณยายที่บริหารกิจการ ‘แหนมภิญโญ’ ของครอบครัวเป็นเวลากว่า 50 ปี จนส่งลูกไปใช้ชีวิตที่สหรัฐฯ

ใช่-ยายนิลยังคงดำเนินธุรกิจแหนมหมูอยู่ไม่ห่างมือ

ใช่-ยายนิลยังเป็นแม่ที่ดูแลลูกหลานอยู่ไม่ห่างตัว

และ ใช่-ยายนิลยังคงเป็นคุณยายที่น่ารักเสมอและตลอดไป

Champ Ensminger ผกก. สารคดีชีวิตยายแท้ๆ ที่ขายแหนมในเชียงใหม่จนได้รางวัลในเทศกาลหนังสหรัฐฯ

เพียง 13 นาที หลานชายก็พาเราไปทำความรู้จักยายนิล ผ่านการแวะเข้าร้านเสริมสวย เดินตลาดที่คนเชียงใหม่รู้จักกันดี ชมโรงงานแหนมหมูที่ขายดิบขายดี แถมมุมน่ารักเรียกรอยยิ้มของการพูดอังกฤษคำ คำเมืองคำ

หัวใจหลักของสารคดีขนาดสั้นเรื่องนี้ คือการแทรกความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว ยายกับหลาน แม่กับลูก ที่มีอุปสรรคใหญ่เป็นระยะทางที่ห่างกันอีกฝั่งโลก ฉากชีวิตที่ปาดน้ำตาปีติเรายกให้ความแกร่งของผู้หญิงคนหนึ่งที่กลายมาเป็นหัวหน้าครอบครัว ในวันที่เธอต้องสูญเสียคนรัก สุขปนเศร้านะ แต่รับรองว่าสุขเยอะกว่าอย่างเห็นได้ชัด

Champ Ensminger ผกก. สารคดีชีวิตยายแท้ๆ ที่ขายแหนมในเชียงใหม่จนได้รางวัลในเทศกาลหนังสหรัฐฯ, YAI NIN, ยายนิล, ผู้กำกับไทย

สารคดี YAI NIN มีจุดเริ่มต้นจากการ Crowdfunding และได้รับเสียงตอบรับดีเยี่ยมจากผู้ชมในต่างประเทศ โดยเฉพาะชาวเอเชียน-อเมริกัน จนถูกรับเลือกให้ฉายใน Spokane International Film Festival, Florida Film Festival และคว้ารางวัล Grand Jury สาขา Best Documentary Short จาก Seattle Asian American Film Festival 

ชมตัวอย่างสุดอบอุ่น แล้วอ่านเรื่องราวที่อบอวลด้วยความผูกพันระหว่างยายกับหลาน เรารับรองว่าสารคดีที่แสดงโดยคุณยาย กำกับโดยหลานชาย จะทำให้คุณคิดถึง ‘คุณยาย’ และหญิงแกร่งประจำบ้านอย่างแน่นอน

เล่าความทรงจำเกี่ยวกับเชียงใหม่ของคุณให้ฟังหน่อย

ช่วงวันหยุด พวกเราจะกลับเชียงใหม่ไปเยี่ยมคุณยายปีละสองสามครั้งครับ ส่วนใหญ่เป็นช่วงคริสต์มาส ส่วนคุณตาผมจำท่านได้แม่น แม้ท่านจะเสียตั้งแต่ผมเรียนมัธยมปลาย ที่เชียงใหม่เรามีญาติเยอะมากครับ ผมมีความทรงจำเกี่ยวกับโรงงานของคุณยายและบ้านที่อยู่บนโรงงาน ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผมใช้เวลาร่วมกันกับญาติๆ

จะว่าไป ในประเทศไทยผมเคยไปมาแล้วหลายจังหวัด แต่เชียงใหม่เป็นจังหวัดเดียวที่ผมเรียกว่า ‘บ้าน

จากเด็กคนนั้นมาสนใจเกี่ยวกับภาพยนตร์ได้ยังไง

ตอนเป็นเด็กผมว่าการถ่ายทำวิดีโอมันง่ายมาก ผมเคยใช้กล้องถ่ายวิดีโอทำโปรเจกต์วิชาภาษาอังกฤษและประวัติศาสตร์ ช่วงนั้นผมสนใจการตัดต่อวิดีโอด้วย คนส่วนใหญ่ที่รุ่นราวคราวเดียวกัน ทำวิดีโอเพื่อความสนุกกันนะ มีบ้างทีทำเพื่อบอกเล่าเรื่องราวบางอย่าง แต่ก็ทำเอาสนุกตามประสาเด็ก ผมเลยสนใจสิ่งนี้มาตลอด และการที่ผมเป็นคนเอเชีย ซึ่งเป็นส่วนน้อยมากในโรงเรียน ทำให้ผมไม่ค่อยมีเพื่อนสักเท่าไหร่ เวลาส่วนใหญ่เลยหมดไปการอยู่บ้านนอนดูหนัง ผมดูหนังเยอะมาก คุณยายท่านก็ชอบหนังแอคชัน ยิ่งหนังแอคชันยุค 90 นี่ชอบมาก

Champ Ensminger ผกก. สารคดีชีวิตยายแท้ๆ ที่ขายแหนมในเชียงใหม่จนได้รางวัลในเทศกาลหนังสหรัฐฯ

มีผู้กำกับในดวงใจไหม

ผู้กำกับในดวงใจหรอ (นิ่งคิด) 

ฮิโระ มุราอิ (Hiro Murai) ครับ เขาเป็นผู้กำกับมิวสิควิดีโอเชื้อสายญี่ปุ่น-อเมริกัน เคยร่วมงานกับ ดอนัลด์ โกลเวอร์ (Donald Glover) ที่เป็นนักดนตรี ในซีรีส์โทรทัศน์เรื่อง Atlanta ผมชอบวิธีทำงานในฐานะผู้กำกับของเขา เคยอ่านบทสัมภาษณ์ครั้งหนึ่ง เขาบอกว่า เวลาถ่ายทำเขาจะเป็นกันเองและใจดีกับเพื่อนร่วมงาน รวมถึงนักแสดงที่เขาทำงานด้วย 

ไม่แน่ใจว่าคุณเคยได้ยินมาบ้างหรือเปล่าว่าผู้กำกับชาวอเมริกันค่อนข้างโหด ทำงานด้วยยาก แต่การทำงานของฮิโระมันเป็นการย้ำเตือนและเป็นแบบอย่างให้ผู้กำกับรุ่นใหม่ ส่วนตัวผมคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องมีสไตล์การกำกับที่เข้มงวดขนาดนั้น การที่คุณเป็นคนน่ารักและมีน้ำใจก็ทำให้งานออกมาดีได้เหมือนกัน

หลังเรียนจบสาขาเกี่ยวกับภาพยนตร์ คุณวาดฝันชีวิตตัวเองไว้แบบไหน

ความฝันของผมคือการออกจากเมืองเล็กอย่างสโปเคน (Spokane) ผมชอบการอยู่ในเมืองใหญ่มากกว่า ซีแอตเทิลเป็นเมืองที่ดีนะ สภาพแวดล้อมดี มีความหลากลาย แต่อุตสาหกรรมหนังในซีแอตเทิลยังต้องต่อสู้ดิ้นรน มันไม่ค่อยได้รับความนิยมเหมือนอุตสาหกรรมหนังในแอลเอหรือนิวยอร์ก ยิ่งตอนเรียนปริญญาตรี ผมรู้สึกท้อแท้มาก เพราะไม่ค่อยมีงานเกี่ยวกับภาพยนตร์ให้ทำมากเท่าไหร่

ตอนเรียนผมเป็นประธานชมรมภาพยนตร์ด้วยนะ เป็นการรวมตัวกันของคนที่ชอบทำหนังสั้นส่งประกวด ทำให้มากที่สุดเท่าที่พวกเราจะทำได้ ทำเอาสนุกมากกว่า เพราะผมก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าหลังเรียนจบจะเป็นยังไง

ว่าแต่คุณเคยคุ้นหู เว็บไซต์ Vimeo บ้างหรือเปล่า

เคยสิ

ตอนนั้น Vimeo เปิดรับนักศึกษาฝึกงานพอดี ผมเลยส่งวิดีโอสมัครเข้าไป ปรากฏว่าเขารับผมกับคนอื่นอีกสองคนที่ย้ายมาจากเมืองอื่นเหมือนกัน พวกเราต้องย้ายมาอยู่นิวยอร์ก มันเปิดหูเปิดตาและเปิดโลกผมมาก เรียกได้ว่าเป็นโอกาสดีที่จะเข้าถึงเส้นทางสายภาพยนตร์ เพราะซีแอตเทิลเล็กเกินไปสำหรับอุตสาหกรรมนี้ แต่นิวยอร์กกว้างขวางกว่ามาก

ผมทำงานที่ Vimeo ปี 2011 ตอนยังเป็นเว็บน้องใหม่อยู่ มีคนทำงานประมาณสี่สิบคน รุ่นราวคราวเดียวกับผมและทุกคนรักหนังมาก มันเป็นช่วงเวลาที่ผมตื่นเต้นที่สุดที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทีม จากคนที่เคยท้อแท้กับวงการหนังในซีแอตเทิล พอผมมานิวยอร์ก มันยิ่งตอกย้ำว่าสิ่งที่ผมอยากจะทำมันกลายเป็นจริงขึ้นมาได้ ผมว่าผมมาถูกทาง

แล้วสารคดี YAI NIN ที่เล่าเรื่องราวของคุณยายตัวเองมาตอนไหน

ครอบครัวที่สโปเคนมีคุณแม่ คุณลุงและคุณป้าของผม อาศัยอยู่เมืองเดียวกัน ทุกคนทำงานในร้านอาหารซึ่งก็เหมือนครอบครัวเอเชียน-อเมริกันส่วนใหญ่เขาทำกัน สร้างเนื้อสร้างตัวจากร้านอาหาร แล้วเพื่อนเมกันของผมเขาพูดบ่อยมากว่า น่าสนใจนะ การที่ญาติของผมทำร้านอาหารแล้วก็อาศัยอยู่บนนั้นเลย ดูเป็นวิถีชีวิตของคนเอเชียที่อาศัยอยู่ในอเมริกา ซึ่งมันค่อนข้างแปลกสำหรับเขา เพราะเขามีบ้าน ก็นอนที่บ้าน ผมก็ฟังนะ แต่ไม่ได้คิดอะไรมาก

Champ Ensminger ผกก. สารคดีชีวิตยายแท้ๆ ที่ขายแหนมในเชียงใหม่จนได้รางวัลในเทศกาลหนังสหรัฐฯ

จนกระทั่งช่วงหลังที่คุณยายติดต่อกับครอบครัวเยอะขึ้น เหมือนคุณยายเป็นคนเชื่อมพวกเราทุกคนเข้าด้วยกัน ความจริงแล้วกิจการครอบครัวเราก็รุ่งเรืองเหมือนกันนะ อย่างน้อยก็ในเชียงใหม่ เพราะไส้แหนมและไส้หมูยอเป็นสินค้าที่ขายดีมากในหลายพื้นที่ อย่างแม่สอดที่ติดชายแดนพม่า ส่วนคนเชียงใหม่จะรู้จัก ‘แหนมภิญโญ’ อย่างดีเลย ผมก็เพิ่งมารู้เรื่องราวพวกนี้ก็ตอนโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว มันยิ่งทำให้ผมภูมิใจในตัวคุณยายเข้าไปอีก โดยเฉพาะตอนที่ผมกลับมาเชียงใหม่แล้วได้ใช้เวลาอยู่กับคุณยาย เอาเข้าจริงคุณยายเป็นคนตลกมาก มันเหมือนกับว่าคุณมีคุณยายที่รักมากคนหนึ่ง แล้วเขาส่งพลังงานที่ดีกลับมาหาเราเสมอ

Champ Ensminger ผกก. สารคดีชีวิตยายแท้ๆ ที่ขายแหนมในเชียงใหม่จนได้รางวัลในเทศกาลหนังสหรัฐฯ

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในฐานะคนไทย-อเมริกันสำหรับผมคือ คุณยายเป็นคนเดียวในครอบครัวเราที่ยังมีความเป็นไทยแท้ ผมรู้สึกว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะรักษาความสัมพันธ์นั้นไว้ โดยเฉพาะตอนที่คุณตาเสีย ผมยังเด็กมาก มีแต่คุณยายเพียงคนเดียวที่ยังทำและสานต่อกิจการของครอบครัว คุณยายเลยไม่มีเวลามาเยี่ยมเราที่อเมริกาบ่อยนัก หนังเรื่องนี้เลยเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยรักษาความสัมพันธ์ของครอบครัวเราเอาไว้

สารคดีเรื่องนี้เลยเริ่มจากการทำเพื่อรื้อฟื้นความทรงจำของครอบครัวไว้

ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ผมเคยลงเรียนวิชาภาษาพื้นเมือง เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเก็บรวบรวมความทรงจำ ภาษาและวิธีการถ่ายทอดเรื่องราวของชาวอเมริกันพื้นเมืองผ่านหนัง พอดแคสต์ และการบันทึกเสียง แล้วชนเผ่าพื้นเมืองอเมริกาในหลายพื้นที่ ภาษาที่เขาใช้กันกำลังจะหายไป เพราะคนเก่าคนแก่ก็เริ่มล้มหายตายจาก วิชานี้เลยกระตุ้นให้คนสูงวัยมาบันทึกประวัติศาสตร์ด้วยกัน คนอเมริกันพื้นเมืองสมัยก่อนก็ไม่ค่อยจดบันทึกนะ บอกกันปากต่อปาก ทำให้วัฒนธรรมพื้นถิ่นกำลังจะหายสาบสูญ แม้ว่าผมจะไม่ใช่ชาวอเมริกันพื้นเมือง แต่ผมถูกกระตุ้นมาตลอดในฐานะผู้อพยพ ผมพยายามจดจำความเป็นไทยให้ได้มากที่สุด ถึงผมจะพูดภาษาไทยไม่ได้ก็ตาม

การเรียนวิชานั้นเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมอยากทำหนังเกี่ยวกับคุณยาย เพราะคุณยายไม่ได้พูดแค่ภาษาไทยอย่างเดียว คุณยายพูดคำเมืองด้วย คำเมืองมันสำคัญมากเลยนะ แล้วผมก็ชอบมากเวลาครอบครัวเรามีบทสนทนากันเป็นคำเมือง น่ารักมาก

แล้วคุณพูดคำเมืองได้ไหม

อู้บ่ได้ (หัวเราะ)

ตอนเล่าไอเดียว่าจะชวนคุณยายมาเล่นหนัง ท่านว่ายังไงบ้าง

คุณยายบอกว่ามันตลก แต่ก็ดีนะ ทำเลย มันยิ่งดีเข้าไปใหญ่ที่แม่ของผมสนับสนุนโปรเจกต์นี้เต็มที่ เพราะว่าส่วนใหญ่เป็นบทสนทนาที่ผมฟังไม่ค่อยออก ผมอยากจะทำหนังก็จริง แต่ประสบการณ์และความทรงจำระหว่างทางก็เป็นสิ่งสำคัญ ไม่อย่างนั้น คุณแม่กับคุณยายคงไม่ได้คุยกันมากขนาดนี้

ช่วงเตรียมตัวก่อนถ่ายทำ เราสัมภาษณ์คุณยาย มันมีบางท็อปปิกที่ผมไม่แน่ใจว่าจะทำให้มันเซนซิทีฟได้มากน้อยขนาดไหน อย่างในหนังก็เล่าเรื่องตอนที่คุณตาเสียแบบสั้นมาก เพื่อบอกว่าคุณยายผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ยังไง ผมไม่อยากทำให้หนังมันเศร้าเสียด้วยสิ เลยโฟกัสไปที่ความแกร่งของคุณยายในตอนที่อายุเท่านั้น ที่ต้องดูแลทั้งกิจการครอบครัว เลี้ยงลูก และหลายสิ่งหลายอย่าง แต่ก็ยังต้องดูแลตัวเองด้วย ตอนทำผมเลยหวังว่าคุณยายจะสนุกไปด้วยกันกับเรา 

Champ Ensminger ผกก. สารคดีชีวิตยายแท้ๆ ที่ขายแหนมในเชียงใหม่จนได้รางวัลในเทศกาลหนังสหรัฐฯ

วันเปิดกล้องเป็นยังไง

ครั้งแรกของการถ่ายทำ คุณยายตื่นเต้นมาก จะเป็นดาราหน้ากล้อง และคุณยายเป็น Location Scout ที่ดีมาก เพราะนอกจากโรงงานแหนม เราต้องหาสถานที่อื่นเพื่อถ่ายทำด้วย อย่างวัด ตลาด คุณยายก็ช่วยติดต่อให้เสร็จสรรพ ผมว่าคุณยายคงตื่นเต้นกับการทำโปรเจกต์นี้ ซึ่งเป็นปกติของครอบครัวเราอยู่แล้ว ไม่ว่าใครทำอะไรก็มักจะช่วยเหลือกัน

ตอนคุณยายเห็นหนังฉบับไฟนอล คุณยายบอกกับผมว่า “Hmm it’s good. It’s okay.” 

มีเรื่องอะไรที่คุณเพิ่งรู้เกี่ยวกับคุณยายบ้างไหม

ผมเพิ่งรู้ว่าคุณยายเล่นละครวิทยุด้วย ช่วงยุค 40 50 เคยไปพากย์เสียงที่สถานีวิทยุ ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยนะ เพราะก่อนถ่ายทำเรามีการสัมภาษณ์ล่วงหน้า เพื่อจะมั่นใจได้ว่าตอนถ่ายจริงเราจะไม่เสียเวลา บางทีเจ้าตัวเขาไม่รู้จะตอบยังไง ผมกับคุณแม่เลยทำงานด้วยกันเยอะมาก พอจะรู้ว่าคุณยายมีความพร้อมและตอบคำถามได้อย่างฉะฉาน

ผู้หญิงแกร่งอย่างยายนิลเป็นคุณยายแบบไหนในสายตาคุณ

ตอนเป็นเด็กคุณยายมาหาเราบ่อย เป็นเหมือนพี่เลี้ยงเลยครับ คอยดูแลพวกเรา พอโตมาหน่อยคุณยายก็จะเข้มงวดขึ้น ยิ่งตอนผมเป็นวัยรุ่นเข้มงวดหนักกว่าเดิมอีก หรือบางครั้งเรามาหาคุณยายได้สองสามสัปดาห์ก็ต้องกลับ ซึ่งมันเป็นอีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจ เพราะผมอยากเล่ามันออกมาในหนังเรื่องนี้ด้วย ว่าการไม่มีลูกหลานอยู่ใกล้ๆ ทำให้คุณยายเลี้ยงดูคนงานเหมือนกับลูกกับหลานของตัวเอง มันเป็นวิธีในแบบของคุณยายน่ะ ถึงแม้จะดุบ้างก็ตาม 

(คุณแม่ของแชมป์เสริมในสายว่า “ยายนิลเป็นหญิงแกร่ง ไม่เป็นแม่บ้านเลย Business Woman อย่างเดียว ยายนิลรักโรงงานแหนมมาก สมัยตอนเป็นสาว แต่งตัวเก่ง ชอบใส่เสื้อลายดอก รองเท้าส้นตึกหนาเป็นคืบ ชีเปรี้ยวมาก”)

Champ Ensminger ผกก. สารคดีชีวิตยายแท้ๆ ที่ขายแหนมในเชียงใหม่จนได้รางวัลในเทศกาลหนังสหรัฐฯ
Champ Ensminger ผกก. สารคดีชีวิตยายแท้ๆ ที่ขายแหนมในเชียงใหม่จนได้รางวัลในเทศกาลหนังสหรัฐฯ

แล้วคุณเป็นหลานชายแบบไหน

ไฮเปอร์ครับ (หัวเราะ) มีครั้งหนึ่งผมไป Disneyland แล้วแม่หลงกับผม เพราะผมมัวแต่เล่นเครื่องเล่นแฟนตาซี การที่ผมเป็นไฮเปอร์ เป็นคนสนุกอยู่ตลอด มันทำให้ผมมีไอเดียที่ดีในการต่อยอดเป็นศิลปินและคนทำหนัง ผมว่ามันช่วยมากเลยนะ ความผูกพันในครอบครัวและการเลี้ยงดูทำให้ผมเป็นคนมีเหตุผลและถ่อมตนมากขึ้น

ข้อดีของการทำสารคดีจาก Crowdfunding คืออะไร

ผมเจอแพลตฟอร์มที่ชื่อ Seed and Spark ซึ่งเน้นระดมทุนเกี่ยวกับหนังสั้นและหนังอิสระเป็นหลัก ผมเคยทำงานกับหลายองค์กรในซีแอตเทิลที่สนับสนุนโปรเจกต์ใน Seed and Spark อยู่บ่อยๆ และแพลตฟอร์มนี้ยังช่วยสนับสนุนมากพอๆ กับการสร้างคอมมูนิตี้คนที่เกี่ยวกับโปรเจกต์ที่คุณกำลังทำอยู่

ผมว่ามันไม่ใช่แค่การระดมเงินทุนเพื่อทำอะไรบางอย่าง แต่มันเป็นการรักษาคนที่สนใจเรื่องเดียวกันเอาไว้ คุณสามารถประกาศให้พวกเขารู้ว่า หนังจะฉายในเทศกาลไหนบ้าง ฉายออนไลน์ตอนไหน มันเป็นประสบการณ์การใช้ Crowdfunding ที่ดีเลย เอาเข้าจริงการระดมทุนมันหนื่อยกว่าที่ผมคิดเอาไว้อีก มีสิ่งที่ผมต้องทำและดูแลอยู่เยอะมาก การระดมทุนทำหนังเรื่องนี้ผมถือว่าประสบความสำเร็จนะ ผมขอบคุณมากที่พวกเราได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากเพื่อนและครอบครัว

Champ Ensminger ผกก. สารคดีชีวิตยายแท้ๆ ที่ขายแหนมในเชียงใหม่จนได้รางวัลในเทศกาลหนังสหรัฐฯ

ความยากของการถ่ายทอดชีวิตคนคนหนึ่งผ่านสารคดีความยาว 13 นาที คืออะไร

ไอเดียหลักไม่ใช่การเล่าทั้งชีวิตของคุณยาย แต่เป็นการเล่าหนึ่งวันของคุณยาย เพื่อชวนคนดูมารู้จักและลองสัมผัสประสบการณ์ เหมือนผมและครอบครัวที่ต้องเดินทางจากอเมริกาเพื่อไปเยี่ยมคุณยายและโรงงานทำแหนม

เราจะรู้จักยายนิลภายในเวลา 13 นาที ใช่ไหม 

ผมหวังว่าอย่างนั้น เขาจะได้เห็นคุณยายในหลายมุม โชคดีมากที่คุณยายกำลังสร้างบ้านพักตากอากาศนอกเมืองเชียงใหม่พอดี แต่ดันตลกตรงที่คุณยายพยายามเตรียมสถานที่ให้พร้อมเพื่อถ่ายหนัง ปลูกต้นไม้เพิ่ม แต่งสวนรอบบ้าน ทำเหมือนถ่ายหนังสเกลใหญ่เลย ความประทับใจที่ผมสัมผัสได้จากคุณยายคือความสงบ ผมว่าวิธีที่ดีที่สุดในการเล่าเรื่องของคนคนหนึ่งภายในระยะเวลาอันสั้น คือการสังเกตว่าคนคนนั้นมีปฏิกิริยาต่อสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเขายังไง 

ผมเลือกสถานที่ถ่ายทำหลายที่วัด ตลาด เพื่อดูว่าคุณยายตอบสนองต่อสถานที่เหล่านั้นยังไงบ้าง ผมแค่อยากจะปิดฉากด้วยภาพของคุณยายในมุมสงบ เพื่อสะท้อนตัวตนของคุณยายออกมาผ่านงานที่ทำมาทั้งชีวิต 

Champ Ensminger ผกก. สารคดีชีวิตยายแท้ๆ ที่ขายแหนมในเชียงใหม่จนได้รางวัลในเทศกาลหนังสหรัฐฯ
Champ Ensminger ผกก. สารคดีชีวิตยายแท้ๆ ที่ขายแหนมในเชียงใหม่จนได้รางวัลในเทศกาลหนังสหรัฐฯ

การอยู่ในครอบครัวที่คนหลายวัยสนิทชิดเชื้อกัน มันทำให้คุณโตมาเป็นคนแบบไหน

ผมเอียงมาทางความเป็นไทยแน่นอนครับ ไม่ค่อนไปทางฝรั่งเศสเท่าไหร่ด้วย เพราะผมมีความใกล้ชิดกับประวัติศาสตร์ไทย แต่ไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับกรุงเทพฯ นะ (ยิ้ม) เชียงใหม่มีคุณค่ากับผมมาก พื้นเพผมมาจากตรงนั้น วัฒนธรรมก็ยังเป็นวัฒนธรรมพื้นถิ่น เป็นเมืองที่ไม่ได้วิ่งตามสมัยมากนัก ผมว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างตัวตนผมขึ้นมา 

พอผมกลายมาเป็นคนทำหนัง ความเป็นไทยมันเข้าไปอยู่ในทุกอย่างเลยถ้าเทียบกับคนอื่นในอุตสาหกรรมนี้ ในหัวผมมันย้ำเตือนอยู่ตลอดเวลา เรามีอะไรมากกว่าที่เขาเห็นและเรามีแนวทางที่แตกต่างในแบบของเราเอง ไม่รู้จะใช้คำว่าอะไรเหมือนกัน

แบบ ‘ใส่ใจ’ มากกว่าเหรอ

ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ การที่เราไม่ได้เป็น ‘ฝรั่ง’ หรือคนขาวในอเมริกา มันคือข้อได้เปรียบในแง่หนึ่ง มันทำให้เราเห็นอกเห็นใจคนที่เป็น ‘คนนอก’ ไม่ว่าในออฟฟิศหรือกองถ่าย คุณจะกลายเป็นคนที่เข้าใจคนอื่นและรู้ว่าควรจะใจดีกับใคร ตอนนี้มีการพูดถึงความเป็นเอเชียน-อเมริกัน และแอฟริกัน-อเมริกัน ในอุตสาหกรรมหนังมากขึ้น ผมว่ามันไม่ใช่แค่ใครทำเงินได้เยอะกว่าหรือใครใหญ่กว่าใคร แต่มันคือทัศนคติที่เรามีต่อชีวิตคนคนหนึ่ง เราแคร์ ‘เสียง’ ที่ไม่มีใครได้ยินนั้นมากน้อยแค่ไหน 

ผมว่านั่นคือสิ่งที่ผมเป็นและมันคือสิ่งที่อุตสาหกรรมหนังในอเมริกาต้องการ 

สิ่งที่คุณอยากส่งต่อให้คนดูผ่านสารคดีเรื่องนี้คืออะไร

ผมว่าหนังกำลังเล่าเรื่องความสัมพันธ์ทางไกล (Long-distance Relationships) ระหว่างคุณยายกับลูกหลาน ตอนนี้พวกเราก็เหมือนเป็นคนอเมริกันกันหมดแล้ว เรามีวัฒนธรรมที่แตกต่างกันยังไม่พอ ตัวเราก็ยังห่างไกลกันด้วย แต่คนที่อยู่ใกล้ชิดกับคุณยายจะเรียกคุณยายว่า ‘แม่’ หมดเลยนะ มันเป็นความสัมพันธ์ที่วัฒนธรรมแบบคนตะวันตกไม่มีทางเข้าใจ 

ผมเติบโตมาท่ามกลางผู้หญิงในครอบครัว ผมมีน้องสาวหนึ่งคน แล้วก็ญาติที่เป็นผู้หญิงอีกเยอะมาก บทสนทนาของคนอเมริกันส่วนใหญ่เขาจะพูดถึงความเท่าเทียมทางเพศ แต่ผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่แบบนั้นเสมอไป เพราะผมโตมากับครอบครัวหญิงแกร่ง โดยเฉพาะคุณยาย มันเลยทำให้ผมคิดว่าการที่ผู้หญิงกลายมาเป็นผู้นำ มันเป็นสิ่งที่มีค่ามากสำหรับครอบครัวเรา ผมอยากใส่กรอบแนวคิดแบบนี้ลงไปในหนังด้วย ซึ่งมีเรื่องราวของหญิงแกร่งที่เป็นผู้นำครอบครัวเป็นตัวชูโรง

Champ Ensminger ผกก. สารคดีชีวิตยายแท้ๆ ที่ขายแหนมในเชียงใหม่จนได้รางวัลในเทศกาลหนังสหรัฐฯ

สิ่งที่คุณได้เรียนรู้จากการทำหนังเรื่องนี้ล่ะ

ผมว่าคุณยายมีทัศนคติที่ดีในการจะพาโรงงานแหนมไปให้ไกลที่สุดเพื่อชีวิตของพวกเรา คุณยายทำมันอย่างไม่ต้องคิดเสียดายทีหลัง หนังเรื่องนี้มันก็จะสุขปนเศร้าหน่อย เพราะคุณยายวุ่นกับธุรกิจจนไม่มีเวลามาหาพวกเรา แต่ผมเข้าใจนะ เข้าใจว่าคุณยายอยากบริหารธุรกิจให้ออกมาดี เพราะสิ่งที่คุณยายทำ มันทำให้ผมได้อยู่ที่นี่ ได้อยู่ที่อเมริกา ได้เรียนหนังสือ ผมนับถือคุณยายจากใจจริง

และผมอยากเสริมว่า ในประเทศไทย Strong Women มันสำคัญพอๆ กับ Men in Power ผมไม่รู้ว่าจะพูดสิ่งนั้นออกมาได้มากน้อยแค่ไหน แต่ผมหวังว่าหนังเรื่องนี้ได้พูดแทนใจผมไปหมดแล้ว

จากไอเดียเล็กๆ ที่อยากจะเล่าเรื่องคุณยาย ตอนนี้สารคดีไปฉายในเทศกาลหนังหลายเทศกาลแล้ว

ผมคิดว่าถ้าคุณลงแรงกับอะไรมากพอ โลกก็จะตอบแทนคุณกลับมา ผมแค่อยากเล่าเรื่องครอบครัวและมันก็ฝากคำถามเอาไว้ให้ผู้ชม อย่างน้อยก็กับเพื่อนอเมริกันของผม ว่าเขามองคุณยายและคุณป้าของพวกเขายังไงผ่านการมอง YAI NIN

ผมว่าการที่ทุกคนเชื่อมโยงหนังเรื่องนี้เข้ากับตัวเองได้ มันดีมาก คนไทยบางส่วนที่ได้ดูก็บอกกับผมว่า “ขอบคุณที่ทำหนังเรื่องนี้ออกมา” มันทำให้เขาคิดถึงบ้านเกิดของตัวเองและความผูกพันที่เขามีต่อคนในครอบครัว เขารู้สึกว่าหนังกำลังพูดกับเขาอยู่ มันเป็นหนังเรียบๆ เรื่องหนึ่งนะ ไม่มีอะไรมาก แค่เตือนให้คนกลับไปคิดว่า ใครคือคนที่คอยดูแลพวกเขามาตลอดชีวิต เท่าที่รู้คนดูก็ค่อนข้างประทับใจ (ยิ้ม)

ถ้าเราอยากดูสารคดีเรื่องนี้ต้องทำยังไงบ่้าง

ตอนนี้หนังอยู่ในเทศกาลหนัง ความจริงเราได้ฉายในงานแค่สองงานเองครับ นอกนั้นฉายออนไลน์หมดเลย อีกหนึ่งเดือนหรือสองเดือนข้างหน้า หนังจะไปฉายที่บาหลี แล้วก็มีเทศกาลหนังอเมริกันอีกสองสามงาน ผมว่าจะส่งหนังไปฉายที่กรุงเทพฯ ด้วย ผมยังคิดอยู่ว่าหนังสั้นมันควรจะถูกเผยแพร่ในรูปแบบไหนบ้าง พอดีผมมีเพื่อนที่เจอกันจากเทศกาลหนัง เขาส่งหนังตัวเองไป Amazon บ้าง Netflix บ้าง แต่ก็ไม่ได้กำไรอะไรมากหรอกครับ หนังสั้นทำเงินค่อนข้างยาก (ยิ้ม)

Champ Ensminger ผกก. สารคดีชีวิตยายแท้ๆ ที่ขายแหนมในเชียงใหม่จนได้รางวัลในเทศกาลหนังสหรัฐฯ
Champ Ensminger ผกก. สารคดีชีวิตยายแท้ๆ ที่ขายแหนมในเชียงใหม่จนได้รางวัลในเทศกาลหนังสหรัฐฯ, YAI NIN, ยายนิล, ผู้กำกับไทย

คำถามสุดท้าย ทำไมเราต้องดูหนังเรื่องนี้

ผมว่าคำถามนี้น่าสนใจนะ จะว่าไปก็ตอบยากเหมือนกัน ผมมองไม่ค่อยออกว่าผู้ชมชาวไทยจะคิดยังไงกับหนังต่างประเทศ ไม่มั่นใจว่าเขาจะเปิดใจให้กับหนังที่เล่าเรื่องคนไทยที่ไปใช้ชีวิตในต่างประเทศมากน้อยแค่ไหน เพราะมันเป็นเรื่องของคุณยายและความผูกพันกับประเทศไทย ซึ่งต่างจากหนังที่คนไทยส่วนใหญ่เขาดูกัน 

จากการอยู่เชียงใหม่มาสองปี ทำให้ผมรู้ว่าคนไทยไม่ค่อยเสพหนังที่ลึกและอาร์ตเท่าไหร่ แต่จะชอบดูหนังแอคชันอย่าง Fast and Furious มากกว่า หรือไม่ก็โรแมนติก-คอมเมดี้ไปเลย ถึงอย่างนั้นผมก็ยังเชื่อว่าผู้ชมจะสนุกไปกับหนังของผมได้ เพราะคุณยายจะทำให้ผู้ชมหวนคิดถึงผู้หญิงในชีวิตของเขา คุณป้า คุณแม่ คุณยาย ว่าเรายังมีพวกเขาอยู่ตรงนั้น


ติดตามเรื่องราวของยายนิลได้ที่

Website: www.yainindoc.com

Facebook : YAI NIN

Instagram : YAI NIN

ขอขอบคุณ

Production photos : Jeetrapon Kaicome

Film stills : Liam Morgan

Portraits : Jayna Milan

Poster : Dohee Kwon

Writers

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

คุณเคยคิดถึงตอนจะตายบ้างไหม

ไม่ได้ตั้งใจมาแช่งหรือชวนคุยเรื่องไม่มงคล ผมเพียงแต่คิดถึงเรื่องนี้หลังจากได้ฟัง นที เอกวิจิตร หรือ อุ๋ย Buddha Bless พูดในหัวข้อ ‘Last Talk : ทอล์คครั้งสุดท้ายของผู้ใกล้ชิดความตาย’ ที่งาน Happy Deathday นักร้องหนุ่มบอกว่า แม้ความตายจะเป็นสิ่งที่คนไทยไม่ค่อยอยากพูดถึง แต่นี่เป็นสิ่งที่ไม่มีใครหนีพ้น นี่เป็นสิ่งที่เราต้องตระหนัก นี่เป็นสิ่งที่เราต้องเผชิญหน้า

นี่เป็นสัจธรรม

“ผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องอัปมงคล เป็นเรื่องมงคลด้วยซ้ำ ที่จะคุยเรื่องแบบนี้ให้เข้าใจกัน” เขาพูดเช่นนี้บนเวที และบอกกับผมอย่างนี้ในบทสนทนา

แม้ช่วงหลังๆ เขาจะปรากฏตามสื่อบ่อยครั้งจนหลายคนคุ้นหน้า แต่แทบทั้งหมดล้วนเป็นประเด็นดราม่าที่มาจากการแสดงความคิดเห็นตรงไปตรงมาของเขา หาได้เป็นบทสัมภาษณ์ที่ชวนเขาคุยในฐานะศิลปิน หรือเรื่องบทเพลงที่เขาทำ

ล่าสุด อุ๋ย Buddha Bless ยังเพิ่งปล่อยซิงเกิลใหม่ชื่อ อายุขัย ซึ่งเนื้อหาพูดเรื่องความไม่จีรังของสรรพสิ่งโดยเอาเรื่องความสัมพันธ์มาห่อหุ้ม หลังจากออกอัลบั้มร่วมกับเพื่อนในนามวงบุดด้า เบลส มาแล้ว 3 อัลบั้ม นี่คือเพลงที่เขาทำในนามศิลปินเดี่ยว ซึ่งเป็นโอกาสอันดีในการเล่าเรื่องที่อยากเล่า เรื่องเดียวกับที่เขาพูดบนเวทีวันนั้น

เมื่อได้พบกันอีกครั้ง ผมจึงอยากชวนเขาคุยถึงเรื่องผลงานบ้างนอกจากประเด็นดราม่าที่สื่ออื่นนำเสนอไปครบถ้วนแล้ว และที่สำคัญ ผมตั้งใจชวนเขาคุยเรื่องที่คนทั่วไปไม่ค่อยมีใครอยากพูดถึงมันเท่าไหร่

เราคุยกันเรื่องความตาย

อุ๋ย Buddha Bless

ช่วงหลังเห็นคุณอยู่ในสื่อเยอะ โดยเฉพาะในประเด็นดราม่าหลายๆ เรื่อง เป็นความตั้งใจหรือเปล่า

ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นอย่างนี้เลย มันจับพลัดจับผลูขึ้นมาเอง แล้วทุกวันนี้เวลาออกไปงาน อย่างล่าสุดผมไปงานแถลงข่าวเปิดรายการใหม่ของพี่ส้ม (ณัชพร สายบัว) นักข่าวรุมสัมภาษณ์ ผมก็ไม่ได้พูดถึงเพลงเลย และผมก็ไม่ได้ขอเขาด้วยว่าช่วยพูดถึงเพลงใหม่ผมหน่อย เขาสัมภาษณ์แต่เรื่องครูอ้อย ผมก็พูดแต่เรื่องครูอ้อย เสร็จแล้วก็แยกย้าย ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะหาว่าผมมาสร้างประเด็นอย่างอื่นเพื่อโปรโมตตัวเอง มันไม่มีความจำเป็นที่ผมจะต้องมาทำแบบนั้น ถ้าผมนิสัยอย่างนั้นผมทำมานานแล้วล่ะ

คุณดูเป็นคนที่ไม่ค่อยกลัวเดือดร้อนจากการแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อเท่าไหร่

ไม่ค่อยแคร์เท่าไหร่ อาจจะเริ่มจากไม่ค่อยคิดก่อน หรือเวลาคิด ผมจะมองด้านประโยชน์เสียมากกว่า จริงๆ มันต้องมองสองด้านแหละ แต่บางเรื่องเราคิดว่าพูดไปมันเกิดประโยชน์นะ มันก็น่าจะพูด แล้วผมก็ไม่ค่อยได้นึกถึงโทษที่ตามมาเท่าไหร่ อาจเพราะผมคงยังไม่ได้ถึงกับอดอยากมั้ง ถ้าถึงกับอดอยาก ไม่มีงานการจะทำแล้ว พูดไปแล้วเขาไม่จ้างทำงาน ผมอาจจะคิดอีกแบบ แต่มันยังไม่เคยถึงขนาดนั้นไง แล้วถ้าจินตนาการว่าถึงขนาดนั้นขึ้นมา ผมก็คิดว่าผมยังเลือกจะพูดอยู่นะ ผมรู้สึกว่าผมจะละอายตัวเองว่า นี่มึงห่วงปากท้องถึงขนาดมึงไม่กล้าทำเพื่อความถูกต้องเลยเหรอวะ

มันอาจจะอยู่ยากหน่อยแหละ แต่สำหรับผม ผมว่ามันเป็นเรื่องที่สมควรทำ ผมรู้สึกว่าอาชีพผม สิ่งที่มีค่าที่สุดคือความที่มันเป็นกระบอกเสียงได้ พูดไปแล้วมีคนฟังจำนวนมาก ในเมื่ออันนี้เป็นของมีค่าในชีวิตเรา ที่เราได้มันมาแล้ว ผมก็อยากใช้มันให้เกิดประโยชน์

ในฐานะศิลปิน การที่คนไปสนใจเรื่องอื่นมากกว่าผลงานเพลงที่คุณทำ มันรู้สึกแย่มั้ย

ไม่แย่ ผมเข้าใจ ผมกลับมองว่าก็ผมโปรโมตไม่ดีเอง ผมไม่ได้บอกเขาเองว่าผมออกเพลงใหม่ แล้วเขาไม่ได้ถามถึงผลงานผมเพราะว่าข่าวผลงานผมมันขายไม่ได้ ถ้าสัมภาษณ์เรื่องครูอ้อยที่เป็นประเด็นอยู่ขายได้มากกว่า ผมก็เข้าใจอาชีพเขา ถ้าผมบอกว่า พี่ ผมมีซิงเกิลใหม่ออกมาแล้ว ผมขอโปรโมตด้วยได้มั้ย ถ้าเขาคิดดูแล้วว่ามันขายข่าวไม่ได้ เขาก็ตัดตรงนั้นทิ้งอยู่ดี แล้วผมจะไปทำให้เขาอึดอัดทำไม เขาอยากรู้เรื่องไหนก็บอกแค่เรื่องนั้น ผมไม่ไปยัดเยียดขายของผมกับเขา พูดง่ายๆ ผมเป็นพ่อค้าที่ห่วย ผมขายของไม่เก่ง แต่ผมภูมิใจกับสิ่งที่ผมทำนะ ผมภูมิใจกับเพลงผมมาก ผมไม่ได้อายที่จะโปรโมตเพลงตัวเอง แต่ผมก็รู้ธรรมชาติอาชีพของแต่ละคนว่าเขาต้องการอะไร

การเป็นพ่อค้าที่ห่วยจะทำให้คุณอยู่ยากหรือเปล่าในวงการเพลงทุกวันนี้

ก็อยู่ยากอยู่แล้วครับ ผมไม่ได้ทำงานศิลปะที่คนไม่ต้องซื้อก็ได้ ผมก็ยังใช้เงินลงทุน ทำมิวสิกวิดีโอไปเป็นแสน ผมก็ยังต้องการเงินกลับมาจากยอดวิวยูทูบหรืออะไรก็ตาม แต่ถ้าผมขายไม่ได้ อยู่ไม่ได้ รายได้กลับมาไม่พอกับรายจ่าย ผมก็แค่ต้องเลิกอาชีพนี้ หรือไม่ก็ต้องไปทำอาชีพอื่นแล้วก็เอาเงินมาซัพพอร์ตงานเพลงที่ผมรัก

ผมก็ไม่ได้เป็นศิลปินที่ดีเสียทีเดียวนะ ไม่รู้ว่าแต่ละคนวัดยังไง แต่สำหรับผม ผมว่าศิลปินที่ดีคือคนที่ทำงานศิลปะที่ยกระดับจิตใจคนเสพมากขึ้น แต่สุดท้ายถ้าทำแบบนั้นแล้วคนเขาไม่ได้ฟัง คนเขาไม่รู้ว่าผลงานของคุณจะยกระดับจิตใจมนุษย์ขึ้นมาให้ดีได้ ไม่ได้ไปถึงหูถึงตาเขา แล้วยังไงล่ะ เท่ากับคุณไม่ได้มีปัญญาในการนำเสนอที่ถูกต้อง

อุ๋ย Buddha Bless

อย่างเพลง อายุขัย ก็เป็นหนึ่งในความพยายามเอาเรื่องสัจธรรมมาห่อหุ้มให้เข้าถึงง่าย

ใช่ ความจริงผมมีเพลงที่แต่งก่อนหน้านี้ 2 – 3 ปีที่ยังไม่ออก เพลงพวกนั้นแพ็กเกจจิ้งที่ห้อหุ้มมันไม่ป๊อปเท่า การที่เรามาทำเพลงในฐานะศิลปินเดี่ยวมันเหมือนผมเป็นศิลปินใหม่ ผมเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ ผมก็อยากเริ่มจากเพลงที่คนเข้าถึงง่ายหน่อย ซึ่งเพลงนี้คิดว่าง่ายแล้ว แต่เจอบางคอมเมนต์บอกว่า ‘มันก็เพราะในแบบของพี่นะครับ แต่พี่ไม่คิดจะทำเพลงตลาดบ้างเหรอครับ’ ผมก็ เฮ้ย นี่ยังไม่ตลาดอีกเหรอ นี่คือตลาดที่สุดที่ผมจะทำได้แล้วนะ ตลาดกว่านี้ทำไม่ได้แล้วล่ะ (หัวเราะ) ฟังอย่างนี้แล้วท้อเลย

แต่พูดเล่นนะ ไม่ถึงกับท้อหรอก คือผมทำเองผมก็รู้แหละว่ามันไม่ใช่เพลงฮิต เหมือนตอนที่ทำบุดด้า เบลส เพลง เรื่องธรรมดา ที่ผมแต่ง ตอนนั้นผมบอกเพื่อนเลยว่าลงทุนทำเอ็มวีเสียเงินเป็นแสน บอกเลยนะว่าเหมือนเอาเงินไปโยนทิ้งน้ำ อย่าหวังตัวเงินที่จะกลับมา ค่าทำเอ็มวียังไม่ได้เลย มันไม่ใช่เพลงฮิต และไม่ใช่เพลงที่ทำให้เรามีงานจ้าง ผมก็ถามเพื่อนว่ายังอยากทำกันอยู่มั้ย ส่วนตัวผม ผมก็บอกเพื่อนว่ากูอยากทำนะ ถึงจะเหมือนเอาเงินไปโยนทิ้งน้ำแต่ก็ทำเถอะ เพราะว่ามันเป็นเพลงที่ผมภูมิใจ ผมเชื่อแบบนั้น เพื่อนก็ดี เขาก็โอเค แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ไปเล่นคอนเสิร์ตยังไม่ค่อยได้ร้องกันเลย เพราะคนไปรอดูบุดด้า เบลส ก็รอดูโป๊งชึ่ง รอสนุก

ทำเพลงที่เชื่อว่าดีแต่กลายเป็นไม่ฮิต คนร้องตามไม่ได้ มันไม่รู้สึกหวั่นไหวอยากกลับไปทำเพลงที่เน้นบันเทิงบ้างหรือ

ไม่นะ ผมก็มองโลกตามความเป็นจริงว่ามันเป็นความผิดเราเอง เราเสิร์ฟเขาได้ไม่ดีพอ เรายังทำได้ไม่ถูกใจเขามากพอ เป็นถูกใจเราเสียมากกว่า เพลงไม่ฮิตนี่ผมไม่โทษคนฟังเลย ผมโทษตัวเองนี่แหละ ผมพยายามทำยาหวานรับประทานง่ายอยู่ คือกินแล้วต้องมีประโยชน์แล้วก็รสชาติดีด้วย แต่ผมอาจจะทำแล้วรสชาติมันไม่ดี ไม่ถูกปากคนอื่น เพราะว่าเราผสมได้ไม่ดีพอ เราก็ต้องไปทำใหม่

แล้วเวลาทำเพลงคุณรู้ได้ยังไงว่าเพลงที่คุณทำมีประโยชน์

ก็จากฟีดแบ็กคนฟัง บางคนบอกว่า จากที่เขาเศร้าอยู่ เขาฟังแล้วเขาปลงมากขึ้น รู้สึกดีขึ้นเลย โหย ผมดีใจกว่ายอดวิวล้านวิวอีกนะ ผมดีใจมากที่เพลงผมทำให้เขาทุกข์น้อยลงหรือหายทุกข์ได้ชั่วขณะ ผมว่ามันมีค่านะ บางทีใช้เงินล้านนึงยังไม่หายทุกข์เลยสำหรับบางคน แต่อะไรที่ทำให้เขาหายทุกข์ได้ แล้วเป็นงานศิลปะที่เราผลิตมันขึ้นมา โอ้โห นี่มันคือสุดยอดของเป้าหมายของชีวิตผมเลย แล้วถ้ามันเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้ด้วยนี่คือเพอร์เฟกต์ แต่ผมก็ไม่ได้ทำเพลงได้อย่างนั้นทุกเพลง แล้วผมก็รู้ว่าถ้าผมตั้งใจทำด้วยจุดประสงค์นั้น ผมคงหากินด้วยอาชีพนี้ลำบาก ผมก็ต้องมีเพลงแบบทางโลกที่มันอาจจะไม่ได้ให้ข้อคิดอะไรปนอยู่บ้าง แต่ถ้ามีโอกาสที่จะทำได้ผมจะทำเสมอ เพลงที่ทำให้คนทุกข์ทุกข์น้อยลง

ทั้งในเนื้อเพลง อายุขัย และในงาน Happy Deathday คุณพูดเรื่องความตาย ความไม่จีรัง ช่วงนี้คุณสนใจอะไรเรื่องนี้

คือหลักๆ ตามกฎธรรมชาติ ที่เราหากินหาอยู่กันทุกวันนี้ ที่ใช้ชีวิตกันทุกวันนี้ ทุกคนล้วนมุ่งหาความสุข และไม่อยากทุกข์ถูกไหม แล้วที่เราทุกข์สาเหตุก็เพราะว่าเราไม่อยากให้สิ่งต่างๆ เปลี่ยนแปลง เราอยากได้สิ่งที่เราไม่เคยได้ แล้วพอได้แล้วก็ไปยึดไม่อยากให้มันเปลี่ยนไป ซึ่งความจริงทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นอยู่ตลอดเวลา ทุกวินาที ผมก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องสากลที่พูดแล้วครอบคลุมกับทุกคน ทุกเรื่อง ทั้งตัวเราเองและคนอื่นๆ ด้วย

ขณะนี้ที่ผมพูดอยู่เซลล์ผมก็ตายลงไปทุกวินาที ทุกคนเดินหน้าสู่ความตาย เมื่อก่อนเวลาผมพิมพ์สเตตัสว่า พวกเราทุกคนกำลังเดินหน้าสู่ความตาย ถ้าเป็นช่วงอกหักคนก็จะตีความว่า ไอ้นี่เศร้า มันจะฆ่าตัวตาย บางคนก็บอกว่าไอ้นี่ติสท์แดก พยายามจะอินดี้ พอเราพูดเรื่องศาสนามากขึ้น กลุ่มคนที่เขาสนใจศาสนามาติดตามเรามากขึ้น เขารับเมสเสจเดียวกัน เขาก็เข้าใจว่าเรากำลังพูดถึงอะไรอยู่ มันก็ไม่ได้เป็นเรื่องแปลก

อุ๋ย Buddha Bless

ทำไมสังคมไทยเรามักจะหลีกเลี่ยงที่จะพูดเรื่องความตายกัน

คนไทยชอบถือสิ่งที่ตาเปล่ามองไม่เห็น บ้าพิธีกรรม พูดเรื่องความตายก็จะรู้สึกไม่เป็นมงคล แล้วทำไมมันถึงไม่มงคล เพราะมันเป็นความจริงที่ต้องเกิดขึ้น มนุษย์ส่วนใหญ่รับความจริงไม่ได้เพราะความจริงคือความทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย คือความจริงที่เกิดขึ้นกับทุกคน ทุกคนต้องเจอ ยังไงต้องเจ็บและตาย แต่มันเป็นความจริงที่ทุกคนไม่อยากยอมรับ เฮ้ย เดี๋ยวค่อยพูดแล้วกัน แฮปปี้อยู่ดีๆ มาพูดเรื่องอะไร แล้วทำไมไม่มองมุมกลับกันบ้างว่า เวลาพูดถึงความตายเราจะใช้ชีวิตอย่างมีค่ามากขึ้น ถ้าเรารู้วันตายแน่นอน ต่อให้อีก 10 ปีข้างหน้าก็เถอะ เราคงไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เราจะใช้ชีวิตอย่างมีความหมายมากขึ้น จะใคร่ครวญไตร่ตรองกันมากกว่าที่ใช้ชีวิตกันอย่างปัจจุบันนี้แน่นอน

ซึ่งในความเป็นจริงไม่มีใครรู้หรอกว่ามึงจะตายวันไหน โลงไม่ได้มีไว้ใส่คนแก่นะ โลงมีไว้ใส่คนตาย คือวัยรุ่นก็ตายได้ มีให้เห็นเยอะแยะ แล้วถ้าเราคิดถึงความตายกันได้บ่อยๆ มรณานุสติ ก็จะใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่ามากขึ้น ไม่เสียเวลากับอะไรที่ไม่ควรจะเสีย

ที่ว่าใช้ชีวิตให้มีคุณค่าในความหมายของคุณคือยังไง

สำหรับผมคือทำหน้าที่ของตัวเองให้สมบูรณ์ คุณมีพ่อมีแม่หรือเปล่า ทำหน้าที่ของลูกดีพอหรือยัง เป็นพลเมืองหรือเปล่า ทำหน้าที่ของพลเมือง เป็นผัวหรือเปล่า ทำหน้าที่ของผัวที่ดี แล้วทำหน้าที่ตอนไหน ก็ทำหน้าที่ตอนสวมตำแหน่งนั้นอยู่ ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี ให้สมบูรณ์

ในชีวิตที่ผ่านมาคุณเข้าใกล้ความตายที่สุดตอนไหน

ล่าสุดเมื่อปีก่อนผมเกือบจมน้ำตาย ตอนนั้นไปออสเตรียแล้วลงไปว่ายน้ำในทะเลสาบ น้ำเย็นจัด ผมก็ไม่คิดว่าน้ำจะเย็นขนาดนั้น ก็กระโดดลงไปในน้ำโดยไม่ได้วอร์ม ว่ายไปเรื่อยๆ แล้วตะคริวขึ้น พอหันไปมองฝั่งแล้วมันไกลมาก เราทำใจแล้ว กูตายแน่

ตอนนั้นคิดอะไรในหัว

คิดว่าขากูตาย มือกูต้องว่ายไปให้นานที่สุด

ไม่ได้คิดถึงหน้าพ่อแม่ คนรัก แบบในภาพยนตร์

คิดถึงพ่อแม่แว้บๆ แต่ไม่คิดนาน ตอนนั้นคิดอย่างเดียวคือทำยังไงก็ได้ให้เข้าไปใกล้ฝั่งที่สุด เผื่อว่าถ้าขึ้นอืดหรือหมดสติไป คนใกล้ฝั่งยังพอมองเห็น จะลากขึ้นไปปั๊มหัวใจหรืออะไรก็ค่อยว่ากัน ผมก็หันไปหาโรงแรมอื่นที่อยู่ใกล้กว่าโรงแรมตัวเอง แต่มันก็ใกล้กว่าไม่มาก หันไปทั่วก็ไกลทุกอัน สุดท้ายก็ว่ายจนไปขึ้นฝั่งที่โรงแรมอื่น คนที่เขานั่งอยู่ตรงริมน้ำนี่อึ้งกันหมด ผมใส่กางเกงว่ายน้ำตัวเดียวขึ้นไปสภาพเหมือนศพ แล้วก็เดินออกจากโรงแรม ผ่านล็อบบี้ ออกถนนใหญ่ด้วยกางเกงว่ายน้ำตัวเดียว เดินกลับไปโรงแรมตัวเอง คือตอนนั้นไม่สนอะไรแล้ว กูรอดตายแล้ว

เหตุการณ์นี้ทำให้คุณคิดอะไรได้บ้างไหม

คิดแค่ว่ารอดมาได้ก็บุญฉิบหาย เวลาใครถามเรื่องความตายผมก็จะนึกถึงเหตุการณ์นี้ แต่ว่าเวลาผมนึกถึงความตายจริงๆ ผมจะใช้ตอนก่อนนอนแล้วจินตนาการเอาว่าถ้าหลับแล้วไม่ตื่น ถ้าพรุ่งนี้ไม่มีแล้ว เรายังยึดติดกับอะไรอยู่ ผมจะใช้วิธีมรณานุสติ จินตนาการแบบวิถีพุทธนี่แหละ

ยิ่งโตมาผมยิ่งรู้สึกว่าเวลาของมีค่าผมหายไปผมทำใจได้เร็วกว่าตอนเด็กๆ มาก จะสร้อยทอง นาฬิกา แว่นตา ถ้าหายไปผมจะช่างแม่งได้เร็วมาก ไม่ใช่ว่าผมไม่เห็นค่ามันนะ บางอันอาจจะมูลค่าไม่มากแต่มีคุณค่าทางจิตใจกับเรามาก แต่ผมจะรู้ว่าทุกอย่างเหมือนเราเช่าใช้ ของทุกอย่างมันชั่วคราว สุดท้ายแล้วไม่มีใครเป็นเจ้าของอะไรจริงๆ เราแค่ถือกรรมสิทธิ์ชั่วคราว จะบ้าน จะพ่อแม่ ลูกเมีย รถ เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ไม่มันจากเราก็เราจากมัน ไม่มันหายไปหรือพังก็เราตายไป ต้องแยกย้ายกันหมด

อุ๋ย Buddha Bless

แล้วกับความสัมพันธ์ เวลาสูญเสียมันไปคุณทำใจได้เร็วเหมือนเวลาสูญเสียของมีค่าไหม

ผมมีจุดอ่อนอยู่เรื่องเดียวเลยคือความรัก เพื่อนผมจะบอกว่ามีอะไรมึงรู้ดีทุกอย่าง พวกกูปรึกษามึงได้หมด มีเรื่องเดียวที่ดูมึงโง่เง่าไม่เลิกราคือเรื่องความรัก ซึ่งผมก็ยอมรับว่าผมเป็นอย่างนั้น ที่ผมอธิบายเรื่องการไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรเยอะแยะไปหมด คนก็บอกว่าอย่างนี้มึงก็ไม่ทุกข์แล้วสิ ผมบอกว่ามันก็เป็นแค่ความเข้าใจในการพูด แต่ถึงเวลาปฏิบัติจริงนั่นคือประสบการณ์ตรง ซึ่งมันยาก

สมัยก่อนที่ผมจะรู้จักธรรมะ สิ่งที่มาคั่นคือการไปดูหนังฟังเพลงนั่งคุยหัวเราะกับเพื่อน แต่อย่างนั้นมันก็จะช่วยได้แว้บๆ แล้วกลายเป็นว่าเราอยู่กับตัวเองไม่ได้ อยู่กับตัวเองก็จะทุกข์ยาว แต่ผมเอาสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนมาทำให้ทุกข์ของผมสั้นลง สั้นลงในที่นี้ไม่ได้หายโดยสิ้นเชิงนะ สมมติผมเลิกกับแฟน ผมทุกข์อยู่ 1 ชั่วโมง แล้วผมรู้ตัว ผมคลายทุกข์ได้ สักสองสามชั่วโมง พอผมกลับไปนึกถึง ผมก็กลับไปทุกข์อีก แต่ผมก็มีวิธีตัดทุกข์ให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน ถ้าผมไม่เคยฝึกเลย ระยะเวลาความทุกข์ที่ผมไปนึกย้อนถึงอดีตมันจะยาวมาก

การที่คุณมีจุดอ่อนเรื่องความรักส่งผลต่อการใช้ชีวิตของคุณไหม

ทุกอย่างมันมีผลกับชีวิตทั้งนั้นแหละ อยู่ที่เราให้น้ำหนักมันมากแค่ไหน แต่ผมดันให้น้ำหนักมันมาก (เน้นเสียง) จนไปทำให้เรื่องอื่นเสียเวลาทุกข์เรื่องความรัก เพราะผมเป็นคนทุ่มเท เวลามีคนรักผมจะอินมาก ผมจะมีมายาคติในหัวว่าอยากอยู่กันจนแก่ตายไปข้าง แล้วก็ยึดมั่นถือมั่นกับภาพนั้น คบกับใครก็คิดว่าจะอยู่จนแก่ทุกคน อยู่กันจนตายทุกคน ทุกครั้งที่คบก็คิดอย่างนั้นทุกครั้ง ซึ่งนั่นเป็นการยึดมั่นถือมั่นอย่างหนึ่งที่ทำให้เวลาไม่ได้เป็นอย่างที่เราคาดหวังเราก็จะทุกข์มาก ผมไม่เคยคบใครแล้วคิดว่า คบๆ เดี๋ยวเลิก

แต่ก่อนคนจะบอกว่ารักต้องเผื่อใจ ถ้าคุณไม่เผื่อใจคุณจะเสียใจมาก ผมไม่ชอบคำนี้และผมไม่เชื่อเลย ผมรู้สึกว่ามันเห็นแก่ตัวจัง การที่เราจะรักใครคนนึงแล้วต้องมากั๊กๆ ไว้ ไม่รักเขาเต็มที่เพราะกลัวตัวเองเสียใจ มันดูไม่ใช่ความรักเลยว่ะ เหมือนเล่นเกม แต่เวลามันก็สอนเราว่าคุณจะเป็นอย่างนั้นก็ได้ คุณจะรักเต็มที่อย่างที่คุณเคยทำมาก่อนก็ได้แต่คุณก็ต้องยอมรับด้วยว่าถ้าคุณสุดลิ่มทิ่มประตูแบบนั้น เวลาคุณทุกข์คุณก็จะสุดลิ่มทิ่มประตูเหมือนกัน คุณก็เลือกเอาว่าคุณอยากทำแบบไหน

การอยากอยู่ด้วยกันจนตายมันไม่ย้อนแย้งกับสิ่งที่คุณเชื่อว่าไม่มีอะไรคงอยู่เสมอไปหรือ

คนที่อยู่ด้วยกันจนแก่ตายเราก็เห็นเยอะแยะนะ แต่ว่ายิ่งโตก็ยิ่งเรียนรู้ว่าจริงๆ ถ้าอายุมนุษย์สัก 300 ปี ไอ้คู่ที่เราเห็นเขาแก่ตายตอน 80 แล้วยังรักกันอยู่ ปีที่ 150 เขาอาจจะเลิกรักกันก็ได้ อาจจะอยู่ด้วยกันไม่ได้ก็ได้ เพราะอายุมนุษย์มันดันสั้นกว่าที่จะพิสูจน์ และอีกอย่างเขาอาจจะหมดรักกันก่อนนั้นระหว่างทางแล้วก็ได้ แต่ว่าเขาอยู่กันด้วยความผูกพัน อย่างคนยุคก่อนอาจจะอยู่ด้วยจารีตประเพณี ถ้าเลือกแล้วก็ควรอยู่ด้วยกัน อายุขัยของความรักอาจจะหมดไปแล้วก็ได้ หรือเขาจะยังรักกันอยู่ เราไม่มีวันรู้เลย แต่ผมก็เชื่อว่ามันไม่ได้มีความรักกันตลอดเวลาหรอก มันมีทั้งช่วงรักช่วงไม่รัก แต่เขาเลือกแล้วว่าเขาจะอยู่ด้วยกัน

เห็นว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของเพลงที่คุณเขียนแต่งมาจากชีวิตจริง อย่างเพลง อายุขัย คุณไปเจออะไรมา

ตอนนั้นเลิกกับแฟน พอเลิกกับแฟนผมก็เขียน

คุณใช้การเขียนเพลงเยียวยาตัวเองหรือเปล่า

คือผมต้องคิดได้ก่อน แล้วผมถึงเขียน แปลว่าผมเยียวยาตัวเองเสร็จแล้ว เหมือนลองกินยานี้แล้วผมว่ามันเวิร์ก ผมค่อยเอาไปให้คนอื่นกิน

เหมือนคุณอยากสื่อสารเรื่องความไม่จีรัง

ใช่ ศาสนาพุทธย่อทั้งหมดสรุปแล้วง่ายๆ คือ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น แค่นี้เลย ศาสนาพุทธสอนให้ออกจากทุกข์ ไม่ได้ไปวิ่งหาความสุข ความสุขไม่มีจริงในศาสนาพุทธ มีแค่ทุกข์มากและทุกข์น้อย เพราะฉะนั้น การที่จะออกจากทุกข์ คุณทุกข์เพราะอะไร เพราะไปยึดสิ่งที่มันไม่มีวันคงทนถาวร แล้วพอมันเสื่อมสลายไปตามกฎธรรมชาติก็เป็นทุกข์ เหมือนเราถือไอติมแล้วเราหวังว่ามันจะไม่ละลาย แล้วพอมันละลายเราก็ทุกข์

เห็นสเตตัสคุณบอกว่าในงาน Happy Deathday คุณประทับใจน้องเรไรที่สุด คุณประทับใจอะไร

ผมไม่เคยรู้จักน้องเขามาก่อน เคยได้ยินแค่คำว่า เรไรรายวัน แต่ผมไม่รู้ว่าเป็นเด็กที่เขียนบันทึก พอขึ้นเวทีผมถึงรู้ว่านี่คือน้องที่เขียนบันทึกทุกวัน แล้วผมชอบประโยคจบที่พิธีกรถามว่า ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายจะบันทึกว่าอะไร น้องเขาบอกจะเขียนว่า ‘จบแล้วค่ะ’ ผมชอบมาก ผมรู้สึกว่ามันได้ทั้งทางโลกทางธรรม มันเหมือนนิทานเซน คือเรียบง่ายแต่ได้ใจความมาก สำหรับบางคนความตายเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ โห น่ากลัว ถ้าคิดจริงๆ แล้วก็เรื่องธรรมดา ก็จบแล้วไง แค่นี้ ไม่เห็นมีอะไรเลย มึงบ้าบอมาทั้งชีวิต ทั้งโกรธ ทั้งเกลียด ทั้งโลภ ต่อสู้สารพัดสิ่ง สุดท้ายแล้วไงล่ะ ก็จบแล้ว แค่นี้เอง โดยที่ผมก็ไม่ได้เชื่อว่าเรไรเขาคิดอะไรแบบนั้น เขาคิดด้วยความไร้เดียงสาของเด็กๆ เรียบง่าย ก็เขาบันทึกทุกวัน วันนี้วันสุดท้าย เขาก็เขียนว่า จบแล้วค่ะ Simple is the best. นี่แหละจริงแท้ที่สุด

อุ๋ย Buddha Bless

ถ้าต้องตายพรุ่งนี้จริงๆ คุณจะเสียดายมั้ย

จะมีอย่างเดียวที่เสียดายคือเราฝึกฝนในการละได้ไม่ดีเลย เราน่าจะฝึกฝนการละได้มากกว่านี้ ยังมีสิ่งที่เรายึดติดอยู่

ยังยึดติดในอะไร

ส่วนใหญ่เป็นความสัมพันธ์ของบุคคลนั่นแหละ ผมไม่ค่อยมีความสัมพันธ์กับอย่างอื่น ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่พี่น้อง คนรัก ส่วนอย่างอื่นถ้าผมตายผมไม่ค่อยเสียดายอะไร บ้านรถนู่นนี่นั่นผมช่างแม่งหมด สำหรับผมความสัมพันธ์มีค่าที่สุด มันยึดติดอยู่กับตัวเราที่สุด เพราะวันนึงที่เราไม่เหลืออะไร สมมติวันที่เราไม่มีงาน ไม่มีเงิน ไม่มีชื่อเสียงอะไรเลย ความสัมพันธ์ที่ยังมีอยู่นั้นเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุด

ระหว่างที่คุยกันคุณบอกว่าถ้าเรารู้วันตาย เราจะใช้ชีวิตไม่เหมือนเดิม ถ้าคุณรู้ว่าพรุ่งนี้ต้องตายคุณจะใช้ชีวิตเปลี่ยนไปยังไง

ถ้าผมรู้ว่าพรุ่งนี้ผมจะตายผมไม่มานั่งให้สัมภาษณ์อย่างนี้หรอกครับ ผมไปหาพ่อหาแม่แล้ว ไปนั่งคุย นั่งขอบคุณ สงบสติอารมณ์ แล้วอยู่คนเดียวก่อนตาย พยายามละไม่ยึดติดกับอะไร ตายไปเงียบๆ คนเดียว

 

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load