6 กุมภาพันธ์ 2563
5.00 K

ชื่อของ Chalkboy ปรากฏเป็นครั้งแรกในนิตยสารสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นเล่มหนึ่ง 

“ตอนนั้นคาเฟ่ที่ผมเขียนชอล์กให้จะได้ลงนิตยสาร เขาโทรมาขอเครดิตชื่อศิลปิน ถามว่าจะใส่ชื่อ โยชิดะ โคเฮ เลยจะได้ไหม แต่โยชิดา โคเฮ นี่โหลมากเลยนะ ที่ญี่ปุ่นมีคนชื่อนี้เต็มไปหมด ผมเลยคิดว่าจะยังไงให้แตกต่างและมีคนเดียว เลยคิดชื่อ Chalkboy ขึ้นมาในเวลาไม่กี่นาที แต่ตอนนั้นภาษาอังกฤษยังไม่เก่ง เลยสะกดให้เขาผิดเป็น Chokeboy แทน (หัวเราะ)”

Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ
Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ
Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ

โยชิดะ โคเฮ หรือ Chalkboy คือศิลปินเขียนชอล์กที่ไม่เขียนเขียนชอล์กมาก่อน เส้นทางอาชีพศิลปินเขียนชอล์กของเขาเริ่มต้นมาจากการเป็นพนักงานพาร์ตไทม์ของร้านกาแฟในโอซาก้าชื่อ Café & Books Bibliothèque Umeda

ใช่ คุณอ่านไม่ผิด 

เขาเริ่มอาชีพศิลปินจากการเขียนบอร์ดเมนูของร้านกาแฟที่ทำงานอยู่ เริ่มจากการใช้ฉลากหรือแพ็กเกจขวดเบียร์ ขวดไวน์ เป็นแบบและแรงบันดาลใจ โดยเปลี่ยนตัวอักษรเป็นชื่อเมนูของร้าน ก่อนจะพัฒนามาเรื่อยๆ จนมีคนชื่นชอบผลงานทั่วญี่ปุ่น มีนิทรรศการเดี่ยวของตัวเอง ได้ร่วมงานกับแบรนด์ชื่อดังมากมาย และมีโอกาสเดินทางไปยังประเทศต่างๆ เพื่อแสดงผลงานและจัดเวิร์กช็อป

Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ

เช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเรานัดกับเขาที่ SŌKO, Jouer สุขุมวิท 32 สถานที่จัดแสดงงานนิทรรศการ เวิร์กช็อป และ Live show ของเขา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน Bangkok Design Week 2020 เขาใส่ชุดสีน้ำเงินล้วน เป็นเสื้อผ้าสไตล์ญี่ปุ่นที่เนี้ยบ เท่ และเซอร์ในเวลาเดียวกัน ทักทายเราด้วยภาษาอังกฤษพร้อมบอกว่านี่เป็นครั้งแรกที่มาเมืองไทย 

เรานั่งลงตรงโต๊ะที่เต็มไปด้วยโปสเตอร์ผลงานของเขา แล้วเขาก็เริ่มเล่าถึงความสนุกของการเขียนมือให้เราฟัง

01

Chalkboy ชื่นชอบศิลปะมาตั้งแต่เด็ก พอขึ้นชั้นมัธยมศึกษาก็ได้เรียนวิชวลอาร์ตเป็นครั้งแรก หลังจากนั้นมีโอกาสได้ไปเรียนเกี่ยวกับกราฟิกดีไซน์ที่ Central Saint Martins ที่ลอนดอน เขาสนใจศิลปะในแง่ของการถ่ายทอด ที่ศิลปินได้แสดงความคิดหรือพลังงานบางอย่างผ่านผลงาน และผู้ชมก็ได้รับสิ่งเหล่านั้นจากการชื่นชมศิลปะของคนอื่น

เขากลับมาประเทศญี่ปุ่นหลังเรียนจบ และเริ่มทำงานพาร์ตไทม์ที่คาเฟ่ในโอซาก้าตั้งแต่นั้น ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เขาได้ทำงานศิลปะด้วยชอล์ก

“ตอนทำงานร้านกาแฟ การเขียนบอร์ดเป็นเหมือนการได้พักจากการทำงาน ผมจะค่อยๆ เขียนช้าๆ จนเจ้านายดุว่า รีบๆ เขียนได้ไหม แค่เมนูทำไมใช้เวลานานจัง แทนที่จะรีบๆ เขียน รู้อย่างนั้นก็เลยใส่พลังเข้าไปอีก กลายเป็นว่าใช้เวลานานกว่าเดิม (หัวเราะ) แต่งานที่ออกมาก็ดีขึ้นเรื่อยๆ พอเป็นอย่างนี้ แทนที่เจ้านายจะโกรธ กลับกลายเป็นชอบ ลูกค้าก็แฮปปี้ คนที่ร้านก็แฮปปี้ มันเลยกลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตไป ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจจะเป็น Chalkboy เป็นศิลปินอะไรหรอก มันเกิดจากจุดเริ่มต้นนี้แล้วอย่างอื่นก็ค่อยๆ เข้ามาเอง”

Chalkboy ผู้ไม่เคยมีประสบการณ์ด้านการเขียนชอล์กมาก่อน ศึกษาการเขียนชอล์กด้วยตัวเอง และใช้เวลาถึง 6 ปีกว่าจะมั่นใจว่าตัวเองก็พอมีฝีมือด้านนี้ เขาเขียนบอร์ดขนาด 80 ซม. X 1.8 ม. ในร้านเป็นประจำ จนมีคนชื่นชมติดตาม

“เวลาเขียนผมจะอยู่ในร้าน ระหว่างนั้นก็จะมีคนมารอดู เหมือนเป็นอีเวนต์หนึ่งของร้านไปแล้ว ทีนี้พอคาเฟ่นี้เริ่มมีสาขา เจ้าของร้านเขาชอบสไตล์เขียนชอล์กของผม เลยตามให้ไปเขียนให้สาขาต่างๆ อีกอย่างคือคาเฟ่ที่ผมทำงานยังรับดูแลเรื่องอาร์ตไดเรกชันให้คาเฟ่อื่นๆ ด้วย ตอนไปร้านอื่นเจ้านายจะแนะนำว่าเป็นพนักงานพาร์ตไทม์ก็ไม่ได้ ต้องแนะนำว่าเป็นศิลปิน ก็เลยได้บทบาทศิลปินขึ้นมา”

Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ
Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ

02

เขาทำงานพาร์ตไทม์ที่คาเฟ่ตั้งแต่อายุ 23 จนถึง 29 ถ้าไม่นับโปรเจกต์ดนตรีที่ทำเป็นงานอดิเรก การเขียนบอร์ดที่ร้านจะเป็นผลงานศิลปะอย่างเดียวที่ Chalkboy ได้ทำตลอด 6 ปีนั้น เขาเติบโตจากการเขียนบอร์ดคาเฟ่ที่ทำงาน เป็นคาเฟ่สาขาต่างๆ ร้านคาเฟ่เจ้าอื่น จนมีชื่อเสียงในฐานะศิลปินมากขึ้น

“ผมเริ่มจากการมีอินสตาแกรมส่วนตัวเอาไว้อัปโหลดงานตัวเอง ไม่มีแฮชแท็ก ไม่มีเมนชันอะไร แค่ไว้รวบรวมงานเฉยๆ เป็นเวลาเดียวกับคาเฟ่สไตล์อเมริกันฮิตมากในญี่ปุ่น แบบเมืองพอร์ตแลนด์หรือย่านบรูกลิน ซึ่งทุกร้านต้องมีกระดานชอล์กเป็นกิมมิก แต่พอถึงเวลาจะต้องเปิดร้านก็ไม่มีใครยอมเขียน ดีไซเนอร์บอกว่าไม่ใช่หน้าที่เรา เราเขียนไม่ได้หรอก ต้องเป็นสตาฟเขียนเพราะมันเปลี่ยนบ่อย ฝั่งสตาฟก็เขียนแล้วสวยไม่ถูกใจอีก ไปๆ มาๆ ทุกคนเลยตามหาคนที่จะเขียนกระดานชอล์กอย่างนี้ จนมาเจอผมที่ร้าน จากนั้นก็ปากต่อปาก ผมก็เลยเริ่มจริงจังกับสิ่งที่ทำมากขึ้น”

Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ
Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ

Chalkboy เริ่มมีลูกค้าและกระบวนการทำงานที่ชัดเจนขึ้น เขาจะเริ่มจากการรับบรีฟที่ไม่ใช่การนั่งฟังความต้องการของเขาแค่ฝ่ายเดียว แต่เป็นการสัมภาษณ์ลูกค้าทุกครั้งว่า ต้องการเขียนงานนี้ไปเพื่ออะไร และในอนาคตอยากเป็นอะไร

“คำถามเหล่านี้สำคัญมาก เพราะพอถามแบบนี้ เจ้าของร้านจะเริ่มเล่าให้ฟังถึงสิ่งที่ต้องการ เช่น ร้านกาแฟหนึ่งต้องการให้เป็นแบบนี้ แต่ไปไม่ถึง เป็นเพราะอะไร สิ่งที่เขาต้องการลึกๆ คืออะไร แล้วอะไรที่ยังรู้สึกว่าในร้านยังมีไม่เพียงพอ แล้วจะเติมอะไรเข้าไปได้บ้าง คำตอบของเขาจะช่วยให้เราคิดอาร์ตเวิร์กออกมาได้เหมาะสม ตรงตามความต้องการของเขา”

พอพูดว่าเป็นการเขียนกระดานเมนู เราเองก็นึกไม่ออกว่าศิลปินจะใส่ความเป็นตัวของตัวเองเข้าไปในงานได้อย่างไร เขาบอกว่าไม่เคยคิดจะยัดเยียดความเป็นตัวเองให้กับลูกค้า และจะไม่พยายามใส่ความเป็นตัวเองลงไปในทุกผลงาน ความเป็นตัวตนของเขาคือความสามารถในการจัดแจงและตรวจสอบข้อความของลูกค้าให้ออกมาเป็นข้อมูลที่ชัดเจน ทั้งองค์ประกอบ เนื้อหา และความสวยงามของอาร์ตเวิร์ก ผ่านตัวเขา

Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ

03

Chalkboy ได้ร่วมงานกับแบรนด์เล็กใหญ่ ทั้งแบรนด์ญี่ปุ่นและแบรนด์นานาชาติ ตั้งแต่ Adidas, Muji, Tokyo Bike, Loft และอื่นๆ อีกมากที่เขาสามารถไล่ชื่อไปได้เรื่อยๆ แต่หนึ่งในผลงานที่เขาประทับใจมากที่สุด คือโปรเจกต์ที่ร่วมกับแบรนด์เบียร์ Kirin 

Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ

“เวลาได้ทำงานกับแบรนด์ ได้เห็นผลงานตัวเองที่อยู่บนป้ายโฆษณาใหญ่ๆ ก็เป็นความรู้สึกอีกแบบ อย่างตอนทำงานกับ Kirin โฆษณามันเยอะมาก มีอยู่ทุกที่ จากผลงานบนกระดานมาเป็นป้ายบิลบอร์ดขนาดยักษ์ในย่านชิบูย่า หรือตามสถานีรถไฟต่างๆ ก็ตื่นเต้น สนุก และท้าทายดีเหมือนกัน ยิ่งพอได้เห็นผลตอบรับเวลาคนมาดูงานเราแล้วสนุก ได้เห็นว่าเมสเสจที่ลูกค้าต้องการจะบอกได้สื่อสารออกไปผ่านกระบวนการและอาร์ตเวิร์กของผม แล้วคนเข้าใจ รู้สึกถึงมันได้ นั่นแหละคือความสุข”

Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ
Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ

ผลงานการเขียนชอล์กของเขาพัฒนาไปเป็นบิลบอร์ด โปสเตอร์ ผลิตภัณฑ์ เหมือนเป็นความท้าทายใหม่ที่เขาต้องเติบโตในอาชีพศิลปินอย่างไรอย่างนั้น

“จริงๆ ความยากที่สุดไม่ใช่การเปลี่ยนจากสื่อสารด้วยชอล์กไปเป็นอย่างอื่น แต่ความยากคือการเขียนชอล์กไปเรื่อยๆ เพราะชอล์กมีข้อจำกัดเยอะ เขียนในสเกลเล็กก็ไม่ได้ ไม่เห็นรายละเอียด เขียนบนผนังสีขาวก็ไม่ได้ เขียนบนกระจกก็ไม่ได้ มองไม่เห็น การเขียนชอล์กเพื่อพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ จึงยากกว่าการหันไปพัฒนาในด้านอื่นๆ เพราะมันโตได้กว้างกว่า”

Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ

04

เขาเดินทางไปทำงานต่างประเทศปีละ 3 – 4 ครั้ง การเดินทางไปในสถานที่ที่ไม่เคยไปสำหรับเขา ไม่ใช่แค่การมาโชว์ผลงานตัวเองให้กับคนที่ยังไม่เคยรู้จัก แต่เป็นการหาแรงบันดาลใจผ่านชีวิตประจำวันของคนในประเทศนั้นๆ ผ่านกราฟิตี้บนกำแพง ฉลากผลิตภัณฑ์ตลกๆ ในซูเปอร์มาร์เก็ต และนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้มาประเทศไทยเพื่อจัดนิทรรศการเดี่ยวสำหรับ Bangkok Design Week 2020 

Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ

“นิทรรศการที่กรุงเทพฯ ในครั้งนี้มีกิมมิกน่ารักๆ ที่อยากแสดงให้คนเห็นถึงความสนุกของการเขียนมือ ผมต้องการสื่อถึงความสดใหม่ งานในนิทรรศการจึงเป็นการเขียนแบบวันต่อวัน โดยไม่ได้เป็นรูปสำเร็จตั้งแต่วันแรก แต่ค่อยๆ วาดไปทีละวันๆ”

“ความสนุกของการเขียนมือที่อยากให้คนเข้าใจคืออะไร” เราถาม

“ความรู้สึกมันเหมือนตอนที่เราเป็นเด็ก ที่เราวาดรูปแล้วเอาไปให้พ่อแม่ดู เราจะรู้สึกดีใจ ภูมิใจกับมันมากที่ได้วาดออกมาเอง แล้วมีคนได้เห็นและมีความสุขไปกับมัน มันคือความรู้สึกเดียวกัน”

วันที่เราไปเจอเขา งานของเขาเพิ่งเสร็จไปได้ 20 เปอร์เซ็นต์

05

ทุกวันนี้เขามีความสุขและดีใจมากๆ ที่สิ่งที่ทำเล่นๆ เพื่อพักผ่อนจากงานกลายมาเป็นอาชีพและแรงบันดาลใจให้คนอื่น แต่พอทำไปทำมา การทำอยู่คนเดียวก็ไม่สนุกอย่างที่คิด สิ่งที่เขาพยายามทำในวันนี้คือการแชร์ความรู้และประสบการณ์ให้คนอื่นต่อ เพื่อจะได้มีศิลปินเขียนชอล์กมากขึ้นไปอีก

ที่ผ่านมาเขาจัดเวิร์กช็อปสอนคนไปแล้วประมาณพันคน ออกหนังสือเกี่ยวกับการเขียนชอล์ก แต่ทำไมถึงอยากให้คนเข้ามาในวงการเป็นคู่แข่งตัวเองเยอะๆ ทั้งที่ทำคนเดียวน่าจะดีต่อการงานมากกว่า

“จุดเริ่มต้นการเป็นศิลปินของผมไม่ได้เริ่มจากตัวเอง แต่เริ่มจากความต้องการของคนอื่นที่มาขอให้ผมเขียนให้ ตราบใดที่มีคนต้องการการวาดมือ การเขียนมือมากขึ้น งานของผมก็จะเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นเพื่อไม่ให้การเขียนมือหายไป ผมอยากให้คนมาสนุกกับมัน อยากเผยแพร่ความสนุกของการวาดมือไปให้คนในกลุ่มที่ใหญ่ขึ้น จะได้มีศิลปินหน้าใหม่แนวนี้มากขึ้น

“ส่วนผมตอนนี้อยากทำงานในสเกลใหญ่ เพราะความสนุกและความตื่นเต้นตอนเขียนมันจะมาพร้อมกับสเกลที่ใหญ่ขึ้น ผมอยากทำงานที่ใหญ่มากๆ ใหญ่สเกลเมือง ใหญ่แบบต้องนั่งงเฮลิคอปเตอร์มาดู (ยิ้ม) มีอาร์ติสต์คนนึงที่ชอบมากชื่อ JR เป็นคนฝรั่งเศส งานของเขาจะเป็นสเกลใหญ่ๆ ทั้งนั้นเลย”

คำถามสุดท้ายของเราในวันนั้นเป็นคำถามเบสิกที่สุดในบรรดาคำถามสัมภาษณ์ แต่เพราะ Chalkboy เริ่มอาชีพศิลปินจากการทำงานพาร์ตไทม์ในร้านกาแฟ แค่นั้นก็ดึงดูดให้เราอยากรู้แล้วว่า คำแนะนำที่เขาจะให้ศิลปินคนอื่นๆ คืออะไร เลยต้องจบบทสัมภาษณ์นี้ด้วยคำถามสุดเบสิกที่ว่า

“ถ้าอยากทำอะไร ต้องทำให้ครบทุกอย่าง” เขานิ่งคิด 

“ไม่อย่างนั้นเราอาจจะไม่ได้ทำอะไรสักอย่างเลยก็ได้ คนญี่ปุ่นอายุน้อยๆ หลายคนไม่รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไร ทำงานประจำที่ไม่ชอบไปเรื่อยๆ แต่ไม่มีสิ่งที่อยากทำหรือสิ่งที่ตัวเองรัก ถ้าใครไม่มีก็รีบหา แม้จะเป็นสิ่งเล็กๆ แค่อย่างสองอย่างก็ได้ ถ้ามีแล้วก็ทำเลย ทำเยอะๆ ทำให้สุด ตอนจบจะดีไม่ดีไม่เป็นไร”

นิทรรศการของ Chalkboy จะจัดถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์นี้ ลองแวะไปดูสิ่งที่เขารัก ในแบบที่เสร็จครบ 100 เปอร์เซ็นต์ได้เลย

Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ

Writers

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

มัลลิกา มาลี

หญิงสาวผู้มีชื่อเล่นยาวเท่ากับชื่อจริง ชอบสะสมสติ๊กเกอร์เป็นอาจิน และมีคลังงาน Exhibition ในหัวตลอดเวลา พร้อมวางแผนไปคาเฟ่ต่อทุกครั้ง เลี้ยงแมวสามตัว แต่อีกไม่นานคงเอาไปปล่อย เพราะดื้อเกิน ล้อเล่นค่ะ

Photographers

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

27 กรกฎาคม 2560
2.27 K

ถึงรักกรุงเทพฯ มากแค่ไหน ฉันก็อดไม่ได้ที่จะอิจฉาสิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น หรือประเทศอื่น ที่มีระบบคมนาคมสาธารณะสะดวกสบาย รถประจำทางทันสมัยและรถไฟพรั่งพร้อมยกระดับชีวิตดีๆ ในเมืองให้ลงตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คิดแล้วก็ฝันหวานว่ารถเมล์ไทยทุกคันทันสมัย สะอาด สะดวก ปลอดภัย และพร้อมส่งเราถึงจุดหมายอย่างนิ่มนวล

วันนี้รถเมล์แบบนั้นออกวิ่งแล้วในเมืองไทย แต่ไม่ใช่ในกรุงเทพฯ ขนส่งมวลชนใหม่เอี่ยมแล่นอยู่ในใจกลางอีสาน ‘ขอนแก่นซิตี้บัส’ ติดแอร์เย็นฉ่ำ ยืนราคา 15 บาททั้งสาย วิ่งตลอด 24 ชั่วโมง คนขับใส่สูทผูกไท ในรถติดกล้อง CCTV และมี Wi-Fi ให้เล่นฟรี มีบัตรเติมเงินไดโน่บัส (RFID) ให้ตี๊ดจ่ายค่าโดยสาร แถมยังมีแอพพลิเคชันในมือถือบอกข้อมูลและตำแหน่งรถพร้อมสรรพอีกต่างหาก

ขอนแก่นซิตี้บัส

ขอนแก่นซิตี้บัส ขอนแก่นซิตี้บัส

“นี่แค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น”

กังวาน เหล่าวิโรจนกุล หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทขอนแก่นพัฒนาเมือง หรือ Khon Kaen Think Tank (KKTT) กล่าว ฉันนั่งอึ้งเมื่อรับรู้ว่ารถประจำทางยอดเยี่ยมที่วิ่งอยู่ในตัวเมืองและรถบัสฟรีในมหาวิทยาลัยเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง ใต้ระบบขนส่งมวลชนพื้นฐาน คือแผนการสร้างขอนแก่นเป็น Smart City โดยไม่รอความช่วยเหลือจากรัฐ แต่คนในบ้านจะร่วมผลักดันขึ้นมาเอง

ขอนแก่นสามัคคี

“ขอนแก่นเป็นเมืองที่ไม่มีความพิเศษ ไม่มีเจ้าพ่อ ไม่มีมาเฟีย ไม่มีนักการเมืองที่สามารถดึงโครงการใหญ่ๆ พันล้านมาตั้งได้ตั้งแต่อดีตยันปัจจุบัน สถานที่ท่องเที่ยวก็ไม่มี แต่เผอิญโชคดีที่มีสภาพภูมิศาสตร์ดี อยู่ใจกลางภูมิภาคอีสาน เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างภาคเหนือ พม่า ลาว จีน ฉะนั้นจึงเติบโตได้ตามสภาพ พอเดินไหว แต่ไม่โดดเด่น

“ความไม่มีทำให้มีความร่วมมือ สิ่งที่ทำให้เราแตกต่างจากที่อื่น คือเรารู้ว่าถ้าจับมือกันขอนแก่นจะพัฒนาไปได้ ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคการศึกษาคือมหาวิทยาลัยขอนแก่น ภาคราชการคือจังหวัด หรือว่าองค์กรปกครองท้องถิ่น เทศบาลนคร เราจับมือเติบโตด้วยกันมาตลอด”

ขอนแก่นซิตี้บัส ขอนแก่นซิตี้บัส

ผู้บริหาร KKTT เผยเคล็ดลับความก้าวหน้าของเมืองตั้งแต่เริ่มต้น กังวานเล่าว่า ใครต่อใครมักถามว่าจุดเด่นของขอนแก่นที่ทำให้ประสบความสำเร็จคืออะไร เขายืนยันซ้ำๆ เสมอว่าไม่มี หากจะมีก็มีเพียงอย่างเดียว คือพลังความร่วมมือที่แข็งแรง

เมื่อตัวแทนภาคเอกชนกลุ่มหนึ่งอยากพัฒนาระบบขนส่งมวลชนในเมืองให้มีคุณภาพ พวกเขารู้ดีว่างบประมาณของภาครัฐมีจำกัด (และส่วนใหญ่ตกอยู่กับกรุงเทพฯ) งบของขอนแก่นเพียงพอจะศึกษาหาวิธีเดินทางสาธารณะที่ดีขึ้น แต่การปรับปรุงการคมนาคมบนพื้นที่จริงต้องใช้เงินทุนมหาศาล ดังนั้นกว่ายี่สิบบริษัทที่เห็นพ้องต้องกันในจังหวัดจึงตั้งบริษัทขอนแก่นพัฒนาเมืองขึ้นมา ระดมทุนกันเองสำหรับพัฒนาบ้านเกิดอย่างเป็นรูปธรรม ผลงานแรกที่ประจักษ์ให้เราได้ยลโฉมและใช้งานเต็มที่คือ รถโดยสารประจำทาง

ขอนแก่นซิตี้บัส ขอนแก่นซิตี้บัส ขอนแก่นซิตี้บัส

วันนี้สะดวก

ขอนแก่นซิตี้บัส (Khon Kaen City Bus) 10 คัน และรถบัสประจำมหาวิทยาลัยขอนแก่น 20 คัน เป็นดอกผลงดงามของการร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาครัฐท้องถิ่น จุดเริ่มต้นมาจากการย้ายสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดขอนแก่น แห่งที่ 3 (บขส. 3) ไปอยู่นอกเมือง การเดินทางเข้าเมืองด้วยรถสาธารณะจำเป็นต้องใช้รถสองแถวที่วิ่งตามเส้นทางมากมาย แต่ซับซ้อน ใช้ยากพอสมควรสำหรับผู้มาใหม่ และไม่มีตารางเวลาวิ่งที่แน่นอน ส่วนแท็กซี่ก็ราคาแพงและมักต้องโดยสารในราคาเหมา บริษัทรถประจำทางใหม่เอี่ยมจึงเจรจาตกลงเส้นทางกับรถสองแถวเดิม โดยรับ-ส่งผู้โดยสารจาก บขส. สู่จุดหลักๆ ในตัวเมืองตลอด 24 ชั่วโมงด้วยราคาถูก ต่อจากรถทัวร์ก็เกิดเส้นทางไป-กลับสนามบิน ชาวขอนแก่นและแขกผู้มาเยือนจึงได้ตัวเลือกการเดินทางที่สะดวกมากขึ้น

“แกนของเมืองคือระบบขนส่งมวลชนที่มีคุณภาพ คือสองแถวที่ขึ้นอยู่ไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่มันมีที่ดีกว่า ปลอดภัย ไม่ต้องกลัวฝนตก และได้ลองจ่ายเงินด้วยบัตร พอวันนึงที่รถไฟเสร็จมันก็จะเชื่อมต่อกันและใช้บัตรใบเดียว ลงรถไฟมามีจุดเชื่อมต่อ city bus เข้าไปในถนนเส้นหลัก ไปตามห้าง โรงเรียนต่างๆ คุณเดินทางแล้วกะเวลาได้ ต่อให้ใช้รถส่วนตัว ก็ไม่ต้องขับออกมาวนหาที่จอดกินข้าวระหว่างวัน ใช้ยามจำเป็นก็พอ”

ทีมงานเบื้องหลังขอนแก่นซิตี้บัสล้วนเป็นคนขอนแก่น ตั้งแต่ฝ่ายรถบัสยันฝ่ายพัฒนาแอพพลิเคชัน เนื่องจากสมาชิก KKTT หลายคนมีพื้นฐานด้านธุรกิจยานยนต์อยู่แล้วเป็นทุนเดิม การบุกเบิกสร้างระบบขนส่งที่ดีกว่าจึงเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และกลายเป็นโมเดลหลักที่หลายจังหวัดต้องตามมาศึกษาดูงาน ไม่เว้นกระทั่งกรุงเทพฯ

พรุ่งนี้สบาย

อย่างที่เกริ่นไปว่ารถบัสเป็นแค่ออเดิร์ฟเริ่มต้น ภารกิจจานหลักของชาวขอนแก่นคือรถไฟฟ้า light rail หรือรถไฟฟ้ารางเบาที่ขนาดย่อมกว่า BTS แต่ทรงประสิทธิภาพ วิ่งผ่านถนนมิตรภาพด้วยระยะมากกว่า 20 กิโลเมตร

การทำสิ่งที่ไม่เคยทีใครทำมาก่อนในประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย KKTT จำเป็นต้องใช้ผลการศึกษาโครงการและสิทธิการเดินรถไฟ กลุ่มนักธุรกิจขอนแก่นจึงจับมือกับมหาวิทยาลัยขอนแก่นและภาคราชการท้องถิ่นเพื่อปูรางแห่งอนาคตไปด้วยกัน เป็นครั้งแรกในเมืองไทยที่เทศบาลท้องถิ่น 5 เทศบาลจดทะเบียนเป็นบริษัทวิสาหกิจ Khon Kaen Transit System (KKTS) เพื่อรองรับการดำเนินงานเส้นทางรถไฟฟ้าที่จะวิ่งผ่านเนื้อที่ของตน และขยายเมืองแบบก้าวกระโดด

“เราไม่ได้มองแค่อยากมีรถไฟฟ้าเท่ๆ แต่เรามองการเปลี่ยนแปลงระยะยาวด้านการลงทุน ธุรกิจ และการพัฒนาบ้านเมืองด้วย เพราะถ้าจะทำมันต้องเกิดประโยชน์กว่าแก้ปัญหารถติด การจราจรเป็นเรื่องเบื้องต้น จริงๆ แล้วมันคือการรองรับการเคลื่อนธุรกิจ การเดินทางของคนในเมือง”

กังวานยืนยันว่าต่อจากนี้ วิสาหกิจ KKTS คือผู้ดำเนินการเรื่องรถไฟฟ้ารางเบา โดยโครงการจะได้เริ่มต้นบริหารจัดจ้างภายในปลายปีนี้ ส่วน KKTT กำลังมุ่งหน้าไปสู่เป้าหมายถัดไป คือการมองหาความเป็นไปได้ทุกทางที่จะเปลี่ยนขอนแก่นให้เป็น Smart City
ขอนแก่นซิตี้บัส ขอนแก่นซิตี้บัส

ต่อเติมบ้านใหม่

“เราต้องทำให้ขอนแก่นเป็นเมือง Smart City มากกว่าเมืองลงทุน”

ผู้บริหารชาวขอนแก่นเฉลยอนาคตบทต่อไปของเมืองอีสาน รถบัสทันสมัย รถไฟฟ้ารางเบา ศูนย์ประชุมขนาดใหญ่ หรือสิ่งก่อสร้างต่างๆ คือตัวต่อที่พวกเขาผลักดันให้เกิดขึ้นทีละชิ้น เมื่อนำมาจัดเรียงกัน ภาพรวมแท้จริงของเมืองใหญ่นี้จึงปรากฏ

“Smart City ไม่ใช่เมือง IT มี Wi-Fi สะดวกสบาย มันเป็นองค์ประกอบหนึ่ง แต่จริงๆ คือเมืองที่คนอยู่จ่ายน้อยได้มาก คนที่อยู่ขอนแก่นแม้เงินเดือนเท่าเดิม แต่คุณภาพชีวิตสูงขึ้น มีเวลาใช้ชีวิตกับครอบครัวมากขึ้น ไม่ต้องรถติด 2 ชั่วโมงตอนเช้า 2 ชั่วโมงตอนเย็น ยกตัวอย่างง่ายๆ เหมือน กทม. คนที่อยากมีบ้านต้องไปอยู่ชานเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนงานอยู่กลางเมือง สิ่งที่ต้องทำคือเดินทางวิ่งเข้าไปแล้ววิ่งออกมา กลายเป็นปัญหาจราจร ขอนแก่นเลยทำล่วงหน้าก่อนปัญหาจะเกิด เราอยากให้เมืองเป็นเมืองกระชับ คนที่อยู่ในเมืองจะคงอยู่ในเมืองได้ เดินทางในเมืองโดยขนส่งมวลชนได้สะดวกกว่ารถยนต์ ค่าครองชีพในการเดินทาง ค่าที่อยู่อาศัยก็ต้องไม่สูง ใครมาอยู่ที่นี่ก็มีความสุขโดยปกติ”

“รถสมาร์ทบัส รถไฟรางเบา เป็นพื้นฐาน พอเสร็จเราก็มองเรื่อง IT ถ้าเรามีระบบขนส่งมวลชนที่มีคุณภาพ พวกไวไฟเซนเซอร์ครอบคลุมทั่วเมือง สิ่งที่ตามมาคือ smart economic, smart citizen, smart environment, smart governance ด้านบนรัฐบาลสนับสนุนอยู่แล้ว แต่สิ่งที่พวกเราขอนแก่นทำ เราทำจากด้านล่าง เรื่องพวกนี้จะเกิดขึ้นแน่นอนตามสถานการณ์ ตามยุค ตามภาวะ แต่พอเราทำระบบขนส่งมวลชนที่ดี ระบบเซนเซอร์หรือ infrastructure ให้ดี มันจะเป็นฐานข้อมูลให้เรา สิ่งที่จะเชื่อมระหว่างด้านบนกับด้านล่างคือศูนย์ข้อมูลเก็บ Big Data ถ้าขอนแก่นทำได้ คนที่มาลงทุนก็สะดวก เราไม่ได้บอกว่าเราจะไปชนะเด่นเกินใครนะครับ เราแค่ทำให้เมืองเราอยู่ได้ และคนก็อยากมาอยู่”

กังวานอธิบายเสริมว่าขอนแก่นถูกจัดเป็น MICE City หรือเมืองที่ใช้จัดสัมนาประชุมระดับนานาชาติ เช่นเดียวกับกรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต และเชียงใหม่ แต่เสียเปรียบที่ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวอย่างจังหวัดอื่นๆ เมื่อเปลี่ยนอดีตที่เมืองมีไม่ได้ สิ่งที่พวกเขาทำได้คือลงมือเตรียมความพร้อมในปัจจุบัน เพื่อสร้างอนาคตใหม่ของบ้านร่วมกัน

กำไรทุกคน

เราถูกถามบ่อยๆ ว่าทำทั้งหมดนี้เพื่ออะไร?”

สมาชิก KKTT ผู้สวมหมวกเลขาธิการหอการค้าจังหวัดขอนแก่นอีกใบเอ่ยขึ้นในช่วงท้ายของการสนทนา

“บางคนเชื่อมั่นว่า mindset ของนักธุรกิจคือทำแล้วต้องได้กำไรอย่างเดียว คุณต้องคาดหวังกำไรสูงๆ เราตอบได้ว่าคงไม่มีคำว่าไม่กำไร เพราะไม่ได้กำไรคือเจ๊ง แล้วคงไม่ได้ทำต่อ แต่การลงทุนแบบนี้ไม่ได้กำไรหอมหวานเลยนะ ฉะนั้นคนที่มองเรื่องของผลประโยชน์ก่อนจะไม่ทำ ไม่งั้นโครงการแบบนี้คงเกิดขึ้นไปนานแล้ว วันนี้ทุกจังหวัดสามารถทำได้ ไม่ได้มีกฎห้ามขออนุญาติรัฐบาลทำระบบขนส่งมวลชนของคุณให้มีคุณภาพ ถูกไหมครับ ปัญหาคือการลงทุนต่างหาก ต้องเข้าใจว่าขนส่งมวลชนมีข้อจำกัดรายได้เรื่องค่าตั๋ว เราไม่สามารถเก็บเงินค่ารถเมล์ 30 – 40 บาทได้ ต้องเก็บแค่ 15 บาท และเรียนรู้ว่าจะปรับเข้ากับพฤติกรรมคนในเมืองอย่างไร มันต้องมีความเข้าใจ ความร่วมมือจริงๆ และความอดทน เมืองไหนมีครบก็น่าจะทำได้

“เรามองว่ากำไรคือทำแล้วเมืองพัฒนา คนมีความสุข ถ้ามองว่ากำไรคือเงินอย่างเดียวคงทำไม่ไหว  หลายๆ คนที่มารวมกันเป็นเจ้าของโรงงาน มีพนักงานที่นี่หลายพันหลายหมื่น เราก็อยากให้ประโยชน์ตกอยู่กับเมืองของเรา เป้าหมายคือเพิ่มดัชนีความสุข เพิ่มรายได้มวลรวมของจังหวัด อาจทำให้รายได้คุณสูงใกล้เคียงหรือเท่ากับ กทม. แต่รายจ่ายน้อยกว่า ในระยะยาวก็ยังใช้ชีวิตอยู่ในเมืองได้ ไม่ต้องกลายเป็นผู้อาศัยในบ้านตัวเอง

“ถ้ามีจังหวัดอื่นพร้อมจะทำ เราก็พร้อมให้ข้อมูลต่างๆ นะครับ เราไม่ได้มองว่าเราจะเป็นเมืองหลวงแบบกรุงเทพฯ แต่อยากเป็นพื้นที่ๆ พัฒนาแล้ว ถ้ามีสัก 10 เมือง สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือประเทศเราจะได้ประโยชน์มหาศาลเลย ผมไปเที่ยวจังหวัดอื่นก็อยากนั่งรถสมาร์ทบัส รถแทรม หรือรถไฟเข้าเมือง คนก็จะอยากมาประเทศเรามากขึ้น และความสุขของพวกเราไม่ลดลง”

กังวานตบท้าย เราออกไปดูขอนแก่นซิตี้บัสคันใหญ่ ฉันมองรถเมล์ปรับอากาศที่วิ่งล่วงหน้าออกไปด้วยความหวัง สิ่งที่บรรจุอยู่ในรถประจำทางไม่ใช่แค่ผู้โดยสาร แต่เป็นความฝันอันเรืองรองของประชากรขอนแก่น

ขอนแก่นซิตี้บัส

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load