6 กุมภาพันธ์ 2563
5.00 K

ชื่อของ Chalkboy ปรากฏเป็นครั้งแรกในนิตยสารสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นเล่มหนึ่ง 

“ตอนนั้นคาเฟ่ที่ผมเขียนชอล์กให้จะได้ลงนิตยสาร เขาโทรมาขอเครดิตชื่อศิลปิน ถามว่าจะใส่ชื่อ โยชิดะ โคเฮ เลยจะได้ไหม แต่โยชิดา โคเฮ นี่โหลมากเลยนะ ที่ญี่ปุ่นมีคนชื่อนี้เต็มไปหมด ผมเลยคิดว่าจะยังไงให้แตกต่างและมีคนเดียว เลยคิดชื่อ Chalkboy ขึ้นมาในเวลาไม่กี่นาที แต่ตอนนั้นภาษาอังกฤษยังไม่เก่ง เลยสะกดให้เขาผิดเป็น Chokeboy แทน (หัวเราะ)”

Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ
Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ
Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ

โยชิดะ โคเฮ หรือ Chalkboy คือศิลปินเขียนชอล์กที่ไม่เขียนเขียนชอล์กมาก่อน เส้นทางอาชีพศิลปินเขียนชอล์กของเขาเริ่มต้นมาจากการเป็นพนักงานพาร์ตไทม์ของร้านกาแฟในโอซาก้าชื่อ Café & Books Bibliothèque Umeda

ใช่ คุณอ่านไม่ผิด 

เขาเริ่มอาชีพศิลปินจากการเขียนบอร์ดเมนูของร้านกาแฟที่ทำงานอยู่ เริ่มจากการใช้ฉลากหรือแพ็กเกจขวดเบียร์ ขวดไวน์ เป็นแบบและแรงบันดาลใจ โดยเปลี่ยนตัวอักษรเป็นชื่อเมนูของร้าน ก่อนจะพัฒนามาเรื่อยๆ จนมีคนชื่นชอบผลงานทั่วญี่ปุ่น มีนิทรรศการเดี่ยวของตัวเอง ได้ร่วมงานกับแบรนด์ชื่อดังมากมาย และมีโอกาสเดินทางไปยังประเทศต่างๆ เพื่อแสดงผลงานและจัดเวิร์กช็อป

Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ

เช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเรานัดกับเขาที่ SŌKO, Jouer สุขุมวิท 32 สถานที่จัดแสดงงานนิทรรศการ เวิร์กช็อป และ Live show ของเขา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน Bangkok Design Week 2020 เขาใส่ชุดสีน้ำเงินล้วน เป็นเสื้อผ้าสไตล์ญี่ปุ่นที่เนี้ยบ เท่ และเซอร์ในเวลาเดียวกัน ทักทายเราด้วยภาษาอังกฤษพร้อมบอกว่านี่เป็นครั้งแรกที่มาเมืองไทย 

เรานั่งลงตรงโต๊ะที่เต็มไปด้วยโปสเตอร์ผลงานของเขา แล้วเขาก็เริ่มเล่าถึงความสนุกของการเขียนมือให้เราฟัง

01

Chalkboy ชื่นชอบศิลปะมาตั้งแต่เด็ก พอขึ้นชั้นมัธยมศึกษาก็ได้เรียนวิชวลอาร์ตเป็นครั้งแรก หลังจากนั้นมีโอกาสได้ไปเรียนเกี่ยวกับกราฟิกดีไซน์ที่ Central Saint Martins ที่ลอนดอน เขาสนใจศิลปะในแง่ของการถ่ายทอด ที่ศิลปินได้แสดงความคิดหรือพลังงานบางอย่างผ่านผลงาน และผู้ชมก็ได้รับสิ่งเหล่านั้นจากการชื่นชมศิลปะของคนอื่น

เขากลับมาประเทศญี่ปุ่นหลังเรียนจบ และเริ่มทำงานพาร์ตไทม์ที่คาเฟ่ในโอซาก้าตั้งแต่นั้น ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เขาได้ทำงานศิลปะด้วยชอล์ก

“ตอนทำงานร้านกาแฟ การเขียนบอร์ดเป็นเหมือนการได้พักจากการทำงาน ผมจะค่อยๆ เขียนช้าๆ จนเจ้านายดุว่า รีบๆ เขียนได้ไหม แค่เมนูทำไมใช้เวลานานจัง แทนที่จะรีบๆ เขียน รู้อย่างนั้นก็เลยใส่พลังเข้าไปอีก กลายเป็นว่าใช้เวลานานกว่าเดิม (หัวเราะ) แต่งานที่ออกมาก็ดีขึ้นเรื่อยๆ พอเป็นอย่างนี้ แทนที่เจ้านายจะโกรธ กลับกลายเป็นชอบ ลูกค้าก็แฮปปี้ คนที่ร้านก็แฮปปี้ มันเลยกลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตไป ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจจะเป็น Chalkboy เป็นศิลปินอะไรหรอก มันเกิดจากจุดเริ่มต้นนี้แล้วอย่างอื่นก็ค่อยๆ เข้ามาเอง”

Chalkboy ผู้ไม่เคยมีประสบการณ์ด้านการเขียนชอล์กมาก่อน ศึกษาการเขียนชอล์กด้วยตัวเอง และใช้เวลาถึง 6 ปีกว่าจะมั่นใจว่าตัวเองก็พอมีฝีมือด้านนี้ เขาเขียนบอร์ดขนาด 80 ซม. X 1.8 ม. ในร้านเป็นประจำ จนมีคนชื่นชมติดตาม

“เวลาเขียนผมจะอยู่ในร้าน ระหว่างนั้นก็จะมีคนมารอดู เหมือนเป็นอีเวนต์หนึ่งของร้านไปแล้ว ทีนี้พอคาเฟ่นี้เริ่มมีสาขา เจ้าของร้านเขาชอบสไตล์เขียนชอล์กของผม เลยตามให้ไปเขียนให้สาขาต่างๆ อีกอย่างคือคาเฟ่ที่ผมทำงานยังรับดูแลเรื่องอาร์ตไดเรกชันให้คาเฟ่อื่นๆ ด้วย ตอนไปร้านอื่นเจ้านายจะแนะนำว่าเป็นพนักงานพาร์ตไทม์ก็ไม่ได้ ต้องแนะนำว่าเป็นศิลปิน ก็เลยได้บทบาทศิลปินขึ้นมา”

Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ
Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ

02

เขาทำงานพาร์ตไทม์ที่คาเฟ่ตั้งแต่อายุ 23 จนถึง 29 ถ้าไม่นับโปรเจกต์ดนตรีที่ทำเป็นงานอดิเรก การเขียนบอร์ดที่ร้านจะเป็นผลงานศิลปะอย่างเดียวที่ Chalkboy ได้ทำตลอด 6 ปีนั้น เขาเติบโตจากการเขียนบอร์ดคาเฟ่ที่ทำงาน เป็นคาเฟ่สาขาต่างๆ ร้านคาเฟ่เจ้าอื่น จนมีชื่อเสียงในฐานะศิลปินมากขึ้น

“ผมเริ่มจากการมีอินสตาแกรมส่วนตัวเอาไว้อัปโหลดงานตัวเอง ไม่มีแฮชแท็ก ไม่มีเมนชันอะไร แค่ไว้รวบรวมงานเฉยๆ เป็นเวลาเดียวกับคาเฟ่สไตล์อเมริกันฮิตมากในญี่ปุ่น แบบเมืองพอร์ตแลนด์หรือย่านบรูกลิน ซึ่งทุกร้านต้องมีกระดานชอล์กเป็นกิมมิก แต่พอถึงเวลาจะต้องเปิดร้านก็ไม่มีใครยอมเขียน ดีไซเนอร์บอกว่าไม่ใช่หน้าที่เรา เราเขียนไม่ได้หรอก ต้องเป็นสตาฟเขียนเพราะมันเปลี่ยนบ่อย ฝั่งสตาฟก็เขียนแล้วสวยไม่ถูกใจอีก ไปๆ มาๆ ทุกคนเลยตามหาคนที่จะเขียนกระดานชอล์กอย่างนี้ จนมาเจอผมที่ร้าน จากนั้นก็ปากต่อปาก ผมก็เลยเริ่มจริงจังกับสิ่งที่ทำมากขึ้น”

Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ
Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ

Chalkboy เริ่มมีลูกค้าและกระบวนการทำงานที่ชัดเจนขึ้น เขาจะเริ่มจากการรับบรีฟที่ไม่ใช่การนั่งฟังความต้องการของเขาแค่ฝ่ายเดียว แต่เป็นการสัมภาษณ์ลูกค้าทุกครั้งว่า ต้องการเขียนงานนี้ไปเพื่ออะไร และในอนาคตอยากเป็นอะไร

“คำถามเหล่านี้สำคัญมาก เพราะพอถามแบบนี้ เจ้าของร้านจะเริ่มเล่าให้ฟังถึงสิ่งที่ต้องการ เช่น ร้านกาแฟหนึ่งต้องการให้เป็นแบบนี้ แต่ไปไม่ถึง เป็นเพราะอะไร สิ่งที่เขาต้องการลึกๆ คืออะไร แล้วอะไรที่ยังรู้สึกว่าในร้านยังมีไม่เพียงพอ แล้วจะเติมอะไรเข้าไปได้บ้าง คำตอบของเขาจะช่วยให้เราคิดอาร์ตเวิร์กออกมาได้เหมาะสม ตรงตามความต้องการของเขา”

พอพูดว่าเป็นการเขียนกระดานเมนู เราเองก็นึกไม่ออกว่าศิลปินจะใส่ความเป็นตัวของตัวเองเข้าไปในงานได้อย่างไร เขาบอกว่าไม่เคยคิดจะยัดเยียดความเป็นตัวเองให้กับลูกค้า และจะไม่พยายามใส่ความเป็นตัวเองลงไปในทุกผลงาน ความเป็นตัวตนของเขาคือความสามารถในการจัดแจงและตรวจสอบข้อความของลูกค้าให้ออกมาเป็นข้อมูลที่ชัดเจน ทั้งองค์ประกอบ เนื้อหา และความสวยงามของอาร์ตเวิร์ก ผ่านตัวเขา

Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ

03

Chalkboy ได้ร่วมงานกับแบรนด์เล็กใหญ่ ทั้งแบรนด์ญี่ปุ่นและแบรนด์นานาชาติ ตั้งแต่ Adidas, Muji, Tokyo Bike, Loft และอื่นๆ อีกมากที่เขาสามารถไล่ชื่อไปได้เรื่อยๆ แต่หนึ่งในผลงานที่เขาประทับใจมากที่สุด คือโปรเจกต์ที่ร่วมกับแบรนด์เบียร์ Kirin 

Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ

“เวลาได้ทำงานกับแบรนด์ ได้เห็นผลงานตัวเองที่อยู่บนป้ายโฆษณาใหญ่ๆ ก็เป็นความรู้สึกอีกแบบ อย่างตอนทำงานกับ Kirin โฆษณามันเยอะมาก มีอยู่ทุกที่ จากผลงานบนกระดานมาเป็นป้ายบิลบอร์ดขนาดยักษ์ในย่านชิบูย่า หรือตามสถานีรถไฟต่างๆ ก็ตื่นเต้น สนุก และท้าทายดีเหมือนกัน ยิ่งพอได้เห็นผลตอบรับเวลาคนมาดูงานเราแล้วสนุก ได้เห็นว่าเมสเสจที่ลูกค้าต้องการจะบอกได้สื่อสารออกไปผ่านกระบวนการและอาร์ตเวิร์กของผม แล้วคนเข้าใจ รู้สึกถึงมันได้ นั่นแหละคือความสุข”

Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ
Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ

ผลงานการเขียนชอล์กของเขาพัฒนาไปเป็นบิลบอร์ด โปสเตอร์ ผลิตภัณฑ์ เหมือนเป็นความท้าทายใหม่ที่เขาต้องเติบโตในอาชีพศิลปินอย่างไรอย่างนั้น

“จริงๆ ความยากที่สุดไม่ใช่การเปลี่ยนจากสื่อสารด้วยชอล์กไปเป็นอย่างอื่น แต่ความยากคือการเขียนชอล์กไปเรื่อยๆ เพราะชอล์กมีข้อจำกัดเยอะ เขียนในสเกลเล็กก็ไม่ได้ ไม่เห็นรายละเอียด เขียนบนผนังสีขาวก็ไม่ได้ เขียนบนกระจกก็ไม่ได้ มองไม่เห็น การเขียนชอล์กเพื่อพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ จึงยากกว่าการหันไปพัฒนาในด้านอื่นๆ เพราะมันโตได้กว้างกว่า”

Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ

04

เขาเดินทางไปทำงานต่างประเทศปีละ 3 – 4 ครั้ง การเดินทางไปในสถานที่ที่ไม่เคยไปสำหรับเขา ไม่ใช่แค่การมาโชว์ผลงานตัวเองให้กับคนที่ยังไม่เคยรู้จัก แต่เป็นการหาแรงบันดาลใจผ่านชีวิตประจำวันของคนในประเทศนั้นๆ ผ่านกราฟิตี้บนกำแพง ฉลากผลิตภัณฑ์ตลกๆ ในซูเปอร์มาร์เก็ต และนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้มาประเทศไทยเพื่อจัดนิทรรศการเดี่ยวสำหรับ Bangkok Design Week 2020 

Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ

“นิทรรศการที่กรุงเทพฯ ในครั้งนี้มีกิมมิกน่ารักๆ ที่อยากแสดงให้คนเห็นถึงความสนุกของการเขียนมือ ผมต้องการสื่อถึงความสดใหม่ งานในนิทรรศการจึงเป็นการเขียนแบบวันต่อวัน โดยไม่ได้เป็นรูปสำเร็จตั้งแต่วันแรก แต่ค่อยๆ วาดไปทีละวันๆ”

“ความสนุกของการเขียนมือที่อยากให้คนเข้าใจคืออะไร” เราถาม

“ความรู้สึกมันเหมือนตอนที่เราเป็นเด็ก ที่เราวาดรูปแล้วเอาไปให้พ่อแม่ดู เราจะรู้สึกดีใจ ภูมิใจกับมันมากที่ได้วาดออกมาเอง แล้วมีคนได้เห็นและมีความสุขไปกับมัน มันคือความรู้สึกเดียวกัน”

วันที่เราไปเจอเขา งานของเขาเพิ่งเสร็จไปได้ 20 เปอร์เซ็นต์

05

ทุกวันนี้เขามีความสุขและดีใจมากๆ ที่สิ่งที่ทำเล่นๆ เพื่อพักผ่อนจากงานกลายมาเป็นอาชีพและแรงบันดาลใจให้คนอื่น แต่พอทำไปทำมา การทำอยู่คนเดียวก็ไม่สนุกอย่างที่คิด สิ่งที่เขาพยายามทำในวันนี้คือการแชร์ความรู้และประสบการณ์ให้คนอื่นต่อ เพื่อจะได้มีศิลปินเขียนชอล์กมากขึ้นไปอีก

ที่ผ่านมาเขาจัดเวิร์กช็อปสอนคนไปแล้วประมาณพันคน ออกหนังสือเกี่ยวกับการเขียนชอล์ก แต่ทำไมถึงอยากให้คนเข้ามาในวงการเป็นคู่แข่งตัวเองเยอะๆ ทั้งที่ทำคนเดียวน่าจะดีต่อการงานมากกว่า

“จุดเริ่มต้นการเป็นศิลปินของผมไม่ได้เริ่มจากตัวเอง แต่เริ่มจากความต้องการของคนอื่นที่มาขอให้ผมเขียนให้ ตราบใดที่มีคนต้องการการวาดมือ การเขียนมือมากขึ้น งานของผมก็จะเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นเพื่อไม่ให้การเขียนมือหายไป ผมอยากให้คนมาสนุกกับมัน อยากเผยแพร่ความสนุกของการวาดมือไปให้คนในกลุ่มที่ใหญ่ขึ้น จะได้มีศิลปินหน้าใหม่แนวนี้มากขึ้น

“ส่วนผมตอนนี้อยากทำงานในสเกลใหญ่ เพราะความสนุกและความตื่นเต้นตอนเขียนมันจะมาพร้อมกับสเกลที่ใหญ่ขึ้น ผมอยากทำงานที่ใหญ่มากๆ ใหญ่สเกลเมือง ใหญ่แบบต้องนั่งงเฮลิคอปเตอร์มาดู (ยิ้ม) มีอาร์ติสต์คนนึงที่ชอบมากชื่อ JR เป็นคนฝรั่งเศส งานของเขาจะเป็นสเกลใหญ่ๆ ทั้งนั้นเลย”

คำถามสุดท้ายของเราในวันนั้นเป็นคำถามเบสิกที่สุดในบรรดาคำถามสัมภาษณ์ แต่เพราะ Chalkboy เริ่มอาชีพศิลปินจากการทำงานพาร์ตไทม์ในร้านกาแฟ แค่นั้นก็ดึงดูดให้เราอยากรู้แล้วว่า คำแนะนำที่เขาจะให้ศิลปินคนอื่นๆ คืออะไร เลยต้องจบบทสัมภาษณ์นี้ด้วยคำถามสุดเบสิกที่ว่า

“ถ้าอยากทำอะไร ต้องทำให้ครบทุกอย่าง” เขานิ่งคิด 

“ไม่อย่างนั้นเราอาจจะไม่ได้ทำอะไรสักอย่างเลยก็ได้ คนญี่ปุ่นอายุน้อยๆ หลายคนไม่รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไร ทำงานประจำที่ไม่ชอบไปเรื่อยๆ แต่ไม่มีสิ่งที่อยากทำหรือสิ่งที่ตัวเองรัก ถ้าใครไม่มีก็รีบหา แม้จะเป็นสิ่งเล็กๆ แค่อย่างสองอย่างก็ได้ ถ้ามีแล้วก็ทำเลย ทำเยอะๆ ทำให้สุด ตอนจบจะดีไม่ดีไม่เป็นไร”

นิทรรศการของ Chalkboy จะจัดถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์นี้ ลองแวะไปดูสิ่งที่เขารัก ในแบบที่เสร็จครบ 100 เปอร์เซ็นต์ได้เลย

Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ

Writers

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

มัลลิกา มาลี

หญิงสาวผู้มีชื่อเล่นยาวเท่ากับชื่อจริง ชอบสะสมสติ๊กเกอร์เป็นอาจิน และมีคลังงาน Exhibition ในหัวตลอดเวลา พร้อมวางแผนไปคาเฟ่ต่อทุกครั้ง เลี้ยงแมวสามตัว แต่อีกไม่นานคงเอาไปปล่อย เพราะดื้อเกิน ล้อเล่นค่ะ

Photographers

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

9 มิถุนายน 2565
111

The Cloud x British Council

During this time of hope following the election of Bangkok’s governor, allow me to share with you the story of a project that makes me optimistic about plastic waste management within the community.

Nang Loeng Plastic Bank was initiated by Julien Huang and Nok-Sunadda Huang, founders of a creative hub called Weave Artisan Society, based in Chiang Mai. Tempted by the opportunity to explore and solve social issues in a different context, the creators joined the Social Innovation Hackathon hosted by the British Council (Urban Studies Lab, and FREC Bangkok) in 2020, inviting people to work with the Nang Loeng community. This award-winning idea is now being implemented.

Nang Loeng Plastic Bank : Grass-root drive to create a potential plastic recycling system for the community.
Nang Loeng Plastic Bank : Grass-root drive to create a potential plastic recycling system for the community.

The idea is simple. Based on the real issues uncovered by Nok and Julien during the development stage, they invite people to drop used or unwanted plastic at the designated location and receive loyalty points. These can be turned into special rewards, such as homemade dishwashing liquid made by the local people in the community.

However, it is never easy to implement a social innovation or movement. It requires significant engagement, especially in a highly diverse and complex community like Nang Loeng, which is often reluctant to integrate with new faces. Let us hear from the team about how they overcame all the challenges that emerged.

Collaboration

A small chamber on the second floor of Ford Resource & Engagement Center was reserved for the interview, and various people attended. Apart from Julien and Nok, other attendees included Mae Daeng (Suwan Waoeployngam), Namo (Kornkamon Waoeployngam) and Nammon (Nawarat Waoeployngam), representatives of E-Loeng Creative Hub, and several members of the British Council.

Nang Loeng Plastic Bank : Grass-root drive to create a potential plastic recycling system for the community.

The presence of those who live in the Nang Loeng area signifies the engaging, democratic, and inclusive working principles of the two project owners and their commitment to making the social innovation project a success. 

“We would like to thank Mae Daeng, Namo, Nammon, and Palm (Tharinee Rattanasathian). Without them, it would be impossible to continue with our idea,” Julien stated, humbly mentioning the significant role local people play in this project.

“Nang Loeng is a complex community, and it is not easy for outsiders like us to blend in. But Mae Daeng and E-Loeng and their crews helped to open the door, connect us to the local people, and communicate with them, so they can see the value of what we are trying to do here.” 

“We never knew if our design would be pragmatic or useful to the local community,” Nok added, explaining further their intentions. “Julien and I do not want to see our six months spent working on this project go to waste. We are committed to ensuring that the community here will gain the benefits.”

Although E-Loeng crews are locally based in the Nang Loeng area, and former competitors to Julien and Nok during the hackathon, Mae Daeng and her two daughters have been willing to help bring the idea to life. They support the newcomers in many ways, such as recruiting workers, offering workspace, and producing dishwashing liquid to use as rewards.

Nang Loeng Plastic Bank : Grass-root drive to create a potential plastic recycling system for the community.

Why do they offer help when they can simply ignore the other team?

“These two are very sweet,” Mae Daeng explained simply. “I like their personalities which are different from other people who have come to our area. Many people tend to order us around or look down at us, but Nok and Julien are very humble. That is why we want to help.”

Having E-Loeng as a part of the project makes it much easier for Julien and Nok, who usually work in Chiang Mai and come round once or twice a month.

“A physical workspace plays an important role in driving the project forward,” Nok shared her opinion. “People who live in Nang Loeng have been involved in many similar projects to ours, but most of the time, they ended after a short period. Some were almost like propaganda. However, having a physical space within the market helps to remind people where to go to drop off their plastic waste or search for environmental information.”

Hence, with the kind collaboration of local people like the E-Loeng team, Nok and Julien have made it safely through the first barrier to the community.

Implementation

Now that the Avengers have been assembled, it is time to deal with reality.

According to the local team, one of the most challenging aspects of any social intervention is the bureaucratic system.

“Working with the top-down bureaucracy is a real challenge. Our voices are sometimes not heard.” Mae Daeng stated, “We rarely get to do what we want. Therefore, local people often see projects like this as a waste of time.”

“People always ask, what do they get from this? They do not care about the environment or understand why they should clean plastic waste before throwing it away.” Mae Daeng continued, “It took us some time to communicate with them. If we were to invite them to join a workshop, I could not imagine anyone showing up, so I invited them for a meal (like a party) instead. Then I showed them some of the upcycled plastic bags we made. This made people feel more relaxed, and they became interested. That was how they began thinking about what to make out of plastic waste.”

Nang Loeng Plastic Bank : Grass-root drive to create a potential plastic recycling system for the community.
Nang Loeng Plastic Bank : Grass-root drive to create a potential plastic recycling system for the community.

“The reward scheme also helps,” Julien added. “Everyone wants the dishwasher liquid that Mae Daeng makes. We designed this project based on user behaviour. They want something useful in their daily lives. So, we offer one shot of the liquid for one plastic bag, a bottle for thirty bags, and a bottle containing the special formula for fifty bags.”

That was how they kicked off the project and engaged with the community. However, not all the plastic waste people drop off at the station can be recycled-another challenge for the two creators to solve.

Nang Loeng Plastic Bank : Grass-root drive to create a potential plastic recycling system for the community.

“The station is full of plastic waste every day,” Julien told us contentedly. “People are starting to recognise that the plastic bank is a good idea. However, the shops located in Nang Loeng market are super diverse, hence the varying types of plastic waste. We separate them into bottles, bags, and caps, then pass them to our relevant partners. For example, the plastic bottle caps are passed to Precious Plastic, which operates within the area. We cannot handle all types of waste by ourselves-it is too costly.”

The cleanliness of the waste is another issue which needs to be managed. Demanding everyone to cleanse the waste before dropping it off at the station represents a significant behavioural change. Hence, the team has turned this challenge into an opportunity to create more value for the community. 

“The three of us thought about finding someone to help Julien clean the plastic bags and then separating and storing them on the shelf,” Mae Daeng narrated. “We asked one of the teenage girls from the area to help. She was pregnant and addicted to drugs at the time.”

“The girl also wanted to stop using drugs and make some good friends. She tried her best to get to work early every day, and it made her feel valued. Julien and Nok talked to her until she recovered. Other teenagers in the community then wanted to work for us. Now we have several people helping us out, with Namo overseeing the station.” Mae Daeng elaborated. 

Although they cannot place as many waste-collecting stations as planned due to the legal regulations, members of the local community are fully involved, both with labour and activities. Their hard work has now been rewarded.

Continuation

Bring a hackathon idea to life for the local community, create beauty from people power
Bring a hackathon idea to life for the local community, create beauty from people power
Bring a hackathon idea to life for the local community, create beauty from people power

Once the plastic waste has been cleaned, it is time to turn them into something valuable (upcycle). Nok and Julien’s first idea was to create at least one Instagrammable colourful canopy to attract tourists and add some life to the area. In addition, they developed designs for handbags and accessories using upcycled plastic waste, providing the locals with an opportunity to generate income while also inspiring them to be more creative.

Julien explained why the most crucial aspect of the design is that the production method must be simple and repeatable. “Everything we design must be easy-to-make, so the local people can learn to make it themselves. None of our products require the use of heavy-duty machines. A simple iron will do. While other projects need complicated tools for upcycling plastic waste, and although I am not blaming them, the cost burden would be too much for the community. We need something attainable.”

“Designers can dream about a certain design, but the locals will decide whether it is likely to work. There is always a gap between expectation and reality,” Nok added. “At the end of the day, designers are not the ones using the products, but the locals. We need to focus on the needs of the people.”

Bring a hackathon idea to life for the local community, create beauty from people power

Despite their different backgrounds, both Weave and E-Loeng focus on the value they deliver to the community, not merely the profit.

“In attempting to solve the real problem, the aim is not to make money from these products, but to establish a waste management system,” Julien indicated. “So, we focus on building plastic waste drop-off points, not just building a canopy or bag. This is what the community needs.”

On the other hand, E-Loeng saw more value in the project from the locals’ perspective.

“In the beginning, I thought making a canopy was a piece of cake,” Namo laughed. “The canopy turned out to be bigger than I thought, but the process was fun. We did everything ourselves, from washing to patching the plastic bag into a canopy. After seeing the result, I wanted to do more.”

“If we established the project as a proper organisation, we could make more. Local people now recognise us as the plastic waste centre of the community,” Mae Daeng commented.

“Through this project, the locals have learned how to separate plastic waste correctly. They also became inspired and more creative, producing plastic bag designs with the potential to create beautiful upcycled products. This learner-centered education is relatable to the local people.”

Finally, E-Loeng is also developing its own project to deal with organic waste. Nammon shared that she wants to make fertiliser from the food waste in the community and grow their first urban farm, another project supported by the British Council. Hence, we can expect full-loop waste management, potentially leading to a small-scale circular economy.

It is not an exaggeration to say that people power is helping to improve the whole area. 

“We want to inspire young people by making things happen through this small project, enabling them to see that they can do something too,” Julien concluded. “So, they feel empowered to start doing something, perhaps selling items online and shifting their mindset to seeing plastic as a resource rather than waste.”

“The biggest learning curve for me is that design can change society and create lifelong friendships. As mentioned earlier, we would not be able to do anything without our local friends. This Nang Loeng Plastic Bank is just the beginning.”

Bring a hackathon idea to life for the local community, create beauty from people power

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load