6 กุมภาพันธ์ 2563
5.00 K

ชื่อของ Chalkboy ปรากฏเป็นครั้งแรกในนิตยสารสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นเล่มหนึ่ง 

“ตอนนั้นคาเฟ่ที่ผมเขียนชอล์กให้จะได้ลงนิตยสาร เขาโทรมาขอเครดิตชื่อศิลปิน ถามว่าจะใส่ชื่อ โยชิดะ โคเฮ เลยจะได้ไหม แต่โยชิดา โคเฮ นี่โหลมากเลยนะ ที่ญี่ปุ่นมีคนชื่อนี้เต็มไปหมด ผมเลยคิดว่าจะยังไงให้แตกต่างและมีคนเดียว เลยคิดชื่อ Chalkboy ขึ้นมาในเวลาไม่กี่นาที แต่ตอนนั้นภาษาอังกฤษยังไม่เก่ง เลยสะกดให้เขาผิดเป็น Chokeboy แทน (หัวเราะ)”

Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ
Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ
Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ

โยชิดะ โคเฮ หรือ Chalkboy คือศิลปินเขียนชอล์กที่ไม่เขียนเขียนชอล์กมาก่อน เส้นทางอาชีพศิลปินเขียนชอล์กของเขาเริ่มต้นมาจากการเป็นพนักงานพาร์ตไทม์ของร้านกาแฟในโอซาก้าชื่อ Café & Books Bibliothèque Umeda

ใช่ คุณอ่านไม่ผิด 

เขาเริ่มอาชีพศิลปินจากการเขียนบอร์ดเมนูของร้านกาแฟที่ทำงานอยู่ เริ่มจากการใช้ฉลากหรือแพ็กเกจขวดเบียร์ ขวดไวน์ เป็นแบบและแรงบันดาลใจ โดยเปลี่ยนตัวอักษรเป็นชื่อเมนูของร้าน ก่อนจะพัฒนามาเรื่อยๆ จนมีคนชื่นชอบผลงานทั่วญี่ปุ่น มีนิทรรศการเดี่ยวของตัวเอง ได้ร่วมงานกับแบรนด์ชื่อดังมากมาย และมีโอกาสเดินทางไปยังประเทศต่างๆ เพื่อแสดงผลงานและจัดเวิร์กช็อป

Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ

เช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเรานัดกับเขาที่ SŌKO, Jouer สุขุมวิท 32 สถานที่จัดแสดงงานนิทรรศการ เวิร์กช็อป และ Live show ของเขา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน Bangkok Design Week 2020 เขาใส่ชุดสีน้ำเงินล้วน เป็นเสื้อผ้าสไตล์ญี่ปุ่นที่เนี้ยบ เท่ และเซอร์ในเวลาเดียวกัน ทักทายเราด้วยภาษาอังกฤษพร้อมบอกว่านี่เป็นครั้งแรกที่มาเมืองไทย 

เรานั่งลงตรงโต๊ะที่เต็มไปด้วยโปสเตอร์ผลงานของเขา แล้วเขาก็เริ่มเล่าถึงความสนุกของการเขียนมือให้เราฟัง

01

Chalkboy ชื่นชอบศิลปะมาตั้งแต่เด็ก พอขึ้นชั้นมัธยมศึกษาก็ได้เรียนวิชวลอาร์ตเป็นครั้งแรก หลังจากนั้นมีโอกาสได้ไปเรียนเกี่ยวกับกราฟิกดีไซน์ที่ Central Saint Martins ที่ลอนดอน เขาสนใจศิลปะในแง่ของการถ่ายทอด ที่ศิลปินได้แสดงความคิดหรือพลังงานบางอย่างผ่านผลงาน และผู้ชมก็ได้รับสิ่งเหล่านั้นจากการชื่นชมศิลปะของคนอื่น

เขากลับมาประเทศญี่ปุ่นหลังเรียนจบ และเริ่มทำงานพาร์ตไทม์ที่คาเฟ่ในโอซาก้าตั้งแต่นั้น ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เขาได้ทำงานศิลปะด้วยชอล์ก

“ตอนทำงานร้านกาแฟ การเขียนบอร์ดเป็นเหมือนการได้พักจากการทำงาน ผมจะค่อยๆ เขียนช้าๆ จนเจ้านายดุว่า รีบๆ เขียนได้ไหม แค่เมนูทำไมใช้เวลานานจัง แทนที่จะรีบๆ เขียน รู้อย่างนั้นก็เลยใส่พลังเข้าไปอีก กลายเป็นว่าใช้เวลานานกว่าเดิม (หัวเราะ) แต่งานที่ออกมาก็ดีขึ้นเรื่อยๆ พอเป็นอย่างนี้ แทนที่เจ้านายจะโกรธ กลับกลายเป็นชอบ ลูกค้าก็แฮปปี้ คนที่ร้านก็แฮปปี้ มันเลยกลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตไป ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจจะเป็น Chalkboy เป็นศิลปินอะไรหรอก มันเกิดจากจุดเริ่มต้นนี้แล้วอย่างอื่นก็ค่อยๆ เข้ามาเอง”

Chalkboy ผู้ไม่เคยมีประสบการณ์ด้านการเขียนชอล์กมาก่อน ศึกษาการเขียนชอล์กด้วยตัวเอง และใช้เวลาถึง 6 ปีกว่าจะมั่นใจว่าตัวเองก็พอมีฝีมือด้านนี้ เขาเขียนบอร์ดขนาด 80 ซม. X 1.8 ม. ในร้านเป็นประจำ จนมีคนชื่นชมติดตาม

“เวลาเขียนผมจะอยู่ในร้าน ระหว่างนั้นก็จะมีคนมารอดู เหมือนเป็นอีเวนต์หนึ่งของร้านไปแล้ว ทีนี้พอคาเฟ่นี้เริ่มมีสาขา เจ้าของร้านเขาชอบสไตล์เขียนชอล์กของผม เลยตามให้ไปเขียนให้สาขาต่างๆ อีกอย่างคือคาเฟ่ที่ผมทำงานยังรับดูแลเรื่องอาร์ตไดเรกชันให้คาเฟ่อื่นๆ ด้วย ตอนไปร้านอื่นเจ้านายจะแนะนำว่าเป็นพนักงานพาร์ตไทม์ก็ไม่ได้ ต้องแนะนำว่าเป็นศิลปิน ก็เลยได้บทบาทศิลปินขึ้นมา”

Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ
Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ

02

เขาทำงานพาร์ตไทม์ที่คาเฟ่ตั้งแต่อายุ 23 จนถึง 29 ถ้าไม่นับโปรเจกต์ดนตรีที่ทำเป็นงานอดิเรก การเขียนบอร์ดที่ร้านจะเป็นผลงานศิลปะอย่างเดียวที่ Chalkboy ได้ทำตลอด 6 ปีนั้น เขาเติบโตจากการเขียนบอร์ดคาเฟ่ที่ทำงาน เป็นคาเฟ่สาขาต่างๆ ร้านคาเฟ่เจ้าอื่น จนมีชื่อเสียงในฐานะศิลปินมากขึ้น

“ผมเริ่มจากการมีอินสตาแกรมส่วนตัวเอาไว้อัปโหลดงานตัวเอง ไม่มีแฮชแท็ก ไม่มีเมนชันอะไร แค่ไว้รวบรวมงานเฉยๆ เป็นเวลาเดียวกับคาเฟ่สไตล์อเมริกันฮิตมากในญี่ปุ่น แบบเมืองพอร์ตแลนด์หรือย่านบรูกลิน ซึ่งทุกร้านต้องมีกระดานชอล์กเป็นกิมมิก แต่พอถึงเวลาจะต้องเปิดร้านก็ไม่มีใครยอมเขียน ดีไซเนอร์บอกว่าไม่ใช่หน้าที่เรา เราเขียนไม่ได้หรอก ต้องเป็นสตาฟเขียนเพราะมันเปลี่ยนบ่อย ฝั่งสตาฟก็เขียนแล้วสวยไม่ถูกใจอีก ไปๆ มาๆ ทุกคนเลยตามหาคนที่จะเขียนกระดานชอล์กอย่างนี้ จนมาเจอผมที่ร้าน จากนั้นก็ปากต่อปาก ผมก็เลยเริ่มจริงจังกับสิ่งที่ทำมากขึ้น”

Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ
Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ

Chalkboy เริ่มมีลูกค้าและกระบวนการทำงานที่ชัดเจนขึ้น เขาจะเริ่มจากการรับบรีฟที่ไม่ใช่การนั่งฟังความต้องการของเขาแค่ฝ่ายเดียว แต่เป็นการสัมภาษณ์ลูกค้าทุกครั้งว่า ต้องการเขียนงานนี้ไปเพื่ออะไร และในอนาคตอยากเป็นอะไร

“คำถามเหล่านี้สำคัญมาก เพราะพอถามแบบนี้ เจ้าของร้านจะเริ่มเล่าให้ฟังถึงสิ่งที่ต้องการ เช่น ร้านกาแฟหนึ่งต้องการให้เป็นแบบนี้ แต่ไปไม่ถึง เป็นเพราะอะไร สิ่งที่เขาต้องการลึกๆ คืออะไร แล้วอะไรที่ยังรู้สึกว่าในร้านยังมีไม่เพียงพอ แล้วจะเติมอะไรเข้าไปได้บ้าง คำตอบของเขาจะช่วยให้เราคิดอาร์ตเวิร์กออกมาได้เหมาะสม ตรงตามความต้องการของเขา”

พอพูดว่าเป็นการเขียนกระดานเมนู เราเองก็นึกไม่ออกว่าศิลปินจะใส่ความเป็นตัวของตัวเองเข้าไปในงานได้อย่างไร เขาบอกว่าไม่เคยคิดจะยัดเยียดความเป็นตัวเองให้กับลูกค้า และจะไม่พยายามใส่ความเป็นตัวเองลงไปในทุกผลงาน ความเป็นตัวตนของเขาคือความสามารถในการจัดแจงและตรวจสอบข้อความของลูกค้าให้ออกมาเป็นข้อมูลที่ชัดเจน ทั้งองค์ประกอบ เนื้อหา และความสวยงามของอาร์ตเวิร์ก ผ่านตัวเขา

Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ

03

Chalkboy ได้ร่วมงานกับแบรนด์เล็กใหญ่ ทั้งแบรนด์ญี่ปุ่นและแบรนด์นานาชาติ ตั้งแต่ Adidas, Muji, Tokyo Bike, Loft และอื่นๆ อีกมากที่เขาสามารถไล่ชื่อไปได้เรื่อยๆ แต่หนึ่งในผลงานที่เขาประทับใจมากที่สุด คือโปรเจกต์ที่ร่วมกับแบรนด์เบียร์ Kirin 

Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ

“เวลาได้ทำงานกับแบรนด์ ได้เห็นผลงานตัวเองที่อยู่บนป้ายโฆษณาใหญ่ๆ ก็เป็นความรู้สึกอีกแบบ อย่างตอนทำงานกับ Kirin โฆษณามันเยอะมาก มีอยู่ทุกที่ จากผลงานบนกระดานมาเป็นป้ายบิลบอร์ดขนาดยักษ์ในย่านชิบูย่า หรือตามสถานีรถไฟต่างๆ ก็ตื่นเต้น สนุก และท้าทายดีเหมือนกัน ยิ่งพอได้เห็นผลตอบรับเวลาคนมาดูงานเราแล้วสนุก ได้เห็นว่าเมสเสจที่ลูกค้าต้องการจะบอกได้สื่อสารออกไปผ่านกระบวนการและอาร์ตเวิร์กของผม แล้วคนเข้าใจ รู้สึกถึงมันได้ นั่นแหละคือความสุข”

Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ
Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ

ผลงานการเขียนชอล์กของเขาพัฒนาไปเป็นบิลบอร์ด โปสเตอร์ ผลิตภัณฑ์ เหมือนเป็นความท้าทายใหม่ที่เขาต้องเติบโตในอาชีพศิลปินอย่างไรอย่างนั้น

“จริงๆ ความยากที่สุดไม่ใช่การเปลี่ยนจากสื่อสารด้วยชอล์กไปเป็นอย่างอื่น แต่ความยากคือการเขียนชอล์กไปเรื่อยๆ เพราะชอล์กมีข้อจำกัดเยอะ เขียนในสเกลเล็กก็ไม่ได้ ไม่เห็นรายละเอียด เขียนบนผนังสีขาวก็ไม่ได้ เขียนบนกระจกก็ไม่ได้ มองไม่เห็น การเขียนชอล์กเพื่อพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ จึงยากกว่าการหันไปพัฒนาในด้านอื่นๆ เพราะมันโตได้กว้างกว่า”

Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ

04

เขาเดินทางไปทำงานต่างประเทศปีละ 3 – 4 ครั้ง การเดินทางไปในสถานที่ที่ไม่เคยไปสำหรับเขา ไม่ใช่แค่การมาโชว์ผลงานตัวเองให้กับคนที่ยังไม่เคยรู้จัก แต่เป็นการหาแรงบันดาลใจผ่านชีวิตประจำวันของคนในประเทศนั้นๆ ผ่านกราฟิตี้บนกำแพง ฉลากผลิตภัณฑ์ตลกๆ ในซูเปอร์มาร์เก็ต และนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้มาประเทศไทยเพื่อจัดนิทรรศการเดี่ยวสำหรับ Bangkok Design Week 2020 

Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ

“นิทรรศการที่กรุงเทพฯ ในครั้งนี้มีกิมมิกน่ารักๆ ที่อยากแสดงให้คนเห็นถึงความสนุกของการเขียนมือ ผมต้องการสื่อถึงความสดใหม่ งานในนิทรรศการจึงเป็นการเขียนแบบวันต่อวัน โดยไม่ได้เป็นรูปสำเร็จตั้งแต่วันแรก แต่ค่อยๆ วาดไปทีละวันๆ”

“ความสนุกของการเขียนมือที่อยากให้คนเข้าใจคืออะไร” เราถาม

“ความรู้สึกมันเหมือนตอนที่เราเป็นเด็ก ที่เราวาดรูปแล้วเอาไปให้พ่อแม่ดู เราจะรู้สึกดีใจ ภูมิใจกับมันมากที่ได้วาดออกมาเอง แล้วมีคนได้เห็นและมีความสุขไปกับมัน มันคือความรู้สึกเดียวกัน”

วันที่เราไปเจอเขา งานของเขาเพิ่งเสร็จไปได้ 20 เปอร์เซ็นต์

05

ทุกวันนี้เขามีความสุขและดีใจมากๆ ที่สิ่งที่ทำเล่นๆ เพื่อพักผ่อนจากงานกลายมาเป็นอาชีพและแรงบันดาลใจให้คนอื่น แต่พอทำไปทำมา การทำอยู่คนเดียวก็ไม่สนุกอย่างที่คิด สิ่งที่เขาพยายามทำในวันนี้คือการแชร์ความรู้และประสบการณ์ให้คนอื่นต่อ เพื่อจะได้มีศิลปินเขียนชอล์กมากขึ้นไปอีก

ที่ผ่านมาเขาจัดเวิร์กช็อปสอนคนไปแล้วประมาณพันคน ออกหนังสือเกี่ยวกับการเขียนชอล์ก แต่ทำไมถึงอยากให้คนเข้ามาในวงการเป็นคู่แข่งตัวเองเยอะๆ ทั้งที่ทำคนเดียวน่าจะดีต่อการงานมากกว่า

“จุดเริ่มต้นการเป็นศิลปินของผมไม่ได้เริ่มจากตัวเอง แต่เริ่มจากความต้องการของคนอื่นที่มาขอให้ผมเขียนให้ ตราบใดที่มีคนต้องการการวาดมือ การเขียนมือมากขึ้น งานของผมก็จะเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นเพื่อไม่ให้การเขียนมือหายไป ผมอยากให้คนมาสนุกกับมัน อยากเผยแพร่ความสนุกของการวาดมือไปให้คนในกลุ่มที่ใหญ่ขึ้น จะได้มีศิลปินหน้าใหม่แนวนี้มากขึ้น

“ส่วนผมตอนนี้อยากทำงานในสเกลใหญ่ เพราะความสนุกและความตื่นเต้นตอนเขียนมันจะมาพร้อมกับสเกลที่ใหญ่ขึ้น ผมอยากทำงานที่ใหญ่มากๆ ใหญ่สเกลเมือง ใหญ่แบบต้องนั่งงเฮลิคอปเตอร์มาดู (ยิ้ม) มีอาร์ติสต์คนนึงที่ชอบมากชื่อ JR เป็นคนฝรั่งเศส งานของเขาจะเป็นสเกลใหญ่ๆ ทั้งนั้นเลย”

คำถามสุดท้ายของเราในวันนั้นเป็นคำถามเบสิกที่สุดในบรรดาคำถามสัมภาษณ์ แต่เพราะ Chalkboy เริ่มอาชีพศิลปินจากการทำงานพาร์ตไทม์ในร้านกาแฟ แค่นั้นก็ดึงดูดให้เราอยากรู้แล้วว่า คำแนะนำที่เขาจะให้ศิลปินคนอื่นๆ คืออะไร เลยต้องจบบทสัมภาษณ์นี้ด้วยคำถามสุดเบสิกที่ว่า

“ถ้าอยากทำอะไร ต้องทำให้ครบทุกอย่าง” เขานิ่งคิด 

“ไม่อย่างนั้นเราอาจจะไม่ได้ทำอะไรสักอย่างเลยก็ได้ คนญี่ปุ่นอายุน้อยๆ หลายคนไม่รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไร ทำงานประจำที่ไม่ชอบไปเรื่อยๆ แต่ไม่มีสิ่งที่อยากทำหรือสิ่งที่ตัวเองรัก ถ้าใครไม่มีก็รีบหา แม้จะเป็นสิ่งเล็กๆ แค่อย่างสองอย่างก็ได้ ถ้ามีแล้วก็ทำเลย ทำเยอะๆ ทำให้สุด ตอนจบจะดีไม่ดีไม่เป็นไร”

นิทรรศการของ Chalkboy จะจัดถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์นี้ ลองแวะไปดูสิ่งที่เขารัก ในแบบที่เสร็จครบ 100 เปอร์เซ็นต์ได้เลย

Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ

Writers

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

มัลลิกา มาลี

หญิงสาวผู้มีชื่อเล่นยาวเท่ากับชื่อจริง ชอบสะสมสติ๊กเกอร์เป็นอาจิน และมีคลังงาน Exhibition ในหัวตลอดเวลา พร้อมวางแผนไปคาเฟ่ต่อทุกครั้ง เลี้ยงแมวสามตัว แต่อีกไม่นานคงเอาไปปล่อย เพราะดื้อเกิน ล้อเล่นค่ะ

Photographers

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

9 มิถุนายน 2565
685

The Cloud x British Council

ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความหวังที่เป็นดอกผลจากผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่เพิ่งเสร็จสิ้นไป วันนี้เราขอพาทุกคนไปชมเบื้องหลังโปรเจกต์ต้นแบบที่เป็นความหวังในการจัดการขยะพลาสติกในชุมชนทั่วกรุงเทพฯ กันบ้าง

นางเลิ้งพลาสติกแบงค์เกิดจากไอเดียตั้งต้นของ จูเลี่ยน ฮวง กับ นก-สุนัดดา ฮวง 2 นักสร้างสรรค์จากกลุ่ม Weave Artisan Society ซึ่งเป็น Creative Hub ที่ทำงานอยู่ที่เชียงใหม่ แต่อยากลองท้าทายกับการแก้ปัญหาในพื้นที่อื่นดูบ้าง จึงได้กระโดดเข้าร่วมโครงการ Social Innovation Hackathon 2020 ที่มี British Council (ร่วมกับ Urban Studies Lab และ FREC Bangkok) เป็นแม่งาน โดยมีชุมชนนางเลิ้งเป็นบริบทในการทำงาน จนได้รับเงินรางวัลและถูกผลักดันให้ลงมือทำจริง

Nang-Loeng Plastic Bank ส่งถุงเก่ามา-เติมน้ำยาใส่ขวดให้ โปรเจกต์ที่สำเร็จได้จากพลังพลเมือง
Nang-Loeng Plastic Bank ส่งถุงเก่ามา-เติมน้ำยาใส่ขวดให้ โปรเจกต์ที่สำเร็จได้จากพลังพลเมือง

แก่นของไอเดียนั้นเรียบง่าย และคิดมาจากปัญหาที่ทั้งคู่ได้เห็นจริงตอนลงพื้นที่เก็บข้อมูล กลไกคือการเชิญชวนให้ผู้คนเอาพลาสติกที่ใช้แล้วมาทิ้งรวมกันในสเตชันหรือพื้นที่ที่จัดเอาไว้ให้ และมีระบบสะสมแต้มเหมือนธนาคาร หากนำพลาสติกมาแลกครบจำนวนที่กำหนดไว้ ผู้ฝากจะได้รับน้ำยาล้างจานที่ผลิตโดยคนในพื้นที่เป็นสิ่งตอบแทน

การทำงานขับเคลื่อนชุมชนหรือสร้างนวัตกรรมทางสังคมนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนดีดนิ้ว โดยเฉพาะกับชุมชนที่มีความหลากหลายและซับซ้อนสูงอย่างชุมชนนางเลิ้ง ไม่ใช่ว่าใครกระโดดเข้ามาในพื้นที่นี้แล้วจะทำอะไรก็ได้ ทีมนักสร้างสรรค์ทีมนี้จะพาไอเดียให้เกิดขึ้นในพื้นที่จริงได้อย่างไร ไปฟังเรื่องเล่าเคล้าเสียงหัวเราะ (และน้ำตานิด ๆ) ไปพร้อมกัน

ร่วมมือ

ห้องเรียนเล็ก ๆ บนชั้น 2 ของ Ford Resource & Engagement Centre ที่เราใช้เป็นสถานที่นัดสัมภาษณ์ แน่นขนัดไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา นอกจากจูเลี่ยนกับนกแล้ว ยังมี แม่แดง-สุวัน แววพลอยงาม, นะโม-กรกมล แววพลอยงาม และ น้ำมนต์-นวรัตน์ แววพลอยงาม ซึ่งเป็นตัวแทนจาก อีเลิ้ง Creative Hub ที่ทำงานอยู่ในพื้นที่นางเลิ้ง รวมถึงทีมงานจาก British Council อีกหลายท่าน 

Nang-Loeng Plastic Bank ส่งถุงเก่ามา-เติมน้ำยาใส่ขวดให้ โปรเจกต์ที่สำเร็จได้จากพลังพลเมือง

การปรากฏตัวของคนในพื้นที่ให้คำใบ้กับเราว่า โปรเจกต์นางเลิ้งพลาสติกแบงค์นี้ทำงานตามปรัชญาของนวัตกรรมเชิงสังคมจริง ๆ นั่นคือการสร้างความร่วมมือกับคนในพื้นที่ ไม่ใช่แค่มาชี้นิ้วสั่งให้ใครเปลี่ยนแปลง

“นกกับจูเลี่ยน อยากเริ่มต้นบทสนทนาด้วยการขอบคุณแม่แดง นะโม น้ำมนต์ และ ปาล์ม-ธารินี รัตนเสถียร ถ้าไม่มี 4 คนนี้ งานนี้ก็ทำไม่ได้” จูเลี่ยนเฉลยตั้งแต่ประโยคแรกว่า ตัวละครที่เป็นคนในพื้นที่นั้นมีความสำคัญกับทีมของเขาอย่างไร

“นางเลิ้งเป็นชุมชนที่มีความซับซ้อนหลายชั้น ไม่ง่ายเลยที่จะเข้าไปรู้จักกับพวกเขาในเชิงลึก แม่แดงกับทีมอีเลิ้งช่วยเปิดประตูให้จูเลี่ยนเข้าไปเชื่อมโยงกับชุมชนได้ และทำให้ชุมชนเข้าใจจนมองเห็นคุณค่าของโปรเจกต์นี้

“เราไม่รู้เลยว่าคนในชุมชนจะใช้งานไอเดียที่เราออกแบบมาได้จริงหรือไม่” นกเล่าเสริมประเด็นความตั้งใจทำงานกับชุมชน “เราไม่ได้อยากให้ผลของระยะเวลา 6 เดือนที่ทำงานมา เป็นแค่ของประดับที่ไม่มีความหมายกับชุมชน อยากให้โปรเจกต์นี้จบไปโดยที่ชุมชนได้ใช้ประโยชน์ต่อ”

ในทางกลับกัน ทีมอีเลิ้งซึ่งทำงานขับเคลื่อนสังคมในพื้นที่นางเลิ้งมานาน ได้รู้จักกับจูเลี่ยนและนกเป็นครั้งแรกในฐานะคู่แข่งในงาน Hackathon เมื่อจบโครงการแล้วจะแยกย้ายกันไปทำงานเลยก็ได้ แต่ทีมอีเลิ้งกลับยื่นมือเข้ามาประสานงาน หาคนทำงาน หาพื้นที่ทำงาน และเป็นผู้ผลิตน้ำยาล้างจานที่มอบให้ผู้ที่นำขยะพลาสติกมาฝากกับธนาคารขยะแห่งนี้

Nang-Loeng Plastic Bank ส่งถุงเก่ามา-เติมน้ำยาใส่ขวดให้ โปรเจกต์ที่สำเร็จได้จากพลังพลเมือง

อะไรคือปัจจัยที่ทำให้คนพื้นที่อยากสร้างสะพานให้กับทีม Weave เข้ามาสู่พื้นที่ได้อย่างอุ่นใจ

“คือเขาเป็นคนไม่เยอะ” แม่แดงตอบอย่างเรียบง่าย “เห็นจูเลี่ยนและคุณนกแล้วชอบ เลยอยากช่วยเหลือ แตกต่างกับคนอื่นที่เข้ามาทำงานกับชุมชนแล้วออกคำสั่ง ชอบเอาเบี้ยเลี้ยงมาล่อเพื่อให้ความร่วมมือ แต่นกกับจูเลี่ยนมาแบบอ่อนน้อม”

เนื่องจากจูเลี่ยนและนกทำงานที่เชียงใหม่เป็นหลัก จะมีโอกาสได้เข้ามาที่นางเลิ้งเพียงเดือนละ 1 – 2 ครั้ง ตัวตนของทีมอีเลิ้งจึงช่วยให้โปรเจกต์นี้มีหลักยึด

“การมีพื้นที่ทำงานที่ชัดเจน จับต้องได้ ช่วยให้โปรเจกต์ดำเนินต่อไปได้” นกออกความเห็น “คนในชุมชนบอบช้ำจากโปรเจกต์ลักษณะนี้มาเยอะ มาชวนให้เขารักษาสิ่งแวดล้อมแล้วก็หายไป เหมือนเป็นแค่ Propaganda แต่เพราะมีพื้นที่ทำงานของอีเลิ้งเป็นสเตชันรับถุงพลาสติก ทำให้ชุมชนนึกออกว่าต้องมาที่ไหน หรือปักหมุดที่นี่ได้ถ้าต้องการจะรับความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อม”

เรียกว่าการเคลียร์ด่านแรกของทีมคนนอกอย่างนกและจูเลี่ยนผ่านไปได้ด้วยดี เพราะมีความร่วมมือจากคนพื้นที่นั่นเอง

ลงมือ

ทีมอเวนเจอร์สรวมตัวกันได้แล้ว ก็ได้เวลาลงมือทำงานจริง กับคนจริง และสถานการณ์จริง ปัญหาที่เจอก็จริงไม่แพ้กัน

เมื่อถามถึงความท้าทายที่เจอ จากมุมของคนในพื้นที่อย่างแม่แดงได้แชร์ให้เราฟังว่า ระบบนี่แหละที่ทำงานให้ขับเคลื่อนสังคมยากและท้าทาย

“บางครั้งการทำงานกับระบบแบบ Top-Down ก็ยึดในแบบแผนมากเกินไป จนไม่ได้ฟังเสียงชาวบ้านเลย” แม่แดงว่า “บางอย่างที่เราทำเรื่องขอไปก็ไม่ได้ทำ จนบางครั้งชาวบ้านก็มองว่าเป็นเรื่องเสียเวลา” 

“ชาวบ้านจะคิดเสมอว่า ทำแล้วได้อะไร เขาไม่ได้คิดว่าทำเพื่อสิ่งแวดล้อมใด ๆ เขายังไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมานั่งทำความสะอาดพลาสติกด้วย” แม่แดงเล่าต่อ “เราก็ใช้เวลาระยะหนึ่งเพื่อสื่อสาร ถ้าไปเดินมาชวนทำเวิร์กชอปเฉย ๆ เขาไม่สนใจ เหมือนชวนมานั่งตบมือกันเล่น ๆ แดงเลยชวนชาวบ้านมาทำอาหารกินกันเหมือนมาปาร์ตี้ เพื่อโชว์ผลงานที่ได้มาจากการนำพลาสติกมาแปรรูป เช่น กระเป๋า ให้ชาวบ้านรู้สึกจับต้องได้ ชาวบ้านก็เริ่มให้ความสนใจ และรู้สึกว่า เอ้อ อันนี้ทำได้จริง พลาสติกมันเยอะจริง ๆ ขวดบริจาคได้นะ อันนี้ในอนาคตเปลี่ยนเป็นกระเป๋าได้นะ”

Nang-Loeng Plastic Bank ส่งถุงเก่ามา-เติมน้ำยาใส่ขวดให้ โปรเจกต์ที่สำเร็จได้จากพลังพลเมือง
Nang-Loeng Plastic Bank ส่งถุงเก่ามา-เติมน้ำยาใส่ขวดให้ โปรเจกต์ที่สำเร็จได้จากพลังพลเมือง

“คอนเซ็ปต์การให้น้ำยาล้างจานเป็นรางวัลก็จูงใจได้ครับ” จูเลี่ยนว่า “ทุกคนอยากได้น้ำยาล้างจานจากน้ำหมักของแม่แดง นี่คือกลไกที่เราออกแบบจากการฟังเสียงของผู้ใช้ มันคือสิ่งที่เขาได้ใช้จริง ถ้าเอาถุงมา 1 ใบ ได้น้ำหมัก 1 ปั๊ม เอามา 30 ใบ ได้น้ำหมัก 1 ขวด 50 ถุงได้น้ำหมักแบบพรีเมียม”

แม้ชาวบ้านจะเริ่มให้ความร่วมมือ เอาขยะมาทิ้งในสเตชันของนางเลิ้งพลาสติกแบงค์แล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างที่นำมาทิ้งจะนำไปแปรรูปได้ทั้งหมด เป็นอีกโจทย์ที่จูเลี่ยนและนกต้องหาทางจัดการต่อไป

Nang-Loeng Plastic Bank ส่งถุงเก่ามา-เติมน้ำยาใส่ขวดให้ โปรเจกต์ที่สำเร็จได้จากพลังพลเมือง

“ถังนี่เต็มทุกวันนะครับ” จูเลี่ยนเล่าอย่างดีอกดีใจ ที่อย่างน้อยคนในชุมชนเริ่มมองว่านี่คือจุดทิ้งขยะพลาสติกแล้ว “ร้านค้าในตลาดมีความหลากหลาย ของที่เขาเอามาทิ้งก็หลากหลายไปด้วย เราก็ต้องแยกตามสิ่งที่ต้องการจะเก็บ คือ ขวด ถุงพลาสติก ฝาขวดพลาสติก อย่างฝาขวดนี่เราส่งต่อให้ Precious Plastic ซึ่งทำงานอยู่ในพื้นที่นางเลิ้งเหมือนกัน เราจัดการเองทั้งหมดไม่ได้เพราะค่าใช้จ่ายสูงมาก”

แถมขยะที่ได้ก็ไม่ใช่ว่าจะผ่านการทำความสะอาดมาแล้วเสมอไป ซึ่งการบอกให้ทุกคนล้างขยะก่อนทิ้งเป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมที่ท้าทายมาก แต่ในบริบทของโปรเจกต์นี้ พวกเขากลับเปลี่ยนมันให้กลายเป็นงานที่สร้างคุณค่าในตัวคน

“แดงคิดกับนะโมและน้ำมนต์ว่า จะให้ใครมาช่วยจูเลี่ยนเรื่องทำความสะอาด แยกถุงพลาสติกตามสี เก็บขึ้นชั้นดี” แม่แดงมองหน้ากับลูกสาวทั้งสองเชิงขอความเห็น “สุดท้ายเราก็ลองพาเด็กคนหนึ่งในชุมชนมาฝึกงาน ซึ่งตอนนั้นเขามีปัญหาทั้งเรื่องการเสพยาและกำลังตั้งครรภ์”

“เด็กต้องการรักษาตัวและต้องการมิตรที่ดีด้วย เขาพยายามเลิกยา พยายามตื่นเช้ามาช่วยงาน พอมีงานทำ ก็ทำให้เขารู้สึกมีคุณค่า มีตัวตนขึ้นมา จูเลี่ยนกับคุณนกก็ช่วยคุยกับเขา จนเขาดีขึ้น เด็ก ๆ คนอื่นเห็นก็เลยตามมาช่วยทำด้วย ฉะนั้น จูเลี่ยนเลยได้คนมาช่วยงานเพิ่มขึ้น และทุกวันนี้นะโมก็เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการดูแลสเตชัน” แม่แดงอธิบายเพิ่มเติม

คนทำงานก็มีแล้ว ขยะก็รวบรวมมาได้ แม้จะไม่สามารถตั้งสเตชันเก็บขยะได้ทั่วตลาดเพราะข้อกำหนดของพื้นที่ แต่นี่คือจุดเริ่มต้นของการลงมือทำที่พวกเขาฝ่าฟันร่วมกันมา

เปลี่ยนมือ

จากไอเดีย Hackathon สู่การลงมือเปลี่ยนแปลงปัญหาพลาสติกร่วมกับชาวชุมชนนางเลิ้ง ที่ใช้ได้จริงเพราะพลังของพลเมือง
จากไอเดีย Hackathon สู่การลงมือเปลี่ยนแปลงปัญหาพลาสติกร่วมกับชาวชุมชนนางเลิ้ง ที่ใช้ได้จริงเพราะพลังของพลเมือง
จากไอเดีย Hackathon สู่การลงมือเปลี่ยนแปลงปัญหาพลาสติกร่วมกับชาวชุมชนนางเลิ้ง ที่ใช้ได้จริงเพราะพลังของพลเมือง

ขยะพลาสติกที่รวบรวมมาจากชุมชน ล้างจนสะอาด สุดท้ายก็จะเดินทางเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า (Upcycle) โดยทีมมีไอเดียสร้างสรรค์ตั้งแต่การสร้างผ้าใบกันสาดหลากสี เพื่อเติมชีวิตชีวาให้พื้นที่นางเลิ้ง จนกลายเป็นจุดถ่ายรูปสุดฮอตให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปลงโซเชียลมีเดีย ไปจนถึงการผลิตเป็นสินค้าอย่างกระเป๋าหรือเครื่องประดับ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้คนในพื้นที่นำไปต่อยอดเพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมต่อไป ไม่ใช่แค่การเก็บขยะไปขายต่อเหมือนกับธนาคารขยะแบบเดิม ๆ

แนวคิดหลักคือกระบวนการแปรรูปต้องง่ายและจับต้องได้ จูเลี่ยนขยายความให้เราฟังว่า “ทุกอย่างที่ทำผ่านกระบวนการคิดมาแล้วว่าต้องทำได้ง่าย เพื่อให้คนอื่น ๆ ทำตามได้ กระทั่งการเชื่อมพลาสติกเข้าด้วยกัน ก็ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือใหญ่ แค่เตารีดก็ทำได้ ในขณะที่โปรเจกต์อื่น ๆ อาจต้องใช้เครื่องมือหนัก เพื่อแปรรูปขยะเหล่านี้ ซึ่งต้องลงทุนสูง ไม่ได้แปลว่าเขาทำไม่ดี แต่การทำงานกับชุมชนและคนในชุมชน ที่เป็นเจ้าของเครื่องมือเหล่านั้นไม่ได้ เราก็ต้องทำให้มันง่ายที่สุด”

“นักออกแบบออกแบบอะไรก็ได้ แต่ความท้าทายคือจะตอบสนองการใช้งานของชุมชนไหม ชุมชนใช้งานได้ไหม เป็นเรื่องความคาดหวังกับความเป็นจริง” นกแบ่งปันประสบการณ์ “สุดท้ายแล้วผู้ออกแบบไม่ได้เป็นคนใช้ คนที่ใช้งานจริงคือคนในชุมชน เพราะฉะนั้น เราก็ต้องใช้เวลาคุยกันว่าชุมชนต้องการอะไร”

จากไอเดีย Hackathon สู่การลงมือเปลี่ยนแปลงปัญหาพลาสติกร่วมกับชาวชุมชนนางเลิ้ง ที่ใช้ได้จริงเพราะพลังของพลเมือง

ที่น่าสนใจคือ แนวคิดในการทำงานของทั้งทีม Weave และ อีเลิ้ง ที่มาจากต่างบริบทกัน กลับให้ความสำคัญกับสิ่งเดียวกัน คือการส่งต่อคุณค่า ไม่ใช่เพียงมูลค่า

“ถ้าเราย้อนกลับไปมองสิ่งที่ชุมชนต้องการจากโปรเจกต์นี้ ไม่ใช่สินค้าที่จะขายเพื่อทำเงิน แต่เป็นกลไกจัดการขยะ” จูเลี่ยนกล่าว “ไอเดียมันชัดเจนเลยว่า เราจะทำสเตชันสำหรับรีไซเคิลพลาสติก ไม่ใช่แค่เพื่อทำกันสาดหรือทำผลิตภันฑ์ แต่ทำสิ่งที่ชุมชนต้องการจริง ๆ”

ส่วนทีมอีเลิ้งได้แชร์อีกมุมมองที่น่าสนใจจากฝั่งคนพื้นที่ว่า พวกเขาได้รับอะไรที่มากกว่าไอเดียขายของจากการทำโปรเจกต์นี้

“ตอนแรกที่ทำกันสาดกัน นึกว่าจะง่าย” นะโมเล่าติดตลก “แต่พอเข้าใจถึงวิธีการในการทำกันสาดขนาดใหญ่ ก็รู้สึกสนุกกับการที่ได้นำสิ่งที่เราลงมือทำ อย่างล้างพลาสติกเอง เย็บเอง เป็นผลสำเร็จออกมา เลยทำให้รู้สึกอยากทำโปรเจกต์นี้ต่อ”

“ในอนาคตถ้ามีศูนย์ที่ทำหน้าที่โดยตรง เราก็ทำได้เยอะขึ้น ชาวบ้านเริ่มคิดว่าสเตชันของอีเลิ้งเป็นศูนย์จัดการขยะแล้ว” แม่แดงเสริมต่อไป 

“การทำงานโปรเจกต์นี้ทำให้คนในชุมชนแยกถุงแบบต่าง ๆ ออกจากกันได้ ถุงแบบนี้เขารับบริจาคนะ ถุงแบบนี้ไม่รับนะ แถมต่อยอดไอเดียไปอีก เช่น ถุงมีลวดลายหรือมีตัวการ์ตูนอาจเอาไปทำอย่างอื่นต่อได้ ซึ่งมันคือการสร้างความรู้เรื่องการแยกขยะให้เขา จากสิ่งที่เป็นตัวเขาและเขาเข้าถึงได้จริง”

นอกจากการจัดการขยะพลาสติกแล้ว ฝั่งของอีเลิ้งเองก็มีโปรเจกต์ในแบบของตัวเองเพื่อจัดการกับขยะอินทรีย์ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน น้ำมนต์ที่เป็นคนต้นคิดแชร์ให้เราฟังว่า เธอมีความคิดจะรับเอาขยะเศษอาหารมาหมักเป็นปุ๋ย และนำไปใช้ในสวน Urban Farming ของชุมชนที่กำลังอยู่ระหว่างทดลอง และได้รับการสนับสนุนจาก British Council เช่นกัน ซึ่งเท่ากับว่าจะเกิดกระบวนการจัดการขยะอย่างครบวงจร และนำไปสู่กระบวนการเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชน

เรียกได้ว่าเป็นพื้นที่รวมพลเมืองที่ทรงพลังในการสร้างการเปลี่ยนแปลง ฟังแล้วมีความหวังขึ้นมาอย่างเต็มเปี่ยม

“เราอยากมอบแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่เพื่อนำไปต่อยอด โดยใช้โปรเจกต์เล็ก ๆ อย่างกันสาดริมทางเดิน หรือผลิตภัณฑ์ที่เราสอนเขาทำเป็นต้นแบบ เราอยากให้เขาคิดว่าฉันก็ทำแบบนี้ได้นะ ฉันก็อยากขายออนไลน์บ้าง หรือขยะไม่ใช่ขยะ แต่เป็นทรัพยากร”

“ท้ายที่สุดแล้วบทเรียนที่ใหญ่ที่สุดสำหรับผมคือ การสร้างงานออกแบบเพื่อสังคมและการสร้างมิตรภาพชั่วชีวิต อย่างที่กล่าวไปตอนต้นว่า เราทำอะไรไม่ได้เลยถ้าไม่มีพันธมิตรในพื้นที่ และนางเลิ้งพลาสติกแบงค์นี้เป็นเพียงก้าวแรกสู่การเปลี่ยนแปลงเท่านั้นเองครับ” จูเลี่ยนสรุปส่งท้าย

จากไอเดีย Hackathon สู่การลงมือเปลี่ยนแปลงปัญหาพลาสติกร่วมกับชาวชุมชนนางเลิ้ง ที่ใช้ได้จริงเพราะพลังของพลเมือง

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load