6 กุมภาพันธ์ 2563
6 PAGES
4 K

ชื่อของ Chalkboy ปรากฏเป็นครั้งแรกในนิตยสารสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นเล่มหนึ่ง 

“ตอนนั้นคาเฟ่ที่ผมเขียนชอล์กให้จะได้ลงนิตยสาร เขาโทรมาขอเครดิตชื่อศิลปิน ถามว่าจะใส่ชื่อ โยชิดะ โคเฮ เลยจะได้ไหม แต่โยชิดา โคเฮ นี่โหลมากเลยนะ ที่ญี่ปุ่นมีคนชื่อนี้เต็มไปหมด ผมเลยคิดว่าจะยังไงให้แตกต่างและมีคนเดียว เลยคิดชื่อ Chalkboy ขึ้นมาในเวลาไม่กี่นาที แต่ตอนนั้นภาษาอังกฤษยังไม่เก่ง เลยสะกดให้เขาผิดเป็น Chokeboy แทน (หัวเราะ)”

Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ
Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ
Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ

โยชิดะ โคเฮ หรือ Chalkboy คือศิลปินเขียนชอล์กที่ไม่เขียนเขียนชอล์กมาก่อน เส้นทางอาชีพศิลปินเขียนชอล์กของเขาเริ่มต้นมาจากการเป็นพนักงานพาร์ตไทม์ของร้านกาแฟในโอซาก้าชื่อ Café & Books Bibliothèque Umeda

ใช่ คุณอ่านไม่ผิด 

เขาเริ่มอาชีพศิลปินจากการเขียนบอร์ดเมนูของร้านกาแฟที่ทำงานอยู่ เริ่มจากการใช้ฉลากหรือแพ็กเกจขวดเบียร์ ขวดไวน์ เป็นแบบและแรงบันดาลใจ โดยเปลี่ยนตัวอักษรเป็นชื่อเมนูของร้าน ก่อนจะพัฒนามาเรื่อยๆ จนมีคนชื่นชอบผลงานทั่วญี่ปุ่น มีนิทรรศการเดี่ยวของตัวเอง ได้ร่วมงานกับแบรนด์ชื่อดังมากมาย และมีโอกาสเดินทางไปยังประเทศต่างๆ เพื่อแสดงผลงานและจัดเวิร์กช็อป

Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ

เช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเรานัดกับเขาที่ SŌKO, Jouer สุขุมวิท 32 สถานที่จัดแสดงงานนิทรรศการ เวิร์กช็อป และ Live show ของเขา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน Bangkok Design Week 2020 เขาใส่ชุดสีน้ำเงินล้วน เป็นเสื้อผ้าสไตล์ญี่ปุ่นที่เนี้ยบ เท่ และเซอร์ในเวลาเดียวกัน ทักทายเราด้วยภาษาอังกฤษพร้อมบอกว่านี่เป็นครั้งแรกที่มาเมืองไทย 

เรานั่งลงตรงโต๊ะที่เต็มไปด้วยโปสเตอร์ผลงานของเขา แล้วเขาก็เริ่มเล่าถึงความสนุกของการเขียนมือให้เราฟัง

01

Chalkboy ชื่นชอบศิลปะมาตั้งแต่เด็ก พอขึ้นชั้นมัธยมศึกษาก็ได้เรียนวิชวลอาร์ตเป็นครั้งแรก หลังจากนั้นมีโอกาสได้ไปเรียนเกี่ยวกับกราฟิกดีไซน์ที่ Central Saint Martins ที่ลอนดอน เขาสนใจศิลปะในแง่ของการถ่ายทอด ที่ศิลปินได้แสดงความคิดหรือพลังงานบางอย่างผ่านผลงาน และผู้ชมก็ได้รับสิ่งเหล่านั้นจากการชื่นชมศิลปะของคนอื่น

เขากลับมาประเทศญี่ปุ่นหลังเรียนจบ และเริ่มทำงานพาร์ตไทม์ที่คาเฟ่ในโอซาก้าตั้งแต่นั้น ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เขาได้ทำงานศิลปะด้วยชอล์ก

“ตอนทำงานร้านกาแฟ การเขียนบอร์ดเป็นเหมือนการได้พักจากการทำงาน ผมจะค่อยๆ เขียนช้าๆ จนเจ้านายดุว่า รีบๆ เขียนได้ไหม แค่เมนูทำไมใช้เวลานานจัง แทนที่จะรีบๆ เขียน รู้อย่างนั้นก็เลยใส่พลังเข้าไปอีก กลายเป็นว่าใช้เวลานานกว่าเดิม (หัวเราะ) แต่งานที่ออกมาก็ดีขึ้นเรื่อยๆ พอเป็นอย่างนี้ แทนที่เจ้านายจะโกรธ กลับกลายเป็นชอบ ลูกค้าก็แฮปปี้ คนที่ร้านก็แฮปปี้ มันเลยกลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตไป ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจจะเป็น Chalkboy เป็นศิลปินอะไรหรอก มันเกิดจากจุดเริ่มต้นนี้แล้วอย่างอื่นก็ค่อยๆ เข้ามาเอง”

Chalkboy ผู้ไม่เคยมีประสบการณ์ด้านการเขียนชอล์กมาก่อน ศึกษาการเขียนชอล์กด้วยตัวเอง และใช้เวลาถึง 6 ปีกว่าจะมั่นใจว่าตัวเองก็พอมีฝีมือด้านนี้ เขาเขียนบอร์ดขนาด 80 ซม. X 1.8 ม. ในร้านเป็นประจำ จนมีคนชื่นชมติดตาม

“เวลาเขียนผมจะอยู่ในร้าน ระหว่างนั้นก็จะมีคนมารอดู เหมือนเป็นอีเวนต์หนึ่งของร้านไปแล้ว ทีนี้พอคาเฟ่นี้เริ่มมีสาขา เจ้าของร้านเขาชอบสไตล์เขียนชอล์กของผม เลยตามให้ไปเขียนให้สาขาต่างๆ อีกอย่างคือคาเฟ่ที่ผมทำงานยังรับดูแลเรื่องอาร์ตไดเรกชันให้คาเฟ่อื่นๆ ด้วย ตอนไปร้านอื่นเจ้านายจะแนะนำว่าเป็นพนักงานพาร์ตไทม์ก็ไม่ได้ ต้องแนะนำว่าเป็นศิลปิน ก็เลยได้บทบาทศิลปินขึ้นมา”

Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ
Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ

02

เขาทำงานพาร์ตไทม์ที่คาเฟ่ตั้งแต่อายุ 23 จนถึง 29 ถ้าไม่นับโปรเจกต์ดนตรีที่ทำเป็นงานอดิเรก การเขียนบอร์ดที่ร้านจะเป็นผลงานศิลปะอย่างเดียวที่ Chalkboy ได้ทำตลอด 6 ปีนั้น เขาเติบโตจากการเขียนบอร์ดคาเฟ่ที่ทำงาน เป็นคาเฟ่สาขาต่างๆ ร้านคาเฟ่เจ้าอื่น จนมีชื่อเสียงในฐานะศิลปินมากขึ้น

“ผมเริ่มจากการมีอินสตาแกรมส่วนตัวเอาไว้อัปโหลดงานตัวเอง ไม่มีแฮชแท็ก ไม่มีเมนชันอะไร แค่ไว้รวบรวมงานเฉยๆ เป็นเวลาเดียวกับคาเฟ่สไตล์อเมริกันฮิตมากในญี่ปุ่น แบบเมืองพอร์ตแลนด์หรือย่านบรูกลิน ซึ่งทุกร้านต้องมีกระดานชอล์กเป็นกิมมิก แต่พอถึงเวลาจะต้องเปิดร้านก็ไม่มีใครยอมเขียน ดีไซเนอร์บอกว่าไม่ใช่หน้าที่เรา เราเขียนไม่ได้หรอก ต้องเป็นสตาฟเขียนเพราะมันเปลี่ยนบ่อย ฝั่งสตาฟก็เขียนแล้วสวยไม่ถูกใจอีก ไปๆ มาๆ ทุกคนเลยตามหาคนที่จะเขียนกระดานชอล์กอย่างนี้ จนมาเจอผมที่ร้าน จากนั้นก็ปากต่อปาก ผมก็เลยเริ่มจริงจังกับสิ่งที่ทำมากขึ้น”

Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ
Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ

Chalkboy เริ่มมีลูกค้าและกระบวนการทำงานที่ชัดเจนขึ้น เขาจะเริ่มจากการรับบรีฟที่ไม่ใช่การนั่งฟังความต้องการของเขาแค่ฝ่ายเดียว แต่เป็นการสัมภาษณ์ลูกค้าทุกครั้งว่า ต้องการเขียนงานนี้ไปเพื่ออะไร และในอนาคตอยากเป็นอะไร

“คำถามเหล่านี้สำคัญมาก เพราะพอถามแบบนี้ เจ้าของร้านจะเริ่มเล่าให้ฟังถึงสิ่งที่ต้องการ เช่น ร้านกาแฟหนึ่งต้องการให้เป็นแบบนี้ แต่ไปไม่ถึง เป็นเพราะอะไร สิ่งที่เขาต้องการลึกๆ คืออะไร แล้วอะไรที่ยังรู้สึกว่าในร้านยังมีไม่เพียงพอ แล้วจะเติมอะไรเข้าไปได้บ้าง คำตอบของเขาจะช่วยให้เราคิดอาร์ตเวิร์กออกมาได้เหมาะสม ตรงตามความต้องการของเขา”

พอพูดว่าเป็นการเขียนกระดานเมนู เราเองก็นึกไม่ออกว่าศิลปินจะใส่ความเป็นตัวของตัวเองเข้าไปในงานได้อย่างไร เขาบอกว่าไม่เคยคิดจะยัดเยียดความเป็นตัวเองให้กับลูกค้า และจะไม่พยายามใส่ความเป็นตัวเองลงไปในทุกผลงาน ความเป็นตัวตนของเขาคือความสามารถในการจัดแจงและตรวจสอบข้อความของลูกค้าให้ออกมาเป็นข้อมูลที่ชัดเจน ทั้งองค์ประกอบ เนื้อหา และความสวยงามของอาร์ตเวิร์ก ผ่านตัวเขา

Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ

03

Chalkboy ได้ร่วมงานกับแบรนด์เล็กใหญ่ ทั้งแบรนด์ญี่ปุ่นและแบรนด์นานาชาติ ตั้งแต่ Adidas, Muji, Tokyo Bike, Loft และอื่นๆ อีกมากที่เขาสามารถไล่ชื่อไปได้เรื่อยๆ แต่หนึ่งในผลงานที่เขาประทับใจมากที่สุด คือโปรเจกต์ที่ร่วมกับแบรนด์เบียร์ Kirin 

Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ

“เวลาได้ทำงานกับแบรนด์ ได้เห็นผลงานตัวเองที่อยู่บนป้ายโฆษณาใหญ่ๆ ก็เป็นความรู้สึกอีกแบบ อย่างตอนทำงานกับ Kirin โฆษณามันเยอะมาก มีอยู่ทุกที่ จากผลงานบนกระดานมาเป็นป้ายบิลบอร์ดขนาดยักษ์ในย่านชิบูย่า หรือตามสถานีรถไฟต่างๆ ก็ตื่นเต้น สนุก และท้าทายดีเหมือนกัน ยิ่งพอได้เห็นผลตอบรับเวลาคนมาดูงานเราแล้วสนุก ได้เห็นว่าเมสเสจที่ลูกค้าต้องการจะบอกได้สื่อสารออกไปผ่านกระบวนการและอาร์ตเวิร์กของผม แล้วคนเข้าใจ รู้สึกถึงมันได้ นั่นแหละคือความสุข”

Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ
Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ

ผลงานการเขียนชอล์กของเขาพัฒนาไปเป็นบิลบอร์ด โปสเตอร์ ผลิตภัณฑ์ เหมือนเป็นความท้าทายใหม่ที่เขาต้องเติบโตในอาชีพศิลปินอย่างไรอย่างนั้น

“จริงๆ ความยากที่สุดไม่ใช่การเปลี่ยนจากสื่อสารด้วยชอล์กไปเป็นอย่างอื่น แต่ความยากคือการเขียนชอล์กไปเรื่อยๆ เพราะชอล์กมีข้อจำกัดเยอะ เขียนในสเกลเล็กก็ไม่ได้ ไม่เห็นรายละเอียด เขียนบนผนังสีขาวก็ไม่ได้ เขียนบนกระจกก็ไม่ได้ มองไม่เห็น การเขียนชอล์กเพื่อพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ จึงยากกว่าการหันไปพัฒนาในด้านอื่นๆ เพราะมันโตได้กว้างกว่า”

Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ

04

เขาเดินทางไปทำงานต่างประเทศปีละ 3 – 4 ครั้ง การเดินทางไปในสถานที่ที่ไม่เคยไปสำหรับเขา ไม่ใช่แค่การมาโชว์ผลงานตัวเองให้กับคนที่ยังไม่เคยรู้จัก แต่เป็นการหาแรงบันดาลใจผ่านชีวิตประจำวันของคนในประเทศนั้นๆ ผ่านกราฟิตี้บนกำแพง ฉลากผลิตภัณฑ์ตลกๆ ในซูเปอร์มาร์เก็ต และนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้มาประเทศไทยเพื่อจัดนิทรรศการเดี่ยวสำหรับ Bangkok Design Week 2020 

Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ

“นิทรรศการที่กรุงเทพฯ ในครั้งนี้มีกิมมิกน่ารักๆ ที่อยากแสดงให้คนเห็นถึงความสนุกของการเขียนมือ ผมต้องการสื่อถึงความสดใหม่ งานในนิทรรศการจึงเป็นการเขียนแบบวันต่อวัน โดยไม่ได้เป็นรูปสำเร็จตั้งแต่วันแรก แต่ค่อยๆ วาดไปทีละวันๆ”

“ความสนุกของการเขียนมือที่อยากให้คนเข้าใจคืออะไร” เราถาม

“ความรู้สึกมันเหมือนตอนที่เราเป็นเด็ก ที่เราวาดรูปแล้วเอาไปให้พ่อแม่ดู เราจะรู้สึกดีใจ ภูมิใจกับมันมากที่ได้วาดออกมาเอง แล้วมีคนได้เห็นและมีความสุขไปกับมัน มันคือความรู้สึกเดียวกัน”

วันที่เราไปเจอเขา งานของเขาเพิ่งเสร็จไปได้ 20 เปอร์เซ็นต์

05

ทุกวันนี้เขามีความสุขและดีใจมากๆ ที่สิ่งที่ทำเล่นๆ เพื่อพักผ่อนจากงานกลายมาเป็นอาชีพและแรงบันดาลใจให้คนอื่น แต่พอทำไปทำมา การทำอยู่คนเดียวก็ไม่สนุกอย่างที่คิด สิ่งที่เขาพยายามทำในวันนี้คือการแชร์ความรู้และประสบการณ์ให้คนอื่นต่อ เพื่อจะได้มีศิลปินเขียนชอล์กมากขึ้นไปอีก

ที่ผ่านมาเขาจัดเวิร์กช็อปสอนคนไปแล้วประมาณพันคน ออกหนังสือเกี่ยวกับการเขียนชอล์ก แต่ทำไมถึงอยากให้คนเข้ามาในวงการเป็นคู่แข่งตัวเองเยอะๆ ทั้งที่ทำคนเดียวน่าจะดีต่อการงานมากกว่า

“จุดเริ่มต้นการเป็นศิลปินของผมไม่ได้เริ่มจากตัวเอง แต่เริ่มจากความต้องการของคนอื่นที่มาขอให้ผมเขียนให้ ตราบใดที่มีคนต้องการการวาดมือ การเขียนมือมากขึ้น งานของผมก็จะเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นเพื่อไม่ให้การเขียนมือหายไป ผมอยากให้คนมาสนุกกับมัน อยากเผยแพร่ความสนุกของการวาดมือไปให้คนในกลุ่มที่ใหญ่ขึ้น จะได้มีศิลปินหน้าใหม่แนวนี้มากขึ้น

“ส่วนผมตอนนี้อยากทำงานในสเกลใหญ่ เพราะความสนุกและความตื่นเต้นตอนเขียนมันจะมาพร้อมกับสเกลที่ใหญ่ขึ้น ผมอยากทำงานที่ใหญ่มากๆ ใหญ่สเกลเมือง ใหญ่แบบต้องนั่งงเฮลิคอปเตอร์มาดู (ยิ้ม) มีอาร์ติสต์คนนึงที่ชอบมากชื่อ JR เป็นคนฝรั่งเศส งานของเขาจะเป็นสเกลใหญ่ๆ ทั้งนั้นเลย”

คำถามสุดท้ายของเราในวันนั้นเป็นคำถามเบสิกที่สุดในบรรดาคำถามสัมภาษณ์ แต่เพราะ Chalkboy เริ่มอาชีพศิลปินจากการทำงานพาร์ตไทม์ในร้านกาแฟ แค่นั้นก็ดึงดูดให้เราอยากรู้แล้วว่า คำแนะนำที่เขาจะให้ศิลปินคนอื่นๆ คืออะไร เลยต้องจบบทสัมภาษณ์นี้ด้วยคำถามสุดเบสิกที่ว่า

“ถ้าอยากทำอะไร ต้องทำให้ครบทุกอย่าง” เขานิ่งคิด 

“ไม่อย่างนั้นเราอาจจะไม่ได้ทำอะไรสักอย่างเลยก็ได้ คนญี่ปุ่นอายุน้อยๆ หลายคนไม่รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไร ทำงานประจำที่ไม่ชอบไปเรื่อยๆ แต่ไม่มีสิ่งที่อยากทำหรือสิ่งที่ตัวเองรัก ถ้าใครไม่มีก็รีบหา แม้จะเป็นสิ่งเล็กๆ แค่อย่างสองอย่างก็ได้ ถ้ามีแล้วก็ทำเลย ทำเยอะๆ ทำให้สุด ตอนจบจะดีไม่ดีไม่เป็นไร”

นิทรรศการของ Chalkboy จะจัดถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์นี้ ลองแวะไปดูสิ่งที่เขารัก ในแบบที่เสร็จครบ 100 เปอร์เซ็นต์ได้เลย

Chalkboy ศิลปินเขียนชอล์กชาวญี่ปุ่น ที่เติบโตจากการเขียนบอร์ดเมนูตอนทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟ

Writers

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

มัลลิกา มาลี

หญิงสาวผู้มีชื่อเล่นยาวเท่ากับชื่อจริง ชอบสะสมสติ๊กเกอร์เป็นอาจิน และมีคลังงาน Exhibition ในหัวตลอดเวลา พร้อมวางแผนไปคาเฟ่ต่อทุกครั้ง เลี้ยงแมวสามตัว แต่อีกไม่นานคงเอาไปปล่อย เพราะดื้อเกิน ล้อเล่นค่ะ

Photographers

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื่องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Do NOT follow this link or you will be banned from the site!