“ไอ้ห่า! กูขี่ของกูมาตั้งนานแล้ว พวกมึงไม่รู้กันเองแล้วมาบอกว่า กูเพิ่งขี่!”

เสียงดัง ฟังชัด และจัดจ้าน

แม้ชายผู้เป็นดั่งมาสคอตของเชียงรายจะพูดด้วยน้ำเสียงปกติ แต่ใครต่อใครที่ได้ยินคงแอบเปรียบเปรยว่าเหมือนเขาพูดออกลำโพง

อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ตัวจริงเสียงจริงนั่งอยู่ตรงนี้ หลบหลังม่านไวนิลที่ทีมงานเลื่อนมากั้นเพื่อสร้างห้องส่วนตัวชั่วคราว แต่ถึงแม้ม่านจะใหญ่เพียงไหน ก็ไม่อาจบดบังรัศมีและคิวแฟนคลับที่มานั่งรอได้

จำไม่ได้แล้วว่าคำถามแรกคืออะไร เพราะแค่เพียงเริ่มประโยคด้วยคำว่า ‘มอเตอร์ไซค์’ หลังจากนั้นความรัก ความหลงใหล ก็หลั่งไหลออกมาให้ฟังเป็นมหากาพย์อย่างน่ายินดี

ต่อจากนี้ โปรดจินตนาการถึงบรรยากาศเชียงรายช่วงเหมันต์ ขุนเขาสูงชันโอบล้อมด้วยก้อนเมฆสีขาว หมอกคลานต่ำเสมือนห่มผืนนาบนยอดดอย อุณหภูมิลดลงจนปลายจมูกเย็นชื้น ลมโชยชวนชมทิวทัศน์กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา

ท่ามกลางภาพนั้น…

อาจารย์เฉลิมชัยพุ่งทะยาน บิดรถเครื่องมากับหมู่เพื่อนในชุดเซฟตี้ สวมเกราะหนาและม้าเหล็กคู่ใจ เจียงฮายในบทความนี้ยังงามเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือความร้อนแรงของนักซิ่งที่แก่แค่วัย แต่ใจเกินร้อย! 

จงนึกถึงสุรเสียงของชายคนนี้ให้ดี

“มันคือจิตวิญญาณณณณณณณ!!!”

กูขี่ด้วยจิตวิญญาณ! อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินเชียงรายผู้ขอตายบนหลังมอเตอร์ไซค์
กิโลเมตรแรก

บิดมาตั้งแต่น้อย

คนกำลังตื่นเต้นที่เห็นอาจารย์ขี่มอเตอร์ไซค์วิบาก

คนเข้าใจผิดว่าเพิ่งมาหัดขี่มอเตอร์ไซค์ จริง ๆ พี่ขโมยรถญาติไปขี่ตั้งแต่เด็กแล้ว จนเตี่ยมีเป็นของตัวเอง พี่ก็ขโมยไปขี่ จักรยานก็ชอบนะ ปั่นตั้งแต่ในเมืองไปเชียงแสน ออกจากโรงเรียน 4 โมง ปั่นไปถึงแม่สายตี 2 ตี 3 มืดสนิท ไม่มีไฟ ถนนก็ไม่ดี

พอมีรถเครื่องทีนี้ซิ่งไปเลย! 

เรียน มศ.3 ปีสุดท้ายที่เชียงรายก็มีแก๊งแล้ว วัยรุ่นซิ่งในเมือง คนมองว่าน่ารำคาญสุด ๆ เป็นเด็กเกเร ผาดโผน แถมยังทำท่าแปลก ๆ ยืนบนหลังมอเตอร์ไซค์บ้าง 

ทำมาหมด!

จากที่ลักรถคนอื่นขี่ นานไหมกว่าจะมีเป็นของตัวเอง

ตอนเรียนเพาะช่าง อยู่กรุงเทพฯ มันไม่มีมอเตอร์ไซค์ พอไปเข้าศิลปากร ประมาณปี 3 น้องชายเสือกมี Enduro! (มอเตอร์ไซค์วิบาก) กูเลยยืมของมันขี่ไปพัทยา บางแสน ตกปลาแถวอยุธยา ขี่แม่งไปหมด

เรียนจบถึงได้ซื้อคันแรกของตัวเอง Honda 100cc ตัวเมีย เรียกมันว่า ‘อีแก่’ พากันไปงานแสดงทุกที่ จากบ้านเช่า ซื้อบ้านแล้วอีแก่ก็ยังอยู่ หลังจากนั้นไปถอย Yamaha Virago เป็นชอปเปอร์ เอ้อ! ค่อยมีสกุลรุนชาติหน่อย! นี่คือรถในดวงใจ มีเงินแล้วกูก็ได้ซื้อจริง ๆ

สร้างวัดแล้วซื้อ Enduro เพิ่มอีก 3 – 4 คัน ขึ้นดอยอย่างเดียว Virago อยู่คู่กันจนได้มอบให้ลูกศิษย์ สิ่งที่ตามมาคือ Chopper Harley-Davidson แหม่! ใฝ่ฝัน! (ยิ้มหวาน) 

หลังจากนั้นก็เริ่มใช้รถดีที่สุด แพงที่สุด ซื้อ Husqvarna Motorcycles มา

สรุปแล้วไม่มีใครชวนเฉลิมชัยขี่ เพราะเฉลิมชัยขี่เองอยู่แล้ว

แล้วก็ซื้อรถให้ลูกศิษย์ลูกหาติดตามเราขึ้นดอยด้วย ไปกันเป็นฝูง

ตัวพ่อของจริงเลย แต่กว่าจะได้มาซิ่งตามฝันแบบนี้มีอะไรมาขัดขวางบ้างไหม

ช่วงอายุ 55 – 60 งานใหญ่งานโตยุ่งมากจนต้องเลิกขี่ระยะหนึ่ง เลยตั้งใจว่า แม่ง! เดี๋ยวกูอายุ 65 กูจะไม่สนใจห่าอะไรทั้งนั้น กูจะขี่มอเตอร์ไซค์แม่งอย่างเดียว

ถึง 60 ก็ฟื้นมอเตอร์ไซค์ วางมือจากงาน ซื้อรถใหม่หมด กลายเป็นโต้โผใหญ่ของวงการ Enduro ทางภาคเหนือ 

เชียงรายถือว่าเป็นที่ที่นักขี่ Enduro อยากมามาก เพราะภูเขาเราเยอะ เรามีแก๊งวิบากเยอะที่สุด แข่งกันปีหนึ่ง 3 – 4 ครั้ง

เขารู้กันทั้งภาค มีแต่พวกที่อยู่ไกลที่ไม่รู้เรื่องว่า เราเป็นตาแก่คนเก่งที่ขี่วิบากขึ้นดอยได้คนเดียว

สมัยก่อนคนขี่ขึ้นดอยเด็กกว่ากู อายุ 62 – 63 หลัง ๆ มาเหลือกูคนเดียว

พวกมันไม่เอา ลูกไม่ให้ขี่ เมียไม่ให้ขี่ ข้ออ้างคือความแก่!

แต่เรายังไฟแล่บอยู่

กูขี่ด้วยจิตวิญญาณ! อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินเชียงรายผู้ขอตายบนหลังมอเตอร์ไซค์

แล้วพอตื่นเช้ามาได้อายุ 65 จริง ๆ อาจารย์รู้สึกอย่างไร

โอ้! ไอ้ห่า! โอกาสของกูมาแล้ว! แต่ก่อนเขียนภาพเป็นเดือนเพื่อให้รูปดี มีคนชื่นชม อยากได้ เขียนรูปใหญ่เพื่ออวดเขา เอาชนะศิลปินคนอื่นบ้างเพื่อศักดิ์ศรี แต่ตอนนี้หมดยุคขี้อวด กูขอเขียนที่อยากเขียนจริง ๆ 

ตอนนี้ 68 ได้ขี่ดั่งใจตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ขี่หนักจนจะหมดประเทศ ขี่จนนับกิโลไม่ได้

ประเทศนี้เสร็จกูแล้ว! ป่าก็เสร็จ! ภูเขาก็เสร็จ! ทะเลก็เสร็จ! ฮ่า ๆ ๆ ๆ

ตอนที่คนอื่นเตือนว่าแก่แล้วอย่าซ่า เฉลิมชัยคิดอย่างไร

พวกมึงหารู้ไม่! กูนี่ทักษะสูง ขี่มาทั้งชีวิต คนขี่ Enduro ด้วยกันถึงรู้ว่ากูขึ้น Stage 1 สูงสุดของการขี่วิบากได้สบาย ๆ ขณะที่คนทั่วไปไม่มีทาง

ทางเรียบก็ขี่ได้ไกล จากเชียงรายมากรุงเทพฯ คนเดียว ออกประมาณ 6 โมงเช้า มาถึงบ่าย 3 โมง ทุกคนบอกมึงแน่ฉิบหายอาจารย์

ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ที่ว่า ตาแก่คนหนึ่งดัดจริตมาขี่ตอนแก่ พ่อมึงสิ! แม่งโง่เกินไปแล้ว ใครจะไปขี่ ไอ้ห่า! แต่นี่ประวัติเขายิ่งใหญ่ ของจริง! เขาขี่ขึ้นดอยผาตั้ง ภูชี้ฟ้า ไม่รู้กี่ร้อยเที่ยว ขี่ไปแม่ฮ่องสอนพันกว่าโค้ง!

ที่ไหนในแผ่นดินที่บอกว่าทางยาก มา! มึงมาให้หมด!

กูขี่ด้วยจิตวิญญาณ! อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินเชียงรายผู้ขอตายบนหลังมอเตอร์ไซค์
กิโลเมตรที่นับไม่ได้

อ้ายเฉลิมชัยไปไหนมาบ้าง

ตั้งแต่ขี่มา อาจารย์ชอบที่ไหนเป็นพิเศษไหม

ทุกที่สวยหมด เพราะเป็นคนชอบป่า ชอบมองไกล ไปยืนอยู่บนดอยจั๊กก่า เป็นส่วนที่สูงที่สุดหลังดอยช้าง แต่เดี๋ยวนี้เสือกมีทางให้รถปิ๊กอัพขึ้นได้ แต่ขึ้นยังไงก็ไม่ถึง ต้องเดิน แล้วมันมีทางของมอเตอร์ไซค์ที่โคตรหฤโหด ปราบเซียนมาเยอะ ถ้าใครขึ้นได้ด้วยทางวิบากคนนั้นเก่งสุด

กูไปอยู่บนหลังดอยจั๊กก่า วิวแม่งสวยฉิบหาย! มองไปสองข้างเป็นเหว แล้วมีหัวกิ้งก่า คนที่แน่ที่สุดคือคนที่ขี่ไปที่หัวของมัน

กูผ่านมาแล้ววววววว!!!

หัวมันใหญ่กว่าโต๊ะนิดเดียว จอดจึ๊ก เอาขาตั้งลง กูต้องฝึกกลับรถเองในที่แคบ เอียงรถ แล้วหมุน ไอ้เหี้ย! กูหมุนรถครั้งเดียวต้องผ่าน ไม่งั้นตกไปตาย! สยิวกิ้วมาก 

ลูกชอบขี่มอเตอร์ไซค์ก็เลยไปด้วยกัน วันนั้นกูตะโกนบอก ลูกอย่ามาาาาาาา!!!

ทุกคนบอกว่า อาจารย์อย่าไป อย่าไปเหี้ยอะไร กูพุ่งมาแล้ว! กูคนที่ 2 คนแรกมันไปแล้ว ทุกคนรออยู่ข้างบน กูลงไป 2 คน อ๊ากกกกกกก!!! พวกมึงทิ้งกูแบบนั้นเลย

คนแรกไปถึงเบรกเอี๊ยด! กูจะหยุดได้ยังไง จำเป็นอย่างยิ่ง ต้องไป พวกนั้นไม่มาสักตัว ไอ้เหี้ย!

ถอยหลังก็ไม่ได้ อายเขา แต่กูก็ปราบมันจนได้

อย่างนี้จะมีใครไปตามรอยอาจารย์ได้บ้างไหม

ไม่ไหว ต้องถามว่าขี่ได้ Stage ไหน ถ้ามืออาชีพก็ไปได้ แต่ถ้าแค่ขี่ไปตลาด มันโหดเกินไป ร่างกายไม่แข็งแรง ความชอบมันก็ต้องชอบเป็นหัวจิตหัวใจ ถ้าไปตามถนนแบบรถปิ๊กอัพไปได้ อันนี้เขาเรียกวิบากเด็ก ไร้สาระ!

เราไปทางที่ประชาชนเดินไปไร่ เข้าป่าหาเห็ด ทางเดินตามไหล่เขา ต้องแบบนี้ ข้าง ๆ เป็นเหว เร้าใจ! ลงน้ำ ลุยห้วย ล้มบ้างก็สนุกกันไป

แล้วถ้าคนที่ตามมา เขาไปต่อกับเราไม่ได้จะทำอย่างไร

ให้มันรอ จะขี่ท่องเที่ยวต้องเป็นคนเก่งด้วยกัน เรามีคนขี่วิบากทั้งหมด 20 กว่าคน บางทีเราไปเป็นฝูง ในนั้นมีคนขี่ได้ตั้งแต่ Stage 1 – 3 พอไปถึงกลางดอย ถ้ากูจะขึ้น Stage 2 กูจะดูว่าใครไม่ได้ไปต่อ ไอ้นี่อย่าไป มึงอย่าไป มึงไม่ไหว กูจะไป Stage 1 มึงอยู่ตรงนี้พอ เรารู้ความสามารถคนและต้องบอก

ทางเรียบก็เหมือนกัน บางคนขี่ได้ 30 กิโลก็เหนื่อยแล้ว เดี๋ยวจอดเยี่ยว เดี๋ยวจอดแดก แล้วกูจะสนุกได้ยังไง คนที่ขี่ทางเรียบต้อง 200 กิโลพัก อย่างกูเนี่ยเป็นเรื่องปกติ น้ำมันใกล้หมดค่อยเติม มึงขี่ไม่ได้อย่ามาเลย

กูขี่ด้วยจิตวิญญาณ! อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินเชียงรายผู้ขอตายบนหลังมอเตอร์ไซค์

มีสถานที่ไหนที่จะไม่มีวันได้เห็น หากไม่ได้อยู่บนหลังมอเตอร์ไซค์ไหม

เยอะแยะ แต่เราไม่สามารถรู้จักชื่อได้เลย เพราะมันคือในป่า ไม่รู้ที่ไหน ไม่มีป้ายหมู่บ้าน ต้องไปแบบนั้นถึงจะสวย ทางเขามีให้ แต่กูไม่ไป กูตัดผ่าป่าแม่ง

เชียงรายเนี่ยงามขนาดนะ ยังมีที่ที่คนธรรมดาไม่เห็นอีกเยอะ หลังดอยช้าง ภูชี้ฟ้า ผาตั้ง ไม่เหลืออะไรสักอย่าง ผาฮี้ก็ธรรมดา ไม่ได้ตื่นเต้น มีภูเขาที่อยู่จากเชียงรายไปเชียงดาวเท่านั้นที่เราไปกัน

บางทีไปโผล่หมู่บ้านไกลปืนเที่ยง ชาวบ้านเขางงไหมว่า พวกเอ็งมากันได้ยังไง

ประจำ วันนั้นขี่ขึ้นไปบนดอย ลืมดูน้ำมันของลูกศิษย์ ฉิบหายละไอ้เหี้ยเอ๊ย น้ำมันหมด! มองไปเห็นหมู่บ้านหนึ่งอยู่ไกลลิบ คิดกันว่าไปแม่งที่นั่นแหละ ไปขอน้ำมัน

พอถึงก็เจอน้ำมันปั๊มหลอดในบ้านคนมีตังค์ในป่า คนเติมน้ำมันเป็นคนแก่ เขาถามว่าไปไหนกันมา ตอนนั้นพวกเราใส่หมวกกันน็อกอยู่ แกก็บอกว่า แต่ก่อนลุงขี่หนักเลย เพิ่งเลิกไปเมื่อปีก่อน เราหันไปมอง ไอ้ห่า! แกมี Honda 250 วิบากจอดอยู่ มันก็เล่าเลยว่าสมัยก่อนขี่หนัก แต่ตอนนี้เมียกับลูกไม่ให้ขี่ เพราะอายุ 60 แล้ว พวกเอ็งหนุ่ม ๆ ขี่ไปเถอะยังแข็งแรง มันก็เติมน้ำมันไปพูดไป

ลูกศิษย์บอก ลุง ๆ คนนั้นที่ลุงกำลังจะเติมน้ำมันให้ เขาอายุ 68 แล้วนะ ลุงบอกว่า อย่าพูดเลอะเทอะ! กู 60 ยังจะไม่ไหว มึง 68 จะขี่ได้ยังไง!

พอกันที กูทนมาพอแล้ว เปิดหมวกมา มันตกใจเรียก อาจารย์!

กูบอก 68 ขี่ได้โว้ย! ไอ้ห่า! ไปเจื้อเมียยะหยัง (ไปเชื่อเมียทำไม) มันก็ครับ ๆ เดี๋ยวผมจะไปขี่แล้ว หนอยแหนะ! มันหาว่ากูขี่ไม่ได้

มีอีกเรื่อง วันนั้นไปกินกาแฟร้านหรูอยู่บนดอยที่เราชอบไป เลี้ยวรถเข้าร้าน ป้าที่ขายผลไม้แกเห็นคนเยอะก็รีบหาบของมาขาย

เราเข้าไปนั่ง ถอดหมวก ป้าแกก็อุทาน ปั๊ดโถ่! ธัมโม สังโฆ ปิ้ว ๆ ๆ มา นึกว่าวัยรุ่น ตี่แต้คนเฮาตึงนั่น ขายบ่ออกแล้วกำนี่ (ที่แท้คนกันเองทั้งนั้น ขายของไม่ได้แล้วสิเนี่ย)

เราบอก ป้าจะไปไหน มานี่! ซื้อหมดเลย ๆ เหมา!

นี่แหละชีวิต นี่คือความสุข ถ้าเป็นตาแก่อยู่บ้านไม่มีหรอกชีวิตแบบนี้

ขี่มาตั้งนานเคยเจออุบัติเหตุไหม

ประจำ! เคยล้มสลบไปแป๊บหนึ่ง จำไม่ได้ว่าที่ไหน คิดว่าริมฝั่งแม่น้ำกก ด้านไปทางผาลั้งลงไปข้างล่าง เราเสือกตีโค้งลงมาจากดอยเร็วมาก แล้วทางแคบ มีน้ำไหล หลุมเยอะ

เห็นเลย! ฉิบหายแล้วกู! ซ้ายไปไม่ได้ ขวาก็ไม่ได้ แต่ต้องตัดสินใจเอาขวาที่เสือกมีน้ำ

ตู้มมมมมมม!!! รถแม่งปลิวไปที่หนึ่ง ตัวไปอีกที่หนึ่ง

เอ๊ย! ไม่ใช่สิ… รถทับขากูอยู่เนี่ยแหละ รถกับขากูไปด้วยกัน ตัวฟาดกับพื้น รถลากขาไป เงียบไปพักหนึ่ง อีกพวกยังมาไม่ทัน เพราะเราขี่เร็วมากเป็นทัพหน้า มันต้องทิ้งห่างกันไม่งั้นจะอันตราย

1 – 2 นาที เขาถึงโผล่มา เห็นเรานอนอยู่ เราลืมตาขึ้นมาลองขยับขาดู เออ เจ็บวุ้ย อีเหี้ย! นอนนิ่งให้เขาเอารถออก จับขาตัวเองถอดรองเท้าดู โอ้โห! เจ็บแต่ไม่มีสิทธิ์เจ็บ

วิบากแม่งห้ามเจ็บ เพราะต้องไปอีกไกลฉิบหาย รถทิ้งไม่ได้ เพราะไม่มีใครขี่ให้มึง ต้องขี่กลับออกมาถนนใหญ่เอง

เจ็บก็เจ็บ ทุกคนถามว่าอาจารย์ไหวไหม กูบอกว่า กูไหว แต่เอากูขึ้นรถก่อน มึนเพราะหัวฟาด ขนาดใส่เกราะก็เจ็บตัว แล้ววันนั้นเสือกอยากลองรถใหม่ รถไม่คุ้นเคย รถเล็กด้วยกำลังไม่พอ ประมาทไม่ใส่รองเท้าวิบาก เสือกใส่รองเท้าธรรมดา ตั้งแต่นั้นกูบอกตัวเองจะไม่ทำอีกแล้ว 

จะไม่ขี่วิบากอีกแล้ว

จะไม่ใส่รองเท้าธรรมดาอีกแล้ว กูไม่ได้เลิกโว้ย! ขี่กลับวัดด้วยความอยากล้างแค้น ไม่เข็ด อาทิตย์เดียวเท่านั้น กูขอล้างแค้น แผลยังไม่หาย กูไม่สนใจ เข้าเฝือกก็จะขอขี่

กูอยากรู้ทำไมกูลงไปนอนตรงนั้น ทุกคนรอบตัวบอกว่า อาจารย์อย่าาาาาา!!! เมียบอก ไม่นะพี่! ดื้อจริง ๆ ไปทำไม

ไม่! กูจะไป! ไปเดี๋ยวนี้ กูต้องไปดู ขี่ไปดูเลยทำไมกูล้ม

เสร็จแล้วกลับมาเลียแผลอีก 6 เดือน กูช้ำ! ยังไงแม่งก็ต้องเอาขาลงอยู่ดี แต่คนมันรัก ให้กูทำไง

กูขี่ด้วยจิตวิญญาณ! อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินเชียงรายผู้ขอตายบนหลังมอเตอร์ไซค์
กูขี่ด้วยจิตวิญญาณ! อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินเชียงรายผู้ขอตายบนหลังมอเตอร์ไซค์

คนอื่นเขาก็เป็นห่วง

อย่าห่วงกูเลย กูขี่มานานแล้ว

กูอะโคตรเก่ง ถ้ากูเก่งขนาดนี้แล้วเสือกเจ็บแล้วตายกับมอเตอร์ไซค์ กูก็ดีใจ แต่อย่าให้กูป่วยตายโดยที่ไม่ได้ขี่ อยู่ในบ้านไม่ไปไหน ขี้กลัว ขี้ขลาด ไม่กล้าใช้ชีวิต ตายแบบนั้นไม่คุ้ม

แล้วชีวิตแบบไหนที่เฉลิมชัยใฝ่ฝัน

กูชอบชีวิตที่เป็นหนุ่มตลอดเวลา ตายบนหลังมอเตอร์ไซค์ดีกว่าการตายทุกอย่าง บอกเมียบอกลูก ถ้าพ่อมึงขี่แล้วเกิดอุบัติเหตุตาย นั่นคือความใฝ่ฝันของพ่อ

ตอนนี้ไปไหนถอดหมวกมา คนยังบอกอาจารย์สุดยอด! ไอ้เหี้ย ได้รับคำชมแม่งดี

ตาแก่ที่ตัดความกลัวเจ็บ ความกลัวตายได้ คือตาแก่ที่มีความสุขที่สุด อย่างพี่นี่แข็งแรง ออกกำลังกายตลอด

เพราะอะไรถึงต้องออกกำลังกายตลอดในวัยนี้

เพราะกูจะขี่มอเตอร์ไซค์ (หัวเราะ)

เช้ามาต้องเดิน 6 กิโล เตะขาซ้ายขวาข้างละ 70 ที กลิ้งลูกกลิ้งฝึกแขน 35 ครั้งตอนเช้าทุกวัน เย็นตีแบด ร่างกายฟิตเปรี๊ยะ รถใหญ่ก็เอาอยู่ บางทีช่วยเด็กเข็น กูเป็นปรมาจารย์แล้ว

การขี่แบบเฉลิมชัยต้องมีทักษะอะไรเป็นพิเศษไหม

ต้องมีทักษะสูงสุดของการขี่ทางเรียบ ทางโค้ง สมาธิต้องดี มองไกลออกไปสุดสายตา เพื่อดูว่ามีสิ่งใดเคลื่อนไหวไหม การแซง ขึ้นเขาและลงเขา มันมีทักษะ ไม่ใช่แค่ขี่รถเป็น

ต้องขี่ได้ทุกพื้นที่ ขรุขระ เจอทราย เจอหิน หน้าฝนควรขี่อย่างไร การเชนเกียร์ การใช้เกียร์ในแต่ละโค้ง สูงไปเร็วไปก็อันตราย ต่ำไปก็ปัด

จะขี่ทำไมถ้าขี่แค่ 60 – 100 ขึ้นรถเถอะ มอเตอร์ไซค์มันต้องตื่นเต้น ความเร็วต้องมี ต้องฝึกกับม้าทุกตัว เดี๋ยวก็คล่องเองเหมือนเวลาเขียนรูป ขี่บ่อยเท่าไหร่ปลอดภัยเท่านั้น

ในใจอาจารย์คิดว่าการขี่มอเตอร์ไซค์อันตรายจริงไหม

วิบากอันตรายไม่จริง ขับวิบากไม่ตาย อย่างเก่งตกเหวตาย แต่ก็ยังไม่เคยเห็น วิบากล้มแค่เจ็บ แต่ถ้าทางเรียบอาจจะตายง่ายด้วยความเร็ว ดังนั้นจึงน่ากลัวกว่า

มีโค้งที่เกือบปราบไม่ได้ในความทรงจำบ้างไหม

ก็ที่แม่ฮ่องสอนแหละ แต่ตอนนี้มันได้ทุกโค้ง ไม่น่ากลัวสำหรับคนขี่ขนาดนี้แล้ว ไปได้หมดทั่วโลก หิมาลัย ทะเลทราย อยากออกนอกประเทศ เมื่อก่อนไม่มีเวลา

ในประเทศนี้จบ แต่ยังอยากไปนะ ภาคอีสาน ภาคใต้ 

ชอบอะไรมากกว่ากันระหว่างทางเรียบกับวิบาก

วิบากเท่านั้นที่สวยโคตร ๆ ถึงรักมันมากไง เพราะมันไปในที่ที่คนไปไม่ได้ เดินก็ใช้เวลา แต่มอเตอร์ไซค์ลักไก่เข้าป่าไปเรื่อย ๆ

นึกเอาว่าภูเขานู้นแม่งไม่เคยมีใครไป ผ่าแม่งเลย! ห่อข้าวไป 2 วัน 2 คืน

ธรรมดาไปมันไม่ตื่นเต้น ได้ชมธรรมชาติ ภูเขา หุบห้วย ป่าไม้ และเจอชาวบ้าน เสน่ห์ของมันคือสิ่งที่รายล้อมตัวกู

แล้วเส้นทางแบบไหนที่ชอบที่สุด

ยิ่งทางพริ้วยิ่งชอบ โค้งมากเท่าไหร่ยิ่งชอบ เรียบไปไม่ไหว ต้องใช้ความเร็วกระตุ้นให้ตื่น

ทางอุตรดิตถ์ไปพิษณุโลกคือสุดยอด เป็นทางที่ชอบมาก หรือทางที่เชียงราย 2 เลนใหญ่ เป็นที่สะใจของอารมณ์

เวลาบอกว่าไปแดกกาแฟ ชอบที่สุดที่แม่จัน แดกเสร็จพุ่งออกไปบนถนนเส้นนี้ ความเร็วสูงสุด เลี้ยวโค้งขึ้นดอย พริ้วบนดอยไปผาตั้ง เป็นหนทางที่ดี มีร้านอร่อยอยู่ข้างบน

ขอชื่อถนนอีกรอบได้ไหม

ที่จะไปผาตั้ง ชื่อว่า… ชื่ออะไรวะ ไอ้เหี้ยเอ๊ย! ไอ้ฉิบหาย!

(รอ 5 นาที)

พญาเม็งราย! ไปผาตั้งเป็นถนนใหญ่ เอาไว้ซ้อมความเร็ว อันนี้คือขาประจำทางเรียบ เราจะไปกินกาแฟ กวยจั๊บ ซิ่งขึ้นผาตั้ง กินข้าวกลางวัน มีร้านอาหารยูนนานอยู่ข้างบน อร่อยมาก กินเสร็จค่อยพริ้วกลับเชียงรายอีกทาง

แล้วขาประจำวิบากล่ะ

ขึ้นแม่มอญ จากนั้นไปดอยช้าง อ้อมลงไปผาลั้ง วิ่งลงเขาต่อไปชิดแม่น้ำกก อ้อมกลับมาเชียงราย

บางทีวิบากวิ่งไปร้านกวยจั๊บก่อน ขึ้นดอยบ้านอาดี้ สวยมาก แล้วขึ้นผาลั้ง กลับลงมาดอยช้าง แม่หม่อน กลับบ้าน

อีกอันที่ชอบคือหน้าผาที่ตูดดอยช้าง ไปตอนตี 5 ดูพระอาทิตย์ขึ้น ดูทะเลหมอก บางทีไม่ได้นัดหมาย เสือกอยากไป ไป 2 คันก็มี

กูขี่ด้วยจิตวิญญาณ! อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินเชียงรายผู้ขอตายบนหลังมอเตอร์ไซค์
กูขี่ด้วยจิตวิญญาณ! อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินเชียงรายผู้ขอตายบนหลังมอเตอร์ไซค์

ไปนั่งตรงนั้นทำกิจกรรมอะไรบ้าง

นั่งมองฟ้า เมฆที่เปลี่ยนทิศทาง ดวงอาทิตย์ที่ขึ้นมา หมอกที่จางไป ค่อยกลับบ้านไปกินข้าวเช้า บางทีห่อข้าวไปเลย 1 วันเต็ม ๆ กินกลางป่า ไม่รู้ที่ไหน แต่ไกลและงดงาม 

เอาแต่อาหารแห้งไป น้ำพริก แคบหมู หมูย่าง ปิ้งย่าง อาหารกินง่าย แต่อร่อยมากเวลาไปอยู่บนดอย วิวแม่งประเมินค่าไม่ได้ นี่คือหลังมอเตอร์ไซค์วิบาก

อาจารย์มีมอเตอร์ไซค์วิบากกี่คัน

วิบากน่าจะเป็นสิบคัน เดี๋ยวนี้ต้องสร้างโรงเก็บให้มัน ทางเรียบมี 3 คันที่เชียงราย ที่กรุงเทพฯ เกือบ สิบคันแต่ไม่มีวิบาก

คนมีรถเยอะไม่ได้แปลว่าโอ้อวดหรืออะไร แต่เขาชอบความหลากหลาย ใช้ไปในสถานที่ที่เหมาะสม

ต้องฝึกนานไหมกว่าจะคุ้นเคยกับมอเตอร์ไซค์แต่ละคัน

แป๊บเดียวพริ้วเลย คนที่ขี่ไม่ได้เพราะมึงขี่โดยไม่เอาใจขี่ เหมือนมึงขี่ม้า คนเก่งขี่ได้ทุกตัว ตั้งแต่อ่อนแอยันแข็งแรง ม้านิสัยดียันม้าพยศ คนพวกนี้ให้ใจแก่ม้า ส่วนคนไม่เก่งจึงเลือกม้า เอาเฉพาะที่ถูกใจ

บางคนขี่ไม่ได้แม่งบอกเบรกไม่ดี คลัตช์แข็งเข้าเกียร์ยาก ฮาเลย์เข้าเกียร์ดังปั๊ก GS แม่งคลัตช์นิ่ม ไอ้สัส กูได้หมด กูชอบฮาเลย์เพราะได้รสชาติของความเถื่อน ความมีชีวิต เหมือนม้าที่แข็งแรงที่สุด แต่ไม่ปราดเปรียว GS มันแข็งแรงและปราดเปรียว

มันคนละฟีล กูรักทั้งสองฟีล! กูมีตั้งแต่เบาไปถึงหนัก แต่งให้แรงขึ้นทุกคัน มีตั้งแต่คันเล็กขาถึงพื้นทั้งสองข้างจนถึงเขย่ง ได้ฟีลแตกต่าง ตัวสูงเรากระโดดเหินได้ เตี้ยขาถึงก็ไม่สนุก ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ว่าจะไปไหน

ความสุขในชีวิตบั้นปลายของชายซ่าและม้าเหล็ก 'เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์' ศิลปินเชียงรายผู้ขอตายอย่างสิงห์มอเตอร์ไซค์
กิโลเมตรที่ไม่ต้องนับ

ชีวิตชั่วนิรันดร์บนหลังมอเตอร์ไซค์

วีรกรรมที่ผ่านมาให้อะไรกับชีวิตบ้าง

ความภาคภูมิใจ เจอสภาพที่เหี้ยที่สุด กลับบ้านตี 2 เข็นรถขึ้นเขาจนหมดแรง ติดในหล่ม ติดในป่า ไฟไม่มี น้ำไม่ได้กิน ชีวิตหฤโหดที่สนุกฉิบหาย เราเป็นตาแก่คนเดียวที่ยืนอยู่ท่ามกลางเด็ก ๆ รู้สึกภูมิใจมากกว่าการเป็นคนร่ำรวยหรือมีชื่อเสียงเสียอีก

ถึงบอกว่าตายก็ช่างแม่งมันสิ มีคนบอกให้ขับรถยนต์ แต่มันไม่เหมือนกัน มอเตอร์ไซค์ยิ่งใหญ่กว่าเยอะ มันมีอิสรภาพมากกว่า

มอเตอร์ไซค์เหมือนนกที่บินอยู่บนอากาศ บิดทีหนึ่งลมปะทะหน้า สดชื่น เหมือนเราโบยบินอยู่คนเดียว ยิ่งเราอยู่บนดอยสูง ยิ่งอยู่บนทางเรียบที่ไกลสุดลูกหูลูกตา บิดด้วยความเร็ว ชีวิตมีความสุขมาก

รถไซด์โค้ง พริ้วไปมาไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จอดไหนก็ง่าย จะไปในที่ลำบากก็ได้ มันเป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่ คนเก่งทักษะดีขี่บ่อย ขี่แล้วติด คนรักมอเตอร์ไซค์ที่ขี่ท่องเที่ยวคือคนที่รู้สัจธรรมของมัน รู้ถึงจิตวิญญาณ

การค้นหาตัวตนด้วยมอเตอร์ไซค์ดีที่สุดสำหรับกู

นั่นคือความสุขที่แท้จริงของคนที่เกิดมาแล้วมีอิสรภาพ อิสรภาพของมันยิ่งใหญ่ที่สุด

ปลายทางความฝันของศิลปินที่ทำทุกอย่างมามากแล้วอย่างอาจารย์คืออะไร

กูคิดว่าเมื่ออายุ 65 กูรวย ทำประโยชน์ให้บ้านเมืองเสร็จแล้ว ทำให้ลูกเมียจบสิ้นแล้ว

กูขออิสรภาพ ขอชีวิตที่เหลือจงเป็นของกู จงทำหน้าที่ในสิ่งที่กูชอบที่สุดนั่นก็คือมอเตอร์ไซค์ กูไม่ได้ดัดจริตเพิ่งมาชอบ มันอยู่ในสายเลือด ล้มแล้วล้มอีกกูก็ไม่ยอมแพ้ แก่แล้วความเจ็บไม่ได้หยุดกูเลย

ความเจ็บเพิ่มพูนให้กูเก่งขึ้นเรื่อย ๆ ระวังตัวมากขึ้น ชุดเกราะเพิ่มขึ้นเพื่อเซฟตัวเอง

ในฐานะศิลปิน การขี่มอเตอร์ไซค์เกี่ยวข้องกับศิลปะบ้างไหม

(ทุบโต๊ะ) ถ้าจะขี่ให้มัน มันคือศิลปะ ขี่แล้วไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย อยากไปข้างหน้าเรื่อย ๆ ขี่หยุดแล้วก็อยากขึ้นอีก นี่คือศิลปะของการขี่ เพราะมันให้เราทุกอย่าง เราบริหารร่างกายอยู่บนนั้นได้ อันนี้คนระดับเทพเขาถึงพูดกัน

  คนที่ขี่ระยะไกลหรือขี่วิบากโหด ๆ สามารถพักตัวเองอยู่หลังเบาะ ยืดเส้นยืดสาย ผ่อนร่างกาย นี่คือศิลปะการขี่ที่สมบูรณ์แบบ

สำหรับอาจารย์ อะไรคือสิ่งจำเป็นในการขี่บ้าง

หนึ่ง เส้นทางสนุก

สอง ต้องมีร้านอร่อย กาแฟต้องดี สำคัญยิ่งของนักขี่ทางเรียบ

แล้วเวลาเราขี่ รถต้องเท่ากัน พี่ถึงมีรถทุกขนาด เพื่อจะได้ไปด้วยกันให้สมน้ำสมเนื้อและต้องเลือกม้าตัวที่เหมาะสม

ความสุขในชีวิตบั้นปลายของชายซ่าและม้าเหล็ก 'เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์' ศิลปินเชียงรายผู้ขอตายอย่างสิงห์มอเตอร์ไซค์

พูดถึงการขี่เป็นก๊วน ประสบการณ์ที่มีลูกชายร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่ด้วยเป็นอย่างไร

ดีสิ มันขี่เก่งขึ้นเรื่อย ๆ Stage 2 แล้ว 

ครั้งนั้นไปกัน 20 คน ทางขึ้นแคบ ๆ เหวอยู่ขวา บรึ้นขึ้นไป ไม่มีใครถึง ต้องเข็น หรือเอาคนเก่งมาขี่ คนเก่งถ้ารถไม่แรงก็ขึ้นไม่ได้อยู่ดี ต้องถอยมาตั้งหลักเพื่อเร่งขึ้น

ลูกชายขึ้นได้แค่นี้ พ่อมันรอข้างบน เราก็ห่วงลูกทำไมยังไม่มา มันไกลมาก ได้ยินเสียงรถลูกอยู่ข้างล่าง สักพักเงียบไป ลูกเดินขึ้นมา ขว้างหมวกกันน็อกทิ้งพื้น ล้มลงนอนบนตักพ่อมันแล้วบอกว่า

พ่อ… มาทำเหี้ยอะไรเนี่ย เหนื่อยฉิบหาย!

ตั้งแต่นั้นมันเลิกเลย ไม่ไปที่นั่นอีก พ่อรู้ไหมแรงรถก็ไม่พอ เดินขึ้นมาโคตรเหนื่อย (หัวเราะ)

ลูกมาเพราะพ่อชวนเลยใช่ไหม

มอเตอร์ไซค์อยู่ในจิตวิญญาณพ่อมันอยู่แล้ว ชวนลูกขี่ ลูกก็ชอบ เดี๋ยวนี้มันขี่อยู่กรุงเทพฯ ทุกวัน ไม่ขับรถเลย แต่ในกรุงเทพฯ มันเก่งกว่าพ่ออีก

ในอนาคตมีแผนการขี่ไปไหนไกล ๆ ไหม

มีคนชวนไปอินเดีย รวมพล Royal Enfield ยังไม่ได้ตัดสินใจ อยากไปยุโรปมากกว่า ปีหน้าเดือนมีนาคมจะไปเวียดนาม ใจก็อยากไปแชงกรีล่า ขี่ไปทิเบต 4,000 กว่ากิโล

ระยะทางไกลมาก แล้วความฝันอันใกล้ล่ะ

พอชอบวิบาก ตอนนี้อยากได้อีกคันคือ KTM เป็นรถสูง โหลดไม่ได้ พยายามมา 3 ปีแล้วยังไม่ได้ ตอนนี้มีคนที่ทำมอเตอร์ไซค์เขาจะโหลดเตี้ยให้อาจารย์เป็นพิเศษ เพื่อให้สมใจอยาก

พอสมใจแล้ว คิดว่าชีวิตที่เหลือนี้จะขาดมอเตอร์ไซค์ได้ไหม

ไม่ได้ เขาถามว่าซื้อมาทำอะไรเยอะแยะ กูอยากได้ม้าหลายตัว ไม่ต้องขี่มากแล้วตายก็ได้ แต่ถ้ามีชีวิตยืนยาวก็ขี่จนตาย 

ซื้อแล้วไม่ได้ห่วง ไม่ได้ยึดติดกับตัวรถ ยึดความสุขของตัวเป็นที่ตั้ง รถของอาจารย์ ศิษย์ขี่ได้ทุกคน ไม่หวง สมบัติของกู ไม่ใช่ของกู อิสรภาพคือให้พวกมึงยืมได้ทุกคัน เป็นไง กูแน่ไหม

แน่

นี่คือไม่ยึดมั่นถือมั่น ขอแค่กูได้ขี่ กูก็จะขี่จนตาย

ความสุขในชีวิตบั้นปลายของชายซ่าและม้าเหล็ก 'เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์' ศิลปินเชียงรายผู้ขอตายอย่างสิงห์มอเตอร์ไซค์

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

นาทีนี้นอกจากชื่อเสียงเรื่องร้านกาแฟ เชียงใหม่ยังเป็นที่รู้จักในฐานะสวรรค์ของคนรักวีแกนและมังสวิรัติ 

ห่างจากตัวเมืองออกไปราว ๆ 1 ชั่วโมง ในอำเภอแม่แตง จำเนียร เอี่ยมเจริญ หรือผู้ใหญ่ใจดีที่ชาวไทยเรียก ‘ป้าตา’ ส่วนชาวญี่ปุ่นเรียกว่า ‘โอบะซัง’ เชฟอาหารมังสวิรัติวัย 66 ปี ผู้ที่ NHK สถานีโทรทัศน์อันดับหนึ่งของญี่ปุ่นเดินทางมาฝากตัวเป็นลูกศิษย์ เธอชวนเรามาร่วมชิมอาหารมังสวิรัติสำหรับถวายพระ ณ วัดสวนสุขใจ วัดแสนสงบที่แวดล้อมด้วยต้นไม้เขียวขจี ซึ่งเธอถวายที่ดินของตัวเอง 7 ไร่ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นสร้างวัดแห่งนี้ให้เกิดเป็นสาธารณประโยชน์แก่ชุมชน

ป้าตา โอบะซัง เชฟวัย 66 ผู้อุทิศชีวิตให้อาหารมังสวิรัติและธรรมะกลางป่าโดยปราศจากน้ำไฟ
ป้าตา โอบะซัง เชฟวัย 66 ผู้อุทิศชีวิตให้อาหารมังสวิรัติและธรรมะกลางป่าโดยปราศจากน้ำไฟ

“เราอยากคืนสมบัติให้กับโลก อยากให้เกิดประโยชน์กับคนส่วนใหญ่ ถ้าป้าเก็บที่ดินไว้ชื่นชมคนเดียวก็ไม่มีประโยชน์อะไร ทุกสิ่งทุกอย่างจะมีค่าต่อเมื่อมีคนมาชื่นชมและใช้ประโยชน์” 

หลังผ่านการพูดคุยกันอย่างยาวนานที่บ้านสวนของเธอ The Cloud พบว่า นอกจากป้าตาจะเป็นแม่ครัวที่คร่ำหวอดในวงการ เป็นพุทธศาสนิกชนที่ตั้งมั่นในธรรมะ เธอยังรักษ์โลก รักศิลปะ และรักการช่วยเหลือผู้คนเป็นชีวิตจิตใจ

นี่คือเรื่องราวจากกลางป่าเขาของ ป้าตา โอบะซัง ยอดเชฟอาหารมังฯ ผู้ซ่อนตัวอยู่กับธรรมชาติโดยปราศจากไฟฟ้าและน้ำประปา 

ป้าตา โอบะซัง เชฟวัย 66 ผู้อุทิศชีวิตให้อาหารมังสวิรัติและธรรมะกลางป่าโดยปราศจากน้ำไฟ
ป้าตา โอบะซัง เชฟวัย 66 ผู้อุทิศชีวิตให้อาหารมังสวิรัติและธรรมะกลางป่าโดยปราศจากน้ำไฟ

แดนอาทิตย์อุทัย

แม้ป้าตาจะซ่อนตัวอยู่อย่างสงบ โชคชะตาก็นำพาฝีมือการทำอาหารมังสวิรัติของป้าไปโด่งดังไกลถึงต่างแดน ผ่านการส่งเด็กน้อยกลับบ้านเกิด

“มีเด็กญี่ปุ่นคนหนึ่งที่ป้ารู้จักอยากกลับบ้านแต่ไม่มีเงิน ป้าก็เสนอว่าเดี๋ยวป้าจะพาไปทัวร์ญี่ปุ่น เธอมีเพื่อนอยู่ที่ญี่ปุ่นไหม เดี๋ยวป้าออกเงินให้ แล้วเราไปทัวร์ญี่ปุ่นด้วยกัน

“ป้าไปกับเพื่อน ๆ อีก 4-5 คน ช่วยกันลงขันแชร์ค่าใช้จ่าย แล้วป้าก็ได้มีโอกาสไปจัดกาดมั่วเล็ก ๆ ทำอาหารเจขายที่นั่น ป้าเอาวัตถุดิบที่เขามีอยู่แล้วมาประยุกต์ เช่น มิโซะ เราเอามาทำเป็นน้ำสมุนไพรหรือน้ำบูดู ทำข้าวยำบ้าง แล้วได้เงินมาก้อนหนึ่ง ไปออกงาน ลงหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ไปทอล์กโชว์ หลังจากนั้นก็เริ่มมีชื่อเสียง มีคนญี่ปุ่นติดต่อเข้ามาหาเรื่อย ๆ”

เธอเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นการเป็นเชฟชาวไทยชื่อดัง ขนาดที่ว่า NHK สถานีโทรทัศน์อันดับหนึ่งของญี่ปุ่น ต้องเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาสัมภาษณ์ และเรียนทำอาหารกับป้าตาถึงที่บ้านสวนสุขใจแห่งนี้ 

ป้าตา โอบะซัง เชฟวัย 66 ผู้อุทิศชีวิตให้อาหารมังสวิรัติและธรรมะกลางป่าโดยปราศจากน้ำไฟ
ป้าตา โอบะซัง เชฟวัย 66 ผู้อุทิศชีวิตให้อาหารมังสวิรัติและธรรมะกลางป่าโดยปราศจากน้ำไฟ

“ตอน NHK มาสัมภาษณ์ ป้าสอนเขาทำอาหาร ทำลิ้นจี่ลอยแก้ว แล้วเขาเอาสูตรน้ำลิ้นจี่ของป้าไปขายให้บริษัทคิริน กลายเป็นเครื่องดื่มขายดีมาก ถึงขั้นเขาเอารูปป้าไปออกแบบเป็นโลโก้ติดข้างขวด แล้วกลับมาถ่ายทำป้าชิมน้ำลิ้นจี่นี้ด้วย เพื่อไปทำโฆษณาฉายในญี่ปุ่น หลังจากนั้นป้าก็มีชื่อเสียง เขาถึงเรียกป้ากันว่า ป้าตา โอบะซัง”

กระนั้น ฝีมือปรุงอาหารระดับเทพของป้าตาก็ไม่ได้มาง่าย ๆ เธอลับคมเสน่ห์ปลายจวักนี้ตั้งแต่เด็ก โดยมีแม่เป็นครูสอนทำอาหารคนแรกในชีวิต

มีวันนี้เพราะแม่ให้

“แม่สอนทำอาหารมาตั้งแต่ป้าจำความได้ แม่ชอบทำบุญตักบาตร ทุกวันป้าต้องตื่นตี 5 เพื่อช่วยแม่ทำอาหาร ทั้งตำน้ำพริก หุงข้าว และป้ามีหน้าที่คอยยืนดูพระให้แม่ด้วย พอพระมาก็เรียกแม่ เป็นกิจวัตรประจำวันในวัยเด็กของป้า” เธอเล่าถึงแม่ด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ 

“แม่ของป้าเป็นคนขยัน ถ้าถึงฤดูมะม่วง ป้าต้องเดินเท้าจากตลาดสำเหร่ไปที่วัดกัลยาฯ สมัยนั้นเรือสำปั้นจอดเต็มท่าน้ำหน้าวัดริมแม่น้ำเจ้าพระยา แม่จะไปซื้อมะม่วงจากเรือ เลือกซื้อมะม่วงที่เป็นตำหนิเอามากวน กลับบ้านมาช่วยแม่ปอกและกวนมะม่วง เช้ามาก็ช่วยแม่ตาก พอตากแห้งเสร็จ ป้าก็ม้วนใส่กระดาษแก้ว เอาไปขายที่โรงเรียน ส่วนแม่เอาไปขายให้ชาวบ้าน

“แม่บริหารจัดการการเงินเก่งมาก ประหยัด ไม่ฟุ้งเฟ้อ บางวันแม่ไปขายกล้วยเสร็จ ขากลับถ้ามีกล้วยเหลือ แม่จะหาบกลับบ้านจากวงเวียนใหญ่ถึงสำเหร่ แม่มักจะไม่กลับบ้านพร้อมหาบเปล่า ถ้าระหว่างทางเจอถุงพลาสติก กระดาษ หรือฟืน แม่จะเก็บใส่หาบกลับมา เมื่อมาถึงบ้าน ป้าจะช่วยแม่ล้างถุงพลาสติกเก่า มัดตากแห้งไว้ แล้วรัดไปชั่งกิโลขาย ส่วนวันไหนที่ได้กระดาษหรือกล่องมา แม่จะเอามาปูทับ ๆ กัน แล้วเอาไปชั่งกิโลขาย ส่วนฟืนแม่เก็บมาใช้หุงข้าว”

ป้าตา โอบะซัง เชฟวัย 66 ผู้อุทิศชีวิตให้อาหารมังสวิรัติและธรรมะกลางป่าโดยปราศจากน้ำไฟ

เธอเองก็ได้นิสัยนี้มาจากแม่เต็ม ๆ ที่เห็นอะไรแล้วก็เกิดประโยชน์ทั้งหมด ไม่ทิ้งของ เช่น ถ้ามีข้าวติดก้นหม้อ แม่ก็เอาน้ำแช่ไว้แล้วกรองใส่ตะแกรง ตากแห้ง เก็บเอาไปทำขนม ป้าตาจึงมักจะได้กินขนมไข่มด ข้าวตู ข้าวคั่วโรยมะพร้าวน้ำตาล

“ป้าชอบการแปรรูปของต่าง ๆ มาตั้งแต่เด็ก ๆ โดยเฉพาะพวกของเหลือใช้ เพราะสมัยก่อนไม่ค่อยมีของเล่น” เธอว่าต่อ

“แม่ซื้อโจงกระเบนมาตัดเป็นผ้าถุง พอมีเศษผ้าเหลือ ป้าก็เอามาหัดเย็บใส่นุ่นทำเป็นตุ๊กตา ข้างบ้านเขาทำขนมตาลขาย ก็ขอเอาหัวตาลมาล้างทำความสะอาดจนกระทั่งเป็นสีขาว แล้วขูดให้เป็นใบหน้า เขียนรูปตา ถักเปีย ทำเป็นตุ๊กตา บางวันเดินทางไปเรียนหนังสือ ป้าเห็นกองขยะก็เข้าไปคุ้ยดูว่ามีอะไรให้เราเล่นได้บ้าง บางครั้งได้รองเท้าส้นสูง ลิปสติก ก็เอามาทาปากเล่นลิเกกัน”

หากจะเรียกป้าตาว่าเป็นนักรีไซเคิลและสาวรักษ์โลกรุ่นเก๋าก็คงไม่ผิดแปลกอะไร แต่ใครเล่าจะรู้ว่าอีกหลายสิบปีต่อมา ตุ๊กตาที่ป้าตาชื่นชอบจะนำพาหนี้หลักล้านมาให้ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ IMF ที่เปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตไปตลอดกาล

ป้าตา โอบะซัง เชฟวัย 66 ผู้อุทิศชีวิตให้อาหารมังสวิรัติและธรรมะกลางป่าโดยปราศจากน้ำไฟ
ป้าตา โอบะซัง เชฟวัย 66 ผู้อุทิศชีวิตให้อาหารมังสวิรัติและธรรมะกลางป่าโดยปราศจากน้ำไฟ

พืช – ล้ม – ลุก

“ชีวิตป้าผ่านอะไรมาเยอะ เรียนจบเลขา ทำงานบริษัททัวร์ อาชีพเสริมคือทำตุ๊กตาผ้า หัดจากหนังสือกุลสตรี เรียนรู้ด้วยตัวเองไปเรื่อย ๆ จนทำโรงงานตุ๊กตาส่งออกแล้วเจ๊ง ช่วงนั้นเกิดความโลภ แล้ววิกฤต IMF เข้ามาพอดี ทำให้ป้าขาดทุนหนัก กลายเป็นหนี้หลักล้าน ต้องเอาบ้านไปจำนอง เอาของไปจำนำ ชีวิตตั้งแต่สาวมามีแต่หนี้ เคยคิดว่าเมื่อไรจะพ้นหนี้สักที

“แต่การที่ป้าต้องเจอสภาวะยากลำบากแบบนั้น ทำให้ความทุกข์มันบีบคั้น ป้าจึงเริ่มศึกษาว่าชีวิตคนเราเกิดมาเพื่ออะไร ป้าก็ได้คิดได้เห็นอะไรหลาย ๆ อย่าง เริ่มปรับมุมมองความคิดใหม่ ถ้ารวยแล้วโง่ ขอไม่รวยดีกว่า ขออยู่อย่างมีบ้าง ไม่มีบ้าง

“ก่อนหน้านี้ตอนมีเงินเยอะ ๆ ป้าเรี่ยราดใช้หมด เป็นคนใช้เงินเละเทะ แต่เมื่อถึงเวลาไม่มี ได้เงินร้อยสองร้อยก็ดีใจมาก รู้สึกว่าชีวิตมันได้ลุ้นไปวัน ๆ มีรสชาติดี การมีเงินตลอดเวลาทำให้เราหลงระเริงเพลิดเพลินไปกับทรัพย์สมบัติ” อดีตนักธุรกิจสาวเล่าต่อถึงจุดเริ่มต้นการเป็นแม่ครัวแบบเต็มตัว

“การทำอาหารฝังอยู่ในสายเลือดของป้า” เธอย้ำถึงแม่ “ตุ๊กตามันกินไม่ได้ มาทำของกินขายดีกว่า”

หลังเจอพิษเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ป้าตาหันมาเปิดร้านข้าวแกงกับขนมจีนใส่หม้อดิน แน่นอนว่าขายดีเป็นเทน้ำเทท่าด้วยรสชาติถูกปากลูกค้า แต่แล้วป้าก็ตัดสินใจล้มเลิกกิจการ หันไปเข้าวัดปฏิบัติธรรมผ่านการทำอาหาร

“ลูกค้าหลายคนบ่นเสียดาย บอกว่ารวยก่อนแล้วค่อยเข้าวัดก็ได้ แต่เราบอกไม่เอา ฉันกลัวตายก่อนจะรวย ป้าก็ตัดสินใจเข้าวัดเลยดีกว่า

“พอหันไปเข้าวัดก็ได้อบรมปฏิบัติธรรมด้วยการทำอาหาร ไปเป็นแม่ครัวอยู่ที่วัด ทำกับข้าวเลี้ยงคนเป็นร้อย ๆ หลังจากนั้นก็เริ่มออกมาจัดงานข้างนอกบ้าง แต่ป้าก็ยังหมั่นไปวัด ทำความดี ฝึกภาวนา ฝึกตัวเอง

“เราเริ่มฉลาดในการใช้ชีวิตมากขึ้น รู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควร รู้จักการบริหารจัดการ ชีวิตที่ผิดพลาดมาก็เพราะเราบริหารจัดการไม่เป็น เราตามใจตัวเองด้วยอำนาจของกิเลส เมื่ออยากได้อะไร ก็ซื้อ ๆๆ จนเบื่อ พอเบื่อก็ทิ้งเป็นขยะเต็มบ้าน ตอนย้ายมาอยู่หลังบ้านนี้ ป้าแจกของให้คนอื่นไปเต็มสิบล้อ”

ชีวิตสมถะที่ไม่เบียดเบียนคน สัตว์ และโลก ของ ป้าตา โอบะซัง เชฟอาหารมังสวิรัติผู้ถวายที่ดินสร้างวัดสวนสุขใจ จ.เชียงใหม่ ให้ชุมชน
ชีวิตสมถะที่ไม่เบียดเบียนคน สัตว์ และโลก ของ ป้าตา โอบะซัง เชฟอาหารมังสวิรัติผู้ถวายที่ดินสร้างวัดสวนสุขใจ จ.เชียงใหม่ ให้ชุมชน

เล่นแร่ แปรรูป

พ.ศ. 2536 คือปีที่ป้าตาหันเข้าหาทางธรรมอย่างเต็มตัว เธอพบว่าครูบาอาจารย์ฉันมังสวิรัติเป็นปกติ จึงเริ่มกินและปรุงอาหารมังสวิรัติ

“มังสวิรัติคือการไม่เบียดเบียนเนื้อสัตว์ทุกชนิด การแปรรูปอาหารของป้าอาจไม่เหมือนการแปรรูปอย่างโรงงานทั่วไป เราเอาเห็ดมาสับ ๆ แล้วก็ใส่พริกแกงผสมไข่บ้าง ใส่แป้งถั่วเขียว แค่นั้นเลย ป้าแปรรูปโดยไม่ผ่านกระบวนการสลับซับซ้อน ไม่ใส่ผงชูรส และคุณค่าอาหารก็ยังคงอยู่

“ป้ากินมังฯ มาหลายปีแล้ว ไม่รู้สึกอยากกินเนื้อสัตว์เลย แต่เราก็อยู่ร่วมกับทุกคนได้ เวลาไปเที่ยว ป้าก็หิ้วอาหารของป้าไป บางคนมาแย่งอาหารมังสวิรัติของป้ากินอีกต่างหาก ป้าไม่ได้รังเกียจคนที่กินเนื้อสัตว์ และไม่เคยคิดว่าคนกินเนื้อเบียดเบียนสัตว์ เรานั่งร่วมวงกับคนอื่นเขาได้ เขาอร่อยอาหารของเขา เราก็อร่อยอาหารของเรา”

หากถามถึงเคล็ดลับก้นครัวของป้าตา เธอบอกว่า “ป้าใช้ใจทำอาหารทุกอย่าง ประณีตและไม่ตระหนี่ อาหารเป็นเรื่องศิลปะ เวลาปรุงอาหาร ป้าหยิบใส่ แล้วจะออกมาอร่อยได้อย่างไร ป้ารู้ในตัวของมันเอง”

ชีวิตสมถะที่ไม่เบียดเบียนคน สัตว์ และโลก ของ ป้าตา โอบะซัง เชฟอาหารมังสวิรัติผู้ถวายที่ดินสร้างวัดสวนสุขใจ จ.เชียงใหม่ ให้ชุมชน
ชีวิตสมถะที่ไม่เบียดเบียนคน สัตว์ และโลก ของ ป้าตา โอบะซัง เชฟอาหารมังสวิรัติผู้ถวายที่ดินสร้างวัดสวนสุขใจ จ.เชียงใหม่ ให้ชุมชน

อาหาร 0 ดาว

อาหารมังสวิรัติของป้าตาไม่เคยได้รับดาวหรือป้ายการันตีความอร่อยใด ๆ แต่ฝีมือของเธอเป็นที่ร่ำลือ และเชฟชื่อดังหลายคนให้การยอมรับ พร้อมบอกเล่าปากต่อปาก

“ป้าทำอาหารมังฯ ได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแกงหรือต้ม บางคนกินอาหารของป้ายังไม่รู้เลยว่าเป็นมังสวิรัติ ส่วนใหญ่พอลองได้กินแล้วบอกอร่อยกว่าอาหารปกติอีก บางครั้งจิตใจคนเราพอรู้ว่าเป็นอาหารมังสวิรัติแล้วต่อต้าน อาจจะคิดว่าไม่อร่อย จริง ๆ เมนูเนื้อสัตว์ไม่อร่อยก็มี มันอยู่ที่ศิลปะการทำอาหารและการเลือกวัตถุดิบมาใช้มากกว่า

“ป้าไม่เคยคิดจะเข้าประกวดแข่งขันอะไร คิดแค่ว่าการทำดีไม่ต้องมีการประกวด มันเป็นเรื่องที่คนเขาศรัทธาและยอมรับกันเอง ป้าอยากทำอาหารที่คนกินไม่เสียความรู้สึก ทำด้วยความตั้งใจ คนอื่นกินแล้วสุขใจ เราก็ดีใจแล้ว”

ชีวิตสมถะที่ไม่เบียดเบียนคน สัตว์ และโลก ของ ป้าตา โอบะซัง เชฟอาหารมังสวิรัติผู้ถวายที่ดินสร้างวัดสวนสุขใจ จ.เชียงใหม่ ให้ชุมชน

ตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมงในการพูดคุยกับป้าตา เรามักได้ยินเธอเปรียบเทียบการใช้ชีวิตกับการทำอาหารเสมอ

“การทำอาหารมังสวิรัติก็เหมือนทุกวันที่เราได้ทำความรู้จักและเรียนรู้มนุษย์” เธอว่า “คนเรามีทั้งดีและไม่ดีแตกต่างกันไป แต่เราจะเลือกเอาส่วนดีมาใช้ ส่วนไม่ดีก็เป็นเรื่องของเขา เหมือนที่เราต้องรู้จักเอาส่วนดีของวัตถุดิบมาปรับใช้กับเมนูของเรา 

“บางอย่างมีรสเปรี้ยว ฝาด ขม บางอย่างโตอยู่ใต้ดิน ถ้าเราอยากจะทำกล้วยบวชชี นิสัยของกล้วยมีความฝาดและมียาง พอสุกแล้วอาจมีรสหวานอมฝาด แล้วเราต้องทำอย่างไร ก็ต้องเอามาต้มด้วยน้ำเย็นเสียก่อน ใช้น้ำเดือดก็ไม่ได้ เราต้องหมั่นสังเกตสิ่งเหล่านี้ และต้องเรียนรู้ศิลปะการจัดการธรรมชาติ”

ชีวิตสมถะที่ไม่เบียดเบียนคน สัตว์ และโลก ของ ป้าตา โอบะซัง เชฟอาหารมังสวิรัติผู้ถวายที่ดินสร้างวัดสวนสุขใจ จ.เชียงใหม่ ให้ชุมชน
ชีวิตสมถะที่ไม่เบียดเบียนคน สัตว์ และโลก ของ ป้าตา โอบะซัง เชฟอาหารมังสวิรัติผู้ถวายที่ดินสร้างวัดสวนสุขใจ จ.เชียงใหม่ ให้ชุมชน

“เช่นเดียวกับคนเรา ถ้าเจอคนนิสัยไม่ดี เราก็ต้องเอาน้ำเย็นเข้าลูบ และเรียนรู้ว่าคนนี้มีดีหรือไม่ดี เราควรจะคบแบบห่าง ๆ หรือใกล้ ๆ หรือถ้าคนนี้เป็นบัณฑิต เราควรเข้าใกล้เพื่อจะได้ศึกษาเรื่องต่าง ๆ ให้เขาถ่ายทอดภูมิปัญญาความรู้มาที่เรา”

ในอนาคตป้าตามีแผนจะเปิดบ้าน พร้อมปรุงและเสิร์ฟอาหารมังสวิรัติฝีมือตัวเองให้คนอื่นได้ลองชิมในบรรยากาศเรียบง่ายแสนสงบสุข แต่ออกตัวก่อนเลยว่า ที่นี่ไม่ใช่ร้านอาหาร แต่เป็นการมาเที่ยวสวนสุขใจของเธอ

“อยากให้ทุกคนได้ลองมาเรียนรู้วิถีชีวิตที่ไม่มีไฟฟ้าหรือน้ำประปา ป้าจะสอนตั้งแต่การหุงข้าว การติดเตาด้วยฟืน พร้อมฝึกให้มีสติ สมาธิ ปัญญา ฝึกการแก้ไข ฝึกการสังเกต ฝึกการเคลื่อนไหว 

“นอกจากนี้ ป้าจะสอนการเดินจงกรม การปฏิบัติธรรม การนั่งสมาธิ เพื่อเอามาปรับใช้กับชีวิตประจำวัน ถึงแม้ว่าป้าไม่ใช่นักบวชหรือแม่ชี แต่ป้าก็อยากถ่ายทอดในสิ่งที่ป้ามีอยู่ให้กับทุกคน เพราะในอนาคตบ้านเมืองของเรายิ่งเจริญมากขึ้น คนยิ่งมีความทุกข์มากขึ้น

“เมื่อเราฝึกสิ่งเหล่านี้ในทุกวัน ๆ จะทำให้เรามีสติ อยู่กับปัจจุบัน ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยของการสร้างอนาคต เราจะไม่ตกใจกลัวแม้จะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม เราจะอยู่ด้วยความมั่นใจในตัวเอง” ป้าตาทิ้งท้าย

ชีวิตสมถะที่ไม่เบียดเบียนคน สัตว์ และโลก ของ ป้าตา โอบะซัง เชฟอาหารมังสวิรัติผู้ถวายที่ดินสร้างวัดสวนสุขใจ จ.เชียงใหม่ ให้ชุมชน

Writer

Avatar

นันทรัตน์ สันติมณีรัตน์

นักเขียนฟรีแลนซ์ที่ชอบทดลองทำหลายอาชีพ

Photographer

Avatar

ศรีภูมิ สาส่งเสริม

ช่างภาพเชียงใหม่ ชอบอยู่ในป่า มีเพื่อนเป็นช้าง และชาวเขาชาวดอย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load