ถ้าคุณไม่ใช่คนทำหนัง ทุกครั้งเวลาดูภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง คุณอาจจะสังเกตแค่นักแสดงนำ เสื้อผ้าหน้าผม ฉากต่อสู้สุดมัน Special Effect ว่าสมจริงแค่ไหน โลเคชันสวยๆ ที่น่าไปตามรอย หรือบางครั้งถ้าไม่มีไดอะล็อก คุณอาจจะเงี่ยหูฟังดนตรีประกอบดูสักหน่อย ก่อนจะเปิด Shazam หาว่าเพลงนั้นคือเพลงอะไร

น้อยคนนักที่จะนึกถึงทีมงานนับร้อยชีวิตที่อยู่เบื้องหลังเรื่องราวตรงหน้าเป็นอย่างแรกๆ ทีมงานที่ซักซ้อมไดอะล็อกกับนักแสดงนำ ทีมงานที่แต่งแต้มสีสันบนใบหน้าและสไตล์คอสตูมที่คุณชื่นชอบ ส่วนฉากต่อสู้ที่ว่ามัน เบื้องหลังคือการออกแบบท่วงท่าและเอฟเฟกต์พิเศษต่างๆ และคนที่ทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างราบรื่นคือผู้ช่วยผู้กำกับ ชื่อที่คุณจะเห็นก็ต่อเมื่อนั่งดู End Credit ตอนจบเรื่องเท่านั้น

ชาลี สังขะเวส ผู้ช่วยผู้กำกับกองหนังฮอลลีวูดในไทยตั้งแต่ The Beach จนถึง Extraction

ชาลี สังขะเวส (หรือที่เราขออนุญาตเรียกว่า คุณพ่อชาลี) คือผู้ช่วยผู้กำกับกองภาพยนตร์ต่างประเทศที่เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทย ผู้ไม่มีพื้นฐานการเรียนและประสบการณ์เกี่ยวกับการทำหนังเลยแม้แต่ครั้งเดียว เขาเริ่มจากตำแหน่งล่ามแผนกไฟ แล้วค่อยๆ พัฒนาจนได้เป็นผู้ช่วยผู้กำกับที่ต้องบริหารจัดการทุกอย่างในกองถ่าย เป็นเหมือนคนกลางที่ประสานทุกอย่างเข้าด้วยกัน

รายชื่อผลงานของคุณพ่อชาลีมีทั้งหมด 4 หน้ากระดาษ ถ้านั่งนับจริงๆ ก็คงร่วมร้อยเรื่อง ทั้งหนังโฆษณาและภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็น The Deer Hunter (1978), Rambo III (1988), Shooter (1988), The Beach (2000), Bridget Jones: The Edge of Reason (2004), Around the World in 80 Days (2004), Only God Forgives (2013) และล่าสุดคือบทบาทผู้ช่วยผู้กำกับของกองแอคชันของภาพยนตร์ Netflix ชื่อ Extraction (2020) 

ชาลี สังขะเวส ผู้ช่วยผู้กำกับกองหนังฮอลลีวูดในไทยตั้งแต่ The Beach จนถึง Extraction
ชาลี สังขะเวส ผู้ช่วยผู้กำกับกองหนังฮอลลีวูดในไทยตั้งแต่ The Beach จนถึง Extraction

นอกจากนี้ เขายังเคยร่วมงานกับแบรนด์ระดับโลกอีกนับไม่ถ้วน ทั้ง Pepsi, L’Oréal, Kenzo, Korean Air, Volkswagen, Lacoste, Sony, Guinness Beer, Qantas Airways และ American Express แต่แม้จะคลุกคลีกับวงการภาพยนตร์มาตั้งแต่ยังหนุ่ม กลับไม่มีครั้งไหนเลยที่เขาอยากผันตัวไปอยู่หลังกล้องเพื่อเป็นผู้กำกับ 

คุณพ่อชาลีและครอบครัวมาเจอเราที่ร้านกาแฟใกล้บ้าน ทั้งคุณแม่และลูกชายก็ทำงานอยู่ในวงการภาพยนตร์เหมือนกัน คุณแม่แอบกระซิบบอกเราทันทีที่เจอว่า “พ่อเขาไม่ค่อยได้ออกสื่อ เขาจะไม่ค่อยพูด” แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ คุณพ่อชาลีเป็นคนเก่งที่ไม่คิดว่าตัวเองเก่ง และไม่ได้คิดว่าประสบการณ์ในกองถ่ายที่มีมาหลายสิบปีจะพิเศษตรงไหน เขาแค่รู้สึกว่ามันคืองานที่รักและต้องตั้งใจทำออกมาให้ดีที่สุด ระหว่างการคุยกันจึงมีเสียงคุณแม่และลูกชายเสริมอยู่เรื่อยๆ

“พ่อเล่าเรื่องนี้สิ” 

“มีเรื่องนี้ด้วยนะ”

“เรื่องนั้นก็สนุก”

เราได้รู้ว่าผลงานเรื่องล่าสุดที่ผู้ช่วยผู้กำกับกองถ่ายระดับโลกคนนี้ดูคือซีรีส์เกาหลีเรื่อง Goblin และเพราะชีวิตการทำงานของคุณพ่อมีแต่เรื่องน่าเล่า เวลาชั่วโมงครึ่งของสายวันนั้นจึงผ่านไปไวเหมือนโกหก 

ชาลี สังขะเวส ผู้ช่วยผู้กำกับกองหนังฮอลลีวูดในไทยตั้งแต่ The Beach จนถึง Extraction

01

Life was like a box of chocolates. You never know what you’re gonna get.

Forest Gump (1994)

คุณพ่อชาลีจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ก่อนไปเรียนต่อปริญญาตรีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่ San Francisco State University เขาใช้ชีวิตอยู่ที่สหรัฐอเมริกามาตลอด 11 ปี หลังเรียนจบ เขาเดินทางกลับมาประเทศไทยโดยไม่มีจุดมุ่งหมายเฉพาะเจาะจงว่าอยากทำอะไร สิ่งที่นำติดตัวกลับมาด้วยในตอนนั้นคือใบปริญญาวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต ประสบการณ์ชีวิตเต็มกระเป๋า และความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่ว ดูๆ แล้ว 3 อย่างนี้รวมกันก็ไม่เท่ากับอาชีพผู้ช่วยผู้กำกับในกองถ่ายเป็นแน่

“ก่อนหน้านั้นเราไม่ได้สนใจวงการนี้เลย เด็กๆ ไม่ค่อยคิดอะไร ไปเรื่อย หนังในโรงผมก็ไม่ชอบดูด้วยซ้ำ ผมรำคาญ เดี๋ยวคนนี้พากย์หนังให้เพื่อนฟัง เดี๋ยวอีกคนถีบเบาะ แบ็กกราวด์และความชอบที่มีมันไม่ได้มาทางนี้เลย แต่บังเอิญที่พี่ชายกับคุณกยาทิพย์ ชวนไปทำหนังเรื่อง The Deer Hunter ตอนนั้นน่าจะปี 1978 ที่ รอเบิร์ต เดอ นิโร (Robert De Neiro) กับ คริสโตเฟอร์ วอลเคน (Christopher Walken) แสดงนำ มันเป็นจังหวะที่เรากลับจากเมืองนอกพอดี เขาเห็นว่าภาษาเราได้ สื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี เลยให้ไปเป็นล่ามของแผนกไฟ ตอนนั้นสนุกมาก ได้เจอดาราดังๆ ช่วงที่ทำเรื่องนั้นผู้กำกับไมเคิล ซิมิโน ( Michael Cimino) ก็เรียกไปใช้งานในเซตบ่อยๆ ทำโน่นทำนี่ ตอนหลังเลยได้เป็นตำแหน่ง PA (Production Assistant) ไปโดยปริยาย

ชาลี สังขะเวส ผู้ช่วยผู้กำกับกองหนังฮอลลีวูดในไทยตั้งแต่ The Beach จนถึง Extraction

“แล้วบังเอิญพี่ชายผมทำแผนกนี้อยู่แล้ว เขามาชวนก็เลย เอ้า ลองดู อยู่แผนกผู้ช่วยผู้กำกับไปแบบไม่ได้ตั้งใจ ตอนนั้นยังไม่เข้าใจตำแหน่งนี้เลยนะ คิดว่าก็คงช่วยผู้กำกับเรื่องจิปาถะทั่วไป ซึ่งจริงๆ มันไม่ใช่ ผู้ช่วยผู้กำกับ หรือ AD (Assistant Director) ของกองหนังฝรั่งเป็นอีกแผนกหนึ่งที่แยกไปโดยเอกเทศ และทุกคนให้เกียรติแผนกนี้ เพราะเป็นคนควบคุมเซต คอยบริหารงานทั้งหมด สั่งคนโน้นคนนี้ได้ คนถึงไม่ค่อยชอบแผนก AD เพราะเราต้องด่า ต้องว่าอะไรเขาตลอดเวลา 

“แต่เราคิดแบบระบบฝรั่ง เลิกงานปุ๊บ เราก็ไปขอโทษ เรื่องงานคือเรื่องงาน ไม่มีการติดค้างอะไรต่อกัน วันพรุ่งขึ้นก็คุยกันเหมือนเดิม เราจะไปโกรธเขาหรือเขาจะมาโกรธเราไม่ได้ เพราะในการทำงานเราต้องคุยกันตลอด ถ้าโกรธกัน ไม่ถูกกัน เขาทำงานไม่ได้ เราก็ทำงานไม่ได้ แต่มันดีอย่าง งานของเราไม่กี่เดือนมันก็จบ คนที่เราไม่ชอบจะผ่านไป เรื่องใหม่มาคนนี้อาจจะไม่ได้มาทำงานกับเราแล้ว แต่ถ้ามาเจออีกก็ไม่เป็นไรเพราะอีกไม่กี่เดือนก็จบแล้ว ถึงบอกว่าบางครั้งมันเหมือนการเมือง คือไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวรในวงการกองถ่ายภาพยนตร์”

“ไม่มีมิตรแท้และคัตรูถาวรในวงการกองถ่ายภาพยนตร์” เราทวนคำพูดอีกครั้ง 

ถ้าเปรียบเทียบกองถ่ายภาพยนตร์เป็นร้านอาหาร ผู้ช่วยผู้กำกับก็คงเป็นผู้จัดการร้านที่คอยจัดการและบริหารทุกส่วน รวมฝ่ายอาหาร ฝ่ายเครื่องดื่ม ฝ่ายของหวาน ฝ่ายทำความสะอาด ฝ่ายบัญชี ให้ทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างราบรื่น และถ้าโชคร้ายมีปัญหาผิดพลาดขึ้นมา ก็ต้องเป็นผู้จัดการนี่แหละที่รับผิดชอบทั้งหมด

“มันคือการบริหารจัดการทุกอย่างในกองถ่าย งานเริ่มจากเราได้สคริปต์มาเรื่องหนึ่ง เราต้องทำทุกอย่างตั้งแต่ใส่ Scene Number สร้างตารางการถ่ายทำ ทำ Breakdown ให้ทุกคนในกองฯ รู้ว่าเรื่องนี้จะถ่ายกี่วัน วันไหนถ่ายซีนอะไร ต้องคุยกับทุกแผนกเราต้องรู้ทุกรายละเอียดในสคริปต์ หลุดไม่ได้ สมมติเขาเขียนว่าซีนนี้ต้องมีม้านั่งกลมๆ แล้วเราไม่ได้ใส่ไปใน Breakdown ว่าต้องมีม้านั่งแบบนี้ ทีมอุปกรณ์ก็จะไม่ได้เตรียมมา เราต้องตอบคำถามอย่าง ล็อกถนนหรือยัง กั้นนี่หรือยัง นักแสดงมาหรือยัง แผนกเอฟเฟกต์พร้อมไหม โปรดิวเซอร์จะมาถามเรา ผู้กำกับจะมาถามเรา ใครๆ ก็มาถามเรา และทุกคนพร้อมจะโทษผู้ช่วยผู้กำกับคนแรก หน้าที่เราคือทำให้ไม่เกิดสิ่งนี้” 

ชาลี สังขะเวส ผู้ช่วยผู้กำกับกองหนังฮอลลีวูดในไทยตั้งแต่ The Beach จนถึง Extraction

02

You can’t live your life for other people. You’ve got to do what’s right for you, even if it hurts some people you love.

The Notebook (2004)

จากล่ามของแผนกไฟมาเป็นผู้ช่วยผู้กำกับที่ต้องคอยดูแลทุกอย่างในกองถ่าย จากงานที่รับเพราะยังไม่มีงานอย่างอื่นทำ มาเป็นอาชีพทำยาวมาจนเลยวัยเกษียณ เขาบอกว่าตัวเองชอบการทำงานแบบระบบกองถ่ายภาพยนตร์ฝรั่ง ยิ่งพอทำเสร็จได้ดูหนังที่ตัวเองทำมันสนุก มันตื่นเต้น ในแบบที่ไม่ได้เคยได้จากการดูหนังคนอื่น ตั้งแต่นั้นมาก็เลยอยากทำหนังมาตลอด

Off Limits (1988) คือเรื่องแรกที่ทำแผนก AD ได้เจอกับแฟนก็เรื่องนี้ ตอนนั้นราบรื่นดี เพราะเราชินกับระบบฝรั่งอยู่แล้ว ตอนอยู่เมืองนอกก็ทำงานช่วยครอบครัวอยู่แล้ว ทำปั๊ม ทำร้านอาหาร ทุกอย่างต้องตรงเวลา มันเลยง่ายสำหรับเรา… ก็ไม่ใช่ง่ายหรอก แต่มันไม่ยากมาก เราค่อยๆ เรียนรู้และปรับตัวไปเรื่อยๆ เรื่องนั้นยังไม่ได้รันกองเอง มี AD ฝรั่งมา นักแสดงเรื่องนั้นคือ วิลเลม เดโฟ (Willem Dafoe) สนิทกันมากเลย ไปเที่ยว ไปกินข้าว เป็นคนน่ารักมาก​”

วงการภาพยนตร์ในสมัยนั้นมีแต่หนังไทย จนช่วงที่ต่างประเทศนิยมทำหนังเกี่ยวกับสงครามเวียดนาม กองถ่ายภาพยนตร์จึงเข้ามาในประเทศมากขึ้น เพราะเข้าประเทศเวียดนามเพื่อไปถ่ายทำไม่ได้ คุณพ่อชาลีเลยมีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของกองหนังฝรั่งมากมาย จนเข้าใจความหมายที่แท้จริงของตำแหน่งนี้

ชาลี สังขะเวส ผู้ช่วยผู้กำกับกองหนังฮอลลีวูดในไทยตั้งแต่ The Beach จนถึง Extraction

“ก่อนถ่าย ฝ่าย Production จะเป็นคนรับผิดชอบ แต่พอวันถ่าย AD จะเป็นคนดูแลทุกอย่างหน้าเซตให้เสร็จตามตารางให้แต่ละวัน ถ้าสมมติวันไหนมีถ่ายฉาก Effect ก่อนถ่ายก็ต้องมี Safety Meeting หัวหน้าแผนก Effect ต้องมาคุยกับเรา บอกว่าจะมีอะไรบ้าง ทุกคนห้ามใช้โทรศัพท์ ห้ามใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลาย เราต้องเป็นคนจัดการทุกอย่าง รถพยาบาลจะอยู่ตรงไหน จอดตรงไหน รถน้ำมาจอดตรงไหน ก่อนที่จะถ่ายฉากสำคัญ 

“ตอนถ่ายทำจะราบรื่นหรือไม่ราบรื่นขึ้นอยู่กับว่าเราพร้อมแค่ไหน ถ้าเราพร้อมแล้ว ปัญหามันจึงไม่ใช่ความผิดพลาด แต่เป็นอุบัติเหตุ อย่างตอนถ่าย The Beach ที่ภูเก็ต เรือล่ม ลีโอนาร์โด ดิแคพรีโอ (Leonardo DiCaprio) ตากล้อง ผู้กำกับลงไปว่ายน้ำกัน กล้อง อุปกรณ์ตกน้ำหมด คลื่นสูง อันตราย และน่ากลัวมาก เพราะตรงที่เราถ่ายมันเป็นรอยต่อของสองน้ำ น้ำข้างในกับน้ำข้างนอกมาเจอกัน เป็นฉากที่ลีโอนาร์โดต้องหนีลงเรือเล็ก พอน้ำมาเจอกับคลื่นก็เลยหมุน เราอยู่บนเรืออีกลำเลยไม่ตกน้ำไปกับเขาด้วย แต่ตกใจมากเพราะตอนนั้นลูกยังเล็กอยู่เลย (หัวเราะ)

ชาลี สังขะเวส ผู้ช่วยผู้กำกับกองหนังฮอลลีวูดในไทยตั้งแต่ The Beach จนถึง Extraction

“อีกทีหนึ่งเป็นหนังฝรั่งเศส เจอเหตุการณ์รถเบรกแตกที่ดอยวาวี จังหวัดเชียงราย เป็นฉากขับรถ แล้วผู้กำกับดันไปแคสต์นักแสดงที่ขับรถไม่เป็น เลยต้องใช้วิธีพ่วงรถเอา ปรากฏว่าตอนลงเขา รถเบรกแตก เลี้ยวไปเลี้ยวมา ผู้กำกับและทีมงานอยู่บนรถหมด ผมคิดว่าจะตัดสินใจยังไงดี พอมองไปข้างหน้าเห็นโค้งสุดท้ายก็ เอาวะ โดดดีกว่า ผมนึกว่าตัวเองจะโดดคนเดียว ที่ไหนได้ ตุบๆๆๆ ตามมาเป็นแถว มีแต่คนไทยโดด ฝรั่งไม่โดด พอโดดกันเยอะรถเลยเบาลง มันเลยไปคาติดอยู่ตรงต้นไม้ โชคดีมากไม่มีใครตาย หรืออีกเหตุการณ์ก็เฮลิคอปเตอร์หมุน สภาพอากาศแย่มาก เชียงรายเหมือนกันนี่แหละ พอลงมาได้ ผู้ช่วยฝรั่งอีกคนที่มาจากอิสราเอลขอลาออกกลับบ้านไปเลย”

“นี่มันไม่ใช่แค่บริหารจัดการแล้ว มันคือการเอาชีวิตไปเสี่ยงด้วย” เราคิดในใจ ความปลอดภัยคือหัวใจหลักของอาชีพนี้ เพราะมันไม่ใช่แค่หนึ่งชีวิต สองชีวิต แต่หมายถึงคนเป็นร้อย และเหมือนคุณพ่อชาลีจะได้ยินความคิดของเรา

ชาลี สังขะเวส ผู้ช่วยผู้กำกับกองหนังฮอลลีวูดในไทยตั้งแต่ The Beach จนถึง Extraction

“กลัวเหมือนกันนะ แต่มันเป็นอาชีพเรา ตอนนั้นอายุยังน้อย ยังพอไหว ถ้ามาตอนนี้ให้ทำแบบนั้นไม่ไหวแล้วแหละ (หัวเราะ) ยิ่งในน้ำนี่กลัวมาก เคยนั่งเรือกลับจากเกาะพีพีมาภูเก็ต ถ่ายเสร็จตอนเย็นๆ มืดๆ เรือดันไปตายแถวๆ เกาะที่เขาทำรังนก กลัวจะโดนยิงเอา

“หน้าที่ของเราคือทำยังไงให้การถ่ายทำปลอดภัยที่สุด และเสร็จตามกำหนดการที่วางแผนไว้ หนังใหญ่ๆ จะมีแผนก Safety แต่ถ้ากองไม่ใหญ่ก็เป็นหน้าที่ของเรา สมมติหมายคือห้าสิบวัน เราก็ต้องถ่ายให้เสร็จในห้าสิบวัน นอกจากมีพายุเข้า ฝนตก นักแสดงไม่สบาย มีเรื่องหนึ่ง เกรต้า สคาชชี่ (Greta Scacchi) ถูกมะพร้าวหล่นใส่หัวที่ภูเก็ต นั่งอยู่กับนักแสดงอีกคน ไม่ได้ถ่ายอยู่ด้วยนะ นั่งเฉยๆ แล้วตอนหลังถ้าหนังฝรั่งมาถ่ายใต้ต้นมะพร้าว เราต้องให้เก็บลูกมะพร้าวให้หมด เวลาอยู่ในเซต AD สั่งใคร ทุกคนต้องทำตาม แม้แต่โปรดิวเซอร์ก็ต้องทำ เราวิ่งไล่ตะเพิดไปหมด คนไม่ค่อยชอบพวกเราหรอก เพราะบางทีเราโวยวาย พูดจากระโชกโฮกฮาก เพราะเราต้องดูแลให้ทุกคนกลับบ้านด้วยความปลอดภัย มีความสุข ไม่ใช่ลูกเมียต้องมาจากกันเพราะว่ามาถ่ายหนัง ผมจะพูดเสมอว่า มันก็แค่หนัง Just a movie ไม่ต้องเอาความปลอดภัยของตัวเองไปแลกขนาดนั้น”

ชาลี สังขะเวส ผู้ช่วยผู้กำกับกองหนังฮอลลีวูดในไทยตั้งแต่ The Beach จนถึง Extraction

03

It’s not personal. It’s strictly business.

The Godfather (1972)

นอกจากการแยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวอย่างจริงจัง เหมือนคำคมจากหนังเรื่อง The Godfather ที่บอกว่า It’s not personal. It’s strictly business. ระบบการทำงานในกองถ่ายต่างประเทศยังให้ความสนใจกับสุขภาพและความเป็นอยู่ของทีมงาน โดยเฉพาะเรื่องชั่วโมงการทำงานจนถึงกับมีสหภาพแรงงานคอยคุ้มครองอยู่ เราคุยกันถึงข่าววงการโปรดักชันในไทย ที่ทีมงานกองถ่ายทำงานต่อเนื่องถึง 16 – 17 ชั่วโมง ซึ่งเป็นที่พูดถึงอย่างมากบนโลกอินเทอร์เน็ตเมื่อสองสามวันก่อนหน้า 

“เราไม่เจอแบบนี้ในกองถ่ายฝรั่ง เพราะมันมีเรื่องเงินโอทีเข้ามาเกี่ยวข้อง โอทีเขาเยอะมาก โปรดิวเซอร์ก็ไม่อยากให้เกิน เพราะเกินทีงบมันบานปลาย แม้แต่จะกินข้าวตอนเที่ยงเลต AD ก็ต้องคุยกับ Production Producer ว่าวันนี้ขอกินข้าวเลตสิบห้านาทีได้ไหม โปรดิวเซอร์ต้องเป็นคนอนุมัติ เพราะบางแผนกถ้าเลยเวลาหกชั่วโมงแล้วยังไม่ได้กินข้าว จะต้องจ่ายค่าโอทีให้เขา ถ้านักแสดงนี่คิดเป็นนาทีเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกสตั๊นท์แมนทั้งหลาย หนังฝรั่งจะมีสหภาพ เขานับเวลาทำงานจาก Door to Door สิบสองชั่วโมง คือตั้งแต่ออกจากโรงแรมถึงเซต แล้วกลับถึงโรงแรม จะเลิกเกินเวลานี่เรื่องใหญ่ ต้องแจ้งล่วงหน้า

“แล้วเขามีกฎว่าทีมงานต้องเว้นอย่างน้อยสิบชั่วโมงถึงจะเริ่มงานอีกวัน แย่สุดคือแปดชั่วโมง ถ้าเลิกเที่ยงคืนจะมาเรียกอีกทีตอนตีห้าหรือหกโมงเช้าไม่ได้ เพราะมันมีผลต่อความปลอดภัย มีผลต่อสุขภาพของทีมงาน นอนพอไหม ขับรถปลอดภัยไหม”

ชาลี สังขะเวส ผู้ช่วยผู้กำกับกองหนังฮอลลีวูดในไทยตั้งแต่ The Beach จนถึง Extraction

คุณพ่อชาลีสร้างชื่อเสียงในฐานะผู้ช่วยผู้กำกับของกองภาพยนตร์ต่างประเทศมาเรื่อยๆ จนได้เป็นหนึ่งในคนไทยไม่กี่คนที่บริษัทประกันกล้าการันตีให้ เนื่องจากทุกครั้งที่มีการถ่ายทำในประเทศต้องมีบริษัทประกันรับรอง และเขาจะพิจารณาจากผู้ดูแลรับผิดชอบกองนั้นๆ ในสมัยก่อนที่คนทำไม่เยอะ ทุกครั้งที่จะมีหนังฝรั่งมาถ่ายทำในเมืองไทย เขาจะเลือกคนไทยจากประวัติการทำงานเก่า แล้วเรียกมาสัมภาษณ์ เหมือนการสมัครงานทั่วไปนั่นแหละ

“เขาเรียกมาคุย คุยทั่วไป คุยธรรมดาเลย คุณทำเรื่องนี้มาเหรอ เป็นยังไงบ้าง ดูบุคลิก ดูทัศนคติ เขาไม่มานั่งเจาะจงเรื่องงาน ไม่ได้ถามว่าถ้าเจอปัญหาในเซตแบบนี้จะทำยังไง หรือทำงานกับคนโน้นคนนี้สนุกไหม เรื่องนั้นเป็นยังไง เพราะถ้าอยากรู้ว่าทำงานอะไรมา มันมีใน CV หมดแล้ว ตอนนั้นมันไม่มีโซเชียล คนบางที่ไม่ได้ทำเรื่องนี้ อยากให้เรซูเม่สวยๆ ก็แอบใส่เรื่องที่ไม่เคยทำไป เขาคุยแป๊บเดียวก็รู้เลย”

คุณพ่อชาลีบอกว่าตัวเองเปลี่ยนจากผู้ช่วยผู้กำกับที่ใจร้อนมากๆ ไม่พอใจอะไรก็ด่าไปก่อน ทำให้มีคนไม่ชอบเขาเยอะ มาเป็นผู้ช่วยผู้กำกับที่ใจเย็นขึ้น แต่ก็ยังยึดหลักที่เขาบอกว่า “เราโวยวายเรื่องงาน ไม่ได้โวยวายเรื่องเขา จบงานก็จบ” และแม้จะผ่านมาหลายสิบปี อาชีพนี้ก็ยังสร้างความสุขให้เขา แถมยังมีเรื่องเล่าในกองถ่ายอีกเยอะ

ชาลี สังขะเวส ผู้ช่วยผู้กำกับกองหนังฮอลลีวูดในไทยตั้งแต่ The Beach จนถึง Extraction

“มีเรื่องสนุกๆ เยอะ ผมเคยทำกับผู้กำกับจอห์น วู (John Woo) เรื่องหนึ่ง เขามีฉากหนึ่งตั้งกล้องไว้ตรงริมแม่น้ำแคว แล้วก็มีเนิน เขาอยากให้ฝูงควายเป็นสิบตัววิ่งลงมาหากล้อง ควายมันเห็นกล้องก็เลยไม่ลงมา จอห์น วู ไม่ยอม วันรุ่งขึ้นกลับมาอีก หาวิธีไล่ควายทุกอย่าง เสียเวลาไปอีกวันหนึ่ง ซึ่งถ้าเป็นผู้กำกับใหญ่แบบนี้เราต้องยอมเขา โปรดิวเซอร์ก็ต้องยอมเขา

“หรืออย่าง นิโคลัส วินดิง เรฟิน (Nicolas Winding Refn) ผู้กำกับเรื่อง Drive กับ Only God Forgives ตอนนั้นเขามาถ่ายโฆษณา เซตเป็นโรงเรียนสอนศิลปะการต่อสู้ มีดาบซามูไร เขาไม่แฮปปี้กับลูกค้า เพราะฉากจบที่คุยกันก่อนเป็นอย่างหนึ่ง ผู้กำกับก็โอเค แต่พอมาหน้าเซตจะเปลี่ยนฉากจบเป็นอีกแบบหนึ่ง ผู้กำกับเลยอารมณ์เสีย คว้าดาบซามูไรทำลายเซตหมดเลย พังหมดเลย โชคดีที่ถ่ายเสร็จแล้วแหละ วันต่อมาลูกค้าไปนั่งไกลมาก”(หัวเราะ)

04

It comes down to a simple choice, really. Get busy living, or get busy dying.

Shawshank Redemption (1994)

ความสุขที่ 2 ของคุณพ่อชาลีเกิดขึ้นตอนที่ทุกอย่างที่เขาบริหารจัดการให้สำเร็จลุล่วงฉายอยู่บนจอเงิน และมีคนดูสนุกไปกับมัน ส่วนความสุขแรกอยู่ในทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมาแล้วรู้ว่าจะได้ไปออกกอง ไปเจอเพื่อนฝูง ทีมงาน ช่างไฟ เดินกินกาแฟ 

“ไม่เคยคิดจะเลิกทำเลยนะ มันเหมือนได้ไปเจอเพื่อน เจอคน ได้ทำงานแล้วมีความสุข ใครจ้างถ้ายังทำไหวก็ไปทำ ความสนุกมันอาจจะสู้สมัยก่อนไม่ได้ ทั้งในแง่ของการทำงาน มีเพื่อนฝูง ฝรั่งมาเมืองไทยอยากได้เราเป็นเพื่อน เราก็อยากได้ฝรั่งเป็นเพื่อน เรายังมีเพื่อนฝรั่งที่เดี๋ยวนี้ก็ยังติดต่อกันอยู่เยอะแยะ ทีมงานก็รักกัน วงการเดี๋ยวนี้มันค่อนข้างเป็นธุรกิจ มาแล้วก็ไป เพื่อนที่แท้จริงน้อย มีเหมือนกัน แต่น้อย แต่เวลาได้ดูหนังที่ทำก็ยังมีความสุขมากๆ ฉากนี้เราทำ ฉากนั้นเราทำ ความสุขมันคนละแบบ แต่บางทีดูฉากที่เราทำก็ เฮ้ย กูพลาดไปได้ยังไง หลุดไปได้ยังไง วันก่อนดู Extraction กันสามคน พ่อ แม่ ลูก ฉากนี้ของเราๆ แต่มันมีฉากหนึ่งที่ฝ่ายซาวนด์บอกว่า อย่าทำเสียงดังนะ ซีนนี้จะมีไดอะล็อก เราก็เลยไปบอกเอ็กตร้าว่าห้ามทำเสียงดัง เอ็กตร้าก็ให้ความร่วมมือดีมาก บางคนทำดิน จอบไม่ถึงพื้นเลย กลัวเสียงดัง (หัวเราะ) คนดูไม่ได้สังเกตหรอก แต่เราเป็นคนทำ เราเห็น”

ชาลี สังขะเวส ผู้ช่วยผู้กำกับกองหนังฮอลลีวูดในไทยตั้งแต่ The Beach จนถึง Extraction

สำหรับหลายอาชีพ การขยับจากตำแหน่งที่มีคำว่า ‘ผู้ช่วย’ ข้างหน้า ถือว่าเป็นการเติบโตอีกขั้นหนึ่ง แต่ไม่ใช่กับอาชีพผู้ช่วยผู้กำกับ หรืออย่างน้อยก็ไม่ใช่กับคุณพ่อชาลี ผู้รักในสิ่งที่ทำมาตลอด และไม่เคยอยากขยับไปอยู่ในตำแหน่งที่ไม่มีคำว่า ‘ผู้ช่วย’ เลยสักครั้ง

“เวลาไปทำโฆษณาเขาก็ชอบถามว่า คุณไม่เคยกำกับเลยเหรอ แต่เราไม่ชอบ ไม่อยากกำกับ ไม่อยากให้คนมาถามอะไรมากมาย ซึ่ง AD ก็เป็นตำแหน่งที่คนถามเยอะ แต่มันคือการถามในสิ่งที่เรารู้ เราตอบได้ ไม่ได้ถามว่าจินตนาการเราเป็นยังไง อันนั้นเราไม่อยากบอกหรือเราบอกไม่ได้ก็ไม่รู้ (หัวเราะ) สิ่งที่เขาถามในฐานะ AD คือสิ่งที่เราเตรียมตัวมา เราจำแม่นมาก สคริปต์นี่อ่านห้าหกรอบ จำ Scene Number ได้ ซีนนี้ๆ มีอะไรอยู่ในนั้นบ้าง เวลาไป Scout เราจะรู้หมดว่า ซีนร้านกาแฟต้องมีอะไรบ้าง มีใครบ้าง คุยอะไรกันบ้าง เก้าอี้ต้องล้ม เก้าอี้ต้องหักไหม เราจำ Scene Number ของโลเคชันได้ทั้งเรื่องเลย”

“แต่หนังมันมีเป็นร้อยซีนนี่คะ” เราถามขึ้น

ชาลี สังขะเวส ผู้ช่วยผู้กำกับกองหนังฮอลลีวูดในไทยตั้งแต่ The Beach จนถึง Extraction

“แต่ต้องจำให้ได้ เพราะมันดีกับตัวเราเอง ถ้าเป็น AD แล้วตอบไม่ได้ จะ Look Bad มากเลย สมมติคนเดินมาถามว่า พี่ ฉากต่อไปถ่ายที่ไหน ยังไง ถ้าเราบอก ไม่รู้ มึงไปถามผู้กำกับสิ เราก็ดูแย่ เราต้องคุยกับผู้กำกับและตากล้อง อ่านสคริปต์แล้วต้องแตกออกมาว่า ห้องนี้ควรมีเอ็กตร้ากี่คน มีเด็กเสิร์ฟไหม มีลูกค้าไหม ถ้าสู้กันห้าคนพอไหม มีดับเบิ้ลไหม มีสตั๊นท์แมนไหม ถ้าต้องล้มไปบนโต๊ะแล้วโต๊ะต้องหัก คุณอยากได้กี่เทค ถ้าสามเทคพอไหม เราก็ต้องประสานงานไปทางแผนกพร็อปว่าซีนนี้จะถ่ายสามเทค ต้องมีโต๊ะสามตัว แทงกันเลือดออก เอาเลือดจากแผนกไหน เสื้อผ้าต้องเตรียมกี่ชุด สามชุดใช่ไหมเพราะเราจะล้มสามที 

“หน้าที่เราคือเป็นตัวกลางระหว่างผู้กำกับกับทีมงาน เราต้องคุยกันก่อนถ่ายแล้วแต่ละแผนกกลับไปทำการบ้านของตัวเอง พอวันถ่าย AD ก็ต้องค่อยประสานงานแก้ปัญหา เช่น แผนกเสื้อผ้ามาบอกว่า เสื้อมีไม่พอ มีแค่สองตัวเองพี่ ทำอย่างนี้ได้ไหม หรือหลบได้ไหม ต้องบอกเราให้หมดทุกอย่าง เพราะผู้กำกับจะดูแค่มอนิเตอร์ ดูนักแสดง แล้วก็สื่อสารกับคนอื่นผ่านเรา ถ้าเราเตรียมตัวดี ของเราพร้อม ปัญหาหน้าเซตจะน้อยมาก ถ้าเราไม่เป็นที่ไว้ใจกับทีมงาน ตอบคำถามไม่ได้ก็ไม่น่าเชื่อถือ จะทำให้เราทำงานลำบากมากไปด้วย”

05

It’s just a movie.

Charlie Sungkawess

“ถ้ามีคนรุ่นใหม่เดินมาหาคุณพ่อแล้วบอกว่าอยากเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ คุณพ่อจะแนะนำเขาว่าอะไร”

“โอ้ย อย่าเป็นดีกว่า หนีไป (หัวเราะ) ผมบอกลูกตลอดว่ามันเหนื่อย ความรับผิดชอบเยอะ การที่เราทำกับบริษัทนี้มาทุกเรื่อง ไม่ได้แปลว่าเรื่องต่อไปเขาจะจ้างเราอีก วัฏจักรมันไม่ได้เป็นแบบนั้น บริษัทนี้อาจจะจ้างเรามาตลอด เรื่องหน้าเขาอาจจะไม่จ้างเราก็ได้ 

“จริงๆ งานทุกอย่างมันมีหลักเหมือนๆ กัน เราต้องเอาใส่ใจ อ่อนน้อมถ่อมตน อย่าทะนงตัว คอยสังเกตและไม่ประมาท แล้วมันจะทำได้เอง ที่สำคัญคือต้องพัฒนาตัวเองเรื่อยๆ อย่าหยุดนิ่ง อย่างผมอายุมากแล้ว แต่ก็ยังต้องดูอินเทอร์เน็ต ดูโปรแกรมเพื่อพัฒนาตัวเอง ถ้าคอมพิวเตอร์เราไม่เป็นนี่เด็กแซงหน้าเราไปหมดแน่นอน แต่ชีวิตในที่ทำงานเรามีความสุขมาก เราได้เจอดาราดังๆ โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ (Robert Downey Jr.), เฮเลน ฮันต์ (Helen Hunt), ไรอัน กอสลิง (Ryan Gosling) ผู้กำกับดังๆ ก็มีแฟรงคลิน เจ. แชฟฟ์เนอร์ (Franklin J. Schaffner), นิโคลัส วินดิง เรฟิน (Nicolas Winding Refn), แดนนี บอยล์ (Danny Boyle) ตากล้องตุ๊กตาทองก็ทำด้วยกันเยอะมาก 

“ถือว่าโชคดี แต่มันไม่ใช่แค่นั้น เพราะก็มีบางคนอยากมาทำหนังเพราะอยากเจอดารา สมัยก่อนลูกน้องจบนอกเยอะ พูดภาษาอังกฤษเก่ง คล่องปรื๋อเลย อยากทำเพราะอยากเจอดารา มาถึงคุยเก่ง แต่งานไม่ได้เลย มาคุยอย่างเดียว แต่ทำเรื่องเดียวแล้วก็หายไป ไม่รุ่ง”

จากที่คุยกับคุณพ่อชาลีมาหนึ่งชั่วโมงกว่าก็พอเห็นภาพแล้วว่า งานของเขาทั้งเหนื่อย ทั้งกดดัน และต้องเสี่ยงตาย เพราะมันคือการจัดการสิ่งที่จะกระทบกับชีวิตคนอื่น แต่แววตาของเขาขณะเล่าเรื่องเหล่านี้ให้เราฟังดูจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดว่าทำไมทุกวันนี้ก็อยากทำอาชีพนี้อยู่ และคงจะยังไม่วางมือเร็วๆ นี้

“ไม่วางหรอก (หัวเราะ) เรายังมีความสุขกับมันอยู่ นอกจากจะทำไม่ไหวหรือไม่มีคนเรียกเราไปทำแล้ว หนังฝรั่งมันสอนให้เรารับผิดชอบ ตรงเวลา นัดใครก็ไม่สาย ไปก่อนไม่เป็นไร ดีเสียอีก ไปไหนก็ปลอดภัยไว้ก่อน และผมไม่ได้คิดว่าถ้าได้ทำหนังกับผู้กำกับหรือนักแสดงคนไหนแล้วจะพอ ชีวิตนี้เลิกทำได้ เพราะเราจะได้เรียนรู้จากทั้งคนเก่งและไม่เก่ง คนที่เราชอบและไม่ชอบ ผู้กำกับกับนักแสดงเป็นแค่ส่วนประกอบ ผมทำหนังเพราะผมรักและผมอยากทำ ได้ทำกับคนดังก็ดีใจ มันเป็นผลพลอยได้ แต่ไม่ใช่เหตุผลหลักของเรา”

ในวันนี้ วันที่กองถ่ายภาพยนตร์ต่างประเทศเดินทางเข้าประเทศไทยไม่ได้ คุณพ่อชาลีกลับไม่ได้มองว่าเป็นวิกฤตด้วยเหตุผล 2 ข้อ หนึ่ง เพราะว่าชีวิตทั้งชีวิตเขาเป็นแบบนี้มาตลอด งานของเขาไม่เคยแน่นอน และสอง ก็เหมือนอย่างที่เขาว่า… สุดท้ายมันก็แค่หนัง

ชาลี สังขะเวส ผู้ช่วยผู้กำกับกองหนังฮอลลีวูดในไทยตั้งแต่ The Beach จนถึง Extraction

ขอบคุณภาพจาก เอกวัฒน์ สังขะเวส

Writers

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

กิตติคุณ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา

เติบโตที่เชียงใหม่ ชอบถ่ายภาพฟิล์ม รักงานภาพเคลื่อนไหว ดูหนังเป็นชีวิตจิตใจพอๆกับฟังเพลง และชอบตัวเองตอนออกเดินทางมากๆ

Photographer

ปรีชญา จงศรีสวัสดิ์

ช่างภาพที่เชื่อว่าการตายอย่างมีคุณภาพคือการตายด้วยของกินที่ดีและอร่อย

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“Cloud of Thoughts แปลว่าอะไรครับ”

เรานิ่งไปชั่วขณะ เพราะไม่เคยนึกถึงคำแปลภาษาไทยมาก่อน

“ใช่วิมานความคิดหรือเปล่า”

ชายที่นั่งอยู่บนโซฟาใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที เรียงร้อยคำไทยออกมาเป็นคำตอบอันสละสลวย

“ใช่เลยค่ะ ครูสลาใช้ภาษาได้ไพเราะมาก” เราเอ่ยจากใจโดยไม่รู้ว่าจะทำให้ สลา คุณวุฒิ หรือ ครูสลา นักแต่งเพลงแนวลูกทุ่งและศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทยสากล-ประพันธ์เพลงไทยลูกทุ่ง) ประจำ พ.ศ. 2564 ยิ้มกว้างด้วยความเขิน

“อาจจะเพราะครูไม่เคยคิดว่าตัวเองเก่ง เวลามีคนชมเลยรู้สึกเขินตลอด” เขาพูดเสียงเบาพร้อมยิ้มอย่างถ่อมตัว ขณะที่เรามองไปยังชั้นวางของที่มีรางวัลเรียงรายกว่า 30 รางวัล ทั้งพระพิฆเนศทองพระราชทาน, คมชัดลึก อวอร์ด, มหานคร อวอร์ดส และรางวัลอื่น ๆ จากหน่วยงานรัฐบาลและเอกชน

แม้รางวัลบางส่วนจะไม่ได้สลักชื่อครูสลา แต่ก็เป็นชื่อเพื่อนพ้องหรือลูกศิษย์ที่เขาสนับสนุน

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

ทั้งหมดคือเครื่องการันตีความสามารถในการประพันธ์เกือบ 1,000 บทเพลง ที่ส่งลูกศิษย์ให้กลายเป็นศิลปินชื่อดังมาหลายต่อหลายคน

“ตอนนี้ครูไม่ได้แต่งเพลงเพื่อตัวเอง คิดแค่ว่าเพลงของครูช่วยลูกศิษย์ได้แล้วหรือยัง เพราะปัจจุบันเพลงคือการดูแลชีวิตคนอื่น”

แต่กว่าความตั้งใจและความฝันจะเดินทางมาถึงจุดนี้ เขาเป็นเพียงศิลปินลูกทุ่งที่เลือกเดินบนเส้นทางครู พร้อมหัวใจที่อยากแต่งเพลงให้เก่ง โดยใช้การแต่งกลอนแปด ร่วมกับความไม่รู้ด้านดนตรีเข้าช่วย จนในที่สุดก็กลายเป็น สลา คุณวุฒิ เวอร์ชันปัจจุบัน

“จริง ๆ เคยเล่าให้คนอื่นฟังแล้ว แต่คิดว่ายังไม่เคยเล่าลึกเท่านี้”

เราฟังเรื่องราวของชายผู้มาพร้อมหมวกมิกิและผ้าขาวม้าพันคอคู่ใจ ราวกับนั่งดูหนังกลางแปลงหนึ่งเรื่อง แต่เป็นหนังชีวิตที่เข้มข้นจนถึงตัวตน ความฝัน และการต่อสู้ผ่านบทเพลงของชาวอีสาน

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

จากหนังสือ ถึงอนาคต

พ.ศ. 2505 ณ วัดแห่งหนึ่งในบ้านนาหมอม้า จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันคือจังหวัดอำนาจเจริญ) บุญหลาย คุณวุฒิ และชาวบ้านกำลังนั่งชมหนังกลางแปลงจากประเทศญี่ปุ่นเรื่อง สิงห์สลาตัน แต่ระหว่างนั้นมีคนมาตามให้เขากลับบ้านไปหา ก้าน คุณวุฒิ ภรรยาที่เจ็บท้องคลอด

เมื่อหมอตำแยอุ้มเด็กชายตัวโตมาหาพ่อ เขานึกถึงพระเอกหนังกลางแปลงที่ทั้งขาวและหล่อ บุญหลายจึงตั้งชื่อลูกชายว่า ‘สลาตัน’ โดยคืนนั้นมีเด็กชายเกิด 2 คน และชื่อนี้ทั้งคู่

“พอไปแจ้งเกิดกับกำนันซึ่งอยู่อีกหมู่บ้าน ท่านก็ตัดคำว่า ‘ตัน’ ออก โดยบอกว่า สลาตัน คือลมพายุ เด็กจะดื้อ ครูและเพื่อนเลยเป็น 2 สลาในหมู่บ้านเดียวกัน

“อีกปัญหาที่เจอคือ คนชอบอ่านชื่อเป็น สะ-ล่า มากกว่า สะ-หลา พอตอนมัธยม ครูใหญ่บอกว่าอ่านยาก ให้เปลี่ยน แต่พ่อไม่ให้เปลี่ยน เพราะเป็นชื่อพระเอกหนัง คิดว่าถ้าคืนนั้นเป็นหนังฝรั่ง อาจจะได้ชื่อฝรั่งแทน (หัวเราะ)”

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

ลูกชายคนที่ 4 เติบโตท่ามกลางชีวิตชนบทที่ความสุขและการทำงานเป็นของคู่กัน เมื่อเลิกเรียน เขาเดินหากบ เขียด ขุดปู และวิ่งไล่จับตั๊กแตนตามท้องนา กิจกรรมเหล่านี้เป็นทั้งความสนุกและการหาเสบียงมาเลี้ยงครอบครัว แต่ถ้าเล่ามากไปกว่านั้น เขาชอบเล่นฟุตบอลที่ลานวัดและอ่านหนังสือด้วย

“เพิ่งรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กเรียนตอน ป.5 ตอนประถมต้นไม่รู้เลยว่าตัวเองเรียนเก่ง ไม่อยากไปโรงเรียน ครอบครัวของครูระหกระเหินในช่วงต้น เพราะพ่อแม่มีลูก 6 คน ครูเป็นคนที่ 4 ที่ได้เกิดในบ้านนาหมอม้า ตอนนั้นคุณปู่โดนฟ้องล้มละลาย ที่นาโดนยึด พ่อจึงพาครอบครัวไปอยู่ป่าดงภูจำปา ซึ่งห่างไป 14 – 15 กิโล ถือว่าไกลในสมัยนั้น

“มีน้องอีก 2 คน พี่สาวคนโตกับพี่ชายคนรองต้องเดินทางไปเรียนอีกหมู่บ้าน พอถึงคราวของเรา ด้วยความที่พ่อเคยเสียใจกับการที่เขาไม่เรียนหนังสือ เพราะปู่เป็นคนฐานะดี ส่งลูกเรียนถึงอุบลราชธานี สมัยพ่อใครจบ ม.8 ก็ได้เป็นครูแล้ว แต่พ่อเรียนไม่จบ เขาเลยฝังใจว่าเมื่อถึงคราวลูก เขาต้องส่งลูกเรียน”

เมื่อถึงเวลา บุญหลายพาครอบครัวกลับมาที่บ้านนาหมอม้าอีกครั้ง แต่ด้วยความที่เด็กชายสลาติดพ่อแม่และพี่สาวมาก ในวันที่พี่สาวตำครกกระเดื่องอยู่ใต้ถุนบ้าน น้องชายกลับวิ่งร้องไห้สวนทางเสียงระฆังของโรงเรียนมากอดเธอ ชีวิตเป็นอย่างนั้นจนเข้า ป.3

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

อย่างไรก็ตาม ความอ่อนไหวของเขาไม่ได้ฉุดรั้งความหัวดีที่ฉายแววโดดเด่น เมื่อสอบได้ลำดับที่ 3 – 4 จาก 50 คน และขึ้นเป็นที่ 1 ของห้อง ข. ซึ่งเป็นห้องของเด็กเรียนอ่อน

“ความเป็นที่ 1 ของห้อง ข. ทำให้เราเหมือนเป็นคนเก่ง จึงเริ่มอ่านหนังสือ มีวันหนึ่งครูวางหนังสือของ นิมิตร ภูมิถาวร เรื่อง มือที่เปื้อนชอล์ก ไว้ นั่นคือเรื่องสั้นเรื่องแรกที่ได้อ่าน เพราะเคยอ่านในหนังสือพิมพ์มาก่อน สมัยนั้นจะมีเรื่องสั้นบางเรื่องที่ได้ตีพิมพ์ลง ไทยรัฐ และ เดลินิวส์ มี อาจารย์เตรียม ชาชุมพร วาดภาพประกอบ พอเห็นครูมี ก็ขโมยมาอ่านเวลาครูไม่อยู่ สนุกมาก

“นิมิตร ภูมิถาวร ถ่ายทอดเรื่องราวบ้านนอกสุโขทัยได้ตรงใจเด็กบ้านนอกอุบลฯ เหมือนตัวเราได้โลดแล่นอยู่ในเรื่องที่เขาเขียน หลังจากนั้นก็อยากเป็นนักเขียนตั้งแต่อ่านเรื่อง เด็กที่ครูไม่ต้องการ ถ้าให้แนะนำหนังสืออีกก็ ไผ่แดง ของ ศ.พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช, ปีศาจ ของ เสนีย์ เสาวพงศ์ หรือหนังสือของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และ ประภาส ชลศรานนท์ ทุกเล่ม”

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

ความชอบอ่านหนังสือทำให้เด็กชายผู้นี้พยายามเข้าไปอ่านการ์ตูนเล่มละบาท ขายหัวเราะ และ หนูจ๋า ในบ้านพักครูพร้อมเพื่อน เขาติดหนังสือหนักจนบางครั้งพ่อแม่ต้องตามกลับบ้าน เมื่อโตขึ้นจึงเปลี่ยนแนวมาอ่าน ฟ้าเมืองไทย ของ อาจินต์ ปัญจพรรค์ โดยมีคอลัมน์เขาเริ่มต้นที่นี่ เป็นแรงบันดาลใจให้ส่งเรื่องสั้นไปตีพิมพ์ แม้จะไม่สำเร็จ ครูสลาก็ยังฝันต่อจนถึงทุกวันนี้

“ฝัน 2 อย่างที่ชัดเจนมากคือ รับราชการครูให้เร็วที่สุด เพราะครอบครัวลำบาก แม่ป่วยเป็นเบาหวานตั้งแต่เราเรียนมัธยมต้น แม่ไปหาผือที่หนองเพื่อนำมาทอเสื่อ แต่เท้าบวมขึ้นมาโดยไม่รู้สาเหตุ พ่อเดาว่าน่าจะไปเหยียบหนามในหนอง ตามความเชื่อเลยเอาเท้าไปลนไฟเพื่อเอาหนามออก แต่ความจริงแม่เป็นเบาหวาน เท้าเปื่อยไปแล้ว นอนโรงพยาบาลเกือบ 3 เดือน ระยะทางไปโรงพยาบาลอุบลฯ ไกลเป็นร้อยกิโล ลำบากมาก

“เลยคิดแค่ว่า ต้องได้สวัสดิการให้เร็วที่สุด พ่อแม่ฝากความหวังไว้กับเราและพี่สาวคนที่ 3 เพราะเรียนเก่ง พอได้เป็นครู เราก็จะทำตามความฝันแบบ นิมิตร ภูมิถาวร คือเป็นนักเขียน”

ฟังเขาเล่ามาตั้งแต่ต้น เรามองเห็นความรักและความห่วงใยที่มีต่อครอบครัวจากชายที่นั่งอยู่ตรงหน้า

หลังจบ ม.3 การเข้าเรียนวิทยาลัยครูอุบลราชธานียังไม่ใช่เรื่องง่าย นักเรียนจากแต่ละตำบลต้องแข่งขันกันเพื่อโควตาครู 1 – 2 ตำแหน่งตามขนาดของพื้นที่ แต่เขาก็ทำสำเร็จ จนได้เข้าเรียนสมใจ นั่นคือเส้นทางของการฝ่าฟันที่ลุล่วงด้วยความพยายาม

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง
ภาพ : เฟซบุ๊ก บ้านครูสลา คุณวุฒิ

การเดินทางของภาษาสวรรค์

“พอเข้าเรียนก็ตั้งใจมาก เรามีจุดอ่อนเรื่องการทำอาหารและกลัวการเข้าโรงอาหาร ตอนพักเข้าใจว่าที่เพื่อนไปกันเยอะ คงจะเสียเงินเยอะ ก็เลยไม่ไป ซื้อข้าวเหนียวปิ้งหน้าห้องสมุด แล้วก็อ่านหนังสือ เรียนอยู่ 2 ปีทำอย่างนั้นเกือบทุกวัน ห้องสมุดคือโลกของครู หลัง ฟ้าเมืองไทย กลายเป็น ฟ้าเมืองทอง ก็ยังตามอ่าน มหา’ลัย เหมืองแร่

เขาบอกว่า ทุกวันนี้ได้ซื้อหนังสือก็มีความสุข นั่นคงเป็นสาเหตุให้ตู้อีกใบในห้องเต็มไปด้วยหนังสือหลากหลายประเภท ตั้งแต่นิยาย วรรณกรรม จิตวิทยา ธุรกิจ ภาษา ไปจนถึงธรรมะและเทคโนโลยี

“มีความคิดพื้นฐานว่าเราไม่เก่ง นั่นคือสิ่งที่ขอบคุณตัวเอง แต่มีเรื่องที่เสียดายคือไม่ได้ฝึกกีตาร์ในวันที่ควรจะฝึก ตอนมัธยมต้นเพื่อนเริ่มเล่นกัน เรามีความคิดค่อนข้างรุนแรงเรื่องการต่อต้านตะวันตก ไม่ใช่ของบ้านเราไม่ฝึก แต่ตอนนั้นไปจับแล้วมันก็บ่คือ (มันไม่ใช่) ถ้าสู้ก็คงได้ แต่วันนั้นไม่สู้”

ปัจจุบัน นักแต่งเพลงรุ่นใหญ่เล่าว่า ตนยังคงเล่นดนตรีไม่เป็นสักชิ้น และยังปรบมือไม่ถูกจังหวะ

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

เราถามเขาว่า หนังสือเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยแต่งเพลงหรือไม่ เขาตอบว่าหนังสือบังเอิญเข้ามาเสริมได้ถูกเวลา โดยนำสิ่งที่เขาสั่งสมไว้สำหรับความฝันของการเป็นนักเขียนมาใช้กับเรื่องใหม่ที่พบเจอ

“ฝึกเขียนเยอะมาก เคยได้ลงใน ฟ้าเมืองไทย คอลัมน์เขาเริ่มต้นที่นี่ 1 เรื่อง ฟ้าเมืองทอง อีกเรื่อง และกลอนลง สกุลไทย 1 ครั้ง แต่หนังสือหายตอนย้ายบ้านพักครูบ่อย ๆ เราอยากเขียนจนเอาไปแปะบนบอร์ดประชาสัมพันธ์ เพราะไม่มีที่นำเสนอ แล้วไปเฝ้าดูว่าเพื่อนจะอ่านไหม ก็ไม่มีคนอ่าน เขาอาจจะไม่อยากเสียเวลา หรือมันอาจจะไม่ดี (หัวเราะ) แต่พอเขียนกลอนหยอกเพื่อน หรือเขียนเพลงให้เพื่อนจีบสาว เพื่อนกลับชอบ เราไม่ได้ตั้งใจจะเป็นนักกลอน เขียนเป็นแค่กลอนแปด แต่มันกลับกลายมาเป็นการแต่งเพลงในที่สุด”

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง
ภาพ : เฟซบุ๊ก บ้านครูสลา คุณวุฒิ

สิ่งหนึ่งที่ชายคนนี้รักและเคารพมาตลอดคือ ‘ภาษา’ ทั้งภาษาถิ่นและภาษาไทย ในการสร้างงานทุกมิติจะต้องเคารพการออกเสียง ไม่ทำให้ภาษาแปร่งออกไป ไม่ใช้ภาษาสนองความสะใจ และใช้ภาษาในฐานะศิลปะ

ความผูกพันด้านภาษาที่เป็นรากฐานส่งเสริมการประพันธ์ เริ่มจากเพลงลูกทุ่งและหมอลำที่อยู่ในฉากชีวิตมาตั้งแต่กำเนิด เขาจึงหลงรักบทเพลงแห่งท้องทุ่งนาหมดหัวใจ

“เราไม่ได้ประทับใจแค่เรื่องราวในเพลง แต่ชอบเพราะมันเป็นเพลงประกอบชีวิต ทุกวันนี้เวลาฟัง ฝนเดือนหก ของ รุ่งเพชร แหลมสิงห์ เราไม่เข้าใจความหมายของหนุ่มในเพลงว่ากำลังคิดถึงสาว เพราะเราคิดถึงวันที่ไปวางเบ็ดกับพี่ชาย เวลาอยู่บนหลังควายรอแม่ถอนกล้า แล้วริ้นยุงมันกัด เรามองดูแม่เตะกล้า ไม่เกี่ยวกับเพลงเลย แต่ฟังแล้วเห็นภาพแบบนั้น”

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

ถึงจะชอบ แต่ก็ไม่คิดว่าต้องเขียนเพลง ความรู้สึกนี้เพิ่งแนบมาตอนหยอกล้อกับพี่ชาย

สมัยนั้นมีศิลปินตาบอดคนหนึ่งนามว่า บุญมา เขาสีซอประดิษฐ์ที่ทำมาจากปี๊บฮอลล์ เดินไปตามหมู่บ้านเยี่ยงวณิพก ซึ่งความพิเศษของศิลปินที่เป็นแรงบันดาลใจให้สองพี่น้องคือ การด้นกลอนสด

“ทุกครั้งที่เจอ เขาด้นกลอนสดจนเราทึ่ง ทั้งที่เขาไม่ได้เรียนหนังสือ เป็นคนจำเสียงแม่น บอกเวลาถูกทั้งที่ตาบอดตั้งแต่ตอน 8 – 9 ขวบ เพราะไปปีนต้นไม้ แล้วขี้ปลวกหล่นเข้าตา รักษาไม่ถูกวิธี พี่ชายของครูอยากแต่งเพลงให้ได้เหมือนศิลปินบุญมา พี่จึงเริ่มก่อนโดยการแปลงเพลงดัง เช่น ย่างเข้าเดือนหกฝนก็ตกพรำ ๆ พี่ชายจะเอาทำนองมา แต่เปลี่ยนเนื้อเป็น ย่างเข้าเดือนเจ็ดไปใส่เบ็ดกับน้องชาย”

ในขณะที่พี่ชายแปลงเพลงไปร้องอวดเพื่อนอย่างสนุกสนาน ได้เสียงตอบรับอย่างดีจากคนในหมู่บ้าน ความฝันของน้องชายจึงได้จุดประกายขึ้น กระนั้น เขาก็ยังเขียนกลอนไม่เป็น ผิดกับพี่ชายที่เขียนเข้าขั้นเก่ง เมื่อเวลาผ่านไปจนถึง ม.2 ครูวิชาภาษาไทยให้เขียนลำนำประกอบเพลงลูกทุ่ง นั่นจึงกลายเป็นจุดกำเนิดของนักแต่งเพลงชื่อดัง

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

รางวัลแด่นักเรียนกลอน

เมื่อได้อาวุธชิ้นที่ 1 มาอยู่ในมือ ว่าที่นักแต่งเพลงก็ตั้งปณิธานว่าจะไม่เดินตามรอยพี่ชาย เขาคิดเพลงและทำนองเองทั้งหมด จนเริ่มแต่งเพลงตอน ม.2 และเขียนเพลงอย่างเต็มที่ตอนเรียน ป.กศ.สูง (ประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง) สาขาวิทยาศาสตร์

“มีคนเรียนเอกเดียวกัน 50 คน แต่เรียนไปเรียนมา สอบติดมหาวิทยาลัยจนเหลือ 17 คน ทุกบ่ายวันพฤหัสจะมีตัวแทนแต่ละวิชาเอกส่งกิจกรรมไปแสดงบนเวทีนักศึกษา นั่นทำให้เรารวมตัวกับเพื่อนตั้งวงดนตรีขึ้น ตอนนั้นมีกระแสของ สุรชัย จันทิมาธร หรือ น้าหงา คาราวาน, จรัล มโนเพ็ชร, วงรอยัลสไปรท์ส และ วงชาตรี เราก็รวมตัวกีต้าร์ 2 ตัว เมโลเดียน 1 ตัว แต่พอไปเอาเพลงดังมาแกะ เราดันเล่นไม่เก่งพอที่จะแกะเพลงจากแผ่นเสียง”

ชายผู้มีพรสวรรค์พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ด้วยการอาสาแต่งเพลงให้ จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของวงที่มีเพลงใหม่ทั้งหมด เขาหยิบยกเนื้อหามาจากในรั้วสถาบัน แต่งเป็นเพลงรักแบบบ้าน ๆ จีบสาวต่างเอก

ความโด่งดังข้ามผ่านไปถึงวิทยาลัยเทคนิคและวิทยาลัยอาชีวศึกษาในจังหวัดอุบลราชธานี พวกเขาได้รับคำเชิญไปแสดงถึงที่ แต่น่าเสียดายว่าสมาชิกวงดันเรียนจบกันเสียก่อน

อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ในครั้งนั้นทำให้ครูสลาแต่งเพลงได้กว่า 10 เพลง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเพลง สาวชาวหอ ที่ได้นำไปให้ รุ่งเพชร แหลมสิงห์ บันทึกเสียง

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง
ภาพ : เฟซบุ๊ก บ้านครูสลา คุณวุฒิ

“ตอนนั้นเพื่อนจะแยกกันไปบรรจุ เราให้เพื่อนร้องใส่เทปคาสเซ็ตต์ 16 – 17 เพลง พอรุ่งเพชรและ ชาย เมืองสิงห์ ไปโชว์ที่ทุ่งศรีเมือง เลยพากันบุกหลังเวที ห่อเทปไปพร้อมเนื้อเพลง ต่อมาครูรุ่งเพชรบอกว่าที่อัดมาเสียงไม่ชัด เราจึงส่งไปใหม่ตามที่อยู่ จากนั้นก็เงียบหายไปประมาณ 6 – 7 เดือน แต่สุดท้ายเพลง สาวชาวหอ ก็ถูกเลือก เราได้ใจเลยเปลี่ยนจากฝันที่อยากเป็นนักเขียนเรื่องสั้นมาสู่นักเขียนเพลง”

พ.ศ. 2525 ณ โรงเรียนบ้านไร่ขี โรงเรียนแรกที่ครูได้บรรจุ เขาจำได้ว่า ครูเซียง พี่ชายที่สนิทกันขี่มอเตอร์ไซค์มาหาขณะซักผ้า พร้อมตะโกนอย่างดีใจว่า “สลาได้ลงหนังสือพิมพ์!”

แม้น้ำในหมู่บ้านจะหายาก แต่ความดีใจก็ทำให้เขาเลิกซักผ้า แล้วคว้าหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ ขึ้นมาอ่าน

“ตอนนั้นได้ลงเหมือนคอลัมน์ซุบซิบ น่าจะเป็นของ ยิ่งยง สะเด็ดยาด ซึ่งเขากำลังโปรโมตเพลง เราตื่นเต้นมาก เพราะเป็นข่าวเขียนว่า รุ่งเพชร แหลมสิงห์ จะกลับมาอีกครั้ง ได้นักแต่งเพลงชื่อดังจากอุบลฯ ชื่อ สลา คุณวุฒิ เพลง สาวชาวหอ

จากนั้นคนดังแห่งอุบลฯ ก็นั่งรอฟังเพลงหน้าวิทยุทรานซิสเตอร์ด้วยใจจดจ่อ พร้อมกันนั้น รุ่งเพชร แหลมสิงห์ ได้ส่งแผ่นเสียงมาให้ แม้จะไม่มีเครื่องเปิด แต่ชายหนุ่มก็เก็บไว้บนหัวเตียง จนหลายเดือนผ่านไปค่อยได้ยินตามวิทยุ

ความสำเร็จขั้นแรกในวันนั้นทำให้เขาตะบี้ตะบันแต่งเพลงส่ง ทั้งให้ ลพ บุรีรัตน์ ตามที่อยู่ในนิตยสาร ราชาเสียงทอง และฝันไกลที่สุดคือการเขียนเพลงให้ สายัณห์ สัญญา แต่ก็ไร้วี่แววตอบกลับ

ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา

“เขียนได้เยอะและเร็วมาก เพราะเราไม่มีความรู้ในการเขียน คิดอะไรก็เขียน บางวันได้ 2 – 3 เพลง ยืมเทปคาสเซ็ตต์ของเพื่อนอัดปากเปล่า เขียนเนื้อด้วยมือ เพราะพิมพ์ดีดไม่เป็น เฉลี่ยแล้วส่งเพลงเดือนละ 1 ชุด ประมาณ 12 เพลง จากที่คิดว่าเราได้อัดแผ่นเสียงแล้ว ส่งไปไหนคนก็คงรับ แต่มันไม่ใช่เลย”

หลังจากนั้นชีวิตก็ได้รู้จักกับวงคนโคก ซึ่งเป็นวงดนตรีของชาวครู เขาจึงรวมตัวกับเพื่อนตั้งวงเทียนก้อมขึ้น ครั้งนี้เขาแต่งเพลงเองอีกครั้ง พร้อมตระเวนเล่นฟรี กระทั่งได้พบกับ ทวี กาญจนพิมล สมาชิกสภาจังหวัดอำนาจเจริญ และได้รับเงินทุนมา 20,000 บาท ใน พ.ศ. 2528

ครูสลาเดินทางเข้ากรุงเทพฯ มาหา วิทยา กีฬา ซึ่งพาไปอัดเสียงที่ห้องบันทึกเสียงไพบูลย์สตูดิโอในย่านบางโพ ที่เดียวกับ พรศักดิ์ ส่องแสง มาอัดเพลง หนุ่มนานครพนม ระหว่างอัดเพลงไป เจ้าหน้าที่ก็รื้อมิกเซอร์ 8 แชนแนลเพื่อเปลี่ยนเป็น 16 แชนแนลไปด้วย ฟังดูทุลักทุเล แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้ด้วยดี โดยนำเทปคาสเซ็ตต์แบ่งกับเพื่อนไปขาย

“ตอนนั้นขายยากหน่อย ส่วนตอนนี้ต่อให้เพลงที่แต่งมีคนรู้จัก แต่ความรู้สึกที่ได้ฟังก็ยังเหมือนเดิม ครูไม่เคยประมาทเพลง และไม่เคยประมาทคนฟัง พวกเขาคือกรรมการที่ดีที่สุด

“บางคนบอกว่า ครูมีจินตนาการที่ดีในการแต่งเพลง แต่ตัวเราไม่เคยคิดถึงจุดนี้ คิดแค่ว่าเพลงของเราช่วยเด็กได้หรือยัง เขาแปลงความดังเป็นทรัพย์สินเลี้ยงดูครอบครัวได้หรือยัง ถ้าดังก็ขอบคุณ ถ้าไม่ดังก็สู้ต่อ

“สำหรับรางวัลที่ได้มา มันคือสิ่งที่คนอื่นมองเห็นและให้เรา เราไม่มีหน้าที่ไม่รับ เราไม่มีหน้าที่อยากได้ ถ้าเขาให้ เราก็น้อมรับด้วยความขอบคุณ วันที่ได้ข่าวเรื่องศิลปินแห่งชาติก็น้ำตาไหล ไม่เคยรู้สึกว่าตนเองเป็นอะไรเลย นึกถึงพ่อแม่พี่น้องที่วันนี้เราได้รับการมองเห็น” ครูสลาพูดถึงเป้าหมายในการแต่งเพลง ณ ปัจจุบัน

ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา
ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา
สมุดจดไอเดียและเนื้อเพลงของครูสลา 1 เล่ม สำหรับนักร้อง 1 คน

การต่อสู้ในดินแดนแห่งท่วงทำนอง เพื่อชีวิตและความฝัน

ความสนใจและความอยากลงมือทำแปรเปลี่ยนเป็นการดูแลชีวิต ตั้งแต่เขาได้เป็นส่วนหนึ่งของ ค่ายแกรมมี่โกลด์ ที่สอนเขาว่าเพลงมีส่วนสำคัญในการดูแลชีวิตของคนที่สู้เพื่อฝัน

หากใครนึกไม่ออกว่าครูสลาเคยแต่งเพลงให้กับนักร้องคนใดบ้าง เราขอยกตัวอย่างเพลงโปรดและเพลงดังที่ชื่นชอบให้ฟังอย่าง กระทงหลงทาง ร้องโดย ไชยา มิตรชัย, จดหมายผิดซอง ร้องโดย มนต์สิทธิ์ คำสร้อย, ยาใจคนจน ร้องโดย ไมค์ ภิรมย์พร, ปริญญาใจ ร้องโดย ศิริพร อำไพพงษ์, ต้องมีสักวัน ร้องโดย ก๊อท จักรพันธ์, ดอกหญ้าในป่าปูน ร้องโดย ต่าย อรทัย และ ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้ ร้องโดย ตั๊กแตน ชลดา นอกจากนี้ยังมีนักร้องอีกหลายคนทั้ง ไผ่ พงศธร, ไหมไทย หัวใจศิลป์ รวมไปถึง มนต์แคน แก่นคูน

“แต่ละคนกว่าจะพาตัวเองมาถึงแกรมมี่หรือที่ที่ครูอยู่ได้ เขาทุลักทุเล วันนี้เราเห็นเวทีประกวด เรารู้เลยว่าเขาลำบากกันมากแค่ไหน กว่าจะมายืนบนเวทีต้องเก็บเงิน 3 เดือน ต้องไปรับจ้างตัดอ้อย ปลูกมัน หรือแม่ต้องไปยืมเงินมาให้ ครูจึงพูดกับตัวเองว่า พอเรามั่นคงแล้ว การทำงานให้ใครสักคนอาจเป็นครั้งหนึ่งของเรา แต่ถ้าไม่สำเร็จ มันจะเป็นเพียงครั้งเดียวของเขา”

ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา

นอกจากแต่งเพลงเพื่อเลี้ยงชีวิตของลูกศิษย์และคนรอบกาย ครูสลายังเชื่อว่า เพลงรับใช้ผู้ฟังด้วยการเล่าเรื่องแทนคนที่เล่าไม่เป็น ด้วยเหตุนี้เขาจึงขอเรียกตัวเองว่าเป็น ‘นักเล่าเรื่อง’ มากกว่าเป็นศิลปินหรือนักแต่งเพลง แต่เป็นคนเล่าเรื่องผ่านท่วงทำนอง โดยมีภาษาและศิลปะการประพันธ์เป็นเครื่องมือ

“สิ่งที่ยากที่สุดในการแต่งเพลงคือความรู้สึกจริง องค์ประกอบอื่นเรียนและฝึกได้ หัวใจของการเล่าเรื่องคือการทำให้คนรู้สึกจริงกับเรื่องที่เล่า เป็นตัวแทนความรู้สึกของคนฟัง และต้องสื่อสารผ่านภาษา จังหวะ ถ้อยคำที่อยู่ในกรอบของศิลปะ”

เราถามเขาว่าได้ใส่ตัวตนลงไปในบทเพลงที่แต่งบ้างไหม เขาส่ายหน้าพร้อมบอกว่า ลายเซ็นไม่ใช่จุดมุ่งหมายในการสร้างงาน เว้นแต่คนฟังฟังแล้วรู้สึกว่านี่คือลายเซ็นของเขา

“เพลงของครูอาจไม่โดดเด่นเรื่องจังหวะหรือทำนอง ดนตรีของครูคือดนตรีในใจ เพราะเล่นไม่เป็น ครูฝึกตัวเองผ่านการเล่าเรื่อง ดังนั้น เพลงจะมาในกรอบของกลอนแปด 4 บท หรือไม่เกิน 3 บท เล่าเรื่องจบ ฟังแล้วเห็นภาพ”

ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา

อีกสิ่งที่ขาดไม่ได้ในบทเพลงของครูสลาคือ ‘เสน่ห์ของอีสาน’ ที่อัดแน่นอยู่ในเนื้อหาและอารมณ์

“ภาษาอีสานหรือคำลาวมีความงดงาม แผ่นดินลุ่มแม่น้ำโขงคือแผ่นดินแห่งท่วงทำนอง Land of Melody อันนี้ครูเรียกเองนะ มันมีทำนองลำเต้ย ลำเดิน ลำผญา ถ้าข้ามไปฝั่งลาวก็มีขับเชียงขวาง ขับพวน ขับโสม เต็มแผ่นดิน ถ้าเอาความงามของภาษาและทำนองมาใส่ร่วมกันมันจะเป็นเสน่ห์”

ราวกับได้เข้าคลาสเลกเชอร์เรื่องดนตรี เขาเล่าต่อว่า ในบทเพลงมีวิถีการต่อสู้ซ่อนอยู่ตั้งแต่เริ่ม ครูสลาเข้าวงการโดยการชักชวนของวิทยาและน้องชายอย่าง ปัญญา คุณวุฒิ ซึ่งมาเป็นนักจัดรายการวิทยุในกรุงเทพฯ

“ตอนนั้นถ้าเป็นเอฟเอ็มเขาไม่ให้เปิดหมอลำ ไม่ให้พูดภาษาถิ่น คนที่พูดหรือเปิดต้องไปที่วิทยุยานเกราะ ครูชอบ พี่เบิร์ด ธงไชย กับ อัสนี-วสันต์ เขาไม่มีลิมิตเรื่องเพลง แต่อยากให้ศิลปะทุกแขนงได้รับสิทธิ์เท่ากัน เราคิดว่าถ้าเอาคำอีสานมาอยู่ในเพลงให้เยอะขึ้น คงจะสร้างการยอมรับได้บ้าง

“ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นคนแรก แต่คิดว่าตัวเองเป็นคนร่วมที่อยากสร้างงานเพลงลูกทุ่งที่มีภาษาถิ่น ด้วย เหตุผลคืออยากให้เพลงพาตัวเองเข้าไปอยู่ในทุกพื้นที่สื่อโดยไม่มีกำแพง คนบ้านครูอายที่จะบอกว่าตัวเองเป็นใครในวันที่เข้ามากรุงเทพฯ ลูกหลานที่มาทำงาน พอผ่านโคราชก็เริ่มไม่พูดภาษาถิ่น บางวันไปกินข้าว น้องที่เป็นเด็กเสิร์ฟไม่พูดภาษาถิ่นต่อหน้าเรา แต่ไปพูดหน้าห้องน้ำ

“คนที่เป็นฮีโร่เรื่องนี้คือ จรัล มโนเพ็ชร เพราะท่านเอาภาษาเหนืออยู่ในเพลงตั้งแต่เราเป็นนักศึกษา ทำให้พื้นที่สื่อยอมรับ นอกจากนี้ ยังทำให้คนบ้านเรากล้าบอกว่าเราเป็นใคร มีความสุขกับการใช้ชีวิต ครูใช้ภาษาถิ่นเยอะมาก โดยเฉพาะลูกศิษย์อย่าง แดง จิตกร, แมน มณีวรรณ, ต่าย อรทัย และ ศิริพร อำไพพงษ์ ทุกคนคืออัศวินในการสู้เพื่อวัฒนธรรมนี้

“จังหวะของสังคมก็มีส่วน ครูขอบคุณลูกทุ่งเอฟเอ็มและพี่ชาย วิทยา ศุภพรโอภาส ตลอดเวลา เขาทำให้ลูกทุ่งเข้าไปอยู่ในเอฟเอ็ม พอมาถึงวันนี้ ความกล้าและการสร้างงานทำลายกำแพงเหล่านั้น ทำให้ทุกบทเพลงเสมอภาคมากขึ้น”

แม้เด็กรุ่นใหม่อาจไม่เข้าใจความจริงจังด้านภาษาของครูสลา แต่ทุกคนที่เกิดทันย่อมรู้ว่ามีการต่อสู้ในโลกดนตรีมาก่อน เมื่อชนะแล้วจึงต้องยืนยันจุดยืน เมื่อพบกับความเท่าเทียม ยิ่งต้องทำให้แสงนั้นเฉิดฉาย เช่นเดียวกับละคร นายฮ้อยทมิฬ ซึ่งพูดภาษาอีสานทั้งเรื่อง ผิดกับละครอื่นที่เคยมีในยุคนั้น นี่ถือเป็นอีกหนึ่งแนวรบที่สู้เพื่อให้คนอีสานภูมิใจในตัวเอง โดยครูสลาได้รับเกียรติให้แต่งเพลงประกอบละครเรื่องแรกในชีวิต

“จนถึงตอนนี้และต่อไป เพลงลูกทุ่งจะไม่มีวันหมดยุค เพราะลูกทุ่งคือคนไทย เป็นเพลงของเราทุกคน”

ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา

ปัจจุบัน ครูสลาเห็นความเปลี่ยนแปลงในวงการที่เดินหน้าอย่างไม่หยุดหย่อน เด็กรุ่นใหม่มีความพร้อมในการแต่งเพลง มีความสามารถด้านดนตรีมาตั้งแต่ในโรงเรียน หากมีเรื่องเล่ามาประกอบยิ่งกลายเป็นบุคลากรคุณภาพ

“คุณภาพคนพร้อมแล้ว หากประเทศมียานที่ดีพอจะส่งความเก่งของเด็กเราไปนานาชาติเหมือนเกาหลี หรือประเทศอื่น ก็รอตรงนั้นอยู่”

ความฝันในวัย 60 ของเขาไม่มีอะไรมาก เมื่อได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่และแฟนคลับมามากพอ ก็ถึงเวลาส่งต่อความช่วยเหลือให้คนอื่น เพราะนั่นคือสัญญาที่ครูมีต่อลูกศิษย์คนแล้วคนเล่า

“มันคือความฝันที่อยากทำอะไรให้เป็นประโยชน์ในวันที่มีแรงพอ ตอนนี้ถึงวัยส่งเสริม นอกจากเขียนเพลงเพื่อลูกศิษย์ ครูก็มีที่นาอยู่ที่อุบลฯ หากสร้างอาคารที่เก็บความเป็นเราเอาไว้ในนั้น สำหรับคนที่อยากศึกษาชีวิตของครูสลา หรืออยากศึกษาการเขียนเพลงของเรา ก็ไปที่นั่นได้ เผื่อเรื่องราวของเราจะสร้างแรงบันดาลใจให้ใครสักคน”

บทเรียนชีวิตที่ก้าวมาเกินครึ่งศตวรรษสอนให้เขาไม่ยอมแพ้และเดินหน้าทำตามความฝัน ขณะเดียวกัน บทเรียนของความเป็นครูก็สอนให้เขามีความสุขเมื่อเห็นความสุขของผู้อื่น และรู้จักรักลูกคนอื่นให้เหมือนรักลูกตัวเอง

“ถึงจะลาออกจากราชการมานาน แต่ความเป็นครูไม่มีวันเกษียณ และจะอยู่ต่อไปจนหมดลมหายใจ”

เรื่องราวของเขายังคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ แม้บทสนทนาจะถึงเวลาต้องจบ หลังจากที่เราขอตัวกลับบ้าน ยังมีอีกหลายชีวิตแวะเวียนมาที่ ห้องอัดซำบายใจ เพื่อทำฝันให้เป็นจริง ซึ่งเจ้าของสถานที่ยินดีต้อนรับนักล่าฝันทุกคน พร้อมสนับสนุนเท่าที่มีกำลัง โดยก่อตั้ง ค่ายซองเดอ เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับคนที่ใช่ แต่ยังไม่ชนะในเวทีต่าง ๆ เพราะสำหรับครูสลาตอนนี้ ไม่มีเป้าหมายใดยิ่งใหญ่ไปกว่าการแบ่งปัน

ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา

(ช่วงพิเศษ หลังตู้ครูสลา)

ระหว่างครูสลาเปลี่ยนบทบาทเป็นนายแบบ เราถามเขาว่าเครื่องแต่งกายอันเป็นเอกลักษณ์มีที่มาที่ไปอย่างไรบ้าง

ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา

“หมวกได้มาโดยบังเอิญ ถ่ายรายการ ชิงช้าสวรรค์ คอนเทสต์ ตอนนั้นมาจากอุบลฯ และมาช้ากว่าเพื่อน ครูเทียม-ชุติเดช ทองอยู่ เลยเอาหมวกให้ใส่ เพราะผมกระเซิงมาก ปรากฏว่าเขาบอกดูดีก็เลยใส่เรื่อยมา

“ผ้าขาวม้า ตอนเรียน ป.กศ.สูง แม่ทอให้ ปกติชาวนาอีสานพอว่างจากงาน หน้าฝนก็ทอเสื่อ หน้าหนาวก็ทอผ้า ทุกบ้านจะมีใต้ถุนสูงและกี่ทอผ้า แม่ก็ทอแล้วแบ่งให้ลูกชายทุกคน ตอนที่เรียน ป.กศ.สูง ปีแรก แม่มีแรงทำ ก็แจกให้คนละผืน พี่ชาย ครู และน้อง เป็นผ้าที่สวยมาก แล้วพอแม่บอกว่าจะให้ เราก็พยายามฝึกใช้ คล้องไปคล้องมา ตอนนี้กลายเป็นเอกลักษณ์ แต่เสียดายว่าผืนที่แม่ทอให้หายไปแล้ว

“เสื้อหม้อห้อม เสื้อผ้าฝ้าย พ่อเคยไปปั่นสามล้อที่นครพนมแล้วชอบเสื้อหม้อห้อมที่ปักเรณูนคร เราก็ใส่มาตลอดตั้งแต่นั้นเหมือนกัน”

เขายิ้มให้กล้องต่ออย่างไม่เขินอาย เราจึงปิดท้ายด้วยการเสนอให้เขาทำแบรนด์ผ้าขาวม้า เพื่อสนับสนุนผลิตภัณฑ์ชุมชน เพราะใครจะเป็นพรีเซนเตอร์ที่ดีไปกว่าคนที่ใช้ผ้าขาวม้าทุกวันเช่นเขา!

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

A.W.Y

ช่างภาพจากเชียงใหม่ที่ชอบของโบราณ ยุค 1900 - 1990

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load