ชาคริต แย้มนาม กำลังลงหลักปักฐานในวัย 42 ย่าง 43 เขายื้อวัยหนุ่มของเขาได้ยาวนานกว่ามาตรฐานชายไทยหลายคน เที่ยว ทำงาน ระห่ำกับประสบการณ์ และยินดีที่จะพูดว่าได้ใช้ลมหายใจอย่างคุ้มค่าในการทำความรู้จักกับชีวิต

ก่อนย่างวัย 40 เพียง 1 ปี ชาคริต พลิกหน้ากระดาษเพื่อรู้จักกับชีวิตในบทใหม่

เขาแต่งงานกับคนรักและมีลูกชายด้วยกัน 1 คนในปีถัดมา ถนนชีวิตของเขาไม่โดดเดี่ยวดังเดิม แต่มีเพื่อนร่วมเดินทางในบทใหม่ของชีวิตอีกหลายคน ซึ่งเป็นบทที่เขาเคยฝันเอาไว้ถึงชีวิตในบั้นปลาย 

เรามีโอกาสได้นั่งพูดคุยกับเขา เก็บเกี่ยวแววตาอันตื่นเต้นของคนที่กำลัง Settle Down พร้อมกับฟังเรื่องราวที่เขาได้พ้นผ่าน ความคิด ตัวตน บาดแผล เขาเล่าออกมาในจังหวะเฉพาะตัว รวดเร็ว หนักแน่น และเปี่ยมพลัง

เงิน งาน ความรัก การทำสวน และบทบาทพ่อของชาคริต แย้มนาม

รู้จักตัวเองเร็ว

น้องโพธิ์ ลูกชายของชาคริตกำลังจะครบ 3 ขวบ ในอีกไม่กี่เดือน หนุ่มน้อยกำลังซุกซนและวิ่งไปบนความไร้เดียงสา อันทำให้คนวัยผู้ใหญ่ได้มีช่วงเวลาหยุดนึกถึงวันวานของตัวเอง

เราคุยกับชาคริต ชวนให้เขาเล่าว่าในขวบวัยใกล้เคียงกัน เขาเป็นเด็กหนุ่มแบบไหน

“เราจำได้บางช่วงบางตอน อย่างตอนเด็กที่แม่ไปส่งที่โรงเรียน หรือเวลาเห็นเครื่องบินเราก็จะบ๊ายบาย เราคิดว่าพ่อเราอยู่บนนั้นเพราะพ่ออยู่เมืองนอก คือมันจะมีทั้งช่วงเวลาที่เราถูกเติมเต็ม ช่วงที่เราขาด ช่วงที่เรามีคำถามปะปนกันไป

“โตขึ้นมาเราก็เริ่มติดเพื่อน จากนักเรียนเกรด A ร่วงลงไป F เพราะว่าเล่นมาก เราจำช่วงเวลาเหล่านี้ได้ จำได้ว่าชอบกีฬา ชอบวรรณกรรม อะไรที่คนอื่นเขาไม่ชอบแล้วก็มักจะสอบตกแต่เราดันผ่าน ส่วนวิชาหลักอย่างคณิตที่เป็นการจำสูตรอะไรต่างๆ เราไม่ชอบ เราก็จะตกอันนั้น แล้วเราก็ไม่พยายามที่จะทำมันด้วยซ้ำ ส่วนหนึ่งเพราะเรารู้จักตัวเองตั้งแต่เด็ก”

เกรด F จากบางวิชาพิสูจน์ว่าเขาไม่ได้อยากเลี้ยงแค่มด แต่อนุญาตให้ตัวเองปฏิเสธในสิ่งที่ไม่ต้องการ และโอบรับเอาตัวอักษรอื่นๆ ระหว่าง A ถึง F ให้เข้ามาอยู่ในทรานสคริปต์ ซึ่งบางทีก็มองได้ว่ามันเป็นอภิสิทธิ์ของคนที่รู้จักตัวเองดีพอ

“ที่เป็นอย่างนี้ก็น่าจะเพราะแม่แหละ เราคุยกันบ่อยตั้งแต่เด็กๆ แชร์เรื่องราวที่ได้เจอมา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นช่วงเวลากินข้าวเย็น เรียกว่าเป็นครอบครัวที่คุยกันได้ทุกเรื่อง ซึ่งจริงๆ ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่สำคัญนะ เพราะมันก็ทำให้เราได้ทบทวนตัวเองไปในตัวด้วย”

เงิน งาน ความรัก การทำสวน และบทบาทพ่อของชาคริต แย้มนาม

รู้จักกับโลกเร็ว

“เราเช่าอพาร์ตเมนต์อยู่เองตั้งแต่สิบห้า”

ชาคริตเป็นเด็กนอก เขาเดินทางไปเรียนที่นิวซีแลนด์ตั้งแต่ช่วงมัธยมปลาย ที่นั่นเขาใช้ชีวิตด้วยตัวเอง คำว่าอิสระเสรีคือสิ่งที่หอมหวนสำหรับหนุ่มวัยนั้น เพราะมันหมายถึงความสามารถในการทำตามใจตัวเองอย่างไร้กฎระเบียบ

“ช่วงที่ผลาญเงินมากมายจนโดนด่า หรือไม่ไปเรียนจนโรงเรียนต้องโทรหาแม่ เราผ่านมาหมดแล้ว ขณะเดียวกัน สิ่งที่เราทำดีจนคนเขาชมให้แม่ภูมิใจก็มีหลายอย่างเหมือนกัน

“ตอนที่เรากลับมาที่ไทย ตอนนั้นอายุประมาณสิบปลายๆ เรามีความคิดว่าจะไม่เรียนมหาลัยแล้ว ซึ่งก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้แม่ช็อก เพราะตอนนั้นเราอยากทำงาน อยากดูแลตัวเอง บวกกับเริ่มโดนแม่ว่าว่าใช้เงินเยอะ พอมีคนเสนองานแสดงเข้ามาในช่วงที่เรากลับมาเมืองไทย ก็เลยตัดสินใจรับงาน”

จุดเปลี่ยนในชีวิตของคนบางคนมันก็เรียบง่ายเช่นนั้น เพราะจากการเดินเข้าสู่วงการครั้งนี้ 20 ปีผ่านไป เขาก็ยังคงทำงานในวงการเดิมไม่เปลี่ยนแปลง การไม่เดินเข้ามหาวิทยาลัยในระบบการศึกษาตามครรลอง กลับทำให้เขาได้ลงเรียนในมหาวิทยาลัยชีวิต ที่พาเขาไปพบกับสิ่งที่รักจวบจนวันนี้

“พอเราทำงานไปเรื่อยๆ เริ่มรู้จักคำว่าเหนื่อยมันเป็นยังไง เริ่มรู้ว่าเงินแต่ละบาทกว่าจะหามาได้มันยาก มันเหนื่อยทั้งสมอง ทั้งช่วงเวลาทำงานที่ตั้งแต่เช้าถึงดึก ทั้งอารมณ์ ทั้งความจำ ทุกสิ่งทุกอย่าง เรื่องตลกก็คือ จากที่แค่อยากหาเงินเพื่อพิสูจน์ตัวเองกับแม่ เรากลับค่อยๆ หลงรักมัน จนการแสดงได้กลายเป็นความรักของชีวิต”

แสดงว่าคุณไม่ได้อยากเป็นนักแสดงแต่แรก ?  

ขอโทษ ที่ทำลายความโรแมนติก

“ไม่ ตอนเด็กๆ ผมอยากเป็นสถาปนิก มัณฑนากร อะไรพวกนั้น ก็ลงเรียนพวกกราฟิกดีไซน์ เขียนแบบ ศิลปะ แต่พอมาทำงานแล้วเราติดลมยาว ตอนหลังเลยต้องลงเรียนทางไกลในสาขาการตลาดแทน”

เงิน งาน ความรัก การทำสวน และบทบาทพ่อของชาคริต แย้มนาม
เงิน งาน ความรัก การทำสวน และบทบาทพ่อของชาคริต แย้มนาม

จนการแสดงได้กลายมาเป็นความรัก

“จนการแสดงได้กลายเป็นความรักของชีวิต” ประโยคนี้ชาคริตบอกเล่าบนสีหน้าจริงจัง แต่แฝงอมยิ้มน้อยๆ เหมือนยามเขาเล่าถึงภรรยา ลูกชาย หรือแผนการในอนาคตที่จินตนาการไว้

ผู้อ่านอาจได้เคยได้ยินชาคริตพูดถึงความรักในแง่มุมอื่นๆ มาบ้าง แต่ความรักในการแสดง น้อยครั้งที่จะได้ฟังเขารำพันถึง

“ผมว่านักแสดงอย่างแรกเลยคือ คุณต้องทำให้ตัวอักษรที่อยู่ในกระดาษมันมีชีวิตขึ้นมา

“ละครหรือภาพยนตร์คือโลกสมมติ แต่นักแสดงต้องเชื่อในโลกสมมตินั้น เราอ่านบทเป็นร้อยๆ หน้า พร้อมไปกับเชื่อในตัวละคร และสร้างตัวตนนั้นให้มีชีวิตขึ้น ความท้าทายของนักแสดงคือ เราต้องสร้างตัวตนเหล่านั้นขึ้นมาให้ได้จากกระดาษ

“มนุษย์เรามีหลายแบบ ทั้งคนปกติ คนที่น่ากลัว คนที่มีความพิเศษกว่าคนปกติ ซึ่งอาจเป็นบทบาทที่เราอาจจะได้รับก็ได้ นักแสดงเลยต้องเป็นคนช่างสังเกต เข้าใจโครงเรื่อง เข้าใจประเภทของคน ว่าถ้าเป็นคนแบบนี้ แล้วเจอสถานการณ์แบบนี้ จะเป็นยังไง ซึ่งเอาจเริ่มสังเกตจากใกล้ตัวก่อน บ้านเรา ญาติพี่น้อง เพื่อนเรา หรือคนที่เราเคยเห็นในทีวี พอต้องมาแสดงหรือทำความเข้าใจกับตัวละครใหม่ มันก็เป็นเหมือนการต่อจิ๊กซอว์ เราจะเอาคนหลายๆ แบบที่เราเคยสังเกตมาประกอบร่างกัน เพื่อสร้างสรรค์ตัวละครนั้นขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นท่าเดินหรือพฤติกรรมต่างๆ”

แสดงว่าสำหรับคุณ ประสบการณ์ชีวิตและการได้รู้จักคนหลากหลาย เป็นเรื่องสำคัญต่ออาชีพการงาน ?

“ใช่ แล้วมันก็เป็นความโรคจิตของความเป็นนักแสดงด้วย คือมันไม่ปกติหรอกที่อยู่ดีๆ เราจะต้องประกอบร่างมนุษย์คนหนึ่งขึ้นมา ซึ่งจริงๆ ศาสตร์ที่เราชอบคือ Method Acting (วิธีการเข้าถึงตัวละครแบบหนึ่ง) แหละ เราก็อ่านหนังสือของ ไมเคิล เชคคอฟ (Michael Chekhov) อะไรแบบนี้ 

“เอาเข้าจริงเราก็อยากจะ Method Acting ให้ได้มากที่สุดนะ แต่บางทีเวลามันก็ไม่ได้เอื้อ บางทีเราถ่ายพร้อมกับสี่เรื่อง มันก็ต้องปรับตลอดเวลา เราผ่านจุดแบบนั้นมา ซึ่งมีช่วงหนึ่งที่เราทำงานจนเราเกลียดตัวเอง เพราะเราลืมเพื่อน ลืมทุกอย่างไปเลย ทำงานจนไม่มีชีวิตส่วนตัว เพราะเรารู้สึกว่างานมันท้าทายมากและสนุกมาก จนถึงจุดหนึ่งที่รู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว เลยค่อยๆ ปรับลดลงมา”

ช่วงไหนที่พีกที่สุดในชีวิตการทำงานของคุณ 

“น่าจะเป็นช่วงที่เล่นเรื่อง Bangkok Dangerous ตอนนั้นน่าจะหนักที่สุดแล้ว คือในระยะเวลาหกเดือนเต็ม เราเล่นอยู่ประมาณห้าคาแรกเตอร์ รวมเวลานอนสามวัน ไม่ถึงแปดชั่วโมง เรามีรถบ้านเป็นของตัวเอง เราหลับบนนั้น พอตื่นขึ้นมาคืออยู่อีกกองถ่ายหนึ่ง แล้วก็ต้องเปลี่ยนเป็นอีกตัวละครให้ได้ จนร่างกายเราไม่ไหว”

อะไรทำให้คุณทำงานหนักขนาดนั้น-เราถาม

“ความอยากรู้ มันท้าทายว่าเราจะทำได้ไหม”

แสดงว่าคุณรักสิ่งนี้มากเลยนะ

“มาก มันสอนให้เราเข้มแข็ง ทำให้เรามีอาชีพ ทำให้เราเลี้ยงดูครอบครัว ตอบแทนคุณแม่ได้”

เงิน งาน ความรัก การทำสวน และบทบาทพ่อของชาคริต แย้มนาม

So be it! อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด

หากบทสัมภาษณ์นี้เป็นภาพยนตร์ การปูตัวละครก็ได้จบลงไปแล้วในสองหัวข้อแรก หัวข้อนี้เป็นช่วงที่ผู้กำกับจะเริ่มฉายชีวิตของตัวละคร เพื่อเผยมิติความเป็นมนุษย์ของเขาออกมา

เพลงประกอบในองก์นี้จะปรับเพซซิ่งให้ระรัวขึ้น เพราะชีวิตของชาคริต สนุก เต็มที่ ดั่งปรัชญาที่เราเอามาใช้เป็นชื่อหัวข้อนี้นี่แหละ

ชาคริตทำงานหนัก เขาหาเงินเก่ง และเขาก็มีทักษะการใช้เงินไม่ด้อยไปกว่าการหามา

“เมื่อก่อนก็มีหมด เราทำงานหาเงินเองนี่ บอยทอยทั้งหลาย นาฬิกา ปืน รถ เราซื้อหมด อยากได้ก็ซื้อ อยากรู้ว่ามีแล้วมันเป็นยังไง Porshe, Ferrari, Bentley เคยมีมาหมด แต่ตอนนี้คือขายหมด เพราะไม่ได้ใช้ 

“อย่างเรื่องรถ เมื่อก่อนเรามีรถเจ็ดคัน แต่ในหนึ่งปีขับคันละแค่สองวัน เพราะเราทำงานสามร้อยหกสิบวัน ซึ่งส่วนใหญ่เราต้องนั่งรถตู้ไปทำงาน สุดท้ายเจอค่าประกันในแต่ละปี ใจมันก็หล่นเหมือนกันนะ (หัวเราะ) สุดท้ายก็มานั่งถามตัวเองว่า แล้วจะปล่อยให้ตัวเองเป็นอย่างนั้นไปทำไม เราใช้ชีวิตอู้ฟู่มาสิบกว่าปี เราบอกกับตัวเองได้ว่าเคยมีแล้ว เคยใช้แล้ว ถ้าไม่ได้จำเป็นก็ขายไป”

นอกจากกล้าใช้เงิน ชาคริตเป็นคนที่กล้าใช้ชีวิตด้วย บางด้านเราได้เห็นผ่านหน้าสื่อ บางด้านไม่มีใครเห็นยกเว้นเขา แต่ชาคริตไม่ใช่คนที่ครั่นคร้ามบาดแผลในชีวิต

“มันมีแต่เรื่องให้ด่าตัวเอง แบบ เฮ้อ กูไม่น่าเลย แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ก็คงไม่ได้ไปแก้อะไร เพราะสุดท้ายแล้วมันก็ทำให้เราเข้มแข็งขึ้น ทำให้เราเข้าใจอะไรมาขึ้น หลายๆ อย่างที่เราทำ เราอาจคิดว่ามันใช่ มันถูก แต่สุดท้ายความไม่ละเอียด ความคิดแบบด้านเดียวมันก็ให้บทเรียนที่ทำให้กลับมาสอนตัวเองในหลายๆ เรื่อง มันก็คือ Live and Learn เราเรียนชีวิตทุกวัน”

ปรัชญาการใช้ชีวิตของชาคริตในวัยหนุ่มคืออะไร​

“So be it! อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด”

เงิน งาน ความรัก การทำสวน และบทบาทพ่อของชาคริต แย้มนาม

Farm and Family

ถ้าชีวิตวัยรุ่นของคนเราคือช่วงเวลาแห่งการค้นหา ทดลอง เพื่อให้ได้รู้จักกับตัวเอง เมื่อถึงจุดหนึ่ง คนเราอาจต้องก้าวสู่วัยที่สงบนิ่งมากขึ้น หากใครติดตามชาคริต แย้มนาม ในวันนี้ คงได้เห็นภาพของเขาใช้ชีวิตอยู่กับสวนในจังหวัดจันทบุรี ขุดดิน ปลูกต้นไม้ วางแผนสร้างธุรกิจของครอบครัว สลัดภาพของชาคริตในอดีตจนหมดสิ้น

“จริงๆ แล้วเราเป็นคนชอบธรรมชาติ ที่เลือกไปเรียนที่นิวซีแลนด์ก็เพราะชอบธรรมชาติ แล้วก็คิดว่าบั้นปลายชีวิตเราอยากไปอยู่แบบนั้น ก็เลยเคยซื้อที่เก็บไว้ที่จันทบุรีเมื่อประมาณยี่สิบปีที่แล้ว แต่ทีนี้พอโตมาก็มานั่งคิดว่าทำไมต้องรอบั้นปลายถึงค่อยไปใช้ชีวิตวะ ถ้าแก่แล้วเราจะมีแรงสร้างอะไรเหรอ ทำไมไม่ทำมันตั้งแต่วันนี้เลย ก็เลยลงมือไปทำ ไปใช้ชีวิต”

ชาคริตมีความรู้ในการทำสวนเป็นศูนย์ เขาเริ่มใหม่โดยอาศัยการเรียนเอาจากญาติพี่น้องของภรรยา ค่อยๆ เรียนรู้และลงมือทำ เพื่อที่วันหนึ่งเขาจะได้ส่งต่อพื้นที่นี้ให้กับทายาทของเขาต่อไป

“สุดท้ายสิ่งที่เราสร้างมันจะเกิดมูลค่า มันเป็นบ้านที่เราจะได้กลับไปอยู่กับครอบครัว วันหนึ่งมันก็จะกลายเป็นที่ดินของลูกเรา เป็นมรดกของลูกเรา”

จากชาคริตที่ใช้ชีวิตโลดโผนเต็มที่ อะไรที่ทำให้คุณเปลี่ยน-เราถามเขา

“ความฝันที่มาเต็มเรา การมีครอบครัวที่สมบูรณ์

“คือเราเป็นคนที่ถูกเลี้ยงมาโดยซิงเกิลมัม โดยที่คิดว่าตัวเองไม่ได้ขาดอะไร แต่ความจริงก็คงขาด Father Figure อยู่ดีแหละ ก็เลยตั้งปฏิญาณไว้ว่า ถ้าวันหนึ่งได้มีครอบครัว เราอยากมีครอบครัวที่อบอุ่น สมบูรณ์ แต่ก็เคยมีบางเวลาที่เราคิดว่ามันอาจจะไม่เกิดขึ้นกับชีวิตของเรา”

คุณเคยหมดหวังมาแล้วเหรอ-เราแอบแทรกถาม

“เรามีสุขและทุกข์ในความรักมาหลายครั้ง จนบางทีรู้สึกหมดหวังมันก็มี

“แต่สุดท้ายเราก็พบว่า เมื่อถึงเวลา เราก็ได้เจอ ซึ่งการมีครอบครัวมันทำให้เราใช้ชีวิตอย่างมีสติขึ้น เมื่อก่อนเราใช้ชีวิตมาเยอะ ทั้งเที่ยว ทั้งทำงาน คือเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตคุ้ม แต่พอมีครอบครัว มีลูก มุมมองเราก็เปลี่ยนไป เพราะเราไม่ใช่ตัวคนเดียวแล้ว เมื่อก่อนถ้าเราตายไปก็ไม่มีใครเดือดร้อน แต่เดี๋ยวนี้มันต้องคิดถึงอนาคต คิดถึงคนรอบตัว เราเลยไม่สามารถใช้ชีวิตแบบ Fearless”

การมีทำสวน ปลูกต้นไม้ ผลไม้ก็เป็นความรู้ใหม่สำหรับชาคริตไม่ต่างจากการเป็นพ่อคน เขาเรียนรู้การเป็นชาวสวนที่ดี พร้อมๆ ไปกับการเป็นพ่อ ชาคริตเล่าย้อนกลับไปให้ฟังว่า ชีวิตในบทนี้ของเขาคือการค่อยๆ เรียนรู้ทีละอย่าง ในแต่ละวัน

“เราไม่ได้คิดมาก่อนว่าเราจะเป็นพ่อแบบไหน แต่วันที่เขาคลอดออกมา สิ่งที่เราตั้งใจไว้เลยคือ เราจะไม่ใช่คนที่วางแผน 1 2 3 4 แล้วให้เขาทำตาม แต่เราจะ Go one step at a time. คือค่อยๆ เรียนรู้กันไประหว่างที่เขาเติบโต แล้วค่อยๆ ตบกันให้เข้าที่เข้าทาง แทนที่เราจะไปวางไว้ตั้งแต่วันแรกว่าลูกเราจะต้องเป็นแบบนั้น แบบนี้ มันไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบหรอก ทุกอย่างมัน Live and Learn”

“แต่ไม่ใช่ว่าเราไม่คิดถึงอนาคตไว้เลย เพราะทุกวันนี้เราก็คิดทำธุรกิจต่างๆ เอาไว้เพื่อรองรับการเติบโตของลูก อย่างสวนที่เราทำ สุดท้ายมันก็ต้องเป็นของเขา

“เพราะฉะนั้น ตราบใดที่เรายังมีเวลา ยังหายใจ ยังมีความสามารถอยู่ เราจะพยายามทำทุกอย่าง เพื่อหากวันหนึ่งเราไม่อยู่แล้ว เขาจะเหนื่อยน้อยที่สุด และวันหนึ่งหากเขามีครอบครัวเอง เขาก็จะได้เรียนรู้ว่า การดูแลครอบครัวมันเป็นสิ่งที่สำคัญ”

เงิน งาน ความรัก การทำสวน และบทบาทพ่อของชาคริต แย้มนาม

งาน – เงิน – ความรัก

งาน เงิน ความรัก ถ้าเป็นผู้อ่านจะเรียงลำดับความสำคัญของมันอย่างไร

เราถามคำถามเดียวกันนี้กับชาคริตในช่วงท้ายๆ ของบทสนทนา

“ถ้าตอนเป็นวัยรุ่นจะตอบว่างานมาก่อน แต่ตอนหลังมันเปลี่ยนไปเป็นเรื่องความรัก”

เงินไม่ได้อยู่ในสมการเลยเหรอ-เราถามต่อ

“ไม่เคยอยู่เลย เรากินแกลบได้ เราไม่ได้เป็นคนยึดติด ถ้าไม่มีก็ไม่มี เราเคยผ่านช่วงเวลามาหลากหลายแบบ”

คุณไม่ได้กลัวความจน ?

“ก็มันเลือกไม่ได้นี่ ถ้าวันหนึ่งมันต้องจน แต่ถึงจนเรายังมีชีวิต มันก็ต้องหาหนทางสู้ต่อไปเพื่อรักษาชีวิต

“อีกอย่าง เรื่องเงินคือเราสปอยล์ตัวเองมาหมดแล้ว มันคงเหมือนการสูบบุหรี่ที่เราเคยชินจนเหมือนเป็นกิจวัตร แต่สุดท้ายแล้วเราไม่ได้เสพติดมัน เวลาต้องไปเข้าวัดนั่งสมาธิเจ็ดคืน แปดวัน ไม่ได้สูบเลยก็ไม่ได้เป็นอะไร

“คือเรามองทุกอย่างให้มันง่ายๆ แค่นั้น สุขก็สุข ทุกข์ก็ทุกข์ ไม่มีอะไรที่จีรัง ถ้าลงไปเรื่อยๆ สักวันหนึ่งมันก็จะกลับขึ้นมา”

เงิน งาน ความรัก การทำสวน และบทบาทพ่อของชาคริต แย้มนาม

Writer

คณพล วงศ์วิเศษไพบูลย์

นักเขียนอิสระ ที่กำลังลองทำงานหลายๆ แบบ ชอบลี้คิมฮวง ต้นไม้ เพลงแก่ๆ มีความฝันอยากทำฟาร์มออร์แกนิก และล่าสุดเขียนจดหมายสะสมลงในเพจ In the Letter

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“ค่ะ”

คือคำพูดติดปากที่ทำให้คนทั้งประเทศจดจำ จิตดี ศรีดี ผู้ประกาศข่าวจากรายการ ทุบโต๊ะข่าว ทางช่องอมรินทร์ทีวีได้เป็นอย่างดี ไม่ใช่เพราะเธอไม่มีอะไรจะพูดหรือไม่มีความคิดความอ่านแต่อย่างใด ในทางกลับกัน สิ่งที่คนดูประทับใจในตัวเธอคือการเป็นลูกคู่ที่ดีเยี่ยมของพิธีกรฝีปากกล้า พูดในจังหวะที่ควรพูดและทำให้รายการดูกลมกล่อมขึ้น จากไหวพริบและความอดทนของตัวเธอเองตลอด 7 ปีที่ผ่านมา

จนถึงเวลาที่บทถัดไปของชีวิตเริ่มต้นขึ้น

น้อยคนที่จะรู้ว่า จิตดี ศรีดี หรือ เจี๊ยบ คนนี้ เคยทำงานเป็นพนักงานโรงแรมมาก่อนถึง 2 ปี ก่อนจะเดินตามความฝัน เริ่มต้นอาชีพผู้ประกาศข่าวต้นชั่วโมงทางวิทยุ และค่อยๆ เติบโตจนมาเป็นพิธีกรคู่ขวัญกับ พุทธ อภิวรรณ ผู้ประกาศข่าวชื่อดังขวัญใจมหาชน 

จนล่าสุดที่มีข่าว ‘จิตดีจะได้พูดแล้ว’ ทำให้แวดวงสื่อและแฟนคลับของเธอตื่นเต้นว่าเธอจะย้ายไปไหน ซึ่งจิตดีเองก็ยืนยันว่าไม่ได้ลาออกจากช่อง ยังเป็นพนักงานเหมือนเดิม เพียงแต่เธอได้รับโอกาสจากผู้บริหารอมรินทร์ทีวีให้ย้ายช่วงมาจัดรายการข่าวเช้า ‘อรุณอัมรินทร์’ แทน เป็น 1 ใน 4 ผู้ประกาศข่าวหลักร่วมกับ โจ-อรชุน รินทรวิฑูรย์, บอล-สถาปัตย์ แพทอง และ กรุ๊งกริ๊ง-รังสิมา ศฤงคารนฤมิตร ที่หลายคนคุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่แล้ว

จะว่าไปนี่คือการก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัยของตัวเองภายใต้เงาของพุทธด้วยซ้ำ เพราะอยู่รายการใหญ่ มีผู้ดำเนินรายการที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดสายตาของผู้ชม ย่อมมั่นคงกว่าการเริ่มต้นใหม่เองเสมอ แม้จิตดีจะบอกกับ The Cloud ว่าเธอได้พูดมากขึ้นเป็นเท่าตัว แต่โจทย์นี้ก็ไม่ง่ายเมื่อต้องทำงานช่วงชิงเรตติ้งข่าวเช้าในวันที่กรรมกรข่าวตัวจริงอย่าง สรยุทธ สุทัศนะจินดา หวนกลับคืนหน้าจออีกครั้ง ปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอต้องทำการบ้านอย่างหนักในการปรับตัวและพัฒนาตัวเธอเองมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีเวลาเหลือให้มองสิ่งที่อยู่ข้างหลังอีกต่อไป

บทสัมภาษณ์นี้น่าจะทำให้ใครหลายคนรู้จัก เข้าใจ และรักผู้หญิงคนนี้มากขึ้น ไม่ใช่ในฐานะผู้ประกาศข่าวชื่อดัง แต่เป็นบทบาทของลูกคนหนึ่งที่มีความฝัน ผูกพันกับแม่อย่างลึกซึ้ง เด็กสาวจากสามพรานที่สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาเองจากศูนย์ อดีตนักจัดรายการวิทยุในวัดของชุมชนที่สอบใบผู้ประกาศผ่านเพราะมีหลวงพ่อคอยชี้แนะ 

ถ้ามองชีวิตของเธออย่างตรงไปตรงมา เรื่องราวของเธอก็คือเรื่องของคนธรรมดาๆ คนหนึ่ง เหมือนกับตัวผู้เขียนและผู้อ่าน ไม่ได้มีใครพิเศษไปกว่าหลักการของเหตุและผลที่มีทีมาที่ไปของมันเอง เพียงแต่เรื่องของ เจี๊ยบ จิตดี นี้ น่าจะเป็นเรื่องธรรดาที่ทำให้ใครหลายคนยิ้มได้ อิ่มใจ และเอ็นดูความเป็นเธอไม่น้อยเลย

กว่าจะเป็น 'จิตดี' ผู้ประกาศข่าวที่อาจพูดน้อยที่สุดในไทย และบทบาทใหม่ที่เธอขอเล่าเอง

เป็นอย่างไรบ้างกับการเปลี่ยนมาอ่านข่าวเช้า

ท้าทายค่ะ เพราะการแข่งขันสูงมาก เราต้องทำให้แตกต่างเพื่อให้คนดูอยู่กับเราไปตลอดสามชั่วโมงที่เรานั่งจัดข่าวเช้ากัน พอเปลี่ยนเวลาก็เปลี่ยนชีวิตไปเลยค่ะ ทั้งเวลานอน เวลาตื่น เวลากิน แม้กระทั่งเวลาขับถ่าย (หัวเราะ) เปลี่ยนหมด ทุกวันนี้ตื่นสามทุ่มครึ่งไม่เกินสี่ทุ่ม ตื่นเวลาคนเข้านอน หลังจากตื่นแล้วก็อาบน้ำแต่งตัวมาเข้าออฟฟิศไม่เกินห้าทุ่มครึ่งหรือเที่ยงคืนประมาณนี้ จะมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นรอบวันบ้าง จากนั้นก็มาคุยกันว่าข่าวของเราเก้าเบรกเราจะเล่นอะไรกันบ้าง

นอกจากเป็นผู้ประกาศข่าวแล้วก็ช่วยงานกองบรรณาธิการด้วย

ใช่คะ ต้องเลือกประเด็นข่าวและวางข่าว ตอนนี้พี่ใหญ่ในทีมคือ พี่โจ อรชุน รองลงมาก็เจี๊ยบ จะมีน้องที่เขาอยู่ข่าวเช้าเดิมคือ น้องกรุ๊งกริ๊ง รังสิมา และ บอล สถาปัตย์ ตัวเจี๊ยบมีโอกาสมาดูเบื้องหลังด้วย ซึ่งระบบการทำงานของข่าวเช้าต่างจากรายการ ทุบโต๊ะข่าว ที่เคยทำมา ทีมทำงานต่างกันก็ต้องปรับตัว ดูว่าเขาทำอย่างไรมาก่อน อะไรที่เราต้องปรับบ้างให้ทีมแข็งแรงขึ้น ตอนนี้เราจะหาจุดแข็งจุดอ่อนของแต่ละคน เป็นเรื่องของผู้จัดรายการก่อนเลยค่ะ บทบาทของเราก่อนหน้านี้ไม่ค่อยได้พูด ตอนนี้ต้องพูดเยอะขึ้น เรามีข่าวที่เราต้องรับผิดชอบและต้องนำเสนอหน้ากล้องให้ดี

แล้วจุดแข็งของคุณเจี๊ยบ จิตดี คืออะไร

เรื่องประเด็นข่าวค่ะ เรามองออกอยู่แล้ว รู้ว่าต้องเลือกข่าวแบบไหน ควรไว้เบรกไหน จัดเรียงข่าวอย่างไรค่ะ

ทุกวันนี้มีความสุขกับการทำงานหรือเปล่า

มีความสุข สนุกมากเลยนะ เรารู้สึกผ่อนคลาย และเคมีตรงกันทั้งสี่คนเลย รู้สึกแบบนั้นค่ะ โชคดีที่มีเพื่อนร่วมงานดี น้องในทีมก็น่ารัก เป็นเด็กรุ่นใหม่ที่พร้อมจะเรียนรู้

กว่าจะเป็น 'จิตดี' ผู้ประกาศข่าวที่อาจพูดน้อยที่สุดในไทย และบทบาทใหม่ที่เธอขอเล่าเอง

มาวันนี้ได้พูดเยอะขึ้นแล้วเป็นอย่างไรบ้าง

(หัวเราะ) เจี๊ยบได้พูดเยอะขึ้นอีกเท่าตัวเลยค่ะ เพราะว่าแต่ละเบรก จิตดีต้องได้พูดสักหนึ่งข่าว บางเบรกยาวก็อ่านสองข่าว ได้พูดเยอะขึ้น พอได้พูดเราก็พูดเลย แสดงศักยภาพเต็มที่ อยากใส่อะไรก็ใส่ในข่าว รูปแบบข่าวเช้าคือข่าวเช้าอารมณ์ดี ต้องมีความร่าเริง ต้องดูอารมณ์ข่าว เป็นตัวเองมากขึ้น ตอน ทุบโต๊ะข่าว ก็เป็นตัวเองนะคะ มีแหย่เล่น มีเถียง แต่พูดมากไม่ได้

รายการ ทุบโต๊ะข่าว เหมือนพื้นที่ปลอดภัย พอต้องออกมาจัดรายการเช้าเอง รู้สึกกดดันหรือไม่

คือเจี๊ยบต้องปรับตัวและแสดงศักยภาพให้มากยิ่งขึ้น ต้องทำให้คนดูเข้าใจง่ายที่สุด บวกกับความเป็นตัวตนของเรา เราต้องเล่าให้เข้าไปกับข่าว ทำงานสี่คนก็ไม่ได้ง่ายเลย ธรรมชาติของแต่ละคนแตกต่างกัน ก็ต้องปรับ เพื่อปลุกคนดูตอนเช้า ตัวเจี๊ยบไม่เคยเป็นน้ำเต็มแก้ว เราพร้อมเรียนรู้ ทำงานเป็นทีม มันทำให้ทุกอย่างสำเร็จ ไม่ใช่โชว์คนเดียว ไม่เป็นแบบนั้นเพราะงานจะไม่เดิน บอกทุกคนหมดว่ามีอะไรบอกได้เลยนะ พร้อมปรับค่ะ

วันนี้ได้พูดเยอะขึ้น ตั้งใจจะพูดอะไร

สิ่งที่เจี๊ยบคิดคือ อยากปั้นข่าวเช้าให้เป็นที่พึ่งของประชาชน มีเรื่องร้องทุกข์ ร้อนใจตรงไหนขอให้บอกเรา เราจะช่วยเป็นกระบอกเสียงให้เกิดการแก้ไข อยากสร้างสรรค์สังคมให้ดีขึ้น หรือมีบางช่วงที่เป็นมุมดีๆ ให้คนที่กำลังท้อ ได้มีความหวัง มีกำลังใจสู้ต่อ บางคนหาทางออกไม่เจอ เราอาจมีบางแง่มุมมาสอดแทรกให้พวกเขา

มองกลับไปที่จุดเริ่มต้น ทำงานสายนี้มากี่ปีแล้ว

นานมากเลยค่ะ ถ้านับตอนนี้ก็สิบสองสิบสามปีได้ พอเจี๊ยบเรียนจบ สองปีแรกเราทำงานโรงแรมก่อน จากนั้นมาทำงานเป็นผู้ประกาศอ่านข่าวต้นชั่วโมงทางวิทยุ พอต้นสังกัดที่เราอยู่เขาทำเคเบิลทีวี เรามีโอกาสได้ไปจัดรายการข่าว อ่านข่าว ทำมาโดยตลอด จากนั้นก็ลาออก แล้วอีก สี่เดือนไปทำอีกช่องหนึ่ง เป็นรายการเกี่ยวกับการเกษตรค่ะ แล้วก็ถูกชักชวนกับคุณพุทธมาทำที่อมรินทร์ทีวี ตอนนี้ก็เข้าสู่ปีที่เจ็ดแล้ว

เห็นว่าทำด้านนี้มาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย

สมัยเป็นนักศึกษาทำงานเสียงตามสายค่ะ เป็นชมรมเลย มีรุ่นพี่ที่เขาจัดอยู่แล้ว เขาจะเฟ้นหานักศึกษาที่สนใจด้านนี้ เจี๊ยบไปสมัครและเขาเห็นแววเรา ก็พูดคุยและชักชวนกันเข้ามาทำ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นเลย ตอนเด็กเจี๊ยบอยากเป็นดีเจ เพราะตอนนั้นวิทยุบูมมากเลยนะ เราฟังวิทยุ EFM, Green Wave, Hot Wave คิดว่าอยากทำแบบนั้น แต่ตัวเราไม่ได้มีเส้นสายหรือจะหาเส้นจากไหนเพราะเราไม่มี ก็ค่อยๆ ไต่เต้าด้วยตัวเองจนวันหนึ่งได้มาสายนี้

โชคดีอีกอย่างที่ก่อนเรียนจบเจี๊ยบไปฝึกงานในวิทยุชุมชนในวัดสามพราน (พุทโธภาวนา) ได้จัดรายการหนึ่งชั่วโมงเต็ม เป็นรายการแนวความรู้คู่การศึกษา เอาเกร็ดข่าวมาเล่าคู่กับความรู้ในชุมชนและเปิดเพลงลุกทุ่งไปด้วย มีพระอาจารย์ท่านคอยแนะนำ ท่านให้ตำรามาและให้เจี๊ยบไปฝึกออกเสียง ร เรือ ล ลิง ฝึกสอบใบผู้ประกาศ เจี๊ยบก็เอาตำรานั้นไปฝึกเองแล้วก็ไปสอบจนผ่าน เพราะพระอาจารย์นี่ล่ะค่ะที่สอนการออกเสียง จำได้ว่าวันนั้นมีเปิดสอบแปดสิบคน แต่สอบผ่านสามคน เจี๊ยบเป็นหนึ่งในสามคนนั้นค่ะ

ผ่านมาสิบกว่าปีในวงการสื่อ คิดว่าอะไรที่ทำให้คนทำอาชีพนี้ยังอยู่ได้นาน

ต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยค่ะ อะไรที่ดีอยู่แล้วเราก็คงไว้ เราต้องพัฒนาอะไรใหม่ๆ ไปด้วย อย่างเมื่อก่อนเป็นสื่อ ก็แค่วิทยุ ทีวี เดี๋ยวนี้มีสื่อโซเชียลเต็มไปหมด เราต้องปรับตัวให้สื่อสารผ่านสิ่งเหล่านี้ ต้องทันโลกมากขึ้น ช่องทางในการฝึกฝนตัวเองก็มีมากขึ้นด้วย เราจึงต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา

กว่าจะเป็น 'จิตดี' ผู้ประกาศข่าวที่อาจพูดน้อยที่สุดในไทย และบทบาทใหม่ที่เธอขอเล่าเอง

คนภายนอกเห็นตอนจัดรายการ ถูกแย่งพูดตลอด จริงๆ รักกันดีกับคุณพุทธใช่ไหม

รักกันดีค่ะ สนิทสนม เป็นพี่เป็นน้องกัน สิ่งที่ได้เรียนรู้คือการพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ต้องตื่นตัวตลอด ไม่อยู่นิ่ง คิดสิ่งใหม่เสมอ มองประเด็นให้แตก จับจริตชาวบ้านให้ถูก จะไม่ปล่อยผ่านความผิดพลาดออกไป เจออะไรผิดต้องรีบแก้เลย

เคยโดนดุไหม

โดนทุกวันค่ะ หนักสุดคือน้ำตาตกในห้องประชุมเลย เราก็ลุกเดินไปเข้าห้องน้ำ อันนี้เป็นตอนแรกๆ นะ เพราะเราไม่เคยเห็นเขาเป็นแบบนี้ เราไม่อยากให้คนมาสงสารเรา ก็แค่ลุกออกไป เจี๊ยบต้องทำการบ้านเยอะมาก เวลานักข่าวของเราเวลาลงพื้นที่ไปเจาะประเด็นจะส่งข้อมูลมา เราต้องอ่าน บางข่าวส่งมาเดี๋ยวนั้น เราก็ต้องประมวลผลตรงนั้นเลย

คุณพุทธเป็นอัจฉริยะตรงที่จับประเด็นได้ตรงนั้นและขยี้เก่ง ส่วนเรามีช้าบ้างไม่ทันบ้างก็ต้องปรับตัว เราต้องดูว่าคู่หูของเราต้องการอะไร เราจะเสริมตรงนั้น ตั้งแต่ทำงานกับเขามา เจี๊ยบจะโฟกัสไปที่เนื้อหาที่เราต้องการจะสื่อถึงคนดู ไม่ได้มาดูว่าฉันถูกตัดบทนะหรือถูกหักหน้า คนดูอาจจะมองแบบนั้น แต่ด้วยความที่เป็นเจี๊ยบ ก็จะ อ๋อ พี่เขาเป็นแบบนี้ ให้พี่เขาโซโล่ไป เราเสริมได้ก็เสริม ทั้งที่พี่เขาอาจจะตกหล่นบางอย่างไป เราคอยช่วยเสริม เจี๊ยบเป็นคนขี้เกรงใจ ไม่ค่อยสู้รบปรบมือกับใคร พี่เขาเป็นหัวหน้าด้วย ก็ปล่อยพี่เขาเล่าไป เราไม่กล้าขัดหรือแย้ง พูดง่ายๆ ก็ไม่มีปากไม่มีเสียงนั่นล่ะค่ะ

คนชอบแซวจิตดีว่าพูดแต่คำว่า ค่ะ เคยไปอ่านคอมเมนต์พวกนั้นบ้างไหมและรู้สึกอย่างไร

ไม่เป็นไรค่ะ เขาเห็นแบบนั้นแต่อาจไม่ทราบเบื้องหลังว่าเราทำงานหนักมาก โดนคุณพุทธเคี่ยวเรื่องภาพ เสียง บท คุณพุทธเป็นคนที่ดูรายการนี้ (ทุบโต๊ะข่าว) เขาคุมทุกอย่าง เสียงต้องเอาช่วงนี้นะ ภาพต้องปล่อยแบบนี้นะ เราเป็นคนหนึ่งในทีมต้องรู้ว่าพี่เขาจะเอาอะไร เราก็คอยเสริม เป็นตัวช่วย 

บางอย่างสิ่งที่พี่เขาคิดมันพรั่งพรู จะไปขัดเขาไม่ได้ เพราะเวลาที่เราไปขัดก็จะมีอาการ (ปัดมือ) เราต้องเรียนรู้กันและกัน จะให้ไปพูดแทรกเหรอ คนดูจะรู้สึกว่าแย่งกันพูด เราปล่อยเขาเล่าไป เราอยากเสริมอะไรถึงจังหวะเราก็เล่า บางทีไม่ทันใจ เขาก็ดึงไปเล่าเอง เป็นแบบนี้มาตลอดเจ็ดปีที่อยู่ด้วยกัน คนมองจากภายนอกเห็นแต่ว่าพี่เขาพูดอยู่คนเดียว ที่อื่นอาจจะมีการแบ่งบท แต่ที่นี่ไม่มีแบ่ง ดังนั้น คุณต้องทำการบ้าน เจี๊ยบก็รอจังหวะพี่เขาหยุดหายใจถึงได้พูด (หัวเราะลั่น)

คนมักคิดว่าพิธีกรที่พูดเยอะคือรู้เยอะและฉลาด พูดน้อยเท่ากับไม่ฉลาด เราพูดน้อยจะทำอย่างไรดี

เจี๊ยบไม่แคร์ค่ะ บางเรื่องที่ไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ ไม่ได้หมายความว่าเราจะรู้ทุกอย่าง เราไม่ได้ฉลาดไปทุกเรื่อง แต่เราไปหาข้อมูลให้รู้ได้ มันไม่ใช่เรื่องโชว์โง่หรืออวดฉลาด ไม่ใช่ว่าคนที่พูดเยอะจะอวดฉลาด ไม่ได้คิดเรื่องนั้นเลย เจี๊ยบคิดแต่ว่าคนดูจะได้อะไรจากรายการของฉัน อยากให้รายการออกมาดี อยากให้คนดูรับรู้ข้อมูลที่ครบถ้วนในแบบของเรา เราไม่ได้เตรียมกันนะ เราจัดสดที่ตรงนั้นเลย เป็นธรรมชาติของพวกเราทั้งสองคน ทุกอย่างพี่พุทธคุมเองหมด

ถ้าเป็นคนอื่นมานั่งคิดว่าไม่ได้พูดเลยจะอึดอัดนะ เรามีสคริปต์ มีเรื่องในหัวนะ แต่อรรถรสในการเล่า เราต้องยอมพี่เขาจริงๆ เรายอมรับและศรัทธาในตัวพี่เขา ก็เลยแบบ เออ เชิญเลยค่ะพี่ เล่าเลย แล้วเราก็ตามเขา ดูเหมือนเราไม่ค่อยได้พูด แต่เบื้องหลังทำงานกันหนัก

กว่าจะเป็น 'จิตดี' ผู้ประกาศข่าวที่อาจพูดน้อยที่สุดในไทย และบทบาทใหม่ที่เธอขอเล่าเอง
ชีวิตบนทางเดินขรุขระของ ‘จิตดี ศรีดี’ ผู้ประกาศข่าวที่อาจจะพูดน้อยที่สุดในประเทศไทย กับบทบาทใหม่ในรายการข่าวเช้า

โดนแซวออกอากาศแรงๆ โกรธบ้างหรือไม่

เอาจริงๆ นะ ไม่โกรธเลย น่ารักดี คือ แรกๆ ก่อนมาที่อมรินทร์ทีวีเราทำงานข่าวดึกกับพี่เขามาสองปี พอมาเจอแซวที่นี่แรกๆ ก็โกรธ ควันออกหูเลย จำได้ว่ามีข่าวหนึ่งเรื่องหมอลำที่แต่งตัวเป็นตัวตลก ทาปากเบินๆ เขียนคิ้วหนาๆ เขาบอกว่า จิตดี เหมือนเธอเลย นี่ก็เงียบ โกรธ มือสั่นเลย ฉันเป็นผู้หญิงนะ มาว่าแบบนี้ได้ยังไง ตอนนั้นเพิ่งรู้จักกัน พอพักรายการเราก็ตึงใส่เลย พออีกวันหนึ่งก็แซวอีก จบรายการเขาก็พูดคุยกับเราปกติ ยังสงสัยว่าพี่เขาไม่โกรธอะไรเลยหรอวะ งั้นเราไม่โกรธก็ได้ (หัวเราะ) เพราะมันเป็นลูกเล่นของพี่เขา บางข่าวเป็นสีสัน แซวได้ก็แซว กลายเป็นคนดูชอบให้แซวด้วยซ้ำ

คิดว่าข่าวอาชญากรรมให้อะไรกับสังคม

มันไม่ใช่แค่เรื่องฆ่าแกงนะคะ บางทีก็มีเรื่องล่อลวง เป็นด้านมืดของสังคมที่บางทีคนไม่รู้เท่าทัน พอเรานำเสนอก็สะท้อนว่ามันมีคนแบบนี้นะ โหดเหี้ยมอย่างนี้นะ ทุกอย่างมันเป็นอุทธาหรณ์ได้ ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงในครอบครัวหรืออะไรก็ตาม คนดูจะคิดว่าเขาจะไม่ทำตามแบบนี้ หรือเวลาเห็นคนลำบากก็จะคิดว่าเขายังอยู่ได้เลยแม้เป็นผู้ถูกกระทำ บางคดีดูเหมือนเป็นการตายธรรมดาแต่พอเราส่งนักข่าวไป คดีพลิกเพราะเป็นฆาตกรรมก็มี มีหลายคดีเลย ถือเราว่าได้ช่วยสังคม ดังนั้นข่าวอาญชากรรมก็ถือว่าให้อะไรกับสังคมเยอะเลยค่ะ

ตอนขึ้นไปรับรางวัลผู้ประกาศข่าวหญิงที่สุดแห่ง ค.ศ. 2017 วินาทีที่ยืนอยู่บนเวที คิดอะไรอยู่

มันเป็นกำลังใจในการทำงานให้กับเรา เพราะแสดงว่าเขาเห็นเรา มันไม่ใช่แค่เจี๊ยบกับพี่พุทธนะคะ แต่เป็นทั้งทีมงานเลย พวกเราช่วยสร้างกันขึ้นมา ไม่ได้โกรธเวลาคนแซวว่าพูดแต่คำว่า ‘ค่ะ’ แล้วทำไมได้รับรางวัล ใครจะรู้ว่าเราทำงานหนักมาก จิตดีทำงานเกินสิบสองชั่วโมง บางวันสิบห้าชั่วโมงก็มี เข้างานบ่ายสองก็ต้องมาดูข่าวว่ามีอะไรบ้าง พอประชุมข่าว พี่พุทธจะเคาะประเด็นเอง เจี๊ยบต้องรู้ว่าทิศทางจะไปทางไหน ต้องไปดูภาพ ทำบท คิดพาดหัวข่าว อ่านสคริปต์ พอจบรายการก็ต้องอัปคลิปรายการ ทำพาดหัวทำปกเองอีก กลับบ้านตีสามครึ่งหรือตีสี่ทุกวันเลยค่ะ งานหนักมาก ไม่ผ่านไม่ได้กลับค่ะ

มีวิธีผ่อนคลายตัวเองยังไงจากการทำงานหนักขนาดนั้น

คือพอวางมือถือหรือไม่ได้ดูทีวีก็ถือว่าได้พักแล้วล่ะค่ะ แต่เวลากลับบ้านต้องเปิดทีวีดูช่องอื่นอยู่ดี มันกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตอยู่แล้วที่เราต้องเสพข่าว ดูข่าวว่าช่องอื่นเขามีคอนเทนต์อะไร เป็นแบบนั้นไปแล้ว ถ้าวันไหนไม่อยากดูข่าว ก็จะดูหนัง ดูซีรีส์ ยูทูบ เฟซบุ๊กไปเรื่อยแทน

ชีวิตนี้มีเรืองให้กังวลหรือเปล่า

เคยกังวล กลัวตกงานค่ะ เครียด

ระดับจิตดีเนี่ยนะกลัวตกงาน

ใช่ค่ะ มันมีความกดดัน ความเครียด อย่างเคยโดนพี่พุทธตวาดว่า “ทำไม่ได้ก็ลาออกไป” เราก็เครียด คิดว่าเราตกงานคงแย่ เพราะเรามีภาระข้างหลัง มันเป็นเรื่องที่ฝังในใจว่าเราต้องทำให้ดี ไม่อย่างนั้นเราจะตกงาน (หัวเราะ) มันเป็นแบบนั้นจริงๆ เจี๊ยบเป็นหัวหน้าครอบครัว ดูแลแม่ เป็นลูกคนเดียว แต่ไม่เอาแต่ใจนะคะ เป็นคนมีเหตุผลพอสมควร ไม่ได้งี่เง่านะ

(ผู้เขียน : การสนทนาระหว่าง The Cloud และจิตดีเป็นไปอย่างลื่นไหล เธอตอบคำถามอย่างสดใสและมั่นใจในตัวเอง จนเมื่อถึงคำถามง่ายๆ ข้อถัดไปนี้ ท่าทีของผู้ประกาศข่าวคนเก่งก็เปลี่ยนไป นิ่งอยู่ชั่วครู่ และสิ่งที่ตามมาก็ทำให้ทีมงานประหลาดใจอยู่ไม่น้อย)

ชีวิตบนทางเดินขรุขระของ ‘จิตดี ศรีดี’ ผู้ประกาศข่าวที่อาจจะพูดน้อยที่สุดในประเทศไทย กับบทบาทใหม่ในรายการข่าวเช้า

ความฝันของจิตดีคืออะไร

เจี๊ยบหรอคะ เจี๊ยบอยากมี คือ… (นิ่งสักพักและเริ่มน้ำตาคลอ) มัน มันพูดไม่ออกค่ะ นี่ไม่ได้จะดราม่านะ (จากนั้นเธอร้องไห้และทีมงานก็หยิบทิชชูส่งให้เธอซับน้ำตาที่ไม่มีทีท่าจะหยุดไหลง่ายๆ)

คำถามเรื่องความฝัน ความฝันของเจี๊ยบไม่มีอะไรเลยค่ะ มีแต่หน้าของแม่ลอยมาเลย (สะอื้น) อยากให้แม่มีความสุข ทุกวันนี้มีความสุขนะคะ แต่ไม่รู้สิ อยากให้แม่สบาย อยากจะมีบ้านอยู่ด้วยกัน เพราะตอนนี้เจี๊ยบมีบ้านของเจี๊ยบ ส่วนแม่ก็จะอยู่ที่ของเขา ซึ่งเขาผูกพัน เป็นที่ทำงานแม่เขา แต่วันหนึ่งแม่ต้องเกษียณ หยุดทำงาน เราอยากดูแลเขา แม่อายุห้าสิบเก้าย่างหกสิบแล้วค่ะ ในหัวคิดแต่ว่าอยากมีบ้านอยู่ด้วยกัน มีเรา แฟน แม่ และอาจจะมีลูกตัวน้อย อยากมีแบบนี้ (ร้องไห้) คือเราก็คุยกันทุกวันแหละค่ะ แต่ไม่รู้จะบอกยังไงดี

คุณแม่ได้ดูรายการหรือเปล่าและพูดว่าอย่างไรบ้าง

ดูค่ะ แม่จะคอยบอกว่าพูดให้ชัดๆ นะลูก จะคอยสอนตลอด เวลาเราเครียดจากที่ทำงาน บ่นให้แม่ฟัง แม่ก็จะบอกว่าไม่ต้องไปสนใจ ไม่ต้องเก็บมาคิด ตั้งใจทำหน้าที่ของเรา เขาเป็นคนที่รับฟังเรา คือแม่เลี้ยงเจี๊ยบมา พอสิบขวบคุณพ่อเสีย แม่เลี้ยงดูเรามาด้วยเงินเดือนที่น้อยมาก แต่เจี๊ยบโชคดีอย่างที่ชีวิตนี้มีผู้ใหญ่คอยอุปถัมภ์มาโดยตลอด 

อย่างเจี๊ยบเกิดและโตมาจากสวนสามพราน พ่อแม่ทำงานในนั้น แม่เจี๊ยบทำงานเป็นแม่บ้านของตระกูลในสวนสามพรานนี่ล่ะค่ะ เราเป็นลูกแม่บ้าน ลูกหลานของพวกเขาก็เป็นเจ้านายของเราด้วย ถือว่าตัวเองโชคดีที่ได้เกิดและเติบโตมาในที่ที่ดี เพราะสวนสามพรานเลี้ยงดูพนักงานดีมาก อบอุ่นเป็นครอบครัว ข้าวหม้อแกงหม้อ เลี้ยงให้อิ่มเลย เราเกิดและโตในนั้น แม่ทำงานในนั้น ไม่ได้รู้สึกว่าชีวิตลำบากเลยเรื่องการกินการนอน แต่ด้วยความที่เราไม่มีสมบัติอะไร แม่ก็หาเช้ากินค่ำ ใช้เงินเดือนชนเดือน พอเจี๊ยบเรียนจบก็ต้องสร้างของเจี๊ยบเอง (สะอื้น) และนี่คือสิ่งที่เจี๊ยบสร้าง (ร้องไห้)

พอทำงานมีรายได้แล้ว ช้อปปิ้งเก่งหรือเปล่า

อู๊ย เหมือนเป็นการบำบัดอย่างหนึ่ง เป็นค่ะ ช้อปพวกเสื้อผ้าเยอะที่สุด พอวันหนึ่งเราต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ เรารู้สึกว่าต้องประหยัดนะ รู้จักใช้ เพราะเคยแบบ (สะอื้น) ไม่เหลือเงินในบัญชี ต้องไปยืมเพื่อนฝูงก็มี มันมีอะไรหลายๆ อย่างที่เราต้องใช้เงิน มีครั้งหนึ่งแม่ต้องผ่าสะโพก เราต้องเอาเงินเก็บมาใช้หมด ยังไงเราก็ต้องให้แม่ ดูแลแม่น่ะค่ะ เจี๊ยบเต็มใจอยู่แล้ว พอเราผ่านเหตุการณ์มาหลายๆ อย่าง ทำให้คิดได้ว่า เราต้องประหยัด ทุกอย่างเจี๊ยบสร้างเอง ถ้าวันหนึ่งไม่มีก็คือไม่มีเลย เจี๊ยบต้องเป็นหลักให้แม่ มีบางวันที่ใช้เงินเดือนชนเดือน เราต้องอยู่ให้ได้ ยังโชคดีที่ในแต่ละช่วงชีวิตที่ทำให้เราได้เจอกับโอกาสที่ดีในทุกๆ เรื่อง

วันข้างหน้า ถ้าเป็นแม่คนบ้าง จะสอนอะไรลูก

แม่ของเจี๊ยบสอนให้เป็นคนดี เป็นเด็กดี ให้คิดดีค่ะ ถ้ามีลูกเจี๊ยบก็จะสอนให้เขารู้จักการใช้ชีวิตที่ดี ให้มีสติ เพราะแม่ก็บอกกับเจี๊ยบแบบนั้น ให้เป็นเด็กดี พูดจาดีๆ นะ เราซึมซับสิ่งดีๆ จากสิ่งแวดล้อมในสวนสามพรานไปด้วย เวลาเจออะไรไม่ดีในชีวิตก็จะมาระบายกับแม่ ระบายกับเพื่อน แล้วก็ผ่านมันมาได้

ชีวิตบนทางเดินขรุขระของ ‘จิตดี ศรีดี’ ผู้ประกาศข่าวที่อาจจะพูดน้อยที่สุดในประเทศไทย กับบทบาทใหม่ในรายการข่าวเช้า

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load