ชาคริต แย้มนาม กำลังลงหลักปักฐานในวัย 42 ย่าง 43 เขายื้อวัยหนุ่มของเขาได้ยาวนานกว่ามาตรฐานชายไทยหลายคน เที่ยว ทำงาน ระห่ำกับประสบการณ์ และยินดีที่จะพูดว่าได้ใช้ลมหายใจอย่างคุ้มค่าในการทำความรู้จักกับชีวิต

ก่อนย่างวัย 40 เพียง 1 ปี ชาคริต พลิกหน้ากระดาษเพื่อรู้จักกับชีวิตในบทใหม่

เขาแต่งงานกับคนรักและมีลูกชายด้วยกัน 1 คนในปีถัดมา ถนนชีวิตของเขาไม่โดดเดี่ยวดังเดิม แต่มีเพื่อนร่วมเดินทางในบทใหม่ของชีวิตอีกหลายคน ซึ่งเป็นบทที่เขาเคยฝันเอาไว้ถึงชีวิตในบั้นปลาย 

เรามีโอกาสได้นั่งพูดคุยกับเขา เก็บเกี่ยวแววตาอันตื่นเต้นของคนที่กำลัง Settle Down พร้อมกับฟังเรื่องราวที่เขาได้พ้นผ่าน ความคิด ตัวตน บาดแผล เขาเล่าออกมาในจังหวะเฉพาะตัว รวดเร็ว หนักแน่น และเปี่ยมพลัง

เงิน งาน ความรัก การทำสวน และบทบาทพ่อของชาคริต แย้มนาม

รู้จักตัวเองเร็ว

น้องโพธิ์ ลูกชายของชาคริตกำลังจะครบ 3 ขวบ ในอีกไม่กี่เดือน หนุ่มน้อยกำลังซุกซนและวิ่งไปบนความไร้เดียงสา อันทำให้คนวัยผู้ใหญ่ได้มีช่วงเวลาหยุดนึกถึงวันวานของตัวเอง

เราคุยกับชาคริต ชวนให้เขาเล่าว่าในขวบวัยใกล้เคียงกัน เขาเป็นเด็กหนุ่มแบบไหน

“เราจำได้บางช่วงบางตอน อย่างตอนเด็กที่แม่ไปส่งที่โรงเรียน หรือเวลาเห็นเครื่องบินเราก็จะบ๊ายบาย เราคิดว่าพ่อเราอยู่บนนั้นเพราะพ่ออยู่เมืองนอก คือมันจะมีทั้งช่วงเวลาที่เราถูกเติมเต็ม ช่วงที่เราขาด ช่วงที่เรามีคำถามปะปนกันไป

“โตขึ้นมาเราก็เริ่มติดเพื่อน จากนักเรียนเกรด A ร่วงลงไป F เพราะว่าเล่นมาก เราจำช่วงเวลาเหล่านี้ได้ จำได้ว่าชอบกีฬา ชอบวรรณกรรม อะไรที่คนอื่นเขาไม่ชอบแล้วก็มักจะสอบตกแต่เราดันผ่าน ส่วนวิชาหลักอย่างคณิตที่เป็นการจำสูตรอะไรต่างๆ เราไม่ชอบ เราก็จะตกอันนั้น แล้วเราก็ไม่พยายามที่จะทำมันด้วยซ้ำ ส่วนหนึ่งเพราะเรารู้จักตัวเองตั้งแต่เด็ก”

เกรด F จากบางวิชาพิสูจน์ว่าเขาไม่ได้อยากเลี้ยงแค่มด แต่อนุญาตให้ตัวเองปฏิเสธในสิ่งที่ไม่ต้องการ และโอบรับเอาตัวอักษรอื่นๆ ระหว่าง A ถึง F ให้เข้ามาอยู่ในทรานสคริปต์ ซึ่งบางทีก็มองได้ว่ามันเป็นอภิสิทธิ์ของคนที่รู้จักตัวเองดีพอ

“ที่เป็นอย่างนี้ก็น่าจะเพราะแม่แหละ เราคุยกันบ่อยตั้งแต่เด็กๆ แชร์เรื่องราวที่ได้เจอมา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นช่วงเวลากินข้าวเย็น เรียกว่าเป็นครอบครัวที่คุยกันได้ทุกเรื่อง ซึ่งจริงๆ ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่สำคัญนะ เพราะมันก็ทำให้เราได้ทบทวนตัวเองไปในตัวด้วย”

เงิน งาน ความรัก การทำสวน และบทบาทพ่อของชาคริต แย้มนาม

รู้จักกับโลกเร็ว

“เราเช่าอพาร์ตเมนต์อยู่เองตั้งแต่สิบห้า”

ชาคริตเป็นเด็กนอก เขาเดินทางไปเรียนที่นิวซีแลนด์ตั้งแต่ช่วงมัธยมปลาย ที่นั่นเขาใช้ชีวิตด้วยตัวเอง คำว่าอิสระเสรีคือสิ่งที่หอมหวนสำหรับหนุ่มวัยนั้น เพราะมันหมายถึงความสามารถในการทำตามใจตัวเองอย่างไร้กฎระเบียบ

“ช่วงที่ผลาญเงินมากมายจนโดนด่า หรือไม่ไปเรียนจนโรงเรียนต้องโทรหาแม่ เราผ่านมาหมดแล้ว ขณะเดียวกัน สิ่งที่เราทำดีจนคนเขาชมให้แม่ภูมิใจก็มีหลายอย่างเหมือนกัน

“ตอนที่เรากลับมาที่ไทย ตอนนั้นอายุประมาณสิบปลายๆ เรามีความคิดว่าจะไม่เรียนมหาลัยแล้ว ซึ่งก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้แม่ช็อก เพราะตอนนั้นเราอยากทำงาน อยากดูแลตัวเอง บวกกับเริ่มโดนแม่ว่าว่าใช้เงินเยอะ พอมีคนเสนองานแสดงเข้ามาในช่วงที่เรากลับมาเมืองไทย ก็เลยตัดสินใจรับงาน”

จุดเปลี่ยนในชีวิตของคนบางคนมันก็เรียบง่ายเช่นนั้น เพราะจากการเดินเข้าสู่วงการครั้งนี้ 20 ปีผ่านไป เขาก็ยังคงทำงานในวงการเดิมไม่เปลี่ยนแปลง การไม่เดินเข้ามหาวิทยาลัยในระบบการศึกษาตามครรลอง กลับทำให้เขาได้ลงเรียนในมหาวิทยาลัยชีวิต ที่พาเขาไปพบกับสิ่งที่รักจวบจนวันนี้

“พอเราทำงานไปเรื่อยๆ เริ่มรู้จักคำว่าเหนื่อยมันเป็นยังไง เริ่มรู้ว่าเงินแต่ละบาทกว่าจะหามาได้มันยาก มันเหนื่อยทั้งสมอง ทั้งช่วงเวลาทำงานที่ตั้งแต่เช้าถึงดึก ทั้งอารมณ์ ทั้งความจำ ทุกสิ่งทุกอย่าง เรื่องตลกก็คือ จากที่แค่อยากหาเงินเพื่อพิสูจน์ตัวเองกับแม่ เรากลับค่อยๆ หลงรักมัน จนการแสดงได้กลายเป็นความรักของชีวิต”

แสดงว่าคุณไม่ได้อยากเป็นนักแสดงแต่แรก ?  

ขอโทษ ที่ทำลายความโรแมนติก

“ไม่ ตอนเด็กๆ ผมอยากเป็นสถาปนิก มัณฑนากร อะไรพวกนั้น ก็ลงเรียนพวกกราฟิกดีไซน์ เขียนแบบ ศิลปะ แต่พอมาทำงานแล้วเราติดลมยาว ตอนหลังเลยต้องลงเรียนทางไกลในสาขาการตลาดแทน”

เงิน งาน ความรัก การทำสวน และบทบาทพ่อของชาคริต แย้มนาม
เงิน งาน ความรัก การทำสวน และบทบาทพ่อของชาคริต แย้มนาม

จนการแสดงได้กลายมาเป็นความรัก

“จนการแสดงได้กลายเป็นความรักของชีวิต” ประโยคนี้ชาคริตบอกเล่าบนสีหน้าจริงจัง แต่แฝงอมยิ้มน้อยๆ เหมือนยามเขาเล่าถึงภรรยา ลูกชาย หรือแผนการในอนาคตที่จินตนาการไว้

ผู้อ่านอาจได้เคยได้ยินชาคริตพูดถึงความรักในแง่มุมอื่นๆ มาบ้าง แต่ความรักในการแสดง น้อยครั้งที่จะได้ฟังเขารำพันถึง

“ผมว่านักแสดงอย่างแรกเลยคือ คุณต้องทำให้ตัวอักษรที่อยู่ในกระดาษมันมีชีวิตขึ้นมา

“ละครหรือภาพยนตร์คือโลกสมมติ แต่นักแสดงต้องเชื่อในโลกสมมตินั้น เราอ่านบทเป็นร้อยๆ หน้า พร้อมไปกับเชื่อในตัวละคร และสร้างตัวตนนั้นให้มีชีวิตขึ้น ความท้าทายของนักแสดงคือ เราต้องสร้างตัวตนเหล่านั้นขึ้นมาให้ได้จากกระดาษ

“มนุษย์เรามีหลายแบบ ทั้งคนปกติ คนที่น่ากลัว คนที่มีความพิเศษกว่าคนปกติ ซึ่งอาจเป็นบทบาทที่เราอาจจะได้รับก็ได้ นักแสดงเลยต้องเป็นคนช่างสังเกต เข้าใจโครงเรื่อง เข้าใจประเภทของคน ว่าถ้าเป็นคนแบบนี้ แล้วเจอสถานการณ์แบบนี้ จะเป็นยังไง ซึ่งเอาจเริ่มสังเกตจากใกล้ตัวก่อน บ้านเรา ญาติพี่น้อง เพื่อนเรา หรือคนที่เราเคยเห็นในทีวี พอต้องมาแสดงหรือทำความเข้าใจกับตัวละครใหม่ มันก็เป็นเหมือนการต่อจิ๊กซอว์ เราจะเอาคนหลายๆ แบบที่เราเคยสังเกตมาประกอบร่างกัน เพื่อสร้างสรรค์ตัวละครนั้นขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นท่าเดินหรือพฤติกรรมต่างๆ”

แสดงว่าสำหรับคุณ ประสบการณ์ชีวิตและการได้รู้จักคนหลากหลาย เป็นเรื่องสำคัญต่ออาชีพการงาน ?

“ใช่ แล้วมันก็เป็นความโรคจิตของความเป็นนักแสดงด้วย คือมันไม่ปกติหรอกที่อยู่ดีๆ เราจะต้องประกอบร่างมนุษย์คนหนึ่งขึ้นมา ซึ่งจริงๆ ศาสตร์ที่เราชอบคือ Method Acting (วิธีการเข้าถึงตัวละครแบบหนึ่ง) แหละ เราก็อ่านหนังสือของ ไมเคิล เชคคอฟ (Michael Chekhov) อะไรแบบนี้ 

“เอาเข้าจริงเราก็อยากจะ Method Acting ให้ได้มากที่สุดนะ แต่บางทีเวลามันก็ไม่ได้เอื้อ บางทีเราถ่ายพร้อมกับสี่เรื่อง มันก็ต้องปรับตลอดเวลา เราผ่านจุดแบบนั้นมา ซึ่งมีช่วงหนึ่งที่เราทำงานจนเราเกลียดตัวเอง เพราะเราลืมเพื่อน ลืมทุกอย่างไปเลย ทำงานจนไม่มีชีวิตส่วนตัว เพราะเรารู้สึกว่างานมันท้าทายมากและสนุกมาก จนถึงจุดหนึ่งที่รู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว เลยค่อยๆ ปรับลดลงมา”

ช่วงไหนที่พีกที่สุดในชีวิตการทำงานของคุณ 

“น่าจะเป็นช่วงที่เล่นเรื่อง Bangkok Dangerous ตอนนั้นน่าจะหนักที่สุดแล้ว คือในระยะเวลาหกเดือนเต็ม เราเล่นอยู่ประมาณห้าคาแรกเตอร์ รวมเวลานอนสามวัน ไม่ถึงแปดชั่วโมง เรามีรถบ้านเป็นของตัวเอง เราหลับบนนั้น พอตื่นขึ้นมาคืออยู่อีกกองถ่ายหนึ่ง แล้วก็ต้องเปลี่ยนเป็นอีกตัวละครให้ได้ จนร่างกายเราไม่ไหว”

อะไรทำให้คุณทำงานหนักขนาดนั้น-เราถาม

“ความอยากรู้ มันท้าทายว่าเราจะทำได้ไหม”

แสดงว่าคุณรักสิ่งนี้มากเลยนะ

“มาก มันสอนให้เราเข้มแข็ง ทำให้เรามีอาชีพ ทำให้เราเลี้ยงดูครอบครัว ตอบแทนคุณแม่ได้”

เงิน งาน ความรัก การทำสวน และบทบาทพ่อของชาคริต แย้มนาม

So be it! อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด

หากบทสัมภาษณ์นี้เป็นภาพยนตร์ การปูตัวละครก็ได้จบลงไปแล้วในสองหัวข้อแรก หัวข้อนี้เป็นช่วงที่ผู้กำกับจะเริ่มฉายชีวิตของตัวละคร เพื่อเผยมิติความเป็นมนุษย์ของเขาออกมา

เพลงประกอบในองก์นี้จะปรับเพซซิ่งให้ระรัวขึ้น เพราะชีวิตของชาคริต สนุก เต็มที่ ดั่งปรัชญาที่เราเอามาใช้เป็นชื่อหัวข้อนี้นี่แหละ

ชาคริตทำงานหนัก เขาหาเงินเก่ง และเขาก็มีทักษะการใช้เงินไม่ด้อยไปกว่าการหามา

“เมื่อก่อนก็มีหมด เราทำงานหาเงินเองนี่ บอยทอยทั้งหลาย นาฬิกา ปืน รถ เราซื้อหมด อยากได้ก็ซื้อ อยากรู้ว่ามีแล้วมันเป็นยังไง Porshe, Ferrari, Bentley เคยมีมาหมด แต่ตอนนี้คือขายหมด เพราะไม่ได้ใช้ 

“อย่างเรื่องรถ เมื่อก่อนเรามีรถเจ็ดคัน แต่ในหนึ่งปีขับคันละแค่สองวัน เพราะเราทำงานสามร้อยหกสิบวัน ซึ่งส่วนใหญ่เราต้องนั่งรถตู้ไปทำงาน สุดท้ายเจอค่าประกันในแต่ละปี ใจมันก็หล่นเหมือนกันนะ (หัวเราะ) สุดท้ายก็มานั่งถามตัวเองว่า แล้วจะปล่อยให้ตัวเองเป็นอย่างนั้นไปทำไม เราใช้ชีวิตอู้ฟู่มาสิบกว่าปี เราบอกกับตัวเองได้ว่าเคยมีแล้ว เคยใช้แล้ว ถ้าไม่ได้จำเป็นก็ขายไป”

นอกจากกล้าใช้เงิน ชาคริตเป็นคนที่กล้าใช้ชีวิตด้วย บางด้านเราได้เห็นผ่านหน้าสื่อ บางด้านไม่มีใครเห็นยกเว้นเขา แต่ชาคริตไม่ใช่คนที่ครั่นคร้ามบาดแผลในชีวิต

“มันมีแต่เรื่องให้ด่าตัวเอง แบบ เฮ้อ กูไม่น่าเลย แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ก็คงไม่ได้ไปแก้อะไร เพราะสุดท้ายแล้วมันก็ทำให้เราเข้มแข็งขึ้น ทำให้เราเข้าใจอะไรมาขึ้น หลายๆ อย่างที่เราทำ เราอาจคิดว่ามันใช่ มันถูก แต่สุดท้ายความไม่ละเอียด ความคิดแบบด้านเดียวมันก็ให้บทเรียนที่ทำให้กลับมาสอนตัวเองในหลายๆ เรื่อง มันก็คือ Live and Learn เราเรียนชีวิตทุกวัน”

ปรัชญาการใช้ชีวิตของชาคริตในวัยหนุ่มคืออะไร​

“So be it! อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด”

เงิน งาน ความรัก การทำสวน และบทบาทพ่อของชาคริต แย้มนาม

Farm and Family

ถ้าชีวิตวัยรุ่นของคนเราคือช่วงเวลาแห่งการค้นหา ทดลอง เพื่อให้ได้รู้จักกับตัวเอง เมื่อถึงจุดหนึ่ง คนเราอาจต้องก้าวสู่วัยที่สงบนิ่งมากขึ้น หากใครติดตามชาคริต แย้มนาม ในวันนี้ คงได้เห็นภาพของเขาใช้ชีวิตอยู่กับสวนในจังหวัดจันทบุรี ขุดดิน ปลูกต้นไม้ วางแผนสร้างธุรกิจของครอบครัว สลัดภาพของชาคริตในอดีตจนหมดสิ้น

“จริงๆ แล้วเราเป็นคนชอบธรรมชาติ ที่เลือกไปเรียนที่นิวซีแลนด์ก็เพราะชอบธรรมชาติ แล้วก็คิดว่าบั้นปลายชีวิตเราอยากไปอยู่แบบนั้น ก็เลยเคยซื้อที่เก็บไว้ที่จันทบุรีเมื่อประมาณยี่สิบปีที่แล้ว แต่ทีนี้พอโตมาก็มานั่งคิดว่าทำไมต้องรอบั้นปลายถึงค่อยไปใช้ชีวิตวะ ถ้าแก่แล้วเราจะมีแรงสร้างอะไรเหรอ ทำไมไม่ทำมันตั้งแต่วันนี้เลย ก็เลยลงมือไปทำ ไปใช้ชีวิต”

ชาคริตมีความรู้ในการทำสวนเป็นศูนย์ เขาเริ่มใหม่โดยอาศัยการเรียนเอาจากญาติพี่น้องของภรรยา ค่อยๆ เรียนรู้และลงมือทำ เพื่อที่วันหนึ่งเขาจะได้ส่งต่อพื้นที่นี้ให้กับทายาทของเขาต่อไป

“สุดท้ายสิ่งที่เราสร้างมันจะเกิดมูลค่า มันเป็นบ้านที่เราจะได้กลับไปอยู่กับครอบครัว วันหนึ่งมันก็จะกลายเป็นที่ดินของลูกเรา เป็นมรดกของลูกเรา”

จากชาคริตที่ใช้ชีวิตโลดโผนเต็มที่ อะไรที่ทำให้คุณเปลี่ยน-เราถามเขา

“ความฝันที่มาเต็มเรา การมีครอบครัวที่สมบูรณ์

“คือเราเป็นคนที่ถูกเลี้ยงมาโดยซิงเกิลมัม โดยที่คิดว่าตัวเองไม่ได้ขาดอะไร แต่ความจริงก็คงขาด Father Figure อยู่ดีแหละ ก็เลยตั้งปฏิญาณไว้ว่า ถ้าวันหนึ่งได้มีครอบครัว เราอยากมีครอบครัวที่อบอุ่น สมบูรณ์ แต่ก็เคยมีบางเวลาที่เราคิดว่ามันอาจจะไม่เกิดขึ้นกับชีวิตของเรา”

คุณเคยหมดหวังมาแล้วเหรอ-เราแอบแทรกถาม

“เรามีสุขและทุกข์ในความรักมาหลายครั้ง จนบางทีรู้สึกหมดหวังมันก็มี

“แต่สุดท้ายเราก็พบว่า เมื่อถึงเวลา เราก็ได้เจอ ซึ่งการมีครอบครัวมันทำให้เราใช้ชีวิตอย่างมีสติขึ้น เมื่อก่อนเราใช้ชีวิตมาเยอะ ทั้งเที่ยว ทั้งทำงาน คือเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตคุ้ม แต่พอมีครอบครัว มีลูก มุมมองเราก็เปลี่ยนไป เพราะเราไม่ใช่ตัวคนเดียวแล้ว เมื่อก่อนถ้าเราตายไปก็ไม่มีใครเดือดร้อน แต่เดี๋ยวนี้มันต้องคิดถึงอนาคต คิดถึงคนรอบตัว เราเลยไม่สามารถใช้ชีวิตแบบ Fearless”

การมีทำสวน ปลูกต้นไม้ ผลไม้ก็เป็นความรู้ใหม่สำหรับชาคริตไม่ต่างจากการเป็นพ่อคน เขาเรียนรู้การเป็นชาวสวนที่ดี พร้อมๆ ไปกับการเป็นพ่อ ชาคริตเล่าย้อนกลับไปให้ฟังว่า ชีวิตในบทนี้ของเขาคือการค่อยๆ เรียนรู้ทีละอย่าง ในแต่ละวัน

“เราไม่ได้คิดมาก่อนว่าเราจะเป็นพ่อแบบไหน แต่วันที่เขาคลอดออกมา สิ่งที่เราตั้งใจไว้เลยคือ เราจะไม่ใช่คนที่วางแผน 1 2 3 4 แล้วให้เขาทำตาม แต่เราจะ Go one step at a time. คือค่อยๆ เรียนรู้กันไประหว่างที่เขาเติบโต แล้วค่อยๆ ตบกันให้เข้าที่เข้าทาง แทนที่เราจะไปวางไว้ตั้งแต่วันแรกว่าลูกเราจะต้องเป็นแบบนั้น แบบนี้ มันไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบหรอก ทุกอย่างมัน Live and Learn”

“แต่ไม่ใช่ว่าเราไม่คิดถึงอนาคตไว้เลย เพราะทุกวันนี้เราก็คิดทำธุรกิจต่างๆ เอาไว้เพื่อรองรับการเติบโตของลูก อย่างสวนที่เราทำ สุดท้ายมันก็ต้องเป็นของเขา

“เพราะฉะนั้น ตราบใดที่เรายังมีเวลา ยังหายใจ ยังมีความสามารถอยู่ เราจะพยายามทำทุกอย่าง เพื่อหากวันหนึ่งเราไม่อยู่แล้ว เขาจะเหนื่อยน้อยที่สุด และวันหนึ่งหากเขามีครอบครัวเอง เขาก็จะได้เรียนรู้ว่า การดูแลครอบครัวมันเป็นสิ่งที่สำคัญ”

เงิน งาน ความรัก การทำสวน และบทบาทพ่อของชาคริต แย้มนาม

งาน – เงิน – ความรัก

งาน เงิน ความรัก ถ้าเป็นผู้อ่านจะเรียงลำดับความสำคัญของมันอย่างไร

เราถามคำถามเดียวกันนี้กับชาคริตในช่วงท้ายๆ ของบทสนทนา

“ถ้าตอนเป็นวัยรุ่นจะตอบว่างานมาก่อน แต่ตอนหลังมันเปลี่ยนไปเป็นเรื่องความรัก”

เงินไม่ได้อยู่ในสมการเลยเหรอ-เราถามต่อ

“ไม่เคยอยู่เลย เรากินแกลบได้ เราไม่ได้เป็นคนยึดติด ถ้าไม่มีก็ไม่มี เราเคยผ่านช่วงเวลามาหลากหลายแบบ”

คุณไม่ได้กลัวความจน ?

“ก็มันเลือกไม่ได้นี่ ถ้าวันหนึ่งมันต้องจน แต่ถึงจนเรายังมีชีวิต มันก็ต้องหาหนทางสู้ต่อไปเพื่อรักษาชีวิต

“อีกอย่าง เรื่องเงินคือเราสปอยล์ตัวเองมาหมดแล้ว มันคงเหมือนการสูบบุหรี่ที่เราเคยชินจนเหมือนเป็นกิจวัตร แต่สุดท้ายแล้วเราไม่ได้เสพติดมัน เวลาต้องไปเข้าวัดนั่งสมาธิเจ็ดคืน แปดวัน ไม่ได้สูบเลยก็ไม่ได้เป็นอะไร

“คือเรามองทุกอย่างให้มันง่ายๆ แค่นั้น สุขก็สุข ทุกข์ก็ทุกข์ ไม่มีอะไรที่จีรัง ถ้าลงไปเรื่อยๆ สักวันหนึ่งมันก็จะกลับขึ้นมา”

เงิน งาน ความรัก การทำสวน และบทบาทพ่อของชาคริต แย้มนาม

Writer

Avatar

คณพล วงศ์วิเศษไพบูลย์

นักเขียนอิสระ ที่กำลังลองทำงานหลายๆ แบบ ชอบลี้คิมฮวง ต้นไม้ เพลงแก่ๆ มีความฝันอยากทำฟาร์มออร์แกนิก และล่าสุดเขียนจดหมายสะสมลงในเพจ In the Letter

Photographer

Avatar

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

1 กุมภาพันธ์ 2566
578

“รางวัลกินรีทอง มหาชน ครั้งที่ 8 สาขาอนุรักษ์การแสดงศิลปะพื้นบ้าน ได้แก่…”

ในฮอล์ที่กระหึ่มไปด้วยเสียงเฮฮา จู่ ๆ ก็เงียบดุจดั่งป่าช้า เสมือนรอคอยแสงอาทิตย์สาดส่องให้พื้นที่นี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง จนกระทั่งทราบว่า รางวัลนี้ตกเป็นของ คลังพลอย ไวยพัฒน์ จากหมอลำเสียงวิหค พ่อยกแม่ยกหมอลำชาวที่ราบสูงหลาย ๆ ท่านคงต้องทำหน้าฉงนสงสัย ว่าเด็กสาวที่ได้รับรางวัลนี้คือใครกันหนอ

แต่พอได้ทราบว่านั่นคือชื่อเสียงเรียงนามที่แท้จริงของ ยูกิ เพ็ญผกา จากใบหน้าที่ฉงนสงสัยก็แปรเปลี่ยนเป็นร้องอ๋อกันทันใด

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ก่อนเริ่มพูดคุยกัน ภาพของสาวชาวอำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ นางเอกหมอลำในวัยเพียง 15 ปี ได้ปรากฏขึ้นมายังจอคอมพิวเตอร์ ภาพลักษณ์ของสาวน้อยแลดูอ่อนน้อม เหนียมอาย ไร้เดียงสา ช่างแตกต่างจากตอนเธอสวมหัวโขนเป็นนางเอกหมอลำที่พกความมั่นใจและพลังเกินร้อยอย่างสิ้นเชิง

ตอนนี้เรากำลังพูดคุยกับ ‘ยูกิ คลังพลอย’ ไม่ใช่ ‘ยูกิ เพ็ญผกา’ ที่เราและหลาย ๆ ท่านคุ้นเคย

ออกจะเป็นเรื่องแปลกที่นักแสดงหมอลำมีชื่อเล่นเหมือนการ์ตูนอนิเมะ ทั้งที่ปากยังเว้าภาษาอีสานแจ๋ว ๆ ยูกิย้ำว่านี่คือชื่อที่มารดาตั้งให้ เนื่องจากเลือดครึ่งหนึ่งในกายเธอสืบมาจากแดนอาทิตย์อุทัย

“ชื่อ ยูกิ เป็นชื่อตั้งแต่เกิด คุณแม่เป็นคนตั้งให้ค่ะ หนูเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น คุณแม่เป็นคนอีสาน คุณพ่อเป็นคนญี่ปุ่น” เธอตอบคำถามที่หลายคนคาใจ

“ยูกิ (雪) แปลว่า หิมะ ค่ะ” เด็กสาวกล่าวเสริมเผื่อคนที่ไม่มีความรู้ด้านภาษาข้างพ่อเธอ

13 เมษายน พ.ศ. 2550 คือวันที่เด็กหญิงคลังพลอยหรือยูกิลืมตาดูโลก เธอเติบโตมาภายใต้การเลี้ยงดูของคุณแม่และพ่อเลี้ยงแสนดี ห้อมล้อมด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำโขง ยูกิค้นพบว่าเสียงเพลงคือของขวัญจากฟากฟ้าที่ประทานความสุขสำราญให้กับเธอมาแต่เล็กแต่น้อย เธอจึงหลงใหลในเสียงเพลงและดนตรีนานาชนิด ทั้งเพลงสมัยใหม่และสมัยเก่า

“หนูชอบร้องเพลงมากค่ะ ร้องมาตั้งแต่ 3 ขวบได้ เพลงที่ร้องตอนนั้นก็เป็นเพลงลูกทุ่ง ยังไม่ใช่เพลงหมอลำ เพลงแรกที่ร้องคือเพลง นักร้องบ้านนอก ค่ะ” สาวลูกครึ่งเผยงานอดิเรกของตนด้วยยิ้มพิมพ์ใจ 

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“นอกจากเพลงลูกทุ่งแล้ว หนูชอบฟังพวกเพลงสตริง เพลงแร็ป เพลง K-POP ด้วย พี่ลิซ่า BLACKPINK หนูก็ชอบ ชอบมาก ๆ ค่ะ”

อย่างไรก็ดี ความชอบทั้งหมดทั้งมวลนี้ยังเป็นรองดนตรีหมอลำ

พจนานุกรมภาษาถิ่นไทยอีสานแจงรากศัพท์ของหมอลำออกเป็น 2 คำ ได้แก่ ‘หมอ’ ที่หมายถึงผู้มีความชำนาญ กับ ‘ลำ’ ที่แปลว่าการบรรยายเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยทำนองอันไพเราะ ‘หมอลำ’ จึงเป็นคำประสมที่แปลเป็นภาษาไทยกลางได้ว่า ผู้ชำนาญด้านการขับทำนองเล่าเรื่อง

เพลงหมอลำเป็นประเพณีการละเล่นที่แพร่หลายไปทั้ง 2 ฝั่งโขง จะประเทศลาวหรือภาคอีสานของไทย งานวัดงานบุญของ 2 แผ่นดินนี้ไม่เคยขาดเสียงแคนและคำร้องที่มีต้นแบบมาจากเพลงลูกทุ่ง ความแพร่หลายของหมอลำนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดเป็นหมอลำสารพัดชนิด

“หมอลำจะมีหลายประเภทค่ะ เช่น หมอลำซิ่ง หมอลำกลอน หมอลำหมู่ ฯลฯ แตกต่างกันออกไปในบางสาขาอาชีพ แต่ที่หนูลำอยู่ทุกมื้อนี้เป็นหมอลำหมู่ ลำเรื่องต่อกลอนทำนองขอนแก่นค่ะ”

นี่คือหมอลำชนิดที่กำเนิดใหม่เมื่อหลายสิบปีก่อน เป็นรูปแบบหมอลำที่เติบโตมาจากการผสมผสานระหว่างหมอลำพื้นกับลิเกของภาคกลาง เห็นได้จากชุดผู้แสดงที่รับมาจากลิเกเต็ม ๆ กับการร้องแบบหมอลำพื้น ร้องรำกันเป็นหมู่คณะ แต่ละคนสวมบทบาทเป็นตัวละครแนวจักร ๆ วงศ์ ๆ เช่น พระราชา เจ้าหญิง ฤๅษี เทวดา ผีสาง เรื่องที่ใช้ลำโดยมากอ้างอิงจากนิทานชาดกท้องถิ่นของภาคอีสาน ใจความของเรื่องที่ใช้แสดงคือการมุ่งสอนให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ

แต่หมอลำหมู่ในยุคนี้ได้ปรับปรุงรูปแบบการแสดงให้ถูกจริตคนยุคใหม่ การแสดงของยูกิจึงมีมากกว่าหมอลำตามแบบฉบับดั้งเดิมที่ทุกคนคุ้นเคย

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“จะมีช่วงคอนเสิร์ต ก็ร้องเพลงตลาดทั่วไป เพลงอินดี้ เพลงหมอลำ ร้องสลับกันไป พอตกดึกก็ลำเรื่องต่อกลอน เป็นคล้าย ๆ ลิเก แต่ว่าเป็นภาษาอีสาน คนละทำนองกัน แล้วก็มีแสดงละครเข้าถึงบทบาทกันบ้าง” เธอเริ่มใช้ภาษาบ้านเกิดเมื่อบรรยากาศการพูดคุยอบอวลไปด้วยความสนุกสนาน

เมื่อพิจารณาอายุของยูกิ อาจคิดว่าเส้นทางหมอลำของเธอเพิ่งเริ่มต้นขึ้น แต่ถ้าย้อนกลับไปจริง ๆ แล้ว บนถนนเส้นนี้ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่เธอยังเป็นวัยรุ่นฟันน้ำนม เรียนอยู่ชั้น ป.2 โน่นแล้ว

“ตอนเด็ก ๆ คุณพ่อคุณแม่พาเบิ่งหมอลำ ส่วนใหญ่ดูหมอลำซิ่ง ตอนนั้นหนูดูในคลิปอยู่เลยค่ะ ยังไม่ได้ไปดูหน้างาน พอโตขึ้นก็มีโอกาสได้ไปหน้างาน เห็นพี่เขาแต่งตัวสวย มีคนดูเยอะ อยากแต่งตัว อยากเป็นแบบพี่เขาบ้าง” แววตาเป็นประกายถูกส่งทอดจากหน้าจอคอมพิวเตอร์สี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ทำให้เหมือนย้อนเห็นภาพเด็กหญิงอายุไม่เกิน 10 ปีที่มีแววตาเต็มไปด้วยความฝัน

“หนูมีไอดอลคือ พี่แอน อรดี แล้วก็ พี่ใหม่ พัชรี ค่ะ หนูชอบดูพวกพี่เขามาก ดูคลิปตลอด ดูทั้งวันเลยค่ะ” ยูกิบอกด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

“หลังจากตอนนั้นก็ได้ไปบอกคุณพ่อคุณแม่ว่าอยากเป็นหมอลำ เลยหาประสบการณ์ด้วยการประกวดร้องเพลงไปเรื่อย ๆ ก่อน จุดเปลี่ยนอยู่ที่เขาพาหนูขึ้นรถแห่ ไปร้องเพลงอยู่บนรถแห่ตอนอายุ 10 ปี ตอนนั้นไปที่อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ พ่อกับแม่ค่อยมาตัดสินใจว่าจะพาขึ้นวงหมอลำจริง ๆ เลยมาเป็นหมอลำหมู่ค่ะ” เธอจูงมือพาเราหวนคืนยังอดีตที่เป็นจุดเริ่มต้นในการเดินตามความฝันของเธอ

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

เรียกว่าหมอลำเสียงวิหคกับยูกิเติบโตมาด้วยกันคงจะได้ เพราะวันที่คุณพ่อและคุณแม่ของเธอพาไปสมัคร หมอลำเสียงวิหคก็เพิ่งเปิดใหม่ได้ปีแรก

“ตอนคุณพ่อคุณแม่พาไปสมัคร ตอนนั้นคณะเขาเพิ่งเปิดใหม่ปีแรก หนูอายุ 11 จะเข้า 12 ขวบ ตอนนั้นเราแสดงเป็นตัวลูก ยังไม่ได้เป็นนางเอก”

หมอลำรุ่นเยาว์เล่าความรู้สึกวันแรกบนเวทีซึ่งเธอยังจำได้ไม่มีเลือน

“ตอนนั้นไปแสดงที่วัดสีชมพู กรุงเทพฯ ความรู้สึกของการเป็นคนดูกับคนที่ได้ขึ้นแสดงมันต่างกันมาก ๆ เลยนะคะ ตอนดูหน้าเวทีเหมือนเราไปนั่งดูผลงานเขาเฉย ๆ แต่ตอนนี้เราเป็นผู้สร้างผลงานให้ผู้ชมหน้าเวทีดู ตอนแรกก็กดดัน แต่ตอนนี้เริ่มชินแล้วค่ะ”

เพราะคณะหมอลำเสียงวิหค ยูกิ เพ็ญผกา จึงมีตัวตนขึ้นมาท่ามกลางเสียงแคน

“ชื่อ ยูกิ เพ็ญผกา หัวหน้าวงเป็นคนตั้งให้ค่ะ เป็นชื่อที่ใช้ในวงการ หนูว่ามันเพราะดี”

จากสเต็ปการเติบโตของกันและกัน คณะกับนักแสดง ยูกิเข้ามารับบทบาทในฐานะนักแสดงสมทบ ฝึกร้องเพลง ฝึกการแสดง และศึกษาสิ่งที่เกี่ยวกับหมอลำในทุก ๆ วัน

“ท่าทางไม่ยาก เรื่องร้องยากกว่าค่ะ ร้องหมอลำยากกว่าร้องเพลงลูกทุ่งด้วย เพราะเพลงหมอลำจะมีเกริ่น หัวเพลงจะเป็นการเกริ่น แล้วก็จะเป็นทำนองรำซึ่งจะแตกต่างกันออกไป แล้วช่วงถัดมาจะเป็นเพลงธรรมดาเลยค่ะ เป็นทำนองที่แล้วแต่อาจารย์นักแต่งเพลงจะแต่งไป จะมีช่วงรำสลับกันกับท่อนร้อง ส่วนท่อนลงก็จะมีลูกเอื้อนนิดหน่อย ผสมกันไปจนจบเพลง

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“หนูก็ฝึกร้องเพลงอยู่เรื่อย ๆ ร้องเพลงทุกวัน ฝึกการแสดง ดูอะไรหลาย ๆ อย่างที่เกี่ยวกับหมอลำ เวลาซ้อมต้องมาซ้อมเองที่บ้าน ให้คุณพ่อ (พ่อเลี้ยง) ซ้อมให้ เพราะคุณพ่อร้องได้ค่ะ”

ครั้นแล้ววันหนึ่ง โอกาสพลิกชีวิตก็ล่องลอยมาหาเมื่อเธอมีอายุได้ 13 ปี

“หัวหน้าคณะเขามาบอกคุณแม่ค่ะว่าจะให้น้องมาเป็นนางเอก แต่น้องต้องลดหุ่น เพราะตอนนั้นหนูอ้วนอวบ ตัวกลมเลย” กว่ายูกิจะก้าวขึ้นมาเป็นนางเอก ไม่ได้มาด้วยโชคช่วย แต่เป็นความพยายาม มุ่งมั่น พัฒนาทั้งการร้องและภาพลักษณ์ 

“หนูใช้เวลา 2 เดือน ลดน้ำหนักไปเกือบ 10 กิโลกรัม ออกกำลังกาย งดอาหารเย็น บวกกับลดปริมาณอาหาร จากที่เคยกินของหวาน น้ำหวาน ช่วงนั้นหนูก็งดไปเลยค่ะ”

ในวัย 13 ปี เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่น่าจะยังดิ้นรนกับชีวิตใหม่ในชั้นมัธยมศึกษา แต่เด็กหญิงยูกิกลับต้องเผชิญความกดดันเพิ่มจากภาระการเรียน นั่นคือการเดินสายออกแสดงไปทั่วภูธร

“หมอลำจะมีงานแสดงตามงานวัดหรืองานอื่น ๆ ที่เจ้าภาพจ้างไป เช่น งานทำบุญบ้านใหม่ ไปภาคอื่นด้วย อย่างเวลาลงกรุงเทพฯ ก็จะมีผู้จัดเขาจ้างไปลง 3 – 4 วัน งานจะไม่ไกลกันมาก แต่กรุงเทพฯ เล่นได้ถึงเที่ยงคืน ปกติเล่นถึงสว่าง”

ในช่วงแรกที่เพชรเม็ดใหม่ในวงการเริ่มเฉิดฉาย ชื่อต้นของเธอเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจจากพ่อแก่แม่เฒ่าไม่น้อย หลายคนลุกลี้ลุกลนที่จะได้รู้จักนางเอกอายุ 13 ที่มีชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่น

“การที่เป็นลูกครึ่งและอายุน้อย หนูว่าน่าจะมีส่วนให้มีชื่อเสียงนะคะ คนที่เขามาดูพอรู้ว่าชื่อยูกิ ก็สงสัยและตื่นเต้นด้วยค่ะ บางคนก็มีเข้ามาถาม เราก็อธิบายให้เขาฟังไปว่าเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น เลยชื่อยูกิ”

จากตัวสมทบ สู่ตัวหลักของการแสดงหมอลำ ความกดดัน ความตื่นเต้น เสียงติชม เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องพบเจอ

“วันแรกที่ได้ขึ้นเป็นนางเอก ตอนนั้นหนูไปเล่นอำเภอโนนสะอาด จังหวัดอุดรธานี เปิดวงปีที่ 2 ค่ะ ตอนนั้นรู้สึกกดดันมาก ๆ อยู่ในห้องแต่กับเสียงเพลงอย่างเดียวเลยค่ะ ซ้อมทั้งวัน กดดัน กลัวมันออกมาไม่ดีเลยซ้อม ๆ ตลอดเลยค่ะ” เธอยังจดจำเรื่องราวทุกรายละเอียดของวันนั้นได้เป็นอย่างดี

“พอแสดงเสร็จก็โล่งเลยค่ะ โล่งมาก ๆ ความรู้สึกตอนนั้นคือตื่นเต้นแล้วก็ดีใจ เหมือนมันตื้นตันใจอยู่ตลอดเวลาที่มีคนหน้าเวที แล้วก็ดีใจที่ตัวเองได้ขึ้นเป็นนางเอก คืนนั้นก็คือสั่นทั้งคืนเลยค่ะ”

เป็นธรรมดาของมือใหม่ที่ต้องประสบผลตอบรับทั้งแง่บวกแง่ลบ ยูกิได้เก็บคำวิจารณ์เหล่านั้นมาใช้ในการผลักดันตนเองให้มีพลังสู้ต่อ ชั่วเวลาไม่นานก็มีแม่ยกทยอยมาติดพันเธอ

“ก็มีทั้งคนชมแล้วก็คนตินะคะ ปน ๆ กันไป” ยูกิ เพ็ญผกา กล่าวยิ้ม ๆ “หนูก็จำทุกคำพูดของทุกคนที่มาหา เพราะหนูดีใจและปลื้มใจทุกครั้งที่มีคนมาให้กำลังใจ ประทับใจทุกคน ทุกคำพูดเลย”

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ภายในเวลาไม่กี่ปีที่ได้เลื่อนขั้นเป็นนางเอกประจำคณะ หมอลำสาวลูกครึ่งรายนี้ได้ตระเวนไปทั่วภาคอีสาน งานที่จังหวัดไหนเป็นอย่างไร เธอสาธยายได้เป็นฉาก ๆ

“ที่แสดงในอีสาน จะไปแถวอุดรธานี ขอนแก่น มหาสารคาม อุบลราชธานีเป็นส่วนมากค่ะ อีสานใต้ก็ไปบ่อยเหมือนกัน แต่ละงานก็จะเหมือน ๆ กัน จังหวัดที่คนดูเยอะก็มีที่นครพนม บึงกาฬ แล้วก็หลายจังหวัด น่าจะเยอะหลายที่เลยค่ะ แต่หนูก็จำได้ไม่หมด

“เดินทางบ่อย ๆ ก็เหนื่อยอยู่ค่ะ อย่างเวลามีงานติดต่อกันหลายงาน ก็มีเพลียบ้างนิดหนึ่ง”

เสียงไก่ขันมักใช้เป็นสัญญาณของการแจ้งว่าเช้าวันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่เหล่าหมอลำใช้เสียงนี้เป็นสัญญาณของการจบการแสดงของพวกเขา

“วันที่มีแสดง หลังจากเล่นจนสว่างของงานที่แล้วมา หนูจะขึ้นรถมาล้างหน้า เสร็จแล้วหนูก็กินข้าวและนอนบนรถค่ะ พอถึงหน้างานก็ลงไปอาบน้ำ แต่งหน้าเตรียมขึ้นแสดงค่ะ แสดงทั้งคืนเลยถึงสว่างอีกเหมือนเดิมค่ะ แล้วก็นอนบนรถอีกเหมือนเดิม” ชีวิตที่วนลูปของเธอถูกบรรยายเหมือนวงกลมที่ไม่มีวันจบสิ้น แต่เปี่ยมไปด้วยพลังไฟที่เธอสนุกไปกับมัน

ภาพสวยงามบนเวทีหมอลำเบื้องหลังต้องแลกมาด้วยความยากลำบาก เสื้อผ้าสวยงามที่สวมใส่ต้องคอยปกป้องไม่ให้เลอะโคลนดินที่ชื้นแฉะจากฝนที่โหมกระหน่ำ เวทีที่ตกแต่งสวยงาม ด้านหลังต้องเนรมิตให้กลายเป็นเหมือนบ้านเพื่ออยู่อาศัยตลอดคืน

“ชีวิตหมอลำ นอนกลางดิน กินกลางทราย ถ่ายกลางทุ่งนาค่ะ ไปหน้างานบางวันมีแต่ป่า ห้องน้ำไม่มีเลย ลำบากในการเดินทาง ในการใช้ชีวิตอยู่หลังเวที มีบ้างที่มีฝนตก ขึ้นเวทีก็ต้องตากฝนเล่น แต่ถ้าฝนตกหนักก็ต้องหยุด เพราะไม่งั้นฉากเวทีมันอาจจะล้มทับคน อันตรายมากค่ะ” เธอถ่ายทอดชีวิตของหมอลำอีกด้านหนึ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ “เวลานอนก็มีเต็นท์ที่กาง เป็นเต็นท์ส่วนตัว เต็นท์ใครเต็นท์มัน เอาผ้าสีฟ้า ๆ มาอ้อมเต็นท์ ปูเสื่อนอนกันในนั้น เหมือนเป็นบ้าน”

กาลเวลาผันเปลี่ยน ความคิด และความรู้สึกของผู้คนย่อมแปรเปลี่ยนตาม สิ่งที่เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของไทยกลับถูกคนไทยด้วยกันด้อยค่า มองเป็นของราคาถูก

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

“น่าจะมีช่วงหนึ่งที่มีดราม่าบ่อย ๆ ก็จะกดดันตัวเอง ชอบไปอ่านคอมเมนต์ที่เขาเมนต์มา เมนต์ดราม่า เมนต์ด่า แต่ช่วงหลัง ๆ ก็โฟกัสไปที่คนให้กำลังใจ พ่อกับแม่ก็จะคอยบอกว่าอย่าคิดมาก”

แม้จะมีอาชีพการงานที่หาเลี้ยงครอบครัวได้เป็นมั่นเหมาะ แต่ยูกิก็ยังไม่ทอดทิ้งการเรียนเฉกเช่นเยาวชนทุกคน เธอยังคงศึกษาด้านคอมพิวเตอร์ธุรกิจในวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่จังหวัดบ้านเกิด

ถึงอย่างไร ความฝันของเธอก็ยังคงมีหมอลำเป็นที่หนึ่งในใจเสมอ

“อยากมีชื่อเสียงโด่งดังค่ะ อนาคตที่วางไว้ก็น่าจะเกี่ยวกับครู อยากสอนหมอลำ”

อนาคตนั้นทำท่าจะเฉียดใกล้ความจริงเข้าไปทุกที ด้วยความเป็นคนกล้าฝัน กล้าลงมือทำ ตั้งใจจริง และไม่ละเลยความอ่อนน้อมถ่อมตน ผู้ใหญ่ในแวดวงหมอลำเพลงลูกทุ่งหลายคนจึงพากันเอ็นดูยูกิ และหยิบยื่นโอกาสแสดงฝีมือให้เธอเนือง ๆ หนึ่งในนั้นคือเจ้าของสมญา ‘ราชินีลูกทุ่งหมอลำ’ จินตหรา พูนลาภ ที่ยูกิออกปากเรียก ‘แม่จิน’ ได้โดยสนิทใจ

เธอเชื่อว่าต่อไปภายภาคหน้า ศิลปะการแสดงที่เธอรักอาจเป็นที่สนอกสนใจมากขึ้น จากการที่สื่อสังคมออนไลน์อย่าง TikTok นิยมเอาคลิปหมอลำไปเผยแพร่กัน

“หนูบังคับความคิดของใครไม่ได้ บางคนไม่ชอบหมอลำ ก็ไม่ได้บังคับให้มาชอบหมอลำ หนูเองแค่อยากอนุรักษ์ อยากสืบสานศิลปะของคนอีสานไว้ ถ้าไม่มีใครสืบสาน มันก็จะหายไป แล้วหนูเองก็ชอบของหนู ใครไม่ชอบก็ไม่เป็นไร” ความคิดที่ดูโตเกินวัยและแรงปราถนาอันแรงกล้าเปล่งออกมาจากสาวลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นจากเมืองชัยภูมิคนนี้

“อยากฝากสำหรับคนที่ยังไม่รู้จักพวกเรานะคะ หมอลำเสียงวิหคถือว่าเป็นหมอลำน้องใหม่ของวงการหมอลำ เพิ่งตั้งมาได้ 3 ปี อาจจะผิดพลาดบ้าง อยากให้ทุกคนได้ลองมาดู ลองเปิดใจ และมาสนุกร่วมกัน การแสดงรับรองว่าน่าจะม่วน ติดตามคิวงานได้ที่เพจหมอลำเสียงวิหค มีอัปเดตทุก ๆ เดือน ใครไปดูหน้างานไม่ได้ก็มีไลฟ์ออนไลน์อยู่ตลอดค่ะ” นางเอกหมอลำหน้าละอ่อนเชิญชวนทิ้งท้าย

ความพยายามตลอดเส้นทางหมอลำของยูกิ จากจุดเริ่มต้นมันช่างยาวไกล ในระหว่างการเดินทางอาจเจอลูกรัง ดินทรุด การจราจรติดขัดบ้าง แต่ทุกอย่างเป็นเหมือนบทเรียนที่ทำให้เธอกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งมากขึ้น และถนนที่มีชื่อว่าหมอลำเส้นนี้คงมีความยาวอีกไกลแสนไกล ให้เธอได้โลดแล่นไปอีกนานแสนนาน

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

Avatar

ทศพล คามะดา

เรียนจบมหาลัย ปี 2555 ทำอาชีพช่างภาพ มาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน เป็นคนอารมณ์ดี ชอบเลี้ยงแมวไว้ 2 ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load