“ถ้าไม่ได้ทำทั้ง 80 สี เรายอมไม่ทำเลยดีกว่า” 

นี่คือคำพูดจากเจ้าของ ‘CHADA’ (ชาฎา) แบรนด์ยาทาเล็บสีไทยโทนราคาคุ้มค่า ที่พาเราไปเรียนรู้เรื่องราวของสีไทยเบื้องต้น จนอดไม่ได้ที่จะหลงรักชื่อสีเพราะๆ อย่างนภากาศ กลีบบัว และก้ามปูหลุด แล้วอยากขอเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมท่องชื่อสีไทยอีกเป็นร้อยๆ สี พร้อมกับหยิบยาทาเล็บสีสวยแปลกตาขึ้นมาเขย่าทา

 ก้อย-พรชนก จิระเกียรติวัฒนา และ บิว-จุฬาพร อิกิติสิริ

2 ปีที่แล้วชาฎาถือกำเนิดขึ้นจากเพื่อนคู่คิดอย่าง ก้อย-พรชนก จิระเกียรติวัฒนา และ บิว-จุฬาพร อิกิติสิริ สองสาวรุ่นใหม่ที่อินเรื่องสีไทยโทนอย่างจริงจัง จนคิดว่าควรทำอะไรสักอย่างเพื่อถ่ายทอดความสวยงามของสีไทยออกมาให้ทุกคนได้รับรู้และได้ใช้ในเวลาเดียวกัน จนเกิดเป็นยาทาเล็บไทยๆ กว่า 80 สี

ถ้ายังเลือกไม่ได้ว่าจะหยิบยาทาเล็บสีไทยสีไหน จะลองเลือกทาทั้งสิบนิ้วไม่ซ้ำสีดูก็ได้นะ 

เริ่มจากงานวิจัยสีไทยโทน

ย้อนกลับไป บิวคือพนักงานบริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจแห่งหนึ่ง ส่วนก้อยทำงานในวงการโฆษณาและเป็นเจ้าของกิจการร้านทำเล็บ ทั้งคู่โคจรมาพบกันเพราะงาน ก่อนจะค่อยๆ ทำความรู้จักและกลายเป็นเพื่อนกันในที่สุด

“บิวบังเอิญอ่านเจองานวิจัยของ อาจารย์ไพโรจน์ พิทยเมธี ที่ทำเกี่ยวกับการแปลงสีไทยจริงๆ ในสมัยก่อนให้เป็นสีดิจิทัล CMYK ซึ่งใช้เวลาหลายปีมาก พอบิวเล่าให้ฟัง เราก็ชอบมาก รู้สึกประทับใจที่มีคนทุ่มเทเวลา แรงกาย และแรงใจ พัฒนาเรื่องเหล่านี้อยู่ แถมสีแต่ละสียังมีเรื่องราวในตัวเองทั้งจากวัตถุดิบและวิธีการปรุงที่แสดงถึงวิถีชีวิตของคนในอดีต ยิ่งอ่านยิ่งสนุก” ก้อยไม่รอช้า รีบเล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของแบรนด์ยาทาเล็บที่ชื่อชาฎา จากจุดร่วมความสนใจเรื่องสีแบบไทยๆ อย่างจริงจัง

สีไทยโทนเป็นสีที่ใช้ในงานออกแบบของไทยมาตั้งแต่สมัยอยุธยา เราอาจผ่านตากันมาบ้างตามงานจิตรกรรมไทย สีหัวโขนและสีชุดไทยสมัยก่อน ซึ่งจุดเด่นของสีแบบไทยๆ นี้อยู่ที่การผสมกลิ่นอายแบบตะวันตกนิดๆ ปนความนุ่มนวลหน่อยๆ แต่ก็ให้อารมณ์หลากหลาย เพราะมีเฉดมากมายตั้งแต่สีหวานพาสเทล ไปจนถึงสีสดฉ่ำ ทำให้เมื่อนำสีแต่ละสีมาจับคู่กัน ความรู้สึกที่ได้ก็จะแตกต่างกันตามไปด้วย

แม้จะเจือกลิ่นอายแบบตะวันตกอยู่บ้าง แต่สิ่งที่ทำให้สีไทยยังคงโดดเด่นไม่เหมือนใครคือชื่อสีเพราะๆ ที่คิดมาแล้วอย่างวิจิตรบรรจงผ่านสภาพแวดล้อมของคนไทยสมัยก่อน ทั้งสีเขียวก้านมะลิ สีดำหมึก หรือสีฟ้านภากาศ ซึ่งแต่ละสีล้วนมีความหมายและสะท้อนความเชื่อที่มีมายาวนานของคนไทย เช่น สีแดงชาดที่ให้ความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์เหมือนอยู่บนสววรค์ ทำให้เรามักพบสีตระกูลนี้ได้ตามวัดหรือตามฉากหลังพระพุทธรูปอยู่บ่อยๆ นั่นเอง

CHADA แบรนด์ไทยที่ถ่ายทอดความงามสีไทยๆ กว่า 80 สี ในรูปแบบยาทาเล็บราคาเพียง 79 บาท
CHADA แบรนด์ไทยที่ถ่ายทอดความงามสีไทยๆ กว่า 80 สี ในรูปแบบยาทาเล็บราคาเพียง 79 บาท

ตลอดระยะเวลาที่ค่อยๆ ทำความรู้จักสีไทยโทน พวกเธอพบว่ารอบๆ ตัวยังมีคนรุ่นใหม่ไม่น้อยที่หันมาประยุกต์วัฒนธรรมไทยให้ร่วมสมัยผ่านงานดีไซน์และไอเดียเจ๋งๆ พวกเธอจึงตัดสินใจที่จะเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนเหล่านั้นบ้าง 

“ระหว่างศึกษา เราก็ขออนุญาตอาจารย์นำสีจากงานวิจัยมาใช้ทำสินค้า ซึ่งตอนนั้นก็ยังคิดไม่ออกหรอกว่าจะทำอะไรดี รู้แต่เพียงนี่คือคุณค่าของประเทศเลยนะ จะทำยังไงให้คนรับรู้ว่ามีสิ่งเหล่านี้อยู่” ก้อยเล่า

เพราะดูแลและบริหารธุรกิจร้านทำเล็บอยู่แล้ว ก้อยจึงนึกสนุก คิดทำสีให้ยาทาเล็บของตัวเอง เพราะเหมาะสมที่จะเป็นตัวแทนเล่าเรื่องสีสันที่หลากหลาย ที่คนเราจะเปลี่ยนได้บ่อยแค่ไหนก็ได้ ไม่มีเบื่อ แถมจะทำเฉดสีสนุกๆ ออกมาเป็นลูกเล่นก็ยังได้ 

สินค้าแรกภายใต้แบรนด์ชาฎาจึงเป็นยาทาเล็บ ที่พวกเธอตั้งใจนำเสนอความเป็นสีไทยออกมาได้อย่างเต็มที่

หลงเสน่ห์สีไทย

ในวันที่เรากำลังตื่นเต้นกับเทรนด์สีใหม่มาแรงจากเกาหลี หรือดูเทคนิคการทำเล็บเก๋ๆ จากฝั่งยุโรป ชาฎาก็เปิดตัวยาทาเล็บสีไทยแท้ๆ ทีเดียวพร้อมกันถึง 80 สี 

ต่อให้ไม่ได้เชี่ยวชาญด้านการทำธุรกิจขนาดนั้น ก็ต้องบอกเลยว่าเป็นความคิดที่กล้ามาก!

“แปดสิบสีนี่ถือว่าน้อยแล้วนะ” บิวพูดติดตลก 

อาจจะจริงอย่างที่เธอพูด เพราะจากสีนับร้อย คงไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะเลือกหยิบมาเพียงแค่ห้าหรือสิบ ยิ่งเมื่อสีเหล่านี้มาพร้อมเรื่องราวน่าสนใจที่พวกเธอสองคนยืนยันว่ายังไงก็ต้องเล่า และถ้าไม่ได้เล่าก็ขอไม่ทำเลยดีกว่า

“หลายคนอาจจะไม่รู้ ถึงที่มาและเรื่องราวของสีที่มากกว่าตาเห็น เช่นในเรื่อง รามเกียรติ์ การบอกว่าตัวละครไหนมีคาแรกเตอร์อย่างไร เขาก็บอกผ่านสี นี่ยังไม่รวมการจับคู่สีสไบกับโจงกระเบนในชีวิตประจำวันอีก อย่างคนโบราณเขาจะรู้กันว่าสีม่วงเป็นสีหายากเพราะย้อมยาก จึงใช้สีจัดลำดับชั้นคน” บิวสรุปเรื่องราวที่เธอใช้เวลาศึกษาแรมปีให้เราเข้าใจแบบง่ายๆ

CHADA แบรนด์ไทยที่ถ่ายทอดความงามสีไทยๆ กว่า 80 สี ในรูปแบบยาทาเล็บราคาเพียง 79 บาท

ยาทาเล็บทั้ง 80 สีของชาฎา ได้รับการออกแบบและคิดอย่างตั้งใจทำให้เนื้อสีมีความใกล้เคียงกับสีไทยโทนมากที่สุด อย่างสีขาวที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสีเบสิกพบได้บ่อยๆ แต่สีขาวผ่องของชาฎานั้นมีความสว่างนวล แตกต่างจากสีขาวทั่วไป หรือสีโทนดำ เทา ก็จะถูกผสมให้มีความหลากหลาย เช่น สีม่วงแก่ ซึ่งเป็นสีม่วงปนสีดำ สีกลาโหมที่เป็นสีดำปนแดง หรือสีดำเขม่า ดำเขม่ายางและขาบดำ ที่ลดหลั่นความเข้มของสีดำลงมาสร้างความรู้สึกจริงจังแตกต่างกันไป หรือจะลดความอ่อนลงเป็นสีเทากับสีดำหมึกให้ไม่ดูดุมากนักก็ได้

เช่นเดียวกับสีตระกูลแดงแบบไทยๆ ที่เป็นเอกลักษณ์และมีมากมายจนจับมามิกซ์แอนด์แมตช์ได้ไม่ซ้ำ ตั้งแต่สีเข้มเนื้อแน่นแบบแดงชาด แดงเลือดนก และทับทิมสยามที่ให้ความรู้สึกเผ็ดร้อน แล้วลดโทนความอ่อนลงมาเป็นสีสว่างแบบแดงชบา แดงมณีหรือแดงน้ำครั่ง หรือจะผลิกไปเป็นสายหวานด้วยสีเนื้อเบา โทนชมพูแบบกลีบบัว หงสบาทหรือแดงดอกกระมุดก็น่ารัก

สีโทนเขียวเป็นอีกหนึ่งตระกูลที่พบได้ไม่บ่อยนักในแบรนด์ยาทาเล็บทั่วไป แต่สีเขียวของชาฎากลับมีให้เราเลือกมากมาย ตั้งแต่โทนเข้มแบบผู้ใหญ่ที่ทาได้ทุกวันอย่างเขียวสัมฤทธิ์คุณ หรือจะเป็นสีเขียวสนุกๆ ชวนย้อนวัยหลายเฉด ที่เราจะเลือกหยิบมาทาในวันที่อยากลองอะไรใหม่ๆ เช่น  สีเขียวน้ำไหล สีเขียวก้านมะลิ เขียวมหาดไทยหรือเขียวไพร ที่ออกสว่างสดใสไม่เป็นทางการมากนัก

หรือวันไหนอยากลองทาสีง่ายๆ เข้าได้กับทุกลุค เราก็อยากขอแนะนำสีโทนน้ำเงินเข้ม แบบสีครามหรือสีกรมท่า แล้วสร้างลุคสุดน่ารักในวันสบายๆ ด้วยสีที่สว่างขึ้นไปอีก อย่างสีฟ้า สีเมฆ หรือสีตาแมว ที่มีความพาสเทลนิดๆ สว่างหน่อยๆ แถมสีฟ้าสดใสเหล่านี้เมื่อหยิบมาทาคู่กับสีโทนเหลือง-ส้ม อย่างสีน้ำผึ้ง นวลจันทร์หรือดอกกรรณิการ์ก็ยิ่งเพิ่มความน่ารักสดใสเข้าไปอีก

ปิดท้ายด้วยสองโทนสีเรียบแต่เก๋ ไม่เข้มไม่อ่อนจนเกินไป ใช้ได้ทุกวัน อย่างโทนสีม่วง ที่มีสีพวงอังกาบ เผือก นิลุบล ลูกหว้าและดอกอัญชัน และสีเอิร์ธโทนแบบไทยๆ ด้วยกลุ่มสีน้ำตาลเข้มอ่อน ที่มีให้เลือกหลายเฉด เช่น น้ำตาลไหม น้ำหมาก กรักและกากี 

CHADA แบรนด์ไทยที่ถ่ายทอดความงามสีไทยๆ กว่า 80 สี ในรูปแบบยาทาเล็บราคาเพียง 79 บาท

“คนโบราณใช้วัตถุดิบธรรมชาติในการผสมสี มีทั้งแร่ ดอกไม้ พืช ดิน เช่น ตระกูลชมพูแดงส่วนใหญ่จะมาจากดอกไม้ ส่วนพวกสีเหลืองมาจากขมิ้นกับดิน ผสมกันได้สีหลายเฉด แต่ละเฉดก็จะมีชื่อเพราะๆ ที่เราคิดว่าไม่นำเสนอคงไม่ได้” ก้อยเสริม

พวกเธอยังเล่าอีกว่าธุรกิจยาทาเล็บฝั่งเอเชียมีตัวเลือกไม่มากนัก ทำให้สีของแบรนด์ส่วนใหญ่คล้ายกันไปหมด

ความเยอะของสีจากชาฎาจึงเป็นจุดเด่น นอกจากจะมีสีให้เลือกไม่ซ้ำใครแล้ว ยังตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าผู้หญิงเราจะมีสีผิวเฉดไหน วันนี้อยากจะมีคาแรกเตอร์แบบใด ชาฎาก็มีสีพร้อมให้เลือกสรร

ว่าแล้วเราก็ขอหยิบสีตองอ่อนกับตาแมวมาทาเพิ่มความสดใสเสียหน่อย

กว่าจะเป็นยาทาเล็บทำมือที่สีดูแพงในราคาไม่แพง

จากแบรนด์ยาทาเล็บเป็นร้อยเป็นพันบนโลก อะไรทำให้ชาฎาแตกต่าง

นี่คือสิ่งที่เราสงสัย

“แม้ทุกแบรนด์จะมีสีแดง ม่วง เขียว เหมือนกัน แต่ถ้าเทียบจริงๆ จะพบว่ามันมีแดงแสด แดงส้ม แดงเลือดนก ซึ่งลูกค้าหลายคนที่ซื้อไปบอกว่าหาที่อื่นไม่ได้” ก้อยยืนยันกับเราอย่างรวดเร็ว

ถ้าคุณจะบอกว่าสิ่งเหล่านี้ใครๆ ก็พูดได้ เราจะขอการันตีคุณด้วยระยะเวลาเกือบปีกว่าที่ก้อยและบิวใช้ในโรงงานผลิตเพื่อแก้ไข ลองผิดลองถูก ทาเล็บแล้วทาเล็บอีก เพื่อให้ได้สีที่ออกมาตรงกับสีไทยดั้งเดิมมากที่สุด

ก้อย-พรชนก จิระเกียรติวัฒนา และ บิว-จุฬาพร อิกิติสิริ

“เราผสมสีด้วยมือทั้งหมดเพื่อเอามาทำสีต้นแบบ แล้วสมมติสีที่ทำมาเราทาแล้วมันออกชมพู แต่ของจริงเราว่ามันต้องแดง ก็ต้องไปปรับใหม่ แก้กันจนเกือบเลิกทำไปแล้ว (หัวเราะ)

“เราอยากให้ทุกสีมันชัดที่สุด เพราะฉะนั้น ทุกขวดพิกเมนต์จะไม่เท่ากัน สีลูกพิกุลอาจจะทาง่ายหน่อยเพราะมันใส แต่อย่างสีแดงเลือดนกอาจจะเนื้อข้นเพราะใช้สีเยอะ ถ้าทิ้งขวดไว้จนนอนก้นจะเห็นสีแยกเป็นเฉดๆ เลย” ก้อยอธิบาย

แน่นอนว่าการปรับแก้นับสิบครั้งย่อมตามมาด้วยค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาล นี่ยังไม่รวมค่าขวดที่ทำขึ้นใหม่และค่าฉลากที่ต้องสั่งทำแยกทุกชิ้นเพื่อจะได้เน้นชื่อสีเพราะๆ ให้เข้าใจกันทั้งคนไทยและคนต่างชาติ 

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าถึงจะผ่านกระบวนการมามากขนาดนี้ แต่ชาฎาก็ยังพยายามคงราคาเอาไว้ให้อยู่ที่ 79 บาท 

เป็นราคาสบายกระเป๋าที่จะซื้อแล้วซื้ออีกก็คงไม่ต้องคิดหนัก

“เป้าหมายเราคือทำมาแล้วคนไทยต้องรู้จัก เพราะฉะนั้น ราคาต้องเอื้อมถึงได้ สุดท้ายแล้วเราก็ดูว่าเราจะไหวกันที่เท่าไหร่” บิวอธิบายให้เราฟังถึงเป้าหมายแรกเริ่มของชาฎา

ก้อย-พรชนก จิระเกียรติวัฒนา และ บิว-จุฬาพร อิกิติสิริ

“เราอยากให้คนที่ชอบของคุณภาพดี ราคาสูง ไม่รังเกียจที่จะใช้ เราจึงลงทุนเรื่องหีบห่อเป็นอย่างดี ขึ้นขวดใหม่ พิมพ์ฉลากใหม่ คิดเลยว่าจะทำยังไงให้กลุ่มลูกค้าข้างบนกับข้างล่างมาบรรจบกัน ทำกันจนที่โรงงานยังกระซิบว่าลดสีเหลือสักยี่สิบสีดีมั้ย (หัวเราะ)” ก้อยยิ้ม

และราคา 79 บาทนี่แหละ ที่เป็นกลยุทธ์การขายไม้ตาย นอกจากสีที่ซื้อง่าย ทาคล่องจนเจาะตลาดคนทุกวัยแล้ว ชาฎายังมีคุณสมบัติแห้งไว ใครซื้อไปก็อยากกลับมาซื้ออีก ขนาดที่ทั้งสองเล่าว่าลูกค้าบางส่วนเลือกที่จะหาซื้อสีชื่อแปลกๆ ไปสะสมไว้ที่บ้าน แถมบางทีก็ยังส่งฟีดแบ็กดีๆ กลับมาเป็นกำลังใจให้พวกเธอด้วย

“แต่ก็มีลูกค้าบางส่วนที่ส่งมาถามว่าทำไมถูกจัง” ก้อยบอก

“แล้วอย่างนี้ไม่คิดจะขึ้นราคาเหรอ” เราถาม

“ไม่นะ ฟีดแบ็กที่ได้ทำให้เรามั่นใจด้วยซ้ำว่าเรามาถูกทางแล้ว อย่างน้อยเราอาจจะไม่ได้กำไรมากมาย แต่เราว่านี่คือแรงที่ทำให้เราอยากพัฒนาต่อ” บิวเสริมในทันที

สองหัวย่อมดีกว่าหัวเดียว

ในระหว่างที่กำลังฟังพวกเธอเล่าเรื่องแบรนด์อย่างออกรส เรายังอดคิดไม่ได้ว่าหากไอเดียเหล่านี้ไปอยู่ในมือของคนอื่น วันนี้เราจะมีโอกาสได้เห็นยาทาเล็บสีไทยโทนโลดแล่นอยู่ในตลาดมั้ย แม้ช่วงนี้เราจะเห็นคนรุ่นใหม่ออกมาพูดเรื่องความเป็นไทยอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็น้อยนักที่จะมีคนลงมือทำอย่างจริงจังและศึกษาจนเชี่ยวชาญขนาดนี้

คงต้องขอบคุณสองแรงแข็งขันของพวกเธอที่ไม่ยอมแพ้

ถ้าคุณอ่านมาถึงตอนนี้ คุณคงเข้าใจว่าคงมีอีกหลายสิบชีวิตอยู่เบื้องหลังแบรนด์ชาฎา 

คุณคิดผิดแล้ว เพราะสองแรงแข็งขันที่เราพูดถึงก็คือพวกเธอแค่สองคนนี่แหละ

ก้อย-พรชนก จิระเกียรติวัฒนา และ บิว-จุฬาพร อิกิติสิริ

“ช่วงแรกๆ ที่ทำ เราแบ่งงานไปตามความถนัด ก้อยทำเอเจนซี่มาก็จะดูเรื่องแบรนดิ้ง ส่วนบิวจะดูเรื่องการตลาด จนตอนหลังเราคิดว่าสองหัวน่าจะดีกว่าหัวเดียวเลยทำด้วยกันหมด

“มันไม่เหมือนตอนที่เราทำงานออฟฟิศ ตอนนั้นเรามีเงินก้อนใหญ่จากลูกค้า จะทำอะไรก็ได้ ถึงจะทำงานมาเป็นสิบๆ ปี เราก็ว่านี่คือจุดที่ยากมากเพราะเราทำเองตั้งแต่ครีเอทีฟ แพลนเนอร์ พีอาร์ ไปจนถึงเออี ไม่เคยมีใครบอกเราว่าสิ่งที่ทำดีหรือยัง เจ๋งมั้ย มีแต่เราถามกันเองว่าชอบมั้ย เราชอบนะ แกล่ะ (หัวเราะ)” ก้อยเล่า

“เราคิดหนักมากตอนไปนำเสนองานครั้งแรก คิดตั้งแต่จะทำยังไงให้คนสนใจและทำยังไงให้คนไม่ติดภาพความเป็นไทยที่วิจิตรจนเข้าถึงไม่ได้ เราคิดไปยันการทำผม การแต่งตัว สุดท้ายเราก็มาจบด้วยชุดไทยโมเดิร์นพร้อมยาทาเล็บใส่ชะลอมจิ๋วเอาไปขายลูกค้า หรือตอนที่เราไปออกบูทงาน Wonderfruit เราก็ทำชฎาจากใบลานไปใส่ให้ฝรั่งดู เราทำทุกทางจริงๆ” บิวเสริมพร้อมเปิดรูปในมือถือที่ทำให้เราเผลออุทานคำว่าน่ารัก! ออกมาทันทีที่เห็น

CHADA แบรนด์ไทยที่ถ่ายทอดความงามสีไทยๆ กว่า 80 สี ในรูปแบบยาทาเล็บราคาเพียง 79 บาท

“แล้วทำไมต้องเป็นชฎา” เราถามเมื่อบทสนทนาดำเนินจากจุดเริ่มต้นไปไกลถึงเรื่องการออกแบบโลโก้ที่เธอได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนสนิท 

“อย่างแรก เรามองว่าชฎาคือสัญลักษณ์ของความสวย เหมือนที่เราพูดกันว่ามงลงนั่นแหละ เรามองว่าต่างประเทศมีเทียร่า มีมงกุฎ ไทยเราก็มีชฎาไง ส่ิงที่สองคือ คนที่สวมชฎาต้องเป็นคนในเวอร์ชันที่สวยแล้วแน่นอน” บิวตอบ

“ชฎาก็เหมือนแบรนด์ชาฎา เพราะชฎาเป็นงานแฮนด์เมด งานที่เน้นรายละเอียดเยอะๆ ไม่ต่างจากแบรนด์ของเราที่ทำงานแฮนด์เมดเหมือนกัน อีกอย่างคือเรารู้สึกว่าพอคนสวมชฎามันเกิดพลังบางอย่างที่คาดไม่ถึงเลย เราเองก็แค่ต้องการพลังแบบนั้นในการทำสิ่งนี้ต่อไป”

ถึงตอนที่ก้อยพูดประโยคนี้จบ เราว่าเราก็สัมผัสได้ถึงพลังของชฎาจากพวกเธอทั้งสองคนแล้วล่ะ

เส้นทางสู่ผู้เชี่ยวชาญด้านสี

ลองผิดลองถูกมาขนาดนี้ อะไรคือบทเรียนสำคัญในการทำธุรกิจของพวกเธอสองคนบ้าง เราสงสัย

“ผิดครั้งหน้าจะไม่ทำอีก แบบนี้เหรอ” ก้อยหันมาถามเรา และเมื่อเราตอบว่าใช่เธอก็ตอบคำถามนี้อย่างรวดเร็ว

“มันเป็นบทเรียนที่บอกเราว่าผิดครั้งหน้าก็จะทำอยู่ดี (หัวเราะ) เพราะการทำธุรกิจ นักธุรกิจต้องคำนึงถึงการเติบโต เพราะฉะนั้น การหากำไรจากราคา 79 บาททำให้เราทำงานยากมาก แต่ถ้าย้อนกลับไปเราก็จะทำราคานี้อยู่ดี เพราะเราพบว่าคนเอื้อมถึงจริงๆ มันอาจจะไม่ได้เงินเป็นกอบเป็นกำ แต่กำลังใจที่ได้มันยิ่งใหญ่มาก 

ก้อย-พรชนก จิระเกียรติวัฒนา และ บิว-จุฬาพร อิกิติสิริ

“เราชอบมากเลยที่ลูกค้าส่วนใหญ่เลือกซื้อสีไทยๆ แบบก้านดอกมะลิ เมฆสนทยา หงษ์นิลตัด แล้วทาเสร็จก็ถ่ายรูปมาให้ดู วัตสันสาขาไหนที่ของเราไปลงแล้วหมดเขาก็ส่งรูปมาบอก สำหรับเรา เจ็ดสิบเก้าบาท อาจจะเป็นความคิดที่ผิดมากๆ แต่ความภูมิใจที่ได้ทำให้เราไม่เสียดาย” ก้อยอธิบายพร้อมรอยยิ้ม

“ถ้าเราพูดถึงการทำธุรกิจทั่วไปที่หวังกำไร เราคงไม่ทำสีออกมาแปดสิบสีหรอก เพราะมันยากทั้งเรื่องโปรดักชัน การผลิต การสต๊อก ทำให้เราใช้ทุนเยอะขึ้น ทำงานหนักขึ้น แต่เรารู้สึกว่าเราตั้งใจมากเกินกว่าที่จะสนใจเรื่องความคุ้มแล้ว เราคิดแค่ว่า เอาเหอะ ทำไปเลย เราสนุกกับมันมากจนไม่อยากหยุดเลย เราอยากนำเสนอสีใหม่ๆ ที่ยังเก็บตัวอยู่ออกมาอีกด้วยซ้ำ” บิวเสริม

“แสดงว่าในอนาคตเราคงได้เห็นสีใหม่ๆ อีกใช่มั้ย” เราถามกลับ

“อาจจะใช่ ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนทดลอง เพราะเราอยากให้มันออกมามีคุณภาพดีที่สุด ซึ่งถ้ามันยังไม่ดีพอเราก็ไม่อยากขาย แล้วเราก็อยากเล่าเรื่องสีไทยโทนด้วยสื่อที่หลากหลาย อยากทดลองทำอะไรอีกหลายๆ อย่าง เพราะเราไม่เคยบอกเลยว่าชาฎาคือยาทาเล็บ แต่ชาฎาจะเป็นแบรนด์ที่ส่งต่อสีไทยโทน เพราะฉะนั้น มันจะเป็นอะไรก็ได้ เราคิดแค่ว่าซีรีส์แรกจะเป็นยาทาเล็บเท่านั้นเอง” ก้อยตอบคำถามปิดท้าย

ในอนาคตแน่นอนว่าเราอาจจะได้เห็นแบรนด์ชาฎากับยาทาเล็บสีที่ 81 82 ชาฎาที่กลายเป็นสินค้ารูปแบบใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งชาฎาที่อาจโลดแล่นอยู่ในตลาดโลก ทุกความคิดนี้ล้วนอยู่ในขั้นตอนการทดลองและวางแผนเพื่อสร้างชาฎาที่ดีที่สุด

จนกว่าจะถึงวันนั้นเราว่าก้อยและบิวคงจะมีเพื่อนร่วมอินสีไทยโทนไปกับพวกเธออีกเป็นสิบเป็นร้อยคนแน่ๆ

ก้อย-พรชนก จิระเกียรติวัฒนา และ บิว-จุฬาพร อิกิติสิริ

Lesson Learned 

เกือบ 2 ปีที่ผ่านมาชาฎาไม่เคยหยุด 

ความตั้งใจนี้เองที่พวกเธอเชื่อว่าคือสิ่งสำคัญและอยากส่งต่อให้กับนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่อยากลงสนาม

“เราสองคนไม่ได้มีกำลังเงินขนาดนั้น แต่อย่าทำให้เรื่องนี้มาหยุดเรา เพราะเราเชื่อเสมอว่าความฝันที่มีมันเป็นไปได้ แค่อาจจะต้องขยันหน่อย ต้องพยายามมากกว่าคนอื่นหน่อย แต่สิ่งที่เราทำ ถ้ามันมีผลดีต่อสังคมหรือเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้ เราเชื่อว่ามันจะมีคนดีๆ อีกหลายคนที่อยากช่วยผลักดันให้มันเกิดขึ้น

“ความคิดเห็นของพ่อแม่หรือเพื่อนๆ ก็สำคัญ คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่เชื่อตัวเองจนมองข้ามคนรอบข้าง ความเห็นของพวกเขาอาจจะไม่ได้ดี 100 เปอร์เซ็นต์ แต่หลายๆ ครั้งมันก็เป็นการปิดรูรั่วที่เรานึกไม่ถึง” ก้อยพาเราย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นก่อนที่จะเกิดแบรนด์ชาฎา

“เรามองว่าการทำธุรกิจ จะเตรียมตัวมาดีแค่ไหน ยังไงมันก็มีปัญหามาให้แก้อยู่แล้ว ถ้าเราใส่ใจมันมากพอเราก็จะผ่านมันไปได้” บิวเสริม

Facebook : CHADA ชาฎา

Instagram : @chada_thecolorist

Writer

เอม มฤคทัต

นิสิตคณะนิเทศศาสตร์ที่อยากจะลองทำงานเขียน หลงรักทุกอย่างที่เป็นสีพีชและภาพยนตร์จิบลิ มีความสามารถพิเศษในการกินข้าววันละ 5 มื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

#ทำฟันไม่เจ็บเพราะไม่ต้องทำ #สุขภาพช่องปากที่ดีดูแลได้ด้วยตัวเอง

สองแฮชแท็กประจำโพสต์ให้ความรู้บนหน้าเพจ DrCattPreve’ และเพจคลินิกทันตกรรม ProTech Dents ของ ทพญ.กนกวรรณ เอื้อธรรมาภิมุข หรือ หมอแคท เธอคือลูกศิษย์คลาส Rinen ของ The Cloud รุ่นล่าสุด ผู้ออกมาเล่าเรื่องธุรกิจตัวเองหน้าชั้นในเวลาไม่ถึง 5 นาที แต่ทำให้คนฮือฮาทั้งห้อง

ProTech Dents เกิดจากความตั้งใจที่จะให้การรักษาโดยมีคนไข้เป็นศูนย์กลาง และมุ่งเน้นที่การแก้ไขสาเหตุของปัญหา มากกว่าแค่ซ่อมปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว เธอบอกว่าความจริงแสนโหดร้ายที่ทันตแพทย์ทุกคนต้องเจอคือ ความจริงที่ว่าโรคในช่องปากเกิดจากกิจวัตรประจำวันที่ทำซ้ำๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคเหงือก ฟันผุ หรือคราบหินปูน 

ฟันผุ เกิดจากแบคทีเรียชนิดที่ทำให้ฟันผุ บางคนผุทั้งชีวิต ขณะที่อีกคนไม่เคยผุเลย แบคทีเรียที่ทำให้ฟันผุชอบแป้งและน้ำตาล ครั้นจะให้หยุดกินอาหารจำพวกนี้ก็ดูจะใจร้ายเกินไป แถมหมอแคทยังนิยามตัวเองว่าเป็นคนประเภทสุขนิยม วิธีที่ดีกว่าคือการป้องกัน (Prevention) ไม่ให้เกิดโรคในช่องปาก ด้วยการดูแลตัวเอง ตั้งแต่การทำความสะอาดฟันให้ถูกวิธี ควบคุมปริมาณอาหารที่กินเข้าไปในแต่ละมื้อ ไปจนถึงวิธีกินอีกด้วย

จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก เพราะการเปลี่ยนพฤติกรรมคนไม่ได้ทำสำเร็จในชั่วข้ามคืน 

“หมอเป็นใครจะไปบอกเขา คนคนหนึ่งกินข้าวแบบนี้ แปรงฟันแบบนี้มาตลอดชีวิต หมอไม่ใช่ครอบครัว ไม่ใช่แฟน การไปบังคับ ไปบอกเขา เขาไม่เชื่อหมอหรอก 

“ตอนนั้นเลยเริ่มคิดว่าอะไรจะเป็นแรงผลักดันให้คนคนหนึ่งเปลี่ยนตัวเอง คำตอบคือ เราต้องรู้จักเขาก่อน”

ตั้งแต่วันนั้น จึงมีนโยบายให้คนไข้ทุกคนทำแบบทดสอบอุปนิสัย DISC ก่อนเข้ารับการรักษา เพื่อที่หมอจะได้รู้ตัวก่อนว่าควรสื่อสารกับคนไข้อย่างไร ต้องใช้วิธีไหนในการพูดคุยหรือชักชวนให้หันมาดูแลตัวเอง ให้เหมาะสมกับคนไข้ท่านนั้นๆ

ตั้งแต่วันนั้น หมอแคทเปลี่ยนจากทันตแพทย์ที่เน้นซ่อมและรักษามาเป็นการแนะนำคนไข้ให้รู้จักช่องปากของตัวเองและวิธีการป้องกันที่ต้นเหตุ สร้างประโยชน์ต่อคนไข้อย่างแท้จริงและยั่งยืน และยังได้แบ่งปันแนวคิดและวิธีทำงานร่วมกับคนไข้ให้ทันตแพทย์คนอื่นๆ เพื่อหาคนร่วมอุดมการณ์เดียวกันมาพัฒนาสุขภาพในช่องปากของคนไทย

ตั้งแต่วันนั้น ธุรกิจคลินิกทันตกรรมแห่งนี้มีคุณค่าชัดเจนโดดเด่น ในขณะที่คลินิกอื่นๆ กระหน่ำแข่งขันกันด้วยโปรโมชัน ที่นี่กลับมีลูกค้าประจำแวะเวียนมาไม่ขาดสาย พร้อมลูกค้าใหม่ๆ ที่แนะนำกันปากต่อปากตลอด 4 ปี โดยไม่ต้องอาศัยกลยุทธ์ราคาใดๆ เลย

คลินิกทันตกรรมที่คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนรักษา

ปัญหาที่ปลายเหตุ

หมอแคทเป็นเด็กเรียนดี ตั้งใจสอบเข้าคณะทันตแพทยศาสตร์ เพราะรู้ว่าอาชีพนี้ไม่มีวันตกงาน ถ้ารับราชการด้วย พ่อแม่และครอบครัวจะสบาย

เธอเริ่มทำงานใน พ.ศ. 2542 จนวันนี้ผ่านมา 22 ปีแล้ว ได้เห็นคนไข้ตั้งแต่เด็กจนเขามีลูก เห็นคนไข้ผู้ใหญ่จนเขาเสีย เห็นตั้งแต่ฟันที่ไม่เป็นอะไรจนต้องถอนทิ้งทั้งปาก

“เราแก้ปัญหาที่ปลายเหตุกันตลอด ทั้งที่จริงๆ แล้ว สิ่งที่ครูบาอาจารย์สอนมาคือการหาต้นเหตุ แล้วแก้ตรงนั้น แต่มันเป็นเชิงทฤษฎีที่ไม่ได้บอกว่าต้องประยุกต์ใช้กับคนแต่ละคนที่แตกต่างกันยังไง ปากแต่ละคนไม่เหมือนกัน วิธีการก็ต้องไม่เหมือนกัน อุปกรณ์ก็อาจจะไม่เหมือนกัน ทุกโรงเรียนสอนเรื่องการแปรงฟัน ทุกโรงเรียนมีหมอฟันเข้าไปตรวจปีละสองหน แต่นักเรียนยังฟันผุอยู่ 

“พอดีเราศึกษาหลายสาขาที่ไม่ได้เกี่ยวกับทันตแพทย์ จึงทำให้กลับมาถามตัวเองว่า คุณค่าของสิ่งที่ทำคืออะไร ความสุขที่เรามีคืออะไร

“สิ่งที่เราทำอยู่ ขูดหินปูน อุดฟัน สักพักคนไข้ผุกลับมาอีกแล้ว ซี่เดิม ก็แก้ไข แก้แล้วก็ครอบ ครอบเสร็จรักษาราก ในที่สุดก็ถอน ทั้งที่จริงๆ แล้ว ถ้าดูแลตัวเองดีๆ คุณอาจจะไม่ต้องขูดหินปูนหรืออุดฟันไปตลอดชีวิตเลยก็ได้”

วันหนึ่งได้คำตอบว่า ความสุขของตัวเองคือการสร้างประโยชน์ให้คนอื่น เธอจึงมุ่งมั่นทำเรื่องการป้องกัน (Prevention) โรคในช่องปาก ด้วยการให้ความรู้และทำให้คนไข้อยากดูแลตัวเองให้ดีขึ้น จนมีคนไข้มาบอกว่า ‘โชคดีจังเลยที่ได้มาเจอคุณหมอ น่าจะเจอกันเร็วกว่านี้เนอะ’ 

คนเป็นหมอได้ยินอย่างนั้นก็เหมือนคนบ้ายอ ดีใจ อิ่มใจ หัวใจฟู 

คลินิกทันตกรรมที่คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนรักษา

รู้จักฉัน รู้จักเธอ

ด้วยความที่ชอบเรียนรู้ หมอแคทเคยไปอบรมเรื่องการบริหารบุคลากร ทำให้รู้จักกับแบบทดสอบสัตว์สี่ทิศ (DISC Personality) ที่องค์กรมักทำเพื่อให้พนักงานรู้จักตัวเอง รู้จักเพื่อน จึงคิดต่อว่า ถ้ารู้จักตัวเองได้ รู้จักเพื่อนร่วมงานได้ ก็น่าจะรู้จักคนไข้ได้เหมือนกัน

นั่นคือหัวใจสำคัญของการ Prevention ที่เกี่ยวกับกับการปรับพฤติกรรม จะขอให้ใครเปลี่ยนอะไร เราต้องรู้จักเขาก่อน

“เราเอาคนไข้เป็นศูนย์กลาง เป้าหมายคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จนกว่าเขาจะดูแลตัวเองได้ พอเริ่มจากความคิดว่าอยากให้คนไข้เป็นศูนย์กลางแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นคือ อะไรที่จะทำให้เขาเป็นศูนย์กลาง เราจะทำหมด”

การเข้ารับรักษาที่ ProTech Dents คนไข้จะได้ทำแบบทดสอบ DISC ใช้เวลาราวๆ 5 นาที อ่านคำถาม ไม่ต้องคิด แล้วตอบเลย ถ้ามาพร้อมผู้ปกครอง ต้องทดสอบผู้ปกครองหรือคนที่พามาด้วย กรณีเด็กเล็ก สิ่งที่เด็กเป็นมาจากผู้ปกครอง และการจะแปรงฟันหรือดูแลตัวเองได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับผู้ปกครองเป็นหลัก กรณีที่โตขึ้นมาหน่อยแล้วเด็กเป็นคนละแบบกับผู้ปกครอง ก็ต้องระมัดระวังความขัดแย้งเป็นพิเศษ แบบทดสอบนี้จำเป็นต้องเป็นกระดาษเพื่อให้ตอบได้ไว เขียนได้ไว ทั้งๆ ที่เอกสารอื่นๆ ในคลินิกเป็น Computer-based ทั้งหมด

ทุกครั้งที่หมอคุยกับคนไข้ก็จะเก็บข้อมูลไปด้วย ไม่ใช่ข้อมูลเรื่องสุขภาพฟันอย่างเดียว แต่เป็นข้อมูลส่วนตัวที่จะทำให้รู้จักคนไข้มากขึ้น

“ทำงานที่ไหน มีครอบครัวหรือยัง ลูกกี่คน เขาชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ตัวตนของคนไข้จะมาคอนเฟิร์ม DISC ว่าเขาเป็นคนแบบนั้นจริงๆ หรือเปล่า เราจะบอกคนไข้ก่อนเลยว่า ที่ให้ทำไม่ใช่เพราะอยากยุ่งยาก แต่เราอยากรู้จักว่าคุณเป็นคนยังไง”

คลินิกทันตกรรมที่คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนรักษา
คลินิกทันตกรรมที่คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนรักษา

หมี กระทิง อินทรีย์ หรือหนู ?

DISC สัตว์สี่ทิศ มีหมี หนู กระทิง และอินทรีย์

หนู คือกลุ่มที่สนใจเรื่องความสัมพันธ์เป็นหลัก เป้าหมายในชีวิตจะได้ไม่ได้ไม่เป็นไร ถ้าความสัมพันธ์ยังดีอยู่

หมี คือกลุ่มที่ไปสู่เป้าหมายได้ แต่ต้องมีขั้นตอนให้เป็นสเต็ป

กระทิง คือกลุ่มที่ต้องบรรลุเป้าหมาย โดยไม่สนรูปแบบและความสัมพันธ์ 

อินทรีย์ คือกลุ่มที่ไม่สนใจเป้าหมาย อยากทำอะไรหลายอย่าง ความคิดสร้างสรรค์บรรเจิด เห็นภาพใหญ่ได้ดี แต่อาจทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่าง

“วิธีการที่เราจะคุยกับเขาต้องแปรไปตามประเภทของคนไข้คนนั้น” หมอแคทว่า “มีคนไข้คนหนึ่งเป็นเด็กผู้ชายวัยรุ่นมากับคุณแม่ ก่อนหน้านี้ทำฟันที่อื่น แต่มีคนแนะนำให้มาหาหมอ ครอบครัวนี้คุณแม่ได้เป็นหมี คุณลูกเป็นกระทิง เราหวั่นใจเลยว่าต้องขัดแย้งกันแน่ แล้วเด็กอายุสิบห้าเป็น Alpha ส่วนแม่เบบี้บูม”

เมื่อเจอกับคนไข้ประเภทกระทิง หมอแคทต้องตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนโดยไม่ต้องบอกวิธีการ แสดงให้เขาเห็นถึงปัญหาและผลที่ตามมา เช่น ถ้าเหงือกบวมแบบนี้ต่อไปจะมีกลิ่น และปล่อยให้เขาคิดเอง ตัดสินใจเอง ส่วนของคุณแม่ หมอต้องสรุปให้ฟังเป็นขั้นเป็นตอนว่าจะทำอะไรหลังจากนี้

จากเดิมที่เป็นปัญหาของแม่ เพราะแม่พามา เขาก็จะเริ่มเห็นว่ามันเกี่ยวข้องกับตัวเองมากขึ้น พอรู้จักคนไข้ หมอก็ทำงานง่ายขึ้น เข้าใจคนไข้มากขึ้น และในที่สุดก็จะสื่อสารให้เขาดูแลตัวเองได้

คลินิกทันตกรรมที่คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนรักษา

ทีมที่มีคนทุกแบบ

สิ่งเหล่านี้คงไม่เกิดขึ้น ถ้าหมอแคทไม่มีทีมงานที่เข้าใจภาพเดียวกัน มีจิตใจที่เห็นประโยชน์คนไข้เป็นที่ตั้ง เธอจึงให้ความสำคัญกับการรับคนเข้าทำงาน บางตำแหน่งหายากมาก หานาน แต่ถ้าใช่แล้วใช่เลย 

“เราเริ่มตั้งแต่การประกาศรับสมัคร สมัยก่อนก็มีข้อมูลเงินเดือน ความรับผิดชอบคืออะไร แต่ตอนนี้จะบอกเลยว่า เรามองหาเพื่อนร่วมงานที่อยากเห็นคุณภาพชีวิตคนไข้ดีขึ้น อยากทำงานที่ไม่ได้จบเป็นวันๆ แต่อยากพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นในทุกๆ วัน โดยที่ไม่พูดเรื่องเงินเลย ทั้งที่สวัสดิการและเงินเดือนของเราให้สูงกว่าที่อื่นในตลาด สำหรับตำแหน่งที่ไม่ต้องการวุฒิปริญญา เราไม่สนเลยนะ จบอะไรก็ได้ บางคนความคิดความสามารถดีเยี่ยม

“ทุกคนจะต้องทำ DISC อินทรีย์ก็จะถามเลยว่า ทำทำไม เพื่ออะไร เพราะอยากเห็นภาพใหญ่ แล้วค่อยตอบเป็นขั้นๆ ไป”

หนึ่งองค์กรจำเป็นต้องมีทั้งหมี กระทิง อินทรีย์ และหนู ซึ่งทีมงาน ProTech Dents มีคนทุกรูปแบบ เพราะแต่ละคนมีข้อเด่นข้อด้อยไม่เหมือนกัน แต่ทุกข้อเด่นจะมาพร้อมข้อด้อย จึงต้องเอาข้อเด่นของอีกคนมาทำให้สมดุล ถ้าบางช่วงมีกระทิงเยอะไป ก็ต้องรีบหาหนูมาบาลานซ์ 

ProTech Dents คลินิกทันตกรรมที่เน้นการป้องกันโรคในช่องปาก ให้คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนเข้ารักษา

มองคู่แข่งเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์

หมอแคทคำนวณแล้วว่า ถ้าเธอทำเรื่อง Prevention คนเดียว ขณะที่หมอคนอื่นไม่ทำ ชั่วชีวิตนี้จะช่วยให้คนไข้กลับมาดูแลตัวเองได้ไม่เกิน 3,000 คน เพราะการเปลี่ยนพฤติกรรมต้องใช้เวลา เธอจึงไม่มองคลินิกทันตกรรมอื่นๆ เป็นคู่แข่ง แต่มองเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่จะไปสู่เป้าหมายใหญ่กว่า นั่นคือการได้เห็นคุณภาพชีวิตและสุขภาพในช่องปากของคนไทยดีขึ้น

“คนเราทุกคนดีที่สุดไม่ใช่การมารักษาให้หาย แต่คือการดูแลตัวเองเพื่อไม่ให้เป็นโรค ถ้าเขาเป็นโรคมาแล้ว เราต้องรักษาควบคู่ไปกับการป้องกันไม่ให้เกิดโรคเดิมซ้ำ ความตั้งใจของเราส่งประโยชน์ต่อประเทศนี้ แต่ถ้าทำเองคนเดียวคงช้ามาก 

“โจทย์ข้อต่อมาคือ ทำอย่างไรให้หมอคนอื่นทำได้เหมือนกัน เราเลยสร้างไกด์ไลน์ออกมาให้หมอคนอื่นๆ ได้เลือกทำงานกับคนไข้ที่เปิดใจ และพร้อมจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นก่อน ถ้าคุยกับคนไข้ ให้ถามคำถามดังต่อไปนี้ แต่ละคำถามจะมีคะแนนให้ คะแนนรวมก็เอามาหารเฉลี่ย แล้วจะรู้เลยว่าคนนี้คือเป้าหมายที่เราควรเปลี่ยนพฤติกรรมเขาหรือไม่ ถ้าคะแนนน้อย แปลว่าเขาไม่มีความสนใจและไม่เปิดรับเราเลย อย่าเพิ่งเริ่มที่คนนี้ เพราะยาก ยากแล้วหมอก็หมดกำลังใจ”

ปีที่แล้วเป็นปีแรกที่หมอแคทเริ่มเทรนทันตแพทย์คนอื่นๆ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ค่าเช่าสถานที่และค่าอาหารเครื่องดื่มใช้วิธีขอสปอนเซอร์ มีแขกรับเชิญเป็นอาจารย์ด้านจิตวิทยามาให้ความรู้เรื่อง DISC และพฤติกรรมคน ส่วนเธอเป็นตัวแทนของคนที่ทำซ้ำๆ จนเกิดเป็นองค์ความรู้ สามารถขยายเมล็ดพันธุ์ออกไปได้

“เริ่มต้นเราเทรนได้เจ็ดคน แต่ในการทำบางอย่าง มันไม่สำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก ความหวังคืออยากเทรนด์คุณหมอให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้ พันคน สองพันคน ในร้อยคนน่าจะมีสักคนหนึ่งที่ทำได้สุดยอด อีกห้าสิบคนสอนแปรงฟันถูกต้อง แต่อาจจะไม่ได้ติดตามต่อเนื่อง ก็ไม่เป็นไร บางส่วนอาจจะไม่ทำเลย อยากรักษาอุด ซ่อม ถอน เหมือนเดิม แต่เขาจะเริ่มมีใจ หากเห็นคนไข้คนไหนพร้อมก็อาจจะสอนนิดๆ หน่อยๆ ไม่ว่าทางไหนก็ได้ประโยชน์ทั้งหมด ไม่เสียประโยชน์เลย”

ProTech Dents คลินิกทันตกรรมที่เน้นการป้องกันโรคในช่องปาก ให้คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนเข้ารักษา
ProTech Dents คลินิกทันตกรรมที่เน้นการป้องกันโรคในช่องปาก ให้คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนเข้ารักษา

ใหญ่ (แต่ไม่) เกินตัว

“ความตั้งใจของเราถ้าไม่ตายเสียก่อน อยากให้บริษัทประกันในบ้านเรายอมรับการ Prevention โรคในช่องปาก ให้สามารถเบิกได้ และรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนเรื่องนี้โดยเฉพาะ”

เธอเล่าย้อนสมัยตอนไปดูงานที่ประเทศเกาหลีใต้ รัฐบาลมีนโยบายให้งบประมาณคลินิกทันตกรรมสำหรับการดูแลประชาชนตามจำนวนประชากรที่กำหนด แต่ต้องทำให้คนเหล่านี้กลับมาดูแลสุขภาพช่องปากของตัวเองให้ได้ หมายความว่าในระยะยาว ประเทศจะลดค่าใช้จ่ายในการรักษาได้อย่างมากมายมหาศาล 

สิ่งที่รัฐได้คืออะไร หมอแคทยกตัวอย่างให้ฟังว่า สมมติมีคนไข้ฟันผุต้องลางานมาทำฟัน 1 วัน ถ้ารักษารากฟันต้องลา 5 วัน ในวันนั้นๆ เขาสามารถทำงานให้องค์กรหรือประเทศชาติได้เท่าไหร่ โดยที่ทันตแพทย์ก็อยู่ได้เพราะรัฐสนับสนุน นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบผลลัพธ์ และถึงขั้นมีโล่รางวัลเพื่อเป็นกำลังใจให้หมอทุกคน

หมอแคทเปรียบเทียบข้อมูลค่ารักษาพยาบาลทางทันตกรรมจาก WHO ให้เห็นภาพมากขึ้น ค่าทำฟันต่อปีของคนทั้งโลกสามารถสร้างตึกสูงอย่าง Burj Khalifa ที่ดูไบ ได้ถึง 264 ตึก นั่นแปลว่ารัฐจะมีงบประมาณเหลือเพื่อไปพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากรด้านอื่นๆ เริ่มจากประชาชนเปลี่ยนพฤติกรรมและหันมาดูแลสุขภาพช่องปากของตัวเองมากขึ้น

“เป้าหมายใหญ่ของเราคือ อยากให้ประกันรองรับกระบวนการป้องกัน อยากให้รัฐบาลสนับสนุน เหมือนสามสิบบาทรักษาทุกโรค แต่อันนี้ไม่ต้องรักษา สามสิบบาทป้องกันทุกโรค รัฐมีเงินจ่ายให้ทุกคนเพื่อให้หมอฟันสอนคนไข้ดูแลตัวเอง

“เรื่องฟัน รัฐอาจจะไม่ได้มองว่าสำคัญอันดับแรก แต่ลองคิดดูว่า ถ้าไม่มีฟันสักซี่จะกินยังไง ถ้าไม่มีฟันสักซี่จะยังมั่นใจในตัวเองอยู่ไหม ถ้าไม่มีฟันสักซี่จะยังพูดรู้เรื่องหรือเปล่า มันทำให้คุณภาพชีวิตของคนคนหนึ่งดีขึ้นอย่างแตกต่างเลยนะ”

ProTech Dents คลินิกทันตกรรมที่เน้นการป้องกันโรคในช่องปาก ให้คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนเข้ารักษา

สายสัมพันธ์

โรคฟันอันตรายอยู่อย่างหนึ่ง บางคนไม่มีอาการบ่งชี้ ไม่มีสัญาณ จนกระทั่งมันวิกฤต

หลายคนคิดว่าไม่เป็นอะไร ไม่ต้องไปตรวจ ยิ่งไปเพื่อป้องกัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

“เราเลยใช้วิธีเปิดกล้องให้ดูเลย ไม่พูดมาก” หมอหัวเราะ “จะเห็นหินปูน เห็นเหงือกบวม บางคนเลือดอออก นอกจากกล้อง เราก็มีเครื่องมือแสดงตัวตนของโรคหลายอย่าง มีหลักฐานให้คนไข้เห็น ถ้าคนไข้เป็นหมี อย่าไปจี้เขาว่าทำไม่ดี ต้องให้กำลังใจ ถ้าเป็นอินทรีย์ต้องพูดให้เห็นภาพใหญ่ แล้วให้โจทย์ไปคิดต่อว่าจะทำยังไงต่อไปดี 

“หมอมีน้ำยาที่จะย้อมติดตรงที่มีคราบแบคทีเรียอยู่ สีที่แตกต่างกัน บอกอายุของคราบแบคทีเรียได้ว่าอยู่มานานเท่าไหร่แล้ว และเห็นได้เลยว่ามันกำลังผลิตกรดละลายฟันเราอยู่ โดยเฉพาะคนไข้ที่บอกว่าเพิ่งแปรงฟันเมื่อกี้นี้ ตามทฤษฎีแล้ว ถ้าย้อมสีต้องไม่ติดเลยนะ 

“หลังจากนั้นเราจะเอาผ้าก๊อซเช็ดแบคทีเรียออก นั่นแปลว่าถ้าแปรงดีๆ ก็ต้องออกเหมือนกัน คราวนี้คนไข้จะคิดต่อแล้วว่าทำไมทำไม่ได้และส่วนใหญ่จะบอกกลับมาเลยว่า งั้นหมอช่วยบอกหน่อยว่าต้องแปรงยังไงถึงออก คราวนี้ก็เข้าเกมเราแล้ว เราก็แนะนำเรื่องการทานอาหาร การดื่มน้ำเปล่า พอเขาทำแล้วมันดีขึ้นจริงก็เกิดเป็น Bonding เกิดความไว้ใจ พอเขาเชื่อใจเราแล้วก็จะไปแนะนำเพื่อน ครอบครัวให้มาพบกัน”

ในช่วงโควิด-19 คลินิกแห่งนี้อาจไม่ได้มีโปรโมชันส่วนลดเหมือนที่อื่น เพราะราคาที่ตั้ง หมอแคทคำนวณจากต้นทุนจริงบวกกับกำไรเล็กน้อยให้ดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ถ้าลดราคาได้แปลว่าตั้งราคาเกินจริง สิ่งที่เธอเลือกทำคือ หากเจอคนไข้ที่มีปัญหาเรื่องการใช้จ่ายในช่วงนี้ แต่ต้องรักษาฟันทันที หมอจะให้คนไข้ผ่อนกับบัตรเครดิต โดยรับผิดชอบค่าดอกเบี้ยให้แทน

คุณค่าที่แท้จริง

เป้าหมายของ ProTech Dents ในวันนี้ไม่ใช่การสร้างกำไรสูงสุด (Maximize Profit) แต่เป็นการทำคุณค่าและประโยชน์ให้คนอื่น เป็นเหตุผลให้คลินิกทันตกรรมแห่งนี้อยู่รอดในวิกฤตโควิด-19 ในขณะที่หลายๆ แห่งทยอยปิดตัวลง

“โควิดก็เป็นสาเหตุสำคัญ แต่อีกสาเหตุหนึ่ง ถ้าลองเปิดเฟซบุ๊กหรือไอจี จะเห็นว่าคลินิกทันตกรรมมีแต่โปรโมชันลดแลกแจกแถม แล้วทำแต่จัดฟัน ทำแต่บริการที่เหมือนจะทำเงิน เราเลยตั้งคำถามว่า ถ้าคนไข้ไม่ได้ตัดสินด้วยราคา แต่ละที่นำเสนอคุณค่าอะไรกัน นั่นเป็นกลยุทธ์ในการทำธุรกิจ ต้องยอมรับว่าเรียนจบมา เราไม่เคยเรียนรู้เรื่องการทำธุรกิจเลย เราเรียนรู้แต่ How-to ทำฟันคนไข้ยังไง 

“ถ้าสู้ด้วยราคาเลือกถูกอย่างเดียว เดี๋ยวก็มีคนถูกกว่าเรา เลือกคลินิกใหญ่สวย วันหนึ่งก็ต้องมีใหญ่กว่าเรา สวยกว่าเรา ใหม่กว่าเรา เลือกหมอดัง หมอดังก็วิ่งหลายที่ เลือกโลเคชันติดบีทีเอส เดี๋ยวก็มีคนติดบีทีเอสกว่าเรา ฉะนั้น ต้องหาคุณค่าที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ยากที่จะลอกเลียนแบบ”

ในทางกลับกัน หมอแคทก็พร้อมจะเผยแพร่องค์ความรู้และประสบการณ์ให้คนอื่นๆ เพราะนี่ไม่ใช่การแข่งขัน แต่เป็นการสร้างประโยชน์ในส่วนรวม จนได้รับเชิญไปบรรยายและสัมนาในหลายประเทศ ทั้งเวียดนาม สาธารณรัฐเช็ก และสิงคโปร์ โดยหวังว่าวันหนึ่งสิ่งที่ทำจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ

คำถามที่หมอแคทเจอจากลูกค้าเสมอคือ ถ้าหมอสอนแปรงฟันไปเรื่อยๆ อย่างนี้ สุดท้ายถ้าวันหนึ่งไม่มีคนไข้มารักษาเพราะไม่มีใครเป็นโรค ธุรกิจหมอจะทำอย่างไร ซึ่งเธอจะตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะทุกครั้งว่า 

“ไม่ต้องห่วง หมอตายไปสามรอบ ยังรักษาไม่หมดเลย”

ProTech Dents คลินิกทันตกรรมที่เน้นการป้องกันโรคในช่องปาก ให้คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนเข้ารักษา

Lessons Learned

  • ถ้าธุรกิจสร้างขึ้นมาเพื่อเป้าหมายที่ใหญ่กว่าการทำกำไร คุณอาจต้องอาศัยแรงคู่แข่ง มองคู่แข่งเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์อันจะไปสู่ปลายทางที่ยิ่งใหญ่ด้วยกัน
  • เข้าใจลูกค้าอย่างแท้จริง หาวิธีที่ดีที่สุดในการทำความรู้จักลูกค้า เพื่อจะได้สร้างสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์และแก้ปัญหาให้เขาอย่างยั่งยืน
  • หาคุณค่าของธุรกิจของตัวเองให้เจอ และแสดงให้ลูกค้าเห็นถึงความตั้งใจนั้น แทนที่จะต่อสู้ด้วยราคา ความสวยงาม หรืออะไรก็ตามแต่ ที่พร้อมจะมีคนขึ้นมาแทนที่ได้ตลอดเวลา และวันหนึ่งลูกค้าจะกลับมาหาเราอีก
  • ทุกคนในองค์กรไม่จำเป็นต้องเป็นคนแบบเดียวกัน เพราะจุดเด่นมาพร้อมจุดด้อยเสมอ บริหารคนโดยเลือกใช้ข้อดีของแต่ละคนถัวเฉลี่ยด้วยข้อด้อย เพื่อให้เกิดทีมสมบูรณ์แบบที่สุด และหลายครั้งการเห็นต่างของคนคนละประเภทก็สร้างสิ่งใหม่ๆ ได้มากมาย

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load