“Happy Birthday to You~” ทันทีที่สิ้นเสียงเนื้อเพลงอวยพรท่อนสุดท้าย นักร้องประสานเสียงก็แย่งกันจับจองชิ้นเค้กเสี้ยวที่ติดจมูกมิกกี้เมาส์หรือตาขวาของโดราเอมอน

“วันเกิดปีนี้เค้กสวยกว่าปกติ” เราแอบชื่นชมรสนิยมของผู้มอบในใจ  

“คุกกี้กล่องใหญ่ที่ลูกค้าส่งมาให้ เราขอจองกล่องเหล็กหลังกินหมดแล้วได้ไหม” ใครสักคนรีบเอ่ยคำร้องกลางโต๊ะมื้อกลางวัน

S&P ในความทรงจำของเราเป็นแบบนี้ และเชื่อว่าทุกคนคงไม่ต่าง

สิ่งที่น่าสนใจคือ S&P มีวิธีคิดและบริหารจัดการธุรกิจอย่างไร ในเมื่อสินค้ามีตั้งแต่เค้กกล้วยหอมราคาหลักสิบ ไปถึงผัดไทยกุ้งแม่น้ำราคาหลักร้อย หรือเค้กวันเกิดสั่งได้ตามใจคุณราคาหลักพันขึ้นไปก็มี และเป็นร้านที่มีสาขาอยู่ตั้งแต่ในสถานีรถไฟฟ้า โรงพยาบาล ไปจนถึงห้างหรูเปิดใหม่ ซึ่งนอกจากจะไม่สร้างความสับสนแก่แบรนด์แล้ว ยังเป็นจุดแข็งที่ทำให้ S&P เป็นผู้นำธุรกิจอาหารและเบเกอรี่ของไทยอีกด้วย

วิทูร ศิลาอ่อน, S&P

The Cloud มีนัดหมายพิเศษกับ คุณวิทูร ศิลาอ่อน กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายปฏิบัติการและบุคคล บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ในบ่ายวันทำงานสบายๆ เพื่อพูดคุยหนักๆ อย่างบทบาทกัปตันทีมของร้านอาหารครอบครัวที่ทุกคนคิดถึง ไปจนถึงเรื่องเบาๆ อย่างเบื้องหลังกล่องเหล็กคุกกี้และเค้กที่สวยทั้งรูปและจูบก็อร่อย

ตลอดการสนทนาตั้งแต่บ่ายแก่ๆ จนฟ้าเปลี่ยนสี คุณวิทูรพูดถึงคำว่าร้านอาหารของครอบครัว บ่อยยิ่งกว่าตัวเลขยอดขายหรือวิธีขยายสาขาเสียอีก นั่นยิ่งทำให้เราไม่แปลกใจว่านอกจากปลากระพงทอดน้ำปลา บัวลอยเผือก และกาแฟ BlueCup อะไรทำให้ S&P กลายเป็นร้านในดวงใจของทุกคนทุกวัย

วิทูร ศิลาอ่อน, S&P

ผู้บริหาร S&P อย่างคุณวิทูรทำเบเกอรี่เมนูไหนเป็นบ้าง

ผมไม่ค่อยทำเบเกอรี่เท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะเป็นภรรยาที่ทำเพราะเขาดูแลส่วน R&D ของบริษัท ส่วนเราเป็นแผนกชิม ซึ่งเบเกอรี่ต้องชั่งตวงเยอะ ผมจึงเป็นคนชอบทำอาหารมากกว่าเพราะว่าเรากะๆ เอาได้ ถ้าเป็นเมนูอาหารที่ทุกคนในครอบครัวต้องทำได้คือ ข้าวไก่อบ พวกเราเรียกกันเองว่าเป็นเมนูเอาตัวรอดเมื่อต้องแยกย้ายกันไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ

เหมือนสูตรลับของครอบครัว?

ใช่ๆ คุณแม่ทำอาหารเก่ง ท่านก็จะสอนเมนูจำเป็น

อะไรคือสูตรลับหรือเรื่องราวเบื้องหลังที่คุณพอเปิดเผยได้

เคล็ดลับอยู่ที่การทอดไก่ แม้มีชื่อเรียกว่าไก่อบแต่ไม่ได้เกิดจากการอบไก่นะ หลังจากนำไก่ไปหมักจนได้ที่ แล้วทอดจนหอมหนังไก่เกรียม จากนั้นนำไปตุ๋นในน้ำหมัก หลักๆ คือการเลือกสรรวัตถุดิบที่ดี ซึ่งแม่จะบอกเสมอว่าต้องทอดให้หอมพอดี

วิทูร ศิลาอ่อน, S&Pวิทูร ศิลาอ่อน, S&P

อะไรคือข้อดีของการเป็นผู้บริหารบริษัทเบเกอรี่ที่เป็นนักร้องค่ายเบเกอรี่ฯ มาก่อน

3 สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตคือครอบครัว เพลง และอาหาร ซึ่งกับการร้องเพลง เราแค่อยากสนุกกับมัน

คุณร้องเพลงเพื่ออะไร

เพื่อความสุข เราชอบฟังเพลงที่เพราะ โชว์พลังเสียงเก่งๆ เช่นเพลงของนักร้องผิวสี และการร้องเพลงทำให้เรามีอารมณ์ศิลปิน ซึ่งต้องเข้าใจว่าคนเราขับเคลื่อนกันด้วยอารมณ์นะ บางเรื่องไม่ได้เป็นเรื่องเหตุหรือเรื่องผลทั้ง 100%

เป็นข้อดีที่คุณคิดว่าผู้บริหารควรมี?

กว่า 18 ปีที่เราเข้ามามีส่วนร่วมกับ S&P ในวันที่บริษัทใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ โจทย์ที่ขับเคลื่อนให้เราสนุกกับงาน คือ การทำร้านนี้ให้โดนใจครอบครัว ทั้งบรรยากาศ ผลิตภัณฑ์ ซึ่งเราไม่ต้องการให้ S&P เป็นธุรกิจร้านอาหารทั่วๆ ไป แต่อยากให้ S&P เป็น Family Restaurant เป็นร้านอาหารในใจของทุกคนในครอบครัวแบบร้านแรกที่เรามี

วิทูร ศิลาอ่อน, S&P

วิทูร ศิลาอ่อน, S&P

ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เค้กและคุกกี้เป็นตัวแทนหรือสัญลักษณ์ของขวัญในช่วงเทศกาล

ก่อนจะมาเป็นร้านอาหารและเบเกอรี่อย่างวันนี้ S&P เราเริ่มจากการเป็นร้านอาหารและไอศครีมมาก่อน ซึ่งจุดเริ่มต้นของเค้กและคุกกี้ S&P มาจากวันหนึ่งที่เราประกาศรับพ่อครัวทำพิซซ่าแต่ดันได้พ่อครัวขนมปังที่ทำขนมเค้กได้ด้วยมา เราจึงเริ่มมีเค้กขายกันตั้งแต่วันนั้น

ซึ่ง S&P เป็นร้านเบเกอรี่เจ้าแรกที่ทำเค้กรูปตัวการ์ตูน

ยุคนั้นร้านเบเกอรี่นิยมทำเค้กรูปดอกไม้ ซึ่งเราอยากทำให้แตกต่างจากตลาด เราจึงใช้แม่พิมพ์ลายตัวการ์ตูนจากต่างประเทศ ตกแต่งหน้าเค้กด้วยเทคนิคจิ้มครีมเป็นจุดเล็กๆ จนกลายเป็นรูปสามมิติซึ่งยังใช้เทคนิคนี้อยู่ถึงปัจจุบัน

วิทูร ศิลาอ่อน, S&Pวิทูร ศิลาอ่อน, S&P

อะไรคือเคล็ดลับที่ทำให้ S&P ขายเค้กได้ 3 ล้านก้อนต่อปี

เป็นความตั้งใจแรกของเราที่จะทำเค้กให้เด็กๆ ซึ่งเป็นคนสำคัญของครอบครัวมีความสุข ตรงกับความเชื่อของแบรนด์ S&P ที่เป็นร้านของครอบครัว และนอกจากอาหารที่ใส่ใจในรสชาติและคุณภาพ ที่นี่มีสินค้าที่เหมาะแก่การมอบให้กันในวันเกิดและโอกาสพิเศษอื่นๆ ซึ่งจุดที่ S&P แตกต่างจากร้านทั่วไปคือเรามีเค้กพร้อมเสมอหากคุณต้องการ และเรายังรู้อีกว่าเค้กที่ทุกคนต้องการคือเค้กที่บาลานซ์ระหว่างความสุขตอนได้รับและความสุขตอนได้กิน ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เค้กเราขายดีขึ้นเรื่อยๆ

คนมักจะจดจำคุกกี้ของ S&P จากกล่องคุกกี้ที่สวยน่าสะสม อะไรคือเรื่องราวที่อยู่เบื้องหลังความสวยงามของกล่องคุกกี้เหล่านั้น

S&P เป็นธุรกิจครอบครัวของครอบครัวที่ชอบกิน ทั้งแม่และน้าๆ พวกท่านไปเรียนและใช้ชีวิตในต่างประเทศ ได้เห็นอะไรมากมาย มีทั้งประสบการณ์และรสนิยมเพราะผ่านการชิมอาหาร และเห็นตัวอย่างกล่องคุกกี้จากต่างประเทศมาเยอะมาก ในวันที่ S&P เริ่มต้นทำคุกกี้ นั่นก็คือช่วงที่ร้านเริ่มขยายสาขา

แรกๆ เราก็เหมือนร้านอื่นใส่คุกกี้ในถุงพลาสติกและจีบถุงติดโบว์สวยงาม ซึ่งเค้กอาจจะแสดงความสวยงามในตัวเองได้ แต่คุกกี้ทำไม่ได้ เราจึงคิดถึงการมีบรรจุภัณฑ์ที่หน้าตาดีตั้งใจให้คนนำไปใช้ต่อ ซึ่งบางคนก็ถึงขั้นเก็บสะสมจริงจัง และเพราะ S&P มีลูกค้าหลายกลุ่ม ตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้ใหญ่ เมื่อคิดถึงผู้รับสารเราจึงออกแบบให้กล่องคุกกี้มีหลากหลายขนาดและลวดลาย โดยปีนี้มาในธีมคณะละครสัตว์

วิทูร ศิลาอ่อน, S&P วิทูร ศิลาอ่อน, S&P

โจทย์ของการบริหารงาน S&P ในแบบของคุณคืออะไร

เราตั้งใจจะเป็นร้านโปรดของชุมชนไม่ว่าเราจะอยู่ตรงไหน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ S&P ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เราอยากดูแลคนที่หลากหลายอายุ ฐานะ และความต้องการ เราจึงก็ต้องออกแบบวิธีตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างไปตามพื้นที่สาขาที่ตั้ง

ยังไง

ง่ายๆ คือ เราอยู่ในสถานีน้ำมันทำอย่างไรเราถึงจะเป็นร้านโปรดในสถานีเติมน้ำมัน หรือแม้แต่ร้านสาขาที่ตั้งอยู่เดี่ยวๆ เพราะฉะนั้น บรรยากาศจากการตกแต่ง เพลง อุณหภูมิ แสง และความรู้สึกจากสินค้าและบริการ เช่น ร้านใต้อาคารสำนักงานที่กลุ่มลูกค้าคือ พนักงานออฟฟิศที่ใช้บริการมื้อกลางวัน ดังนั้น การบริการต้องเร็วๆ ร้านในโรงพยาบาลที่กลุ่มลูกค้าคือผู้สูงอายุ บริการก็ต้องนอบน้อม เข้าใจ และดูแลลึกซึ้ง เราไม่ได้บอกว่าเราทำได้ทั้ง 100% แต่เราอยากให้รู้ว่าตระหนักถึงทุกความต้องการและเรากำลังจัดระบบระเบียบให้เกิดขึ้นจริงให้มากที่สุด

อย่างร้านสาขาที่เรานั่งคุยกันอยู่อาจจะดูหรูเพราะตั้งอยู่ย่านทองหล่อ เรามีความจำเป็นที่ต้องสร้างบรรยากาศให้คนในละแวกเข้าถึงได้

วิทูร ศิลาอ่อน, S&P

วิทูร ศิลาอ่อน, S&P

นั่นแปลว่าประสบการณ์ที่ได้รับจากสาขาในตำแหน่งที่ตั้งต่างกัน ต่างกัน?

ยกตัวอย่างคนที่มาใช้บริการอาจจะเป็นคนเดียวกัน แต่อยู่ในตำแหน่งและเหตุการณ์ไม่เหมือนกัน เช่น บ้านอาจจะอยู่ทองหล่อ ทำงานในออฟฟิศย่านเพลินจิตซึ่งมีเวลาพักกลางวันจำกัด เขาก็ได้รับประสบการณ์ที่แตกต่างกัน สำคัญคือ เราต้องเข้าใจความต้องการของแต่ละกลุ่ม สถานการณ์จริงที่ลูกค้าเจอ และประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับ ซึ่งถ้าเราทำได้ เราก็จะกลายเป็นร้านโปรดในที่สุด

จะง่ายกว่ามั้ยถ้าทำร้านให้มีมาตรฐานเดียวกันไปเลยทุกสาขา

ง่ายกว่าอยู่แล้ว ที่ผ่านมา S&P เรามีหลักการทำงาน 4 ข้อที่เป็นเอกลักษณ์ของ S&P ได้แก่ บริการเรียบร้อย มีแต่ของอร่อย สถานที่สะอาด และบรรยากาศดี แต่ที่เราต้องออกแบบใหม่ให้ตอบโจทย์คนทุกกลุ่ม เพราะเราเป็นร้านที่ให้บริการครอบครัวในทุกจังหวะของชีวิต ตั้งแต่เกิดจนขึ้นสวรรค์ หมายความว่า เกิด ก็คือฉลองเค้กวันเกิด และขึ้นสวรรค์ ก็มี Snack Box บริการญาติโยม

วิทูร ศิลาอ่อน, S&P

วิทูร ศิลาอ่อน, S&P

คุณเป็นผู้บริหารที่ชอบการเซอร์ไพรส์มั้ย

ไม่ได้ชอบหรือไม่ชอบ เรารู้ว่าชีวิตมีเรื่องเซอร์ไพรส์ เราเพียงต้องทำใจและรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้ แต่เราไม่อยากให้มีหรอกเพราะส่วนใหญ่เซอร์ไพรส์มักเป็นเรื่องไม่ค่อยดี

แล้วคุณรับมือกับเรื่องเซอร์ไพรส์ยังไง

เริ่มจากหาทางเยียวยาคนหรือฝ่ายที่รับผลกระทบจากเรื่องนั้นเยอะที่สุดก่อน 

วิทูร ศิลาอ่อน, S&P

อะไรคือสิ่งที่คุณสนใจในธุรกิจอาหารและเบเกอรี่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

ผมสนใจกระแสของโลกและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เมื่อก่อนคนเราเลือกกินของที่อร่อยก่อน แต่ในยุคนี้ที่คนสนใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น คนเลือกกินมากขึ้น นั่นคือก็ยังคงชอบกินขนมอยู่นะ แต่แทนที่จะกินทั้ง 5 วัน จะเหลือเพียง 2 วัน

แล้ว S&P รับมือกับเรื่องนี้ยังไง

เราให้ความสำคัญกับการเลือกสรรวัตถุดิบเพราะเราเป็นครอบครัวที่รักการกินของดี และอยากให้คนอื่นได้กินดีด้วย เราก็ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เราทำและเชื่อว่ามันดีจริงๆ จึงพยายามหาสิ่งที่ขึ้นและไปกับกระแสของโลก เช่น เพื่อสุขภาพ ออร์แกนิก และการคิดถึงความยั่งยืนในธุรกิจ

ที่ผ่านมาเราปรับลดน้ำตาลในเมนูอาหารและเบเกอรี่ให้ลดลงอยู่เรื่อยๆ โดยไม่ได้สื่อสารตรงๆ ว่า S&P ลดน้ำตาลนะ ซึ่งแรงขับสำคัญที่ทำเรื่องนี้คือตัวเรา เพราะนอกจากคนในครอบครัว ตัวเราเองก็กินด้วย บอกได้เลยว่าผมกิน S&P เยอะกว่าคนทั่วไป 10 เท่า เพราะฉะนั้น ถ้าอาหารที่ทำไม่ดีต่อสุขภาพคุณจะเห็นผลลัพธ์จากผมก่อน

วิทูร ศิลาอ่อน, S&P

ถ้ามีตำราบริหารธุรกิจฉบับคุณวิทูร ศิลาอ่อน เนื้อหาส่วนใหญ่ของหนังสือจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร

เรื่องลูกค้า แต่ลูกค้าในที่นี้คือครอบครัวเรา

ผมคิดแบบนี้ตลอดว่าเราคือลูกค้าของตัวเราเอง ผมใช้บริการเยอะสุด มาที่ร้านบ่อยสุด ที่บอกว่าการเข้าใจลูกค้าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะครั้งหนึ่งผมเคยทำงานกับ P&G ทำให้เราเข้าใจแบรนด์ว่าในการสร้างแบรนด์คุณต้องมีสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ แตกต่าง ไม่ใช่แค่สินค้า แต่คือความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการสัมผัสแบรนด์ ผมพูดเสมอว่า แบรนด์ไม่ได้อยู่ที่ไหนเลย แต่อยู่ในความรู้สึกและความเชื่อของคน ซึ่งก็ต้องเริ่มจากการเข้าใจว่าเรากำลังทำแบรนด์นี้เพื่อใคร อย่างแบรนด์ S&P ทำเพื่อครอบครัว นั่นคือเราจะทำแบรนด์อย่างไรให้เข้าไปอยู่ในใจคนทั้งครอบครัว

วิทูร ศิลาอ่อน, S&P

12 Questions Answered by President of S&P

  1. สิ่งแรกที่คุณมักจะทำเมื่อมาถึงร้าน S&P : สั่งกาแฟ Bluecup
  2. จงเลือกระหว่าง “อร่อยแต่ไม่น่ากิน” กับ “น่ากินแต่ไม่อร่อย” : เลือกอร่อย
  3. เมนูของ S&P ที่คุณชอบที่สุด : ข้าวไรซ์เบอร์รี่กะเพราเนื้อนิวซีแลนด์ ไข่ดาวกรอบ พร้อมน้ำปลาพริก
  4. เพลงที่ร้องประจำเมื่อถูกเชิญให้ร้องเปิดเวทีงานเลี้ยงปีใหม่ของบริษัท : เพลงเนิ่นนาน เป็นเพลงที่แต่งให้ภรรยา
  5. ของขวัญที่สร้างความอิ่มเอมใจ : ผมไม่ค่อยได้รับของขวัญนะ สำหรับผมการใช้เวลาร่วมกันกับครอบครัวทุกวันเป็นของขวัญในชีวิตแล้ว
  6. ของไม่มีราคาที่เป็นของขวัญที่คุณอยากส่งมอบให้คนที่รักคืออะไร : เวลา
  7. นอกจาก “S&P ชื่อนี้มีแต่ของอร่อย” S&P ชื่อนี้มีแต่… : S&P ชื่อนี้มีแต่ความผูกพัน
  8. คำพูดที่มักจะพูดกับพนักงานเสมอ : “สู้ๆ” เราชอบให้กำลังใจพนักงาน อย่างสถานการณ์ปัจจุบันที่การแข่งขันสูง ทำยอดขายไม่ง่าย เราก็ได้แต่ให้กำลังใจพวกเขา
  9. คุณไปแข่งรายการแฟนพันธุ์แท้ตอนไหนได้บ้าง : World Cuisine ผมชอบกิน ถ้ามีเรื่องอะไรที่ผมพอจะมั่นใจไปสู้เขาได้ก็เรื่องนี้แหละ
  10. เราจะบังเอิญพบคุณที่ไหนในบ่ายวันอาทิตย์ : สนามกอล์ฟ ผมเพิ่งกลับมาเล่นช่วง 2 ปีหลังนี่เอง เมื่อก่อนเราใจร้อนและกอล์ฟเป็นเกมกีฬาที่ใจร้อนไม่ได้ ต้องนิ่ง ต้องมีสมาธิ เราก็รู้ว่าเราอาจจะเป็นผู้ใหญ่ขึ้น หรือไม่ก็มีแรงน้อยลงเลยไม่มุทะลุเหมือนแต่ก่อน
  11. หากคุณต้องขึ้นกล่าวสุนทรพจน์แก่เด็กจบใหม่ 10 วินาที คุณจะกล่าวว่า… : จงทำในสิ่งที่รัก
  12. หากมหาวิทยาลัยเชิญคุณไปเป็นอาจารย์พิเศษ วิชาที่คุณจะสอนคือ : วิชาร้องเพลง

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

การทำงานกับหลายจังหวัดทำให้ The Cloud สังเกตเห็นความจริงข้อหนึ่ง แต่ละจังหวัดมักมีคนขับเคลื่อนด้านต่าง ๆ หรือที่เราเรียกกันเองในกองบรรณาธิการว่า ‘พ่อเมือง-แม่เมือง’ โดยมากเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กลับมาพัฒนาอำเภอบ้านเกิดให้ดีและสนุก เป็นบุคคลที่รู้จักและรักในจังหวัดเป็นชีวิตจิตใจ 

การมาขอนแก่นครั้งนี้ก็เหมือนกัน พิเศษขึ้นตรงที่ขอนแก่นไม่ได้มีแค่คนกลุ่มที่ว่า แต่ยังมีการรวมตัวของนักธุรกิจ ไม่ใช่แค่ 1 หรือ 2 แต่มากถึง 20 บริษัท เกิดเป็นบริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง (เคเคทีที) จำกัด ที่ร่วมลงทุนพัฒนาจังหวัดโดยเริ่มจากการคมนาคมรถไฟฟ้ารางเบา จนเป็นต้นแบบ ‘ขอนแก่นโมเดล’ ที่ภาคเอกชนและท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจัง

หนึ่งใน 20 รายชื่อนั้นคือ บริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) ภายใต้การบริหารของ คุณสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ทายาทรุ่นสองคนสุดท้องที่เข้ามารับช่วงกิจการครอบครัวที่เริ่มจากโรงสีของอากง ตัวแทนจำหน่ายรถบรรทุกของป๊า ก่อนต่อยอดมาให้บริการออกแบบ ผลิต ประกอบ ติดตั้งระบบวิศวกรรมตัวถัง พัฒนานวัตกรรมอีกมากมาย จนครองตลาดรถลำเลียงอาหารขึ้นเครื่องบินในทวีปเอเชีย และอยู่คู่เมืองขอนแก่นมานานกว่า 50 ปี

ในบรรดาพี่น้อง 11 คน เขาคือคนที่เลือกสานต่อโรงงานแห่งนี้

นอกจากฝีมือการบริหารที่เก่งกาจ วิสัยทัศน์ที่เฉียบขาด และสไตล์การทำงานแบบลงมือทำ ชีวิตของคุณสุรเดชยังมันสุด ๆ ไม่ต่างจากออฟฟิศส่วนตัวของเขา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านของครอบครัวที่ลูกสาวทั้งสี่เติบโตมา 

ด้านหนึ่งเป็นครัวทำอาหารที่มีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมสรรพ ตรงกลางเป็นโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ ส่วนด้านหลังมีอุปกรณ์เครื่องมือช่างแขวนไว้มากมาย ถ้าไม่อยู่ในบ้านต้องเข้าใจผิดว่าเป็นโรงรถ เขาทำเฟอร์นิเจอร์เองเกือบทั้งหมด ส่วนใหญ่ดัดแปลงจากอะไหล่รถอย่างโต๊ะจากล้อแม็ก หรือโคมไฟจากพวงมาลัยที่มีก้านไฟเลี้ยวเป็นสวิตช์เปิดปิด

ถ้าให้เล่าประวัติสั้น ๆ คุณสุรเดชย้ายโรงเรียน 7 ครั้ง แล้วจึงไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่น เข้าบริหาร ช ทวี ก่อนวิกฤต พ.ศ. 2540 ถึงพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ จนเจอกับวิกฤตอีกครั้งใน พ.ศ. 2563 

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เขาหันกลับมาพิจารณาธุรกิจที่มี พร้อมเตรียมตัวถูกแทรกแซงในอนาคตด้วยการเข้าระดมทุนในตลาดหุ้น Nasdaq ที่สหรัฐอเมริกา วางแผนปรับเปลี่ยนบริษัทให้เป็น Tech Company ที่สนใจ 3 เรื่อง คือ การออกโทเคน KGO การทำ NFT (Non-Fungible Token) และ Metaverse พัฒนาพนักงานให้โตเท่าทันความเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันก็มุ่งพัฒนาเมืองขอนแก่นที่เขารักไปด้วย

ชั้นสองของออฟฟิศทำเป็นเหมืองขุดบิตคอยน์ ด้านข้างเป็นแปลงองุ่นที่ให้พนักงานช่วยกันปลูก และภาพขอนแก่นในหัวของเขา ใคร ๆ ก็บอกว่าเป็นแค่ฝัน

ส่วนเรื่องยาว ๆ จะเป็นอย่างไร ถ้าคุณได้อ่านคำพูดเขาเองน่าจะสนุกกว่า… แถมมันกว่าด้วย

คุณเป็นผู้บริหารที่ทำแชนแนลท่องเที่ยว

ใช่ (หัวเราะ) ผมมียูทูบชื่อ ‘ถนัดจริง กินเที่ยว’ คนดูคิดว่าผมมีทีมถ่ายทำเยอะ นึกว่าไปทีเป็นกองถ่าย แต่จริง ๆ แล้วทำอยู่คนเดียวนะ ทุกครั้งที่มีเวลาจะทำคอนเทนต์บนช่องนี้ อย่างเราชอบรถก็ไปแข่งรถ ขับโกคาร์ตขึ้นภูกระดึง ทำโน่นทำนี่ อีกเรื่องคือความรู้เกี่ยวกับเมืองขอนแก่น เล่าแผนพัฒนาจังหวัดไปเลย 16 ปี 

ผมจบจากญี่ปุ่น เลยมีคอนเทนต์แปลทวิตเตอร์คนญี่ปุ่นที่บอกว่ามาจากโลกอนาคตในปี 2058 น่าจะเป็นเหมือน AI ที่วันนี้ของญี่ปุ่นล้ำหน้าไปมาก คนบอกว่าต้องเอาข้อมูลให้ AI เยอะ ๆ พอมีข้อมูลเยอะ แต่ไม่มีคำถาม ก็ไม่รู้ว่ารู้เรื่องไหน เลยต้องใส่คำถามของมนุษย์เข้าไป จะได้รู้ว่ามันมีข้อมูลอะไรบ้าง คำตอบแต่ละเรื่องก็ใช้ได้นะ

หรือเรื่องโดรนผมก็ชอบ วิดีโอจากโดรนเราก็ถ่ายเอง ลูก ๆ ก็ไป

ลูก ๆ ก็ชอบเที่ยวเหมือนกันเหรอ

ลูกสาวผมก็ชอบ ไปเยอรมนี ไปฝรั่งเศส ก็พกโดรนตัวเล็ก วิดีโอแรก ๆ ไปมัลดีฟส์กับลูก แล้วผมมีลูกสาว 4 คน เขาก็จะ ‘ป๊ามุมนี้ ๆ’ ‘มุมนี้ต้องถ่ายแบบนี้’ เราก็ต้องขึ้นโดรนล็อกไว้ แล้วถือ Go Pro วิ่งตามลูก บางอันลูกก็ถ่ายให้ (หัวเราะ)

ออฟฟิศนี้เลยเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์รวบรวมสิ่งที่คุณชอบ

มันเป็นเหมือน Experiment ที่เราอยากทำอะไรก็ได้ อยากเอาจักรยานมาซ่อมเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำส่วนที่เป็นห้องช็อปเอาไว้ จริง ๆ ตรงกลางนี่ต้องเป็นโต๊ะช็อป แล้วห้องทำงานผมอยู่ชั้นบน แต่มีอาจารย์มาดูฮวงจุ้ยออฟฟิศเขาให้เปลี่ยน เขาบอกดูแล้วให้เอาโต๊ะทำงานมาอยู่ตรงนี้ ตรงนี้ดี ตอนนี้ห้องเดิมข้างบนเลยกลายเป็นที่สำหรับเครื่องขุดบิตคอยน์ที่กำลังทดลองอยู่

คุณสนใจเรื่องนวัตกรรม เทคโนโลยี และเครื่องยนต์ มาตั้งแต่เมื่อไหร่

เราชอบเรื่องพวกนี้ตั้งแต่เด็ก ผมเรียนจบปริญญาตรีตอนปี 1992 จบจากญี่ปุ่น กลับมาก็ชวนพี่สาวกู้เงินธนาคารทำ Search Engine สมัยนั้นมีน้อย มีแค่ AltaVista ส่วน Google ยังเป็นวุ้นอยู่เลย 

ไปถึงธนาคาร เขาก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ธนาคารไทยจะปล่อยกู้เฉพาะสิ่งที่จับต้องได้ มีที่ดินค้ำประกัน เพราะฉะนั้นในปี 1992 เรื่องเทคฯ มันไกลเกินไปมาก ก็ต้องล้มเลิก

เลยเลือกทำธุรกิจโรงงานของที่บ้าน ซึ่งต่างจากพี่น้องคนอื่น

เราเรียนจบวิศวกรรมยานยนต์ สนใจเรื่องนี้อยู่แล้วก็เลยเลือกโรงงานนี่แหละ แล้วค่อย ๆ นำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใส่ ทำให้โรงงานเรามีสินค้าแปลกใหม่ออกมาเยอะแยะไปหมด พอวิกฤตต้มยำกุ้ง (พ.ศ. 2540) ก็เจอปัญหาที่ต้องแก้มาเรื่อย ๆ 

12 ปีจากวิกฤตนั้น เราพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้น จนมาเจอโรคโควิด-19 ทำให้รู้ว่า นวัตกรรมต่าง ๆ ที่เราวิจัยพัฒนามากำลังเปลี่ยนไปแล้ว

กลายเป็นว่าในปี 1992 เราอยากทำอะไร เราทำไม่ได้ เพราะขาดฟังก์ชันอยู่หลายอย่าง เช่น เรื่องเงินที่เราหาทุนไม่ได้

แต่วันนี้คุณทำได้

ปีนี้เราอยากทำหลายเรื่อง

2 ปีก่อน เราตัดสินใจระดมทุนในรูปแบบ SPAC (Special Purpose Acquisition Companies) เพราะกองทุนเมืองนอกพร้อมที่จะลงทุนกับนวัตกรรมใหม่ ๆ เราต้องการพาบริษัทนี้ข้ามจากการเป็นบริษัทธรรมดาไปเป็นบริษัทเทค เพราะโควิด-19 บังคับเลยว่าของที่เรามีถูกทุบทิ้งหมด ของที่ขายดีเมื่อวาน วันนี้สายการบินเขาไม่บินกันแล้ว ก็ขายไม่ได้ เงินไม่มี 

โมเดลธุรกิจที่เราวางแผนไว้ตอนนี้เลยมี 2 ส่วน หนึ่งคือของเก่าที่ทำอยู่แล้ว เช่น เราเป็นเจ้าแรกที่นำเทคโนโลยีมาใส่ในรถบัส หรือเรื่อง Bus Operation เราก็ทำ เรื่องยานพาหนะทางทหารก็ทำมานาน มีโครงการใหญ่ ๆ เข้ามาต่อเนื่องเรื่อย ๆ รถลำเลียงอาหารขึ้นเครื่องบิน (Ground Support Equipment : GSE) เราขายทั้งโลก และตอนนี้สายการบินก็ค่อย ๆ กลับมาให้บริการแล้ว ศูนย์ซ่อมรถที่เรามีทั่วประเทศก็น่าจะยังไม่โดน Disrupt เร็ว ๆ นี้ เราเลยเก็บไว้

มาส่วนที่เรากำลังเดินไป อย่างแรกคือรถ EV ที่เรากำลังทำกันอยู่ อีกตัวที่เพิ่งเซ็นสัญญาไปคือตัวราง Light Rail Transit ซึ่งผมว่าเราเข้าใจเทคโนโลยีดีพอสมควร ยังมีทำเรื่อง Blockchain ทำเรื่อง Smart City ให้ขอนแก่น นอกจากนี้ก็มีเรื่องบิตคอยน์ Fintech รถไฟฟ้าไร้คนขับ (Autonomous Car) และ Metaverse

นักลงทุนในประเทศไม่เข้าใจทิศทางที่คุณกำลังเดินไปเหรอ ถึงต้องไประดมทุนในต่างประเทศ

ภาษาวัยรุ่นเขาเรียกว่าอะไรล่ะ ใจไม่กล้าเหรอ

ใจไม่ถึง?

ใช่ ๆ ใจไม่ถึง คือหยอดกับเด็กไม่พอยังเอาเปรียบเด็กอีก ลองคิดดูว่ามีเด็กรุ่นใหม่ หัวคิดดี ๆ แต่ไม่มีเงิน พอไปหาแหล่งเงินทุนก็หมดกำลังใจ ก่อนเราจะไประดมทุนผ่าน SPAC อธิบายให้ใครฟังในบ้านเรา ไม่มีใครเอาเลย เขาไม่เห็นภาพ จนวันที่เราไปซื้อบริษัท AROGO และควบรวมกับ EON Reality Inc. เพื่อทำธุรกิจ Metaverse ด้านการศึกษา ตอนนี้มีมูลค่ารวมราว ๆ 655 ล้านเหรียญฯ

คนก็ตกใจ มันมีแบบนี้ด้วยเหรอวะ เอาเงินไป 4 – 5 ล้านเหรียญฯ แล้วก็ทำกองทุนมูลค่าร้อยล้านเหรียญ แล้วก็ไปควบรวมกับอีกบริษัทหนึ่งจนมีค่าถึง 655 ล้านเหรียญฯ 

คนไทยจะปิดหู เป็นไปไม่ได้หรอก ประเทศนี้เหมือนกับ Monkey see, Monkey believe อย่างเราทำเรื่องพัฒนาเมืองขอนแก่นหรืออะไรบ้า ๆ วันแรกก็ไม่มีใครเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้นะ 

แล้วจะทำให้คนเชื่อได้ยังไง

พูดไปเขาอาจจะฟังแค่ 50 – 50 สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องทำให้เห็น อย่างเรื่องเมื่อกี้ก็ต้องทำให้ดูเลยว่าบริษัทมันซื้อได้จริงนะโว้ย ซื้อแล้วเดี๋ยว 9 เดือนมันเสร็จแล้วโว้ย แม่งบันทึกกำไรได้แล้วโว้ย แล้วก็กลับไปอย่างที่บอก เราถูกทุบทิ้ง แต่เรามีทางออก เราคิดตั้งนานแล้วว่าจะไปที่ใหม่ 

สิ่งที่ยากที่สุดในการบริหาร ช ทวี คืออะไร

คือเรื่องคนมั้ง โดยเฉพาะเวลาที่เราต้องแสดงให้เขาเห็นทางข้างหน้าเหมือนกับเรา 

สมมติเราบอกว่าจะไปเชียงใหม่ บางคนเขาไม่เคยไปเชียงใหม่ ความท้าทายคือเราพูดให้เขาเห็นภาพเชียงใหม่ได้ไหม การสื่อสารพวกนี้จึงสำคัญ เราต้องคุยกับคน คุยกับพนักงานทั้งหลายที่จะมาช่วยระดมสมองกันว่าจะทำยังไงดี 

อีกเรื่องคือความไว้ใจ (Trust) และความเชื่อ (Believe) ที่ต้องสร้าง ขณะที่ทำให้คนในเชื่อ ก็ต้องทำให้คนนอกเชื่อด้วย 

ฟังดูเหมือนเลือกเดินทางยากมาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจ แต่ไม่เคยยอมแพ้เลยสักครั้ง

ตั้งแต่ตอนเรียนจบปี 1992 เรารู้ตัวว่าอยากทำอะไร แต่ไม่มีทุน เปรียบเทียบเหมือนกับอยากไปเชียงใหม่ แต่เครื่องมือไม่ครบ มันมีดินแดนเชียงใหม่ที่อยากไป ถ้าไปก็ไปได้ แต่เราไปไม่ได้เพราะไม่มีเงินเติมน้ำมัน ไม่มีใครให้เงินเติม และถ้าถีบจักรยานที่มีอยู่ก็คงไม่ถึงแน่ 

ผ่านมา 20 กว่าปี เราพบแหล่งให้ยืมเงินเติมน้ำมันใหม่ ใหญ่เบ้อเริ่ม เพราะฉะนั้นรอบนี้ไม่ต้องไปแค่เชียงใหม่แล้ว ไปดาวอังคารเลย เรามีทั้งประสบการณ์ มีโครงสร้าง มีทีมที่จะทำให้เราไปถึงตรงนั้นได้ และเมื่อไหร่ที่เราไปอยู่ตรงนั้นจะไม่มีใครตามทันแล้ว

ตั้งแต่ปี 1992 จนถึงตอนนี้ เราไม่เคยลืมสิ่งที่อยากทำ ก่อนหน้านี้อยากทำเทคฉิบหาย แต่พอจะเอาจริงไม่กล้าว่ะ บริษัทก็ยังต้องรันอยู่ ทำไปทำมาเป็นได้แค่งานอดิเรก 

คุณมีเป้าหมายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ทำยังไงให้พนักงานเดินไปพร้อมกันได้

เราให้ทุกคนค่อย ๆ ทำไปด้วยกัน พนักงานของเราเริ่มอบรม Upskill และ Reskill มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ทุกคนมีกระเป๋าตังค์วอลเล็ต ทุกคนรู้เรื่อง Token เข้าใจเรื่อง Digital Currency หรือการ Stake เหรียญ สิ่งสำคัญคือ เราต้องสอนให้เขาเข้าใจในทางที่เราจะไป

หนึ่ง เราให้แต่ละแผนกขุดบิตคอยน์ เอาเครื่องที่เร็วที่สุดขุด สอง เราให้ทุกคนทำเรื่องพลังงานทดแทน และสาม เราให้เขาทำเกษตร 

เรามีที่ดินพันไร่ พันไร่ของเราจะทำการเกษตร แต่เป็นการเกษตรประณีตซึ่งแบ่งเป็น 3 ธุรกิจ เริ่มจากโซลาร์เซลล์ เราทำได้เกือบร้อยเมกะวัตต์ในพื้นที่พันไร่นี้ ร้อยเมกะวัตต์เอาไปทำอะไรได้บ้าง ถ้าเราไม่รู้ก็คงรอภาครัฐ ขายไฟได้เงินนิด ๆ หน่อย ๆ แต่เรามีเหมืองบิตคอยน์ไปด้วย ซึ่งใช้ไฟเยอะมาก พอผลิตไฟได้เองเราก็เอามาใช้ตรงนี้ มีไฟเท่าไหร่เราเอาหมด ส่วนเหมืองเราก็ไม่ได้ทำขึ้นมาให้ได้เหรียญ แต่ทำให้วันหนึ่งมีคนมา Take over เหมืองเราอีกที แล้วทีมงานเราก็ต้องมีความรู้เรื่องพืชด้วย เพราะเราเห็นว่าจากนี้ไปความมั่นคงทางอาหารคือการเกษตร มันอาจพัฒนาไปเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวได้ ซึ่งพืชที่เราเริ่มลองปลูกแล้วคือ องุ่น 

ทำไมต้ององุ่น

พนักงานก็ถามว่าเถ้าแก่จะให้เลี้ยงต้นองุ่นไปทำไมวะ (หัวเราะ) ข้าง ๆ ออฟฟิศผมมีต้นองุ่นเต็มไปหมด ต้นเล็ก ๆ ที่แต่ละคนช่วยรับผิดชอบ ผมบอกเสมอว่า ‘มึงอย่าทำตายนะ!’ 

ที่ให้ปลูกองุ่นเพราะเป็นพืชที่ดูแลยากมาก ๆ คนปลูกต้องอ่าน ต้องศึกษา ต้องวิเคราะห์ และเอาใจใส่มันสุด ๆ เลี้ยงให้รอดก่อน ถ้าปลูกองุ่นได้ พืชอื่นแม่งโคตรง่ายเลย

องค์ประกอบเหล่านี้จะพาบริษัทไปสู่อนาคตได้อีกไกลพอสมควร ทั้งยังเชื่อมกับเรื่อง Metaverse ที่เราทำอยู่ พอเอามารวมกันทั้งสามส่วน ทุกคนเห็นภาพชัดเจน แล้วแต่ละส่วนก็เป็นธรุกิจได้ อนาคตเราไม่ต้องแข่งกับใคร ไม่มีใครมาตามเรา ธุรกิจของเราเลยครบจบในระบบนิเวศตัวเอง เพราะสิ่งที่ยากในประเทศนี้คือการพึ่งพาภาครัฐ

ซึ่งเป็นข้อจำกัดของหลาย ๆ ธุรกิจ

ถูกต้อง ภาครัฐของไทยคือ ภาคที่บอกจะส่งเสริม แต่ส่งเสริมแบบมีข้อจำกัด 

เราทำธุรกิจมาเยอะ เราคุยกับคนเยอะ คุยกับกระทรวงต่าง ๆ พอเป็นระดับนั้น คนที่ไปคุยก็ต้องเป็นเถ้าแก่ ไม่ก็ซีอีโอ มองกลับมา ถ้าให้ลูกน้องหรือลูกเราไปคุยกับรัฐมนตรีจะได้เรื่องไหม เพราะของแบบนี้มันเป็นศิลปะ มันต้องเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ที่มี และแทบจะสอนกันไม่ได้เลย

เรามองแบบนี้ ถ้าวันหนึ่งไม่เหลือคนคุยกับภาครัฐแล้ว บริษัทเราก็ต้องปิด แล้วกระบวนการที่ต้องไปคุยเหล่านั้นมันถูกต้องแต่แรกหรือเปล่า เพราะฉะนั้น เราหันมาทำธุรกิจที่ยั่งยืนที่เราอยู่ได้ด้วยตัวเราเองดีกว่าไหม เป็นแผนการระยะยาวที่คิดรอบนี้แล้วอีก 40 ปีค่อยมาคิดใหม่ 

บริษัทเราซื้อเหรียญคริปโตเก็บไว้ทุกเดือน ครึ่งหนึ่งบิตคอยน์ ครึ่งหนึ่งอีเธอเรียม เก็บไปเรื่อย ๆ ในอัตราที่จะไม่เป็นภาระของบริษัท ขณะที่อีก 4 ปีข้างหน้าคนจะเริ่มรู้งี้ซื้อไว้ดีกว่า รู้งี้ไม่น่าทำคีย์หายเลย ไอ้ ‘รู้งี้’ มันจะมาในอีก 3 – 4 ปีถัดไป

ชีวิตคุณมีอะไรที่ ‘รู้งี้’ บ้างไหม

มี (นิ่งคิด) 

เฮ้ย ไม่มีว่ะ เราอยากทำอะไรก็ได้ทำทุกอย่างเลย หลายอย่างได้ลองแล้วพลาดจนเลิก ผมโชคดีที่เป็นลูกคนเล็กในพี่น้อง 11 คน แล้วที่บ้าน พ่อแม่ก็เอาใจลูกชายคนสุดท้าย เป็นคนที่ได้ไปเรียนเมืองนอก แต่กว่าจะได้ไปย้ายโรงเรียนมา 7 ที่

หลักสูตร 15 ปีรวมอนุบาล คุณย้ายโรงเรียน 7 ครั้งเลยเหรอ

เขาไม่ค่อยให้ผมเรียน (หัวเราะ) ตั้งแต่อนุบาลที่มีให้นอนกลางวัน แล้วก็ร้อนฉิบหาย อาบน้ำเสร็จให้เรานอน อยู่ดี ๆ ก็มีเด็กผู้หญิงมานอนข้าง ๆ ผมไม่ไหว บอกแม่ไม่เรียนแล้ว ออก!

จากนั้นก็ไปเรียนโรงเรียนอนุบาลพระกุมารเยซูขอนแก่น เรียนได้ 2 ปี มีคนบอกว่าถ้าอยากเป็นข้าราชการ ให้ไปเข้าวชิราวุธวิทยาลัย แต่โดนซ้ำชั้น เพราะผมทำข้อสอบไม่ได้ มันเป็นเรื่องกวางที่มองเงาในน้ำแล้วคิดว่าตัวเองสวยมาก พอเสือมาก็วิ่งหนีจนเขาไปพันกับเถาวัลย์ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า สิ่งสวยงามอาจเป็นภัยกับตัวเรา ไอ้เราเป็นเด็กอีสาน เขาให้เขียน ‘กวาง’ เราไปเขียน ‘กวง’ กวงตัวหนึ่ง เลยโดนซ้ำชั้น อยู่ได้ 2 ปี แล้วแอบขึ้นรถหนีกลับขอนแก่นเลย (หัวเราะ)

ตอนนั้นอยู่ ป. อะไร

ป.2 เองมั้ง สมัยนั้น พ่อผมต้องไปรับรถ HINO กลับขอนแก่น แล้วทุกวันผมต้องเดินไปบ้านญาติที่เจริญผล เพื่อขึ้นรถไปโรงเรียนกับเขา วันนั้นระหว่างทางเจอรถป๊าที่กำลังจะกลับขอนแก่นพอดี เลยแอบขึ้นรถซ่อนอยู่ข้างหลัง พอถึงสระบุรีคิดว่าเขาคงไม่เลี้ยวรถกลับไปส่งแล้วเลยเคาะกระจก ป๊าตกใจ มึงมาได้ไง กูนึกว่ามึงอยู่โรงเรียน (หัวเราะ)

พอออกจากวชิรวุธก็กลับมาโดนซ้ำชั้นที่โรงเรียนมหาไถ่ศึกษาขอนแก่น แล้วก็อีก 2 โรงเรียน จนโตหน่อยอยากเตะบอล โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยเขาเตะบอลกัน เลยขอพ่อแม่ไปสอบ เขาบอกว่าจะเข้าสวนกุหลาบฯ ต้องเรียนพิเศษ ผมก็เรียน ง่ายมาก สอบได้แน่ ทีนี้พอถึงตอนสัมภาษณ์ มีคนเอากระดาษมาให้ใบหนึ่ง บอกให้ไปห้องนี้ ตอนแรกก็นึกว่าทุกคนได้เหมือนกัน แต่กลายเป็นว่าคนอื่นสุ่มหยิบกระดาษเอง หยิบได้เบอร์ไหน ไปห้องนั้น เราก็งงว่าทำไมเขาหยิบกันเองหมดเลย

แล้วทำยังไง

ไม่ได้! เราต้องเหมือนคนอื่น เลยทิ้งใบที่เขาให้มาแล้วไปหยิบใหม่ เดินเข้าไปสัมภาษณ์เสร็จก็ตกสัมภาษณ์เลย เพราะเสือกไม่ไปห้องนั้น ผมเลยไม่ชอบเรื่องเส้นสายแต่เด็ก สิ่งที่ทำกับขอนแก่นคือเราต้องการ Disrupt บางอย่าง ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความโปร่งใส ด้วยพลังที่พวกเรามี

สุดท้ายพ่อบอกว่า ‘มึงอยากเตะบอลมากใช่ไหม’ มีที่หนึ่งมีสนามบอลเยอะ ก็พาไปเรียนที่อัสสัมชัญศรีราชา แต่มีเรื่องจนไม่ได้เรียนต่อ เลยกลับมาจบ ม.ปลาย ที่ขอนแก่น 

แต่ล่าสุดเขาก็เรียกไปรับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นนะ ครูบอกว่าไม่เป็นไรหรอก เขาลืมกันหมดแล้ว (หัวเราะ)

การเป็นคนคิดต่างในยุคนั้นเป็นยังไง

บางทีคนเขาจะคิดว่าเราเป็นพวกต่อต้าน

ผมชอบเด็กสมัยนี้ ลูกผมมาถามว่า ‘ป๊า ขอไปประท้วงกับเขาได้ไหม’ ผมบอก ไปเลยลูก แต่ระวังตัวดี ๆ ไม่ต้องลงถนน ให้อยู่ตรงสกายวอร์ก แต่ถ้าจะลงไปให้อยู่บนเวทีนะ อย่าอยู่บนถนน

เราเห็นประวัติศาสตร์การเมืองมาหมดแล้ว ตอนเหตุการณ์เดือนตุลา พ่อผมพาไป นักศึกษาบอกเราชนะแล้ว เชิญพี่ ๆ ไปเลือกตั้ง ปรากฏนักการเมืองที่รับช่วงต่อก็ไปแย่อีก บางงานที่ผมทำเลยเขียนเองทำเอง ส่งโครงการไปให้รัฐบาล เขาถามว่าเอาใครมาทำ เอาเรานี่แหละ หรือจังหวัดถามว่าแล้วตำแหน่งนี้ใครนั่ง 

เราเอง

คนก็สงสัยว่าทำไมทำเองชงเอง เรามองว่าถ้าขึ้นไปแล้วแย่ เราลงเอง ดีกว่าที่เอาใครขึ้นไปทำแล้วคุมไม่ได้ คนที่มีอำนาจในมือแล้วเปลี่ยนไปก็เห็นมาเยอะแล้ว นั่นคือปัญหาของประเทศนี้

ลองคิดดูว่าเด็ก ๆ ที่ประท้วง สมมติได้ค่าขนมเดือนละหมื่นกว่าบาท ถ้าพ่อแม่รวย ๆ ให้เดือนละ 3 หมื่น แต่อยู่ดี ๆ ไปเจอกระเป๋าใบหนึ่งมีเงิน 17 ล้าน มันคนละเรื่องเลยนะ 

ประเทศนี้มีปัญหาทั้งระบบ เอาคนดีมาปกครองก็อยู่ไม่ไหว ผมเกลียดเรื่องแบบนี้เลยเป็นคนมีอะไรต้องทำเอง และไม่เคยไปขอใคร ถ้าจะขอก็ขอเพื่อจังหวัด ธุรกิจที่พยายามทำเลยต้องไปของมันเองได้ ไม่ต้องยุ่งกับการเมือง

ถ้ามีคนเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี จะเป็นไหม

เป็นไปก็ไม่มีประโยชน์ วันหนึ่งที่ประชาชนกับราชการเชื่อมต่อกันโดยตรงได้ก็ไม่ต้องมีตัวแทน เพราะตัวแทนที่ส่งไปสุดท้ายก็บิดเบี้ยว ไม่ทำตามที่ประชาชนต้องการ ถ้าวันหนึ่งที่ประชาชนออกเสียงเองได้ บางตำแหน่งหรือบางหน่วยงานอาจไม่มีบทบาทอีกต่อไป จริงอยู่ที่ระดับนิติบัญญัติต้องมี ข้าราชการทำงานต้องมี แต่ระดับบริหารอาจไม่จำเป็นแล้ว ในขอนแก่นน่าจะอีก 4 ปีถึงได้เห็นสิ่งนี้

ผูกพันอะไรกับขอนแก่นถึงทุ่มเท่กับการพัฒนาเมืองขนาดนี้

ไม่ว่าจะไปไหนก็ตาม ผมแม่งจะอยากกลับขอนแก่น 

กลับขอนแก่นดีกว่า สนุกกว่า เราอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็ก เราขี่จักรยาน เราเดินเที่ยว บางอย่างที่เคยเห็นแต่เด็ก ถ้าออกแรงหน่อยแล้วทำให้มันดี ให้มันสวยขึ้น จะดีไหม พอมันดีขึ้น ทั้งเมืองและคนก็ดีขึ้นไปด้วย

เราเป็นพ่อค้า พ่อค้าต้องการลูกค้า ถ้าช่วยให้คนที่เงินน้อยรวยขึ้นอีก ให้เขาพ้นเส้นความยากจน ลูกค้าก็เยอะขึ้น 

การบริหารประเทศนี้วันนี้เป็นแบบเลี้ยงไข้ เหมือนกลัวเขารวย อย่ารวย แล้วก็อย่าตาย ฝรั่งบอกทำธุรกิจแล้วต้องคืนสังคม เกิดเป็นโครงการ CSR (Corporate Social Responsibility) แบบที่ถ่ายรูปก็ถือว่าทำแล้ว แต่วันนี้สิ่งที่เรากำลังทำคือตรงกันข้าม เรารวมธุรกิจในขอนแก่น 20 เจ้า เกิดเป็นกลุ่มขอนแก่นพัฒนาเมือง ทำ CSR ขนาดใหญ่เพื่อสร้างเศรษฐกิจในจังหวัด แล้วเดี๋ยวธุรกิจของพวกเราจะดีขึ้นเอง

มันคือการแก้ปัญหาที่ต้นทาง ไม่ใช่การแจกเงินเหมือนที่เห็นบ่อย ๆ 

มันคือการแจกโอกาสให้คนตัวเล็ก ๆ มากกว่า เวลาข้าราชการไปแจกเงิน ชาวบ้านที่ได้รับอาจรู้สึกยกย่องเขา แต่ถามว่าเงินนั้นเงินใคร ก็เงินภาษีของพวกเราเอง พอเป็นโอกาส เขาจะภูมิใจในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทำให้เขายืนบนขาของตัวเองได้

การที่เอกชนลุกขึ้นมาทำเรื่องการพัฒนาเมืองและสังคม มีข้อดี-ข้อเสียต่างจากรัฐทำอย่างไร

เรามีความคล่องตัวมากกว่า ถ้ารัฐบาลทำก็จะเป็นขั้นตอนแบบหนึ่ง แต่ละหน่วยงานเริ่มเขียนภารกิจว่าจะทำอะไร เพราะอย่างนั้นมันจึงไม่มีการบูรณาการ เนื่องจากระเบียบเขียนเอาไว้หมดแล้ว 1 -10 ทำแค่นี้ปลอดภัย ถ้าทำขาดโดน ทำเกินก็โดน ส่วนประชาชนจะเป็นยังไงช่างมัน

สิ่งที่เราทำอยู่คือการบูรณาการโดยมีเป้าหมาย คือ แก้จน ลดความเหลื่อมล้ำ ดังนั้น ภารกิจเราเลยมีหลากหลาย เป็นคนละแบบกับภาครัฐ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราทิ้งข้าราชการนะ

อย่างขอนแก่น สมมติหน่วยงานหนึ่งบอกจะทำ 1 – 10 เราก็ติดต่อไปส่วนกลางที่กรุงเทพฯ บอกกระทรวงให้ไปบอกหน่วยงานนี้หน่อยว่า ให้ทำเรื่อง 11 กับ 12 ด้วย พอหน่วยงานนั้นเห็นกระดาษ 11, 12 ก็เห็นว่าดี ถ้าอย่างนั้นก็ไปช่วยเอกชนด้วยเลย

ขอนแก่นอยากเป็นแบบเมืองไหน

ผมว่าจริง ๆ แล้วไม่มี เราเคยไปดูพอร์ตแลนด์ แต่ก็ไม่ใช่ ขอนแก่นเลยเป็นโมเดลที่เราพยายามทำให้แมตช์กับประเทศไทย เพราะประเทศไทยมีปัญหา เราจึงทำให้ยั่งยืนและเกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐส่วนกลาง ภาครัฐ และภาคเอกชน 

ในขอนแก่นมีโอกาสอะไรที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นบ้าง

เยอะแยะเลย เราไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก และไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ขอนแก่นเป็นเมืองแห่งโอกาส โอกาสที่ว่าอาจจะหมายถึงการทำธุรกิจ ทำการค้า หรือย้ายออฟฟิศมาอยู่ที่ดีกันดีกว่า

เรามีศูนย์วิจัย มี Infrastructure ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านดิจิทัล ด้านคมนาคมขนส่ง เรามี Sea, Land, Air ครบ มีท่าเรือบกที่เชื่อมต่อกับท่าเรือแหลมฉบัง สนามบินของเราก็อันดับต้น ๆ โรงพยาบาลก็ดี จะแพงถูกมีหมด 

ต่อไปมนุษย์จะเริ่มตัดสินใจเรื่องความครบความพร้อม เพราะฉะนั้นแต่ละเมืองจะต้องรู้ว่าตัวเอง Need อะไร Want อะไร ไม่ใช่จังหวัดข้าง ๆ มี เราอยากได้บ้าง ถามกลับว่าจะเอาไปทำไม ไม่รู้เหมือนกันแต่อยากได้ นั่นคือเมืองที่ไม่คิด แต่เมืองนี้คิด 

คุณวาดภาพขอนแก่นไว้สวยงาม เคยมีคนบอกไหมว่าสิ่งที่คิดอาจเป็นได้แค่ฝัน

มี (หัวเราะ) ผมเคยให้สัมภาษณ์กับนักข่าวคนหนึ่ง พอพูดจบ เขาอุทานเลยว่า ‘ฝัน’ แต่ผมโคตรชอบคำนี้เลย มนุษย์แม่งต้องมีฝัน แล้วก็ตั้งใจทำฝันนั้น ทำไปทำมาผ่านมา 6 ปี ขอนแก่นเริ่มเข้าใกล้สิ่งที่เราฝันไว้ วันนี้ก็ยังคิดว่ามันจะเป็นไปได้อยู่

Questions answered by CEO of Cho Thavee Plc.

01 ร้านอาหารที่กินบ่อยที่สุดในขอนแก่น…

ไข่กระทะมินเทียน อาหารญี่ปุ่นก็ Hayashi ถ้าอิตาเลียนจะเป็น Pomodoro 

02 ร้านกาแฟเจ้าประจำ…

Trinity Cafe’ กับ Cafe de’ Forest

03 นวัตกรรมที่เจ๋งที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา…

Blockchain

04 โปรเจกต์พัฒนาเมืองที่ท้าทายที่สุด…

ระบบรางที่ขอนแก่น

05 เรื่องที่ได้เรียนรู้ล่าสุด…

องุ่นปลูกยาก!

06 หนังสือที่อยากแนะนำต่อ…

เศรษฐศาสตร์ความจน อ่านแล้วทำให้เห็นเลยว่าวิธีแก้จนของโลกนี้แม่งผิดมา 20 – 30 ปี สิ่งที่เราทำกับขอนแก่นตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าถูกหรือผิด พออ่านเล่มนี้เลยรู้ว่า มาถูกทางแล้ว

07 ถ้าได้เขียนหนังสือจะเขียนเรื่อง…

เรื่องขอนแก่นโมเดล

08 แนวทางการทำธุรกิจที่เรียนรู้จากป๊า…

ป๊าบอกว่า หิวยังไงก็ต้องอมไม้จิ้มฟันไว้ให้คนคิดว่า เรากินข้าวมาแล้ว ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้กิน แปลว่าเราต้องถ่อมตัวและมุ่งทำสิ่งที่ตั้งใจไปเรื่อย ๆ

09 รถที่ ช ทวี อยากผลิตแต่ยังไม่ได้ผลิต…

กำลังจะทำ Autonomous ไร้คนขับ กำลังจะทดลองขับแล้วด้วย 

10 คุณเป็นพ่อที่…

ตามใจลูกหมดเลย แล้วก็ค่อย ๆ สอน สอนได้ถึง ป.5 ป.6 สอนแบบตามใจ ก่อนนอนจะเล่านิทานให้ลูกฟัง แต่นิทานไม่ใช่หนูน้อยหมวกแดง นิทานคือเรื่องของอนาคตของเรา เราเล่าฝันให้ลูกฟัง แล้วมันก็เข้าไปอยู่ในตัวลูกเราหมด เพราะฉะนั้น โครงสร้างของลูกถูกต้องแล้ว ส่วนการตัดสินใจก็แล้วแต่บุญแต่กรรม แล้ววันหนึ่งเรื่องที่เคยฟังจะสะกิดใจเขา บางทีเขาจำได้เป็นฉาก เรายังงง ๆ ว่านี่โม้ถึงตอนไหนแล้ววะ ลูกมันจำได้ (หัวเราะ)

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load