ตลอดการสนทนากับ คุณเต้-ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก ที่บ้านกันตนาในย่านบางใหญ่ เขาบอกเราซ้ำๆ ถึงเรื่องที่โชคดีที่สุดในชีวิต อย่างการได้เกิดและเติบโตในครอบครัวกัลย์จาฤก ตระกูลผู้บุกเบิกและสร้างสีสันให้วงการบันเทิงบ้านเรามาตลอด 68 ปี

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่เขากำลังทำและรับผิดชอบอยู่จะง่ายอย่างที่หลายคนคิด

โดยตำแหน่งแล้ว คุณเต้เป็นผู้อำนวยการ บริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

ผู้บริหารที่มีเลือดศิลปินอยู่ในตัวเกินร้อย

คุณอาจคุ้นเคยกับภาพที่คุณเต้เป็นผู้บริหารทายาทรุ่นสามของกันตนา กรุ๊ป ผู้ปรับโฉมและนำพากันตนาอยู่รอดและไปต่อในยุคสมัยใหม่ ทั้งผ่านรายการชื่อดังอย่าง The Face Thailand และอีกหลากหลายรายการในช่องทางฉายที่มากมายเกินนิ้วมือนับ

หรือแม้กระทั้งลงทุนแปลงโฉมเป็นนางพญาในรายการ จนแฟนคลับพร้อมใจกันย้ายทีมมาอยู่ #ทีมคุณเต้

นอกจากวิธีคิด สายตาและสัญชาตญาณการหยิบจับเรื่องราวบันเทิงมาหีบห่อใหม่จนเป็นที่สนใจในสังคมอยู่เสมอ เราสนใจวิธีคิดและการทำงานในบทบาทผู้บริหารที่เป็นผู้บริหารจริงๆ ตัวตนอีกด้านของเขา ความอดทนระดับอนันต์ ความดื้อและความกล้าหาญที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง

ดีใจที่คุณเต้ตอบตกลงมาเป็นกัปตันทีมของเราในวันนี้

และดีใจยิ่งกว่าที่บทสนทนาระหว่างเราเข้มข้นและเฟียซสูสีภาพประกอบด้านบน

คุยเรื่องงานบริหารฉบับสตรวองของจริงกับ คุณเต้-ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก

สมัยเด็กๆ เคยโดนห้ามดูโทรทัศน์เหมือนเด็กคนอื่นมั้ย

ไม่เลย ตอนเด็กๆ ดูทีวีตลอด เกิดมาก็ดูแล้ว คุณเต้มักจะใช้คำนี้เสมอว่า I was born into it. หมายความว่า เกิดมาก็เห็นสิ่งที่คุณปู่ คุณย่า คุณพ่อและคุณแม่ ทำมาตลอด

การดูโทรทัศน์ของลูกหลานครอบครัวที่ทำหนังทำละคร จะสนุกเหมือนที่คนทั่วไปดูมั้ย

เพราะถูกสอนให้คิดและวิเคราะห์ตั้งแต่เด็ก คุณเต้เลยเป็นคนดูหนังและละครไม่ค่อยสนุก แทนที่จะรู้เรื่องราวว่าพระเอกนางเอกทำอะไร เราดูแล้วเราเห็นโปรดักชัน เป็นอย่างนี้ตั้งแต่เด็กเลย คิดล่วงหน้าว่าแต่ละฉาก แต่ละตอน กำลังบอกอะไร หรือกำลังจะนำไปสู่เรื่องราวแบบไหน นั่นทำให้เราชอบดูหนังยากๆ หรือหนังที่ต้องใช้ความคิด เพราะเราจะไม่เห็นโปรดักชันอื่นๆ ทำให้ได้คิดอย่างอื่นบ้าง ได้มีอารมณ์ร่วมกับหนังบ้าง

ความรู้สึกของการอยู่ในบ้านหลังเดียวกับที่ใช้ถ่ายละครเป็นยังไง

เป็นเรื่องที่เจอเป็นประจำจนเราชินไปเอง จะมีอึดอัดบ้างเล็กน้อยถึงปานกลางเวลาที่เราต้องการความเป็นส่วนตัว แต่ความเคยชินก็ทำให้เราปรับตัวกับสิ่งต่างๆ ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเจอสถานการณ์แบบไหน บางวันเปิดประตูห้องนอนออกมาก็เจอดารารุ่นใหญ่ๆ ยืนกันอยู่ บางทีก็เข้ามาถ่ายในห้องนอนเรา

และพอเราเป็นครอบครัวใหญ่ คุณปู่มีลูกหลานหลายคน ก็ทำให้มีลูกพี่ลูกน้องเยอะ การอยู่ร่วมกับคนจำนวนมากตั้งแต่เด็กทำให้เราไม่มีปัญหาเมื่อต้องไปเรียนหนังสือที่ต่างบ้านต่างเมือง กลายเป็นว่าปรับตัวได้เร็วเมื่อต้องใช้ชีวิตอยู่ในหอพักหรือโรงเรียนประจำ

มีแอบคิดไหมว่าถ้าเราเป็นคนธรรมดาชีวิตอาจจะง่ายกว่าหรือสนุกกว่านี้

คิด มีช่วงหนึ่งที่หนีไปอยู่ต่างประเทศ จนกระทั้งเมื่อ 9 ปีที่แล้วเราถึงยอมกลับมา

ที่ผ่านมา เรามีความสุขกับการเป็นศิลปินอยู่ในวงการบันเทิงนะ แต่พอถึงจุดหนึ่ง เราก็รู้สึกว่าทำไมความกดดันมันสูงเหลือเกิน เช่น ร้องเพลง คนก็บอกว่า อ๋อ เป็นกัลย์จาฤกล่ะสิถึงทำได้ เราก็มีความรู้สึกว่ามันไม่แฟร์ ไม่อยากอยู่ ไม่ชอบการตัดสินแบบนั้น จริงๆ เราก็ไม่ได้ว่านะ เพราะเราเองก็เป็น เราก็ตัดสินคนไปก่อนที่จะรู้จักตัวเขาจริงๆ แต่การที่มีคนหมู่มาก หรือสาธารณะชนจำนวนมากมาตัดสินเรา เราก็รับมือไม่ไหว จนเรารู้สึกว่าเราป่วย อยู่ไปก็ไม่มีความสุข เลยตัดสินใจหนีไปจากตรงนั้นพักนึง

ผลของการหนีไปจากจุดที่ยืนอยู่ เหมือนหรือต่างจากที่คิดฝันแค่ไหน

จำได้เลยว่าเรามีความสุขกับชีวิตช่วงไฮสคูลมาก เราได้รับอิสรภาพ ได้รับโอกาสในการใช้ชีวิตที่หาซื้อไม่ได้ ก็มีกลับประเทศไทยบ้างช่วงนึง มาเล่นละคร ร้องเพลง ออกอัลบั้ม บริหารค่ายเพลงไปด้วยระหว่างที่เรียนอยู่ที่จุฬาฯ ก่อนจะพบว่าเราเริ่มป่วย มีเหตุการณ์นึงเป็นเรื่องเป็นราวซึ่งถ้าเรียนอยู่รุ่นเดียวกันจะจำได้ เราขึ้นไปร้องเพลงคลาสสิกบนเวที ความกดดันที่มีทำให้เราเกิดอาการหูดับไป 3 นาที จำไม่ได้และไม่ได้ยินว่าตัวเองกำลังร้องอะไรอยู่ แต่ก็ยังคงร้องต่อไปเหมือนวิญญาณออกจากร่าง พอเรียนจบเราก็กลับไปอยู่แอลเอและนิวยอร์ก จนกระทั้งคุณลุงสิ้น ก็คุยกับคุณพ่อว่าคงถึงเวลาที่จะกลับมาช่วยงานแล้ว

ตอนที่เจอกับเหตุการณ์ที่คนมาตัดสินเรา คุณอยากบอกอะไรพวกเขาบ้างมั้ย

ไม่เลย ตอนนั้นไม่ทันคิดด้วยซ้ำว่ามันไม่แฟร์ เราแค่รู้สึกว่าเรารับมือสิ่งนี้ไม่ได้ เพราะตัวเราเองยังไม่แข็งแรงพอ การย้ายตัวเองไปอยู่ที่อื่นทำให้คุณเต้ได้คุยกับตัวเอง ฟังดูเหมือนคนสติไม่ดีใช่มั้ย (หัวเราะ) พูดง่ายๆ คือ พอโตขึ้นเราก็เข้าใจตัวเราเอง แข็งแรงขึ้น รับมือกับเรื่องพวกนี้ได้

ถอดรหัสตำราการบริหารและตัวตนหลังโต๊ะทำงานของคุณเต้-ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก ผู้บริหารรุ่นที่สามของกันตนา ที่สตรวองจนคุณสะพรึง

ช่วงที่อยู่ต่างประเทศมีเหตุการณ์ไหนบ้างที่เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตและวิธีคิดของคุณ

คงเป็นเพราะเราได้เห็นสิ่งที่แปลกใหม่ ได้เห็นสิ่งที่ก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลา เห็นความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและบุกเบิกอยู่ตลอดที่นู่น ทำให้เราเข้าใจว่าจริงๆ แล้วเราไม่ได้เป็นคนแปลกที่สุด แล้วก็ไม่ได้เป็นคนที่ชั่วร้ายอะไร แต่ว่าต้องเข้าใจตัวเองให้ได้มากกว่านี้ แล้วการที่คนอื่นไม่เข้าใจเราก็ช่างมัน ถ้าเราไม่ได้ทำร้ายใคร เรารู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ รู้ว่ามีเป้าประสงค์อะไร ถ้าสิ่งที่ทำเราทำให้คนหมู่มากมีความสุข วันนี้ได้เท่านี้คุณเต้โอเค คุณเต้คิดว่าคุณเต้โตช้าหน่อย คือแก่แล้ว อายุเท่านี้แล้วอะ

ทำไมถึงคิดว่าตัวเองโตช้า

คือจริงๆ บางคนเขาประสบความสำเร็จตั้งแต่ 14 – 15 เขาประสบความสำเร็จเร็วกว่า แล้วก็เข้าใจชีวิตเร็วกว่าเรา แต่คุณเต้ช้ากว่าปกติ คุณเต้คิดว่าอย่างนั้นนะ

แต่คุณเต้ได้นวดมันจนถึงจังหวะที่ดีมากเลยนะคะ ไม่คิดอย่างนั้นเหรอ

ไม่ จนถึงตอนนี้ คุณเต้ก็คิดว่ายังมีอะไรให้เรียนรู้ใหม่อยู่ตลอด

ช่วง 2 ปีแรกก่อนที่คุณเต้นำรายการ The Face Thailand เข้ามา ไม่มีใครมั่นใจไปกับคุณเต้ แต่คุณเต้อยากทำ และจริงๆ แล้วคุณเต้อยากทำ Drag Race ตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว แต่ยังไม่มีใครกล้าเปิดทาง คุณเต้ก็เรียนรู้ว่า หนึ่ง เราต้องกล้าและหาผู้ร่วมกล้าไปกับเรา สอง หาเงินและโอกาส ที่สำคัญที่สุด คือความอดทน ไม่ใช่อยู่ดีๆ แล้วได้มันมา มันต้องอดทนและบอกตัวเองทุกวันว่า เห้ย นี่คือสิ่งที่เราอยากทำมัน ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่ใช่ก็ได้ด้วยสัญชาตญาณ หรือมันอาจจะผิดก็ได้ คุณเต้เชื่อในเรื่องนี้เสมอว่าถ้าทำผิด คุณเต้จะรับผิดชอบเอง แต่อย่ามาขวางทางเรา ซึ่งคุณเต้เป็นคนแบบนี้ตั้งแต่มัธยมแล้ว สมมติถ้าสอบแล้วตก ก็เพราะฉันไม่ได้อ่านเอง ไม่ได้ตั้งใจทำเอง หรือตั้งใจผิดวิธี ขอเรียนรู้เอง อย่าให้มีใครมาบอกว่า อันนี้สิ อันนี้ดี เขาบอกเราก็ฟังนะ แต่จะขอลองทำวิธีนี้จนกระทั่งรู้ว่ามันไม่ใช่

สิ่งที่คุณเต้ทำเหมือนการขายภาพ ขายอากาศ ไม่อาจจะบอกได้ชัดเจนว่าเพลงนี้ดี ละครเรื่องนี้สนุก ขึ้นกับจังหวะบอกไม่ได้หรอก ถ้าคนดูไม่ได้สนุก ดูยังก็ไม่สนุก เพราะฉะนั้น คุณเต้จะขอทำให้ดีที่สุดในทุกจังหวะ แล้วถ้าทำพลาดเอง ขอรับผิดชอบเอง

เคยทำพลาด?

พลาดตลอดเวลา พลาดที่ทำให้บริษัทขาดทุน ในบางยุคขาดทุนเป็น 20 ล้านก็ทำมาแล้ว

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งความโชคดีของคุณเต้ คือคุณพ่อท่านเป็นผู้บริหารที่มีประสบการณ์มายาวนาน ท่านจะบอกก็ได้ว่าไม่ให้คุณเต้ทำ หรือกำหนดขอบเขตว่าทำได้แต่ให้ทำอยู่เท่านี้นะแล้วให้เรียนรู้เอง นั่นยิ่งทำให้คุณเต้ระลึกไว้ตลอดว่าเคยทำอะไรไปแล้ว กับสิ่งที่ผิดพลาดต้องรับผิดชอบ เสียหายไปเท่าไหร่ จะชดใช้อย่างไร อย่างน้อยต้องหามาคืนให้ได้ก่อนแล้วค่อยคิดไปต่อ ซึ่งมันก็มีเสียทุกวันนะ แต่ละวันมันคือการลงทุน

คนทั่วไปอาจจะเห็นว่าคุณเต้ทำคอนเทนต์ แต่จริงๆ แล้วโดยหน้าที่คุณพ่อจะสอนเสมอว่างานของผู้บริหารของคุณเต้คือ หนึ่ง หาเงิน สอง แก้ปัญหา เพราะฉะนั้น คุณเต้ก็ทำไปด้วย เรียนรู้ไปด้วย จะเสียผิดพลาดก็ด้วยตัวเองแต่ก็ต้องอยู่ในกรอบที่ไม่ทำให้คนอื่นลำบากมาก

แล้วระหว่างหาเงินกับแก้ปัญหา คุณเต้คิดว่าตัวเองเป็นผู้บริหารที่ให้ความสำคัญกับเรื่องไหนมากกว่ากัน

โอะๆ บอกเลยว่าคุณเต้เป็นศิลปินมากกว่าผู้บริหาร

ก่อนหน้านี้ที่เราหนีไปต่างประเทศเพราะเราไม่อยากทำธุรกิจ แต่ถ้าให้ร้องรำทำเพลงจะชอบมากกว่า แต่วันหนึ่งที่เข้าใจชีวิตแล้วว่านี่เป็นสิ่งที่ต้องทำ คำถามคือสิ่งที่ชอบกับสิ่งที่ต้องทำจะอยู่ด้วยกันได้อย่างไร ซึ่งต่อให้มีเลือดศิลปินในตัวเรามีมากกว่า เราก็เข้าใจ commercial นะ

เข้าใจว่า?

โลกเปลี่ยนไป พฤติกรรมคนดูเปลี่ยนไป ยุคนี้มีคนดูเป็นที่ตั้ง เรียกว่าอะไรไม่รู้แหละ social online หรือ digital age คุณเต้คิดว่าเรื่อง audience engagement สำคัญที่สุด การเข้ามามีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น เป็น two-way communication เป็นเพื่อนกัน เป็นแฟนกัน เดินไปด้วยกัน ไม่ใช่การส่งสารฝ่ายเดียวเหมือนแต่ก่อน คิดดูสิเรายังไม่อยากดูเลย ทั้งสิ่งที่สื่อป้อนให้และเวลาที่ใช้สื่อสาร ยุคนี้คนเขาจะดูเมื่อเขาอยากจะดู เมื่อไรก็ได้ ใน device หรือเครื่องมืออะไรก็ได้ หรือดูไปพร้อมกับคุยกับเพื่อนก็ได้ เป็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา

ถอดรหัสตำราการบริหารและตัวตนหลังโต๊ะทำงานของคุณเต้-ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก ผู้บริหารรุ่นที่สามของกันตนา ที่สตรวองจนคุณสะพรึง

หากต้องทำงานที่ไม่ถนัด คุณเต้มีวิธีคิดยังไง

เราก็ต้องถามตัวเองว่าเป้าหมายของเราคืออะไร คุณเต้ค่อนข้างชัดเจนนะ มันอาจจะน่าหมั่นไส้พอสมควร ที่คุณเต้มักจะพูดอยู่เสมอว่าคุณเต้ไม่จำเป็นต้องทำงานหนัก แต่ถ้าทำ นั่นหมายความคุณเต้จะต้องทำให้เต็มที่ที่สุดเท่าที่ตัวเองมีแรง เพราะไม่อยากทำให้สิ่งที่คุณปู่ คุณย่า คุณลุง คุณพ่อ ทำเสียไป แต่เพราะตั้งใจแล้วว่าสิ่งที่ทำนั่นมีประโยชน์ ไม่ดูถูกคนดู มีอะไรแปลกใหม่ กล้าทำสิ่งที่แตกต่าง และสุดท้ายคนดูแฮปปี้เท่านั้นจบ

สิ่งที่ชอบและสิ่งที่ต้องรับผิดชอบ รับมือยากง่ายต่างกันยังไงบ้าง

คงต้องหาตรงการที่บรรจบกัน จากที่เคยคิดว่าไม่อยากทำ แต่พอทำแล้วเราเจอสิ่งที่เรารัก เราชอบ เช่น คุณเต้ชอบแฟชั่นนะ แต่ไม่ได้รู้จักแฟชั่นขนาดนั้น เราก็เกิดคำถามว่าทำไมแฟชั่นจึงเป็นเรื่องของคนเฉพาะกลุ่ม ทำไมถึงไม่เป็นเรื่องไลฟ์สไตล์ หรือเป็นเรื่องของทุกคน เราจึงอยากทำและคิดว่าน่าจะสื่อสารกับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัยได้ พอทำแล้วก็ยิ่งสนุก เป็นตัวอย่างของความชอบและหน้าที่รับผิดชอบที่มาบรรจบกันพอดี งานของคุณเต้ จึงหนีไม่พ้นเรื่องแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ ดนตรี กวีศิลป์ต่างๆ

อย่างรายการ The Face Thailand จริงๆ แล้วตั้งใจจะบอกอะไรกับคนดู

The Face Thailand เป็นรายการที่มีการแข่งขันสูง มี 3 ทีมแข่งขันกัน

มีคนถามเราทุกวันว่ามันสร้างสรรค์ยังไง คนมาตีกันแล้วมีความสุขเหรอ คุณเต้ก็จะบอกว่านี่เบาแล้วนะ ถ้าเอาเรื่องจริงๆ ในสังคม การฟาดฟันเชือดเฉือนจริงๆ มันจะไม่ใช่แบบนี้

การถ่ายทำรายการที่เกิดขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง ต้องอยู่ด้วยกัน 1 – 2 วันเป็นอย่างน้อย ตลอดเวลา 3 เดือนเราเซฟทุกคนอยู่แล้ว ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำร้ายใคร ถ้าเราเป็นคนที่ขาดการยั้งคิดเรื่องศีลธรรม จริยธรรม หรือความคิดเรื่องนี้น้อย คิดแต่จะเอาความสนุก เราก็คงทำอะไรก็ได้ และก็คงชี้นำสังคมไปอีกรูปแบบ ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นจึงทำให้พอสนุก พอมีรสชาติ ดูแล้วมีเรื่องเม้ากับเพื่อนกับครอบครัว จบรายการแล้วก็มีชีวิตที่ไปต่อข้างหน้าไม่ยึดติดกับมัน

ในโลกการทำงานและการแข่งขันกัน ความผิดพลาดที่เกิดในการแข่งขัน ทำงูตกขณะเดินแบบ เพราะวันนั้นไม่ได้ใส่คอนแทคเลนส์มาทำให้มองเห็นทางไม่ชัด ถือว่าเป็นการรำไม่ดีโทษปี่โทษกลองมั้ย แต่คนดูไม่ได้มองเรื่องนี้ กลับมองว่าทำไมมันต้องทะเลาะกันจังเลย แต่ก็จะมีบางคนที่มองเห็นสิ่งที่เราอยากบอก เพียงแต่เราหีบห่อมันอีกแบบ

ยืนยันอีกเสียงว่าเราชอบ The Face Thailand เพราะสอนเรื่องสปิริตและการทำงานอย่างตั้งใจนะ

มีบ้างๆ เพียงแต่ที่เราต้องใช้ความบันเทิงนำ จะให้ทำเป็นสารคดีเลยก็ทำได้นะ แต่ถ้าไม่บันเทิง คนก็ไม่ดูไง

ได้ยินว่าคุณเต้ชอบฟังสัมมนาในงานเทศกาลหนังต่างประเทศมาก

คนจะรู้จัก Cannes Film Festival และมีภาพจำเกี่ยวกับงานเทศกาลหนังงานนี้ถึงพรมแดงและดาราสวยงาม ซึ่งจริงๆ แล้วหัวใจอยู่ที่คือตลาดซื้อขาย เป็นที่รวบความรู้ชั้นดีทั้งหมด มีอะไรให้เรียนรู้ตั้งแต่เช้าจดเย็น เราจะเข้าไปนั่งฟังทิศทางในวงการว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป โปรดิวเซอร์คนนี้คนนั้นทำรายการนี้จนประสบความสำเร็จได้อย่างไร เทรนด์ของกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็กวัยรุ่น คอนเทนต์ 360 คืออะไร เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะมาช่วยมีอะไรบ้าง และยังได้แลกเปลี่ยนความรู้กันระหว่างคนที่มาร่วมงาน มีอะไรให้เรียนมากมายไม่รู้จบตลอด 4 – 5 วัน

การไปถึงงานเทศกาลแล้วเราเป็นเหมือนคนไม่รู้เรื่องอะไรเลย เป็นโมเมนต์ที่คุณเต้ชอบตัวเองมากๆ โมเมนต์ที่อยากรู้ อยากพัฒนาตัวเอง นั่งฟังอยู่อย่างนั้นจนเกิดแรงบันดาลใจใหม่ๆ จริงๆ ใครรักที่จะเรียนรู้เรื่องแบบนี้ เข้าไปติดตามเนื้อหาออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์หลักของงาน MIPTV และ MIPCOM ตลาดซื้อขายรายการโทรทัศน์ ดิจิทัลคอนเทนต์ และสื่อบันเทิงที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ตื่นเต้นกับอะไรที่สุด

ปีที่ผ่านมาไม่ค่อยตื่นเต้นแล้วนะ เป็นการอัพเดตมากกว่าเพราะไปมา 2 – 3 ปีแล้ว แต่ช่วงนี้อยากเจอสิ่งที่ทำให้ตื่นเต้นมากๆ เลยขอบอก เพราะ 3 – 4 ปีที่ผ่านมาเหมือนเราอยู่ที่เดิมเพราะโลกมันย่ำอยู่ที่เดิม ไม่ได้พูดถึงประเทศไทยนะ นี่เราพูดถึงทั้งโลก

ก็หวังว่าจะมีอะไรที่น่าตื่นเต้นเกิดขึ้น แต่ถ้ายังไม่มีก็จะทำให้มี คุณเต้คิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราควรจะมีพื้นที่อยู่ในเวทีโลก นั่นหมายความว่าไม่ได้คิดแค่ประเทศไทย แต่อยากทำอะไรกับภูมิภาคและระดับโลกได้ เพราะเราก็ไม่อยากจะซื้อรายการของชาวบ้านตลอดไป อยากจะขายบ้าง หรือผลิตร่วมกับคนอื่นบ้าง

เต้ ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก

คุณคิดยังไงกับ Content is king

คนดูยุคนี้ไม่ได้เป็นคนถูกเลือก เขาเป็นคนเลือกเรา เพราะฉะนั้น ทำเถอะ ทำเลย และทำอย่างตั้งใจ จนออกมาดีและแข็งแรง ถ้าคนดูเห็น เขาจะมาเอง แต่พอเขามาแล้วเราต้องสื่อสารโต้ตอบกับเขา เพื่อจะเก็บเขาไว้ให้อยู่กับเรานานที่สุด นี่เป็นหัวใจ

แล้วเคยท้อใจกับตัวเลขน้อยๆ บ้างมั้ย

ก่อนอื่นเราต้องวิเคราะห์ก่อนว่าตัวเลขของคุณผู้ชมวัดได้จากหลายช่องทาง ขอยกตัวอย่างในช่วงเวลา 3 เดือนที่ The Face Thailand Season 3 ออกอากาศ มีจำนวนคนดูใน YouTube ทั้งสิ้น 98 ล้านวิว ขณะที่ตัวเลขจากช่องทางอื่นคือ 1 – 2

สิ่งที่เราจะบอกคือ เรากำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่าน เพราะฉะนั้น อดทนหน่อย

ถ้ามีโจทย์ให้คิดและทำโปรเจกต์ที่ไม่มีตัวเงินหรือตัวเลขมาเกี่ยวข้อง โปรเจกต์นั้นของคุณจะมีหน้าตาหรือรูปแบบเป็นยังไง

ตัวคุณเต้ลึกๆๆๆ (เน้นเสียง) แล้วชอบร้องเพลง ทุกคนรู้อยู่แล้ว ชอบอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวเล็กๆ ถ่ายทอดเสียงและความรู้สึกออกมา แต่ไม่ถนัดร้องเพลงในที่คนเยอะๆ จะมีบ้างปีละครั้งที่ร้องสดๆ บนเวที ถ้าให้ทำโปรเจกต์ก็คงเกี่ยวกับเรื่องร้องเพลง แต่คงไม่ทำแล้วเพราะแก่เกิน

ต้องบอกว่าคุณเต้จะรู้สึกไม่มั่นใจเมื่อต้องออกมาแสดง เพราะว่าสิ่งที่เราเห็นจากเวทีมันต่างจากคนอื่นๆ เรามองเห็นกระบวนการทำงานและเตรียมความพร้อมในทุกอย่าง แสง สี เสียง คนดู ลำดับคิว และคิดแทนไปทั้งหมด ไม่สามารถเลิกคิดถึงเรื่องนั้น แล้วปล่อยใจให้ร้องถ่ายทอดเพลงออกมาได้อย่างตอนร้องเพลงในพื้นที่ส่วนตัว

เราจะมีโอกาสได้เห็นสิ่งนั้นมั้ยคะ

คงจะยาก เพราะถ้าทำแล้วไม่ดีเราก็ไม่อยากทำ

ใครๆ ก็มองว่าคุณเต้เป็น perfectionist มีมุมไหนหรือเหตุการณ์แบบไหนที่คุณยอมให้ตัวเองไม่เพอร์เฟกต์บ้างมั้ย

ก่อนอื่นขอคำจำกัดความคำว่า perfectionist ก่อน คุณเต้ยอมรับว่าคุณเต้เป็น perfectionist แต่พยายามจะไม่พูดคำนี้ ในความหมายของคุณเต้ไม่ได้หมายถึงการเป็นคนสมบูรณ์แบบ แต่เป็นคนที่ต้องการให้ทุกสิ่งที่ทำออกมาสมบูรณ์แบบ ซึ่งมันทำให้กดดันตัวเองมากไป

คุณเต้อยากให้ทุกอย่างออกมาดีที่สุด แต่ไม่ได้บอกว่าตัวเองดีที่สุด ซึ่งเหตุการณ์ที่จะยอมให้ตัวเองไม่เฟอร์เฟกต์ก็คือ ถ้าถึงจุดหนึ่งที่ทำดีที่สุดแล้ว ทำด้วยตัวเอง พลาดด้วยเอง เราจะยอม

เรื่องยากที่สุดในการบริหารคน

ทำยังไงดีคนนั่งอยู่ตรงนี้เต็มไปหมดเลย (หัวเราะ)

เรื่องยากที่สุดก็คือการบริหารอารมณ์ตัวเราเองนี่แหละ เราทุกคนมีรักโลภโกรธหลงทั้งนั้น ถ้าจะหวังให้เขาเข้าใจเราก็คงยาก ก็เรียนรู้ไปด้วยกัน

คนทำงานเก่งในสายตาของคุณ

เป็นคนแบบคุณพ่อจาฤก กัลย์จาฤก มีคนรัก มีคนเคารพ มีคนจงรักภักดี

ถ้าให้เลือกระหว่างเป็นที่รักและเป็นที่นับถือ

คุณเต้ขอเลือกเป็นคนที่ทำงานได้ดี

คุณเต้คิดว่าถ้าเราทำ และไม่ได้ทำร้ายใคร มีเป้าหมาย มีทีมเวิร์ก คุณเต้โอเค ไม่เป็นไร ไม่รักก็ได้ แต่อย่าทำร้ายกันเลยนะ

คนแบบไหนที่อยากทำงานด้วย

คนเก่ง คนที่กล้าคิด กล้าทำ กล้าแตกต่าง เป็นผู้นำแต่ก็พร้อมที่จะรับฟัง

ถอดรหัสตำราการบริหารและตัวตนหลังโต๊ะทำงานของคุณเต้-ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก ผู้บริหารรุ่นที่สามของกันตนา ที่สตรวองจนคุณสะพรึง

เราชอบที่คุณลงมาเล่นเกมเองด้วย คุณได้คิดถึงข้อดีข้อเสียของการที่ผู้บริหารลงมาเล่นเกมนี้ด้วยยังไงบ้าง

ไม่รู้หรอกว่าดีหรือไม่ดียังไง รู้แต่ว่าสนุก อยากทำ จะเห็นว่าปีนี้เราจะเงียบๆ หน่อย เป็นไปตามจังหวะ ตามสัญชาตญาณซึ่งหลายครั้งก็ผิด มีคนพูดถึงเรา ก็มองว่าดีนะ อย่างน้อยยังพูดถึงเราแปลว่าเราไม่น่าเบื่อ ดูไปด่าไปก็ขอให้ดู

จนถึงทุกวันนี้ คุณยังรู้สึกหงุดหงิดที่โดนตัดสินหรือจัดกลุ่มอยู่บ้างมั้ย

คุณเต้ไม่ได้เจอแต่ความกดดันสังคมอย่างเดียว คุณเต้เจอเรื่อง LGBT อีก และในยุคนั้น LGBT เป็นเรื่องแปลก ประหลาด มหัศจรรย์อยู่

คุณเต้เรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้บ้างคะ

ปล่อยวางและให้อภัย อย่าเพิ่งตัดสินกัน ให้รู้จักกันก่อน รู้จักแล้วไม่ชอบก็ไม่ต้องยุ่งกันแค่นั้นเอง มันง่ายมากเลยนะ แต่มันก็คงไม่เป็นอย่างนั้นไง มีความซับซ้อนบางอย่างอยู่ ชีวิตมันไม่แฟร์ แล้วแต่คนเลยว่าจะแข็งแรงและอยู่บนโลกนี้แค่ไหน

การเกิดมาอยู่วงการนี้ทำให้เราเข้าใจวัฏจักร เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย ดัง-ดับ นี้ดี วนเวียนแบบนั้น เห็นมาทั้งชีวิต ดังนั้น ตัวเราเองก็เช่นกัน วันนี้คุณเต้มีคนสนใจ ทำรายการแล้วมีคนชอบ วันหนึ่งเราก็ล้มได้ ล้มมาบ้างแล้วเพียงแต่คนไม่ค่อยรู้ ดังนั้น ทำสิ่งที่ต้องทำให้ดีที่สุดก่อน

ในยุคที่เด็กรุ่นใหม่ชินกับการประสบความสำเร็จเร็วๆ คุณเต้มีคำแนะนำยังไงบ้าง

ก่อนจะตอบคำถามนี้ ขอถามกลับไปก่อน คิดว่าคุณเต้ประสบความสำเร็จเร็วมั้ย

สำหรับคุณเต้ คุณเต้คิดว่าเร็วนะ เกินความคาดหมาย แต่คำว่าประสบความสำเร็จไม่ได้แปลว่าดี ตอนแรกคิดว่าจะใช้เวลา 3 – 5 ปีถึงทำ The Face ประสบความสำเร็จ แต่บังเอิญมีคนสนใจและรักรายการนี้ตั้งแต่ซีซั่นที่ 2 นั่นหมายความว่าเร็ว ดีมั้ย ดีนะ แต่หยุดไม่ได้

เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณคิดว่าคุณเป็นตำนานแล้ว คุณประสบความสำเร็จแล้ว คุณเต้คิดว่านั่นอันตราย เพราะคุณจะเริ่มเข้าใจว่า งั้นหยุดก็ได้ จะแน่ใจได้ยังไงว่านี่คือสิ่งที่ประสบความสำเร็จที่สุด พอใจแล้วใช่ไหม ถ้าพอใจแล้วโอเค แต่เราเอง เราคิดว่า 5 – 10 ปีนี้เรายังไม่จบ เรายังมีสิ่งที่อยากนำเสนออีก และยังมีอะไรที่เราอยากเห็นอีก ยังสนุกอยู่ ยังมีแรงที่ทำต่อก็ขอให้ทำต่อไป

เราเห็นความยากลำบากของทุกคนในครอบครัว แต่ละยุคไม่ง่าย ก็เลยเข้าใจชีวิตว่า 3 เดือนหน้าก็ไม่ใช่แบบนี้แล้ว หยุดคิดเมื่อไหร่ก็ตายเมื่อนั้น วันนี้เราทำดี พรุ่งนี้มีคนมาทำเหมือนเราเลยเพราะเห็นว่าดีเลยทำด้วย แต่เขาต้องทำดีกว่า นั่นไง ถ้าหยุดคิดปุ๊บเราก็ตาย

เพราะฉะนั้น ง่ายมากเลย ก็คือต้องอดทนและไม่หยุดคิด

ถอดรหัสตำราการบริหารและตัวตนหลังโต๊ะทำงานของคุณเต้-ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก ผู้บริหารรุ่นที่สามของกันตนา ที่สตรวองจนคุณสะพรึง
7 Questions

Answered by Vice President and Executive Producer of Kantana Group 

  1. เพลงที่ฟังบ่อยช่วงนี้: ช่วงนี้กำลังอินกับเพลงของ Céline Dion และ John Legend เพราะกำลังจะมา ขอบอกเลยว่า ซื้อตั๋ว! คนแรก! ที่สุด! โดยเฉพาะ John Legend เพราะชอบมาก ส่วน Céline Dion ชีวิตนี้เราพลาดคอนเสิร์ต Céline Dion มาตลอดแม้ว่าจะอยู่เมืองนอกตลอด ไม่เคยดูเลยและอยากดูมาก เป็นศิลปินที่รักที่สุดคนนึง
  2. เครื่องดื่มโปรดที่มีติดอยู่ในทุกปาร์ตี้: Prosecco เชื่อหรือไม่ ของโปรดมาก คุณเต้ชอบกลางๆ แต่กินได้เรื่อยๆ
  3. คุณไปแข่งรายการแฟนพันธ์แท้ตอนไหนได้บ้าง: โห รายการของคนอื่น ไม่ไปได้มั้ยอะ (หัวเราะ) ล้อเล่นนะ เราเป็นคนชอบรู้และเข้าใจให้ได้ทุกเรื่อง มากกว่าจะรู้เรื่องบางเรื่องลึกๆ ไปเลย พอรู้เสร็จ บางทีก็ไม่ได้เก็บเอาไว้เพราะไม่ยึดติดกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง กับเรื่องที่ชอบมากๆ ก็เปลี่ยนหัวข้อที่สนใจอยู่ดี เช่น ชอบเรื่องแฟชั่น แต่ไม่ได้ยึดติดกับดีไซเนอร์คนไหนเป็นพิเศษ หรือต้องรู้เรื่องลึกๆ ขนาดนั้น
  4. เวลาหมดแรงหรือรู้สึกว่าวันนี้ไม่ใช่วันของเราคุณจะบอกตัวเองว่า…: นอนก่อน ตื่นมาแล้วค่อยเริ่มใหม่ พ่อสอนตั้งแต่เด็กว่าถ้ารับมือไม่ไหวให้ไปนอนแล้วตื่นมาคิดต่อ
  5. ภาพยนตร์ที่เปลี่ยนชีวิต: เป็นเรื่องบังเอิญที่หนังเรื่องนี้เข้ามาในจังหวะของชีวิตพอดี นั่นคือ Moulin Rouge! (2001,Baz Luhrmann) เป็นมิวสิคัลที่ชอบ มีดาราที่ชอบ มีความเก๋ไก๋ที่มหัศจรรย์ รวมเพลงที่ชอบของยุคนั้น รวมทุกสิ่งอย่าง และถ่ายทอดออกมาเป็นเรามากที่สุดจนถึงทุกวันนี้
  6. ความสนใจของคุณตอนอายุ 18, 28 และปัจจุบัน: ตอน 18 เป็นช่วงค้นหาตัวเอง ตอน 28 เริ่มอิ่มตัวกับแอลเอและนิวยอร์ก เริ่มสนใจกลับมาทำงานที่ไทย ส่วนปัจจุบัน อยากทำทุกอย่างให้ดีที่สุด คิดว่ายังหยุดทำงานไม่ได้ ยังต้องทำอะไรต่อไปอีก คนอาจจะเข้าใจว่าสิ่งที่เราทำประสบความสำเร็จแล้ว แต่สำหรับเรายังเบบี้อยู่ เช่น The Face คนอาจจะคิดว่าปีที่ 4 แล้วอยู่ตัวแล้ว สำหรับเราเขาเหมือนขึ้นมัธยมปลายอยู่เลย เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ คุณเต้ยังไม่ส่งเขาเข้ามหาวิทยาลัย แต่งงาน มีลูก คุณเต้ถึงจะยอมรับว่าแข็งแรงมากพอที่คุณเต้จะปล่อย
  7. กิจกรรมบันเทิงที่สุดช่วงนี้: ปกติคือคุยกับเพื่อน อยู่บ้าน แต่กิจกรรมใหม่ตอนนี้คือ เล่นกับหลานทั้งสองคน น้องตน กับน้องตู

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

การทำงานกับหลายจังหวัดทำให้ The Cloud สังเกตเห็นความจริงข้อหนึ่ง แต่ละจังหวัดมักมีคนขับเคลื่อนด้านต่าง ๆ หรือที่เราเรียกกันเองในกองบรรณาธิการว่า ‘พ่อเมือง-แม่เมือง’ โดยมากเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กลับมาพัฒนาอำเภอบ้านเกิดให้ดีและสนุก เป็นบุคคลที่รู้จักและรักในจังหวัดเป็นชีวิตจิตใจ 

การมาขอนแก่นครั้งนี้ก็เหมือนกัน พิเศษขึ้นตรงที่ขอนแก่นไม่ได้มีแค่คนกลุ่มที่ว่า แต่ยังมีการรวมตัวของนักธุรกิจ ไม่ใช่แค่ 1 หรือ 2 แต่มากถึง 20 บริษัท เกิดเป็นบริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง (เคเคทีที) จำกัด ที่ร่วมลงทุนพัฒนาจังหวัดโดยเริ่มจากการคมนาคมรถไฟฟ้ารางเบา จนเป็นต้นแบบ ‘ขอนแก่นโมเดล’ ที่ภาคเอกชนและท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจัง

หนึ่งใน 20 รายชื่อนั้นคือ บริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) ภายใต้การบริหารของ คุณสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ทายาทรุ่นสองคนสุดท้องที่เข้ามารับช่วงกิจการครอบครัวที่เริ่มจากโรงสีของอากง ตัวแทนจำหน่ายรถบรรทุกของป๊า ก่อนต่อยอดมาให้บริการออกแบบ ผลิต ประกอบ ติดตั้งระบบวิศวกรรมตัวถัง พัฒนานวัตกรรมอีกมากมาย จนครองตลาดรถลำเลียงอาหารขึ้นเครื่องบินในทวีปเอเชีย และอยู่คู่เมืองขอนแก่นมานานกว่า 50 ปี

ในบรรดาพี่น้อง 11 คน เขาคือคนที่เลือกสานต่อโรงงานแห่งนี้

นอกจากฝีมือการบริหารที่เก่งกาจ วิสัยทัศน์ที่เฉียบขาด และสไตล์การทำงานแบบลงมือทำ ชีวิตของคุณสุรเดชยังมันสุด ๆ ไม่ต่างจากออฟฟิศส่วนตัวของเขา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านของครอบครัวที่ลูกสาวทั้งสี่เติบโตมา 

ด้านหนึ่งเป็นครัวทำอาหารที่มีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมสรรพ ตรงกลางเป็นโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ ส่วนด้านหลังมีอุปกรณ์เครื่องมือช่างแขวนไว้มากมาย ถ้าไม่อยู่ในบ้านต้องเข้าใจผิดว่าเป็นโรงรถ เขาทำเฟอร์นิเจอร์เองเกือบทั้งหมด ส่วนใหญ่ดัดแปลงจากอะไหล่รถอย่างโต๊ะจากล้อแม็ก หรือโคมไฟจากพวงมาลัยที่มีก้านไฟเลี้ยวเป็นสวิตช์เปิดปิด

ถ้าให้เล่าประวัติสั้น ๆ คุณสุรเดชย้ายโรงเรียน 7 ครั้ง แล้วจึงไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่น เข้าบริหาร ช ทวี ก่อนวิกฤต พ.ศ. 2540 ถึงพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ จนเจอกับวิกฤตอีกครั้งใน พ.ศ. 2563 

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เขาหันกลับมาพิจารณาธุรกิจที่มี พร้อมเตรียมตัวถูกแทรกแซงในอนาคตด้วยการเข้าระดมทุนในตลาดหุ้น Nasdaq ที่สหรัฐอเมริกา วางแผนปรับเปลี่ยนบริษัทให้เป็น Tech Company ที่สนใจ 3 เรื่อง คือ การออกโทเคน KGO การทำ NFT (Non-Fungible Token) และ Metaverse พัฒนาพนักงานให้โตเท่าทันความเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันก็มุ่งพัฒนาเมืองขอนแก่นที่เขารักไปด้วย

ชั้นสองของออฟฟิศทำเป็นเหมืองขุดบิตคอยน์ ด้านข้างเป็นแปลงองุ่นที่ให้พนักงานช่วยกันปลูก และภาพขอนแก่นในหัวของเขา ใคร ๆ ก็บอกว่าเป็นแค่ฝัน

ส่วนเรื่องยาว ๆ จะเป็นอย่างไร ถ้าคุณได้อ่านคำพูดเขาเองน่าจะสนุกกว่า… แถมมันกว่าด้วย

คุณเป็นผู้บริหารที่ทำแชนแนลท่องเที่ยว

ใช่ (หัวเราะ) ผมมียูทูบชื่อ ‘ถนัดจริง กินเที่ยว’ คนดูคิดว่าผมมีทีมถ่ายทำเยอะ นึกว่าไปทีเป็นกองถ่าย แต่จริง ๆ แล้วทำอยู่คนเดียวนะ ทุกครั้งที่มีเวลาจะทำคอนเทนต์บนช่องนี้ อย่างเราชอบรถก็ไปแข่งรถ ขับโกคาร์ตขึ้นภูกระดึง ทำโน่นทำนี่ อีกเรื่องคือความรู้เกี่ยวกับเมืองขอนแก่น เล่าแผนพัฒนาจังหวัดไปเลย 16 ปี 

ผมจบจากญี่ปุ่น เลยมีคอนเทนต์แปลทวิตเตอร์คนญี่ปุ่นที่บอกว่ามาจากโลกอนาคตในปี 2058 น่าจะเป็นเหมือน AI ที่วันนี้ของญี่ปุ่นล้ำหน้าไปมาก คนบอกว่าต้องเอาข้อมูลให้ AI เยอะ ๆ พอมีข้อมูลเยอะ แต่ไม่มีคำถาม ก็ไม่รู้ว่ารู้เรื่องไหน เลยต้องใส่คำถามของมนุษย์เข้าไป จะได้รู้ว่ามันมีข้อมูลอะไรบ้าง คำตอบแต่ละเรื่องก็ใช้ได้นะ

หรือเรื่องโดรนผมก็ชอบ วิดีโอจากโดรนเราก็ถ่ายเอง ลูก ๆ ก็ไป

ลูก ๆ ก็ชอบเที่ยวเหมือนกันเหรอ

ลูกสาวผมก็ชอบ ไปเยอรมนี ไปฝรั่งเศส ก็พกโดรนตัวเล็ก วิดีโอแรก ๆ ไปมัลดีฟส์กับลูก แล้วผมมีลูกสาว 4 คน เขาก็จะ ‘ป๊ามุมนี้ ๆ’ ‘มุมนี้ต้องถ่ายแบบนี้’ เราก็ต้องขึ้นโดรนล็อกไว้ แล้วถือ Go Pro วิ่งตามลูก บางอันลูกก็ถ่ายให้ (หัวเราะ)

ออฟฟิศนี้เลยเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์รวบรวมสิ่งที่คุณชอบ

มันเป็นเหมือน Experiment ที่เราอยากทำอะไรก็ได้ อยากเอาจักรยานมาซ่อมเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำส่วนที่เป็นห้องช็อปเอาไว้ จริง ๆ ตรงกลางนี่ต้องเป็นโต๊ะช็อป แล้วห้องทำงานผมอยู่ชั้นบน แต่มีอาจารย์มาดูฮวงจุ้ยออฟฟิศเขาให้เปลี่ยน เขาบอกดูแล้วให้เอาโต๊ะทำงานมาอยู่ตรงนี้ ตรงนี้ดี ตอนนี้ห้องเดิมข้างบนเลยกลายเป็นที่สำหรับเครื่องขุดบิตคอยน์ที่กำลังทดลองอยู่

คุณสนใจเรื่องนวัตกรรม เทคโนโลยี และเครื่องยนต์ มาตั้งแต่เมื่อไหร่

เราชอบเรื่องพวกนี้ตั้งแต่เด็ก ผมเรียนจบปริญญาตรีตอนปี 1992 จบจากญี่ปุ่น กลับมาก็ชวนพี่สาวกู้เงินธนาคารทำ Search Engine สมัยนั้นมีน้อย มีแค่ AltaVista ส่วน Google ยังเป็นวุ้นอยู่เลย 

ไปถึงธนาคาร เขาก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ธนาคารไทยจะปล่อยกู้เฉพาะสิ่งที่จับต้องได้ มีที่ดินค้ำประกัน เพราะฉะนั้นในปี 1992 เรื่องเทคฯ มันไกลเกินไปมาก ก็ต้องล้มเลิก

เลยเลือกทำธุรกิจโรงงานของที่บ้าน ซึ่งต่างจากพี่น้องคนอื่น

เราเรียนจบวิศวกรรมยานยนต์ สนใจเรื่องนี้อยู่แล้วก็เลยเลือกโรงงานนี่แหละ แล้วค่อย ๆ นำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใส่ ทำให้โรงงานเรามีสินค้าแปลกใหม่ออกมาเยอะแยะไปหมด พอวิกฤตต้มยำกุ้ง (พ.ศ. 2540) ก็เจอปัญหาที่ต้องแก้มาเรื่อย ๆ 

12 ปีจากวิกฤตนั้น เราพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้น จนมาเจอโรคโควิด-19 ทำให้รู้ว่า นวัตกรรมต่าง ๆ ที่เราวิจัยพัฒนามากำลังเปลี่ยนไปแล้ว

กลายเป็นว่าในปี 1992 เราอยากทำอะไร เราทำไม่ได้ เพราะขาดฟังก์ชันอยู่หลายอย่าง เช่น เรื่องเงินที่เราหาทุนไม่ได้

แต่วันนี้คุณทำได้

ปีนี้เราอยากทำหลายเรื่อง

2 ปีก่อน เราตัดสินใจระดมทุนในรูปแบบ SPAC (Special Purpose Acquisition Companies) เพราะกองทุนเมืองนอกพร้อมที่จะลงทุนกับนวัตกรรมใหม่ ๆ เราต้องการพาบริษัทนี้ข้ามจากการเป็นบริษัทธรรมดาไปเป็นบริษัทเทค เพราะโควิด-19 บังคับเลยว่าของที่เรามีถูกทุบทิ้งหมด ของที่ขายดีเมื่อวาน วันนี้สายการบินเขาไม่บินกันแล้ว ก็ขายไม่ได้ เงินไม่มี 

โมเดลธุรกิจที่เราวางแผนไว้ตอนนี้เลยมี 2 ส่วน หนึ่งคือของเก่าที่ทำอยู่แล้ว เช่น เราเป็นเจ้าแรกที่นำเทคโนโลยีมาใส่ในรถบัส หรือเรื่อง Bus Operation เราก็ทำ เรื่องยานพาหนะทางทหารก็ทำมานาน มีโครงการใหญ่ ๆ เข้ามาต่อเนื่องเรื่อย ๆ รถลำเลียงอาหารขึ้นเครื่องบิน (Ground Support Equipment : GSE) เราขายทั้งโลก และตอนนี้สายการบินก็ค่อย ๆ กลับมาให้บริการแล้ว ศูนย์ซ่อมรถที่เรามีทั่วประเทศก็น่าจะยังไม่โดน Disrupt เร็ว ๆ นี้ เราเลยเก็บไว้

มาส่วนที่เรากำลังเดินไป อย่างแรกคือรถ EV ที่เรากำลังทำกันอยู่ อีกตัวที่เพิ่งเซ็นสัญญาไปคือตัวราง Light Rail Transit ซึ่งผมว่าเราเข้าใจเทคโนโลยีดีพอสมควร ยังมีทำเรื่อง Blockchain ทำเรื่อง Smart City ให้ขอนแก่น นอกจากนี้ก็มีเรื่องบิตคอยน์ Fintech รถไฟฟ้าไร้คนขับ (Autonomous Car) และ Metaverse

นักลงทุนในประเทศไม่เข้าใจทิศทางที่คุณกำลังเดินไปเหรอ ถึงต้องไประดมทุนในต่างประเทศ

ภาษาวัยรุ่นเขาเรียกว่าอะไรล่ะ ใจไม่กล้าเหรอ

ใจไม่ถึง?

ใช่ ๆ ใจไม่ถึง คือหยอดกับเด็กไม่พอยังเอาเปรียบเด็กอีก ลองคิดดูว่ามีเด็กรุ่นใหม่ หัวคิดดี ๆ แต่ไม่มีเงิน พอไปหาแหล่งเงินทุนก็หมดกำลังใจ ก่อนเราจะไประดมทุนผ่าน SPAC อธิบายให้ใครฟังในบ้านเรา ไม่มีใครเอาเลย เขาไม่เห็นภาพ จนวันที่เราไปซื้อบริษัท AROGO และควบรวมกับ EON Reality Inc. เพื่อทำธุรกิจ Metaverse ด้านการศึกษา ตอนนี้มีมูลค่ารวมราว ๆ 655 ล้านเหรียญฯ

คนก็ตกใจ มันมีแบบนี้ด้วยเหรอวะ เอาเงินไป 4 – 5 ล้านเหรียญฯ แล้วก็ทำกองทุนมูลค่าร้อยล้านเหรียญ แล้วก็ไปควบรวมกับอีกบริษัทหนึ่งจนมีค่าถึง 655 ล้านเหรียญฯ 

คนไทยจะปิดหู เป็นไปไม่ได้หรอก ประเทศนี้เหมือนกับ Monkey see, Monkey believe อย่างเราทำเรื่องพัฒนาเมืองขอนแก่นหรืออะไรบ้า ๆ วันแรกก็ไม่มีใครเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้นะ 

แล้วจะทำให้คนเชื่อได้ยังไง

พูดไปเขาอาจจะฟังแค่ 50 – 50 สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องทำให้เห็น อย่างเรื่องเมื่อกี้ก็ต้องทำให้ดูเลยว่าบริษัทมันซื้อได้จริงนะโว้ย ซื้อแล้วเดี๋ยว 9 เดือนมันเสร็จแล้วโว้ย แม่งบันทึกกำไรได้แล้วโว้ย แล้วก็กลับไปอย่างที่บอก เราถูกทุบทิ้ง แต่เรามีทางออก เราคิดตั้งนานแล้วว่าจะไปที่ใหม่ 

สิ่งที่ยากที่สุดในการบริหาร ช ทวี คืออะไร

คือเรื่องคนมั้ง โดยเฉพาะเวลาที่เราต้องแสดงให้เขาเห็นทางข้างหน้าเหมือนกับเรา 

สมมติเราบอกว่าจะไปเชียงใหม่ บางคนเขาไม่เคยไปเชียงใหม่ ความท้าทายคือเราพูดให้เขาเห็นภาพเชียงใหม่ได้ไหม การสื่อสารพวกนี้จึงสำคัญ เราต้องคุยกับคน คุยกับพนักงานทั้งหลายที่จะมาช่วยระดมสมองกันว่าจะทำยังไงดี 

อีกเรื่องคือความไว้ใจ (Trust) และความเชื่อ (Believe) ที่ต้องสร้าง ขณะที่ทำให้คนในเชื่อ ก็ต้องทำให้คนนอกเชื่อด้วย 

ฟังดูเหมือนเลือกเดินทางยากมาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจ แต่ไม่เคยยอมแพ้เลยสักครั้ง

ตั้งแต่ตอนเรียนจบปี 1992 เรารู้ตัวว่าอยากทำอะไร แต่ไม่มีทุน เปรียบเทียบเหมือนกับอยากไปเชียงใหม่ แต่เครื่องมือไม่ครบ มันมีดินแดนเชียงใหม่ที่อยากไป ถ้าไปก็ไปได้ แต่เราไปไม่ได้เพราะไม่มีเงินเติมน้ำมัน ไม่มีใครให้เงินเติม และถ้าถีบจักรยานที่มีอยู่ก็คงไม่ถึงแน่ 

ผ่านมา 20 กว่าปี เราพบแหล่งให้ยืมเงินเติมน้ำมันใหม่ ใหญ่เบ้อเริ่ม เพราะฉะนั้นรอบนี้ไม่ต้องไปแค่เชียงใหม่แล้ว ไปดาวอังคารเลย เรามีทั้งประสบการณ์ มีโครงสร้าง มีทีมที่จะทำให้เราไปถึงตรงนั้นได้ และเมื่อไหร่ที่เราไปอยู่ตรงนั้นจะไม่มีใครตามทันแล้ว

ตั้งแต่ปี 1992 จนถึงตอนนี้ เราไม่เคยลืมสิ่งที่อยากทำ ก่อนหน้านี้อยากทำเทคฉิบหาย แต่พอจะเอาจริงไม่กล้าว่ะ บริษัทก็ยังต้องรันอยู่ ทำไปทำมาเป็นได้แค่งานอดิเรก 

คุณมีเป้าหมายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ทำยังไงให้พนักงานเดินไปพร้อมกันได้

เราให้ทุกคนค่อย ๆ ทำไปด้วยกัน พนักงานของเราเริ่มอบรม Upskill และ Reskill มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ทุกคนมีกระเป๋าตังค์วอลเล็ต ทุกคนรู้เรื่อง Token เข้าใจเรื่อง Digital Currency หรือการ Stake เหรียญ สิ่งสำคัญคือ เราต้องสอนให้เขาเข้าใจในทางที่เราจะไป

หนึ่ง เราให้แต่ละแผนกขุดบิตคอยน์ เอาเครื่องที่เร็วที่สุดขุด สอง เราให้ทุกคนทำเรื่องพลังงานทดแทน และสาม เราให้เขาทำเกษตร 

เรามีที่ดินพันไร่ พันไร่ของเราจะทำการเกษตร แต่เป็นการเกษตรประณีตซึ่งแบ่งเป็น 3 ธุรกิจ เริ่มจากโซลาร์เซลล์ เราทำได้เกือบร้อยเมกะวัตต์ในพื้นที่พันไร่นี้ ร้อยเมกะวัตต์เอาไปทำอะไรได้บ้าง ถ้าเราไม่รู้ก็คงรอภาครัฐ ขายไฟได้เงินนิด ๆ หน่อย ๆ แต่เรามีเหมืองบิตคอยน์ไปด้วย ซึ่งใช้ไฟเยอะมาก พอผลิตไฟได้เองเราก็เอามาใช้ตรงนี้ มีไฟเท่าไหร่เราเอาหมด ส่วนเหมืองเราก็ไม่ได้ทำขึ้นมาให้ได้เหรียญ แต่ทำให้วันหนึ่งมีคนมา Take over เหมืองเราอีกที แล้วทีมงานเราก็ต้องมีความรู้เรื่องพืชด้วย เพราะเราเห็นว่าจากนี้ไปความมั่นคงทางอาหารคือการเกษตร มันอาจพัฒนาไปเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวได้ ซึ่งพืชที่เราเริ่มลองปลูกแล้วคือ องุ่น 

ทำไมต้ององุ่น

พนักงานก็ถามว่าเถ้าแก่จะให้เลี้ยงต้นองุ่นไปทำไมวะ (หัวเราะ) ข้าง ๆ ออฟฟิศผมมีต้นองุ่นเต็มไปหมด ต้นเล็ก ๆ ที่แต่ละคนช่วยรับผิดชอบ ผมบอกเสมอว่า ‘มึงอย่าทำตายนะ!’ 

ที่ให้ปลูกองุ่นเพราะเป็นพืชที่ดูแลยากมาก ๆ คนปลูกต้องอ่าน ต้องศึกษา ต้องวิเคราะห์ และเอาใจใส่มันสุด ๆ เลี้ยงให้รอดก่อน ถ้าปลูกองุ่นได้ พืชอื่นแม่งโคตรง่ายเลย

องค์ประกอบเหล่านี้จะพาบริษัทไปสู่อนาคตได้อีกไกลพอสมควร ทั้งยังเชื่อมกับเรื่อง Metaverse ที่เราทำอยู่ พอเอามารวมกันทั้งสามส่วน ทุกคนเห็นภาพชัดเจน แล้วแต่ละส่วนก็เป็นธรุกิจได้ อนาคตเราไม่ต้องแข่งกับใคร ไม่มีใครมาตามเรา ธุรกิจของเราเลยครบจบในระบบนิเวศตัวเอง เพราะสิ่งที่ยากในประเทศนี้คือการพึ่งพาภาครัฐ

ซึ่งเป็นข้อจำกัดของหลาย ๆ ธุรกิจ

ถูกต้อง ภาครัฐของไทยคือ ภาคที่บอกจะส่งเสริม แต่ส่งเสริมแบบมีข้อจำกัด 

เราทำธุรกิจมาเยอะ เราคุยกับคนเยอะ คุยกับกระทรวงต่าง ๆ พอเป็นระดับนั้น คนที่ไปคุยก็ต้องเป็นเถ้าแก่ ไม่ก็ซีอีโอ มองกลับมา ถ้าให้ลูกน้องหรือลูกเราไปคุยกับรัฐมนตรีจะได้เรื่องไหม เพราะของแบบนี้มันเป็นศิลปะ มันต้องเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ที่มี และแทบจะสอนกันไม่ได้เลย

เรามองแบบนี้ ถ้าวันหนึ่งไม่เหลือคนคุยกับภาครัฐแล้ว บริษัทเราก็ต้องปิด แล้วกระบวนการที่ต้องไปคุยเหล่านั้นมันถูกต้องแต่แรกหรือเปล่า เพราะฉะนั้น เราหันมาทำธุรกิจที่ยั่งยืนที่เราอยู่ได้ด้วยตัวเราเองดีกว่าไหม เป็นแผนการระยะยาวที่คิดรอบนี้แล้วอีก 40 ปีค่อยมาคิดใหม่ 

บริษัทเราซื้อเหรียญคริปโตเก็บไว้ทุกเดือน ครึ่งหนึ่งบิตคอยน์ ครึ่งหนึ่งอีเธอเรียม เก็บไปเรื่อย ๆ ในอัตราที่จะไม่เป็นภาระของบริษัท ขณะที่อีก 4 ปีข้างหน้าคนจะเริ่มรู้งี้ซื้อไว้ดีกว่า รู้งี้ไม่น่าทำคีย์หายเลย ไอ้ ‘รู้งี้’ มันจะมาในอีก 3 – 4 ปีถัดไป

ชีวิตคุณมีอะไรที่ ‘รู้งี้’ บ้างไหม

มี (นิ่งคิด) 

เฮ้ย ไม่มีว่ะ เราอยากทำอะไรก็ได้ทำทุกอย่างเลย หลายอย่างได้ลองแล้วพลาดจนเลิก ผมโชคดีที่เป็นลูกคนเล็กในพี่น้อง 11 คน แล้วที่บ้าน พ่อแม่ก็เอาใจลูกชายคนสุดท้าย เป็นคนที่ได้ไปเรียนเมืองนอก แต่กว่าจะได้ไปย้ายโรงเรียนมา 7 ที่

หลักสูตร 15 ปีรวมอนุบาล คุณย้ายโรงเรียน 7 ครั้งเลยเหรอ

เขาไม่ค่อยให้ผมเรียน (หัวเราะ) ตั้งแต่อนุบาลที่มีให้นอนกลางวัน แล้วก็ร้อนฉิบหาย อาบน้ำเสร็จให้เรานอน อยู่ดี ๆ ก็มีเด็กผู้หญิงมานอนข้าง ๆ ผมไม่ไหว บอกแม่ไม่เรียนแล้ว ออก!

จากนั้นก็ไปเรียนโรงเรียนอนุบาลพระกุมารเยซูขอนแก่น เรียนได้ 2 ปี มีคนบอกว่าถ้าอยากเป็นข้าราชการ ให้ไปเข้าวชิราวุธวิทยาลัย แต่โดนซ้ำชั้น เพราะผมทำข้อสอบไม่ได้ มันเป็นเรื่องกวางที่มองเงาในน้ำแล้วคิดว่าตัวเองสวยมาก พอเสือมาก็วิ่งหนีจนเขาไปพันกับเถาวัลย์ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า สิ่งสวยงามอาจเป็นภัยกับตัวเรา ไอ้เราเป็นเด็กอีสาน เขาให้เขียน ‘กวาง’ เราไปเขียน ‘กวง’ กวงตัวหนึ่ง เลยโดนซ้ำชั้น อยู่ได้ 2 ปี แล้วแอบขึ้นรถหนีกลับขอนแก่นเลย (หัวเราะ)

ตอนนั้นอยู่ ป. อะไร

ป.2 เองมั้ง สมัยนั้น พ่อผมต้องไปรับรถ HINO กลับขอนแก่น แล้วทุกวันผมต้องเดินไปบ้านญาติที่เจริญผล เพื่อขึ้นรถไปโรงเรียนกับเขา วันนั้นระหว่างทางเจอรถป๊าที่กำลังจะกลับขอนแก่นพอดี เลยแอบขึ้นรถซ่อนอยู่ข้างหลัง พอถึงสระบุรีคิดว่าเขาคงไม่เลี้ยวรถกลับไปส่งแล้วเลยเคาะกระจก ป๊าตกใจ มึงมาได้ไง กูนึกว่ามึงอยู่โรงเรียน (หัวเราะ)

พอออกจากวชิรวุธก็กลับมาโดนซ้ำชั้นที่โรงเรียนมหาไถ่ศึกษาขอนแก่น แล้วก็อีก 2 โรงเรียน จนโตหน่อยอยากเตะบอล โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยเขาเตะบอลกัน เลยขอพ่อแม่ไปสอบ เขาบอกว่าจะเข้าสวนกุหลาบฯ ต้องเรียนพิเศษ ผมก็เรียน ง่ายมาก สอบได้แน่ ทีนี้พอถึงตอนสัมภาษณ์ มีคนเอากระดาษมาให้ใบหนึ่ง บอกให้ไปห้องนี้ ตอนแรกก็นึกว่าทุกคนได้เหมือนกัน แต่กลายเป็นว่าคนอื่นสุ่มหยิบกระดาษเอง หยิบได้เบอร์ไหน ไปห้องนั้น เราก็งงว่าทำไมเขาหยิบกันเองหมดเลย

แล้วทำยังไง

ไม่ได้! เราต้องเหมือนคนอื่น เลยทิ้งใบที่เขาให้มาแล้วไปหยิบใหม่ เดินเข้าไปสัมภาษณ์เสร็จก็ตกสัมภาษณ์เลย เพราะเสือกไม่ไปห้องนั้น ผมเลยไม่ชอบเรื่องเส้นสายแต่เด็ก สิ่งที่ทำกับขอนแก่นคือเราต้องการ Disrupt บางอย่าง ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความโปร่งใส ด้วยพลังที่พวกเรามี

สุดท้ายพ่อบอกว่า ‘มึงอยากเตะบอลมากใช่ไหม’ มีที่หนึ่งมีสนามบอลเยอะ ก็พาไปเรียนที่อัสสัมชัญศรีราชา แต่มีเรื่องจนไม่ได้เรียนต่อ เลยกลับมาจบ ม.ปลาย ที่ขอนแก่น 

แต่ล่าสุดเขาก็เรียกไปรับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นนะ ครูบอกว่าไม่เป็นไรหรอก เขาลืมกันหมดแล้ว (หัวเราะ)

การเป็นคนคิดต่างในยุคนั้นเป็นยังไง

บางทีคนเขาจะคิดว่าเราเป็นพวกต่อต้าน

ผมชอบเด็กสมัยนี้ ลูกผมมาถามว่า ‘ป๊า ขอไปประท้วงกับเขาได้ไหม’ ผมบอก ไปเลยลูก แต่ระวังตัวดี ๆ ไม่ต้องลงถนน ให้อยู่ตรงสกายวอร์ก แต่ถ้าจะลงไปให้อยู่บนเวทีนะ อย่าอยู่บนถนน

เราเห็นประวัติศาสตร์การเมืองมาหมดแล้ว ตอนเหตุการณ์เดือนตุลา พ่อผมพาไป นักศึกษาบอกเราชนะแล้ว เชิญพี่ ๆ ไปเลือกตั้ง ปรากฏนักการเมืองที่รับช่วงต่อก็ไปแย่อีก บางงานที่ผมทำเลยเขียนเองทำเอง ส่งโครงการไปให้รัฐบาล เขาถามว่าเอาใครมาทำ เอาเรานี่แหละ หรือจังหวัดถามว่าแล้วตำแหน่งนี้ใครนั่ง 

เราเอง

คนก็สงสัยว่าทำไมทำเองชงเอง เรามองว่าถ้าขึ้นไปแล้วแย่ เราลงเอง ดีกว่าที่เอาใครขึ้นไปทำแล้วคุมไม่ได้ คนที่มีอำนาจในมือแล้วเปลี่ยนไปก็เห็นมาเยอะแล้ว นั่นคือปัญหาของประเทศนี้

ลองคิดดูว่าเด็ก ๆ ที่ประท้วง สมมติได้ค่าขนมเดือนละหมื่นกว่าบาท ถ้าพ่อแม่รวย ๆ ให้เดือนละ 3 หมื่น แต่อยู่ดี ๆ ไปเจอกระเป๋าใบหนึ่งมีเงิน 17 ล้าน มันคนละเรื่องเลยนะ 

ประเทศนี้มีปัญหาทั้งระบบ เอาคนดีมาปกครองก็อยู่ไม่ไหว ผมเกลียดเรื่องแบบนี้เลยเป็นคนมีอะไรต้องทำเอง และไม่เคยไปขอใคร ถ้าจะขอก็ขอเพื่อจังหวัด ธุรกิจที่พยายามทำเลยต้องไปของมันเองได้ ไม่ต้องยุ่งกับการเมือง

ถ้ามีคนเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี จะเป็นไหม

เป็นไปก็ไม่มีประโยชน์ วันหนึ่งที่ประชาชนกับราชการเชื่อมต่อกันโดยตรงได้ก็ไม่ต้องมีตัวแทน เพราะตัวแทนที่ส่งไปสุดท้ายก็บิดเบี้ยว ไม่ทำตามที่ประชาชนต้องการ ถ้าวันหนึ่งที่ประชาชนออกเสียงเองได้ บางตำแหน่งหรือบางหน่วยงานอาจไม่มีบทบาทอีกต่อไป จริงอยู่ที่ระดับนิติบัญญัติต้องมี ข้าราชการทำงานต้องมี แต่ระดับบริหารอาจไม่จำเป็นแล้ว ในขอนแก่นน่าจะอีก 4 ปีถึงได้เห็นสิ่งนี้

ผูกพันอะไรกับขอนแก่นถึงทุ่มเท่กับการพัฒนาเมืองขนาดนี้

ไม่ว่าจะไปไหนก็ตาม ผมแม่งจะอยากกลับขอนแก่น 

กลับขอนแก่นดีกว่า สนุกกว่า เราอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็ก เราขี่จักรยาน เราเดินเที่ยว บางอย่างที่เคยเห็นแต่เด็ก ถ้าออกแรงหน่อยแล้วทำให้มันดี ให้มันสวยขึ้น จะดีไหม พอมันดีขึ้น ทั้งเมืองและคนก็ดีขึ้นไปด้วย

เราเป็นพ่อค้า พ่อค้าต้องการลูกค้า ถ้าช่วยให้คนที่เงินน้อยรวยขึ้นอีก ให้เขาพ้นเส้นความยากจน ลูกค้าก็เยอะขึ้น 

การบริหารประเทศนี้วันนี้เป็นแบบเลี้ยงไข้ เหมือนกลัวเขารวย อย่ารวย แล้วก็อย่าตาย ฝรั่งบอกทำธุรกิจแล้วต้องคืนสังคม เกิดเป็นโครงการ CSR (Corporate Social Responsibility) แบบที่ถ่ายรูปก็ถือว่าทำแล้ว แต่วันนี้สิ่งที่เรากำลังทำคือตรงกันข้าม เรารวมธุรกิจในขอนแก่น 20 เจ้า เกิดเป็นกลุ่มขอนแก่นพัฒนาเมือง ทำ CSR ขนาดใหญ่เพื่อสร้างเศรษฐกิจในจังหวัด แล้วเดี๋ยวธุรกิจของพวกเราจะดีขึ้นเอง

มันคือการแก้ปัญหาที่ต้นทาง ไม่ใช่การแจกเงินเหมือนที่เห็นบ่อย ๆ 

มันคือการแจกโอกาสให้คนตัวเล็ก ๆ มากกว่า เวลาข้าราชการไปแจกเงิน ชาวบ้านที่ได้รับอาจรู้สึกยกย่องเขา แต่ถามว่าเงินนั้นเงินใคร ก็เงินภาษีของพวกเราเอง พอเป็นโอกาส เขาจะภูมิใจในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทำให้เขายืนบนขาของตัวเองได้

การที่เอกชนลุกขึ้นมาทำเรื่องการพัฒนาเมืองและสังคม มีข้อดี-ข้อเสียต่างจากรัฐทำอย่างไร

เรามีความคล่องตัวมากกว่า ถ้ารัฐบาลทำก็จะเป็นขั้นตอนแบบหนึ่ง แต่ละหน่วยงานเริ่มเขียนภารกิจว่าจะทำอะไร เพราะอย่างนั้นมันจึงไม่มีการบูรณาการ เนื่องจากระเบียบเขียนเอาไว้หมดแล้ว 1 -10 ทำแค่นี้ปลอดภัย ถ้าทำขาดโดน ทำเกินก็โดน ส่วนประชาชนจะเป็นยังไงช่างมัน

สิ่งที่เราทำอยู่คือการบูรณาการโดยมีเป้าหมาย คือ แก้จน ลดความเหลื่อมล้ำ ดังนั้น ภารกิจเราเลยมีหลากหลาย เป็นคนละแบบกับภาครัฐ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราทิ้งข้าราชการนะ

อย่างขอนแก่น สมมติหน่วยงานหนึ่งบอกจะทำ 1 – 10 เราก็ติดต่อไปส่วนกลางที่กรุงเทพฯ บอกกระทรวงให้ไปบอกหน่วยงานนี้หน่อยว่า ให้ทำเรื่อง 11 กับ 12 ด้วย พอหน่วยงานนั้นเห็นกระดาษ 11, 12 ก็เห็นว่าดี ถ้าอย่างนั้นก็ไปช่วยเอกชนด้วยเลย

ขอนแก่นอยากเป็นแบบเมืองไหน

ผมว่าจริง ๆ แล้วไม่มี เราเคยไปดูพอร์ตแลนด์ แต่ก็ไม่ใช่ ขอนแก่นเลยเป็นโมเดลที่เราพยายามทำให้แมตช์กับประเทศไทย เพราะประเทศไทยมีปัญหา เราจึงทำให้ยั่งยืนและเกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐส่วนกลาง ภาครัฐ และภาคเอกชน 

ในขอนแก่นมีโอกาสอะไรที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นบ้าง

เยอะแยะเลย เราไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก และไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ขอนแก่นเป็นเมืองแห่งโอกาส โอกาสที่ว่าอาจจะหมายถึงการทำธุรกิจ ทำการค้า หรือย้ายออฟฟิศมาอยู่ที่ดีกันดีกว่า

เรามีศูนย์วิจัย มี Infrastructure ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านดิจิทัล ด้านคมนาคมขนส่ง เรามี Sea, Land, Air ครบ มีท่าเรือบกที่เชื่อมต่อกับท่าเรือแหลมฉบัง สนามบินของเราก็อันดับต้น ๆ โรงพยาบาลก็ดี จะแพงถูกมีหมด 

ต่อไปมนุษย์จะเริ่มตัดสินใจเรื่องความครบความพร้อม เพราะฉะนั้นแต่ละเมืองจะต้องรู้ว่าตัวเอง Need อะไร Want อะไร ไม่ใช่จังหวัดข้าง ๆ มี เราอยากได้บ้าง ถามกลับว่าจะเอาไปทำไม ไม่รู้เหมือนกันแต่อยากได้ นั่นคือเมืองที่ไม่คิด แต่เมืองนี้คิด 

คุณวาดภาพขอนแก่นไว้สวยงาม เคยมีคนบอกไหมว่าสิ่งที่คิดอาจเป็นได้แค่ฝัน

มี (หัวเราะ) ผมเคยให้สัมภาษณ์กับนักข่าวคนหนึ่ง พอพูดจบ เขาอุทานเลยว่า ‘ฝัน’ แต่ผมโคตรชอบคำนี้เลย มนุษย์แม่งต้องมีฝัน แล้วก็ตั้งใจทำฝันนั้น ทำไปทำมาผ่านมา 6 ปี ขอนแก่นเริ่มเข้าใกล้สิ่งที่เราฝันไว้ วันนี้ก็ยังคิดว่ามันจะเป็นไปได้อยู่

Questions answered by CEO of Cho Thavee Plc.

01 ร้านอาหารที่กินบ่อยที่สุดในขอนแก่น…

ไข่กระทะมินเทียน อาหารญี่ปุ่นก็ Hayashi ถ้าอิตาเลียนจะเป็น Pomodoro 

02 ร้านกาแฟเจ้าประจำ…

Trinity Cafe’ กับ Cafe de’ Forest

03 นวัตกรรมที่เจ๋งที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา…

Blockchain

04 โปรเจกต์พัฒนาเมืองที่ท้าทายที่สุด…

ระบบรางที่ขอนแก่น

05 เรื่องที่ได้เรียนรู้ล่าสุด…

องุ่นปลูกยาก!

06 หนังสือที่อยากแนะนำต่อ…

เศรษฐศาสตร์ความจน อ่านแล้วทำให้เห็นเลยว่าวิธีแก้จนของโลกนี้แม่งผิดมา 20 – 30 ปี สิ่งที่เราทำกับขอนแก่นตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าถูกหรือผิด พออ่านเล่มนี้เลยรู้ว่า มาถูกทางแล้ว

07 ถ้าได้เขียนหนังสือจะเขียนเรื่อง…

เรื่องขอนแก่นโมเดล

08 แนวทางการทำธุรกิจที่เรียนรู้จากป๊า…

ป๊าบอกว่า หิวยังไงก็ต้องอมไม้จิ้มฟันไว้ให้คนคิดว่า เรากินข้าวมาแล้ว ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้กิน แปลว่าเราต้องถ่อมตัวและมุ่งทำสิ่งที่ตั้งใจไปเรื่อย ๆ

09 รถที่ ช ทวี อยากผลิตแต่ยังไม่ได้ผลิต…

กำลังจะทำ Autonomous ไร้คนขับ กำลังจะทดลองขับแล้วด้วย 

10 คุณเป็นพ่อที่…

ตามใจลูกหมดเลย แล้วก็ค่อย ๆ สอน สอนได้ถึง ป.5 ป.6 สอนแบบตามใจ ก่อนนอนจะเล่านิทานให้ลูกฟัง แต่นิทานไม่ใช่หนูน้อยหมวกแดง นิทานคือเรื่องของอนาคตของเรา เราเล่าฝันให้ลูกฟัง แล้วมันก็เข้าไปอยู่ในตัวลูกเราหมด เพราะฉะนั้น โครงสร้างของลูกถูกต้องแล้ว ส่วนการตัดสินใจก็แล้วแต่บุญแต่กรรม แล้ววันหนึ่งเรื่องที่เคยฟังจะสะกิดใจเขา บางทีเขาจำได้เป็นฉาก เรายังงง ๆ ว่านี่โม้ถึงตอนไหนแล้ววะ ลูกมันจำได้ (หัวเราะ)

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load