คุณสมชัย เลิศสุทธิวงค์ น่าจะเป็นผู้บริหารที่สนุกกับความเปลี่ยนแปลงที่สุด เขาเชื่อเรื่องการอยู่ในสถานะ burning platform หรือสถานการณ์ไฟลน ไม่ชะล่าใจและเชื่อในความสำเร็จเดิมๆ

เขามีนโยบายงดประชุมงานในวันพฤหัสบดีช่วงบ่าย เพื่อให้ทุกคนมีเวลาเป็นของตัวเอง โดยไม่ลืมที่จะตั้งเงินค่าปรับ 100 บาทต่อคน ถ้าจำเป็นต้องประชุมจริงๆ

เขาลุกขึ้นเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร เพราะหากไม่เปลี่ยนก็อาจจะถูกเปลี่ยนจากกระแส digital disrupt ได้

โดยตำแหน่งแล้ว คุณสมชัยเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ AIS ซึ่งคุณอาจจะรู้จักเขาในฐานะลูกหม้อของบริษัท หรืออย่างน้อยๆ ต้องคุ้นหน้าค่าตาเขาจากที่ต่างๆ

การนัดหมายระหว่างเราวันนี้ไม่เกิดขึ้นได้บ่อยๆ กระดาษในมือเราจึงเต็มไปด้วยข้อคำถามยาวเหยียด ทั้งเรื่องการใช้ดิจิทัลและโซเชียลในชีวิตจริง ความรู้สึกเมื่ออ่านเจอคอมเมนต์ด้านลบเกี่ยวกับบริษัท ความเชื่อว่ารักจะเยียวยาทุกอย่างและยอมให้อภัย แอพพลิเคชันที่ใช้บ่อย คนรุ่นใหม่ที่เขารู้สึกชื่นชม และอีกหลายคำถามที่คุณสมชัยไม่เคยตอบคำถามนี้กับใครที่ไหน

การสนทนาระหว่างเราและเขา ผู้เป็นเบอร์ใหญ่ขององค์กรระดับพันล้าน แสนล้าน ไม่มีเรื่องตัวเลขกำไรขาดทุนสักเพียงนิดเดียว นั่นยิ่งทำให้เราเห็นตัวตนและวิธีคิดที่ได้ใจคนในองค์กร

ก่อนจะพบกับคุณสมชัย โปรดทำตัวสบายๆ และจับจองที่นั่งได้เลย และการสนทนานี้ไม่จำเป็นต้องปิดเครื่องมือสื่อสารและสัญญาณแจ้งเตือนใดๆ เพราะคุณสมชัยคุยสนุกมาก จนคุณลืมโทรศัพท์มือถือไปได้เลย

สมชัย เลิศสุทธิวงค์ สมชัย เลิศสุทธิวงค์

ตัวจริงของผู้บริหาร AIS เป็นคนติดสมาร์ทโฟนหรือโซเชียลมีเดียมั้ยคะ

ติดน้อยมากนะ ด้วยงานผมจำเป็นต้องหัดใช้สมาร์ทโฟนที่มีอยู่ทุกรุ่น อะไรออกใหม่ มีฟังก์ชันพิเศษยังไง ต้องลองหมด แต่ชีวิตจริงผมจะใช้สมาร์ทโฟนแค่เครื่องเดียว

ส่วนใหญ่ใช้ทำอะไร

ส่วนใหญ่ใช้ตามเรื่องงาน ถ้าเป็นโซเชียล ผมใช้เฟซบุ๊กสื่อสารแนวคิดและสิ่งที่น่าสนใจ จากที่เคยคิดว่าจะใช้เวลา 1 – 2 ชั่วโมงต่อวัน แต่พอจับเวลาใช้ 3 – 4 ชั่วโมงโดยไม่รู้ตัวจริงๆ เพราะระหว่างที่นั่งคุยกันหรือทำงานเราก็มักจะเผลอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูไปด้วย

ปกติอ่านคอมเมนต์เกี่ยวกับองค์กรในโลกออนไลน์บ้างมั้ย คอมเมนต์ด้านลบส่งผลต่อการทำงานของคุณยังไง

อ่านนะ เราก็เป็นมนุษย์ เวลาใครพูดถึงเราไม่ดีเราก็เสียใจ ที่ทำได้ก็คือปรับทัศนคติของตัวเองว่าความเห็นเหล่านั้นจะทำให้เราเห็นสิ่งที่ควรแก้ไข หลายครั้งที่มีคนเข้าใจความตั้งใจเราผิดแล้วแสดงความเห็นในด้านลบ แต่หากมองให้ดีเราจะเห็นว่าท่ามกลางเรื่องลบก็มีความเห็นด้านบวกอยู่บ้าง เราก็เลือกที่จะชั่งน้ำหนักและมองเป็นบทเรียนว่าจะทำอะไร จะโพสต์อะไรก็ให้ระวัง เป็นเรื่องธรรมดานะ

คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่า AIS จะเป็นผู้นำ แต่ก็สามารถแพ้ได้ตลอดเวลา ทำไมคุณถึงคิดอย่างนั้น

เทคโนโลยีมาเร็วไปเร็วมาก เราเห็นตัวอย่างเยอะแยะเลย บริษัทมือถือระดับโลกที่เคยมีส่วนแบ่งตลาดถึง 70% ทั่วโลก ทุกๆ ปีจะมีคนเฝ้ารอเทคโนโลยีใหม่ๆ จากเขาเสมอ จนเมื่อผ่านไป 10 ปี ที่ iPhone ถือกำเนิดบนโลก มือถือระดับโลกแบรนด์นั้นก็หายไปเลย ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นสินค้าแบบฟิล์มที่ตายไปเพราะมีสิ่งใหม่อย่างกล้องดิจิทัลมาทดแทน ผมคิดว่าเป็นเพราะการที่ไม่ปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นกับเค้า

ผมจึงบอกพนักงาน AIS เสมอว่าต่อให้เราเป็นเบอร์หนึ่งเราก็ไม่ควรดีใจ ชะล่าใจ จนไม่พยายามต่อ เพราะเชื่อในความสำเร็จแบบเดิมๆ แต่เราต้องอยู่ใน burning platform หรือสถานการณ์ไฟลน ปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา ทีมงานผมก็เลยเหนื่อยหน่อย เหมือนกับทำงานแบบวิ่งตลอดเวลา

คุณเป็นผู้บริหารสไตล์ไหน

คนรอบตัวจะบอกว่าผมเป็นผู้บริหารที่รู้จักประนีประนอมนะ บูรณาการได้ดี ผมมั่นใจว่าพันธมิตรรักผมทุกคนนะ

สมชัย เลิศสุทธิวงค์

แล้วคุณเชื่อในเรื่องการทำงานให้หนักมั้ย

เชื่อมาก ผมไม่เคยเชื่อเลยว่าจะมีอะไรได้มาง่ายๆ

คติการทำงานของผมสั้นและง่ายมาก หนึ่ง ต้องขยัน สอง ต้องมีความซื่อสัตย์ และสาม ต้องมีความจริงใจ

ขยันคืออะไร ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ จะเป็นนักกีฬาอันดับหนึ่งของโลก เขาล้วนผ่านการฝึกฝนที่หนักทั้งนั้น ลองมองคนที่ร่ำรวยและประสบความสำเร็จ ทุกคนขยันทั้งหมด ไม่มีใครที่ไม่ขยันแล้วได้ ขยันเป็น hardware ขณะที่ซื่อสัตย์เป็นเรื่องของจิตใจ และการที่เราซื่อสัตย์จะทำให้เราได้รับโอกาสและความไว้วางใจให้ทำอะไรมากมาย ส่วนความจริงใจจะทำให้คุณได้รับมิตรภาพที่ดีและยาวนาน

กับดักของเด็กรุ่นใหม่ที่มักคิดถึงการประสบความสำเร็จเร็วๆ อยากเติบโตเร็วๆ คุณมีคำแนะนำแก่พวกเขายังไงบ้าง

เส้นทางมืออาชีพไม่มีทางลัด อย่าวัดผลความสำเร็จจากตัวเงินเพียงอย่างเดียว แต่ให้ลองมองโอกาสที่ได้รับจากผลของการทำงานอย่างตั้งใจ ยกตัวอย่างเช่นสิ่งที่ทำและตำแหน่งงานที่ผมได้รับวันนี้ทำให้มีโอกาสพบเจอ พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิด กับจอมยุทธ์จากหลากหลายแวดวง เพื่อเพิ่มมุมมองประสบการณ์ให้ผมตลอดเวลา

การทำงานกับคนหลายเจเนอเรชันส่งผลต่อนโยบายการบริหารคนของคุณยังไงบ้าง

ผมพยายามเปลี่ยนแปลงองค์กร เพราะเราวิเคราะห์บริษัทแล้วพบว่าในจำนวน 12,000 คน เป็น baby boomer แบบผมเพียง 2 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นคนในเจเนอเรชัน X และ Y แต่ระบบที่เราทำทุกวันนี้มันตอบโจทย์คนยุค baby boomer ดังนั้นถ้าเราไม่เปลี่ยนระบบที่มีเสียก่อน พนักงานเจเนอเรชัน X และ Y ก็จะไม่อยู่กับเราแน่นอน

เราพยายามเปลี่ยนระบบ และแรกๆ ก็ได้รับการต่อต้านเยอะ เช่น นโยบายไม่มีห้องทำงานส่วนตัว เปลี่ยนพื้นที่ห้องทำงานผู้บริหารเป็นพื้นที่ส่วนรวม แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะยอมรับนโยบายนี้ได้ คุยไปคุยมาก็ได้รู้ข้อมูลอินไซด์ว่าห้องทำงานเป็นเสมือนผลจากจากทำงานอย่างหนักมา 20 ปี เป็นหน้าเป็นตาของเขาจริงๆ เราก็พยายามอธิบาย ค่อยๆ ปรับ ค่อยๆ แก้ไป

อะไรทำให้เชื่อว่าทำแบบนี้แล้วจะดี

มันเป็นเทรนด์ของโลกที่เราไม่ฏิเสธ

ทีเรายังชื่นชมระบบการทำงานขององค์กรในต่างประเทศที่มีนโยบายเปลี่ยนบรรยากาศการทำงานแบบเดิมๆ แบบนี้ แต่พอบอกให้ทำจริงเรากลับไม่อยากยอมรับ เพราะเคยชินกับการได้มาซึ่งเครื่องอัฐบริขาร จริงๆ เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ที่เข้าใจได้

นอกจากนี้ มีโนบายงดประชุมงานวันพฤหัสบดีช่วงบ่าย เหตุผลคือพนักงานเด็กๆ บ่นว่าพี่ๆ ชอบเรียกประชุมจนไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง แล้วความคิดสร้างสรรค์จะเกิดได้อย่างไร และหลังจากประกาศเรื่องนี้ออกไป คนกลับใช้เวลาช่วงนี้แหละนัดประชุมเพราะหาคิวนัดในช่วงปกติไม่ได้ และวิธีแก้ของผมคือออกนโยบายว่าคนที่เรียกประชุมในเวลานั้นต้องจ่ายให้ผู้เข้าร่วมหัวละ 100 บาท

โห ดีมากเลยค่ะ อยากขอไปใช้กับออฟฟิศตัวเองบ้าง

จริงๆ นโยบายเหล่านี้พอทำไปจนชินมันก็กลายเป็นเรื่องสนุก องค์กรคึกคักขึ้น ดีขึ้น พนักงานรุ่นพี่ก็ต่อต้านน้อยลง เริ่มเข้าใจมากขึ้น

ได้ยินว่า AIS สนับสนุนให้พนักงานมีชีวิตดิจิทัล เป็นนโยบายอยากให้พนักงานรักคุณหรือเปล่า

ไม่ใช่เพื่อให้เขารักเราหรอก แต่เพื่อให้เขาบริการลูกค้าให้ได้

ผมเชื่อเสมอว่าต่อให้โลกจะเปลี่ยนไปล้ำสมัยแค่ไหน คนก็ยังเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และการที่ AIS เป็นเบอร์หนึ่งได้ในทุกวันนี้ก็เพราะคนของเราทุกคน เพียงแค่ว่าวัฒนธรรมองค์กรแบบเก่าที่เราเคยใช้แล้วได้ผลในอดีต มาวันนี้อาจจะไม่เป็นอย่างนั้น เราจึงมีวัฒนธรรมองค์กรใหม่ เรียกอย่างเข้าใจง่ายว่า FIND U หรือการค้นหาตัวเองใหม่ F มาจาก Fighting Spirit หัวใจนักสู้ I คือ Innovation อันนี้สำคัญ เรามีเงินซื้อเทคโนโลยีได้ เราจะทำ IoT Platform คู่แข่งก็ทำได้ แต่ความริเริ่มสร้างสรรค์นี่แหละที่ทำให้แตกต่าง เราจึงให้ความสำคัญกับการสร้าง Innovation Culture เป็นเหตุผลของการสร้าง R&D Centre ต่างๆ N มาจาก New Ability ขีดความสามารถใหม่ D มาจาก Digital Life สนับสนุนให้พนักงานทุกคนต้องใช้ดิจิทัลให้เป็น และ U มาจาก Sense of Urgency เรียกว่าตื่นรู้ Alert การเปลี่ยนแปลงรอบตัวตลอดเวลา

ปีใหม่ที่ผ่านมา บริษัทมอบเงินให้พนักงานทุกคนคนละ 1,000 บาท ผ่าน mPay หรือ Mobile Payment ของบริษัทเท่านั้นถ้าไม่ใช้ mPay ก็อด ถึงได้บอกว่าไปๆ มาๆ เรื่องเหล่านี้กลายเป็นเรื่องสนุกในองค์กร ซึ่งครั้งนี้เราบอกว่าเป็นเงินของขวัญปีใหม่ เริ่มต้นยุคอัศวินดิจิทัล

สมชัย เลิศสุทธิวงค์

แล้วกับลูกค้า คุณอยากให้ AIS เป็นองค์กรเบอร์หนึ่ง หรือเป็นองค์กรที่เป็นที่รัก

ผมอยากให้ AIS เป็นที่รักของลูกค้า แทนที่เราจะทำ CRM CEM แบบใคร เราเน้นการทำ Customer Intimacy นั่นคือผู้ที่เกี่ยวข้องดูแลบริการลูกค้าต้องทำให้ลูกค้าหลงรัก เพราะเราเชื่อว่าหากใครหลงรักใคร เขาจะให้อภัย หากวันไหนที่ AIS ทำพลาด ระบบอาจจะแย่ สัญญาณอาจจะไม่ดีไปบ้าง ลูกค้าก็จะยังคงให้อภัย เพราะพอรักก็พร้อมจะเข้าใจเสมอ

สาเหตุที่โลกเรามีปัญหาทุกวันนี้เพราะการสื่อสารที่ไม่มีประสิทธิภาพ คุณมองเรื่องนี้ยังไง

เห็นด้วยนะ ผมขอยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้ายังจำเกมฮิตของรายการหนึ่งในสมัยก่อนได้ เขาจะให้ผู้เล่นเรียงแถวกัน แล้วค่อยๆ ส่งสารที่ได้รับจากสิ่งที่เห็นและได้ยินต่อๆ กันไปตามแถว เราคนดูจะเห็นว่าคนแรกกับคนสุดท้ายที่รับสารพูดไม่ตรงกัน มันเป็นธรรมชาติของการสื่อสารแบบแอนะล็อกที่จะบิดเบือนหรือตกหล่นหายไประหว่างทาง

ตัดภาพกลับมาที่ปัจจุบัน นอกจากเรื่องการบิดเบือนสารแล้ว การมาของดิจิทัลยังช่วยให้การแปลงสาร ตัดต่อสาร นั้นทำได้ง่ายจนทำให้ใครต่อใครเชื่อว่าเรื่องไม่จริงบางเรื่องเป็นเรื่องจริง ทำให้ยากที่แยกข่าวจริงและปลอมออกจากกัน

แล้วการสื่อสารที่ดีควรเป็นยังไง

10 ปีก่อน แบรนด์มือถือยักษ์ใหญ่ของโลกเคยมีวลีว่า connecting people การสื่อสารที่ดีจะทำให้โลกนี้เป็นหนึ่งเดียว ทำให้เกิดการแชร์องค์ความรู้ การช่วยเหลือกันและกัน เป็นเรื่องที่ดีและจำเป็น ซึ่งก็อยู่ที่คนใช้

เพราะฉะนั้นเราต้องระวังใจยังไง

คงต้องสร้างจิตสำนึก ผมเคยคิดจะทำแคมเปญเรื่องโทรศัพท์มือถือจะสร้างสรรค์หรือทำลายอยู่ที่เราผู้ใช้งาน ถ้าใช้อย่างพอดีในทางที่ถูกต้อง ค้นหาข้อมูล ติดต่อสื่อสาร เช่น ตั้งแต่มี LINE เข้ามาก็ช่วยเชื่อมการติดต่อกับเพื่อนที่ห่างหายไปนาน หรือมีคนป่วยในที่ห่างไกล การสื่อสารที่ดีก็ช่วยให้ระยะทางการช่วยเหลือนั้นสั้นลง

ทุกคนรู้ว่าเทคโนโลยีพวกนี้ทำให้เกิดเรื่องดีมากกว่าไม่ดี เพียงแต่พฤติกรรมผู้ใช้งานวันนี้เราทำเกินความพอดี เช่น ใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถจนนำมาซึ่งอุบัติเหตุ ฟอร์เวิร์ดข้อความที่เรายังไม่แน่ใจว่าจริงรึเปล่า พอมีข้อความเข้าเราก็ต้องเข้าไปดู จนเกิดการใช้งานที่เลยเถิด ทุกวันนี้ ผมมีข้อความแจ้งเตือนในโทรศัพท์วันละหลายพันข้อความ จนต้องปิดระบบแจ้งเตือนและเปิดดูเมื่อมีเวลาว่าง

ในสมัยที่ยังไม่มีใครพูดเรื่องดิจิทัลจะเข้ามาเปลี่ยนชีวิตคน คุณเป็นคนแรกๆ ที่พูดเรื่องนี้ ตอนนั้นคุณมองเห็นอะไร

ส่วนหนึ่งจากประสบการณ์ เพราะเราอยู่วงการนี้จึงได้เห็นได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญวิทยาการนี้เร็วกว่าคนอื่นๆ จนกระทั่งหลังจากที่คนไทยรู้จักดิจิทัลจาก digital economy ของรัฐบาลในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ทำให้ทุกคนต่างสนใจ พูดถึงเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา

เคยรู้สึกตื่นเต้นกับเทคโนโลยีหรือนวัตกรรม แต่ยังไม่ถึงเวลาที่จะทำให้เกิดขึ้นจริงบ้างมั้ย

AIS อดทนมากนะ (ตอบทันที)

ที่ผ่านมา เรารู้ตัวว่าถนัดทำระบบสำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ เราก็ทำสิ่งนี้ก่อน จนเมื่อถึงจุดหนึ่งช่วงที่ผมรับตำแหน่ง ผมประกาศเลยว่ายังไงเราก็ต้องทำ Fixed Broadband ต้องทำ digital platform เพิ่ม ตอนนั้นคณะกรรมการไม่เห็นด้วยนะเพราะโดยเทคนิคแล้วเราไม่มี Fixed Line ทำให้ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล แต่เพราะโลกมันเปลี่ยนไป ลูกค้าไม่ได้ใช้ระบบเราเพื่อการติดต่อสื่อสารอย่างเดียวเหมือนแต่ก่อน แต่ใช้เพื่อเข้าสู่โลกดิจิทัลตลอดเวลา ดูหนัง ฟังเพลง ค้นหาข้อมูล เป็นการใช้ data ในที่สุดที่บอร์ดก็อนุมัติ เราทำในจังหวะที่เทคโนโลยีเปลี่ยนพอดี จะเห็นว่าบางเรื่องไม่จำเป็นต้องเห่อหรือวิ่งตามสิ่งที่โลกบอกว่าดีไปทุกเรื่อง เพราะถ้ายังไม่ถึงเวลาที่ใช่ก็อาจจะส่งผลเสียมากกว่าดี

สมชัย เลิศสุทธิวงค์ สมชัย เลิศสุทธิวงค์

ย้อนกลับไปสมัยที่โทรศัพท์มือถือเครื่องใหญ่มากๆ มีแอบคิดมั้ยว่าเราจะติดต่อสื่อสารแบบเห็นหน้ากันในอนาคต หรือคนในสมัยนั้นมีความคิดเรื่องดิจิทัลจะเข้ามาเปลี่ยนชีวิตเรายังบ้าง

คิดนะ ถ้าย้อนกลับไปดูหนังฝรั่งช่วง 20 – 30 ปีที่แล้ว มีการจินตนาการถึงเรื่องนี้อยู่ตลอด และวันนี้เกือบทั้งหมดเกิดขึ้นจริงแล้ว อย่างเช่นเรื่องเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) ไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลก มีการพูดถึงเรื่องนี้มา 5 – 6 ปีแล้ว แต่ช่วงนั้นยังไม่มีเครือข่ายที่พร้อมรองรับ รวมถึง device หรือเซนเซอร์ก็เพิ่งพัฒนาให้ดีขึ้น

อะไรทำให้คิดว่าเวลานี้เป็นจังหวะที่เหมาะสมที่เราจะพูดเรื่อง IoT ตอนนี้

ผมคิดว่าภายในเวลา 3 ปีตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไปเป็นโอกาสสำคัญที่เราจะใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงประเทศ สร้างสิ่งใหม่ที่ทันสมัย เปลี่ยนกระบวนการหรือระบบความเชื่อเก่าๆ ยกตัวอย่างเช่นเราทำธุรกิจร้านอาหารและต้องการขยายธุรกิจ ถ้าเป็นวิธีคิดแบบเดิมเราก็คงหาทำเลเปิดร้านขยายสาขา ต้องมีเงินลงทุนทำร้าน หาบุคลากร แต่ด้วยโลกที่เปลี่ยนไป เทคโนโลยีที่ดีขึ้น คนสามารถใช้เฟซบุ๊กไลฟ์ ถ่ายทอดสด สั่งของรับออร์เดอร์ผ่านช่องทางนี้ ช่วยเพิ่มโอกาสโดยที่ไม่ต้องลงทุนลงแรงขยายสาขาแบบแต่ก่อน

นี่เป็นเพียงตัวอย่างง่ายๆ จากการใช้ประโยชน์จากดิจิทัล เราเพียงแค่รู้ว่าจะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่มีอย่างไร

ซึ่งในยุคนี้ที่อะไรๆ ก็ดิจิทัลไปหมด แม้กระทั่งความรัก เรายังหาแฟนผ่านดิจิทัล คุณคิดว่ามีอะไรบนโลกนี้ที่ดิจิทัลมาแทนไม่ได้

ดิจิทัล หรือระบบสร้างรหัส 0 1 มีประโยชน์มากกับเรื่องที่ต้องทำซ้ำๆ ผมเชื่อว่าต่อให้ดิจิทัลพยายามพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ให้เท่าเทียมมนุษย์ แต่ก็ยังมีเรื่อง wisdom ตรรกะความคิดที่ซับซ้อนของคนซึ่งดิจิทัลไม่สามารถแทนได้ ผมจึงบอกเสมอว่าอย่าไปกลัว เพราะมนุษย์เรานี่ซับซ้อนที่สุดแล้ว

เวลาคิดทำโปรเจกต์ใหม่ๆ คุณมักจะเริ่มต้นจากอะไร

ต้องยอมรับว่าบริษัทที่ดีต้องมีทีมทำงาน Research and Development (R&D) กล้าลงทุนสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และต้องให้โอกาส หมายความว่าไม่ใช่ว่าลงทุนทำ 100 แล้วต้องได้ 100 แต่ทำ 100 ได้แค่ 10 ก็ถือว่าเก่งแล้ว AIS เราแยกฝ่าย Innovation Lab และ Innovation Center ออกมาเป็นอิสระจากการดำเนินธุรกิจเพื่อส่งเสริมให้เกิดการคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อย่างแพลตฟอร์ม IoT ก็เป็นหนึ่งในผลงานที่เกิดขึ้น

เรามองเรื่องนี้แยกเป็น 2 ส่วนนะ ส่วนแรกคือธุรกิจจำเป็นต้องเดินหน้าอย่างมั่นคง แต่ของใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นก็จำเป็นต้องสร้างเสริม ถ้าเป็นรูปแบบบริหารจัดการองค์กรสมัยก่อนเขาจะทำ BD หรือ Business Development แต่ผมแยกออกมาเพื่อสนับสนุนให้พนักงานทุกคนโดยไม่จำเป็นต้องสังกัดอยู่ฝ่ายงานไหน คิด  ทำ และนำเสนอ โครงการใหม่ๆ ปีที่ผ่านมาเรามีทุน 100 ล้านบาทสำหรับ R&D โดยเฉพาะ

สมชัย เลิศสุทธิวงค์

ทำ 100 ได้ 10 นี่โอเคจริงๆ เหรอคะ

โอ้ ได้ 10 นี่ถือว่าเก่งแล้วนะ ถึงบอกว่าให้ทำเรื่องนี้เป็นงบ R&D และต่อให้ทำ 100 เหลือ 0 ก็ต้องยอม แต่ถ้าเป็นธุรกิจ แน่นอนว่ายอมให้เป็นแบบนี้ไม่ได้

ความร่วมมือที่ชวนภาครัฐและเอกชนร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีและสร้างแพลตฟอร์มต่างๆ สะท้อนตัวตนและความเชื่ออะไรของ AIS บ้าง

เราเชื่อใน ecosystem หรือระบบนิเวศแห่งโลกสื่อสาร

เราเก่งอะไร เราเก่งการให้บริการเครือข่ายและสร้างการเชื่อมโยง เราเก่งเรื่องแพลตฟอร์มที่จะเชื่อมต่อ แต่เราไม่มีทางรู้ว่าอุตสาหกรรมอื่นๆ ต้องการอะไร เราจึงสร้าง infastructure network เพื่อช่วยให้ผู้ที่ต้องการใช้งาน IoT สามารถคิดค้นเซนเซอร์หรือกระบวนการต่างๆ ง่ายขึ้น เช่น อยากรักษาอุณหภูมิของยา ซึ่งตู้เย็นทั่วไปไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ จึงทำระบบเซนเซอร์ IoT ให้คอยจับอุณภูมิแล้วส่งข้อมูลแจ้งเตือน เป็นต้น จึงเป็นที่มาของความร่วมมือกันระหว่างมหาวิทยาลัยกับคนที่ผลิตเครื่องมือมารองรับ

อย่างเรื่อง Internet of Things (IoT) จะเข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตเราเหมือนที่ internet เคยทำใช่มั้ย

เปลี่ยน แต่จะเป็นอีกแบบ ซึ่งบางเรื่องอาจจะเกินคาดเดา

การมาของอินเทอร์เน็ตสร้างการเปลี่ยนแปลงมากมายอย่างที่เรารู้กัน และ IoT ก็เป็นเวอร์ชันอัพเกรดกว่า เป็นเทคโนโลยีที่เข้าไปยุ่งกับสิ่งอื่นๆ ที่นอกเหนือจากโทรศัพท์มือถือ นั่นคือเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตกับอุปกรณ์ที่สร้างขึ้นมา อย่างที่เราเห็น wearable device ต่างๆ และเมื่อถึงวันที่ทุกอย่างรอบตัวเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ พฤติกรรมคนก็จะเปลี่ยน อาจจะส่งผลให้วิถีของสังคมโดยรอบเปลี่ยน เช่น โรงพยาบาล แทนที่จะตั้งรับคนป่วย ก็เกิดโปรแกรมใหม่ มี IoT ช่วยเก็บข้อมูล คอยเตือน คอยบอกขั้นตอนดูแลสุขภาพแก่ผู้ป่วย ซึ่งเราจะเห็นเหตุการณ์ราวๆ นี้เกิดขึ้นภายใน 3 ปีนี้แน่นอน เพราะ DNA พร้อม device พร้อม network พร้อม application พร้อม อยู่ที่พฤติกรรมผู้บริโภคเท่านั้นเอง และผมยังคงยืนยันว่าไม่รู้จริงๆ ว่าโลกจะเปลี่ยนไปแบบไหน

ถ้าให้เลือก Thing เพียงสิ่งเดียว ที่อยากให้มีเทคโนโลยี IoT สิ่งนั้นก็คือ…

ไม่มีเลย (นิ่งคิด) เพราะผมไม่ติดกับเทคโนโลยี แว่นตาหรือ wearable ก็ไม่ใส่

ขอตอบว่าหัวใจแล้วกัน

สมชัย เลิศสุทธิวงค์

ทำไมการเปลี่ยนแปลงให้เท่าทันโลกถึงสำคัญกับชีวิตเรา

ผมคิดว่าทำให้เราได้ตักตวงสิ่งที่เป็นประโยชน์มาอยู่ในชีวิตเรา

สมมติเราอยู่ในธุรกิจและเราเปลี่ยนไม่ทัน เราก็จะอยู่ในสิ่งที่ล้าสมัยเหมือนตัวอย่างที่เรามักจะเห็นกัน แต่ถ้าเป็นชีวิตส่วนตัว การรู้จักประยุกต์ใช้ในชีวิตจะเป็นประโยชน์ ดิจิทัลเข้ามาให้โอกาส อยู่ที่เราจะใช้มันแสวงหาโอกาสมากน้อยแค่ไหน และใช้มันในทางบวกหรือลบ

การอยู่ในวงการที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มีอะไรที่คุณไม่อยากให้เปลี่ยนไปบ้างไหม

ผมเชื่อในวัฒนธรรมที่ดีงามแบบไทยๆ สิ่งนี้แหละที่ผมไม่อยากให้เปลี่ยนไป

เวลาทำงานบริหาร ผมชอบที่จะผสมผสานวัฒนธรรมระหว่างตะวันตกและตะวันออก การสนใจแต่ KPI แบบคนทำงานฝั่งโลกตะวันตกอาจจะเป็นการกระทำที่ดูไม่มีหัวใจ ขณะที่สไตล์แบบคนไทยและฝั่งตะวันออกที่สนใจว่าสิ่งที่ทำไปเขาจะรักเรามั้ย เพราะฉะนั้น จึงต้องผสมผสาน เหมือนการผสมระหว่างศาสตร์และศิลป์ หรือตรรกะและอารมณ์

และในยุคที่เราเรียนรู้เรื่องราวของคนจากความสำเร็จที่เห็นในปัจจุบัน คุณอยากให้คนรุ่นใหม่จดจำคุณในแบบไหน

ผมอยากให้เขาคิดว่าผมเป็นคนที่ไม่มีอะไร คนธรรมดาคนหนึ่งที่ผ่านการทำงานอย่างขยัน ซื่อสัตย์ และจริงใจ ก็สามารถเติบโตและอยู่ในองค์กรอย่าง AIS ได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่ก็เป็นไปได้ ถ้าคุณมีความสามารถจริงๆ คุณก็สามารถเป็นมืออาชีพได้

สมชัย เลิศสุทธิวงค์

10 Questions

Answered by AIS CEO

  1. คนรุ่นใหม่ที่คุณรู้สึกชื่นชม : คนที่ทำธุรกิจที่ไม่คิดถึงตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่คิดถึงสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย คนแบบนี้คือคนที่ผมชอบ
  2. ในยุคที่เราคุ้นชินกับความรวดเร็ว จะมีบางจังหวะที่ช้าเกินใจอยาก เปรียบกับสัญญาณอ่อนแรงโหลดไม่ขึ้น คุณมีความรู้สึกอย่างไร และทำยังไง : ผมทำใจได้นะ ไม่หงุดหงิดมาก ข้อดีข้อหนึ่งของผมคือเหมือนหุ่นยนต์ ไม่ซับซ้อน
  3. เป็นสมาชิกอยู่ในกลุ่มไลน์กี่กลุ่ม กลุ่มที่เข้าบ่อยที่สุดและกลุ่มแปลกที่สุดคือ : 30 กว่ากลุ่ม กลุ่มที่เข้าไปดูบ่อยสุดคือกลุ่มพนักงาน AIS ใต้ฟ้าเดียวกัน กลุ่มที่แปลกที่สุด บอกไม่ได้ครับ (หัวเราะ)
  4. หนังสือเล่มล่าสุดที่อ่าน : ผมอ่านหนังสือไม่เยอะ แต่จะใช้วิธีคุยกับคนเยอะๆ มากกว่า ล่าสุด คุยกับโซเฟีย หุ่นยนต์ที่ได้สัญชาติมนุษย์เป็นรายแรก
  5. แอพพลิเคชั่นที่ชอบและอยากแนะนำต่อมากที่สุด : ผมยังใช้เฟซบุ๊กเยอะที่สุดอยู่
  6. นวัตกรรมใหม่ล่าสุดบนโลกที่อยากเห็นเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ : AI ที่ดีและแข็งแรง
  7. คำพูดที่คุณมักบอกพนักงานเสมอ : ผมพูดกับพนักงานบ่อยๆ ว่า ‘ไม่มีองค์กรไหนที่จะเหมือน AIS ที่พนักงานทำงานหนักเงินเดือนน้อยแต่มีความสุข’ พูดจริงๆ นะ แล้วทุกคนตอบรับว่า ‘เห็นด้วยค่ะ’
  8. ชมรมสมัยมหาวิทยาลัย : ผมทำกิจกรรมเยอะมาก เป็นประธานฝ่ายวิชาการขององค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาฯ ที่ไม่ค่อยเรียนหนังสือ
  9. ทริปการเดินทางที่เป็นจุดเปลี่ยนในชีวิต : ทริปอินเดีย ใครรู้สึกเหนื่อยยากท้อแท้กับชีวิตให้ลองไปที่นี่
  10. คุณไปแข่งแฟนพันธุ์แท้ตอนไหนได้บ้าง : คำถามคุณยากจัง

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

01

เจอกันหน้าสนามสแตมฟอร์ดบริดจ์

26 องศา ท้องฟ้ามีเมฆมาก และเวลาช้ากว่าเมืองไทย 6 ชั่วโมง

“สวัสดีครับ” ผมกล่าวคำทักทาย คุณอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ซีอีโอ ของ ปตท. ที่หน้าสนามสแตมฟอร์ดบริดจ์ของทีมเชลซี ในเช้าวันจันทร์ที่ไม่มีการแข่งขัน

เราเดินทางจากกรุงเทพฯ มาลอนดอนด้วยเครื่องบินลำเดียวกัน ออกจากสนามบินฮีทโธรว์มาพร้อมผู้บริหารระดับสูงของ ปตท. หลายท่าน และสื่อมวลชนอีกหลายสิบชีวิต

ผมเคยสัมภาษณ์คุณอรรถพลเรื่องวิสัยทัศน์ใหม่ของ ปตท. ‘Powering life with future energy and beyond’ ที่ทำอะไรไกลกว่าเรื่องพลังงานแบบเดิม ๆ เลยพอจะทราบว่า ปตท. ยุคใหม่ลุยเต็มตัวเรื่องพลังงานสะอาด ทำธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ครบวงจร ตั้งแต่เปิดโรงงานผลิตรถ EV ไปจนถึงธุรกิจสถานีอัดประจุ และธุรกิจให้เช่ารถ EV

ที่สนุกกว่านั้นคือการรุกงานด้าน Life Science ด้วยการเปิด บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด ลงทุนในธุรกิจยา อุปกรณ์การแพทย์ และอาหารเพื่อสุขภาพ โดยมี Plant-based Protien (โปรตีนจากพืช ซึ่งเราเรียกแบบรู้กันว่า แพลนต์เบส) เป็นแม่ทัพนำขบวน

ปตท. มาลงทุนใน Plant & Bean โรงงานผลิตแพลนต์เบสชั้นนำของโลก ที่เมืองบอสตัน และ Wicked Kitchen แบรนด์อาหารแพลนต์เบสชื่อดังของโลกที่ลอนดอน ซึ่งทั้งคู่อยู่ในประเทศอังกฤษ

นั่นคือเหตุผลว่า ทำไม ปตท. ถึงพาสื่อมวลชนมาดูงาน และพาผู้บริหารมาคุยงานที่แดนผู้ดี

ตอนนี้ยังเร็วเกินกว่าจะเช็กอิน และเช้าเกินกว่าจะมีสถานที่ท่องเที่ยวไหนเปิด ทีมงานเลยพาพวกเรามาเดินเล่นรอบสนามสแตมฟอร์ดบริดจ์ ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากโรงแรม ให้เราได้ยืดเส้นยืดสายไปพลาง ๆ

ไอ้เราก็ไม่ใช่แฟนทีมเชลซี เลยขอหลบไปเดินเล่นที่สุสานบรอมป์ตันสุดคลาสสิก อายุ 183 ปี ข้าง ๆ สนามแทน

02

บทสนทนาเริ่มต้นบนรถ

23 องศา ฝนไม่มี แดดไม่มา

วันถัดมา หลังจากปิดท้ายมื้อเช้าด้วยชา English Breakfast ผมก็เดินออกจากโรงแรมมาขึ้นรถบัสขนาด 40 ที่นั่ง

คนที่นั่งด้านข้างผมคือ คุณบุรณิน รัตนสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่นวัตกรรมและธุรกิจใหม่ ถือเป็นแม่ทัพที่ดูแลงานด้านนวัตกรรมและธุรกิจใหม่ที่ไม่ใช่น้ำมันทั้งหลาย

ผู้บริหารวัย 55 ปีท่านนี้เรียนมาทางด้านวิทยาศาสตร์อาหาร เข้า ปตท. มาก็ได้ทำงานด้าน กำหนดราคาน้ำมัน ทำแผนกลยุทธ์ขายน้ำมันเครื่อง พาปั๊ม ปตท. บุกตลาดต่างประเทศ ผลงานที่คนทั่วไปน่าจะมีส่วนร่วมก็คือ การทำร้าน Café Amazon และเปลี่ยนแนวคิดในการทำปั๊ม ปตท. ร่วมกับคุณอรรถพล

บุรณิน รัตนสมบัติ ผู้ดูงานนวัตกรรมของ ปตท. กับงานทำรถ EV ยา และอาหาร Plant-based

การทำปั๊มด้วยแนวคิด Pump in The Park เปลี่ยนสถานีบริการน้ำมันสำหรับคนเดินทางให้เป็นคอมมูนิตี้มอลล์และเป็นพื้นที่ของคนในชุมชน เป็นบิ๊กไอเดียที่ได้รับรางวัลการตลาดแห่งเอเชีย จนแนวคิดการเอาธุรกิจโน่นนี่ไปใส่ในปั๊มน้ำมันถูกนำไปใช้ต่อในหลายประเทศ

“ถามจริง ๆ นะครับ การมีแผนกนวัตกรรมในบริษัท ถือเป็นการทำตามแฟชั่นไหมครับ” ผมเปิดบทสนทนาในระหว่างรอรถอออก

“ปตท. ไม่ได้ทำเรื่องนวัตกรรมเพราะแฟชั่น” คุณบุรณินตอบทันที “ความสำเร็จของ ปตท. ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มาจากการที่เรากล้าทำในสิ่งที่เราไม่เคยทำ ปตท. ตั้ง พ.ศ. 2521 ตอนนั้นเกิดวิกฤตพลังงาน บริษัทน้ำมันที่มีอยู่เป็นของต่างชาติ รัฐบาลก็ตั้ง ปตท. ขึ้นมาแก้ปัญหา ทำมาสักพักเจอก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย เราไม่เคยขุดเจาะสำรวจก๊าซธรรมชาติหรือวางท่อก๊าซมาก่อน เราก็ทำ ได้ก๊าซมาแยกทำปิโตรเคมีได้ เราก็ไปทำปิโตรเคมี และที่คนรู้จักกันดีก็คือ เราทำธุรกิจขายกาแฟ”

คุณบุรณินเล่าว่า การขายน้ำมันมีกำไรแค่ 4 – 5 เปอร์เซ็นต์ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ก็เพิ่มสูงขึ้น จึงต้องหารายได้เสริม ในขณะเดียวกัน ปั๊มคู่แข่งมีมินิมาร์ทขนาดใหญ่ มีร้านกาแฟซึ่งดึงดูดลูกค้าได้มาก ปตท. พบว่า ถ้าปั๊มน้ำมันไม่มีสินค้าอื่นขาย คนก็ไม่อยากเข้า นั่นคือต้นกำเนิด Café Amazon ในปั๊ม ปตท. เมื่อเกือบ 20 ปีก่อน

“เราไม่กล้าใช้ชื่อ PTT Coffee นะ เพราะคนจะคิดว่า เราไม่มีความชำนาญ กาแฟกับน้ำมันดิบเหมือนกันอย่างเดียวแค่สีดำ ช่วง 3 – 4 ปีแรกเกือบเลิกแล้ว ไม่ประสบความสำเร็จเลย แต่เราก็ยังพัฒนาต่อ หาพันธมิตรมาช่วยพัฒนา ก็เลยมาถึงวันนี้ได้” คุณบุรณินสรุปดีเอ็นเอของ ปตท. ด้วยวรรคทองว่า

“เราประสบความสำเร็จได้ เพราะเราเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งเกิดจากเรากล้าทำสิ่งใหม่ ๆ เราอยู่ในธุรกิจที่แข่งขันตลอดเวลา คู่แข่งเราคือบริษัทข้ามชาติที่มี Know how วิธีที่จะชนะได้ก็คือ ต้องทำอะไรที่แปลกกว่าเขา”

03

ติดเครื่อง

การจราจรในลอนดอนชั้นในเคลื่อนตัวแบบไม่คล่องตัว

ชาวคณะนั่งประจำที่ครบทุกคน พนักงานขับรถติดเครื่อง บทสนทนาก็เช่นกัน

นายใหญ่ฝ่ายนวัตกรรมเล่าต่อว่า พอถึงวันที่ ปตท. กลายเป็นที่หนึ่ง สิ่งที่ทำให้องค์กรแห่งนี้ปรับตัวคือ วัฏจักรของธุรกิจน้ำมันที่กำลังเข้าสู่ขาลง เพราะโลกกำลังหมุนไปหาพลังงานสะอาด และอีกเหตุผลที่น่าสนใจก็คือ

“ประเทศไทยอยากพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ก็ต้องหาธุรกิจใหม่ที่มีนวัตกรรม รัฐบาลพูดถึงธุรกิจใหม่ที่จะเป็น S-curve 12 ประเภท แล้วก็ต้องรอต่างชาติมาลงทุน พอเป็นเรื่องนวัตกรรม เขาก็อยากเก็บไว้ในประเทศตัวเอง ปตท. มีศักยภาพที่จะทำเรื่องพวกนี้ได้ และมีส่วนช่วยพัฒนาประเทศอยู่แล้ว เลยมาถึงจุดที่เราต้องกระโดดจากธุรกิจเดิม จนมีการเปลี่ยนวิสัยทัศน์ใหม่”

บุรณิน รัตนสมบัติ ผู้ดูงานนวัตกรรมของ ปตท. กับงานทำรถ EV ยา และอาหาร Plant-based

ชาว ปตท. วิเคราะห์กันว่า ในบรรดาธุรกิจใหม่ทั้งหลาย มีอะไรบ้างที่เกี่ยวกับปัญหาที่ประเทศไทยต้องเผชิญในอนาคต ก็ได้คำตอบว่า Life Science หรือ วิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต เพราะเรากำลังจะเข้าสู่สังคมสูงวัย และอยู่บนฐานของสิ่งที่เรามีคือความหลากหลายทางชีวภาพ แต่เป็นธุรกิจที่เราขาด เพราะยา อุปกรณ์การแพทย์ และอาหารเสริม ส่วนใหญ่เราต้องนำเข้า ธุรกิจนี้ต้องการความรู้ความชำนาญ จึงเป็นความท้าทายที่ ปตท. เลือกโดดเข้าใส่ด้วยการเปิด บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด

บุรณิน รัตนสมบัติ ผู้ดูงานนวัตกรรมของ ปตท. กับงานทำรถ EV ยา และอาหาร Plant-based

รถบัสพาคณะแล่นผ่านสวนไฮปาร์ก มุ่งหน้าสู่แม่น้ำเทมส์

“2 – 3 ปีแรกเราถามกันว่า เราจะทำได้เหรอ ต้องใช้เวลาศึกษา เสนอโปรเจกต์ไป อนุมัติบ้าง ไม่อนุมัติบ้าง จนเราเริ่มหาพันธมิตร จับมือกับองค์การเภสัชกรรมทำโรงงานยา ถ้าอยู่ใน ปตท. คงไม่เกิด ก็เลยต้องตั้งเป็นบริษัทใหม่ ดึงคนบางส่วนออกมา หาคนใหม่มาเติม ซึ่งเราระบุไว้ในยุทธศาสตร์เลยว่า คนที่มาอยู่ต้องมีแพสชัน มีอินโนเวชัน ไม่ยึดติดกับกรอบเดิม ๆ และต้องคล่องตัว”

โจทย์ใหม่ ๆ เหล่านี้ท้าทายพนักงานรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยให้ออกมาร่วมใช้ความคิดสร้างสรรค์ไปด้วยกัน

04

หาเพื่อน

การจราจรในลอนดอนชั้นในเคลื่อนตัวแบบไม่คล่องตัว

อากาศเย็นสบายของลอนดอนไหลผ่านช่องลมบนหลังคาเข้ามาหมุนเวียนอยู่ในรถ ตอนนี้รถกำลังข้ามแม่น้ำเทมส์ด้วยสะพานเชลซี ทางด้านขวาคือ อดีตโรงไฟฟ้า Battersea Power Station อายุ 81 ปีที่เพิ่งถูกปรับปรุงให้กลายเป็นอาคาร Mixed-use สุดเก๋ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งในการปรับตัวของวงการพลังงาน

ปตท. เข้าร่วมลงทุนกับ บมจ. เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ NRF ตั้งบริษัท นิวทรา รีเจนเนอเรทีฟ โปรตีน (NRPT) ซึ่งชื่อบริษัทมีความหมายว่า ผู้สร้างโปรตีน

“เราเริ่มจากทำยาก่อน แล้วก็แยกออกมาทำเรื่องสารอาหาร ซึ่งสารอาหารที่คนขาดมากที่สุดก็คือโปรตีน เราก็เลยทำโปรตีนทางเลือก สิ่งที่เล็กกว่าโปรตีนคือ กรดอะมิโน ซึ่งมาจากหลายแหล่ง วันนี้เราสกัดโปรตีนจากพืชผ่านแพลนต์เบส แต่ในอนาคตอาจจะมาจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อก็ได้” คุณบุรณินเน้นว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ การหาพันธมิตรที่เชี่ยวชาญ

บุรณิน รัตนสมบัติ ผู้ดูงานนวัตกรรมของ ปตท. กับงานทำรถ EV ยา และอาหาร Plant-based

NRF พา ปตท. ไปรู้จักเพื่อนอย่าง Plant & Bean UK ซึ่งเป็นโรงงานผลิตแพลนต์เบสขนาดใหญ่จากถั่วเหลืองและข้าวสาลี ผลผลิตที่ได้คือ ไส้กรอก เนื้อบด และเนื้อต่าง ๆ จุดเด่นของที่นี่คือ รสชาติที่อร่อย และต้นทุนในการผลิตที่ต่ำจนแข่งขันได้ทั้งยุโรป ปตท. ก็เลยเข้าไปร่วมลงทุนกับ Plant & Bean แล้วมาตั้งโรงงานผลิตแพลนต์เบสในประเทศไทย ซึ่งถือว่าใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

บุรณิน รัตนสมบัติ ผู้ดูงานนวัตกรรมของ ปตท. กับงานทำรถ EV ยา และอาหาร Plant-based

“จากนั้น Plant & Bean ก็พาเราไปรู้จัก Wicked Kitchen สิ่งที่สำคัญในการทำธุรกิจใหม่ก็คือ การสร้างระบบนิเวศ เราต้องไม่ทำคนเดียว ต้องทำกันพันธมิตร ทำให้เป็นแพลตฟอร์ม ถ้ามันเกิด ทุกคนก็จะได้รับประโยชน์ทั้งหมด”

รถบัสของเราแล่นมาถึงย่าน New Covent Garden ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Wicked Kitchen เรียบร้อย

05

อร่อยดีมีประโยชน์

อากาศผ่านเครื่องปรับเย็นสบายเหมือนข้างนอก

สำนักงานของ Wicked Kitchen อยู่ด้านบนของโกดังเก่า มีทั้งส่วนที่เป็น Co-working Space มีครัวรวมให้คนมาใช้ทดลองทำอาหาร และห้องประชุมขนาดใหญ่ที่รอรับคณะของพวกเรา

Pete Speranza ซีอีโอของ Wicked Kitchen ต้อนรับพวกเราด้วยเรื่องเล่าของแบรนด์อาหารแพลนต์เบสร้อยเปอร์เซ็นต์ระดับโลกที่เน้นรสชาติอร่อย อาหารทั้งหมดดูแลโดย Derek และ Chad Sarno เชฟสองพี่น้อง

เยือนโรงงาน Plant & Bean และ Wicked Kitchen บริษัทอาหาร Plant-based ชั้นนำของโลกที่อังกฤษ กับธุรกิจใหม่ของ ปตท.

Chad คนน้อง ตอนนี้อยู่ที่อเมริกา กำลังง่วนกับการทำอาหารทะเลแพลนต์เบส ส่วน Derek คนพี่อยู่กับเราตอนนี้ เขาเคยเป็น Senior Global Executive Chef ของซูเปอร์มาร์เก็ต Whole Foods Market ในอเมริกา เป็นเจ้าของร้านอาหารระดับรางวัลมากมายในอเมริกา เขาถูก Tesco UK ดึงตัวข้ามประเทศมารับตำแหน่ง Executive Chef และ Director of Plant-based Innovation เพื่อเพิ่มยอดขายสินค้าแพลนต์เบสให้เทสโก

Derek พบว่าอาหารแพลนต์เบสส่วนใหญ่ไม่อร่อยและมีให้เลือกน้อยมาก เขาเลยพัฒนาสินค้าให้มีความหลากหลาย จนเปิดตัวสินค้า 2 ประเภท 20 รายการ ในเทสโกเมื่อปี 2018 แค่ปีเดียวเทสโกก็กลายเป็นผู้นำของอาหารแพลนต์เบสในอังกฤษ จนขยายตลาดไปอเมริกา ฟินแลนด์ และกำลังจะมาใช้ไทยเป็นฐานในการบุกตลาดเอเชีย

สินค้าแพลนต์เบสปัจจุบันของ Wicked Kitchen มี 50 ประเภท กว่า 280 รายการ ทั้งอาหารสำเร็จรูป อาหารแช่แข็ง ขนม เครื่องดื่ม ไปจนถึงเครื่องปรุง

เยือนโรงงาน Plant & Bean และ Wicked Kitchen บริษัทอาหาร Plant-based ชั้นนำของโลกที่อังกฤษ กับธุรกิจใหม่ของ ปตท.
เยือนโรงงาน Plant & Bean และ Wicked Kitchen บริษัทอาหาร Plant-based ชั้นนำของโลกที่อังกฤษ กับธุรกิจใหม่ของ ปตท.

Pete บอกว่า เนื้อสัตว์ได้รับความนิยมน้อยลงเรื่อย ๆ สวนทางกับแพลนต์เบสที่คนรุ่นใหม่นิยมเพราะรักโลก ส่วนคนมีอายุก็นิยมเพราะรักสุขภาพ เนื่องจากแพลนต์เบสมีไขมันและคอเลสเตอรอลเท่ากับ 0

เยือนโรงงาน Plant & Bean และ Wicked Kitchen บริษัทอาหาร Plant-based ชั้นนำของโลกที่อังกฤษ กับธุรกิจใหม่ของ ปตท.
เยือนโรงงาน Plant & Bean และ Wicked Kitchen บริษัทอาหาร Plant-based ชั้นนำของโลกที่อังกฤษ กับธุรกิจใหม่ของ ปตท.

Derek เป็นเทพแห่งเห็ด เขาเขียนหนังสือเรื่องเห็ด และรู้ว่าเห็ดแต่ละชนิดมีเส้นใยต่างกันอย่างไร เพื่อที่จะได้สร้างสัมผัสให้เหมือนเนื้อสัตว์ที่สุด เขาบอกว่าเมนูที่อร่อยที่สุดคือ ไอศกรีม ซึ่งทำจากถั่วรูปิน ซึ่งเป็นซูเปอร์ฟู้ดจากสเปน หลังจากได้ชิมแล้วผมเห็นด้วยกับเขาทุกประการ ส่วนเมนูที่มีนวัตกรรมสูงสุด เขาเลือกพิซซ่า เพราะมันคือการทำชีสจากพืชให้ได้ทั้งรสชาติและสัมผัสแบบชีส ซึ่งยากมาก

เยือนโรงงาน Plant & Bean และ Wicked Kitchen บริษัทอาหาร Plant-based ชั้นนำของโลกที่อังกฤษ กับธุรกิจใหม่ของ ปตท.

Derek ชอบไปเมืองไทยมาก และเมื่อไหร่ก็ตามที่เขาไปเชียงใหม่ เขาต้องไปเจอ Andy Ricker เชฟมิชลินผู้อินกับอาหารเหนือ

“จะมีโอกาสได้เห็นข้าวซอยหรือไส้อั่วแพลนต์เบสบ้างไหม” ผมสงสัย

“น่าสนใจนะ” เชฟชาวอเมริกันผู้นับถือศาสนาพุทธตอบ

06

แพลนต์เบสเมดอินไทยแลนด์

มีตบอลหอมไปทั่วครัว

เพื่อให้แพลนต์เบสเมดอินไทยแลนด์แข่งขันด้านราคาได้ ต้องผลิตให้ได้ 3,000 ตันต่อปี ปริมาณขนาดนี้จะขายใคร ผมยื่นคำถามนี้ให้คุณบุรณินที่เดินเข้ามาทักทาย Derek ในครัว

เยือนโรงงาน Plant & Bean และ Wicked Kitchen บริษัทอาหาร Plant-based ชั้นนำของโลกที่อังกฤษ กับธุรกิจใหม่ของ ปตท.

“คนกินมังสวิรัติมีแค่ 3 – 5 เปอร์เซ็นต์ เราไม่เน้นกลุ่มนั้น เราเน้นคนห่วงใยสุขภาพ กินเพื่อความอร่อยก็ได้ กินร่วมกับเนื้อสัตว์ก็ได้ กินได้ทั้งเด็กที่กินเพื่อให้ร่างกายเติบโต และผู้ใหญ่ที่กินเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ เราจะผลิตวัตถุดิบป้อนให้กับลูกค้า SME แบบ OEM ด้วย เขาไม่จำเป็นต้องทำ R&D เยอะ เพราะเราช่วยบางส่วนได้ แล้วเราก็ทำเนื้อที่ได้มาตรฐานส่งร้านอาหาร ร้านเอาไปปรุงได้เลย ไม่ต้องไปเริ่มต้นตั้งแต่เอาพืชมาทำเอง แล้วก็ต้องส่งออกในเอเชียด้วย ซึ่งตอนนี้กระแสแพลนต์เบสโตขึ้นปีละ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์”

ไม่ใช่แค่นั้น ปตท. ยังสวมหมวกเจ้าของร้านอาหาร ผู้เอาเนื้อเหล่านี้ไปใช้งานด้วย

เยือนโรงงาน Plant & Bean และ Wicked Kitchen บริษัทอาหาร Plant-based ชั้นนำของโลกที่อังกฤษ กับธุรกิจใหม่ของ ปตท.

“โรงงาน Plant & Bean ทำวัตถุดิบตั้งต้นอย่างไส้กรอกอร่อย เราก็คิดว่าจะเอาไปทำอะไรต่อ ทำยำไส้กรอกแบบไทยไหม ถ้าเป็นเนื้อบดก็ทำผัดกะเพราะไหม แล้วอาหารของเราก็จะระบุด้วยว่า มีข้อมูลโภชนาการเท่าไหร่ มีไขมันเท่าไหร่ ไม่ใช่เอาแต่รสชาติ กิน ๆ ไป มีแต่แป้ง แล้วก็อยากบอกด้วยว่าช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้เท่าไหร่”

ฟังแล้วผมก็นึกถึงเวลาที่เหล่าผู้บริหารชิมอาหารแล้วคุยกัน เขาพยายามมองหาโอกาสว่า แพลนต์เบสพวกนี้เอาไปแทนเนื้อสัตว์เมนูไหนที่ขายในปั๊ม ปตท. ได้บ้าง โดยเริ่มคิดจากสินค้าที่ขายดีที่สุด เช่น ลูกชิ้นทอด หมูปิ้ง หรือไส้ซาลาเปา เป็นการพาแพลนต์เบสไปสู่ตลาดที่กว้างที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

07

เหตุผลที่ปั๊มน้ำมันต้องเปิดโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า

แดดมา ลมมี

หลังจากชิมอาหารแพลนต์เบสฝีมือ Derek หลายคนก็เปิดประตูออกมาเดินรับลมที่ระเบียงหน้าห้องประชุม ผมชวนพี่ใหญ่ของฝ่ายนวัตกรรมคุยเรื่อง EV ซึ่งหลายคนคงสงสัยว่า ปตท. คิดยังไง ถึงเปิดโรงงานผลิตรถ EV

“การสร้างธุรกิจใหม่มันต้องสร้างระบบนิเวศ มีทั้งด้านดีมานด์และซัพพลาย ดีมานด์คือทำยังไงให้คนใช้สะดวก ก็ทำจุดชาร์จ แต่ทำแค่นั้นประเทศไทยอาจจะไม่ได้ประโยชน์ เพราะเราต้องนำเข้ารถ EV เราไปดูระบบนิเวศของยานยนต์ไฟฟ้ากับยานยนต์สันดาปภายใน พบว่ามีส่วนที่เกี่ยวกันน้อยมาก ตัวถัง ระบบข้างในได้ แต่แค่ 30 เปอร์เซ็นต์ แต่อีก 50 เปอร์เซ็นต์ คือเรื่องแบตเตอรี่กับมอเตอร์ไฟฟ้า 20 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือคือ เซมิคอนดักเตอร์กับซอฟต์แวร์ ค่ายรถยนต์บางค่ายอาจจะไม่อยากลงทุนเพราะดีมานด์ไม่เยอะ บังเอิญว่าบริษัทฟ็อกซ์คอนน์ (Foxconn) ของไต้หวัน เขาสนใจจะทำสิ่งนี้อยู่แล้ว เราก็เลยไปเจรจา แล้วลงทุนร่วมกัน เป็นการทำงานด้านซัพพลาย”

เยือนโรงงาน Plant & Bean และ Wicked Kitchen บริษัทอาหาร Plant-based ชั้นนำของโลกที่อังกฤษ กับธุรกิจใหม่ของ ปตท.

คุณบุรณินเล่าต่อว่า แค่ทำจุดชาร์จอย่างเดียวคงไม่พอ เพราะคนไม่กล้าลองใช้ เลยเปิด บริษัท อีวี มี พลัส จำกัด (EVME PLUS) มาให้คนลองเช่ารถ EV ไปทดลองขับ ซึ่งตอนนี้คนนิยมเช่าระยะยาว และสิ่งสำคัญที่ ปตท. ได้รับกลับมาก็คือข้อมูลการใช้งาน เหมือนอย่างที่พอเปิดปั๊มน้ำมันสาขาใหม่ ก็จะมีข้อมูลสนับสนุนว่า ลูกค้าย่านนี้เป็นใคร เพื่อยืนยันกับร้านที่จะมาเช่าว่า ตรงกลุ่มเป้าหมายแน่นอน

“เราไม่กลัวบริษัทรถยนต์ทั้งหลายจะเปลี่ยนมาทำอีวีในเมืองไทย ถ้าเปลี่ยนแปลว่า มีดีมานด์เยอะแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องดี สิ่งที่เรากลัวคือ เขาจะไปทำเรื่องนี้ที่ประเทศอื่นมากกว่า ประเทศไทยจะไม่ได้อะไรเลย การที่เราลุกขึ้นมาทำ อย่างน้อยก็สร้างความมั่นคงให้ประเทศได้ระดับหนึ่งนะ” คุณบุรณินพูดถึงเป้าที่ใหญ่กว่าผลตอบแทนของบริษัท

08

ใช้แพสชัน ไม่ใช่แฟชั่น

ฟ้าสีน้ำเงินเข้มเหมือนกางเกงนักเรียนประถม

พอเวลาเปลี่ยนมาห้อยท้ายด้วย PM เมฆก็ลอยหายไปจากท้องฟ้า แดดแรงจนคนเมืองร้อนหายคิดถึงบ้าน ผมยังคงยืนคุยกับคุณบุรณินที่ระเบียง บทสนทนาของเรามาถึงความท้าทายในการเรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ ตลอดเวลา

“ถึงตรงนี้ เราไม่ได้เรียนรู้และทำความเข้าใจใหม่ทุกเรื่องนะ เราใช้เครือข่าย ใช้ประสบการณ์ ทำให้เรากล้าตัดสินใจ ส่วนเทคโนโลยีจ๋า ๆ หรือข้อมูลจ๋าๆ ก็ให้น้องๆ ทำไป เรานั่งฟังแล้วคิดตาม โยนคำถามให้เขา ทำยังไงถึงจะทำให้เขาเห็นว่ามันไม่ได้มีแต่แง่ดีทั้งหมด หรือกลัวจนไม่กล้าทำอะไรเลย ผู้บริหารมีหน้าที่ให้ทิศทาง ตัดสินใจ แล้วสนับสนุน ที่สำคัญ การทำธุรกิจใหม่ เราอาจเดินแบบเดิมไม่ได้ ถ้าเจอปัญหาจะมีทางออกอื่นไหม ผู้บริหารต้องนำทางไป พาไปให้ถึงเป้าให้ได้” คุณบุรณินสรุปแบบชัดถ้อยชัดคำว่า “ประสบการณ์เป็นเรื่องสำคัญ”

เราคุยเรื่องความสำเร็จมาเยอะแล้ว อยากคุยเรื่องที่ไม่สำเร็จบ้าง

เยือนโรงงาน Plant & Bean และ Wicked Kitchen บริษัทอาหาร Plant-based ชั้นนำของโลกที่อังกฤษ กับธุรกิจใหม่ของ ปตท.

“มี ช่วงที่ทำ Café Amazon ใหม่ ๆ เราเคยทำบริการ Pick and Drop รับส่งของในปั๊ม ทำร่วมกับพาร์ตเนอร์ ฝากของที่ปั๊ม แล้วก็ให้คนปลายทางรับที่ปั๊ม ทำ 50-60 สาขา ไม่รอด เพราะตอนนั้นยังไม่มีระบบอีคอมเมิร์ซรองรับ ไม่มีการส่งสินค้าเยอะขนาดนี้” คุณบุรณินเล่าไอเดียที่มาก่อนกาล

เมื่อถามถึงสิ่งที่นวัตกรรมที่สุดที่เคยทำ เขาตอบทันทีว่า

“ยังไม่มี นี่เป็นแค่จุดเริ่มต้น สิ่งที่เราทำแล้วแตกต่างคือเรื่องยา เราเปิดบริษัทมาได้ปีกว่า ไปลงทุนในบริษัท Lotus Pharmaceutical ผู้ผลิตยาและจัดการด้านสิทธิบัตรยาชั้นนำของโลก จนเรามีเครือข่ายทั้งยุโรปและอเมริกา จนเราแตกบริษัทที่เราทำสารอาหารออกมา เรามองเรื่องอาหารสำหรับผู้ป่วย อาหารเป็นยา สิ่งที่เราดีใจที่สุดก็คือ วันนี้พอมีคนคิดเรื่องนวัตกรรมเขาก็จะมาคุยกับ ปตท. ทำให้คนรู้ว่าเราทำเรื่องธุรกิจใหม่ได้นะ นั่นคือสิ่งที่ผมภูมิใจที่สุด” ผู้บริหารใหญ่ตอบพร้อมรอยยิ้ม

“มันกลับไปคำถามแรกที่เราคุยกัน ว่าทำเรื่องนี้เป็นแฟชั่นหรือเปล่า ถ้าทำเพราะแฟชั่นเดี๋ยวมันก็จะไป เพราะไม่ใช่ทุกเคสจะสำเร็จ มันต้องใช้เงินลงทุนสูง ถ้าทำเป็นแฟชั่นยังไงก็ไม่รอด ทำเรื่องพวกนี้ต้องใช้แพสชัน ไม่ใช่แฟชั่น”

บทสนทนาของเราสิ้นสุดลงตรงนี้ ทีมงานเดินเข้ามาแจ้งโปรแกรมต่อไป ทริปนี้ยังมีอะไรสนุก ๆ รออยู่อีกเยอะเลย

Writer & Photographer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load