คุณสมชัย เลิศสุทธิวงค์ น่าจะเป็นผู้บริหารที่สนุกกับความเปลี่ยนแปลงที่สุด เขาเชื่อเรื่องการอยู่ในสถานะ burning platform หรือสถานการณ์ไฟลน ไม่ชะล่าใจและเชื่อในความสำเร็จเดิมๆ

เขามีนโยบายงดประชุมงานในวันพฤหัสบดีช่วงบ่าย เพื่อให้ทุกคนมีเวลาเป็นของตัวเอง โดยไม่ลืมที่จะตั้งเงินค่าปรับ 100 บาทต่อคน ถ้าจำเป็นต้องประชุมจริงๆ

เขาลุกขึ้นเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร เพราะหากไม่เปลี่ยนก็อาจจะถูกเปลี่ยนจากกระแส digital disrupt ได้

โดยตำแหน่งแล้ว คุณสมชัยเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ AIS ซึ่งคุณอาจจะรู้จักเขาในฐานะลูกหม้อของบริษัท หรืออย่างน้อยๆ ต้องคุ้นหน้าค่าตาเขาจากที่ต่างๆ

การนัดหมายระหว่างเราวันนี้ไม่เกิดขึ้นได้บ่อยๆ กระดาษในมือเราจึงเต็มไปด้วยข้อคำถามยาวเหยียด ทั้งเรื่องการใช้ดิจิทัลและโซเชียลในชีวิตจริง ความรู้สึกเมื่ออ่านเจอคอมเมนต์ด้านลบเกี่ยวกับบริษัท ความเชื่อว่ารักจะเยียวยาทุกอย่างและยอมให้อภัย แอพพลิเคชันที่ใช้บ่อย คนรุ่นใหม่ที่เขารู้สึกชื่นชม และอีกหลายคำถามที่คุณสมชัยไม่เคยตอบคำถามนี้กับใครที่ไหน

การสนทนาระหว่างเราและเขา ผู้เป็นเบอร์ใหญ่ขององค์กรระดับพันล้าน แสนล้าน ไม่มีเรื่องตัวเลขกำไรขาดทุนสักเพียงนิดเดียว นั่นยิ่งทำให้เราเห็นตัวตนและวิธีคิดที่ได้ใจคนในองค์กร

ก่อนจะพบกับคุณสมชัย โปรดทำตัวสบายๆ และจับจองที่นั่งได้เลย และการสนทนานี้ไม่จำเป็นต้องปิดเครื่องมือสื่อสารและสัญญาณแจ้งเตือนใดๆ เพราะคุณสมชัยคุยสนุกมาก จนคุณลืมโทรศัพท์มือถือไปได้เลย

สมชัย เลิศสุทธิวงค์ สมชัย เลิศสุทธิวงค์

ตัวจริงของผู้บริหาร AIS เป็นคนติดสมาร์ทโฟนหรือโซเชียลมีเดียมั้ยคะ

ติดน้อยมากนะ ด้วยงานผมจำเป็นต้องหัดใช้สมาร์ทโฟนที่มีอยู่ทุกรุ่น อะไรออกใหม่ มีฟังก์ชันพิเศษยังไง ต้องลองหมด แต่ชีวิตจริงผมจะใช้สมาร์ทโฟนแค่เครื่องเดียว

ส่วนใหญ่ใช้ทำอะไร

ส่วนใหญ่ใช้ตามเรื่องงาน ถ้าเป็นโซเชียล ผมใช้เฟซบุ๊กสื่อสารแนวคิดและสิ่งที่น่าสนใจ จากที่เคยคิดว่าจะใช้เวลา 1 – 2 ชั่วโมงต่อวัน แต่พอจับเวลาใช้ 3 – 4 ชั่วโมงโดยไม่รู้ตัวจริงๆ เพราะระหว่างที่นั่งคุยกันหรือทำงานเราก็มักจะเผลอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูไปด้วย

ปกติอ่านคอมเมนต์เกี่ยวกับองค์กรในโลกออนไลน์บ้างมั้ย คอมเมนต์ด้านลบส่งผลต่อการทำงานของคุณยังไง

อ่านนะ เราก็เป็นมนุษย์ เวลาใครพูดถึงเราไม่ดีเราก็เสียใจ ที่ทำได้ก็คือปรับทัศนคติของตัวเองว่าความเห็นเหล่านั้นจะทำให้เราเห็นสิ่งที่ควรแก้ไข หลายครั้งที่มีคนเข้าใจความตั้งใจเราผิดแล้วแสดงความเห็นในด้านลบ แต่หากมองให้ดีเราจะเห็นว่าท่ามกลางเรื่องลบก็มีความเห็นด้านบวกอยู่บ้าง เราก็เลือกที่จะชั่งน้ำหนักและมองเป็นบทเรียนว่าจะทำอะไร จะโพสต์อะไรก็ให้ระวัง เป็นเรื่องธรรมดานะ

คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่า AIS จะเป็นผู้นำ แต่ก็สามารถแพ้ได้ตลอดเวลา ทำไมคุณถึงคิดอย่างนั้น

เทคโนโลยีมาเร็วไปเร็วมาก เราเห็นตัวอย่างเยอะแยะเลย บริษัทมือถือระดับโลกที่เคยมีส่วนแบ่งตลาดถึง 70% ทั่วโลก ทุกๆ ปีจะมีคนเฝ้ารอเทคโนโลยีใหม่ๆ จากเขาเสมอ จนเมื่อผ่านไป 10 ปี ที่ iPhone ถือกำเนิดบนโลก มือถือระดับโลกแบรนด์นั้นก็หายไปเลย ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นสินค้าแบบฟิล์มที่ตายไปเพราะมีสิ่งใหม่อย่างกล้องดิจิทัลมาทดแทน ผมคิดว่าเป็นเพราะการที่ไม่ปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นกับเค้า

ผมจึงบอกพนักงาน AIS เสมอว่าต่อให้เราเป็นเบอร์หนึ่งเราก็ไม่ควรดีใจ ชะล่าใจ จนไม่พยายามต่อ เพราะเชื่อในความสำเร็จแบบเดิมๆ แต่เราต้องอยู่ใน burning platform หรือสถานการณ์ไฟลน ปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา ทีมงานผมก็เลยเหนื่อยหน่อย เหมือนกับทำงานแบบวิ่งตลอดเวลา

คุณเป็นผู้บริหารสไตล์ไหน

คนรอบตัวจะบอกว่าผมเป็นผู้บริหารที่รู้จักประนีประนอมนะ บูรณาการได้ดี ผมมั่นใจว่าพันธมิตรรักผมทุกคนนะ

สมชัย เลิศสุทธิวงค์

แล้วคุณเชื่อในเรื่องการทำงานให้หนักมั้ย

เชื่อมาก ผมไม่เคยเชื่อเลยว่าจะมีอะไรได้มาง่ายๆ

คติการทำงานของผมสั้นและง่ายมาก หนึ่ง ต้องขยัน สอง ต้องมีความซื่อสัตย์ และสาม ต้องมีความจริงใจ

ขยันคืออะไร ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ จะเป็นนักกีฬาอันดับหนึ่งของโลก เขาล้วนผ่านการฝึกฝนที่หนักทั้งนั้น ลองมองคนที่ร่ำรวยและประสบความสำเร็จ ทุกคนขยันทั้งหมด ไม่มีใครที่ไม่ขยันแล้วได้ ขยันเป็น hardware ขณะที่ซื่อสัตย์เป็นเรื่องของจิตใจ และการที่เราซื่อสัตย์จะทำให้เราได้รับโอกาสและความไว้วางใจให้ทำอะไรมากมาย ส่วนความจริงใจจะทำให้คุณได้รับมิตรภาพที่ดีและยาวนาน

กับดักของเด็กรุ่นใหม่ที่มักคิดถึงการประสบความสำเร็จเร็วๆ อยากเติบโตเร็วๆ คุณมีคำแนะนำแก่พวกเขายังไงบ้าง

เส้นทางมืออาชีพไม่มีทางลัด อย่าวัดผลความสำเร็จจากตัวเงินเพียงอย่างเดียว แต่ให้ลองมองโอกาสที่ได้รับจากผลของการทำงานอย่างตั้งใจ ยกตัวอย่างเช่นสิ่งที่ทำและตำแหน่งงานที่ผมได้รับวันนี้ทำให้มีโอกาสพบเจอ พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิด กับจอมยุทธ์จากหลากหลายแวดวง เพื่อเพิ่มมุมมองประสบการณ์ให้ผมตลอดเวลา

การทำงานกับคนหลายเจเนอเรชันส่งผลต่อนโยบายการบริหารคนของคุณยังไงบ้าง

ผมพยายามเปลี่ยนแปลงองค์กร เพราะเราวิเคราะห์บริษัทแล้วพบว่าในจำนวน 12,000 คน เป็น baby boomer แบบผมเพียง 2 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นคนในเจเนอเรชัน X และ Y แต่ระบบที่เราทำทุกวันนี้มันตอบโจทย์คนยุค baby boomer ดังนั้นถ้าเราไม่เปลี่ยนระบบที่มีเสียก่อน พนักงานเจเนอเรชัน X และ Y ก็จะไม่อยู่กับเราแน่นอน

เราพยายามเปลี่ยนระบบ และแรกๆ ก็ได้รับการต่อต้านเยอะ เช่น นโยบายไม่มีห้องทำงานส่วนตัว เปลี่ยนพื้นที่ห้องทำงานผู้บริหารเป็นพื้นที่ส่วนรวม แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะยอมรับนโยบายนี้ได้ คุยไปคุยมาก็ได้รู้ข้อมูลอินไซด์ว่าห้องทำงานเป็นเสมือนผลจากจากทำงานอย่างหนักมา 20 ปี เป็นหน้าเป็นตาของเขาจริงๆ เราก็พยายามอธิบาย ค่อยๆ ปรับ ค่อยๆ แก้ไป

อะไรทำให้เชื่อว่าทำแบบนี้แล้วจะดี

มันเป็นเทรนด์ของโลกที่เราไม่ฏิเสธ

ทีเรายังชื่นชมระบบการทำงานขององค์กรในต่างประเทศที่มีนโยบายเปลี่ยนบรรยากาศการทำงานแบบเดิมๆ แบบนี้ แต่พอบอกให้ทำจริงเรากลับไม่อยากยอมรับ เพราะเคยชินกับการได้มาซึ่งเครื่องอัฐบริขาร จริงๆ เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ที่เข้าใจได้

นอกจากนี้ มีโนบายงดประชุมงานวันพฤหัสบดีช่วงบ่าย เหตุผลคือพนักงานเด็กๆ บ่นว่าพี่ๆ ชอบเรียกประชุมจนไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง แล้วความคิดสร้างสรรค์จะเกิดได้อย่างไร และหลังจากประกาศเรื่องนี้ออกไป คนกลับใช้เวลาช่วงนี้แหละนัดประชุมเพราะหาคิวนัดในช่วงปกติไม่ได้ และวิธีแก้ของผมคือออกนโยบายว่าคนที่เรียกประชุมในเวลานั้นต้องจ่ายให้ผู้เข้าร่วมหัวละ 100 บาท

โห ดีมากเลยค่ะ อยากขอไปใช้กับออฟฟิศตัวเองบ้าง

จริงๆ นโยบายเหล่านี้พอทำไปจนชินมันก็กลายเป็นเรื่องสนุก องค์กรคึกคักขึ้น ดีขึ้น พนักงานรุ่นพี่ก็ต่อต้านน้อยลง เริ่มเข้าใจมากขึ้น

ได้ยินว่า AIS สนับสนุนให้พนักงานมีชีวิตดิจิทัล เป็นนโยบายอยากให้พนักงานรักคุณหรือเปล่า

ไม่ใช่เพื่อให้เขารักเราหรอก แต่เพื่อให้เขาบริการลูกค้าให้ได้

ผมเชื่อเสมอว่าต่อให้โลกจะเปลี่ยนไปล้ำสมัยแค่ไหน คนก็ยังเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และการที่ AIS เป็นเบอร์หนึ่งได้ในทุกวันนี้ก็เพราะคนของเราทุกคน เพียงแค่ว่าวัฒนธรรมองค์กรแบบเก่าที่เราเคยใช้แล้วได้ผลในอดีต มาวันนี้อาจจะไม่เป็นอย่างนั้น เราจึงมีวัฒนธรรมองค์กรใหม่ เรียกอย่างเข้าใจง่ายว่า FIND U หรือการค้นหาตัวเองใหม่ F มาจาก Fighting Spirit หัวใจนักสู้ I คือ Innovation อันนี้สำคัญ เรามีเงินซื้อเทคโนโลยีได้ เราจะทำ IoT Platform คู่แข่งก็ทำได้ แต่ความริเริ่มสร้างสรรค์นี่แหละที่ทำให้แตกต่าง เราจึงให้ความสำคัญกับการสร้าง Innovation Culture เป็นเหตุผลของการสร้าง R&D Centre ต่างๆ N มาจาก New Ability ขีดความสามารถใหม่ D มาจาก Digital Life สนับสนุนให้พนักงานทุกคนต้องใช้ดิจิทัลให้เป็น และ U มาจาก Sense of Urgency เรียกว่าตื่นรู้ Alert การเปลี่ยนแปลงรอบตัวตลอดเวลา

ปีใหม่ที่ผ่านมา บริษัทมอบเงินให้พนักงานทุกคนคนละ 1,000 บาท ผ่าน mPay หรือ Mobile Payment ของบริษัทเท่านั้นถ้าไม่ใช้ mPay ก็อด ถึงได้บอกว่าไปๆ มาๆ เรื่องเหล่านี้กลายเป็นเรื่องสนุกในองค์กร ซึ่งครั้งนี้เราบอกว่าเป็นเงินของขวัญปีใหม่ เริ่มต้นยุคอัศวินดิจิทัล

สมชัย เลิศสุทธิวงค์

แล้วกับลูกค้า คุณอยากให้ AIS เป็นองค์กรเบอร์หนึ่ง หรือเป็นองค์กรที่เป็นที่รัก

ผมอยากให้ AIS เป็นที่รักของลูกค้า แทนที่เราจะทำ CRM CEM แบบใคร เราเน้นการทำ Customer Intimacy นั่นคือผู้ที่เกี่ยวข้องดูแลบริการลูกค้าต้องทำให้ลูกค้าหลงรัก เพราะเราเชื่อว่าหากใครหลงรักใคร เขาจะให้อภัย หากวันไหนที่ AIS ทำพลาด ระบบอาจจะแย่ สัญญาณอาจจะไม่ดีไปบ้าง ลูกค้าก็จะยังคงให้อภัย เพราะพอรักก็พร้อมจะเข้าใจเสมอ

สาเหตุที่โลกเรามีปัญหาทุกวันนี้เพราะการสื่อสารที่ไม่มีประสิทธิภาพ คุณมองเรื่องนี้ยังไง

เห็นด้วยนะ ผมขอยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้ายังจำเกมฮิตของรายการหนึ่งในสมัยก่อนได้ เขาจะให้ผู้เล่นเรียงแถวกัน แล้วค่อยๆ ส่งสารที่ได้รับจากสิ่งที่เห็นและได้ยินต่อๆ กันไปตามแถว เราคนดูจะเห็นว่าคนแรกกับคนสุดท้ายที่รับสารพูดไม่ตรงกัน มันเป็นธรรมชาติของการสื่อสารแบบแอนะล็อกที่จะบิดเบือนหรือตกหล่นหายไประหว่างทาง

ตัดภาพกลับมาที่ปัจจุบัน นอกจากเรื่องการบิดเบือนสารแล้ว การมาของดิจิทัลยังช่วยให้การแปลงสาร ตัดต่อสาร นั้นทำได้ง่ายจนทำให้ใครต่อใครเชื่อว่าเรื่องไม่จริงบางเรื่องเป็นเรื่องจริง ทำให้ยากที่แยกข่าวจริงและปลอมออกจากกัน

แล้วการสื่อสารที่ดีควรเป็นยังไง

10 ปีก่อน แบรนด์มือถือยักษ์ใหญ่ของโลกเคยมีวลีว่า connecting people การสื่อสารที่ดีจะทำให้โลกนี้เป็นหนึ่งเดียว ทำให้เกิดการแชร์องค์ความรู้ การช่วยเหลือกันและกัน เป็นเรื่องที่ดีและจำเป็น ซึ่งก็อยู่ที่คนใช้

เพราะฉะนั้นเราต้องระวังใจยังไง

คงต้องสร้างจิตสำนึก ผมเคยคิดจะทำแคมเปญเรื่องโทรศัพท์มือถือจะสร้างสรรค์หรือทำลายอยู่ที่เราผู้ใช้งาน ถ้าใช้อย่างพอดีในทางที่ถูกต้อง ค้นหาข้อมูล ติดต่อสื่อสาร เช่น ตั้งแต่มี LINE เข้ามาก็ช่วยเชื่อมการติดต่อกับเพื่อนที่ห่างหายไปนาน หรือมีคนป่วยในที่ห่างไกล การสื่อสารที่ดีก็ช่วยให้ระยะทางการช่วยเหลือนั้นสั้นลง

ทุกคนรู้ว่าเทคโนโลยีพวกนี้ทำให้เกิดเรื่องดีมากกว่าไม่ดี เพียงแต่พฤติกรรมผู้ใช้งานวันนี้เราทำเกินความพอดี เช่น ใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถจนนำมาซึ่งอุบัติเหตุ ฟอร์เวิร์ดข้อความที่เรายังไม่แน่ใจว่าจริงรึเปล่า พอมีข้อความเข้าเราก็ต้องเข้าไปดู จนเกิดการใช้งานที่เลยเถิด ทุกวันนี้ ผมมีข้อความแจ้งเตือนในโทรศัพท์วันละหลายพันข้อความ จนต้องปิดระบบแจ้งเตือนและเปิดดูเมื่อมีเวลาว่าง

ในสมัยที่ยังไม่มีใครพูดเรื่องดิจิทัลจะเข้ามาเปลี่ยนชีวิตคน คุณเป็นคนแรกๆ ที่พูดเรื่องนี้ ตอนนั้นคุณมองเห็นอะไร

ส่วนหนึ่งจากประสบการณ์ เพราะเราอยู่วงการนี้จึงได้เห็นได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญวิทยาการนี้เร็วกว่าคนอื่นๆ จนกระทั่งหลังจากที่คนไทยรู้จักดิจิทัลจาก digital economy ของรัฐบาลในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ทำให้ทุกคนต่างสนใจ พูดถึงเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา

เคยรู้สึกตื่นเต้นกับเทคโนโลยีหรือนวัตกรรม แต่ยังไม่ถึงเวลาที่จะทำให้เกิดขึ้นจริงบ้างมั้ย

AIS อดทนมากนะ (ตอบทันที)

ที่ผ่านมา เรารู้ตัวว่าถนัดทำระบบสำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ เราก็ทำสิ่งนี้ก่อน จนเมื่อถึงจุดหนึ่งช่วงที่ผมรับตำแหน่ง ผมประกาศเลยว่ายังไงเราก็ต้องทำ Fixed Broadband ต้องทำ digital platform เพิ่ม ตอนนั้นคณะกรรมการไม่เห็นด้วยนะเพราะโดยเทคนิคแล้วเราไม่มี Fixed Line ทำให้ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล แต่เพราะโลกมันเปลี่ยนไป ลูกค้าไม่ได้ใช้ระบบเราเพื่อการติดต่อสื่อสารอย่างเดียวเหมือนแต่ก่อน แต่ใช้เพื่อเข้าสู่โลกดิจิทัลตลอดเวลา ดูหนัง ฟังเพลง ค้นหาข้อมูล เป็นการใช้ data ในที่สุดที่บอร์ดก็อนุมัติ เราทำในจังหวะที่เทคโนโลยีเปลี่ยนพอดี จะเห็นว่าบางเรื่องไม่จำเป็นต้องเห่อหรือวิ่งตามสิ่งที่โลกบอกว่าดีไปทุกเรื่อง เพราะถ้ายังไม่ถึงเวลาที่ใช่ก็อาจจะส่งผลเสียมากกว่าดี

สมชัย เลิศสุทธิวงค์ สมชัย เลิศสุทธิวงค์

ย้อนกลับไปสมัยที่โทรศัพท์มือถือเครื่องใหญ่มากๆ มีแอบคิดมั้ยว่าเราจะติดต่อสื่อสารแบบเห็นหน้ากันในอนาคต หรือคนในสมัยนั้นมีความคิดเรื่องดิจิทัลจะเข้ามาเปลี่ยนชีวิตเรายังบ้าง

คิดนะ ถ้าย้อนกลับไปดูหนังฝรั่งช่วง 20 – 30 ปีที่แล้ว มีการจินตนาการถึงเรื่องนี้อยู่ตลอด และวันนี้เกือบทั้งหมดเกิดขึ้นจริงแล้ว อย่างเช่นเรื่องเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) ไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลก มีการพูดถึงเรื่องนี้มา 5 – 6 ปีแล้ว แต่ช่วงนั้นยังไม่มีเครือข่ายที่พร้อมรองรับ รวมถึง device หรือเซนเซอร์ก็เพิ่งพัฒนาให้ดีขึ้น

อะไรทำให้คิดว่าเวลานี้เป็นจังหวะที่เหมาะสมที่เราจะพูดเรื่อง IoT ตอนนี้

ผมคิดว่าภายในเวลา 3 ปีตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไปเป็นโอกาสสำคัญที่เราจะใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงประเทศ สร้างสิ่งใหม่ที่ทันสมัย เปลี่ยนกระบวนการหรือระบบความเชื่อเก่าๆ ยกตัวอย่างเช่นเราทำธุรกิจร้านอาหารและต้องการขยายธุรกิจ ถ้าเป็นวิธีคิดแบบเดิมเราก็คงหาทำเลเปิดร้านขยายสาขา ต้องมีเงินลงทุนทำร้าน หาบุคลากร แต่ด้วยโลกที่เปลี่ยนไป เทคโนโลยีที่ดีขึ้น คนสามารถใช้เฟซบุ๊กไลฟ์ ถ่ายทอดสด สั่งของรับออร์เดอร์ผ่านช่องทางนี้ ช่วยเพิ่มโอกาสโดยที่ไม่ต้องลงทุนลงแรงขยายสาขาแบบแต่ก่อน

นี่เป็นเพียงตัวอย่างง่ายๆ จากการใช้ประโยชน์จากดิจิทัล เราเพียงแค่รู้ว่าจะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่มีอย่างไร

ซึ่งในยุคนี้ที่อะไรๆ ก็ดิจิทัลไปหมด แม้กระทั่งความรัก เรายังหาแฟนผ่านดิจิทัล คุณคิดว่ามีอะไรบนโลกนี้ที่ดิจิทัลมาแทนไม่ได้

ดิจิทัล หรือระบบสร้างรหัส 0 1 มีประโยชน์มากกับเรื่องที่ต้องทำซ้ำๆ ผมเชื่อว่าต่อให้ดิจิทัลพยายามพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ให้เท่าเทียมมนุษย์ แต่ก็ยังมีเรื่อง wisdom ตรรกะความคิดที่ซับซ้อนของคนซึ่งดิจิทัลไม่สามารถแทนได้ ผมจึงบอกเสมอว่าอย่าไปกลัว เพราะมนุษย์เรานี่ซับซ้อนที่สุดแล้ว

เวลาคิดทำโปรเจกต์ใหม่ๆ คุณมักจะเริ่มต้นจากอะไร

ต้องยอมรับว่าบริษัทที่ดีต้องมีทีมทำงาน Research and Development (R&D) กล้าลงทุนสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และต้องให้โอกาส หมายความว่าไม่ใช่ว่าลงทุนทำ 100 แล้วต้องได้ 100 แต่ทำ 100 ได้แค่ 10 ก็ถือว่าเก่งแล้ว AIS เราแยกฝ่าย Innovation Lab และ Innovation Center ออกมาเป็นอิสระจากการดำเนินธุรกิจเพื่อส่งเสริมให้เกิดการคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อย่างแพลตฟอร์ม IoT ก็เป็นหนึ่งในผลงานที่เกิดขึ้น

เรามองเรื่องนี้แยกเป็น 2 ส่วนนะ ส่วนแรกคือธุรกิจจำเป็นต้องเดินหน้าอย่างมั่นคง แต่ของใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นก็จำเป็นต้องสร้างเสริม ถ้าเป็นรูปแบบบริหารจัดการองค์กรสมัยก่อนเขาจะทำ BD หรือ Business Development แต่ผมแยกออกมาเพื่อสนับสนุนให้พนักงานทุกคนโดยไม่จำเป็นต้องสังกัดอยู่ฝ่ายงานไหน คิด  ทำ และนำเสนอ โครงการใหม่ๆ ปีที่ผ่านมาเรามีทุน 100 ล้านบาทสำหรับ R&D โดยเฉพาะ

สมชัย เลิศสุทธิวงค์

ทำ 100 ได้ 10 นี่โอเคจริงๆ เหรอคะ

โอ้ ได้ 10 นี่ถือว่าเก่งแล้วนะ ถึงบอกว่าให้ทำเรื่องนี้เป็นงบ R&D และต่อให้ทำ 100 เหลือ 0 ก็ต้องยอม แต่ถ้าเป็นธุรกิจ แน่นอนว่ายอมให้เป็นแบบนี้ไม่ได้

ความร่วมมือที่ชวนภาครัฐและเอกชนร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีและสร้างแพลตฟอร์มต่างๆ สะท้อนตัวตนและความเชื่ออะไรของ AIS บ้าง

เราเชื่อใน ecosystem หรือระบบนิเวศแห่งโลกสื่อสาร

เราเก่งอะไร เราเก่งการให้บริการเครือข่ายและสร้างการเชื่อมโยง เราเก่งเรื่องแพลตฟอร์มที่จะเชื่อมต่อ แต่เราไม่มีทางรู้ว่าอุตสาหกรรมอื่นๆ ต้องการอะไร เราจึงสร้าง infastructure network เพื่อช่วยให้ผู้ที่ต้องการใช้งาน IoT สามารถคิดค้นเซนเซอร์หรือกระบวนการต่างๆ ง่ายขึ้น เช่น อยากรักษาอุณหภูมิของยา ซึ่งตู้เย็นทั่วไปไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ จึงทำระบบเซนเซอร์ IoT ให้คอยจับอุณภูมิแล้วส่งข้อมูลแจ้งเตือน เป็นต้น จึงเป็นที่มาของความร่วมมือกันระหว่างมหาวิทยาลัยกับคนที่ผลิตเครื่องมือมารองรับ

อย่างเรื่อง Internet of Things (IoT) จะเข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตเราเหมือนที่ internet เคยทำใช่มั้ย

เปลี่ยน แต่จะเป็นอีกแบบ ซึ่งบางเรื่องอาจจะเกินคาดเดา

การมาของอินเทอร์เน็ตสร้างการเปลี่ยนแปลงมากมายอย่างที่เรารู้กัน และ IoT ก็เป็นเวอร์ชันอัพเกรดกว่า เป็นเทคโนโลยีที่เข้าไปยุ่งกับสิ่งอื่นๆ ที่นอกเหนือจากโทรศัพท์มือถือ นั่นคือเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตกับอุปกรณ์ที่สร้างขึ้นมา อย่างที่เราเห็น wearable device ต่างๆ และเมื่อถึงวันที่ทุกอย่างรอบตัวเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ พฤติกรรมคนก็จะเปลี่ยน อาจจะส่งผลให้วิถีของสังคมโดยรอบเปลี่ยน เช่น โรงพยาบาล แทนที่จะตั้งรับคนป่วย ก็เกิดโปรแกรมใหม่ มี IoT ช่วยเก็บข้อมูล คอยเตือน คอยบอกขั้นตอนดูแลสุขภาพแก่ผู้ป่วย ซึ่งเราจะเห็นเหตุการณ์ราวๆ นี้เกิดขึ้นภายใน 3 ปีนี้แน่นอน เพราะ DNA พร้อม device พร้อม network พร้อม application พร้อม อยู่ที่พฤติกรรมผู้บริโภคเท่านั้นเอง และผมยังคงยืนยันว่าไม่รู้จริงๆ ว่าโลกจะเปลี่ยนไปแบบไหน

ถ้าให้เลือก Thing เพียงสิ่งเดียว ที่อยากให้มีเทคโนโลยี IoT สิ่งนั้นก็คือ…

ไม่มีเลย (นิ่งคิด) เพราะผมไม่ติดกับเทคโนโลยี แว่นตาหรือ wearable ก็ไม่ใส่

ขอตอบว่าหัวใจแล้วกัน

สมชัย เลิศสุทธิวงค์

ทำไมการเปลี่ยนแปลงให้เท่าทันโลกถึงสำคัญกับชีวิตเรา

ผมคิดว่าทำให้เราได้ตักตวงสิ่งที่เป็นประโยชน์มาอยู่ในชีวิตเรา

สมมติเราอยู่ในธุรกิจและเราเปลี่ยนไม่ทัน เราก็จะอยู่ในสิ่งที่ล้าสมัยเหมือนตัวอย่างที่เรามักจะเห็นกัน แต่ถ้าเป็นชีวิตส่วนตัว การรู้จักประยุกต์ใช้ในชีวิตจะเป็นประโยชน์ ดิจิทัลเข้ามาให้โอกาส อยู่ที่เราจะใช้มันแสวงหาโอกาสมากน้อยแค่ไหน และใช้มันในทางบวกหรือลบ

การอยู่ในวงการที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มีอะไรที่คุณไม่อยากให้เปลี่ยนไปบ้างไหม

ผมเชื่อในวัฒนธรรมที่ดีงามแบบไทยๆ สิ่งนี้แหละที่ผมไม่อยากให้เปลี่ยนไป

เวลาทำงานบริหาร ผมชอบที่จะผสมผสานวัฒนธรรมระหว่างตะวันตกและตะวันออก การสนใจแต่ KPI แบบคนทำงานฝั่งโลกตะวันตกอาจจะเป็นการกระทำที่ดูไม่มีหัวใจ ขณะที่สไตล์แบบคนไทยและฝั่งตะวันออกที่สนใจว่าสิ่งที่ทำไปเขาจะรักเรามั้ย เพราะฉะนั้น จึงต้องผสมผสาน เหมือนการผสมระหว่างศาสตร์และศิลป์ หรือตรรกะและอารมณ์

และในยุคที่เราเรียนรู้เรื่องราวของคนจากความสำเร็จที่เห็นในปัจจุบัน คุณอยากให้คนรุ่นใหม่จดจำคุณในแบบไหน

ผมอยากให้เขาคิดว่าผมเป็นคนที่ไม่มีอะไร คนธรรมดาคนหนึ่งที่ผ่านการทำงานอย่างขยัน ซื่อสัตย์ และจริงใจ ก็สามารถเติบโตและอยู่ในองค์กรอย่าง AIS ได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่ก็เป็นไปได้ ถ้าคุณมีความสามารถจริงๆ คุณก็สามารถเป็นมืออาชีพได้

สมชัย เลิศสุทธิวงค์

10 Questions

Answered by AIS CEO

  1. คนรุ่นใหม่ที่คุณรู้สึกชื่นชม : คนที่ทำธุรกิจที่ไม่คิดถึงตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่คิดถึงสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย คนแบบนี้คือคนที่ผมชอบ
  2. ในยุคที่เราคุ้นชินกับความรวดเร็ว จะมีบางจังหวะที่ช้าเกินใจอยาก เปรียบกับสัญญาณอ่อนแรงโหลดไม่ขึ้น คุณมีความรู้สึกอย่างไร และทำยังไง : ผมทำใจได้นะ ไม่หงุดหงิดมาก ข้อดีข้อหนึ่งของผมคือเหมือนหุ่นยนต์ ไม่ซับซ้อน
  3. เป็นสมาชิกอยู่ในกลุ่มไลน์กี่กลุ่ม กลุ่มที่เข้าบ่อยที่สุดและกลุ่มแปลกที่สุดคือ : 30 กว่ากลุ่ม กลุ่มที่เข้าไปดูบ่อยสุดคือกลุ่มพนักงาน AIS ใต้ฟ้าเดียวกัน กลุ่มที่แปลกที่สุด บอกไม่ได้ครับ (หัวเราะ)
  4. หนังสือเล่มล่าสุดที่อ่าน : ผมอ่านหนังสือไม่เยอะ แต่จะใช้วิธีคุยกับคนเยอะๆ มากกว่า ล่าสุด คุยกับโซเฟีย หุ่นยนต์ที่ได้สัญชาติมนุษย์เป็นรายแรก
  5. แอพพลิเคชั่นที่ชอบและอยากแนะนำต่อมากที่สุด : ผมยังใช้เฟซบุ๊กเยอะที่สุดอยู่
  6. นวัตกรรมใหม่ล่าสุดบนโลกที่อยากเห็นเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ : AI ที่ดีและแข็งแรง
  7. คำพูดที่คุณมักบอกพนักงานเสมอ : ผมพูดกับพนักงานบ่อยๆ ว่า ‘ไม่มีองค์กรไหนที่จะเหมือน AIS ที่พนักงานทำงานหนักเงินเดือนน้อยแต่มีความสุข’ พูดจริงๆ นะ แล้วทุกคนตอบรับว่า ‘เห็นด้วยค่ะ’
  8. ชมรมสมัยมหาวิทยาลัย : ผมทำกิจกรรมเยอะมาก เป็นประธานฝ่ายวิชาการขององค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาฯ ที่ไม่ค่อยเรียนหนังสือ
  9. ทริปการเดินทางที่เป็นจุดเปลี่ยนในชีวิต : ทริปอินเดีย ใครรู้สึกเหนื่อยยากท้อแท้กับชีวิตให้ลองไปที่นี่
  10. คุณไปแข่งแฟนพันธุ์แท้ตอนไหนได้บ้าง : คำถามคุณยากจัง

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

ชื่อของ AWC หรือ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) เป็นที่พูดถึงไปทั่วทั้งโลกธุรกิจ เมื่อสร้างดีลประวัติศาสตร์ขนาดใหญ่ในการเข้าระดมทุนตลาดหลักทรัพย์ช่วงปลาย พ.ศ. 2562 ถือเป็นก้าวสำคัญของกลุ่มทีซีซีที่ต้องการรุกตลาดโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ครบทุกมิติ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับโลกอย่างยั่งยืน ครอบคลุมทำเลหลักในกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวชั้นนำ ด้วยโรงแรมกลุ่มไมซ์ (MICE) โรงแรมในเมือง รีสอร์ตระดับลักซูรี และโรงแรมในพื้นที่ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยว ซึ่งสอดรับกับแคมเปญ ‘ไมซ์ไทย มนต์เสน่ห์สู่ความสำเร็จ’ ของสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ หน่วยงานภาครัฐที่ดำเนินงานขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์ของประเทศไทย เพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

สปอตไลต์ส่องตรงลงมาที่ วัลลภา ไตรโสรัส ลูกสาวคนเก่งของ เจริญ-วรรณา สิริวัฒนภักดี ที่พร้อมพาธุรกิจขนาดแสนล้านนี้ก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างเต็มตัวนับจากนั้นเป็นต้นมา

เมื่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เกิดขึ้นทั่วโลกช่วงต้น พ.ศ. 2563 แทบทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบที่สุดคือภาคบริการ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ AWC และเครือโรงแรมขนาดใหญ่ทุกแบรนด์ ภาพสนามบินสุวรรณภูมิที่เงียบเหงา ล็อบบี้โรงแรมที่ปิดไฟมืด แท็กซี่จำนวนมากที่จอดรถทิ้งไว้ในอู่ รวมทั้งภาพผู้คนที่เดินขวักไขว่ในห้องประชุมที่หายไป เป็นภาพติดตาที่ยังจำกันได้ดีจนยากจะเชื่อว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับประเทศไทย จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวอันดับต้น ๆ ของโลก

หลังจากที่ประเทศไทยเปิดรับนักท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ ลดขั้นตอนต่าง ๆ ลงเพื่อกระตุ้นให้ภาคบริการกลับมาคึกคักอีกครั้ง ถือเป็นจังหวะที่ดีของ AWC ที่เร่งเครื่องรุกธุรกิจเต็มกำลัง หนึ่งในเป้าหมายที่สำคัญคือการสร้างประโยชน์ร่วมกันกับธุรกิจการประชุมและสัมมนาหรือไมซ์ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่าภายใต้อาณาจักรโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ คุณวัลลภาอธิบายให้ The Cloud ฟังถึงความเชื่อมโยงของธุรกิจไมซ์ที่มีต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้น่าสนใจทีเดียว ติดตามวิธีคิดของเธอได้จากบทสัมภาษณ์นี้

คิดว่า AWC ผ่านจุดที่แย่ที่สุดของสถานการณ์โควิด-19 ไปหรือยัง

ตั้งแต่โรคโควิด-19 เริ่มต้นเมื่อ พ.ศ. 2563 สถานการณ์เรายังดีกว่าเมืองใหญ่ ๆ อย่างนิวยอร์กที่มีผลกระทบขนาดใหญ่ เราถือว่าคุมสถานการณ์ได้ดีมาก ทางเรากลับมาคิดว่าจะดูแลกันอย่างไรให้ผ่านสถานการณ์นี้ไปได้ มีประชุมทุกเช้าและวางแผนว่าจะใช้มาตรการอะไรบ้าง สิ่งแรกที่นึกกันคือ ทำอย่างไรถึงจะดูแลผู้บริหารและพนักงานให้ดีที่สุด นอกจากดูแลเรื่องรายได้และสวัสดิการแล้ว ก็ดูแลเรื่องความปลอดภัย เราเป็นกลุ่มแรกที่ประกาศปิดโรงแรมทั้งหมดที่มีเพราะว่าไม่มีนักท่องเที่ยวตอนนั้นแล้ว และถ้าพนักงานของเรายังต้องเดินทางออกมาจากบ้านก็มีความเสี่ยงสูงมาก ก็เลยปิดโรงแรมไปก่อน ให้ทุกคนทำงานที่บ้าน เพียงแค่ขออย่าเพิ่งกลับภูมิลำเนากัน เพราะมันจะแออัดและเกิดคลัสเตอร์ได้ สุดท้ายก็ผ่านช่วงหนัก ๆ นั้นมาได้ 

เราไม่รู้ว่ามันจะเกิดนานแค่ไหน สิ่งที่เราเห็นคือ พนักงานทุกคนได้รวมพลังกัน ช่วยกันคิด ช่วยลดค่าใช้จ่ายโดยที่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้าได้ รวมทั้งการปรับปรุงโรงแรมที่มีอยู่ พอปิดเราก็รีบจัดการเพราะคิดแต่ว่าถ้ากลับมา เราต้องกลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิมด้วยกัน เป็นช่วงที่ผ่านความท้าทายมาด้วยกัน ตอนนี้การเดินทาง นักท่องเที่ยวเริ่มกลับมาแล้ว เราเองก็เตรียมพร้อม ขึ้นกับว่าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องตอนนี้จะกลับมาได้เร็วแค่ไหน

ตอนนั้น พอสั่งปิดโรงแรมทั้งหมดแล้ว คุณวัลลภาทำอะไร

ตอนนั้นประชุมตลอด บอกพนักงานว่าเราต้องช่วยกันคิดว่า ถ้าจะบริหารจัดการให้ผ่านวิกฤตไปได้ต้องทำอย่างไร แต่เราไม่เอาแบบลดต้นทุนอะไรแบบนั้น เราอยากทำเรื่องประสิทธิภาพในการดำเนินงานในรูปแบบใหม่ ต้องบอกก่อนว่า AWC ครึ่งหนึ่งของพอร์ตคือโรงแรม อีกครึ่งคือออฟฟิศและอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ ซึ่งเป็นฐานแข็งแรงที่เราสามารถดูแลกระแสเงินสดให้เป็นบวก และดูแลผู้บริหาร พนักงาน ลูกค้ารวมถึงผู้เช่าได้ เราต้องลดค่าเช่าลงเพราะผู้เช่าขายของไม่ได้ เราก็ไม่ได้เก็บในช่วงที่ผ่านมาเพื่อให้ทุกคนผ่านมาด้วยกัน เพราะเราต้องดูแลกัน

เรียนรู้อะไรจาก 2 ปีนี้บ้าง

ได้รู้ว่าถ้าเรารวมพลังกันก็จะผ่านพ้นและสำเร็จไปด้วยกัน ถ้าร่วมกันคิดร่วมกันวางแผนก็จะมีแนวทาง โชคดีที่เราวางกลยุทธ์ชัดเจนตั้งแต่ก้าวแรก เรามองว่าต้องกระจายความเสี่ยง เราบอกว่าเราเป็น Lifestyle Real Estate ต้องรวมสินทรัพย์ที่มีคุณภาพเข้ามาและมีความหลากหลาย 

นักลงทุนเคยถามว่าทำไมไม่เน้นโรงแรมอย่างเดียวไปเลย เพราะว่านักท่องเที่ยวมาเมืองไทยเยอะมาก ทำไมต้องมาทำออฟฟิศที่ผลตอบแทนต่ำกว่า ก็ตอบไปว่าเราพยายามกระจายความเสี่ยงไปสู่ธุรกิจที่หลากหลาย การมีหลายตลาดก็จะเกิดการประสานพลังต่อกัน มีการกระจายโอกาส เสริมฐานลูกค้าให้แน่นขึ้น ซึ่งธุรกิจออฟฟิศกลายเป็นกระแสเงินสดหลักของบริษัทเราในช่วงที่ผ่านมา

ยังหวังว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับไปที่ 40 ล้านคนต่อปีหรือเปล่า

อันนี้ยังมีประเด็นอยู่ เพราะสายการบินยังมีข้อจำกัดในการพานักเดินทางที่จะมาประเทศเราได้ไม่เท่ากับสมัยก่อนโควิด-19 เรื่องจำนวนคนเป็นเรื่องที่ยังมีผลกระทบ เราก็เลยตั้งเป้ากลุ่มที่กำลังซื้อสูง ซึ่งค่าห้องพักก็ขายได้สูงกว่าปี 2019 ในหลายโรงแรม เราเน้นนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มากขึ้น เขาใช้จ่ายสูง ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้ว่าอัตราการเข้าพักจะยังไม่ได้อย่างที่อยากได้ เราก็ยังได้รายได้ที่ใกล้กับเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ ตอนนี้อุปสงค์ในตลาดยังจำกัด มีกลับมาเพียงบางกลุ่ม ตอนนี้ค่าตั๋วเครื่องบินก็ยังแพงกว่าเดิม คงต้องรอให้สายการบินต่าง ๆ กลับมาเปิดบริการกันมากขึ้นก่อน

ลูกค้าของ AWC กลับมาใช้บริการกันมากน้อยแค่ไหนแล้ว

พอสมควรแล้วค่ะ ตอนเจอโควิดใหม่ ๆ คิดว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการจะเจอผลกระทบหนัก บริษัทต่าง ๆ ก็อาจเลือกทำงานจากที่บ้านกัน แล้วกลุ่มไหนล่ะที่จะกลับมาก่อน สงสัยธุรกิจประชุมสัมมนาจะเป็นกลุ่มสุดท้าย แต่กลายเป็นว่าลูกค้ากลุ่มองค์กรกลับมาก่อน โดยเฉพาะธุรกิจประชุมสัมมนา ตามด้วยกลุ่มท่องเที่ยวทั่วไป กับกรุ๊ปทัวร์ยังไม่ได้กลับมามากนัก

ดูเหมือนธุรกิจไมซ์จะเป็นรายได้ส่วนสำคัญ

ใช่ค่ะ ตอนเราเข้าจดทะเบียนเพื่อซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ครั้งแรก (IPO) เราแยกกลุ่มของ MICE Hotel ออกมาเลย เน้นเรื่องการประชุมสัมมนา ซึ่งเรามองว่าเป็นจุดแข็งของประเทศ ล่าสุด เราเพิ่งลงนามกับทางเครือแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งซีอีโอและทีมเขามากัน 500 กว่าคน มาประชุมที่เมืองไทย เขาบอกว่าทุกคนอยากมาเมืองไทย บ้านเราถือเป็นไฮไลต์มาก ๆ สำหรับเขา 

ทำไมพวกเขาถึงอยากมาประเทศไทย

บ้านเรานอกจากมีอาหารที่อร่อย มีไลฟ์สไตล์ที่สนุกสนานแล้ว เขายังรู้สึกกันว่าบรรยากาศของเมืองไทยดีมาก การบริการเป็นเลิศ มีกิจกรรมให้ทำหลากหลาย กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่คนอยากกลับมาเที่ยวมากที่สุด ตอนนี้ก็จองโรงแรมเพื่อมาเที่ยวกันมาเต็มไปหมดแล้ว

MICE Hotel คืออะไร มีที่ไหนบ้าง

ตัวอย่างที่ดีมากคือโรงแรม แบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค ตรงสุขุมวิท เรามองว่าถ้าจะสร้างมูลค่าเพิ่มของโรงแรมขนาดใหญ่ที่มีห้องพักพันกว่าห้อง เราต้องมีจุดแข็ง จุดขาย ดังนั้น ต้องใส่ความสะดวกเข้าไปในห้องประชุมที่หลากหลาย ห้องประชุมใหญ่จุได้ถึง 1,500 คน หรือห้องแบบอื่นก็มีแบบไลฟ์สไตล์ มีทั้งพูลเฮาส์ มีที่แบบทำกิจกรรมร่วมกันได้ จึงทำให้ที่นี่ได้เป็น Best Convention Hotel in Asia จาก International Property Award หรืออย่างโรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล เป็นอีกไฮไลต์ ทั้งงานแต่งงานหรืองานสัมมนาระดับชาติก็จัดกันที่นี่ เราวางมาตรฐานของ Luxury MICE เอาไว้ กลายเป็นรายได้จากส่วนนี้ รวมทั้งค่าอาหารและเครื่องดื่มเรา สูงกว่ารายได้ค่าห้องเสียอีก เพราะฉะนั้น เราให้ความสำคัญกับธุรกิจไมซ์ คนที่เขาอยากมาประชุมที่นี่ เขาก็อยากมาเที่ยวเมืองไทย มาเที่ยวด้วยและได้พัฒนาเครือข่ายทางธุรกิจไปด้วย

โรงแรม แบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค
โรงแรม ดิแอทธินีโฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรีคอลเล็คชั่น โฮเทล

การจัดประชุมสัมมนาที่โรงแรมพิเศษอย่างไร

คำตอบคือการสร้างประสบการณ์แบบองค์รวมเชื่อมโยงกัน มันคือ Integrated Experience คนมาสัมมนาก็จะมีจุดประสงค์ว่า มาคุยอะไร กับใคร และมีสิ่งที่ตามมา อย่างประชุมเสร็จก็อาจชวนกันทานข้าวหรือไปคุยกันต่อ พอมาอยู่ที่โรงแรมคนก็อยากทำกิจกรรมด้วยกัน เลยเป็นประสบการณ์ต่อเนื่องที่สร้างมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมบริการ การประชุมสัมมนา เรามีพันธมิตรที่ทำงานร่วมกัน ทุกอย่างจะต้องเชื่อมต่อกัน ลูกค้ามาประชุมจากต่างประเทศก็ต้องใช้บริการห้องพัก จึงกลายเป็นโมเดลธุรกิจที่เชื่อมต่อและสร้างคุณค่าร่วมกันได้

สิ่งที่เราเน้นคือคุณภาพ สุขอนามัยที่ดี เราสร้างมาตรฐานสูงระดับสากลเพื่อให้ผู้ที่เดินทางมาได้สบายใจ สิ่งที่แตกต่างคือ เราต้องดูความต้องการของเขาด้วย เดี๋ยวนี้การจองโรงแรมมักจองกับโรงแรมโดยตรง ถ้าจะเปลี่ยนวันหรือทำอะไรก็ยืดหยุ่นกว่า ที่สำคัญคือเทคโนโลยี โรงแรมต้องเตรียมเรื่องการเชื่อมต่อทั้งการประชุมที่มาเจอกันหมดและการประชุมแบบไฮบริดที่มีทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ช่วงที่ผ่านมาเราจึงลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์การประชุมสัมมนายุคใหม่มากขึ้น ในห้องพักก็ต้องตอบโจทย์ รวมทั้งรองรับกลุ่มที่มาเปลี่ยนบรรยากาศการทำงาน (Workation) เพราะทุกวันนี้เราทำงานที่ไหนก็ได้แล้ว

แล้ว AWC จัดงานสัมมนาของบริษัทที่ไหน

เรามี AWC Infinite Lifestyle ให้พันธมิตรและผู้เช่าในตึกออฟฟิศของเราใช้งาน ซึ่งพนักงานของผู้เช่าก็ใช้งานได้ พอเป็นงานของ AWC เองก็มาจัดกิจกรรมกันที่โรงแรมแทน ที่ผ่านมาตอนนี้รายได้ร้านอาหารและเครื่องดื่มดีกว่าปี 2019 ด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นก็มาจากพลังของกันและกันที่ร่วมผลักดัน รวมทั้งลูกค้าทั้งในและต่างประเทศที่มาอุดหนุนเรา ตอนนี้มีการใช้แต้ม (Infinite Point) ในแพลตฟอร์ม จะใช้คะแนนไปแลกเพื่อรับประทานอาหาร เป็นส่วนลด หรือเอาไว้ใช้จัด ประชุมหรือเวิร์กชอปก็ได้ ยังมีเรื่องการดูแลสุขภาพ ใช้บริการฟิตเนสหรือศูนย์ประชุมธุกิจก็ได้ เพราะทั้งโรงแรม ออฟฟิศ ห้างสรรพสินค้า เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ของคนทั้งหมด

จะขยายธุรกิจต่อไปอย่างไร

นักลงทุนยังเชื่อมั่นในทรัพย์สินคุณภาพของ AWC นอกจากการปรับปรุงโรงแรมในช่วงที่ผ่านมาแล้ว เราเดินหน้าวางแผนพัฒนาโครงการต่าง ๆ เพิ่มเติม เข้าไปลงทุนในโครงการที่เห็นว่าจะช่วยอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้ ตอนนี้ก็ค่อย ๆ เตรียมแผนและศึกษาอยู่ ยังเชื่อมั่นว่าการท่องเที่ยวไทยมีศักยภาพระดับโลก ตอน IPO ตอนนั้นขนาดสินทรัพย์อยู่ที่ 1 แสนล้านบาท ตอนนี้ 1.4 แสนล้านบาทก็ยังมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอีก

นอกจากนี้ยังมีโครงการมิกซ์ยูสในพื้นที่ไฮไลต์ที่เรารวมพันธมิตรมาร่วมสร้างคุณค่าด้วยกัน ให้เกิดเป็นจุดหมายปลายทางที่ผู้คนอยากจะมาด้วย เราเชื่อว่านักลงทุนอยากมาร่วมสร้างคุณค่าที่ดีกับเรา ซึ่งเราเน้นที่ตลาดเมืองไทย ถือเป็นเรื่องดี เกิดรายได้สู่ชุมชน อุดหนุนสินค้าเกษตรในท้องถิ่น เกิดการจ้างงาน มองว่าไม่ว่าจะมาจากไหน ถ้าเขามาสร้างคุณค่าให้เมืองไทยก็เป็นเรื่องดี เหมือนที่ AWC บอกว่าสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่า (Building a Better Future) ให้เติบโตไปด้วยกัน

เราจะจับมือกับพันธมิตรระดับโลกมากขึ้น เพราะเมืองไทยเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก เป็นที่สนใจอยู่แล้ว อย่างเราเซ็นสัญญากับทางแมริออท ทำโครงการ The Ritz-Carlton Bangkok, The Riverside เรามองว่าทุก ๆ การเติบโตเราจะโตไปกับพันธมิตร นอกจากนี้ยังร่วมกับเครือโรงแรมระดับโลกอื่น ๆ อาทิ บันยันทรี ฮิลตัน อินเตอร์คอนติเนนทัล มันช่วยให้เรามีฐานลูกค้าที่หลากหลาย ถือเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมโดยรวมด้วย เวลาเราพูดถึงการบริหารความเสี่ยงอาจยังมองไม่เห็นทันที แต่พอเกิดปัญหาจะทำให้รู้ว่าการเตรียมรับมือความเสี่ยงที่มีไว้ล่วงหน้า ตอนเริ่มต้นเราก็ไม่คิดว่าจะเกิดโควิด-19 ที่ทำให้ภาคธุรกิจบริการโดนผลกระทบแบบนี้ แต่ด้วยกลยุทธ์การกระจายความเสี่ยง ทำให้เกิดประโยชน์ทางภาคธุรกิจพาณิชย์ที่สามารถรักษากระแสเงินสดของบริษัท

AWC จะร่วมมือกับธุรกิจไมซ์ทำอะไรเพิ่มเติมอีกบ้าง

พวกเราเป็นองค์กรธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ไลฟ์สไตล์มันเชื่อมต่อกันหมดเลย เรามองหาพันธมิตรทั้งไทยและต่างประเทศ แต่ละแห่งก็มีจุดอ่อน-จุดแข็งแตกต่างกัน เราสามารถมารวมพลังกันได้ นอกจาก เราอยากชวนพวกเขามาทำอะไรเพื่อลูกค้า สถานการณ์ที่ผ่านมาทำให้เรากลับมาถามตัวเองว่าจะทำยังไงให้เติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน เราเน้นเรื่องนี้ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา มีโมเดลแบบองค์รวมที่ครอบคลุมทุกกระบวนการของธุรกิจ เรามองเรื่องความยั่งยืนเป็น 3 ส่วนคือ 1) Better Planet ดูแลสิ่งแวดล้อมของเรา เพราะว่าอสังหาริมทรัพย์ต้องอยู่ในพื้นที่ระยะยาว 2) Better People ช่วยพัฒนาทั้งคนในองค์กร ลูกค้า ผู้เช่า ชุมชนไปจนถึงสังคม และ 3) Better Prosperity คือการเติบโตร่วมกัน การสร้างรายได้และคุณค่าร่วมและการกำกับกิจการที่ดี แล้วเราก็มีเป้าหมายของแต่ละส่วนที่ชัดเจน

เรื่องนี้สำคัญมากเลย เพราะเราต้องร่วมกันกระตุ้นเศรษฐกิจ ร่วมกันสร้างพลังกลับมา เพราะว่าช่วงที่ผ่านมาทำให้หลายอย่างชะงัก นอกจากการประชุมสัมมนาที่เป็นกลไกสำคัญ เรายังเห็นบทบาทขององค์กรต่าง ๆที่มาใช้พื้นที่ของโรงแรม ทำให้เราได้อุดหนุนสินค้าไทย ซื้อพืชผักและสร้างคุณค่าต่อไปหลายทอด ถ้าเราได้ร่วมกันเดินหน้าต่อแล้วสนับสนุนไมซ์ ก็จะเป็นการสร้างความแข็งแกร่งของพวกเราให้กลับมาด้วยกัน

Questions answered by CEO of AWC 

1. ถ้าบอกว่า AWC เป็น Lifestyle Real Estate แล้ว Lifestyle ของคุณวัลลภาเป็นอย่างไร

อยู่กับ AWC นี่ล่ะ มานั่งประชุมที่โรงแรมตลอด การทำงานเดี๋ยวนี้ต้องรวมเข้ากับชีวิต เราพูดคำว่า Integration มากกว่า Balance เพราะมันง่ายกว่าการแบ่งออกจากกัน ไม่ว่าทีมจะไปไหนก็จะชักชวนให้พวกเขาสนุกไปด้วยกัน ไลฟ์สไตล์ของเอ๋ก็จะเป็นการประชุม แล้วก็พาลูก ๆ มาตรวจงาน ลูกคนไหนอยากทานอาหารก็ไปทาน ก็บอกพวกเขาว่าส่งคอมเมนต์มาด้วยนะ เดี๋ยวหม่าม้าจะได้เอาไปปรับปรุงต่อ หรืออย่างตอนมาประชุม ลูก ๆ ก็มานอนด้วย เขาจะได้รู้ว่าบรรยากาศเป็นอย่างไร ทำให้เรายังมีเวลากับเด็ก ๆ และทำให้พวกเขารู้ว่าจะมีส่วนสร้างคุณค่ากับโครงการดี ๆ ได้อย่างไร

2. แสดงว่าไม่ได้มีช่วงพักที่หยุดยาวแบบไม่ได้ทำอะไรเลย

เอ๋คิดว่าเป็น Work Life Integration ไปแล้วนะคะ ครั้งล่าสุดที่รู้สึกว่าไม่ได้ทำงานก็คือตอนไปดูหนังกับลูก อยู่ในโรงหนังก็ไม่ต้องทำงาน เป็นช่วงสั้น ๆ (หัวเราะ)

3. จำได้หรือไม่ว่างานประชุมแรกที่เข้าร่วมคืองานอะไร

น่าจะเป็นการประชุมกับคุณพ่อคุณแม่ เป็นการประชุมกับผู้บริหาร บางทีมีประชุมมุมหนึ่งของห้องกัน 50 คน อีกมุมก็จะมีเด็ก ๆ วิ่งเล่นแถวนั้น หรือในห้องประชุมที่คุณพ่อคุยงาน ลูก ๆ ก็ได้อยู่ด้วย ได้เห็นธุรกิจจากการประชุมแบบกันเองไปจนถึงการประชุมขนาดใหญ่ อย่างตอนเด็กที่ปิดเทอม พ่อแม่พาไปต่างประเทศ เรานึกว่าได้ไปเที่ยว จริง ๆ ก็คือไปดูงาน เดินดูโรงงาน ดูธุรกิจของพันธมิตรเราแล้วก็ไปประชุมกับเขาด้วย ก็สนุกดี เลยคิดว่าการประชุมสัมมนาคือส่วนหนึ่งของการสร้างเครือข่ายเพื่อจะเติบโตร่วมกัน

4. นอนวันละกี่ชั่วโมง

เดี๋ยวนี้นอนเยอะแล้ว เพราะว่าช่วง 4 – 5 ปีก่อนนอนน้อยไป คือใน 1 สัปดาห์จะโต้รุ่ง 2 วัน เพราะตอนนั้นเพิ่งใช้ไลน์ในการคุยงาน สะดวกดี กลางวันเราประชุมเยอะ อัดแน่นไปหมด บางวันเคยประชุม 28 ประชุมก็มี พอมีไลน์ก็มาคุยกันในนั้น แล้วกลางคืนก็จะมานั่งไล่เคลียร์ทุกเรื่องให้หมด พอทำไปนาน ๆ ก็รู้ว่าเยอะไปและทำให้นอนไม่พอ จริง ๆ นอนไม่พอตั้งแต่เลี้ยงลูก ดูแลพวกเขา ไม่สิ นอนไม่พอตั้งแต่เรียนสถาปัตย์เลยต่างหาก (หัวเราะ) 

พอนอนน้อยมาเรื่อย ๆ ช่วงนั้นระบบร่างกายมันเปลี่ยน คือ นอนเท่าไหร่ก็ไม่หายง่วง เหมือนแบตเตอรี่ที่ชาร์จเท่าไหร่ก็ไม่เข้า ก็เลยคิดว่าไม่ได้การแล้ว ก็เลยต้องพยายามล็อกเวลานอนให้ได้ครบ 8 ชั่วโมง แต่เมื่อคืนก็ผิดแผน ประชุมงานกันถึงตี 2 (หัวเราะ) 

5. ตกลงที่คนคิดว่าเป็นซีอีโองานไม่เหนื่อย คงจะไม่จริง

คิดว่าการทำงานที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างคุณค่า เราได้เรียนรู้ ทำธุรกิจก็มีอะไรให้ทำต่อเนื่อง และถ้าเราวางแผนที่จะพัฒนาส่วนไหนได้เราก็ทำเพิ่ม คิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของโอกาสมากกว่า

6. ชอบดื่มชาหรือกาแฟ

ชอบดื่มชา เป็นชาเขียว เวลาประชุมก็จะเอามา มันต้องมีอะไรทำระหว่างประชุมไปด้วยก็คือดื่มชาเขียว เพื่อนญี่ปุ่นบอกว่าดูแลสุขภาพ ป้องกันโรค มีงานวิจัยบอกว่ามีผลเรื่องโควิดไม่แพ้กระชายด้วย ถือว่าช่วยเยอะมาก

7. โรงแรมโปรดของซีอีโอชื่อ วัลลภา ไตรโสรัส คือที่ไหน

ทุกโรงแรมเป็นโรงแรมโปรด แต่โรงแรม แบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์ มาบ่อยสุด เพราะอยู่ตรงข้ามบ้าน บางทีประชุมเสร็จก็ข้ามไปหาคุณพ่อคุณแม่ก่อนกลับ สะดวกมาก ที่นี่ใกล้อาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์ด้วย บางทีผู้บริหารอยากมาทำงานที่นี่ก็ได้ ถือว่าตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน ใกล้เมือง ใกล้บ้าน ใกล้ทางด่วน

‘ไมซ์ไทย มนต์เสน่ห์สู่ความสำเร็จ’ โดย สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิรรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ (TCEB)

หลังจากทั่วโลกฝ่ามรสุมจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 มาเกือบ 3 ปี ผู้คนล้วนต่างโหยหาการพบปะ พูดคุยแลกเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นงานสังสรรค์ งานภาควิชาการหรือธุรกิจ วันนี้ ประเทศไทยพร้อมสำหรับการกลับมาจัดอีเวนต์ทั้งอินดอร์และเอาต์ดอร์ ตามห้องประชุม ห้องสัมมนาและพื้นที่ธรรมชาติทั่วประเทศ โดยมี TCEB หน่วยงานรัฐที่มีพันธกิจในการผลักดัน ส่งเสริม พัฒนา และสนับสนุนอุตสาหกรรมไมซ์ประเทศไทย พร้อมกระตุ้นให้เกิดการจัดงานไมซ์ โดยร่วมมือกับพันธมิตรทุกภาคส่วนทั้งภาคเอกชน ภาครัฐ และภาคประชาชน เพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไปด้วยกัน

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ MICE และ TCEB ที่ : www.businesseventsthailand.com

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load