คุณพัชร สมะลาภา น่าจะเป็นนายธนาคารที่อินดี้ที่สุดในประเทศนี้

เขาเพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็น รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย รับหน้าที่ดูแลลูกค้าทั้งระดับบรรษัทขนาดใหญ่ ลูกค้าผู้ประกอบการ (SME) และลูกค้าบุคคล นั่นหมายความว่า การดูแลลูกค้าตั้งแต่ระดับบริษัทขนาดยักษ์จนถึงพ่อค้าหาเช้ากินค่ำ ล้วนเป็นงานของเขา

เมื่อธุรกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นในสาขาของธนาคาร เขาจึงต้องดูแลระบบการให้บริการของสาขาทั้งหมดด้วย

งาน Digital Banking ซึ่งเป็นงานใหม่และงานใหญ่ของธนาคาร ก็มีเขาเป็นผู้ดูแล

งานดูแลภาพลักษณ์ของธนาคารก็ใช่

ชายวัย 46 ปีคนนี้จึงเปรียบได้กับแม่ทัพคนสำคัญของธนาคารกสิกรไทย

คุณพัชร สมะลาภา จบปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจจาก Massachusetts Institute of Technology ประเทศสหรัฐอเมริกา เข้ามาทำงานกับเครือกสิกรไทยในตำแหน่งผู้บริหารของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด แล้วถูกดันขึ้นมารับตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ดูแลสายงานธุรกิจลูกค้าประกอบการ (SME) แล้วก็เติบโตขึ้นจนดูแลงานมากมายในปัจจุบัน

คุณพัชรเป็นผู้บริหารระดับสูงมากของธนาคารยักษ์ใหญ่

แต่เขาวางตัวไม่เหมือนนายธนาคารสักเท่าไหร่ เช่น ลงพื้นที่ตรวจงานสาขาแบบเงียบๆ ไม่ต้องมีพิธีต้อนรับ บางครั้งก็แอบไปตรวจงานคนเดียว (เขาจะดีใจมากถ้าพนักงานไม่รู้ว่าเขาเป็นผู้บริหาร) เขาชอบขับรถเอง ชอบกินข้าวในห้องอาหารร่วมกับพนักงาน สนใจสาระสำคัญมากกว่าเปลือกนอก และเชื่อว่า หัวหน้ามีหน้าที่ออกแบบวิธีการทำงานที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ลูกน้องทำงานอย่างมีความสุขขึ้น ไม่ใช่โยนงานและความเครียดไปให้ลูกน้อง เขาเป็นคนชอบแก้ปัญหามาก และเป็นคนที่พูดตรงมาก

เขาเชื่อเรื่องการใช้ชีวิตหลังเวลางาน เขาเคยออกกฎว่า ถ้าหัวหน้าคนไหนปล่อยให้ลูกน้องทำงานเกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์จะถูกตัดคะแนน

วิธีคิดงานของเขา และวิิธีวางตัวของเขา ทำให้หลายคนนิยามว่า เขาคือนายธนาคารที่อินดี้ที่สุด

(ยังจะมีนายธนาคารคนไหนอินดี้ได้กว่านี้อีกเหรอ)

พัชร สมะลาภา

คุณรู้สึกไหมว่าตัวเองดูไม่ค่อยเหมือนนายธนาคารสักเท่าไหร่

นายธนาคารทั่วไปเป็นยังไงผมยังไม่ค่อยรู้เลยครับ (หัวเราะ) ผมอยู่ธนาคารมา 10 ปีเอง เลยไม่มีภาพว่านายธนาคารจริงๆ เป็นยังไง ที่สับสนไปกว่านั้นก็คือ เราควรจะปฏิบัติตัวยังไงในองค์กรใหญ่ และเรื่องที่สาม เราควรทำตัวยังไงในบริษัทที่เป็นของคนไทย พอ 3 เรื่องนี้รวมกัน รวมกับความแปลกของตัวเองด้วย ก็เลยออกมาแบบนี้ เป็นภาพที่คนอื่นมองเข้ามาก็จะดูแปลกๆ

อะไรคือสิ่งที่คุณต่างจากนายธนาคารทั่วไปที่สุด

ส่วนแรก ผมใช้ภาษาง่ายๆ ผมพูดจาอะไรที่ดูเหมือนไม่ใช่คนธนาคาร คนมักจะจับคู่คำว่าพนักงานธนาคารกับเรื่องที่เข้าใจยากๆ แต่ผมเป็นคนที่พยายามพูดเรื่องต่างๆ ให้เข้าใจง่ายๆ มากจนหลายคนบอกว่า คุณไม่มีความรู้เหรอ ถึงพูดจาโดยไม่มีศัพท์ยากๆ เลย (หัวเราะ) ส่วนที่สอง เรื่องการพูดตรง ผมน่าจะต่างจากคนอื่นเยอะอยู่เหมือนกัน ผมมักจะพูดตรงๆ แทนที่จะพูดอ้อมไปอ้อมมา

ถ้ามีหนังสือเรื่อง ตำราบริหารงานสไตล์พัชร เนื้อหาส่วนใหญ่น่าจะเกี่ยวกับอะไร

ผมว่าเป็นเรื่องของวิธีการ ผมไม่ได้ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์เท่าวิธีที่จะไปให้ถึงผลลัพธ์นั้น ถ้าวิธีการถูกผลลัพธ์ก็ควรจะออกมาดี บอกกันก่อนนะว่าวิธีการทำงานของเราจะเป็นยังไง แล้วค่อยมาดูว่าแต่ละขั้นที่ต้องทำ หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า คืออะไร แล้วมาตัดสินใจร่วมกัน ถ้าเราทำ 5 ขั้นนี้สำเร็จ ผลลัพธ์มันก็ออกมาแถวๆ นี้แหละ ถ้าออกมาไม่ดีมาก ก็กลับมาดูว่าเราทำขั้นไหนผิดหรือเปล่า แต่ถ้าผลลัพธ์ออกมาดีแต่วิธีผิด หลายๆ คนอาจจะบอกว่าฉันไม่สนหรอก เธอจะทำยังไงก็ได้ขอให้ได้ผลลัพธ์นี้มาให้ฉัน แบบนี้ผมไม่เอา

การไปให้ถึงผลลัพธ์สไตล์คุณเป็นยังไง

ผมให้ความสำคัญกับเรื่องประสิทธิภาพในการทำงาน เมื่อก่อนมีการแข่งขันในวงการธนาคารน้อย ใช้จำนวนคนทำงานแต่ละงานเยอะ พออยากได้ผลลัพธ์มากขึ้น เราก็ใส่ทรัพยากรไม่ว่าจะเป็นเงินหรือคนเข้าไปมากขึ้น แต่ผมมองว่าวันนี้คุณมีคนเยอะเกินไป คุณใช้ทรัพยากรเยอะเกินไปแล้ว ทำยังไงให้ทรัพยากรที่มีอยู่มีประสิทธิภาพขึ้น ก็หนีไม่พ้นเรื่องวิธีการทำงานที่มีประสิทธิภาพ อีกเรื่องที่คนชอบพูดบ่อยๆ คือ ฉันเก่งที่สุด ฉันดีที่สุด ฉันเป็นที่หนึ่ง ผมไม่ค่อยอิน สำหรับผม ถ้าถึงจุดที่ดีที่สุดก็ไม่มีอะไรทำแล้ว ต้องเลิกทำแล้ว ผมเชื่ออยู่เสมอว่า ถ้าเราไม่มีวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพหรือทำให้ดีขึ้นได้อีก เราก็ไม่ควรมาทำงานแล้ว เพราะไม่เหลือเป้าหมายในการทำงานแล้ว

คุณถึงบอกเสมอว่า อยากเป็นที่รักมากกว่าเป็นที่หนึ่ง

กับลูกค้าน่ะครับ ความเป็นที่หนึ่งวัดได้หลายความหมาย พอบอกว่าเราเป็นที่หนึ่งด้านนี้ อีกคนก็บอกว่า นับอีกแบบสิ เขาก็เป็นที่หนึ่ง อีกคนบอกว่านับอีกแบบเขาก็เป็นที่หนึ่งเหมือนกัน ในที่สุดแล้วคนฟังจะกลับมาถามว่า การที่คุณเป็นที่หนึ่งมันดีกับผมยังไง มันไม่ตอบโจทย์ใครเลย แต่ถ้าเราเป็นที่รัก เราคงทำอะไรถูกสักอย่างหนึ่ง เขาถึงมีความรู้สึกดีๆ กับเรา แล้วจากความรู้สึกดีๆ ก็จะมีสิ่งอื่นๆ ตามมา

การทำธนาคารให้เป็นที่รักต่างจากการทำกำไรยังไง

การทำกำไรจากการเอาเปรียบลูกค้าก็เป็นวิธีหนึ่ง พูดตรงๆ เลยนะครับ (หัวเราะ) เอาเปรียบลูกค้าก็ได้ เอาเปรียบพนักงาน จ่ายเงินเดือนให้เขาน้อยๆ ก็ได้ เราทำกำไรได้หลายวิธี แต่ถ้าทำให้ลูกค้ารักได้ เขาก็จะใช้บริการต่อไปเรื่อยๆ ถ้าเราสนิทสนมรักใคร่กัน คุณพอใจในส่ิงที่เราให้ เราก็บอกตรงๆ ว่าสิ่งพวกนี้มีต้นทุนนะ เพราะฉะนั้น เราขอเก็บเงินราคาหนึ่งเพื่อให้กำไรของธนาคารดีขึ้น ถ้าเรามั่นใจว่าถ้าไม่ได้เก็บเขามากมาย เราให้เยอะกว่าสิ่งที่เก็บ มันก็เป็นสิ่งที่คุยกันได้ วิน-วินกันทั้งคู่

คุณทำยังไงให้ลูกค้ารัก

ต้องเริ่มจากความจริงใจ มันจะเห็นว่าคนคนนี้มาเพื่อเอาอะไรจากเราหรือมาเพื่อบริการเรา ถ้าวันนี้เขาทำโน่นทำนี่ให้เรา เราก็รู้สึกดี ถ้าวันหนึ่งเขาเอาบางสิ่งบางอย่างที่เขาเข้าใจเราจริงๆ มาเสนอแล้วบอกว่า เขาต้องการสิ่งนี้ มันก็คุยกันง่ายกว่าเยอะ


แล้วถ้าลูกค้าไม่รัก

ก็ต้องอดทนครับ (หัวเราะ) มันเป็นไปไม่ได้ที่จะทำตัวให้ทุกคนรักเรา คนคนนั้นเกี่ยวข้องกับเรามากน้อยแค่ไหนก็ไม่รู้ คำว่าบริการทุกระดับประทับใจ ตรง ‘ทุกระดับ’ เนี่ยมันรวมลูกค้าทั้ง 14 ล้านคน แต่ละคนก็มีระดับของเขา การบริการทุกคนให้เท่ากันนี่ยาก

ตอนย้ายมาดูแลงาน SME คุณลงพื้นที่ไปพบทั้งลูกค้าและพนักงานทั่วประเทศแบบบ้าคลั่ง ทำไมต้องทำขนาดนั้น

เหมือนประชดด้วย เมื่อก่อนใครเป็นผู้บริหารจะนั่งเฉยๆ รอให้ทุกคนมาเล่าโน่นเล่านี่ ผู้บริหารไม่ต้องเดินทางไปหาพนักงานหรือลูกค้าเลย เวลานัดลูกค้าก็ไปโกยลูกค้ามานั่งรวมกันที่โต๊ะแล้วผู้บริหารก็ยืนกล่าวอะไรที่ดูเป็น ‘ท่าน’ ผมไม่ชอบสไตล์นั้นเลย ก็เลยลงไปหาลูกค้าเอง ถ้าผมทำ พนักงานที่เหลือที่อยู่ระหว่างผมกับคนที่เป็นคนดูแลลูกค้า RM (Relationship Manager) คุณก็ต้องทำเหมือนกัน เพื่อให้พนักงานที่อยู่ติดลูกค้ามากที่สุดรู้สึกว่ามีคนมาช่วยเขาทำงาน ไม่ใช่มาสั่งเขา

พัชร สมะลาภา

คุณลงพื้นที่ไปทำอะไร

มีสองเรื่อง ผมอยากรู้ว่าธุรกิจ SME คืออะไรกันแน่ ก็ไปถามตรงจากเขา แล้วก็อยากให้พนักงานเห็นว่า ชื่อตำแหน่ง ‘ผู้ดูแลความสัมพันธ์’ มีหน้าที่สร้างความสัมพันธ์นะ ไม่ใช่มีหน้าที่ทำงานกับสำนักงานใหญ่

ส่วนใหญ่ผมไปเจอลูกค้า SME ต่างจังหวัด ช่วงแรกๆ ผมแทบไม่ได้อยู่กรุงเทพฯ เลย ไปถึงก็คุยจิปาถะ เป็นไงพี่ สบายดีไหม ไอ้นี่คืออะไร ชิ้นนี้มีไว้ทำอะไร นั่งฟังเขาคุยไป พอได้ฟังคนมันช่วยให้เราเข้าใจเร็วขึ้น ลูกค้าคนหนึ่งขายเหล็ก คนหนึ่งทำโรงแรม คนหนึ่งขายขนม แต่ละเรื่องไม่เหมือนกัน มันบังคับให้เราต้องหัดฟังตลอด

คุณได้อะไรบ้างจากการลงพื้นที่

หนึ่ง ฟังคนเก่งขึ้น สอง ช่วยเรื่องความสามารถในการสื่อสารของตัวเอง มีคนเก่งเยอะมากที่ไม่สามารถนำสิ่งที่ตัวเองคิดมาอธิบายให้คนอื่นเข้าใจได้ง่ายๆ

ผู้ประกอบการ SME ยุคนี้ต่างจากเดิมยังไง

เขาอินกับสตาร์ทอัพมากขึ้น เมื่อก่อนผู้ใหญ่บอกว่า ทุกอย่างที่คุณอยากได้จะมาจากการใช้ความพยายามและความเหน็ดเหนื่อย แต่ตอนนี้มาแนว ดูคนนี้สิใช้เวลาแป๊บเดียวมีเงิน 100 ล้านแล้ว ฟังแต่เรื่องที่สำเร็จ เรื่อง 99 ครั้งที่ล้มไม่ค่อยมีใครเล่า เลยคิดว่าทุกอย่างง่ายไปหมด ผมรู้สึกว่าไม่ดีเลย เด็กยุคนี้เลยอยากมีอิสรภาพ อยากเป็นเจ้านายตัวเองกันเยอะขึ้น แต่โอกาสที่เด็กทำสำเร็จก็เยอะขึ้น เพราะข้อมูลและเครื่องมือเยอะขึ้น แต่สิ่งที่สอนไม่ได้คือ ความอดทน ช่วงหลังเรียนจบเป็นช่วงที่เราต้องสร้างสิ่งนี้ขึ้นมา เป็นช่วงทำงานหนัก อดทน ล้มแล้วลุกขึ้นมาใหม่ ไม่ย่อท้อ คาแรกเตอร์เหล่านี้โตขึ้นมาแล้วต้องใช้ ต้องสร้างช่วงนี้แหละ

ในแง่หนึ่งคุณอยู่ในครอบครัวที่มีฐานะ คุณไม่ต้องทำงานหนัก ไม่ต้องพิสูจน์ตัวเองก็ได้ อะไรคือแรงขับให้คุณทำงานที่ลุยขนาดนี้

ก็แปลกนะ ภาพผมดูสับสนมาก ทำตัวแบบนี้อีก (หัวเราะ) หนึ่ง ผมเป็นคนที่ชอบแข่งขัน ชอบทำอะไรสุดขั้ว พ่อแม่ส่งไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่เด็ก ช่วงอายุ 12 – 18 ปี ผมเป็นเด็กเอเชียคนเดียวในโรงเรียน พูดภาษาฝรั่งไม่ได้ โดนปล่อยให้สู้เอง ช่วยเหลือตัวเอง ต้องอดทน ทำงานเอง เก็บโต๊ะบ้าง ล้างจานบ้าง แต่พอกลับมาเมืองไทยก็เป็นเหมือนเดิม ชื่อเสียงความเป็นคุณหนูก็กลับมา แต่นิสัยผมไม่ได้เป็นแบบนั้น ภาพที่มองจากข้างนอกกับนิสัยจริงๆ เลยไม่เหมือนกัน ก็เลยออกมางงๆ

คุณเป็นผู้บริหารที่ชอบความเสี่ยงไหม

ทุกครั้งที่ผมตัดสินใจมีความเสี่ยงหมดเลยครับ มากบ้าง น้อยบ้าง สำหรับผมความเสี่ยงเป็นเรื่องปกติ เรามีความเสี่ยงตลอดเวลาอยู่แล้วตั้งแต่ตื่นนอน นั่งรถ ทุกอย่างเสี่ยงหมด เรารับได้หรือไม่ได้เท่านั้นเอง ผมจะไม่มองหาสิ่งที่ไม่เสี่ยงเลยแล้วหวังว่าจะได้ผลตอบแทนสูงๆ เพราะผมคิดว่าในโลกนี้ไม่น่าจะมี แต่ผมแยกความเสี่ยงของตัวเองกับความเสี่ยงของแบงก์ออกจากกัน ความเสี่ยงกับตัวเองก็อย่างเช่น ถ้าผมพูดอะไรไปสักอย่างหนึ่ง แม้ว่าจะดีกับองค์กรของเรา แต่ก็มีโอกาสโดนเยอะมาก ถ้าเราทำงานมาสักพัก เงินเดือนมาถึงจุดหนึ่ง มันไม่มีระบบว่าถ้าคุณไม่มีผลงานเราจะลดเงินเดือนคุณลงมาเรื่อยๆ ดังนั้น อยู่เฉยๆ ไม่โดนด่าเลยดีที่สุด คือไม่เอาตัวเองไปแลกกับความเสี่ยง แต่ผมชอบแกว่งเท้าหาเสี้ยน (หัวเราะ) ชอบสุดๆ ถ้ามีปัญหาอยู่ตรงไหน ผมจะไปลุยคนแรกเลย เป็นช้างเท้าหน้าตลอดเลย ไม่มีใครทำ ผมทำเอง

สนุกตรงไหน

มันท้าทาย อีกมุมหนึ่งคือ ทำไมไม่ทำ ก็เห็นอยู่แล้วว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไข คนที่เห็นปัญหาแล้วรำคาญตา รอว่าเมื่อไหร่จะเกิดการเปลี่ยนแปลง คนพวกนี้จะชอบ แต่คนที่คิดว่าเขาอยู่กันเฉยๆ ก็ดีอยู่แล้ว จะมาลุยอะไรกันมากมาย จะไม่พอใจว่าทำไมผมต้องมาทำตัวแตกต่าง แต่ถ้าเราอยู่เฉยๆ มันก็จะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ผมชอบแก้ปัญหา ชอบเปลี่ยน ชอบยุ่งเรื่องโน้นเรื่องนี้ที่เป็นปัญหา ไม่งั้นจะเบื่อ ไม่มีอะไรให้ทำ ถ้ามันเหมือนที่เราคิดไว้หมดแล้ว แก้อะไรไม่ได้แล้ว ก็ไม่มีความสนุกแล้ว เพราะเราจะไม่ได้เปลี่ยนอะไรเลย

แคร์สายตาคนอื่นแค่ไหน

ผมไม่แคร์เลย (หัวเราะ) ไม่งั้นไม่มีทางอยู่ในองค์กรใหญ่ได้ ตอนผมเริ่มสายงานใหม่ๆ ผมบอกทีมว่า ผมได้ยินมานะว่าผมถูกคนด่าว่าอย่างนี้ ผมไม่ได้ขอให้คุณหยุดนะ แต่ขออธิบายตัวเองหน่อย ต่อไปเวลานินทากันจะได้เอาไปพูดได้ว่า มีคนอีกคนที่บอกแบบนี้

พัชร สมะลาภา

บรรยากาศการลงพื้นที่เพื่อตรวจสาขาเป็นยังไงบ้าง

แรกๆ ตอนคนไม่รู้จักก็สนุกดีครับ ลงใหญ่เลย เข้าไปตอนแรกก็ทำตัวเป็นลูกค้า หลังๆ ก็เดินไปเรื่อยๆ ถามเขาไปเรื่อย เขาจะนึกว่าผมมาจากสำนักงานใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่เขาไม่ค่อยสนใจหรอก เพราะคนจากสำนักงานใหญ่ไปสาขาบ่อย ใครว่างผมก็ไปคุยกับเขา วันนี้ผู้จัดการไม่มาเหรอ บางทีคุยกับลูกค้าอยู่ก็เดินไปถามว่าขายอะไรเขา ตรวจเอกสารนี้ทำไม เขาเอาเหรียญมาแลกขนาดนี้เคยนับด้วยเหรอ มันก็เป็นคำถามโง่ๆ หน่อย เด็กเขาก็จะตอบนะ แต่ผู้ใหญ่จะอึดอัดหน่อย กลับมาผมก็มาเล่าให้คนอื่นฟังว่าไปเจออะไรมาบ้าง เมื่อก่อนตอนที่คนไม่รู้จักผมก็ดีนะ อยากรู้ว่าชีวิตเขาเป็นยังไง ทำยังไงชีวิตเขาจะดีขึ้น เขาก็บอกจริงๆ แต่ทุกวันนี้ไม่ค่อยสำเร็จแล้ว คนจำได้แล้ว เซ็งสุดๆ ถามอะไรใครไม่เคยได้ความจริง มันเคลือบน้ำตาลมาหมดแล้ว เขาแต่งมาแบบเป๊ะๆ อย่างที่ผมอยากฟัง

ตอนเยี่ยมสาขา อะไรคือสิ่งที่คุณประหลาดใจที่สุด

ถ้าผมเป็นพนักงานสาขาแล้วมีใครมาบอกให้ผมทำอะไรแบบนั้น ผมคงไม่ทำ ผมไม่เข้าใจว่าเขาทำไปได้ไง (หัวเราะ) แต่ก็อีกแหละ ตัวตนแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน อย่างการขายประกันถ้าต้องออกไปหาลูกค้าร้อยคนเพื่อขายให้ได้คนหนึ่ง เป็นผมคงถามแล้วว่า ขอไปขายอย่างอื่นที่ไปครั้งเดียวแล้วขายได้เลยได้ไหม ทำไมต้องให้ผมไปขายร้อยครั้ง แต่ไม่มีใครถาม ทุกคนก็จะวิ่งร้อยครั้งเพื่อขายของให้ได้ชิ้นหนึ่ง

ตอนนี้บรรยากาศการทำงานในสาขาดีขึ้นหรือยัง

ผมว่าดีขึ้นนะ ธุรกิจบริการถ้าคนบริการเซ็งตลอดเวลา ยังไงบริการก็ออกมาเละ ถ้าบริหารจากส่วนกลางเยอะๆ แล้วไม่สนใจเขา เช่น ใช้งานเขาเยอะเกินไป จะเอาเท่านี้คุณไปหามา พองานเยอะมากๆ ความรู้สึกที่มีต่อองค์กรจะแย่ ส่ิงที่เขาจะทำคือ ไม่ดูแลทรัพย์สินขององค์กรซึ่งก็คือโกง ธนาคารจะโดนโกงเยอะมาก มันเกิดจากความสัมพันธ์ที่ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นพนักงาน แต่คุณจัดผมขนาดนี้ ถ้าผมมีโอกาสเมื่อไหร่ ผมจัดคุณแน่ เหมือนรอโอกาส วันนี้เราพยายามเข้าไปเปลี่ยนความรู้สึกว่า ไม่ใช่เราสั่งให้คุณทำโดยไม่ช่วยเหลืออะไรเลย สาขาจะจัดงานเลี้ยงก็ไม่ได้ ทำอะไรก็ผิดไปหมด ความสนุกสนาน สภาพแวดล้อมการทำงานดีๆ ก็หายไปหมด ผมไปเปลี่ยนพวกนี้ ให้จัดงานบ้าๆ บอๆ ได้ แล้วเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่าง คุณอย่าไปบังคับให้เขาห้ามกินข้าวจนกระทั่ง 6 โมงเย็น ถ้าเขาจะไปเข้าห้องน้ำก็ต้องให้เขาไปนะ แสดงให้เห็นว่าเขามีตัวตน บรรยากาศโดยรวมก็ดีขึ้น

อะไรคือสิ่งที่คุณอยากให้เปลี่ยนไปมากที่สุด

ผมพยายามให้เขาถามคนออกคำสั่ง ผมบอกว่า ถ้าคุณไม่เชื่อนะ คุณถามเขาเลยว่าทำทำไม แต่เขาก็ไม่ถาม

ถ้าถามแล้วหัวหน้าจะงงไหม

งงสุดๆ เพราะเขาถูกฝึกมาให้ออกคำสั่ง ไม่เคยฝึกมาให้ตอบคำถาม อาจจะอารมณ์เสีย แล้วตอบว่า ให้ทำก็ทำไป ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นเลย เมื่อก่อนทำไงก็ทำแบบนั้นเหมือนเดิม ผมพยายามให้คนหัดถาม แล้วคนที่มีหน้าที่ตอบก็หัดตอบ ให้เขาวางแผนเพื่อที่จะไม่ทำงานแบบสะเปะสะปะ ไม่ใช่อยากขายให้ได้สิ 10 ครั้งก็ให้ลูกน้องโทรไปสองร้อยสามร้อยครั้ง ผมบอก ไม่ได้ หน้าที่ของคุณคือ ทำให้ลูกน้องโทรน้อยที่สุด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์เท่าเดิม

คุณเคยสั่งหัวหน้าว่าห้ามให้ลูกน้องทำงานเกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ทำไมคุณถึงเชื่อเรื่องการออกไปใช้ชีวิตหลังเลิกงาน

ปัญหาคือหัวหน้า เมื่อก่อนถ้าอยากได้ผลลัพธ์ 10 หน่วย ก็ให้ลูกน้องทำ 40 หน่วย ถ้าได้ไม่ถึงก็ให้ลูกน้องใส่ 60 เท่านี้เอง ผมสงสัยว่าประสิทธิภาพมันหายไปไหน หน้าที่คุณนะ คุณต้องทำให้เขาใส่ 40 เท่าเดิมแล้วได้ 12 ถ้าคุณยังไม่รู้จะทำยังไง ผมห้ามคุณก่อนเลย ใครให้ลูกน้องทำงานเกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ผมหักคะแนนคุณ ตอนนั้นงงกันอย่างรุนแรง เพราะเขาไม่สามารถหาวิธีให้ลูกน้องทำงานน้อยแล้วได้ผลลัพธ์ดีได้ ผมเห็นลูกน้องนั่งเครียดทำพรีเซนต์ เรื่องมันเล็กนิดเดียวเอง จะมาอะไรมากมายวะ เมื่อก่อนไม่มีเลยที่บอกว่า ไม่ต้องทำสไลด์ 5 อันหรอก ทำอันเดียวพอ มีแต่บอกว่า ทำ 10 อันดีกว่าทำ 5 อันแน่นอน การทำ 10 อันเขาต้องอยู่ถึง 6 โมงแน่ๆ ทั้งๆ ที่รู้ว่า 5 อันท้ายไม่มีใครดูหรอก ผมถามอยู่เสมอว่า ทำมาทำไมเยอะแยะ รู้อยู่แล้วว่าไม่มีใครดู ไม่งั้นเราจะ balance ชีวิตไม่ได้ เราจะ burn out เร็ว ทั้งที่จริงแล้วเราควรทำงานถึงอายุ 60 ถ้าไปบ้าคลั่งตอนเด็กๆ หรือตั้งเป้าว่าอายุ 35 ต้องเป็นตำแหน่งสูงๆ ให้ได้ แล้วหลังจาก 35 ถึง 60 จะไปตำแหน่งไหนอีก มันหมดแล้ว

ถ้าเด็กถามกลับว่า ไม่ทำงานหนักแล้วจะประสบความสำเร็จเหรอ

หลัง 4 โมงมันเป็นเวลาของเราแล้ว เราเลือกได้ว่าจะไปออกกำลัง จะอยู่กับเพื่อน หรือจะไปทำสิ่งต่างๆ ที่ทำให้ความสามารถของเราเพิ่มขึ้น แต่ประเด็นคือ คนธนาคารคิดว่าถ้าทำงานหลัง 4 โมงแปลว่าทำงานเยอะ ก็คาดหวังว่าสิ่งที่ได้รับกลับมาจะเยอะ พอไม่ได้ก็ผิดหวัง ถ้าคุณเป็นคนที่ตั้งเป้าหมายว่าคุณต้องพัฒนาตัวเองขึ้นไปได้เรื่อยๆ และคุณชอบการเรียนรู้ คุณจะทำงานถึง 2 ทุ่มก็ได้ ไม่ว่ากัน แต่คุณต้องเลือกเอง ไม่ใช่ทำเพราะหัวหน้าสั่ง หรือเป็นนโยบายของธนาคาร นี่คือข้อแตกต่าง

งานอดิเรกที่คุณรักอย่างการวิ่งสอนอะไรคุณ

ไม่ต้องไปแข่งกับคนอื่น การแข่งขันกับคนอื่น เราชนะด้วยการทำให้คนอื่นดูแย่ลงได้ แต่วิ่งมันแข่งกับตัวเองอย่างเดียว ไม่ต้องทำให้คนอื่นแย่ มันช่วยลดความแรงของการโตมาจากเมืองนอกได้ แล้วก็เป็นเป็นกีฬาที่ไม่ต้องไปบีบบังคับให้คนอื่นพยายามหนักเท่าเรา

คุณเชื่อในตัวเลขมาก ในการตัดสินใจเรื่องสำคัญคุณเชื่อตัวเลขหรือตัวเอง

มันแปลกมากเลย หลังๆ มีแต่คนบอกว่าผมไม่ดูตัวเลข (หัวเราะ) ผมโตมากับตัวเลขตั้งแต่เด็กๆ เมื่อก่อนผมดูเรื่องความเสี่ยง ผลตอบแทน มันหนีไม่พ้นตัวเลข พอเราโตมา มันมีอะไรที่เป็นสีเทาเยอะมาก เมื่อก่อนเราพยายามเอาสีเทามาแปลงเป็นตัวเลข แต่สักพักก็รู้ว่ามันไม่ใช่หรอก คนเราตัดสินใจไปแล้วค่อยหาตัวเลขมาสนับสนุน ซึ่งมันผิดโฟลว์หมดเลย อย่างผมรู้ว่า Product Manager อยากทำแคมเปญนี้ เขาก็ไปนั่งทำตัวเลขโน่นนี่ออกมาให้ดูดีเพื่อจะได้สนับสนุนให้เขาได้ทำโปรเจกต์นี้ หลังๆ ผมเลยไม่ค่อยดูตัวเลขแล้ว เพราะยังไงก็ออกมาดี (หัวเราะ) จนมาถึงจุดที่บอกว่า 6 เดือนให้หลังเรามาเปรียบเทียบกันว่าสิ่งที่คุณทำตัวเลขมากับความจริงมันตรงกันไหม มันไม่ตรงหรอก ผมเลยไม่ค่อยดูเลขแล้ว

แล้วดูอะไร

หนึ่ง ผมใช้ความรู้สึกของคนที่มาเล่าให้ฟังว่าเขาคิดยังไงกับสิ่งนี้ นิสัยและงานที่ผ่านมาของเขาเป็นยังไง ผมเป็นคนช่างสังเกต มีความยุ่งเรื่องคนอื่นสูง (หัวเราะ) ผมจะชอบเก็บรายละเอียด ข้อเสียคือ พอเก็บรายละเอียด ก็จะตัดสินด้วยความรู้สึกข้างในเยอะ มีข้อมูลไม่ค่อยเยอะหรอก พอเป็นแบบนี้คนที่เข้าหาผมเลยลำบากใจเพราะไม่มีแนว ผู้บริหารเก่าๆ ลูกน้องจะรู้ว่าต้องเข้าแนวนี้แนวนั้น แต่ผมไม่มีแนว เลยลำบาก

การตัดสินใจจากความรู้สึกข้างในดียังไง

ไม่ค่อยดีหรอก มันก็ผิดเยอะ (หัวเราะ) แต่มีข้อดีตรงคนส่วนใหญ่ต้องรอจนข้อมูลครบร้อยถึงตัดสินใจ แต่ผมยอมรับว่าในโลกนี้ไม่มีหรอกไอ้ข้อมูลครบร้อยน่ะ ข้อมูล 5 ชิ้นแรกสำคัญ ชิ้นที่ 6 – 10 ไม่ต้องมีก็ได้ มันไม่ได้ช่วยอะไร ตัดสินใจไปเหอะ เพียงแต่ยอมรับสิ่งที่ตามมาให้ได้เท่านั้นเอง ไม่งั้นก็ต้อง เอ้า ไปทำอันนี้มาเพิ่มนะ ใช้เวลาอีกเดือนหนึ่ง ก็คุยกันอยู่เรื่องเดียวนี่แหละ ผมก็ไม่รู้ว่ามันเป็นข้อดีหรือเสีย

คุณเป็นเจ้านายสไตล์ไหน

คนอื่นบอกว่า ผมเข้าถึงง่าย ไม่ค่อยมีพิธีรีตอง และเป็นตัวของตัวเองมาก

ทำไมคุณไม่ค่อยสนใจพิธีรีตอง

ผมรู้สึกว่าคนที่ฟอร์มเยอะๆ จะมีเนื้อหาน้อย ผมเห็นหลายๆ คนที่เนื้อหาดี ความคิดดี มักจะไม่ค่อยมีฟอร์ม ตอนเด็กๆ ผมเรียนหนังสือเมืองนอก ที่นั่นฟอร์มมันไม่ค่อยเยอะ ผมก็เลยเป็นคนที่ไม่ค่อยมีฟอร์ม แต่เดี๋ยวนี้พยายามสนใจเรื่องการวางฟอร์มมากขึ้น อายุเท่านี้จะมาเล่นบ้าๆ บอๆ อยู่ไม่ได้แล้ว จะใส่รองเท้าแตะ คาดผม ไปตรวจงานในห้างตลอดเวลาก็ไม่ใช่ พอถึงอายุหนึ่งก็ต้องหยุด ต้องค่อยๆ ปรับตัว

ได้ยินว่าคุณกินข้าวที่โรงอาหารพนักงาน เดินไปซื้อกาแฟเอง

เมื่อก่อนผมชอบกินโรงอาหารชั้นล่าง (ห้องอาหารพนักงาน) ผมแอนตี้ชั้น 40 (ห้องอาหารผู้บริหาร) ในเมื่อคุณเป็นพนักงานคนหนึ่ง แล้วคุณก็ชอบบอกว่า พวกเรารักกัน เป็นทีมเวิร์ก ทำไมต้องเอาตัวเองไปอยู่ข้างบน ผมแอนตี้มาตั้งแต่ต้น คนในองค์กรแบบธนาคารเขาสนใจเรื่องตำแหน่งกันเยอะ แล้วก็เถียงกันอยู่แค่นี้ ฉันเก่งกว่าเพื่อนทำไมเพื่อนได้ตำแหน่งนั้น ฉันได้ตำแหน่งนี้ ผมไม่ชอบเรื่องตำแหน่งเลย ก็ประชดมานั่งกินกับพนักงานนี่แหละ แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีคนให้นั่งกินด้วยแล้ว (เสียงเศร้า) พอเรากลายเป็นท่าน เข้าไปนั่งกินด้วยเขาก็เกร็งๆ กันหมด จะไปนั่งคุยเรื่องไร้สาระด้วยเหมือนเมื่อก่อนก็ไม่ได้ ต้องยอมรับว่าผมแทบจะคุยเรื่องไร้สาระกับคนที่เป็นท่านๆ ด้วยกันไม่ได้เลย เพราะมันคนละสปีชีส์กันอย่างรุนแรง มี 2 ทางคือ เราเฟกแล้วเอาตัวเองไปกลมกลืนกับเขา หรือไม่ก็ไม่ต้องกลมกลืนกับใคร อยู่กันอย่างนี้แหละ (หัวเราะ)

ถ้าสอนพนักงานได้ข้อเดียวจะสอนอะไร

หัดฟังให้เยอะ ในการคุยกันถ้าเราไม่ฟังเขาก่อนว่าเขาจะเอาอะไร โอกาสจะรู้เรื่องยาก ประสิทธิภาพก็จะต่ำ ต่างคนต่างพูดเรื่องของตัวเอง ประชุมกันอยู่นั่นแหละ ตัดสินใจก็ไม่ได้ เสียเวลา ดีไม่ดีทะเลาะกันอีก ถ้าคุณอยากเป็นคนขายของที่เก่ง ต้องฟังเก่ง ไม่งั้นเราจะไม่รู้เลยว่าลูกค้าจะเอาอะไร

ทำไมคุณถึงไม่ค่อยชอบปรากฏตัวในสื่อ

ผมไม่ชอบเลย (เน้นเสียง) หลังๆ ก็ออกเยอะขึ้น แต่ผมไม่่ค่อยชอบให้ใครมารู้จัก ไม่ชอบอยู่ในสายตาคน ไม่ชอบไปไหนแล้วมีคนเดินมาทัก จะบอกว่าจำไม่ได้เขาก็เสียใจ ก็ต้องเออออใส่เขา เหตุผลที่สอง ผมไม่ชอบอธิบายตัวเอง ฉันเป็นของฉันแบบนี้แหละ จะมายุ่งอะไร (หัวเราะ) ผมไม่ได้รู้สึกว่าสิ่งที่เป็นอยู่บอกอะไรใครไปแล้วเขาจะได้ประโยชน์เท่าไหร่ ผมไม่ได้คิดว่าชีวิตผมน่าตื่นเต้นและมีอะไรที่มันว้าวจนคนฟังแล้วบอกว่า ตายแล้ว เดี๋ยวเราต้องเอาคนนี้ไปเป็นไอดอล ต้องเอาไปทำตาม แล้วเราจะเก่งมากเลย ผมไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่งขนาดนั้น คิดว่าตัวเองไร้สาระสุดๆ ด้วยซ้ำ

แต่คนมากมายยืนยันว่าคุณเก่งมาก

นิยามคำว่า เก่ง ของแต่ะละคนไม่เหมือนกันเลย ตอนนี้คนที่เก่งของผมคือ คนที่ตอนกลางคืนหยุดคิดได้ คนที่แยกได้ว่า 6 โมงเย็นแล้ว หยุดคิดเรื่องงานไปโฟกัสเรื่องครอบครัว คนที่ตื่น 6 โมงเช้ามาซ้อมวิ่งได้ทุกวันก็เก่ง ผมให้ความหมายเก่งไปอีกแบบ

พัชร สมะลาภา

10 Questions

Answered by Senior Executive Vice President, KASIKORNBANK PCL.

1. กีฬาที่คุณเล่นได้ดีที่สุด

ตอนเด็กๆ เตะบอล ตำแหน่งมิดฟิลด์ ติดทีมโรงเรียน ตอนนี้น่าจะเป็นวิ่ง

2. การวิ่งครั้งที่จำไม่ลืม

ลงแข่งวิ่งครั้งแรกที่น่าน 10 กม. เมื่อ 3 – 4 ปีก่อน ไม่คิดว่าจะวิ่งได้ เป็นจุดเริ่มต้นว่าเราทำได้

3. สถิติวิ่งดีที่สุด

ฟูลมาราธอน 4.12 ชั่วโมง ฮาล์ฟมาราธอน 1.50 ชั่วโมง มินิมาราธอน 50 นาที

4. หนังสือเล่มล่าสุดที่อ่าน

เรื่อง Principal ของ Ray Dalio เป็นเรื่องวิธีบริหารองค์กรซึ่งต้องเปิดใจและมีความโปร่งใส

5. ความสนใจตอนอายุ 25, 35 และตอนนี้

ไม่เปลี่ยนเลย ผมชอบดูกีฬา ดูฟุตบอล ผมชอบลิเวอร์พูล ชอบดูอเมริกันฟุตบอล เบสบอล

6. เรื่องล่าสุดที่ได้เรียนรู้

เวลาเถียงกับใคร ไม่ต้องถึงกับทำให้เขาร้องไห้ เดี๋ยวนี้ผมเถียงเก่งขึ้นเรื่อยๆ เวลาเถียงกับคนที่ตำแหน่งต่ำกว่าก็ต้องเข้าใจว่า เขาไม่ได้จะมาเถียงกับคุณอยู่แล้ว ไม่ต้องทำให้เขารู้สึกแบบอยากมุดดินหนีก็ได้ ต้องลดความแรงลง

7. มุมโปรดในสำนักงานใหญ่

ผมแทบไม่ได้อยู่เลย ที่ที่ผมชอบสุดคือห้องน้ำ ไม่มีใครมายุ่ง

8. ลูกน้องแบบไหนที่รักเป็นพิเศษ

เลอะเทอะ ผมชอบคนเลอะเทอะ อยู่ด้วยแล้วสบายใจดี ไม่ชอบพวกฟอร์มเยอะ

9. เป็นพ่อแบบไหนในสายตาลูก

เหมือนเพื่อน ถ้าเกิดปัญหากับเขาแล้วเขาไม่มีพ่อแม่ที่จะเล่าให้ฟังได้ มันจะมีความเหงาหรือความรู้สึกโดดเดี่ยวเยอะมาก

10. ถ้าได้รับเชิญไปสอนหนังสือ อยากสอนหัวข้ออะไร

ไม่มีเลย ผมไม่ได้มีอะไรที่บอกคนอื่นแล้วเขาจะเรียนรู้ได้ ไม่ได้รู้สึกว่าเราเก่งทางไหนเลย

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

ดร.ชาคริต พิชญางกูร คือผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA คนปัจจุบัน

CEA คือหน่วยงานที่ทำงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พัฒนาผู้ประกอบการ สนับสนุนบุคลากรสร้างสรรค์ รวมถึงทำเรื่องย่านสร้างสรรค์ ลงพื้นที่ทั่วประเทศไปค้นหาสินทรัพย์ของท้องถิ่น เอามาต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่าผ่านงานที่หลากหลาย ซึ่งงานใหญ่ที่ทุกคนคุ้นเคยก็ดี ก็คือ ‘Design Week’ ทั้งกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น และขยายออกไปอีกหลายจังหวัด

CEA เป็นหน่วยงานที่สำคัญกับความคิดสร้างสรรค์ของประเทศ กัปตันทีมขององค์กรนี้จึงมีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน

ดร.ชาคริต พิชญางกูร เป็นผู้อำนวยการคนที่ 2 ของ CEA เพิ่งรับตำแหน่งเมื่อกลาง พ.ศ. 2565 ที่น่าสนใจคือ เขาเป็นคนจากผู้อำนวยการคนแรกที่มาจากภาคเอกชน และก่อนหน้านั้นเขาเคยทำงานอยู่ที่ RS Promotion ยาวนานถึง 15 ปี เคยดูมาแล้วทั้งสิ่งพิมพ์ สื่อต่าง ๆ และในวันที่อาร์เอสลุกขึ้นมาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจสู่การขายสินค้า เขาคือกำลังสำคัญในการ Transform องค์กร และพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ในทุกขั้นตอน

ดร.ชาคริต เป็นผู้บริหาร นักคิด นักวางแผน และนักขายฝีมือดี เราเลยชวนเขาคุณเรื่อง CEA ในมือของเขาว่าจะต่างจากเดิมไปอย่างไร รวมไปถึง Soft Power ของประเทศไทยที่เขาช่วยรัฐบาลดูแลอยู่ จะมุ่งหน้าไปทางไหนต่อ

ดร.ชาคริต พิชญางกูร จาก RS สู่ CEA วิธีบริหารองค์กรครีเอทีฟและทิศทาง Soft Power ไทย

คุณเพิ่งกลับมาจากงาน Chiang Mai Design Week คุณมองเมืองเชียงใหม่ว่าพิเศษยังไงบ้าง

มีวัฒนธรรม มีบรรยากาศของความคิดสร้างสรรค์สูง อาจเพราะมีต้นทุนทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับศิลปะเยอะ จึงเอาศิลปะไปทำงานคราฟต์ เสื้อผ้า อาหาร หรือการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ประเทศไหนให้ความสำคัญกับศิลปะ ประชาชนก็มักจะมีความคิดสร้างสรรค์สูง

ถ้าจะหยิบศิลปะไปต่อยอดสร้างรายได้ให้ประเทศ เราควรเอาไปทำอะไรดี

ภารกิจของการทำเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มี 2 มิติ มิติแรก สนับสนุนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งมี 15 อุตสาหกรรม เช่น งานคราฟต์ ศิลปะการแสดง ทัศนศิลป์ แฟชั่น เกม แอนิเมชัน ภาพยนตร์และซีรีส์ สถาปัตยกรรม การออกแบบ อาหาร และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

มิติที่ 2 คือการนำผลผลิตจากอุตสาหกรรมเหล่านี้ไปพัฒนาอุตสาหกรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง มีงานวิจัยจำนวนมากบอกว่า ผลผลิตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ส่งผลต่ออุตสาหกรรมอื่น เช่น อุตสาหกรรม K-POP ส่งผลในเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมสินค้าสุขภาพ สินค้าความงาม การท่องเที่ยว อาหาร ส่งผลให้อุตสาหกรรมอื่นโตได้ด้วย

ในอุตสาหกรรมทั้ง 15 ด้าน เราแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ Original Business ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นของความคิดสร้างสรรค์ เช่น ทัศนศิลป์ เหมือนเป็นทุนทางวัฒนธรรม อีกกลุ่มคือ Creative Product and Service เช่น การออกแบบ สถาปัตยกรรม สุดท้าย Creative Content เช่น เพลง หนัง ซีรีส์ รวมถึงแพลตฟอร์มด้วย

กลับมาที่คำถาม ศิลปะอยู่ในก้อน Original อีสานมีหมอลำที่ไปดังที่ต่างประเทศ แต่มันต้องร่วมสมัย การต่อยอดศิลปะต้องปรับตัวตามความต้องการของตลาด ตลาดต่างประเทศต้องการแบบไหนเราก็ปรับตัวแบบนั้น การไปเมืองนอก ต้องเอาตลาดเป็นตัวตั้ง มองในมุมสากล การไปแบบดั้งเดิมอาจไม่ใช่คำตอบ แล้วก็ไม่ควรยึดติดกับตรงนั้น เพราะมันเป็นคนละภารกิจ

งาน Bangkok Design Week ที่กำลังจะเกิดขึ้น จะให้อะไรกับกรุงเทพฯ บ้าง

กรุงเทพฯ เป็น Creative City of Design ของยูเนสโก งานนี้ตอบภารกิจเรื่องการออกแบบค่อนข้างชัดเจน มีความน่าสนใจหลายอย่าง มีการจัดงานในย่านใหม่ ๆ หลายย่านที่เราไม่เคยทำ เปิดพื้นที่ใหม่ ๆ อย่าง ประปาแม้นศรี มีความพยายามเชื่อมต่อกับหน่วยงานต่างประเทศ มีองค์กรระหว่างประเทศมาร่วมเยอะขึ้น มีการเชิญตัวแทนจากเมืองในเครือข่ายของยูเนสโกมาขึ้นเวทีพูดคุยแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ว่า ญี่ปุ่นทำอะไร เกาหลีทำอะไร อินโดนีเซียทำอะไรในเมืองสร้างสรรค์ของเขา แล้วก็มีการคอลแลบกับอุตสาหกรรมอื่น เพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มใหม่ ๆ เช่น มีโชว์เคสที่เราทำกับโรงพยาบาลเครือ BDMS ในคอนเซปต์ Design for Better Health Care แล้วก็มีโชว์เคสจากศิลปินต่างประเทศเยอะขึ้น

ถ้าชาวกรุงเทพฯ ถามว่างานนี้เกี่ยวกับเขายังไง

ในงานมีโชว์เคส มีเวิร์กช็อปต่าง ๆ น่าจะดึงคนในอุตสาหกรรมที่สนใจเข้ามามีส่วนร่วมได้ แต่สำหรับคนทั่วไปคงไม่ได้อยากมานั่งฟัง เขาก็มาเดินซื้อของหรือมาขายของในตลาดได้ นั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาเกี่ยวกับงานนี้

ดร.ชาคริต พิชญางกูร จาก RS สู่ CEA วิธีบริหารองค์กรครีเอทีฟและทิศทาง Soft Power ไทย

กรุงเทพฯ เป็นเมืองสร้างสรรค์แบบไหน

Diversity และ Inclusivity เวลาคนต่างชาติเข้ามา เขามองว่าสังคมบ้านเราค่อนข้างเปิดกว้าง ยอมรับในความหลากหลาย อย่างเช่น LGBTQI+ แล้วก็เป็นมิตร ผ่อนคลาย มีความยืดหยุ่นสไตล์คนไทย ประเทศอื่นก็มีสตรีทฟู้ด แต่มีข้อจำกัดมากมาย ไม่เหมือนของเรา ผมนึกไม่ออกนะว่าประเทศไหนจะมีเสน่ห์แบบไทย คนจะไม่ได้สัมผัสความรู้สึกนี้จากสิงคโปร์ ฮ่องกง หรือจาการ์ตาแน่นอน

ประเด็นไหนที่รัฐบาลเอาไปเป็นนโยบายแล้วพูดบ่อย ๆ มันจะกลายเป็นสิ่งที่แมสสุด ๆ และเอาต์ทันที ตอนนี้คำว่า Soft Power เอาต์หรือยัง

ผมไม่รู้ว่าเอาต์หรือยัง แต่มันเริ่มเฝือแล้ว พอใช้กันเยอะ ๆ คนก็ไม่อยากพูดถึงแล้ว แต่ตอนนี้คำนิยามของ Soft Power ที่ปรากฏในสื่อยังไม่ชัดเจน เราควรวางกรอบให้ชัด หากใช้อย่างถูกต้อง คำนี้ก็จะอยู่กับเราไปได้นาน แต่ถ้าอะไร ๆ ก็เป็น Soft Power หมด มันจะไม่น่าสนใจ Soft Power ก็ต้องมีนิยามที่ชัด มีตัวชี้วัดที่ชัด แต่ละประเทศวัดกันยังไง ตัวชี้วัดจะบอกเราเองว่า คำนี้ประกอบด้วยเรื่องอะไรบ้าง พอเข้าใจตรงกัน พูดในทิศทางเดียวกัน มันจะกลายเป็น Generic Keyword ไม่ใช่คำที่เฝือหรือเอาต์

คุณอยู่ในบอร์ด Soft Power หรือคณะกรรมการนโยบายส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศด้วย Soft Power คุณอยากใช้โอกาสนี้ทำอะไร

มันเป็นการรวมตัวของงานภาครัฐหลาย ๆ หน่วยงาน ผมเป็นกรรมการและเลขานุการร่วม อย่างแรกผมอยากบอกทุกคนว่า นิยามของ Soft Power ที่สำนักงานเราศึกษามาคืออะไร ผมมองเป็นเรื่องแบรนด์ของประเทศ พอไปดูตัวชี้วัด มันเกี่ยวกับเรื่องการสื่อสารหมดเลย เป็นมุมมองที่คนต่างชาติมองมา ทำให้เขาเชื่อเรา รักเรา การสร้างความเชื่อมี 3 มิติ คือ ความคุ้นเคย ชื่อเสียง และอำนาจชักจูง ใต้ Soft Power มีตัวย่อยอีก 7 แกน เช่น วัฒนธรรม สื่อ และการสื่อสาร ดูจาก 3 มิตินี้แล้วไม่ต่างจากการสร้างแบรนด์ เวลาเราจะให้คนซื้อของ เราไม่ได้บังคับเขา คุณชอบคุณก็ซื้อ ก็เรื่องเดียวกัน อยากให้เขาซื้อของไทย รักประเทศไทย เป็นสาวกประเทศไทย เหมือนที่เป็นสาวกสินค้า เราก็ต้องทำแบรนด์และการสื่อสาร

เรามีแนวทางแบรนด์ของประเทศไทยหรือยัง

การทำสินค้าต้องใช้เงินซื้อสื่อเพื่อทำให้คนรักเรา อยากซื้อของเรา แนวทางที่เรามีตอนนี้คืออุตสาหกรรม ที่ต้องนำก็คือ อุตสาหกรรมสื่อและคอนเทนต์ เพลง หนัง ซีรีส์ แพลตฟอร์มเกี่ยวกับคอนเทนต์ทั้งหมด แล้วคุณก็ Tie-in ความเป็นไทยเข้าไป ไม่จำเป็นต้องเป็นไทยดั้งเดิม ไม่จำเป็นต้องยัดทุกอย่างเข้าไป เหมือนเราทำโฆษณาประเทศ ส่วนจะพูดเรื่องอะไรก็ต้องมาคุยกันตามภารกิจของแต่ละหน่วยงาน

ได้ข้อสรุปหรือยังว่า จะนำเสนอความเป็นไทยอะไรบ้างสู่ชาวโลก

เราเพิ่งประชุมกันครั้งแรก เริ่มจากให้ทุกคนตกลงร่วมกันว่าจะใช้อุตสาหกรรมนี้ บางคนอาจถามว่า ทำไมไม่นำด้วยสิ่งทอ คราฟต์ หรือมวยไทย ผมพยายามบอกทุกคนว่า ได้หมด แต่คุณต้องใส่ไปเป็นส่วนหนึ่งในคอนเทนต์ มันอาจไม่ใช่เรื่องการโปรโมตงานคราฟต์ในงานแฟร์นานาชาติ แต่เป็นการเอางานคราฟต์ไทยมาใส่ในคอนเทนต์ให้คนทั่วโลกดู ให้เงินภาคเอกชนทำก็ได้ มีงานวิจัยออกมาว่า หน่วยงานรัฐในต่างประเทศเป็นสปอนเซอร์ให้ทำหนังเยอะมาก เรื่อง Crazy Rich Asian ซึ่งเป็นหนังสือที่ดังมาก เกี่ยวกับผู้หญิงไชนีสอเมริกันคนหนึ่ง ไปมีแฟนเป็นคนสิงคโปร์ที่สหรัฐฯ วันหนึ่งต้องกลับมางานแต่งงานกับแฟนที่สิงคโปร์ ถึงรู้ว่าแฟนที่ดูปกติของเธอ มีครอบครัวที่รวยระดับท็อปของสิงคโปร์ รัฐบาลสิงคโปร์ลงทุนทำเรื่องนี้ร่วมกับวอร์เนอร์ บราเธอส์ แล้วก็ได้นักท่องเที่ยวกลับมามโหฬารเลย ส่วนจะใส่อะไรเข้าไปก็มาคุยกันต่อไป ขึ้นกับบริบทของแต่ละภูมิภาคด้วย ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเดียว ถ้าภูมิภาคนี้ชอบเรามุมนี้ก็ทำเรื่องนี้ เราต้องเลือกสัก 3 4 หรือ 5 ประเด็น ไม่จำเป็นต้องเป็นประเด็นเดียว

ดร.ชาคริต พิชญางกูร จาก RS สู่ CEA วิธีบริหารองค์กรครีเอทีฟและทิศทาง Soft Power ไทย

คุณถือเป็นนักขายมือทอง หลักในการขายของให้ได้คืออะไร

ผมสนุกกับงานพัฒนาสินค้ามากกว่างานการตลาด การผลิตสินค้าหนึ่งชิ้นมี 3 ช่วง ก่อนผลิต ผลิต และขายในตลาด ผมว่าความสำเร็จอยู่ที่ช่วงแรกเกินครึ่ง การคิดว่าคอนเซปต์แบบนี้ ต้นทุนเท่านี้ รสชาติแบบนี้ รูปลักษณ์แบบนี้ ถ้ามันถูกต้องแข็งแรงตอบโจทย์ผู้บริโภค โอกาสผิดพลาดจะน้อย ตอนผมอยู่ลอริอัล เราตื่นเต้นกับวิธีคิดสินค้าของเขามาก ๆ จนทำให้ผมเลือกเรียนต่อด้านนี้

ปัญหาที่เจอคือคนจำนวนมากไม่ได้ให้เวลากับมัน แล้วมาแก้ตอนหลัง เช่น อยากขายสินค้าตรงนี้ แต่วางต้นทุนผิด ลดราคาก็ไม่ได้ ทำโปรโมชันก็ไม่ได้ ผิดไปหมด

เคล็ดลับในการคิดคอนเซปต์คือ

คุณต้องเข้าใจผู้บริโภคมาก ๆ ถ้าคุณทำอาหารเสริม ตลาดต้องการแบบเม็ด แต่คุณทำแบบชงดื่ม ก็อาจไม่ตอบโจทย์ตลาด แล้วคุณก็ต้องเข้าใจอุตสาหกรรมด้วยว่ามีใครอยู่บ้าง เพราะคุณไม่ได้สร้างตลาดใหม่ มีโอกาสที่เราจะทำสินค้าที่สร้างตลาดใหม่น้อยมาก เราไม่ได้เป็น Airbnb ได้ทุกคน ส่วนใหญ่ก็อยู่ในตลาดเดิม คุณต้องไปแย่งลูกค้าคนอื่นมา คำถามที่ต้องตอบให้ได้คือ ทำไมเขาต้องเปลี่ยนยี่ห้อมาซื้อของคุณ ถ้าตอบไม่ได้ ไม่ต้องออกสินค้า

เห็นสินค้าพวกนี้ขายดี แล้วแค่ขายตามเขาไม่ได้เหรอ

กลับไปเรื่องเดิม คุณจะทำให้เขาเปลี่ยนมาซื้อของคุณด้วยวิธีไหน คุณต้องหาทางเข้าตลาดด้วยความแตกต่าง ขายราคาเท่าเขาก็ได้ถ้าคุณทำได้ดีกว่า หรือถ้าคนขายออนไลน์เยอะ คุณก็ทำขายตรง ราคาก็เป็นความต่างได้นะ ไม่ถูกไปเลยก็แพงไปเลย ถ้าตลาดที่ผู้เล่นเยอะ แล้วตั้งราคาแพงก็เข้ายากหน่อย แต่ถ้าผู้เล่นไม่มาก ขายแพงก็เข้าได้อยู่ ของแพงมีตลาดนะ เพียงแต่ขายแพงแล้วก็ต้องตอบสนองความคาดหวังของลูกค้าให้ได้ ถ้าขายถูกอาจจะไม่ต้องสนใจตรงนี้

เราจะขายงานสร้างสรรค์ไทยในเวทีโลกแข่งกันประเทศอื่นยังไง

ต้องมองแยกเป็นอุตสาหกรรม เพราะต่างกันพอสมควร เวลาผมมองเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มีตัวแปร 3 ตัว ต้นทุนทางวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยี แต่ละอุตสาหกรรมไม่ต้องใช้เท่ากันก็ได้ อุตสาหกรรมที่ใช้ต้นทุนทางวัฒนธรรมสูง ๆ มีโอกาสสำเร็จสูง เวลาจะไปแข่งกับใคร เราห้ามเหมือน ต้องแข่งในสิ่งที่เขาไม่มี ประเทศเราเด่นเรื่องไหนที่ประเทศอื่นไม่มีก็ผลักดันเรื่องนั้น ไม่ใช่แข่งเรื่องเทคโนโลยีอย่างเดียว

ดร.ชาคริต พิชญางกูร จาก RS สู่ CEA วิธีบริหารองค์กรครีเอทีฟและทิศทาง Soft Power ไทย

คุณไปพูดบนเวที Adman เรื่อง Creator Economy ทำไมถึงสนใจสิ่งนี้

ผมสนใจพลังของ User-generated Content พอมันออกมาจากคนธรรมดาก็มีความน่าเชื่อ น่าสนใจอีกแบบ มันคือเนื้อหาที่ส่งออกไปสู่ตลาดโลกได้ บล็อกเกอร์หลายคนทำเนื้อหาภาษาไทย พอใส่ซับไตเติ้ลก็มีคนดูมาจากต่างประเทศเยอะมาก ยอดวิวเป็นล้าน อย่าง Mark Wiens เขาอยู่ในเมืองไทยทำเรื่องอาหารไทย แต่ไปทำซีรีส์ HBO เรื่องอาหารให้สิงคโปร์ ซึ่งรัฐบาลสิงคโปร์น่าจะลงทุนให้ น่าเสียดาย เขาน่าจะทำเนื้อหาให้ไทยมากกว่า ผมอยากทำระบบนิเวศที่สนับสนุนคนกลุ่มนี้ เราใช้การทำงานรูปแบบเดิมไม่ได้ มันจะช่วยสร้างงานสร้างรายได้ให้คนเล็กคนน้อยเยอะมาก แล้วก็เป็นการส่งออกเนื้อหาของไทยสู่เวทีโลกด้วย ผมมอง 2 มิตินี้

คุณนั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการมา 6 เดือนแล้ว พบวิธีบริหารหน่วยงานรัฐให้ราบรื่นแล้วหรือยัง

กฎระเบียบก็มีอยู่ทุกที่ เอกชนก็มีข้อจำกัดแบบหนึ่ง ภาครัฐก็อีกแบบหนึ่ง แค่มองข้อจำกัดเป็นสิ่งที่ต้องจัดการ แล้วหาทางทำให้บรรลุเป้าหมายให้ได้ ความท้าทายของผมคือ การสร้างภารกิจใหม่ ๆ ให้สำนักงานมากกว่า เราทำคนเดียวไม่ได้ ทีมต้องเป็นคนขับเคลื่อน การเพิ่ม KPI เพิ่มงาน ด้วยงบประมาณที่จำกัด ทีมก็ต้องปรับตัว ซึ่งทุกคนพยายามขับเคลื่อนสิ่งที่ผมอยากทำ เพราะเขารัก CEA มีแพสชันกับงานของเขา เวลาที่เราเสนออะไรที่ต้องเพิ่มงาน แต่มันดีกับสำนักงาน เขาก็ไม่คัดค้าน แต่เราจะคาดหวังความรวดเร็วไม่ได้ ถ้าติดขัดเรื่องงบประมาณก็ใช้วิธีหาพันธมิตร จับมือภาครัฐบ้างเอกชนบ้าง พลิกแพลงกันไป

ทำงานร่วมกับลูกน้องที่เป็นนักสร้างสรรค์ มีความเป็นศิลปินสูง ๆ ยังไง

รางวัลของมนุษย์มี 2 มิติ คือเรื่องเงินกับการยอมรับ นักสร้างสรรค์ต้องการเรื่องหลังค่อนข้างมาก คุณต้องให้อิสระเขา มีเวทีให้เขาได้แสดงผลงาน คุยเป้าหมายให้ชัด คุณจะทำอะไรระหว่างทางก็ทำไป อย่าตีกรอบเขา ให้เขาหาทางเลือกมาให้เรา ถ้ามีจุดไหนที่เราไม่แน่ใจก็ผลักให้เขาคิด ลองแก้ปัญหา เราต้องไม่เข้าไปชี้นำ ต้องให้เขาหาทางออกให้เรา นักสร้างสรรค์คือคนหาทางออก

คุณบ้างานไหม

ไม่ ผมไม่เชื่อเรื่องการทำงานหนักเกินไปด้วยซ้ำ ผมทำงานได้มีประสิทธิภาพเมื่อความกดดันอยู่ระดับกลาง ๆ ถ้ามีเยอะเกินไป ผมจะไม่มีประสิทธิภาพเลย ผมทำงานหนักมากไม่ได้ ผมเลยต้องกระจายงานออก ต้องจัดลำดับความสำคัญ งานเราอยู่ในจุดที่ต้องมองอนาคต วางแผน ต้องไม่มีงานปฏิบัติการที่ยุ่งเกินไป

ดร.ชาคริต พิชญางกูร ผอ. CEA กับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ดีไซน์วีก และการทำธุรกิจโดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ในทุกขั้นตอน

คุณวางแผนชีวิตว่าอายุ 50 จะลาออกจากงานธุรกิจมาเป็นอาจารย์สอนหนังสือ อะไรคือหมุดหมายที่คุณต้องไปถึงให้ได้ก่อนวางมือจากธุรกิจ

อยากเป็นคนคิดสินค้าตั้งแต่แรก แล้วทำมันออกมาขายให้ได้ เราเคยทำบริษัทฝรั่งมาก่อน เราได้แต่ขายของที่เขาคิดและทำมาเสร็จแล้ว กระบวนการคิดสินค้าให้ตอบโจทย์ตลาดเป็นความท้าทายที่ผมชอบ ผมอยากเปิดตัวสินค้าที่เราคิดเองแบบวางขายทั่วประเทศ ซึ่งก็ทำสำเร็จแล้วหลายตัว ทั้ง Functional Drink อาหารเสริม อาหารสัตว์เลี้ยง เลยอยากเปลี่ยนบทบาทมาเป็นอาจารย์ เป็นที่ปรึกษางานที่เกี่ยวกับการพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ ๆ ในบ้านเรา แต่พอที่นี่เปิดรับก็ลองดู งานที่นี่ก็เป็นที่ปรึกษาอยู่แล้ว เพราะต้องคุยกับผู้ประกอบการเต็มไปหมด ก็อยากลองดู

ในบรรดาผู้สมัครที่ผ่านถึงรอบสุดท้าย คุณเป็นคนเดียวที่มาจากภาคเอกชน อะไรทำให้คุณได้ตำแหน่งนี้

ผมก็ไม่เคยถามบอร์ดนะ คิดว่าคงไม่เหมือนคนอื่น ผมชอบงานที่นี่อยู่แล้ว เราทำงานในอุตสาหกรรมบันเทิงมานาน ติดต่อกับนักสร้างสรรค์อยู่แล้ว ผลิตภัณฑ์ก็ทำ ของก็ขาย การผลิตคอนเทนต์ก็รู้ ในทุกกระบวนการของ CEA ผมทำมาหมดแล้ว แล้วผมก็เรียนปริญญาเอกด้าน Design Thinking ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญของที่นี่ ด้วยส่วนผสมทั้งหมดนี้มั้งที่ทำให้บอร์ดตัดสินใจเลือกคนที่มาจากภาคเอกชน

ทำไมถึงชอบสอนหนังสือ

ผมได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ เยอะเวลานิสิตพรีเซนต์ สอน 3 ชั่วโมงผมจะเลกเชอร์ชั่วโมงเดียว ที่เหลือให้เขาเอาเคสที่ให้ไปมาคุยกัน แต่ละคนมาจากอุตสาหกรรมที่หลากหลาย บางคนเป็นหมอฟัน เป็นเภสัชกร เป็นลูกเจ้าของโน่นนี่ เราได้เรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ ตลอดเวลา เราไม่ใช่คนที่ฉลาดที่สุดในห้อง เราไปสร้างกระบวนการเรียนรู้ในห้อง นิสิตไทยไม่ค่อยชอบแสดงความคิดเห็น คลาสผมเลยมีคะแนนการมีส่วนร่วมในห้อง 30 เปอร์เซ็นต์ ใครยกมือถาม ยกมือตอบก็ให้คะแนน ใครนั่งนิ่งก็ศูนย์ไป ไม่กล้ายกก็ต้องยก

ถ้าเปิดวิชาใหม่ได้ จะสอนวิชาอะไร

มีการคุยกันแล้ว มหาวิทยาลัยมหิดลเชิญผมไปสอนเทอมหน้า น่าจะชื่อวิชา Business Creativity ผมจะสอนเรื่องการนำความคิดสร้างสรรค์ไปใช้ในแต่ละจุดของกระบวนการทำธุรกิจ ตั้งแต่การคิดผลิตภัณฑ์จนถึงการขาย ความคิดสร้างสรรค์ในแต่ละขั้นตอนการทำงานมีบทบาทในการช่วยให้สินค้าประสบความสำเร็จได้อย่างไร สอนเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยใช้ Design Thinking เพื่อให้เข้าใจผู้บริโภคจริง ๆ การทำ Brand Identity ก็เอานักออกแบบมาสอน แปลงคอนเซปต์ของแบรนด์ออกมาเป็น Corporate Identity อย่างไร ออกแบบแพ็กเกจยังไง ทำการตลาด ทำคอนเทนต์ที่อิมแพกต์ยังไง ตั้งแต่โฆษณาทางโทรทัศน์จนถึง TikTok

ผมอยู่ที่อาร์เอสในช่วง Transform จากบริษัททำเพลงไปสู่บริษัททำสินค้า เราจ้างบริษัทจากอังกฤษที่ชื่อ Pentagram มารีแบรนด์ ผมทำงานร่วมกับเขา เลยได้เห็นวิธีการแบบมืออาชีพ ทำหลายตัวด้วย ทั้งระดับองค์กรและผลิตภัณฑ์ ออกมาเป็น Rule Book เพื่อใช้เป็นกรอบในการทำการสื่อสาร ผมอยากสอนเรื่องพวกนี้

10 Things you never know

about Chakrit Pichyangkul

1.  ในปีที่ผ่านมา คุณฟังเพลงของศิลปินคนไหนบ่อยที่สุด

เอลวิส เพรสลีย์ ผมฟังเพราะคุณแม่ชอบ หนังเรื่อง Elvis ที่ บาซ เลอห์มานน์ เพิ่งทำผมก็ชอบมาก

2.  วันที่เข้าออฟฟิศรับประทานอาหารเที่ยงที่ไหน

ที่โต๊ะทำงาน ประชุมมันจะไหล ๆ ไปถึง 12.20 บ่ายโมงก็มีประชุมต่อ ออกไปไหนไม่ได้หรอก

3.  ลูกน้องประเภทไหนที่รักที่สุด

คนที่ชอบท้าทายผม บางทีเขาเถียงมา เราก็เห็นด้วย มันทำให้เราเห็นว่ามองได้อีกมุม ถ้าเขาเชื่อเราทั้งหมด เราก็ไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย

4.  เรื่องที่กำลังอยากเข้าใจให้ได้

ยูเรเนียน เป็นโหราศาสตร์อย่างหนึ่งของยุโรป เป็นโปรแกรมซอฟต์แวร์ ผมเรียนจบแล้วแต่ยังไม่เข้าใจนัก ต้องฝึกตีความเยอะ ๆ

5.  กิจกรรมโปรดยามเช้า

ผมตื่น 7 โมง ทุกเช้าผมจะทำเมนูเฮลตี้สมูทตี้ ต้องมีอกไก่เป็นส่วนผสมหลัก ที่เหลือเป็นการสร้างสรรค์ประจำวัน มีผักผลไม้อะไรก็เอามาใส่ ใส่นมโอ๊ตบ้าง โดยไม่ได้สนว่ารสมันเข้ากันไหม แล้วก็เอามาทานในรถ

6.  คุณทำอาหารเมนูไหนอร่อยสุด

ข้าวราดกะเพราไก่ ผมทำได้ดีมาก เนื้อไก่ต้องเป็นส่วนนี้เท่านั้น พริกก็ผสมกันหลายประเภท เพราะแต่ละชนิดมีกลิ่น มีความเผ็ดไม่เหมือนกัน ใบกะเพราก็ต้องกะเพราแดง

7.  โกนหนวดครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

ถ้าเกลี้ยงเลยก็ 2 เดือนที่แล้ว ผมแพ้อะไรสักอย่างเลยต้องโกน แต่ทนเห็นหน้าตัวเองตอนไม่มีหนวดไม่ได้ หน้ามันซีด หน้าจืด ผมไว้หนวดมา 10 กว่าปีแล้ว

8.  วันอาทิตย์จะเจอคุณได้ที่

สวนรถไฟ ผมไปวิ่งออกกำลังกาย 3 สวนตรงนั้น 5 – 10 กิโล ชวนเพื่อนไปวิ่งบ้าง วิ่งเสร็จก็กินข้าว เป็นวันที่ผมอยู่กับตัวเอง ตอนเย็นก็ไม่ค่อยมีนัด ผมไม่ค่อยกินข้าวนอกบ้าน ไม่ค่อยออกไปแฮงก์เอาต์

9. แข่งแฟนพันธุ์แท้ตอนไหนได้บ้าง

ตอนออสการ์ ผมชอบดูหนัง บ้าหนังรางวัล ช่วงหนึ่งรู้หมดว่าใครเข้าชิงรางวัลไหน ใครได้

10.  ตอนนี้อยากไปเที่ยวที่ไหน

โครเอเชีย ผมชอบสถาปัตยกรรม แล้วก็เป็นโลเคชันถ่ายฉากสำคัญของซีรีส์ Game of Thrones ซึ่งผมชอบมาก ผมดูหนัง ดูซีรีส์เยอะ ดูแล้วก็อยากตามรอย ดู Chef’s Table ใน Netflix ก็อยากตามไปชิม

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load