ภาพตรงหน้าจากห้องรับรองชั้นบนสุดของอาคารสำนักงานใหญ่ บริษัทพลังงานแห่งชาติ คือภาพมุมสูงของสวนรถไฟ ยาวสุดลูกหูลูกตาไปถึงสวนจตุจักร มีตึกสูงน้อยใหญ่เป็นฉากหลัง

วันนั้นเรามีนัดกับกัปตันทีมของบริษัทพลังงานแห่งชาติ ขอโทษที่เราชอบชื่อนี้มากกว่าชื่อทางการ ไม่ใช่เพราะชาตินิยม แต่ด้วยภารกิจแบกรับความคาดหวังของคนหลายฝ่าย เราคิดว่าชื่อนี้น่าจะเหมาะสมกว่า

ช่วงเวลาสั้นๆ ที่เราเริ่มต้นพูดคุยกับ คุณเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นอกจากวิสัยทัศน์ในการทำงานที่เห็นเชิงประจักษ์ ยังมีแนวคิดที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความยั่งยืน ผ่านทั้งกิจกรรมส่งเสริมสังคมและโครงการใหม่ๆ ที่ออกแบบมาเพื่อเกื้อกูลให้สังคมและธุรกิจเรียนรู้ไปด้วยกัน

คุณเทวินทร์ไม่ค่อยได้เล่าเรื่องเบื้องหลังการทำงานสนุกๆ เหล่านี้ให้ใครฟังบ่อยนัก อย่างเช่นผลงานที่ภาคภูมิใจที่สุด หน้าที่เล็กๆ ที่คิดถึงเมื่อดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหาร สิ่งที่มักจะทำเสมอเมื่อเข้าปั๊มน้ำมัน ปตท. หนังเรื่องโปรด การไปบวชที่อินเดีย และแหล่งพลังงานในการทำงานของเขา

อย่ารอช้า มาสำรวจแหล่งพลังงานของกัปตันทีมคนนี้ด้วยกัน

บทสนทนาและภารกิจการสร้างความภูมิใจให้ทีมไทย กับกัปตันทีม ปตท., หมอ,

How I Manage

คุณเทวินทร์เคยให้สัมภาษณ์ว่า อยากให้ ปตท. เป็นเหมือนนักฟุตบอลทีมชาติไทยที่ทุกคนรักและช่วยเชียร์เต็มที่

นี่คือวิธีการที่ทำให้คนไทยรักและเชียร์ ปตท. 101 ฉบับกัปตันทีมของเรา

คุณเทวินทร์ชวนเราตั้งคำถามที่คนไทยมักสงสัยและสับสน ปตท. ทำหน้าที่เพื่อคนไทยหรือเพื่อหากำไรกันแน่ ผลประกอบการที่ดีเยี่ยมในเวทีโลก สะท้อนหรือสวนทางกับการมีความรับผิดชอบต่อสังคม จากนั้นก็วิเคราะห์โจทย์ให้เราฟังว่า “เราต้องย้อนกลับมาถามตัวเองว่า เราจะรักษาสมดุลของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเราอย่างไร หรือจะให้น้ำหนักไปกับด้านใดด้านหนึ่ง และเราเป็นองค์กรที่ดีที่คนไทยควรจะภูมิใจหรือเปล่า”

ปตท. เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีภารกิจหลัก คือดูแลความมั่นคงทางพลังงาน และภารกิจรอง คือสนับสนุนนโยบายภาครัฐเรื่องความสามารถในการแข่งขัน อีกด้านก็เป็นบริษัทมหาชนที่ทำธุรกิจ จำเป็นต้องมีผลตอบแทนที่เหมาะสมต่อการลงทุน

หากนี่เป็นเกมฟุตบอล สิ่งหนึ่งที่คุณเทวินทร์สัมผัสได้ถึงความรู้สึกภูมิใจของพนักงานที่ได้เล่นให้กับทีม ปตท. คือทุกคนเข้าใจภารกิจสำคัญ ดูแลความมั่นคงทางพลังงาน ไม่เคยทำให้ประเทศขาดแคลนพลังงาน แต่คนทั่วไปมักมองว่า ปตท. เป็นบริษัทใหญ่มาก กำไรเยอะ เลยทำให้ ปตท. ดูไม่ค่อยน่าเชียร์

“คนมักจะลืมว่า ปตท. กำลังแข่งกับบริษัทพลังงานระดับโลกที่ใหญ่กว่า ปตท. เกือบ 20 เท่า พอคนไทยไม่เชียร์ ก็เหมือนนักฟุตบอลที่ทุ่มเทฝึกซ้อมและลงเล่นอย่างตั้งใจ แต่แฟนๆ ไม่สนใจ ฝีมือน่ะมี แต่กำลังใจหมดแล้ว เราก็คงสู้เขาไม่ไหว”

วิธีที่กัปตันทีมคนนี้ใช้บริหารจัดการลูกทีม แบ่งง่ายๆ ได้ 5 ข้อ

บทสนทนาและภารกิจการสร้างความภูมิใจให้ทีมไทย กับกัปตันทีม ปตท.

วิธีการเล่นของกัปตันทีม

หน้าที่ของผู้บริหาร ปตท. คือนำนโยบายจากกรรมการและรัฐบาลมาแปลงเป็นยุทธศาสตร์ แล้วมอบหมายผู้เล่นในตำแหน่งต่างๆ สร้างแผนงานที่ทำให้เกิดความเข้าใจร่วมกันว่าทีมเราต้องการจะทำอะไร คุณเทวินทร์อธิบายสไตล์การเป็นกัปตันทีมในแบบของตัวเองว่า คล้ายผู้จัดการทีมมากกว่านักเตะในสนาม

“การทำธุรกิจก็เหมือนการเล่นกีฬา บ่อยครั้งที่ไม่เป็นไปตามแผนที่วางแผนไว้ เพราะคู่ต่อสู้เขาก็มีแผนของเขา ยิ่งปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไป กฎกติกาการเล่นเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ตราบใดที่ทีมเข้าใจจุดประสงค์และความท้าทาย นักกีฬาจะมีลีลาการเล่นอย่างไรเราต้องปล่อยเขา สิ่งที่สำคัญคือ ผมจะไม่บอกว่าใครควรทำอะไร แต่ถามเขาว่า คุณจะให้ผมช่วยอะไร”

วิธีเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส

ในช่วงที่คุณเทวินทร์เข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่เป็นช่วงที่ราคาน้ำมันโลกลดลงพอดี เราอยากรู้ว่าวิกฤตนั้นสร้างความท้าทายให้กับคุณเทวินทร์มากแค่ไหน แทนที่จะได้คำตอบเป็นตัวเลขและกราฟ คุณเทวินทร์ตอบคำถามนี้ด้วยท่าทีผ่อนคลายและความคิดเชิงบวกว่าอาจจะเป็นโชคดีก็ได้

“การลดลงของราคาน้ำมันโลกส่งกระทบผลประกอบการของ ปตท. จริง แต่ดีกับผู้บริโภค เมื่อราคาพลังงานถูกลง ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ลดความกดดันที่จะกระทบบริษัท เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศนำเข้าพลังงาน ถ้าเราเป็นประเทศส่งออกผมจะเหนื่อยกว่านี้ เพราะรายได้ที่หายไปคือรายได้ของประเทศ”

แล้วมันก็เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงองค์กรที่สุด เพราะเป็นภาวะที่ทุกคนรับรู้ร่วมกันว่านี่คือความท้าทาย ผมใช้จังหวะนั้นกระตุ้นบริษัทในกลุ่ม ปตท. ทั้งหมดให้ปรับปรุงเรื่องประสิทธิภาพจริงจัง”

วิธีรับฟังความคิดเห็น

โลกทุกวันนี้ซับซ้อนขึ้น ทำให้ไม่มีใครรู้ทุกเรื่องและไม่มีใครตัดสินใจถูกทุกอย่าง คุณเทวินทร์บอกว่า ต่อให้คิดรอบคอบที่สุดแล้วก็ยังมีปัจจัยอื่นอีกมากมาย เราจึงต้องรับฟังความเห็น แต่ก็ใช่ว่าจะใช้เวลาฟังความเห็นจนไม่เหลือเวลาทำงาน เพราะเรื่องที่ผ่านการรายงานและหารือมาแล้วก็ตัดสินใจได้เลยเพื่อลดเวลาและขั้นตอน หากเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่มีข้อมูลและเหตุผลสนับสนุนก็พร้อมจะใช้เวลาฟังความคิดเห็น

“ฝ่ายงานที่คุ้นเคยที่ผมเคยทำงานในส่วนนั้นมาก่อนเป็นผู้บริหาร ผมจะซักถามเขาเยอะหน่อย บางทีก็ต้องยับยั้งใจตัวเองว่านั่นหน้าที่เขานะ” คุณเทวินทร์เสริมว่าผู้บริหารที่ดีควรทำหน้าที่เป็นโค้ช ทั้งรับฟังความเห็นและเสนอคำแนะนำกับเรื่องที่มีประสบการณ์ ทั้งคอยถามไถ่และให้ข้อคิด

ขณะเดียวกัน ก็ต้องไม่มีท่าทีปิดกั้นจนผู้ร่วมงานไม่กล้าคิด

วิธีดูแลพนักงานกว่า 5,000 คน

“ในการบริหารธุรกิจไม่มีอะไรยากเท่าการบริหารคน” คุณเทวินทร์นิ่งคิดถึงตัวเลขพนักงานในคำถาม ก่อนยอมรับกับเราว่า ไม่มีทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งสามารถนำไปปรับใช้และทำให้ทุกคนพอใจ

“เมื่อไม่มีสิ่งถูกผิดตายตัว คุณก็แค่ต้องมีจิตใจที่เปิดเผยและเป็นธรรม ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ไม่เอาความรู้สึกส่วนตัวมาตัดสินใจ บางครั้งก็ต้องเปิดใจ” ในจำนวนกว่า 5,000 คน มีฝ่ายงานเกี่ยวข้องมากมาย การจะดูแลพนักงานให้ทั่วถึงได้ คุณเทวินทร์แนะนำว่าผู้บริหารต้องปล่อยและไว้วางใจทีมงานทุกคน

“เหมือนตอนที่เราเป็นพนักงานเด็กๆ หากหัวหน้าไม่ปล่อยให้เราคิดและตัดสินใจด้วยตัวเอง เราก็คงไม่เติบโต เวลาทำอะไรคงรู้สึกว่าเดี๋ยวก็มีคนมาคอยช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา” ในตำแหน่งที่นั่งไม่ห่างจากวงสนทนา เราได้ยินเสียงหัวเราะเล็กๆ ตามด้วยท่าพยักหน้าเห็นด้วยจากกลุ่มผู้ติดตาม 

บทสนทนาและภารกิจการสร้างความภูมิใจให้ทีมไทย กับกัปตันทีม ปตท.

วิธีเจรจาโน้มน้าวเมื่อต้องนำเสนอโครงการ

ทุกครั้งที่ ปตท. จะนำเสนอโครงการต่อคณะกรรมการ รัฐบาล และผู้ถือหุ้น ทีมงานที่เกี่ยวข้องจะหารือเหตุผลและทิศทางก่อนเสมอ ก่อนจะสวมหมวกเสมือนเป็นบอร์ดและรัฐบาลเพื่อคิดว่าหากเป็นฝ่ายที่มีอำนาจตัดสินใจเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบจะมีความรู้สึกกับเรื่องนั้นๆ อย่างไร จะตั้งคำถามและเป็นห่วงกับเรื่องอะไรบ้าง กระบวนการคิดนี้จะช่วยให้วิธีเจรจาต่อรองที่เหมาะสม

“หลักๆ คือใช้กรอบความคิดเรื่อง Stakeholder Management หรือการเข้าใจความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีต่อเรา ว่าเขาต้องการอะไร เพราะฉะนั้น ไม่ว่ากับโครงการอะไร เราต้องมีคำตอบในใจว่าเขาคาดหวังจากโปรเจกต์นี้อย่างไร หากสิ่งนั้นสวนทางกัน ก็ต้องคิดใหม่ว่าสิ่งนี้เป็นคำตอบของเรื่องทั้งหมดหรือเปล่า”

ตลอดที่ฟังหลักการทำงานของคุณเทวินทร์ เราเห็นวิธีการคิดที่แสนเรียบง่ายแต่เป็นระบบ นำไปใช้ได้จริงในทุกส่วนงานที่นอกเหนือจากการบริหาร กับเรื่องการนำเสนอขอความรักความเห็นใจใครก็ตามในชีวิตจริง Stakeholder Management ก็เป็นกรอบความคิดตั้งต้นให้เราได้

Surprising Lesson

บทเรียนจากเด็กฝึกงานในปั๊มน้ำมัน

รู้ไหมว่า ผู้บริหารของ ปตท. คนปัจจุบันเคยเป็นเด็กฝึกงานในปั๊มน้ำมันมาก่อน

แม้ประสบการณ์เด็กฝึกงานปั๊มน้ำมันในวัย 14 ปี นั้นจะไม่ใช่เหตุการณ์เปลี่ยนชีวิตครั้งยิ่งใหญ่ของเขา แต่สร้างความประทับใจในใจของตัวเอง จนอยากให้ลูกๆ และเยาวชนได้ลองทำงานแบบนี้บ้าง เพื่อจะไม่ลอยตัวในความสะดวกสบายและเกรงกลัวกับความลำบากอื่นๆ ในชีวิต

บทเรียนที่ปั๊มน้ำมันสอนเด็กชายเทวินทร์ในวัย 14 ปีคือ การเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น และเข้าใจความคิดของคนที่ทำงานในแต่ละหน้าที่

ก่อนจะมาถึงสมัยเรียนปริญญาโท คุณเทวินทร์มีโอกาสทำงานในสถานีเติมน้ำมันอีกครั้งที่สหรัฐอเมริกา ในตำแหน่งแคชเชียร์เก็บเงินและดูแลความเรียบร้อย เป็นงานที่ไม่ยุ่งยากเพราะทุกอย่างเป็นระบบอัตโนมัติ

“อันตรายอยู่เหมือนกันนะ แต่เขาให้เราอยู่ในกล่องที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างดี หากมีเหตุด่วนเหตุร้ายให้แจ้งตำรวจ” น่าเสียดายที่ไม่มีเรื่องเล่าระทึกขวัญจากคุณเทวินทร์ อย่างการบุกปล้นปั๊มน้ำมันเหมือนในภาพยนตร์แอ็กชั่น แต่นั่นก็ทำให้เรารู้สึกถึงความหลงใหลในน้ำมันที่ค่อยๆ เข้ามามีบทบาทในชีวิตตั้งแต่วันที่เป็นเด็กเติมน้ำมันในปั๊มเล็กๆ ที่ประเทศไทย ไปจนถึงการทำงานในตำแหน่งสูงสุดของบริษัทพลังงานแห่งชาติบริษัทนี้

ความหลงใหลในการสำรวจและผลิตน้ำมัน ความหลงใหลในการขายน้ำมัน

งานแรกๆ ของคุณเทวินทร์ใน ปตท. คือเป็นวิศวกรในบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ทำหน้าที่ติดตั้งอุปกรณ์และตรวจสอบพร้อมแก้ปัญหาที่แท่นเจาะกลางทะเล

“เป็นงานที่สนุกมาก โดยเฉพาะทุกครั้งที่ออกไปกลางทะเล มันเงียบและอากาศดี รู้สึกเป็นอิสระที่ไม่ต้องอยู่ในห้องทำงานตลอดเวลา” คุณเทวินทร์พาเราย้อนไปคิดถึงลมทะเลในช่วงทำงานใหม่ๆ และในวันที่ค่อยๆ เปลี่ยนจากพนักงานปฏิบัติการมาเป็นผู้บริหาร งานที่คุณเทวินทร์บอกว่าคิดถึงที่สุดก็คือ งานเทคนิคหรืองานปฏิบัติการที่ต้องคิดแก้ไขปัญหาด้วยวิชาการซึ่งต่างจากงานบริหาร

ผลงานที่ภูมิใจที่สุดในการทำงานกับกลุ่ม ปตท. คือประสบการณ์เป็นหัวหน้าทีมเจรจาเพื่อขอซื้อกิจการจากบริษัทต่างประเทศ ในสมัยที่เป็นผู้ช่วยอยู่ที่ ปตท.สผ. ในวัย 35 ปี

“ที่จำได้ดีคือความรู้สึกในกระบวนสุดท้ายของการเจรจา เป็นบรรยากาศที่ดีมาก ภูมิใจที่ได้รับความไว้วางใจให้ทำงานสำคัญ”

ก่อนที่เราพาคุณตัดภาพกลับมายังปัจจุบัน แล้วเอ่ยปากถามคุณเทวินทร์ถึงสิ่งที่มักจะทำทุกครั้งเมื่อเข้าไปในสถานีเติมน้ำมัน ปตท. ซึ่งหากคุณบังเอิญพบเขาที่นั่น คุณจะเห็นว่าเขากำลังสังเกตขั้นตอนการบริการว่าครบถ้วนเป็นไปตามมาตรฐานไหม จากนั้นเดินไปดูห้องน้ำว่าเรียบร้อยดีหรือเปล่า และเขาอาจจะเดินไปดูร้านประชารัฐสุขใจว่ามีคนเยอะไหม สำรวจถังขยะโครงการแยกขยะ แล้วเดินไปที่ร้านกาแฟ

ความรู้สึกกับการทำงานร่วมกับคนอายุ 20

นอกจากความรู้สึกประหลาดใจในประสาทสัมผัสรอบด้านของเด็กรุ่นใหม่ คุณเทวินทร์รู้สึกชื่นชมที่คนรุ่นใหม่เป็นคนกล้าคิด กล้าลอง ตื่นตัว และทำอะไรใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา

“หากจะเอาความแข็งแรงและพรสวรรค์ของคนรุ่นใหม่ผนวกกับความทุ่มเทตั้งใจและความมีอุดมการณ์แบบคนรุ่นเก่า เราจะได้มนุษย์พิเศษที่เป็นความหวังชาติในอนาคต” คุณเทวินทร์กล่าว

แต่ไม่ต้องถึงกับรอความหวังจากโลกอนาคตหรอก เพราะหากจะมีเกณฑ์มาตรฐานใดขีดวัดว่าคนรุ่นใหม่คือคนที่ทันโลกทันเหตุการณ์ สำหรับเรา กัปตันทีมคนนี้ก็เป็นหนึ่งในคนนั้นได้ หากคุณไม่เชื่อ เราขอให้ลองค้นหาเพจเฟซบุ๊กชื่อ Tevin at PTT

การสร้างความรู้สึกที่ดีร่วมกัน

ก่อนถึงวันนัดพบคุณเทวินทร์ เราประหลาดใจที่พบกับเพจเฟซบุ๊ก Tevin at PTT แฟนเพจของคุณเทวินทร์โดยบังเอิญ

ภายใต้ตารางการทำงานที่แน่นขนัด คุณเทวินทร์เลือกแบ่งปันช่วงเวลา 5 ทุ่ม – ตี 1 มาบอกเล่าเรื่องราวของคนไทยที่ชนะรางวัลระดับโลก นักกีฬาในรายการแข่งขันที่ไม่มีการถ่ายทอดสดในช่องทางหลัก หรือการแข่งขันทางวิชาการของเด็กนักเรียนหัวกะทิ ไปจนถึงการวิเคราะห์สถานการณ์ในต่างประเทศที่ส่งผลต่อพวกเรา ซึ่งไม่มีการวิเคราะห์แบบนี้ในสื่อทั่วไป

คุณเทวินทร์เล่าเหตุผลง่ายๆ ซึ่งเป็นเหตุผลที่เราทุกคนต่างยอมรับและถือความไม่ปกติของสังคมจนกลายเป็นหนึ่งในความปกติ อย่างการที่เรามองเห็นแต่เรื่องแย่ๆ กล่าวโทษสิ่งต่างๆ กันไปมา จนลืมมองสิ่งที่เป็นความภาคภูมิใจของคนไทย เขาจึงเชิญชวนให้มาร่วมกันเชียร์ ส่งพลังใจให้กับคนไทยที่ออกไปสร้างความภาคภูมิใจให้กับประเทศ (Pride of Thailand) ผ่านช่องทางออนไลน์ส่วนตัวเพื่อส่วนรวมนี้

เพราะอยากให้คนไทยภาคภูมิใจในคนไทยด้วยกันเอง และเป็นกำลังใจให้คนที่ตั้งใจ

“เชียร์คนที่ทำในสิ่งที่ดีเพื่อให้เขามีกำลังใจ เราก็เกิดความรู้สึกที่ดีร่วมกัน” คุณเทวินทร์กล่าวทิ้งท้าย สิ่งนี้อาจจะไม่ได้สร้างความปรองดองในความหมายที่ยิ่งใหญ่ แต่อย่างน้อยก็ช่วยลดอุณหภูมิร้อนๆ ที่จ้องจะจับผิดและต่อว่ากันและกัน

บทสนทนาและภารกิจการสร้างความภูมิใจให้ทีมไทย กับกัปตันทีม ปตท.

PTT Guide to Good Business

ที่ผ่านมา ปตท. รับทราบผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจอยู่เสมอ เพียงแต่การทำงานที่แยกส่วนอย่างชัดเจนของฝ่ายดูแลธุรกิจก็ทำเรื่องธุรกิจ และฝ่ายกิจกรรมเพื่อสังคม

แล้วจะมีแนวทางใดที่องค์กรขนาดใหญ่จะสามารถแก้ไขปัญหาได้ยืนยาวกว่าที่เคย

ก่อนอื่น เราขออธิบายความหมายของ CSR และ SE โดยย่อดังนี้

แนวคิดของความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจ หรือ CSR ดูจะเป็นดาราที่มีชื่อเสียงที่สุดในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา หลังจากองค์กรสำคัญในโลกประกาศให้สิ่งนี้เป็นแนวทางสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ แต่ดูเหมือนว่าบ่อยครั้ง CSR ที่เกิดขึ้นไม่ได้สร้างผลลัพธ์ที่ดีอย่างที่หลายฝ่ายตั้งใจ มากไปกว่าการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร นั่นเพราะกิจกรรมเพื่อสังคม กิจกรรมรับผิดชอบต่อสังคม หรือเพื่อสังคมในชื่ออื่นๆ นั้นทำได้ง่าย ง่ายมาก ไปจนถึงง่ายมากๆ จนหลายครั้งฉาบฉวย แต่ไม่ได้สะท้อนถึงความต้องการของผู้รับผลกระทบ (จนองค์กรต้องมารับผิดชอบ) จริงๆ

ในขณะที่ วิสาหกิจเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise (SE) ถือกำเนิดไม่นานมานี้ โมเดลใหม่ของโลกที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศโลกที่สามอย่างบังกลาเทศ ก่อนจะเป็นที่ยอมรับในระดับโลก เพราะพิสูจน์แล้วว่าแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ได้จริงในประเทศอังกฤษ ดินแดนที่ถือกำเนิดทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ (และทุนนิยม)

SE เป็นกิจการที่ดำเนินงานอย่างธุรกิจ สำคัญที่สุด คือกิจการนั้นมีจุดเริ่มต้นจากโจทย์ที่ต้องการแก้ไขเรื่องบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ อย่างการหากิจกรรมให้แม่ที่เกษียณอายุอยู่บ้านเฉยๆ แก้ปัญหารถติดในกรุงเทพฯ ไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆ อย่างแก้ปัญหาคนไร้บ้านและปัญหาเรื่องการศึกษา ข้อสำคัญถัดมาคือ ต้องมีแผนธุรกิจชัดเจน มีสินค้าและบริการที่เป็นรูปธรรมให้หน่วยกิจการสามารถดำเนินต่อไปได้จริงๆ จนบรรลุการแก้ไขปัญหาพร้อมๆ กับสามารถอยู่รอดได้ด้วยผลประกอบการ

โจทย์ในการแก้ไขปัญหา แผนธุรกิจ และการดำเนินตามแผน เพื่อให้กิจการดำเนินได้ ทำให้ SE แตกต่างจาก CSR ที่มีโจทย์การแก้ไขปัญหาและแก้ไขปัญหาด้วยความถนัดขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นในรูปของตัวเงิน เทคโนโลยี หรือองค์ความรู้จากบุคลากรในองค์กร

จึงเป็นคำตอบว่าทำไมวันนี้ ปตท. จึงสนใจ SE มากกว่าที่จะดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมในรูปแบบเดิม

สิ่งที่น่าสนใจคือคือ ปตท. นิยามและเรียกคำว่า SE ในแบบของตัวเองว่า ‘ธุรกิจเกื้อกูลสังคม’ เพราะรู้ว่า เมื่อไม่สามารถดำรงอยู่เพื่อสังคมได้อย่างเต็มตัวด้วยปัจจัยต่างๆ การดำรงอยู่อย่างเกื้อกูลก็เป็นทางที่เหมาะสม

ธุรกิจเกื้อกูลสังคมของ ปตท. ไม่ใช่การเปลี่ยนรูปกิจการ แต่เป็นการริเริ่มโครงการเล็กๆ ขึ้นใหม่ แล้วพัฒนาให้เป็นหน่วยธุรกิจที่อยู่รอดและแก้ไขปัญหาไปพร้อมกัน

ปตท. ทำได้เป็นอย่างไร และทำไมธุรกิจเกื้อกูลจึงเป็นคำตอบ

บทสนทนาและภารกิจการสร้างความภูมิใจให้ทีมไทย กับกัปตันทีม ปตท.

1. เปลี่ยนจากความช่วยล้นให้เป็นความช่วยเหลือ

คุณเทวินทร์มองว่าการช่วยสังคมในเชิงกิจกรรมที่ ปตท. ทำอย่างต่อเนื่องเป็นเรื่องที่ดีและควรทำ เพียงแต่ควรกระจายความช่วยเหลือให้กว้าง ขณะเดียวกันการให้เพียงอย่างเดียวสร้างค่านิยมการรอรับไม่ได้ทำให้ผู้รับแข็งแรงขึ้น

ขั้นแรก ปตท. เปลี่ยนกิจกรรมเพื่อสังคมที่แก้ปัญหาเป็นเรื่องๆ ในแต่ละพื้นที่ ให้เป็นกิจกรรมทางสังคมแบบ Create Shared Value (CSV) ซึ่งมีเงื่อนไขว่าชุมชนจะต้องแข็งแรงขึ้นและเลี้ยงตัวเองได้

2. ค้นหาปัญหาที่แท้จริง เริ่มอย่างธุรกิจและสร้างการมีส่วนร่วม

โดยธรรมชาติของคนที่ทำธุรกิจ ซึ่งจะคิดเชิงธุรกิจเป็นหลักว่าทำอย่างไรให้มีผลประกอบการและอัตราการเติบโตที่ดี จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะคิดแผนธุรกิจเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและแก้ปัญหาสังคม เพราะ ปตท. ไม่คุ้นเคยหรือคิดถึงการชวนภาคสังคมมามีส่วนร่วมในธุรกิจมาก่อน

จึงเป็นที่มาของทีมงานเล็กๆ ใน ปตท. ที่มีความเชี่ยวชาญในการทำงานด้านสังคมและมีความรู้เชิงธุรกิจมาร่วมทำงานวิเคราะห์โจทย์จากปัญหาที่ ปตท. สร้างผลกระทบ ก่อนจะศึกษาปัญหาและทำความเข้าใจที่จริงจังมากกว่าเดิมเพื่อให้ได้โจทย์ในการทำงาน ทั้งหาจุดเชื่อมโยงของธุรกิจที่เชื่อมโยงกับสังคมจนเกิดความคิดที่ต่างไปจากเดิม

3. เริ่มจากสิ่งที่ทำได้ดี

คุณเทวินทร์ยกตัวอย่างธุรกิจกาแฟ ซึ่งมีโจทย์ว่า นอกจากลูกค้าแล้ว ภาคส่วนต่างๆ ในสังคมจะเข้ามามีส่วนร่วมกับธุรกิจได้อย่างไร เช่น การเชื่อมโยงไปยังเกษตรกรและสหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟ สร้างตลาดรับซื้อ กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ เพิ่มคุณภาพ เพิ่มมูลค่าเมล็ดกาแฟและสร้างคุณภาพชีวิต

4. สำคัญที่การเชี่อมโยงและเข้าถึง

เหตุผลที่ไม่มีองค์กรขนาดใหญ่ประสบความสำเร็จในการทำงานร่วมกับสังคม ปัจจัยแรกคือ การเชื่อมโยงระหว่างธุรกิจขนาดเล็กที่สร้างความคุ้นเคยทำให้เข้าถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ง่ายกว่า ขณะที่องค์กรขนาดใหญ่ทำไม่ได้เพราะมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในวงที่กว้างขวางกว่า

“ผู้บริหารองค์กรขนาดใหญ่จึงห่างไกลจากความรู้สึกนี้ รวมถึงระบบภายในที่รองรับการทำธุรกิจขนาดใหญ่มากกว่าจะทำเรื่องเล็กๆ ที่ไม่ส่งผลต่อผลประกอบการ” คุณเทวินทร์กล่าว เพราะมองเห็นปัญหานี้มาโดยตลอด

เมื่อความสนใจและความเข้าใจแตกต่างกัน จึงนำไปสู่ประสิทธิภาพที่แตกต่างกัน

5. ถ่ายทอดแนวคิดนี้ให้อยู่ในคนที่ทำธุรกิจทุกคน

แม้จะอยู่ในระยะเริ่มต้น ปตท. มีความตั้งใจให้ทุกธุรกิจในกลุ่มมีธุรกิจเกื้อกูลสังคม โดยการนำของทีมงานเชี่ยวชาญเฉพาะเพื่อรวบรวมองค์ความรู้และขยายแนวคิดนี้ออกไป โดยให้อยู่ในแนวทางของการทำธุรกิจ

และแม้ในบางกิจการของกลุ่ม ปตท. จะยังนึกไม่ออก ซึ่งอาจใช้เทคโนโลยีที่มีในกิจการไปช่วยชาวบ้านและชุมชน คุณเทวินทร์จึงหมั่นถามกลับไปถึงทีมบริหารของบริษัทในกลุ่ม ปตท. เสมอ ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นแค่กิจกรรมหรือเป็นธุรกิจเกื้อกูลสังคมแล้ว เพราะสิ่งนั้นต้องไปด้วยกันทั้งธุรกิจและชุมชน รู้ร้อนหนาวไปด้วยกัน เจอผลกระทบก็ร่วมแก้ไข ไม่เกิดกำไรก็ได้แต่กิจการต้องเลี้ยงตัวเองได้

บทสนทนาและภารกิจการสร้างความภูมิใจให้ทีมไทย กับกัปตันทีม ปตท.

10 Questions Answered by President and CEO, PTT

  1. สิ่งแรกที่คุณทำเมื่อถึงโต๊ะทำงาน: จริงๆ ถ้าเป็นเรื่องงานผมเตรียมตั้งแต่ออกจากบ้านแล้ว เวลาทำงานของผมจึงไม่ได้เริ่มต้นที่โต๊ะทำงาน แต่เริ่มต้นตั้งแต่อยู่ในรถ บางที่ลายมือผมจะดูไม่ได้เลยเพราะต้องเซ็นเอกสารบนรถ
  2. แหล่งพลังงานของคุณ: ผมชอบดูหนังซ้ำๆ พวก X-Men เมื่อคืนก็เพิ่งดู Mission: Impossible ซ้ำอีกรอบ ข้อดีของหนังแอ็กชั่นคือดูแล้วไม่ต้องคิดมาก สามารถเซ็นงานระหว่างดูหนังไปได้ด้วย
  3. หนังสือเล่มล่าสุดที่คุณอ่าน: Are You a Tiger, a Cat or a Dinosaur? ของ Prof. Stephane Garelli เกี่ยวกับขีดความสามารถในการแข่งขันและความเป็นผู้นำขององค์กร
  4. ทริปการเดินทางที่เปลี่ยนชีวิตคุณ: ทริปไปบวชที่อินเดียเมื่อ 7 – 8 ปีที่แล้ว เริ่มต้นบวชที่พุทธคยา เดินทางไปสังเวชนียสถานแล้วสึกที่เมืองสาวัตถี การบวชครั้งนั้นทำให้เรามั่นใจในสิ่งที่เคยคิด ทั้งเรื่องพระธรรมคำสอนและเข้าใจความเป็นไปของชีวิต
  5. กิจกรรมนอกเวลางานที่ไม่ว่าคุณจะยุ่งแค่ไหน คุณก็จะหาเวลาไปทำให้ได้คือ: ต้องหาเวลาไปกินข้าวกับคุณแม่และครอบครัว
  6. นอกจากเรื่องพลังงาน คุณยังมีความสนใจอื่นๆ: สนใจเรื่องความสามารถในการแข่งขัน
  7. ชมรมสมัยเรียนมหาวิทยาลัย: เป็นประธานชมรมวิชาการ สมัยเรียนปี 4 ภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่จุฬาฯ
  8. Hidden Place ที่ ปตท. : ชั้นดาดฟ้าของตึก ปตท.สผ. อากาศร้อนไปหน่อยแต่สวยดี เหมาะกับการนั่งประชุม
  9. ความสนใจของคุณตอนอายุ 25 และ 35 : ตอน 25 นอกจากงานและเทนนิสแล้ว เพิ่งแต่งงานมีลูกคนแรก เลยสนใจเรื่องลูก ส่วนตอน 35 กำลังขึ้นเป็นผู้บริหาร ตอนนั้นสนใจเรื่องการลงทุนต่างประเทศ
  10. คุณไปแข่งรายการ แฟนพันธุ์แท้ ตอนไหนได้บ้าง: นิยายกำลังภายใน

บทสนทนาและภารกิจการสร้างความภูมิใจให้ทีมไทย กับกัปตันทีม ปตท.

Save

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

การทำงานกับหลายจังหวัดทำให้ The Cloud สังเกตเห็นความจริงข้อหนึ่ง แต่ละจังหวัดมักมีคนขับเคลื่อนด้านต่าง ๆ หรือที่เราเรียกกันเองในกองบรรณาธิการว่า ‘พ่อเมือง-แม่เมือง’ โดยมากเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กลับมาพัฒนาอำเภอบ้านเกิดให้ดีและสนุก เป็นบุคคลที่รู้จักและรักในจังหวัดเป็นชีวิตจิตใจ 

การมาขอนแก่นครั้งนี้ก็เหมือนกัน พิเศษขึ้นตรงที่ขอนแก่นไม่ได้มีแค่คนกลุ่มที่ว่า แต่ยังมีการรวมตัวของนักธุรกิจ ไม่ใช่แค่ 1 หรือ 2 แต่มากถึง 20 บริษัท เกิดเป็นบริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง (เคเคทีที) จำกัด ที่ร่วมลงทุนพัฒนาจังหวัดโดยเริ่มจากการคมนาคมรถไฟฟ้ารางเบา จนเป็นต้นแบบ ‘ขอนแก่นโมเดล’ ที่ภาคเอกชนและท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจัง

หนึ่งใน 20 รายชื่อนั้นคือ บริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) ภายใต้การบริหารของ คุณสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ทายาทรุ่นสองคนสุดท้องที่เข้ามารับช่วงกิจการครอบครัวที่เริ่มจากโรงสีของอากง ตัวแทนจำหน่ายรถบรรทุกของป๊า ก่อนต่อยอดมาให้บริการออกแบบ ผลิต ประกอบ ติดตั้งระบบวิศวกรรมตัวถัง พัฒนานวัตกรรมอีกมากมาย จนครองตลาดรถลำเลียงอาหารขึ้นเครื่องบินในทวีปเอเชีย และอยู่คู่เมืองขอนแก่นมานานกว่า 50 ปี

ในบรรดาพี่น้อง 11 คน เขาคือคนที่เลือกสานต่อโรงงานแห่งนี้

นอกจากฝีมือการบริหารที่เก่งกาจ วิสัยทัศน์ที่เฉียบขาด และสไตล์การทำงานแบบลงมือทำ ชีวิตของคุณสุรเดชยังมันสุด ๆ ไม่ต่างจากออฟฟิศส่วนตัวของเขา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านของครอบครัวที่ลูกสาวทั้งสี่เติบโตมา 

ด้านหนึ่งเป็นครัวทำอาหารที่มีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมสรรพ ตรงกลางเป็นโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ ส่วนด้านหลังมีอุปกรณ์เครื่องมือช่างแขวนไว้มากมาย ถ้าไม่อยู่ในบ้านต้องเข้าใจผิดว่าเป็นโรงรถ เขาทำเฟอร์นิเจอร์เองเกือบทั้งหมด ส่วนใหญ่ดัดแปลงจากอะไหล่รถอย่างโต๊ะจากล้อแม็ก หรือโคมไฟจากพวงมาลัยที่มีก้านไฟเลี้ยวเป็นสวิตช์เปิดปิด

ถ้าให้เล่าประวัติสั้น ๆ คุณสุรเดชย้ายโรงเรียน 7 ครั้ง แล้วจึงไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่น เข้าบริหาร ช ทวี ก่อนวิกฤต พ.ศ. 2540 ถึงพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ จนเจอกับวิกฤตอีกครั้งใน พ.ศ. 2563 

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เขาหันกลับมาพิจารณาธุรกิจที่มี พร้อมเตรียมตัวถูกแทรกแซงในอนาคตด้วยการเข้าระดมทุนในตลาดหุ้น Nasdaq ที่สหรัฐอเมริกา วางแผนปรับเปลี่ยนบริษัทให้เป็น Tech Company ที่สนใจ 3 เรื่อง คือ การออกโทเคน KGO การทำ NFT (Non-Fungible Token) และ Metaverse พัฒนาพนักงานให้โตเท่าทันความเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันก็มุ่งพัฒนาเมืองขอนแก่นที่เขารักไปด้วย

ชั้นสองของออฟฟิศทำเป็นเหมืองขุดบิตคอยน์ ด้านข้างเป็นแปลงองุ่นที่ให้พนักงานช่วยกันปลูก และภาพขอนแก่นในหัวของเขา ใคร ๆ ก็บอกว่าเป็นแค่ฝัน

ส่วนเรื่องยาว ๆ จะเป็นอย่างไร ถ้าคุณได้อ่านคำพูดเขาเองน่าจะสนุกกว่า… แถมมันกว่าด้วย

คุณเป็นผู้บริหารที่ทำแชนแนลท่องเที่ยว

ใช่ (หัวเราะ) ผมมียูทูบชื่อ ‘ถนัดจริง กินเที่ยว’ คนดูคิดว่าผมมีทีมถ่ายทำเยอะ นึกว่าไปทีเป็นกองถ่าย แต่จริง ๆ แล้วทำอยู่คนเดียวนะ ทุกครั้งที่มีเวลาจะทำคอนเทนต์บนช่องนี้ อย่างเราชอบรถก็ไปแข่งรถ ขับโกคาร์ตขึ้นภูกระดึง ทำโน่นทำนี่ อีกเรื่องคือความรู้เกี่ยวกับเมืองขอนแก่น เล่าแผนพัฒนาจังหวัดไปเลย 16 ปี 

ผมจบจากญี่ปุ่น เลยมีคอนเทนต์แปลทวิตเตอร์คนญี่ปุ่นที่บอกว่ามาจากโลกอนาคตในปี 2058 น่าจะเป็นเหมือน AI ที่วันนี้ของญี่ปุ่นล้ำหน้าไปมาก คนบอกว่าต้องเอาข้อมูลให้ AI เยอะ ๆ พอมีข้อมูลเยอะ แต่ไม่มีคำถาม ก็ไม่รู้ว่ารู้เรื่องไหน เลยต้องใส่คำถามของมนุษย์เข้าไป จะได้รู้ว่ามันมีข้อมูลอะไรบ้าง คำตอบแต่ละเรื่องก็ใช้ได้นะ

หรือเรื่องโดรนผมก็ชอบ วิดีโอจากโดรนเราก็ถ่ายเอง ลูก ๆ ก็ไป

ลูก ๆ ก็ชอบเที่ยวเหมือนกันเหรอ

ลูกสาวผมก็ชอบ ไปเยอรมนี ไปฝรั่งเศส ก็พกโดรนตัวเล็ก วิดีโอแรก ๆ ไปมัลดีฟส์กับลูก แล้วผมมีลูกสาว 4 คน เขาก็จะ ‘ป๊ามุมนี้ ๆ’ ‘มุมนี้ต้องถ่ายแบบนี้’ เราก็ต้องขึ้นโดรนล็อกไว้ แล้วถือ Go Pro วิ่งตามลูก บางอันลูกก็ถ่ายให้ (หัวเราะ)

ออฟฟิศนี้เลยเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์รวบรวมสิ่งที่คุณชอบ

มันเป็นเหมือน Experiment ที่เราอยากทำอะไรก็ได้ อยากเอาจักรยานมาซ่อมเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำส่วนที่เป็นห้องช็อปเอาไว้ จริง ๆ ตรงกลางนี่ต้องเป็นโต๊ะช็อป แล้วห้องทำงานผมอยู่ชั้นบน แต่มีอาจารย์มาดูฮวงจุ้ยออฟฟิศเขาให้เปลี่ยน เขาบอกดูแล้วให้เอาโต๊ะทำงานมาอยู่ตรงนี้ ตรงนี้ดี ตอนนี้ห้องเดิมข้างบนเลยกลายเป็นที่สำหรับเครื่องขุดบิตคอยน์ที่กำลังทดลองอยู่

คุณสนใจเรื่องนวัตกรรม เทคโนโลยี และเครื่องยนต์ มาตั้งแต่เมื่อไหร่

เราชอบเรื่องพวกนี้ตั้งแต่เด็ก ผมเรียนจบปริญญาตรีตอนปี 1992 จบจากญี่ปุ่น กลับมาก็ชวนพี่สาวกู้เงินธนาคารทำ Search Engine สมัยนั้นมีน้อย มีแค่ AltaVista ส่วน Google ยังเป็นวุ้นอยู่เลย 

ไปถึงธนาคาร เขาก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ธนาคารไทยจะปล่อยกู้เฉพาะสิ่งที่จับต้องได้ มีที่ดินค้ำประกัน เพราะฉะนั้นในปี 1992 เรื่องเทคฯ มันไกลเกินไปมาก ก็ต้องล้มเลิก

เลยเลือกทำธุรกิจโรงงานของที่บ้าน ซึ่งต่างจากพี่น้องคนอื่น

เราเรียนจบวิศวกรรมยานยนต์ สนใจเรื่องนี้อยู่แล้วก็เลยเลือกโรงงานนี่แหละ แล้วค่อย ๆ นำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใส่ ทำให้โรงงานเรามีสินค้าแปลกใหม่ออกมาเยอะแยะไปหมด พอวิกฤตต้มยำกุ้ง (พ.ศ. 2540) ก็เจอปัญหาที่ต้องแก้มาเรื่อย ๆ 

12 ปีจากวิกฤตนั้น เราพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้น จนมาเจอโรคโควิด-19 ทำให้รู้ว่า นวัตกรรมต่าง ๆ ที่เราวิจัยพัฒนามากำลังเปลี่ยนไปแล้ว

กลายเป็นว่าในปี 1992 เราอยากทำอะไร เราทำไม่ได้ เพราะขาดฟังก์ชันอยู่หลายอย่าง เช่น เรื่องเงินที่เราหาทุนไม่ได้

แต่วันนี้คุณทำได้

ปีนี้เราอยากทำหลายเรื่อง

2 ปีก่อน เราตัดสินใจระดมทุนในรูปแบบ SPAC (Special Purpose Acquisition Companies) เพราะกองทุนเมืองนอกพร้อมที่จะลงทุนกับนวัตกรรมใหม่ ๆ เราต้องการพาบริษัทนี้ข้ามจากการเป็นบริษัทธรรมดาไปเป็นบริษัทเทค เพราะโควิด-19 บังคับเลยว่าของที่เรามีถูกทุบทิ้งหมด ของที่ขายดีเมื่อวาน วันนี้สายการบินเขาไม่บินกันแล้ว ก็ขายไม่ได้ เงินไม่มี 

โมเดลธุรกิจที่เราวางแผนไว้ตอนนี้เลยมี 2 ส่วน หนึ่งคือของเก่าที่ทำอยู่แล้ว เช่น เราเป็นเจ้าแรกที่นำเทคโนโลยีมาใส่ในรถบัส หรือเรื่อง Bus Operation เราก็ทำ เรื่องยานพาหนะทางทหารก็ทำมานาน มีโครงการใหญ่ ๆ เข้ามาต่อเนื่องเรื่อย ๆ รถลำเลียงอาหารขึ้นเครื่องบิน (Ground Support Equipment : GSE) เราขายทั้งโลก และตอนนี้สายการบินก็ค่อย ๆ กลับมาให้บริการแล้ว ศูนย์ซ่อมรถที่เรามีทั่วประเทศก็น่าจะยังไม่โดน Disrupt เร็ว ๆ นี้ เราเลยเก็บไว้

มาส่วนที่เรากำลังเดินไป อย่างแรกคือรถ EV ที่เรากำลังทำกันอยู่ อีกตัวที่เพิ่งเซ็นสัญญาไปคือตัวราง Light Rail Transit ซึ่งผมว่าเราเข้าใจเทคโนโลยีดีพอสมควร ยังมีทำเรื่อง Blockchain ทำเรื่อง Smart City ให้ขอนแก่น นอกจากนี้ก็มีเรื่องบิตคอยน์ Fintech รถไฟฟ้าไร้คนขับ (Autonomous Car) และ Metaverse

นักลงทุนในประเทศไม่เข้าใจทิศทางที่คุณกำลังเดินไปเหรอ ถึงต้องไประดมทุนในต่างประเทศ

ภาษาวัยรุ่นเขาเรียกว่าอะไรล่ะ ใจไม่กล้าเหรอ

ใจไม่ถึง?

ใช่ ๆ ใจไม่ถึง คือหยอดกับเด็กไม่พอยังเอาเปรียบเด็กอีก ลองคิดดูว่ามีเด็กรุ่นใหม่ หัวคิดดี ๆ แต่ไม่มีเงิน พอไปหาแหล่งเงินทุนก็หมดกำลังใจ ก่อนเราจะไประดมทุนผ่าน SPAC อธิบายให้ใครฟังในบ้านเรา ไม่มีใครเอาเลย เขาไม่เห็นภาพ จนวันที่เราไปซื้อบริษัท AROGO และควบรวมกับ EON Reality Inc. เพื่อทำธุรกิจ Metaverse ด้านการศึกษา ตอนนี้มีมูลค่ารวมราว ๆ 655 ล้านเหรียญฯ

คนก็ตกใจ มันมีแบบนี้ด้วยเหรอวะ เอาเงินไป 4 – 5 ล้านเหรียญฯ แล้วก็ทำกองทุนมูลค่าร้อยล้านเหรียญ แล้วก็ไปควบรวมกับอีกบริษัทหนึ่งจนมีค่าถึง 655 ล้านเหรียญฯ 

คนไทยจะปิดหู เป็นไปไม่ได้หรอก ประเทศนี้เหมือนกับ Monkey see, Monkey believe อย่างเราทำเรื่องพัฒนาเมืองขอนแก่นหรืออะไรบ้า ๆ วันแรกก็ไม่มีใครเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้นะ 

แล้วจะทำให้คนเชื่อได้ยังไง

พูดไปเขาอาจจะฟังแค่ 50 – 50 สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องทำให้เห็น อย่างเรื่องเมื่อกี้ก็ต้องทำให้ดูเลยว่าบริษัทมันซื้อได้จริงนะโว้ย ซื้อแล้วเดี๋ยว 9 เดือนมันเสร็จแล้วโว้ย แม่งบันทึกกำไรได้แล้วโว้ย แล้วก็กลับไปอย่างที่บอก เราถูกทุบทิ้ง แต่เรามีทางออก เราคิดตั้งนานแล้วว่าจะไปที่ใหม่ 

สิ่งที่ยากที่สุดในการบริหาร ช ทวี คืออะไร

คือเรื่องคนมั้ง โดยเฉพาะเวลาที่เราต้องแสดงให้เขาเห็นทางข้างหน้าเหมือนกับเรา 

สมมติเราบอกว่าจะไปเชียงใหม่ บางคนเขาไม่เคยไปเชียงใหม่ ความท้าทายคือเราพูดให้เขาเห็นภาพเชียงใหม่ได้ไหม การสื่อสารพวกนี้จึงสำคัญ เราต้องคุยกับคน คุยกับพนักงานทั้งหลายที่จะมาช่วยระดมสมองกันว่าจะทำยังไงดี 

อีกเรื่องคือความไว้ใจ (Trust) และความเชื่อ (Believe) ที่ต้องสร้าง ขณะที่ทำให้คนในเชื่อ ก็ต้องทำให้คนนอกเชื่อด้วย 

ฟังดูเหมือนเลือกเดินทางยากมาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจ แต่ไม่เคยยอมแพ้เลยสักครั้ง

ตั้งแต่ตอนเรียนจบปี 1992 เรารู้ตัวว่าอยากทำอะไร แต่ไม่มีทุน เปรียบเทียบเหมือนกับอยากไปเชียงใหม่ แต่เครื่องมือไม่ครบ มันมีดินแดนเชียงใหม่ที่อยากไป ถ้าไปก็ไปได้ แต่เราไปไม่ได้เพราะไม่มีเงินเติมน้ำมัน ไม่มีใครให้เงินเติม และถ้าถีบจักรยานที่มีอยู่ก็คงไม่ถึงแน่ 

ผ่านมา 20 กว่าปี เราพบแหล่งให้ยืมเงินเติมน้ำมันใหม่ ใหญ่เบ้อเริ่ม เพราะฉะนั้นรอบนี้ไม่ต้องไปแค่เชียงใหม่แล้ว ไปดาวอังคารเลย เรามีทั้งประสบการณ์ มีโครงสร้าง มีทีมที่จะทำให้เราไปถึงตรงนั้นได้ และเมื่อไหร่ที่เราไปอยู่ตรงนั้นจะไม่มีใครตามทันแล้ว

ตั้งแต่ปี 1992 จนถึงตอนนี้ เราไม่เคยลืมสิ่งที่อยากทำ ก่อนหน้านี้อยากทำเทคฉิบหาย แต่พอจะเอาจริงไม่กล้าว่ะ บริษัทก็ยังต้องรันอยู่ ทำไปทำมาเป็นได้แค่งานอดิเรก 

คุณมีเป้าหมายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ทำยังไงให้พนักงานเดินไปพร้อมกันได้

เราให้ทุกคนค่อย ๆ ทำไปด้วยกัน พนักงานของเราเริ่มอบรม Upskill และ Reskill มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ทุกคนมีกระเป๋าตังค์วอลเล็ต ทุกคนรู้เรื่อง Token เข้าใจเรื่อง Digital Currency หรือการ Stake เหรียญ สิ่งสำคัญคือ เราต้องสอนให้เขาเข้าใจในทางที่เราจะไป

หนึ่ง เราให้แต่ละแผนกขุดบิตคอยน์ เอาเครื่องที่เร็วที่สุดขุด สอง เราให้ทุกคนทำเรื่องพลังงานทดแทน และสาม เราให้เขาทำเกษตร 

เรามีที่ดินพันไร่ พันไร่ของเราจะทำการเกษตร แต่เป็นการเกษตรประณีตซึ่งแบ่งเป็น 3 ธุรกิจ เริ่มจากโซลาร์เซลล์ เราทำได้เกือบร้อยเมกะวัตต์ในพื้นที่พันไร่นี้ ร้อยเมกะวัตต์เอาไปทำอะไรได้บ้าง ถ้าเราไม่รู้ก็คงรอภาครัฐ ขายไฟได้เงินนิด ๆ หน่อย ๆ แต่เรามีเหมืองบิตคอยน์ไปด้วย ซึ่งใช้ไฟเยอะมาก พอผลิตไฟได้เองเราก็เอามาใช้ตรงนี้ มีไฟเท่าไหร่เราเอาหมด ส่วนเหมืองเราก็ไม่ได้ทำขึ้นมาให้ได้เหรียญ แต่ทำให้วันหนึ่งมีคนมา Take over เหมืองเราอีกที แล้วทีมงานเราก็ต้องมีความรู้เรื่องพืชด้วย เพราะเราเห็นว่าจากนี้ไปความมั่นคงทางอาหารคือการเกษตร มันอาจพัฒนาไปเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวได้ ซึ่งพืชที่เราเริ่มลองปลูกแล้วคือ องุ่น 

ทำไมต้ององุ่น

พนักงานก็ถามว่าเถ้าแก่จะให้เลี้ยงต้นองุ่นไปทำไมวะ (หัวเราะ) ข้าง ๆ ออฟฟิศผมมีต้นองุ่นเต็มไปหมด ต้นเล็ก ๆ ที่แต่ละคนช่วยรับผิดชอบ ผมบอกเสมอว่า ‘มึงอย่าทำตายนะ!’ 

ที่ให้ปลูกองุ่นเพราะเป็นพืชที่ดูแลยากมาก ๆ คนปลูกต้องอ่าน ต้องศึกษา ต้องวิเคราะห์ และเอาใจใส่มันสุด ๆ เลี้ยงให้รอดก่อน ถ้าปลูกองุ่นได้ พืชอื่นแม่งโคตรง่ายเลย

องค์ประกอบเหล่านี้จะพาบริษัทไปสู่อนาคตได้อีกไกลพอสมควร ทั้งยังเชื่อมกับเรื่อง Metaverse ที่เราทำอยู่ พอเอามารวมกันทั้งสามส่วน ทุกคนเห็นภาพชัดเจน แล้วแต่ละส่วนก็เป็นธรุกิจได้ อนาคตเราไม่ต้องแข่งกับใคร ไม่มีใครมาตามเรา ธุรกิจของเราเลยครบจบในระบบนิเวศตัวเอง เพราะสิ่งที่ยากในประเทศนี้คือการพึ่งพาภาครัฐ

ซึ่งเป็นข้อจำกัดของหลาย ๆ ธุรกิจ

ถูกต้อง ภาครัฐของไทยคือ ภาคที่บอกจะส่งเสริม แต่ส่งเสริมแบบมีข้อจำกัด 

เราทำธุรกิจมาเยอะ เราคุยกับคนเยอะ คุยกับกระทรวงต่าง ๆ พอเป็นระดับนั้น คนที่ไปคุยก็ต้องเป็นเถ้าแก่ ไม่ก็ซีอีโอ มองกลับมา ถ้าให้ลูกน้องหรือลูกเราไปคุยกับรัฐมนตรีจะได้เรื่องไหม เพราะของแบบนี้มันเป็นศิลปะ มันต้องเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ที่มี และแทบจะสอนกันไม่ได้เลย

เรามองแบบนี้ ถ้าวันหนึ่งไม่เหลือคนคุยกับภาครัฐแล้ว บริษัทเราก็ต้องปิด แล้วกระบวนการที่ต้องไปคุยเหล่านั้นมันถูกต้องแต่แรกหรือเปล่า เพราะฉะนั้น เราหันมาทำธุรกิจที่ยั่งยืนที่เราอยู่ได้ด้วยตัวเราเองดีกว่าไหม เป็นแผนการระยะยาวที่คิดรอบนี้แล้วอีก 40 ปีค่อยมาคิดใหม่ 

บริษัทเราซื้อเหรียญคริปโตเก็บไว้ทุกเดือน ครึ่งหนึ่งบิตคอยน์ ครึ่งหนึ่งอีเธอเรียม เก็บไปเรื่อย ๆ ในอัตราที่จะไม่เป็นภาระของบริษัท ขณะที่อีก 4 ปีข้างหน้าคนจะเริ่มรู้งี้ซื้อไว้ดีกว่า รู้งี้ไม่น่าทำคีย์หายเลย ไอ้ ‘รู้งี้’ มันจะมาในอีก 3 – 4 ปีถัดไป

ชีวิตคุณมีอะไรที่ ‘รู้งี้’ บ้างไหม

มี (นิ่งคิด) 

เฮ้ย ไม่มีว่ะ เราอยากทำอะไรก็ได้ทำทุกอย่างเลย หลายอย่างได้ลองแล้วพลาดจนเลิก ผมโชคดีที่เป็นลูกคนเล็กในพี่น้อง 11 คน แล้วที่บ้าน พ่อแม่ก็เอาใจลูกชายคนสุดท้าย เป็นคนที่ได้ไปเรียนเมืองนอก แต่กว่าจะได้ไปย้ายโรงเรียนมา 7 ที่

หลักสูตร 15 ปีรวมอนุบาล คุณย้ายโรงเรียน 7 ครั้งเลยเหรอ

เขาไม่ค่อยให้ผมเรียน (หัวเราะ) ตั้งแต่อนุบาลที่มีให้นอนกลางวัน แล้วก็ร้อนฉิบหาย อาบน้ำเสร็จให้เรานอน อยู่ดี ๆ ก็มีเด็กผู้หญิงมานอนข้าง ๆ ผมไม่ไหว บอกแม่ไม่เรียนแล้ว ออก!

จากนั้นก็ไปเรียนโรงเรียนอนุบาลพระกุมารเยซูขอนแก่น เรียนได้ 2 ปี มีคนบอกว่าถ้าอยากเป็นข้าราชการ ให้ไปเข้าวชิราวุธวิทยาลัย แต่โดนซ้ำชั้น เพราะผมทำข้อสอบไม่ได้ มันเป็นเรื่องกวางที่มองเงาในน้ำแล้วคิดว่าตัวเองสวยมาก พอเสือมาก็วิ่งหนีจนเขาไปพันกับเถาวัลย์ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า สิ่งสวยงามอาจเป็นภัยกับตัวเรา ไอ้เราเป็นเด็กอีสาน เขาให้เขียน ‘กวาง’ เราไปเขียน ‘กวง’ กวงตัวหนึ่ง เลยโดนซ้ำชั้น อยู่ได้ 2 ปี แล้วแอบขึ้นรถหนีกลับขอนแก่นเลย (หัวเราะ)

ตอนนั้นอยู่ ป. อะไร

ป.2 เองมั้ง สมัยนั้น พ่อผมต้องไปรับรถ HINO กลับขอนแก่น แล้วทุกวันผมต้องเดินไปบ้านญาติที่เจริญผล เพื่อขึ้นรถไปโรงเรียนกับเขา วันนั้นระหว่างทางเจอรถป๊าที่กำลังจะกลับขอนแก่นพอดี เลยแอบขึ้นรถซ่อนอยู่ข้างหลัง พอถึงสระบุรีคิดว่าเขาคงไม่เลี้ยวรถกลับไปส่งแล้วเลยเคาะกระจก ป๊าตกใจ มึงมาได้ไง กูนึกว่ามึงอยู่โรงเรียน (หัวเราะ)

พอออกจากวชิรวุธก็กลับมาโดนซ้ำชั้นที่โรงเรียนมหาไถ่ศึกษาขอนแก่น แล้วก็อีก 2 โรงเรียน จนโตหน่อยอยากเตะบอล โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยเขาเตะบอลกัน เลยขอพ่อแม่ไปสอบ เขาบอกว่าจะเข้าสวนกุหลาบฯ ต้องเรียนพิเศษ ผมก็เรียน ง่ายมาก สอบได้แน่ ทีนี้พอถึงตอนสัมภาษณ์ มีคนเอากระดาษมาให้ใบหนึ่ง บอกให้ไปห้องนี้ ตอนแรกก็นึกว่าทุกคนได้เหมือนกัน แต่กลายเป็นว่าคนอื่นสุ่มหยิบกระดาษเอง หยิบได้เบอร์ไหน ไปห้องนั้น เราก็งงว่าทำไมเขาหยิบกันเองหมดเลย

แล้วทำยังไง

ไม่ได้! เราต้องเหมือนคนอื่น เลยทิ้งใบที่เขาให้มาแล้วไปหยิบใหม่ เดินเข้าไปสัมภาษณ์เสร็จก็ตกสัมภาษณ์เลย เพราะเสือกไม่ไปห้องนั้น ผมเลยไม่ชอบเรื่องเส้นสายแต่เด็ก สิ่งที่ทำกับขอนแก่นคือเราต้องการ Disrupt บางอย่าง ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความโปร่งใส ด้วยพลังที่พวกเรามี

สุดท้ายพ่อบอกว่า ‘มึงอยากเตะบอลมากใช่ไหม’ มีที่หนึ่งมีสนามบอลเยอะ ก็พาไปเรียนที่อัสสัมชัญศรีราชา แต่มีเรื่องจนไม่ได้เรียนต่อ เลยกลับมาจบ ม.ปลาย ที่ขอนแก่น 

แต่ล่าสุดเขาก็เรียกไปรับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นนะ ครูบอกว่าไม่เป็นไรหรอก เขาลืมกันหมดแล้ว (หัวเราะ)

การเป็นคนคิดต่างในยุคนั้นเป็นยังไง

บางทีคนเขาจะคิดว่าเราเป็นพวกต่อต้าน

ผมชอบเด็กสมัยนี้ ลูกผมมาถามว่า ‘ป๊า ขอไปประท้วงกับเขาได้ไหม’ ผมบอก ไปเลยลูก แต่ระวังตัวดี ๆ ไม่ต้องลงถนน ให้อยู่ตรงสกายวอร์ก แต่ถ้าจะลงไปให้อยู่บนเวทีนะ อย่าอยู่บนถนน

เราเห็นประวัติศาสตร์การเมืองมาหมดแล้ว ตอนเหตุการณ์เดือนตุลา พ่อผมพาไป นักศึกษาบอกเราชนะแล้ว เชิญพี่ ๆ ไปเลือกตั้ง ปรากฏนักการเมืองที่รับช่วงต่อก็ไปแย่อีก บางงานที่ผมทำเลยเขียนเองทำเอง ส่งโครงการไปให้รัฐบาล เขาถามว่าเอาใครมาทำ เอาเรานี่แหละ หรือจังหวัดถามว่าแล้วตำแหน่งนี้ใครนั่ง 

เราเอง

คนก็สงสัยว่าทำไมทำเองชงเอง เรามองว่าถ้าขึ้นไปแล้วแย่ เราลงเอง ดีกว่าที่เอาใครขึ้นไปทำแล้วคุมไม่ได้ คนที่มีอำนาจในมือแล้วเปลี่ยนไปก็เห็นมาเยอะแล้ว นั่นคือปัญหาของประเทศนี้

ลองคิดดูว่าเด็ก ๆ ที่ประท้วง สมมติได้ค่าขนมเดือนละหมื่นกว่าบาท ถ้าพ่อแม่รวย ๆ ให้เดือนละ 3 หมื่น แต่อยู่ดี ๆ ไปเจอกระเป๋าใบหนึ่งมีเงิน 17 ล้าน มันคนละเรื่องเลยนะ 

ประเทศนี้มีปัญหาทั้งระบบ เอาคนดีมาปกครองก็อยู่ไม่ไหว ผมเกลียดเรื่องแบบนี้เลยเป็นคนมีอะไรต้องทำเอง และไม่เคยไปขอใคร ถ้าจะขอก็ขอเพื่อจังหวัด ธุรกิจที่พยายามทำเลยต้องไปของมันเองได้ ไม่ต้องยุ่งกับการเมือง

ถ้ามีคนเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี จะเป็นไหม

เป็นไปก็ไม่มีประโยชน์ วันหนึ่งที่ประชาชนกับราชการเชื่อมต่อกันโดยตรงได้ก็ไม่ต้องมีตัวแทน เพราะตัวแทนที่ส่งไปสุดท้ายก็บิดเบี้ยว ไม่ทำตามที่ประชาชนต้องการ ถ้าวันหนึ่งที่ประชาชนออกเสียงเองได้ บางตำแหน่งหรือบางหน่วยงานอาจไม่มีบทบาทอีกต่อไป จริงอยู่ที่ระดับนิติบัญญัติต้องมี ข้าราชการทำงานต้องมี แต่ระดับบริหารอาจไม่จำเป็นแล้ว ในขอนแก่นน่าจะอีก 4 ปีถึงได้เห็นสิ่งนี้

ผูกพันอะไรกับขอนแก่นถึงทุ่มเท่กับการพัฒนาเมืองขนาดนี้

ไม่ว่าจะไปไหนก็ตาม ผมแม่งจะอยากกลับขอนแก่น 

กลับขอนแก่นดีกว่า สนุกกว่า เราอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็ก เราขี่จักรยาน เราเดินเที่ยว บางอย่างที่เคยเห็นแต่เด็ก ถ้าออกแรงหน่อยแล้วทำให้มันดี ให้มันสวยขึ้น จะดีไหม พอมันดีขึ้น ทั้งเมืองและคนก็ดีขึ้นไปด้วย

เราเป็นพ่อค้า พ่อค้าต้องการลูกค้า ถ้าช่วยให้คนที่เงินน้อยรวยขึ้นอีก ให้เขาพ้นเส้นความยากจน ลูกค้าก็เยอะขึ้น 

การบริหารประเทศนี้วันนี้เป็นแบบเลี้ยงไข้ เหมือนกลัวเขารวย อย่ารวย แล้วก็อย่าตาย ฝรั่งบอกทำธุรกิจแล้วต้องคืนสังคม เกิดเป็นโครงการ CSR (Corporate Social Responsibility) แบบที่ถ่ายรูปก็ถือว่าทำแล้ว แต่วันนี้สิ่งที่เรากำลังทำคือตรงกันข้าม เรารวมธุรกิจในขอนแก่น 20 เจ้า เกิดเป็นกลุ่มขอนแก่นพัฒนาเมือง ทำ CSR ขนาดใหญ่เพื่อสร้างเศรษฐกิจในจังหวัด แล้วเดี๋ยวธุรกิจของพวกเราจะดีขึ้นเอง

มันคือการแก้ปัญหาที่ต้นทาง ไม่ใช่การแจกเงินเหมือนที่เห็นบ่อย ๆ 

มันคือการแจกโอกาสให้คนตัวเล็ก ๆ มากกว่า เวลาข้าราชการไปแจกเงิน ชาวบ้านที่ได้รับอาจรู้สึกยกย่องเขา แต่ถามว่าเงินนั้นเงินใคร ก็เงินภาษีของพวกเราเอง พอเป็นโอกาส เขาจะภูมิใจในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทำให้เขายืนบนขาของตัวเองได้

การที่เอกชนลุกขึ้นมาทำเรื่องการพัฒนาเมืองและสังคม มีข้อดี-ข้อเสียต่างจากรัฐทำอย่างไร

เรามีความคล่องตัวมากกว่า ถ้ารัฐบาลทำก็จะเป็นขั้นตอนแบบหนึ่ง แต่ละหน่วยงานเริ่มเขียนภารกิจว่าจะทำอะไร เพราะอย่างนั้นมันจึงไม่มีการบูรณาการ เนื่องจากระเบียบเขียนเอาไว้หมดแล้ว 1 -10 ทำแค่นี้ปลอดภัย ถ้าทำขาดโดน ทำเกินก็โดน ส่วนประชาชนจะเป็นยังไงช่างมัน

สิ่งที่เราทำอยู่คือการบูรณาการโดยมีเป้าหมาย คือ แก้จน ลดความเหลื่อมล้ำ ดังนั้น ภารกิจเราเลยมีหลากหลาย เป็นคนละแบบกับภาครัฐ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราทิ้งข้าราชการนะ

อย่างขอนแก่น สมมติหน่วยงานหนึ่งบอกจะทำ 1 – 10 เราก็ติดต่อไปส่วนกลางที่กรุงเทพฯ บอกกระทรวงให้ไปบอกหน่วยงานนี้หน่อยว่า ให้ทำเรื่อง 11 กับ 12 ด้วย พอหน่วยงานนั้นเห็นกระดาษ 11, 12 ก็เห็นว่าดี ถ้าอย่างนั้นก็ไปช่วยเอกชนด้วยเลย

ขอนแก่นอยากเป็นแบบเมืองไหน

ผมว่าจริง ๆ แล้วไม่มี เราเคยไปดูพอร์ตแลนด์ แต่ก็ไม่ใช่ ขอนแก่นเลยเป็นโมเดลที่เราพยายามทำให้แมตช์กับประเทศไทย เพราะประเทศไทยมีปัญหา เราจึงทำให้ยั่งยืนและเกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐส่วนกลาง ภาครัฐ และภาคเอกชน 

ในขอนแก่นมีโอกาสอะไรที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นบ้าง

เยอะแยะเลย เราไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก และไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ขอนแก่นเป็นเมืองแห่งโอกาส โอกาสที่ว่าอาจจะหมายถึงการทำธุรกิจ ทำการค้า หรือย้ายออฟฟิศมาอยู่ที่ดีกันดีกว่า

เรามีศูนย์วิจัย มี Infrastructure ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านดิจิทัล ด้านคมนาคมขนส่ง เรามี Sea, Land, Air ครบ มีท่าเรือบกที่เชื่อมต่อกับท่าเรือแหลมฉบัง สนามบินของเราก็อันดับต้น ๆ โรงพยาบาลก็ดี จะแพงถูกมีหมด 

ต่อไปมนุษย์จะเริ่มตัดสินใจเรื่องความครบความพร้อม เพราะฉะนั้นแต่ละเมืองจะต้องรู้ว่าตัวเอง Need อะไร Want อะไร ไม่ใช่จังหวัดข้าง ๆ มี เราอยากได้บ้าง ถามกลับว่าจะเอาไปทำไม ไม่รู้เหมือนกันแต่อยากได้ นั่นคือเมืองที่ไม่คิด แต่เมืองนี้คิด 

คุณวาดภาพขอนแก่นไว้สวยงาม เคยมีคนบอกไหมว่าสิ่งที่คิดอาจเป็นได้แค่ฝัน

มี (หัวเราะ) ผมเคยให้สัมภาษณ์กับนักข่าวคนหนึ่ง พอพูดจบ เขาอุทานเลยว่า ‘ฝัน’ แต่ผมโคตรชอบคำนี้เลย มนุษย์แม่งต้องมีฝัน แล้วก็ตั้งใจทำฝันนั้น ทำไปทำมาผ่านมา 6 ปี ขอนแก่นเริ่มเข้าใกล้สิ่งที่เราฝันไว้ วันนี้ก็ยังคิดว่ามันจะเป็นไปได้อยู่

Questions answered by CEO of Cho Thavee Plc.

01 ร้านอาหารที่กินบ่อยที่สุดในขอนแก่น…

ไข่กระทะมินเทียน อาหารญี่ปุ่นก็ Hayashi ถ้าอิตาเลียนจะเป็น Pomodoro 

02 ร้านกาแฟเจ้าประจำ…

Trinity Cafe’ กับ Cafe de’ Forest

03 นวัตกรรมที่เจ๋งที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา…

Blockchain

04 โปรเจกต์พัฒนาเมืองที่ท้าทายที่สุด…

ระบบรางที่ขอนแก่น

05 เรื่องที่ได้เรียนรู้ล่าสุด…

องุ่นปลูกยาก!

06 หนังสือที่อยากแนะนำต่อ…

เศรษฐศาสตร์ความจน อ่านแล้วทำให้เห็นเลยว่าวิธีแก้จนของโลกนี้แม่งผิดมา 20 – 30 ปี สิ่งที่เราทำกับขอนแก่นตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าถูกหรือผิด พออ่านเล่มนี้เลยรู้ว่า มาถูกทางแล้ว

07 ถ้าได้เขียนหนังสือจะเขียนเรื่อง…

เรื่องขอนแก่นโมเดล

08 แนวทางการทำธุรกิจที่เรียนรู้จากป๊า…

ป๊าบอกว่า หิวยังไงก็ต้องอมไม้จิ้มฟันไว้ให้คนคิดว่า เรากินข้าวมาแล้ว ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้กิน แปลว่าเราต้องถ่อมตัวและมุ่งทำสิ่งที่ตั้งใจไปเรื่อย ๆ

09 รถที่ ช ทวี อยากผลิตแต่ยังไม่ได้ผลิต…

กำลังจะทำ Autonomous ไร้คนขับ กำลังจะทดลองขับแล้วด้วย 

10 คุณเป็นพ่อที่…

ตามใจลูกหมดเลย แล้วก็ค่อย ๆ สอน สอนได้ถึง ป.5 ป.6 สอนแบบตามใจ ก่อนนอนจะเล่านิทานให้ลูกฟัง แต่นิทานไม่ใช่หนูน้อยหมวกแดง นิทานคือเรื่องของอนาคตของเรา เราเล่าฝันให้ลูกฟัง แล้วมันก็เข้าไปอยู่ในตัวลูกเราหมด เพราะฉะนั้น โครงสร้างของลูกถูกต้องแล้ว ส่วนการตัดสินใจก็แล้วแต่บุญแต่กรรม แล้ววันหนึ่งเรื่องที่เคยฟังจะสะกิดใจเขา บางทีเขาจำได้เป็นฉาก เรายังงง ๆ ว่านี่โม้ถึงตอนไหนแล้ววะ ลูกมันจำได้ (หัวเราะ)

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load