มีคนเคยบอกว่า หากอยากรู้จักตัวตนของใครให้ลองดูที่เพลย์ลิสต์โปรดของเขา

เช่นเดียวกับที่เราอยากรู้จักกัปตันทีมของเราวันนี้

เพลย์ลิสต์ของ คุณกฤตธี มโนลีหกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้อยู่เบื้องหลังแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เรารู้จักกันดีอย่าง JOOX และ Sanook! นั้นประกอบไปด้วยแนวเพลงจังหวะและทำนองแบบไหน จึงสะท้อนแนวคิดในการสร้างสรรค์ JOOX และแพลตฟอร์มอื่นๆ ให้ประสบความสำเร็จแบบนี้

“เพลงแจ๊สหรือเปล่าคะ” เราถาม

“EDM ครับ” กัปตันทีมของเราตอบ

และเผื่อมีใครแถวนี้อยากรู้จักตัวตนผู้เขียนก็ขอแบ่งปันเพลย์ลิสต์ ‘ฮิปสเตอร์อกหัก’ นี้ พร้อมยื่นหูฟังให้

I – Hey JOOX

“ทำไม JOOX จึงประสบความสำเร็จ”

หนึ่งในคำถามยอดฮิตที่ใครๆ มักจะถามคุณกฤตธี ทันทีที่รู้ว่าเขาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการทำงานของ JOOX

นอกจากการทำความเข้าใจตลาด เข้าใจไลฟ์สไตล์ของคนไทยจาก DNA ที่มีมาตั้งแต่เป็นเว็บไซต์ Sanook! ทำให้ JOOX มีเพลย์ลิสต์ที่ตอบทุกความต้องการของทุกคนแล้ว ความเชี่ยวชาญของทีมงานและแผนธุรกิจที่ไปไกลกว่าการทำรายได้ทางเดียวทำให้ JOOX เป็นที่น่าจับตา เพราะไม่เพียงเปลี่ยนพฤติกรรมการฟังเพลงขนานใหญ่ของคนไทย แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นคืนคุณค่างานสร้างสรรค์ในบ้านเราอีกด้วย

จากความเคยชินที่การฟังเพลงกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีมูลค่า โจทย์ของ JOOX คือ ทำอย่างไรให้คนฟังเพลงรู้สึกเห็นคุณค่าและรับรู้ว่ามีคนมากมายเกี่ยวข้องในหลากหลายกระบวนการกว่าจะออกมาเป็นบทเพลงสักเพลงหนึ่ง และทำอย่างไรให้คนฟังยอมจ่ายเงินซื้อเพลงด้วยความเต็มใจเหมือนเมื่อครั้งสมัยก่อนจะมีอินเทอร์เน็ต คุณกฤตธีบอกว่าเขามีความหวังว่าสิ่งนี้จะช่วยปลูกฝังพฤติกรรมการฟังเพลงอย่างรู้สึกถึงคุณค่า และส่งเสริมให้เกิดรายได้ในอุตสาหกรรมเพลงอย่างแท้จริง ซึ่งหากวิธีการนี้ได้ผลก็อาจจะช่วยลดการละเมิดลิขสิทธิ์ทางปัญญาในศิลปะแขนงอื่นๆ ต่อไป

“เราศึกษาตลาดการฟังเพลงแล้วพบความจริงที่เรารู้กันว่าเราคนไทยนิยมฟังเพลงอย่างไม่ถูกลิขสิทธิ์มาตลอดช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา เราชินกับการหาดาวน์โหลดจากอินเทอร์เน็ต JOOX มีแผนธุรกิจที่เรียกว่า freemium คือการฟังเพลงฟรี โดย JOOX จะสมทบเงินแก่ค่ายเพลงและศิลปินด้วยวิธีการหารายได้จากโฆษณา ซึ่งคุณผู้ฟังสามารถเปลี่ยนมาเป็น premium ได้เพียงจ่ายเงินรับสิทธิ์เป็น VIP

“บุคลากรกว่า 200 คนของเรา ทุกคนเข้าใจตลาดความเป็นไทยจาก Sanook! รู้ว่าเขียนเนื้อหาแบบไหนทำให้คนที่อยู่บุรีรัมย์เขาอ่านเนื้อหาจากเว็บเรา หรือทำเพลย์ลิสต์อย่างไรให้คนอยู่ร้อยเอ็ดเลือกฟัง”

นอกจากนี้ยังมีอีกเบื้องหลังการทำงานหลักๆ ที่ควรได้รับความดีความชอบ ได้แก่ การใช้งานอย่างง่าย หรือ user friendly จากการออกแบบและพัฒนาของทีมวิศวกรคอมพิวเตอร์ ที่ทำให้การค้นหาเพลง เล่นเพลง และสร้างอัลบั้มเพลย์ลิสต์ส่วนตัวเป็นจุดแข็งในแผนธุรกิจของ JOOX

ความเข้าใจเขามาใส่ใจเรา จุดแข็งที่ทำให้ JOOX เป็นมิวสิกสตรีมมิ่งอันดับหนึ่งของอาเซียน

#ใครเป็นคนคิด Theme Playlists

จุดเด่นที่ใครๆ ก็รัก JOOX คือ ธีมเพลย์ลิสต์ ไม่ว่าจะเทศกาลหรือวันสำคัญทางศาสนา เราจะพบธีมเพลย์ลิสต์กวนๆ จนอดสงสัยไม่ได้ว่าใครเป็นคนคิดธีมแต่ละธีมขึ้นมานะ มันช่างน่ากดฟังตามไปเสียทั้งหมด

“บทสวดมนต์เรายังมีเลยนะ” คุณกฤตธีรีบเล่า

ช่างรู้จักและเข้าใจไลฟ์สไตล์ของคนไทย ถูกจริตและรสนิยมคนทุกเพศทุกวัยทุกความต้องการ

เช่นเดียวกับเพลย์ลิสต์ของช่วงวันสงกรานต์ที่ผ่านมา ที่ช่างภาพสาวของเราเล่าคุณงามความดีให้ฟังว่า ปกติเธอ พ่อและแม่จะฟังเพลงกันคนละแนว ตามจังหวะทำนองและเนื้อร้องโดนใจที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย ทำให้ต่างคนต่างฟังเพลงในพื้นที่ส่วนตัว จนเมื่อช่วงเทศกาลกลับบ้าน JOOX นำเสนอเพลย์ลิสต์ที่ชื่อว่า ‘สงกรานต์รวมญาติ’ ที่เปิดฟังได้ทั้งบ้าน เพราะมีตั้งแต่เพลง โอ๊ย โอ๊ย ของพี่แจ้ ไปจนถึงเพลง ประตูใจ ของวงสาวสาวสาว ทำให้รวมแหล่งกำเนิดเสียงไว้ในจุดเดียวของบ้าน จะเปิดดังแค่ไหนก็กลบเสียงร้องประสานของคนทั้งบ้านไม่ได้จริงๆ

“เรื่องเหล่านี้ต้องใช้ความเข้าใจว่าสิ่งที่คนกำลังให้ความสนใจอยู่คืออะไร ซึ่งตรงนี้เราจะทำไม่ได้เลยถ้าเราไม่มีทีมงานที่ทำ Sanook! มาก่อน” แม้คุณกฤตธีจะยกเครดิตให้แก่ทีมงานผู้คิดค้นธีมสนุกๆ แต่เราก็อดชื่นชมวิสัยทัศน์สนุกๆ ของผู้บริหารคนนี้ไม่ได้ เพราะหากเขาไม่เห็นชอบยินยอมให้ทีมงานปล่อยของอย่างเต็มที่ พวกเราคนฟังทั้งหลายก็คงไม่มีตีมเพลย์ลิสต์โดนใจไว้ฟังยามสร้างอารมณ์เหงาๆ ฮิปสเตอร์ๆ ยามบ่ายเป็นแน่

JOOX

เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว

งานและความสำเร็จของ JOOX ไม่ใช่เนื้องานทั้งหมดของกัปตันทีมคนนี้

ตามตำแหน่งแล้วคุณกฤตธี มโนลีหกุล เป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นบริษัทผู้ให้บริการแพลตฟอร์มและบริการด้านเนื้อหา หรือ content platforms and service สร้างพื้นที่เผยแพร่เนื้อหาในออนไลน์ทั้งพื้นที่สำหรับอ่าน ฟังและดู ผ่านบริการของ Sanook!, NoozUP, JOOX, VOOV, Tencent Games และ Topspace

ที่น่าสนใจคือเส้นทางการทำงานที่ผ่านมาของเขา แม้ดูคล้ายสูตรสำเร็จของคนที่สนใจเทคโนโลยีและพาตัวเองไปพบโอกาสการทำงานสนุกๆ กับบริษัทชั้นนำทั่วโลก แต่เรื่องราวจริงๆ ไม่ได้โรแมนติกแบบนี้

เราถามคุณกฤตธีในช่วงท้ายของบทความถึงจุดเปลี่ยนและเรื่องระหว่างทางของการค้นหาตัวตน ความชอบความหลงใหล ความชัดเจน และความมุ่งมั่นในสิ่งที่ทำ ซึ่งเขามักใช้นำพาตัวเองไปพบโอกาสที่ดีเสมอจากกรอบความคิดและการตั้งคำถามเพื่อหาตัวตน และเช่นเคย คุณจะขอเลื่อนลงไปอ่านก่อนก็ได้

จากการศึกษาระดับปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ จาก Brown University และปริญญาโทบริหารธุรกิจด้านการตลาด การเงิน และกลยุทธ์ จาก Kellogg School of Management ทำงานใน CGI บริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีในสหรัฐอเมริกา จากนั้นเริ่มต้นทำงานในเอเชียที่แรกด้วยตำแหน่งที่ปรึกษาในหน่วยงานดูแลด้านกลยุทธ์ของบริษัทและสายงานธุรกิจต่างๆ ของบริษัทซัมซุง ประเทศเกาหลีใต้ ก่อนจะเรียนรู้งานในสายงานอินเทอร์เน็ต ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก บริษัท Expedia ที่ฮ่องกง ซึ่งเป็นบริษัทผู้บุกเบิกธุรกิจ e-commerce การจองตั๋วเครื่องบินและโรงแรมออนไลน์ (Online Travel Agency หรือ OTA) แล้วมาร่วมงานกับเทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) ใน พ.ศ. 2553

จากประสบการณ์ทำงานในบรรทัดบนๆ ทำให้เราสงสัยว่าตัวตนของเขาหลงรักอะไรในธุรกิจเทคโนโลยี

“ผมชอบที่มันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่จำเจ ไม่ต้องรับมือกับปัญหาแบบเดิมทุกวัน” คุณกฤตธีเล่าให้ฟังว่าเขาหลงรักงานนี้เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอด อย่างการสร้างแพลตฟอร์ม JOOX ที่คุณกฤตธีและทีมงานต้องศึกษากระบวนการทำงานเพลงว่าศิลปินทำเพลงอย่างไร บทบาทหน้าที่ของค่ายเพลงคืออะไร ลิขสิทธิ์ในการฟังเพลงเป็นอย่างไร

“เราต้องเข้าไปศึกษาข้อมูลเหล่านั้นให้มากขึ้น ไม่ได้ดูแลอยู่แต่ฝั่งเทคโนโลยีอย่างที่เคย แต่ต้องทำความเข้าใจธุรกิจเพลง เข้าใจปัญหาความยุ่งยาก เข้าใจคนใช้งานว่าต้องการอะไร ผมมองว่าการที่เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทำให้เรามีสิทธิ์ที่จะสร้างสรรค์ มีสิทธิ์ที่จะทดลอง ซึ่งหากเป็นธุรกิจอื่นๆ คงทดลองสิ่งที่อยากทำทั้งหมดไปเรื่อยๆ แบบเราไม่ได้ เป็นเสน่ห์ของบริษัทเทคโนโลยีที่สามารถทำอะไรหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกันได้”

ความเข้าใจเขามาใส่ใจเรา จุดแข็งที่ทำให้ JOOX เป็นมิวสิกสตรีมมิ่งอันดับหนึ่งของอาเซียน

ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้

หนึ่งในความท้าทายสำคัญก็คือการเปลี่ยนจาก sanook.com บริษัทเว็บไซต์ที่อยู่คู่ประเทศไทยมา 19 ปี มาเป็น Tencent (Thailand) ที่มีสินค้าและบริการใหม่ๆ เช่น JOOX และอื่นๆ

“ด้วยหน้าที่เราต้องเรียนรู้ธุรกิจใหม่ๆ แล้ว ตามหาบุคลากร เปลี่ยนความคิดและวัฒนธรรมองค์กรที่มีอยู่เดิม ทำอย่างไรให้สามารถผลิตบริการใหม่ๆ มาแข่งขันในตลาด ต่อยอดความเป็น Sanook! ด้วยบริการอื่นๆ JOOX VOOV Topspace WeChat ที่ค่อยๆ เกิดขึ้นมาตามความพร้อมของพวกเราและโอกาสที่พอดี ซึ่งในธุรกิจเทคโนโลยีเรามองว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นโอกาสทั้งหมด”

จากความสำเร็จของ JOOX ในปีที่ผ่านมาทำให้บรรยากาศในองค์กรเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง เราถาม

“มีชีวิตชีวาขึ้นมานะ JOOX กับ Sanook! คนละทีมกัน การมาของทีม JOOX ทำให้ทีมงานเดิมที่อยู่มาก่อนได้เห็นสิ่งใหม่ๆ แม้ว่าจะเป็นคนละธุรกิจกันแต่ว่าภายในบริษัทเองก็ได้เรียนรู้วิธีการทำงานธุรกิจเพลงว่าเป็นอย่างไร นอกจาก JOOX เราก็มี VOOV เป็น live streaming เรามีกลุ่มคนที่ทำ content ที่มีประสบการณ์จัดรายการ ปัจจุบันเรามีชาวต่างชาติเข้ามาร่วมงานมากขึ้นเพิ่มความหลากหลายทั้งมุมมองและแง่คิดใหม่ๆ”

เช่นเดียวกับภาพฝันขององค์กรที่คุณกฤตธีอยากให้เป็น ที่ทุกวันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นในองค์กรใกล้เคียงกับภาพที่คิดฝันไว้ไม่น้อยเพราะมีคนจากหลากหลายวงการมาร่วมงาน เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดใหม่ๆ อย่างเปิดเผย มีการทำงานเป็นทีมและร่วมงานกันอย่างสนุกสมชื่อเว็บไซต์ของบริษัท

และเมื่อต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญในองค์กร คุณกฤตธีเล่าว่าส่วนใหญ่จะระดมทีมเพื่อพูดคุยร่วมกันว่าแต่ละคนคิดเห็นอย่างไร

“ผมอ่านเจอมาว่าระดับการตัดสินใจมี 2 แบบคือ big decision และ small decision โดย big decision คือการตัดสินใจแล้วจบที่ตรงนั้นไม่เปลี่ยน โดยต้องผ่านการเห็นชอบของผู้มีส่วนร่วมทุกคน ซึ่งวิธีการตัดสินใจนี้จะเกิดการลงมือทำที่เร็วมาก ในขณะที่ small decision เป็นการตัดสินใจที่ไม่จำเป็นว่าทุกคนต้องเห็นด้วย และเมื่อตัดสินใจไปแล้วสามารถเปลี่ยนแปลงวิธีการได้อยู่เรื่อยๆ ถามว่าแล้วมันดีอย่างไร ซึ่งสำหรับบริษัทเทคโนโลยี การใช้ small decision ช่วยให้ตัดสินใจทำได้เร็ว เห็นผลเร็วและสามารถแก้ไขวิธีการได้ทันทีเมื่อผิดพลาดแต่จะทำได้ในบางอุตสาหกรรม”

เราถามถึงหนังสือเล่มที่อ่านล่าสุด คุณกฤตธีก็ไม่ลังเลที่จะแนะนำให้เราฟังเกี่ยวกับ The Power of Habit เขียนโดย Charles Duhigg (ชาร์ลส ดูฮิกก์) หนังสือพูดถึงการเปลี่ยนพฤติกรรมใดๆ หนึ่งพฤติกรรมจะส่งผลต่อพฤติกรรมอื่นๆ เช่น การเปลี่ยนพฤติกรรมการตัดสินใจ เมื่อเราตัดสินใจเร็วจะส่งผลให้ทุกคนที่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจนั้นศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจ ทำให้การลงมือทำตามต้องเร็วขึ้น เปลี่ยนพฤติกรรมคนทั้งองค์กรเพราะทีมงานจะรับรู้ตรงกันว่าต้องเตรียมพร้อมรับมือกับผลการตัดสินใจและปรับเปลี่ยนวิธีการอย่างรวดเร็ว

“ในวันที่ผมตัดสินใจเล่นโยคะทุกวันพุธ จากที่วันจันทร์-ศุกร์ ผมมักจะทานข้าวนอกบ้านหลังเลิกงาน พอเล่นโยคะวันพุธ ผมก็จะออกจากที่ทำงานภายใน 6 โมงเย็นเพื่อไปถึงสตูดิโอโยคะตอน 1 ทุ่ม มื้อเย็นวันถัดไปก็ทำให้ไม่อยากทานข้าวนอกบ้าน ทำให้เราเปลี่ยนเวลาการประชุมจากตอนเย็นมาเป็นช่วงเวลากลางวัน ทำให้เรากลับบ้านได้เร็วขึ้น ไม่กินข้าวนอกบ้าน ตัดแอลกอฮอล์ออกไป ทำให้ชีวิตสุขภาพดีขึ้น น้ำหนักก็ลดลง นี่คือการเปลี่ยนพฤติกรรมซึ่งผมได้จากการอ่านหนังสือ คุณเปลี่ยนแค่ 1 พฤติกรรมแล้วคุณจะเปลี่ยนอะไรก็ได้ ปรับใช้ทั้งกับตัวเองและองค์กร

“การเล่นโยคะทำให้น้ำหนักผมลดลง 10 กิโลกรัม ทำให้กลับบ้านเร็วขึ้น ชีวิตดีขึ้น”

เพียงชายคนนี้ (ไม่ใช่ผู้วิเศษ)

จากชีวิตที่ผ่านมาทั้งการเรียนและประสบการณ์ทำงานที่คล้ายสูตรสำเร็จในฝัน คุณกฤตธีเล่าให้เราฟังว่าใจความสำคัญของเส้นทางทั้งหมดนี้ อยู่ที่การกลับไปนั่งคิดว่าจริงๆ แล้วเราต้องการที่จะทำอะไร

“ก่อนหน้านี้เราทำงานตามสายที่เรียนโดยไม่ได้คิดถามตัวเองว่าเราต้องการจะทำอะไรกันแน่ จนกระทั่งช่วงใกล้เรียนจบปริญญาโทที่ต้องหางาน ผลักดันให้เราคิดกับตัวเองว่าอะไรคือทักษะที่เรามี ทักษะที่เราต้องการพัฒนาคืออะไร เราอยากจะทำงานในส่วนงานแบบไหน เราอยากใช้ชีวิตอยู่ที่ไหน ซึ่งความจริงเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราควรคิดตั้งแต่แรกก่อนตัดสินใจเรียนต่อ

“จากวันนั้น เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้วที่ทำให้รู้ว่าตัวเองต้องการจะทำอะไร เราจึงพาตัวเองไปสู่สิ่งนั้น ซึ่งแค่คิดถึงความต้องการอย่างเดียวคงไม่ได้ แต่ต้องมีแผนการ มีเส้นทางและขั้นตอนที่จะพาตัวเองไปสู่จุดหมายนั้น แน่นอนเราต้องรู้ก่อนว่าเราจะไปจุดไหน

“คนเรามักจะมีคำว่า ‘แต่ว่า…’ กับความฝันของตัวเองเสมอ ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ฮ่องกงมีทีมงานประมาณ 10 คน มาที่นี่ผมต้องบริหารคน 200 กว่าคน ถ้าผมคิดว่าทำไม่ได้เพราะเยอะเกินไปและไม่เคยทำมาก่อน ผมก็คงทำไม่ได้ แต่ถ้าเรามองมันเป็นโอกาสในการเรียนรู้มันก็ทำได้

“สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน ลองทำในสิ่งที่คุณชอบ และอาสาที่จะทำงานเยอะๆ เพื่อสร้างโอกาสในการเรียนรู้ให้มากๆ เปิดรับสิ่งใหม่ๆ รู้จักถ่อมตัวให้คิดว่าตัวเองยังไม่รู้อะไร ขณะเดียวกันก็ต้องมีความมั่นใจในตัวเองว่าเราสามารถทำได้”

ความเข้าใจเขามาใส่ใจเรา จุดแข็งที่ทำให้ JOOX เป็นมิวสิกสตรีมมิ่งอันดับหนึ่งของอาเซียน

II – 10 Questions Answered by MD, Tencent (Thailand), a.k.a. JOOX Sanook WeChat

  1. หนังสือที่คุณอ่านเล่มล่าสุด : The Power of Habit เขียนโดย Charles Duhigg (ชาร์ลส ดูฮิกก์)
  2. คุณไปแข่งรายการแฟนพันธุ์แท้ตอนไหนได้บ้าง : บาสเกตบอล NBA
  3. สไตล์การบริหารงานของคุณ : ผมค่อนข้างฟังความคิดเห็นของทีมงานก่อนตัดสินใจ แต่หากเป็นเรื่องที่ต้องการการตัดสินใจจากผม ผมก็ตัดสินใจได้ให้ได้เลย ตัดสินใจเร็วมาก
  4. ชอบขั้นตอนไหนในการทำงานมากที่สุด : ขั้นตอนที่ได้ลงมือทำงานร่วมกับทีม ช่วงนี้ต้องเพลย์ลิสต์เรื่องนี้ไหมนะ หากเรากำลังเจอปัญหานี้ควรแก้ไขอย่างไร หรือมีแผนการตลาดส่วนไหนที่ต้องปรับแก้ไขด่วน
  5. ให้เลือกระหว่างเป็นการคนทำงานที่ ‘เป็นที่รัก’ หรือ ‘เป็นที่น่านับถือ’ : เป็นที่นับถือ 100% เพราะว่าถ้าต้องการให้คนมารัก เราก็อาจจะเลือกตัดสินใจในสิ่งที่ดีต่อคนคนนั้น ซึ่งไม่ดีต่อองค์กรที่สุด แต่ความนับถือนี้อาจจะทำให้คนมารักเราก็ได้
  6. สิ่งที่แตกต่างชัดเจนในการทำงานเมื่ออายุ 25 ปีกับปัจจุบัน : ตอนอายุ 25 มีออฟฟิศในการทำงาน ปัจจุบันไม่มีห้องทำงานแต่เป็นพื้นที่ใช้ร่วมกับพนักงานแบบ open environment
  7. ลักษณะของคนประเภทไหนที่คุณอยากทำงานด้วยที่สุด : คนที่เปิดรับฟังและให้ความคิดเห็น ตรงไปตรงมา ยืดหยุ่น อยู่กับสิ่งที่ไม่แน่นอนได้
  8. เรื่องล่าสุดที่คุณได้เรียนรู้ : วิธีการเล่น Rubik’s cube ตอนนี้กำลังเรียนจาก YouTube ยากมากตอนนี้ยังทำได้เพียง 3 ด้าน
  9. กิจกรรมนอกเวลางานที่ไม่ว่าคุณจะยุ่งแค่ไหน คุณก็จะหาเวลาไปทำให้ได้คือ : โยคะ
  10. ชมรมสมัยเรียนมหาวิทยาลัย : ชมรมวาดภาพของมหาวิทยาลัย

III – COMPANY VISIT

ความเข้าใจเขามาใส่ใจเรา จุดแข็งที่ทำให้ JOOX เป็นมิวสิกสตรีมมิ่งอันดับหนึ่งของอาเซียน

โต๊ะทำงานคุณกฤตธี

“เป็นพื้นที่ทำงานแบบ open environment สร้างความใกล้ชิดในการทำงาน” ( ‘บางวันที่พนักงานคุยกันเสียงดังแล้วเราเหลือบมองไปที่โต๊ะ MD จะเห็นคุณกฤตธีแอบยิ้มอยู่’ พนักงานท่านหนึ่งกล่าว)

ความเข้าใจเขามาใส่ใจเรา จุดแข็งที่ทำให้ JOOX เป็นมิวสิกสตรีมมิ่งอันดับหนึ่งของอาเซียน

ห้องประชุมที่เดิมเป็นห้องทำงานของคุณกฤตธี

“ก่อนหน้านี้มีห้องทำงานแต่นั่งแล้วเงียบเหงามากเลยตัดสินใจยกห้องนี้เป็นห้องประชุมส่วนกลาง แล้วย้ายโต๊ะทำงานออกมานั่งร่วมกับพนักงาน”

ความเข้าใจเขามาใส่ใจเรา จุดแข็งที่ทำให้ JOOX เป็นมิวสิกสตรีมมิ่งอันดับหนึ่งของอาเซียน

โซน Canteen

“เรามีป๊อปคอร์นให้กินทุกบ่าย 3 โมง ใช้น้ำมันมะกอกด้วยนะเพื่อสุขภาพเลย นอกจากขนมนมเนยไม่อั้นแล้ว ที่นี่เราเลี้ยงอาหารกลางวันทุกวันพุธด้วย”

ความเข้าใจเขามาใส่ใจเรา จุดแข็งที่ทำให้ JOOX เป็นมิวสิกสตรีมมิ่งอันดับหนึ่งของอาเซียน

โซน Hang Out

“เป็นพื้นที่จัดกิจกรรม มีคลาสโยคะทุกวันพฤหัสบดี และมีปาร์ตี้ TGIF ทุกวันศุกร์”

ความเข้าใจเขามาใส่ใจเรา จุดแข็งที่ทำให้ JOOX เป็นมิวสิกสตรีมมิ่งอันดับหนึ่งของอาเซียน

ห้องสตูดิโอประจำออฟฟิศ

“เป็นสถานที่สำหรับผลิตรายการบันเทิงหลากหลายของ Sanook! และยังเป็นที่ที่ศิลปินนับร้อยมาเยือน

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

ตลาดหุ้นคงเป็นเรื่องของคนตัวใหญ่

ใครๆ ก็คิดแบบนั้น

เมื่อพิจารณาจากมูลค่าตลาดของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่สูงถึง 19 ล้านล้านบาท เทียบเท่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือ GDP เลยทีเดียว ต้องยอมรับว่าในภูมิภาคอาเซียน ตลาดหุ้นที่ครบเครื่องและเป็นที่สนใจของนักลงทุนเสมอมายังหนีไม่พ้นตลาดหุ้นไทย ซึ่งกำลังถูกท้าทายจากตลาดของเพื่อนบ้าน อย่างอินโดนีเซียและเวียดนามมากขึ้นเรื่อยๆ

โจทย์ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ พยายามแก้มาตลอดช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา หลังการก่อตั้งตลาด mai (Market for Alternative Investment) เมื่อช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง คือการทำให้ทุกคนรวมทั้งธุรกิจขนาดกลางและเล็กได้เข้าถึงแหล่งเงิน ผ่านการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ทั้ง SET และ mai แต่ดูเหมือนจุดที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ยังห่างไกลจากความฝันพอสมควร 

จึงเป็นที่มาของตลาดกระดานที่ 3 ซึ่งออกแบบมาเพื่อคนตัวเล็กแต่โตเร็ว คนที่กล้าฝันแต่ยังขาดโอกาส รวมทั้งคนทำธุรกิจที่ต้องการพัฒนาตัวเองไปสู่ความเป็นมืออาชีพ เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาเข้ามาเรียนรู้ ต่อยอด และก้าวไปสู่การระดมทุน ภายใต้เงื่อนไขที่ยืดหยุ่นมากขึ้น นั่นคือ ‘Live Exchange’ รวมทั้งระบบนิเวศเพื่อบ่มเพาะธุรกิจขนาดเล็กอย่าง ‘Live Platform’ ด้วย

The Cloud ถอดความคิด ประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ mai ที่ยอมรับว่านี่เป็นเรื่องยาก แต่อย่างไรก็ต้องทำ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับคนหมู่มาก ตามความตั้งใจของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่วันนี้กลายเป็นเสาหลักเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดต้นหนึ่งไปแล้ว 

คุณประพันธ์ไม่ได้ให้น้ำหนักกับก้าวต่อไปของชีวิตมากนัก ในเมื่อจุดที่ยืนอยู่ทำให้เขามีความสุขอยู่แล้ว สิ่งที่ยังจะทำต่อไป คือการออกไปคุยกับคนใหม่ๆ และลากจุดเชื่อมโยงที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ไปสู่ความสำเร็จร่วมกันที่จับต้องได้

และนี่คือตัวตนของคุณประพันธ์

ลากจุดเชื่อมโอกาสผ่านวิธีคิด ‘ประพันธ์ เจริญประวัติ’ กับโจทย์ช่วยคนตัวเล็กในโลกธุรกิจ

บทบาทของตลาดหลักทรัพย์ mai ทุกวันนี้เป็นเช่นไร

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในวันนี้ ถือเป็นเสาหลักของระบบเศรษฐกิจ ในช่วง 6 – 7 ปีที่ผ่านมา เราเป็นเบอร์หนึ่งในอาเซียน แซงทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย ทั้งจำนวนหุ้นที่เข้าระดมทุน และเสนอขายหุ้นครั้งแรกหรือไอพีโอมากที่สุด สภาพคล่องของเราก็เป็นเบอร์หนึ่งมาตลอด ถ้าย้อนไปดูจุดเริ่มต้นของตลาด mai คือการมีกลไกของตลาดทุนที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดเล็ก เป็นความตั้งใจให้พวกเขาเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้ได้ 

วันนี้ผ่านมา 22 ปีแล้ว ก็ถือเป็นตลาดที่ 2 หรือ Second Board ที่มีบทบาทมาก มีทั้งหมด 184 บริษัทในตลาด มีถึง 44 บริษัทที่เคยอยู่ mai และเติบโตย้ายไป SET

ในช่วงทศวรรษที่ 3 ของตลาด mai นี้ เราเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของบริษัทที่เข้ามาระดมทุน เดิมส่วนใหญ่มาจากภาคบริการ ภาคการผลิต และที่เหลือก็กระจายกันไป แต่วันนี้เราเริ่มเห็นรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ทั้งธุรกิจเทคโนโลยี ธุรกิจสุขภาพเข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะช่วงสองปีที่ผ่านมา 

ข้อมูลช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา วันนี้มูลค่าตลาด mai อยู่ที่ 4 แสนกว่าล้านบาทแล้ว การระดมทุนจาก IPO ตั้งแต่ตั้งตลาดมาอยู่ที่ 6.7 หมื่นล้านบาทและเอสพีโอ (การระดมทุนเพิ่มและการใช้เครื่องมือทางการเงิน) อยู่ที่ 9.4 หมื่นล้านบาท โตกว่าถึง 1.5 เท่า นั่นคือเขาเข้ามาในตลาดแล้วเขาไปต่อ ทำให้ธุรกิจเติบโต ไม่ใช่แค่เข้าตลาดได้ก็จบนะ แต่มีการระดมทุนเพิ่มสำหรับการขยายธุรกิจต่อ

mai ก็ไปได้ดี ถ้าอย่างนั้น ทำไมต้องทำตลาดที่ 3 อย่าง Live Exchange

ถึงตลาดหลักทรัพย์ mai ของเราจะโดดเด่นในภูมิภาค แต่ถ้าดูจำนวนของบริษัทที่ได้เข้ามาจดทะเบียน เทียบกับผู้ประกอบการรายเล็กที่มีอยู่ 3 ล้านราย และมีบริษัทที่จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่ส่งงบการเงินทุกปี 7 แสนราย ถือว่าน้อยมาก สิ่งที่เราเห็นถือว่าอยู่บนยอดของพีระมิด ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงต้องการช่วยผู้ประกอบการให้มีโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

SET และ mai ต่างแค่เกณฑ์ ตัวเลขทุนจดทะเบียน และกำไร ที่เหลือเหมือนกันหมด อย่างเรื่องค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการเตรียมตัว รวมทั้งเรื่องกฎเกณฑ์ต่างๆ ไม่ง่ายสำหรับธุรกิจเล็ก วันนี้จึงมีบริษัท 200 – 300 แห่งรอเข้า mai แต่ก็เข้าได้ประมาณปีละ 15 เท่านั้นเอง

เราจึงทำกระดานที่ 3 คือ Live Exchange ซึ่งถือว่าท้าทายมาก เพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน นอกจากนี้ยังขาดการเตรียมความพร้อมพัฒนาธุรกิจอย่างรอบด้าน เราไปดูรูปแบบในต่างประเทศ พอจะเอาเข้ามาปรับใช้กับบริบทของไทยก็ยังหาที่ลงตัวไม่ได้ คิดว่า Live Exchange น่าจะเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ไม่เหมือนใครในโลกสักเท่าไหร่ อย่างไต้หวันหรือเกาหลีใต้ เขามีธุรกิจเงินร่วมลงทุน (Venture Capital) เยอะ มีคนพร้อมใส่เงินทุนให้ แต่ของบ้านเรายังมีไม่มาก ตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็เลยต้องกระโดดมาทำหน้าที่ตรงนี้ 

กว่าที่ธุรกิจขนาดเล็กและสตาร์ทอัพจะเข้าระดมทุนใน Live Exchange ได้ ต้องทำอย่างไรบ้าง

เรามี Live Platform แพลตฟอร์มเพื่อการเรียนรู้ ประกอบด้วยสองส่วนคือ Education Platform และ Scaling up Platform เพื่อเตรียมพร้อมผู้ประกอบการสู่ Live Exchange สำหรับระดมทุน ผมคิดว่าส่วนนี้มีประโยชน์มากกับธุรกิจขนาดเล็กที่มีมากกว่า 3 ล้านรายมาก เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้ามาเรียนรู้และเตรียมความพร้อม ปัญหาของกลุ่มนี้คือ ขาดความรู้ความเข้าใจโดยเฉพาะเรื่องตลาดทุน อีกอย่างคือเรื่องระบบหลังบ้าน ต้องมีบัญชีและระบบควบคุมภายในซึ่งจะทำให้นักลงทุนสบายใจจะลงทุนด้วย นอกจากนี้ยังขาดที่ปรึกษาในการแนะนำและพาเข้าจดทะเบียนในตลาด รวมทั้งสร้างโอกาสในการเติบโต ซึ่ง Live Platform จะช่วยได้

ธุรกิจในบ้านเรามีความหลากหลายมาก ทั้งรายที่เพิ่งเริ่มต้นนับหนึ่งไปจนถึงบางรายที่มีความพร้อมจะเข้าตลาด โจทย์คือทำอย่างไรให้ทุกคนเข้าถึงได้ เราจึงสร้างบริการที่แตกต่างกัน ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรที่ตอนนี้มีอยู่ 25 ราย มาจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ธนาคาร หรือสมาคมทั้งหลาย ทุกคนทำงานกับธุรกิจขนาดเล็กมาเยอะ เราจึงช่วยกันออกแบบระบบให้ เพื่อสร้างโอกาสและเตรียมความพร้อมให้กับธุรกิจเหล่านั้น

ลากจุดเชื่อมโอกาสผ่านวิธีคิด ‘ประพันธ์ เจริญประวัติ’ กับโจทย์ช่วยคนตัวเล็กในโลกธุรกิจ
ลากจุดเชื่อมโอกาสผ่านวิธีคิด ‘ประพันธ์ เจริญประวัติ’ กับโจทย์ช่วยคนตัวเล็กในโลกธุรกิจ

เงื่อนไขของบริษัทที่จะเข้าระดมทุนใน Live Exchange มีอะไรบ้าง

สถานะของบริษัทที่จะเข้ามาต้องแปลงสภาพเป็นมหาชน เพื่อระดมทุนจากประชาชนในวงกว้างได้ อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติและพรบ.หลักทรัพย์ คาดว่าทางคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) จะอนุมัติในปลายปีนี้ ตอนนี้ก็ถือว่าใกล้ที่สุดแล้ว นอกจากนี้จะต้องทำงบ PAEs หรือมาตรฐานการรายงานทางการเงิน สำหรับกิจการที่มีส่วนได้เสียต่อสาธารณะ (PAEs) ซึ่งเป็นสากล คนที่จะมาตรวจสอบต้องเป็นผู้สอบบัญชีที่อยู่ในรายชื่อของ กลต. ด้วย เพราะเวลานักลงทุนจะลงทุน เขาต้องเห็นตัวเลขที่ถูกต้อง โปร่งใส

หลักเกณฑ์เพิ่มเติม

หลักการสำคัญคือรักษาสมดุลระหว่างการเข้าตลาดกับการดูแลผู้ลงทุน ผ่อนกฎเกณฑ์ลงมา อย่างถ้าจะเข้าตลาด mai เราจะให้ทำ PAEs 3 ปี ก่อนจะยื่นเข้าตลาดต้องใช้เวลาเตรียมตัวอย่างน้อย 4 ปี แต่อย่าง Live Exchange กำหนดงบ PAEs แค่ปีเดียวก็ยื่นได้เลย ช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ เราจะไม่กำหนดเรื่องทุนและกำไรด้วย เราอยากได้บริษัทที่มีโอกาสเติบโต หรือ Growth Company มีรายได้ระดับหนึ่งแล้ว มีโอกาสที่จะเติบโต ธุรกิจขนาดเล็ก ถ้ามาจากภาคบริการต้องมีรายได้ 50 ล้านขึ้นไป หรือจากภาคการผลิต ต้องมีรายได้ 100 ล้านขึ้นไป แต่เราไม่ดูกำไร หรืออย่างกลุ่มสตาร์ทอัพที่กำลังเติบโต มีวีซีมาร่วมลงทุนแล้วก็ได้เหมือนกัน เพราะถือว่าวีซีตรวจสอบมาแล้วระดับหนึ่ง และเห็นศักยภาพที่จะโต โดยเราไม่ได้กำหนดสัดส่วนการขายหุ้น ให้เขากำหนดเอง เท่าไหร่ก็ได้ แต่กำหนดวงเงินว่าขั้นต่ำต้อง 10 ล้านบาท แต่เพดานไม่มี เท่าไหร่ก็ได้ เราอยากให้ธุรกิจเล็กและสตาร์ทอัพมาใช้ประโยชน์จากตลาดนี้ให้มากที่สุด

ใครลงทุนใน Live Exchange ได้บ้าง

เรื่องสำคัญของเราคือการดูแลผู้ลงทุนที่เหมาะสม การที่เราผ่อนเกณฑ์ ทำให้ต้องเลือกเฉพาะกลุ่มผู้ลงทุนที่ดูแลตัวเองได้ มีความรู้ความสามารถในการลงทุน รับความเสี่ยงได้ จึงไม่ได้ขายหุ้นให้กับรายย่อย แต่จะเป็นนักลงทุนสถาบัน วีซี นักลงทุนรายใหญ่ และกลุ่มคนคุ้นเคยกับบริษัท นั่นคือผู้บริหารและพนักงานของบริษัทเหล่านั้น แต่พอตลาดนี้มีผู้ลงทุนน้อยราย ก็จะกำหนดให้ซื้อขายทุกวัน ได้วันละ 1 รอบแบบ Auction และตลาดนี้เป็นการซื้อขายเงินสด ซื้อวันนั้นจ่ายวันนั้น คนจะซื้อหุ้นใน Live Exchange ก็ต้องมีเงินในบัญชีจึงจะซื้อหุ้นได้ คนที่จะขายหุ้นก็ต้องมีหุ้นในบัญชีด้วยจึงจะขายได้ เพื่อป้องกันการเก็งกำไร

ลากจุดเชื่อมโอกาสผ่านวิธีคิด ‘ประพันธ์ เจริญประวัติ’ กับโจทย์ช่วยคนตัวเล็กในโลกธุรกิจ

ตัวผู้ประกอบการเองจะรู้ได้อย่างไรว่าควรเข้าตลาดหรือไม่

ทุกคนที่จะเข้าตลาด เขาต้องดูว่าคุ้มมั้ย มันมีทั้งข้อดีและข้อจำกัด ไม่ใช่คนทุกคนจะเหมาะกับการเข้ามาในตลาดหลักทรัพย์ฯ ประโยชน์ของการเข้าตลาดมีหลากหลาย บางบริษัทต้องการทุน อย่างธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เขาต้องการทุน พอเข้าตลาดแล้วก็ทำให้ดอกเบี้ยเงินกู้ถูกลง แบงก์ก็เข้ามาหา บางที่อาจจะไม่ต้องการทุนเยอะแต่เขาต้องการเป็นที่ยอมรับว่า องค์กรเขาโปร่งใสและเติบโต ก็จะมีพันธมิตรเข้ามาหา บางที่ต้องการจัดการธุรกิจครอบครัว ไม่ได้ต้องการเงิน เพราะธุรกิจก็ดีอยู่แล้ว ก็ใช้กระบวนการจัดการองค์กรของบริษัทจดทะเบียนเพื่อสร้างธรรมาภิบาล สุดท้ายแต่ละบริษัทต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าคุ้มหรือไม่

ทุกวันนี้ยังสนุกกับการทำงานในตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือไม่

ผมยังรู้สึกว่าผมสนุกกับงาน สนุกกับสิ่งทำ เพราะได้สร้างผลกระทบทางบวกให้กับสังคม การทำงานในตลาดหลักทรัพย์ฯ เรามีความเป็นพี่เป็นน้องกัน คุยกับผู้จัดการ ตลท. เราก็เรียกเขาว่าพี่ คุยแบบพี่น้องกัน ปัญหาในการทำงานของผมไม่ค่อยมีเรื่องคน น้อยมาก คนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ส่วนใหญ่เป็นคนดี เพียงแต่ว่าอาจมีสไตล์แตกต่างกันเท่านั้นเอง

เรื่องคนเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ต้องมีทั้งคนและระบบงานที่ดี คนมีความแตกต่างกัน บางคนไฟแรงเพราะต้องการประสบความสำเร็จในอาชีพ บางคนก็มีลูก มีครอบครัว อยากลงหลักปักฐาน ก็ต้องเข้าใจเขาและจัดงานที่เหมาะกับเขา หน้าที่ของผู้บริหารที่สำคัญที่สุดคือต้องเสริมพลัง (Empower) ให้ลูกน้องมีพลังในการทำงานที่ได้รับมอบหมาย ทำงานร่วมกัน

บางคนบอกว่าคุณประพันธ์รู้จักคนเยอะมาก จนเป็นซูเปอร์คอนเนกชันได้เลยหรือ

เอาเป็นว่าผมโชคดีมากกว่า และเป็นหน้าที่ด้วย ผมเข้ามาอยู่ mai ก็รู้จักผู้บริหารจดทะเบียนเยอะ สมัยทำงานวาณิชธนกิจ เราก็รู้จักกับพวกเขาแค่เรื่องงาน แต่พอมา mai ก็รู้ทั้งชีวิตส่วนตัว ปัญหาของพวกเขา เราก็เข้าไปช่วย จนผมได้ย้ายไปเป็นผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) ซึ่งจัดหลักสูตรสำหรับผู้บริหารระดับสูง ก็รวมผู้บริหารจากทุกวงการของไทย ผมเป็นผู้ดูแลตั้งแต่รุ่นที่ 10 จนถึงรุ่นที่ 17 รุ่นละ 100 คนก็รู้จัก 800 คน

จากนั้นผมก็มาเป็นผู้จัดการตลาด mai แต่ก็ยังรักษาความสัมพันธ์กับทาง วตท. นะ รู้จักกันจนถึงรุ่นที่ 30 เลย ผมไปปาร์ตี้กับเขาทุกรุ่นล่ะครับ (หัวเราะ) วตท. ทำให้ผมรู้จักคนหลากหลายวงการ การทำงานก็ง่ายขึ้น พอมา mai เวลาเราอยากรู้ อยากจะทำอะไร เราก็เชื่อมโยงกันได้

พอเรารู้จักรุ่นใหญ่เยอะแล้ว วันนี้เราเห็นเทรนด์คือ ผู้บริหารรุ่นลูกหรือคนรุ่นใหม่กำลังเข้ามามากขึ้น ผมก็เลยไปนั่งเรียนกับคนรุ่นใหม่ เจอเด็กๆ เยอะเลย ตั้งแต่อายุ 20 กว่าไปถึง 40 ปี ทำให้เข้าใจพวกเขามากขึ้น ผมคิดว่าในสังคมไทย การรู้จักกันทำให้เราเข้าถึงได้ง่าย เรื่องความไว้ใจกันเป็นเรื่องสำคัญ เวลาที่เราไม่รู้จักกันก็จะมีระยะห่าง แต่พอรู้จักกันแล้วก็จะทำงานได้ง่ายขึ้น รวมทั้งทำประโยชน์ให้กับคนได้มากขึ้น ตรงนี้เป็นจุดที่สำคัญ

ก้าวต่อไปของคุณประพันธ์จะก้าวไปไหน

พูดตรงๆ ผมคิดไม่ออก เพราะวันนี้ผมยังสนุกกับการทำงานอยู่ แต่ถ้าถึงจุดหนึ่งที่มีโอกาส ก็คงจะใช้จุดแข็งที่เรามีอยู่ และสิ่งที่เราอยากทำให้เกิดประโยชน์ หาสิ่งที่ลงตัว แต่ว่าวันนี้ผมยังไม่ได้นึกถึง

สักวันจะเกษียณตัวเองจากการทำงานหรือเปล่า

ผมคิดว่าการเกษียณเป็นเรื่องปกติ วันนี้ผมวางแผนเกษียณแล้ว ผมวางแผนว่าผมยังทำงานเต็มที่ระดับหนึ่ง แล้วค่อยๆ ปรับเป็นแบบกึ่งเกษียณ ผมคิดว่าทุกช่วงของชีวิตคือการใช้ชีวิตให้เต็มที่ สร้างประโยชน์ ทุกวันนี้ผมก็เต็มที่และได้สร้างประโยชน์บนงานที่ทำอยู่ งานผมสนุกมาก ต้องขอบคุณตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ทำให้ผมได้เชื่อมโยงคนมากมายที่ผมรู้จัก ได้ร่วมสร้างระบบนิเวศเพื่อธุรกิจเล็กและสตาร์ทอัพ ทุกวันนี้ผมไปทำงาน แต่ไม่รู้สึกว่าทำงานสักเท่าไหร่ เหมือนไปนั่งคุยกับเพื่อนมากกว่า แต่การคุยของเราได้ทั้งงาน ความสนุก และเป็นประโยชน์กับคน และผมเองก็มีทีมงานที่ดีมากด้วย

ซูเปอร์คอนเนกชันที่เชื่อเรื่องการสร้างผลกระทบเชิงบวก ‘ประพันธ์ เจริญประวัติ’ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ mai รับโจทย์ท้าทายเพื่อช่วยธุรกิจขนาดเล็กและสตาร์ทอัพระดมทุนใน Live Exchange

Questions answered by the President of mai

1. คุณประพันธ์นอนวันละกี่ชั่วโมง

ประมาณ 6 – 7 ชั่วโมงบวกลบแล้วแต่วัน บางวันก็น้อยหน่อยเพราะมีงานต้องทำ ส่วนใหญ่ก็พอนะ แต่ผมก็รู้สึกง่วงตลอดเวลา (หัวเราะ)

2. สิ่งแรกที่ทำหลังจากตื่นนอนคืออะไร

ต้องหยิบโทรศัพท์มาเช็กอินรายงานตัวเข้าระบบก่อนเลย เพราะว่าตอนนี้เราอยู่ในช่วงทำงานที่บ้าน ต้องเช็กอินผ่านระบบ SET DNA ต้องบอกว่าอยู่ที่ไหน จากนั้นก็ดูไลน์ว่ามีใครส่งข้อความมาบ้าง มีอะไรเร่งด่วนหรือเปล่า

3. คนแรกที่ผู้จัดการ mai ต้องรีบตอบไลน์คือใคร

ไม่รู้สิ แล้วแต่นะ อะไรด่วนผมก็ตอบ ไม่ได้ปักหมุดใครไว้เป็นพิเศษ ตอนนี้ไลน์ผมเต็มห้าพันคนแล้ว แอดใครใหม่ไม่ได้ด้วย

4. ดื่มกาแฟวันละกี่แก้ว

ผมดื่มตามโอกาสมากกว่า ดื่มก็ได้ไม่ดื่มก็ได้ แต่ผมค้นพบว่าช่วงทำงานที่บ้าน ภรรยาเขาอยากกินกาแฟ เราพบเทคโนโลยีโบราณคือ Moga Pot ก็ไปซื้อมาใช้ มันก็โอเคนะ ได้อโรม่าด้วย ตอนนี้พี่น้องผมก็ถูกป้ายยาไปหลายคนแล้ว

5. ดื่มไวน์แดงหรือไวน์ขาว

ผมดื่มทุกอย่าง แต่ถ้าให้เลือก ผมชอบไวน์แดงมากกว่า ผมไปเข้าคอร์สไวน์มาเยอะมาก แต่จำอะไรไม่ได้เลย ไม่รู้อะไรเลย (หัวเราะ) แยกแยะไวน์ได้สองอย่างคือ อร่อยกับไม่อร่อย อร่อยก็กินเยอะหน่อย ไม่อร่อยก็ถือแก้วและจิบๆ ไป สุดท้ายคืออยู่ที่ชอบไม่ชอบ สำคัญคือดื่มกับใคร ไวน์จะอร่อยหรือไม่อร่อยขึ้นกับความสนุกในตอนนั้น ถามว่าชอบดื่มกับใคร ก็ชอบดื่มกับเพื่อน

6. ด้วยหน้าที่ที่มี ซื้อหุ้นไม่ได้ แล้วลงทุนเพื่อวางแผนเกษียณอย่างไร

ผมก็ซื้อแอลทีเอฟและอาร์เอ็มเอฟ มีซื้ออสังหาริมทรัพย์อย่างที่ดินหรือคอนโดฯ บ้าง แต่ผมลงทุนกับความสัมพันธ์มากกว่า คือการให้เวลาและให้ใจ สิ่งที่ได้คือความเป็นเพื่อน

7. ชอบไปเที่ยวภูเขาหรือทะเล

สมัยก่อนจะชอบไปทะเล เพราะว่ามีกิจกรรมให้ทำ มีช่วงหนึ่งสักตอนอายุ 30 ปี ผมไปทะเลเกือบทุกอาทิตย์ติดต่อกันเป็นปี วันศุกร์เย็นก็ไประยอง ไปเสม็ด แล้วไปนั่งทำมิวสิกวิดีโอริมทะเล ตอนนั้นคิดว่าไปภูเขาไปทำไม ไม่เห็นมีอะไรให้ทำเลย แต่พออายุเริ่มเยอะขึ้น ความคิดเปลี่ยน ก็ยังไปทะเลนะ แต่ชอบไปภูเขามากขึ้น อย่างที่ผ่านมาก็ไปทั้งภูเก็ต หัวหิน เขาใหญ่ ผมก็ชอบทุกที่ ตอนนี้ชอบทั้งภูเขาและทะเล

8. จริงหรือเปล่าที่มีคนบอกว่า พออายุเยอะขึ้นจะมองต้นไม้สวย

จริง! เราเริ่มมีความสุขกับการนั่งมองใบไม้ ต้นไม้ โดยเฉพาะวันที่ฝนตก อากาศเย็นๆ ต้นไม้จะสวยขึ้น เวลาไปเที่ยวป่าหน้าฝนคือดีที่สุด ไม่ร้อนและต้นไม้สวย ช่วงที่ดีเลยคือปลายฝนต้นหนาว อากาศเย็นด้วย นี่เดี๋ยวผมก็จะไปเขาใหญ่อีกแล้ว

9. สิ่งที่คุณประพันธ์สอนลูกมาโดยตลอดคืออะไร

ผมสอนว่า Live your life fully ใช้ชีวิตให้เต็มที่ เพราะมันเป็นชีวิตของเขา และเราก็ให้ความรักเขา ทำให้เขารู้ว่าครอบครัวเขาไม่ได้มีปัญหาและให้เขาใช้ชีวิตไปเป็นคนดี จะเป็นอะไรก็ได้ จะทำอะไรก็ได้ และถ้าทำประโยชน์ให้ผู้คนได้ก็ทำ แค่นี้เอง พอแล้ว ถ้ามีอะไรพลาดพลั้ง เขาก็ต้องรับผิดชอบชีวิตได้ ผมว่าการที่เราไปบังคับหรือบอกให้ใครให้เป็นอย่างโน้นอย่างนี้มันยาก ให้เขาใช้ชีวิตของเขาเองดีกว่า

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load