มีคนเคยบอกว่า หากอยากรู้จักตัวตนของใครให้ลองดูที่เพลย์ลิสต์โปรดของเขา

เช่นเดียวกับที่เราอยากรู้จักกัปตันทีมของเราวันนี้

เพลย์ลิสต์ของ คุณกฤตธี มโนลีหกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้อยู่เบื้องหลังแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เรารู้จักกันดีอย่าง JOOX และ Sanook! นั้นประกอบไปด้วยแนวเพลงจังหวะและทำนองแบบไหน จึงสะท้อนแนวคิดในการสร้างสรรค์ JOOX และแพลตฟอร์มอื่นๆ ให้ประสบความสำเร็จแบบนี้

“เพลงแจ๊สหรือเปล่าคะ” เราถาม

“EDM ครับ” กัปตันทีมของเราตอบ

และเผื่อมีใครแถวนี้อยากรู้จักตัวตนผู้เขียนก็ขอแบ่งปันเพลย์ลิสต์ ‘ฮิปสเตอร์อกหัก’ นี้ พร้อมยื่นหูฟังให้

I – Hey JOOX

“ทำไม JOOX จึงประสบความสำเร็จ”

หนึ่งในคำถามยอดฮิตที่ใครๆ มักจะถามคุณกฤตธี ทันทีที่รู้ว่าเขาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการทำงานของ JOOX

นอกจากการทำความเข้าใจตลาด เข้าใจไลฟ์สไตล์ของคนไทยจาก DNA ที่มีมาตั้งแต่เป็นเว็บไซต์ Sanook! ทำให้ JOOX มีเพลย์ลิสต์ที่ตอบทุกความต้องการของทุกคนแล้ว ความเชี่ยวชาญของทีมงานและแผนธุรกิจที่ไปไกลกว่าการทำรายได้ทางเดียวทำให้ JOOX เป็นที่น่าจับตา เพราะไม่เพียงเปลี่ยนพฤติกรรมการฟังเพลงขนานใหญ่ของคนไทย แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นคืนคุณค่างานสร้างสรรค์ในบ้านเราอีกด้วย

จากความเคยชินที่การฟังเพลงกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีมูลค่า โจทย์ของ JOOX คือ ทำอย่างไรให้คนฟังเพลงรู้สึกเห็นคุณค่าและรับรู้ว่ามีคนมากมายเกี่ยวข้องในหลากหลายกระบวนการกว่าจะออกมาเป็นบทเพลงสักเพลงหนึ่ง และทำอย่างไรให้คนฟังยอมจ่ายเงินซื้อเพลงด้วยความเต็มใจเหมือนเมื่อครั้งสมัยก่อนจะมีอินเทอร์เน็ต คุณกฤตธีบอกว่าเขามีความหวังว่าสิ่งนี้จะช่วยปลูกฝังพฤติกรรมการฟังเพลงอย่างรู้สึกถึงคุณค่า และส่งเสริมให้เกิดรายได้ในอุตสาหกรรมเพลงอย่างแท้จริง ซึ่งหากวิธีการนี้ได้ผลก็อาจจะช่วยลดการละเมิดลิขสิทธิ์ทางปัญญาในศิลปะแขนงอื่นๆ ต่อไป

“เราศึกษาตลาดการฟังเพลงแล้วพบความจริงที่เรารู้กันว่าเราคนไทยนิยมฟังเพลงอย่างไม่ถูกลิขสิทธิ์มาตลอดช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา เราชินกับการหาดาวน์โหลดจากอินเทอร์เน็ต JOOX มีแผนธุรกิจที่เรียกว่า freemium คือการฟังเพลงฟรี โดย JOOX จะสมทบเงินแก่ค่ายเพลงและศิลปินด้วยวิธีการหารายได้จากโฆษณา ซึ่งคุณผู้ฟังสามารถเปลี่ยนมาเป็น premium ได้เพียงจ่ายเงินรับสิทธิ์เป็น VIP

“บุคลากรกว่า 200 คนของเรา ทุกคนเข้าใจตลาดความเป็นไทยจาก Sanook! รู้ว่าเขียนเนื้อหาแบบไหนทำให้คนที่อยู่บุรีรัมย์เขาอ่านเนื้อหาจากเว็บเรา หรือทำเพลย์ลิสต์อย่างไรให้คนอยู่ร้อยเอ็ดเลือกฟัง”

นอกจากนี้ยังมีอีกเบื้องหลังการทำงานหลักๆ ที่ควรได้รับความดีความชอบ ได้แก่ การใช้งานอย่างง่าย หรือ user friendly จากการออกแบบและพัฒนาของทีมวิศวกรคอมพิวเตอร์ ที่ทำให้การค้นหาเพลง เล่นเพลง และสร้างอัลบั้มเพลย์ลิสต์ส่วนตัวเป็นจุดแข็งในแผนธุรกิจของ JOOX

ความเข้าใจเขามาใส่ใจเรา จุดแข็งที่ทำให้ JOOX เป็นมิวสิกสตรีมมิ่งอันดับหนึ่งของอาเซียน

#ใครเป็นคนคิด Theme Playlists

จุดเด่นที่ใครๆ ก็รัก JOOX คือ ธีมเพลย์ลิสต์ ไม่ว่าจะเทศกาลหรือวันสำคัญทางศาสนา เราจะพบธีมเพลย์ลิสต์กวนๆ จนอดสงสัยไม่ได้ว่าใครเป็นคนคิดธีมแต่ละธีมขึ้นมานะ มันช่างน่ากดฟังตามไปเสียทั้งหมด

“บทสวดมนต์เรายังมีเลยนะ” คุณกฤตธีรีบเล่า

ช่างรู้จักและเข้าใจไลฟ์สไตล์ของคนไทย ถูกจริตและรสนิยมคนทุกเพศทุกวัยทุกความต้องการ

เช่นเดียวกับเพลย์ลิสต์ของช่วงวันสงกรานต์ที่ผ่านมา ที่ช่างภาพสาวของเราเล่าคุณงามความดีให้ฟังว่า ปกติเธอ พ่อและแม่จะฟังเพลงกันคนละแนว ตามจังหวะทำนองและเนื้อร้องโดนใจที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย ทำให้ต่างคนต่างฟังเพลงในพื้นที่ส่วนตัว จนเมื่อช่วงเทศกาลกลับบ้าน JOOX นำเสนอเพลย์ลิสต์ที่ชื่อว่า ‘สงกรานต์รวมญาติ’ ที่เปิดฟังได้ทั้งบ้าน เพราะมีตั้งแต่เพลง โอ๊ย โอ๊ย ของพี่แจ้ ไปจนถึงเพลง ประตูใจ ของวงสาวสาวสาว ทำให้รวมแหล่งกำเนิดเสียงไว้ในจุดเดียวของบ้าน จะเปิดดังแค่ไหนก็กลบเสียงร้องประสานของคนทั้งบ้านไม่ได้จริงๆ

“เรื่องเหล่านี้ต้องใช้ความเข้าใจว่าสิ่งที่คนกำลังให้ความสนใจอยู่คืออะไร ซึ่งตรงนี้เราจะทำไม่ได้เลยถ้าเราไม่มีทีมงานที่ทำ Sanook! มาก่อน” แม้คุณกฤตธีจะยกเครดิตให้แก่ทีมงานผู้คิดค้นธีมสนุกๆ แต่เราก็อดชื่นชมวิสัยทัศน์สนุกๆ ของผู้บริหารคนนี้ไม่ได้ เพราะหากเขาไม่เห็นชอบยินยอมให้ทีมงานปล่อยของอย่างเต็มที่ พวกเราคนฟังทั้งหลายก็คงไม่มีตีมเพลย์ลิสต์โดนใจไว้ฟังยามสร้างอารมณ์เหงาๆ ฮิปสเตอร์ๆ ยามบ่ายเป็นแน่

JOOX

เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว

งานและความสำเร็จของ JOOX ไม่ใช่เนื้องานทั้งหมดของกัปตันทีมคนนี้

ตามตำแหน่งแล้วคุณกฤตธี มโนลีหกุล เป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นบริษัทผู้ให้บริการแพลตฟอร์มและบริการด้านเนื้อหา หรือ content platforms and service สร้างพื้นที่เผยแพร่เนื้อหาในออนไลน์ทั้งพื้นที่สำหรับอ่าน ฟังและดู ผ่านบริการของ Sanook!, NoozUP, JOOX, VOOV, Tencent Games และ Topspace

ที่น่าสนใจคือเส้นทางการทำงานที่ผ่านมาของเขา แม้ดูคล้ายสูตรสำเร็จของคนที่สนใจเทคโนโลยีและพาตัวเองไปพบโอกาสการทำงานสนุกๆ กับบริษัทชั้นนำทั่วโลก แต่เรื่องราวจริงๆ ไม่ได้โรแมนติกแบบนี้

เราถามคุณกฤตธีในช่วงท้ายของบทความถึงจุดเปลี่ยนและเรื่องระหว่างทางของการค้นหาตัวตน ความชอบความหลงใหล ความชัดเจน และความมุ่งมั่นในสิ่งที่ทำ ซึ่งเขามักใช้นำพาตัวเองไปพบโอกาสที่ดีเสมอจากกรอบความคิดและการตั้งคำถามเพื่อหาตัวตน และเช่นเคย คุณจะขอเลื่อนลงไปอ่านก่อนก็ได้

จากการศึกษาระดับปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ จาก Brown University และปริญญาโทบริหารธุรกิจด้านการตลาด การเงิน และกลยุทธ์ จาก Kellogg School of Management ทำงานใน CGI บริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีในสหรัฐอเมริกา จากนั้นเริ่มต้นทำงานในเอเชียที่แรกด้วยตำแหน่งที่ปรึกษาในหน่วยงานดูแลด้านกลยุทธ์ของบริษัทและสายงานธุรกิจต่างๆ ของบริษัทซัมซุง ประเทศเกาหลีใต้ ก่อนจะเรียนรู้งานในสายงานอินเทอร์เน็ต ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก บริษัท Expedia ที่ฮ่องกง ซึ่งเป็นบริษัทผู้บุกเบิกธุรกิจ e-commerce การจองตั๋วเครื่องบินและโรงแรมออนไลน์ (Online Travel Agency หรือ OTA) แล้วมาร่วมงานกับเทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) ใน พ.ศ. 2553

จากประสบการณ์ทำงานในบรรทัดบนๆ ทำให้เราสงสัยว่าตัวตนของเขาหลงรักอะไรในธุรกิจเทคโนโลยี

“ผมชอบที่มันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่จำเจ ไม่ต้องรับมือกับปัญหาแบบเดิมทุกวัน” คุณกฤตธีเล่าให้ฟังว่าเขาหลงรักงานนี้เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอด อย่างการสร้างแพลตฟอร์ม JOOX ที่คุณกฤตธีและทีมงานต้องศึกษากระบวนการทำงานเพลงว่าศิลปินทำเพลงอย่างไร บทบาทหน้าที่ของค่ายเพลงคืออะไร ลิขสิทธิ์ในการฟังเพลงเป็นอย่างไร

“เราต้องเข้าไปศึกษาข้อมูลเหล่านั้นให้มากขึ้น ไม่ได้ดูแลอยู่แต่ฝั่งเทคโนโลยีอย่างที่เคย แต่ต้องทำความเข้าใจธุรกิจเพลง เข้าใจปัญหาความยุ่งยาก เข้าใจคนใช้งานว่าต้องการอะไร ผมมองว่าการที่เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทำให้เรามีสิทธิ์ที่จะสร้างสรรค์ มีสิทธิ์ที่จะทดลอง ซึ่งหากเป็นธุรกิจอื่นๆ คงทดลองสิ่งที่อยากทำทั้งหมดไปเรื่อยๆ แบบเราไม่ได้ เป็นเสน่ห์ของบริษัทเทคโนโลยีที่สามารถทำอะไรหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกันได้”

ความเข้าใจเขามาใส่ใจเรา จุดแข็งที่ทำให้ JOOX เป็นมิวสิกสตรีมมิ่งอันดับหนึ่งของอาเซียน

ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้

หนึ่งในความท้าทายสำคัญก็คือการเปลี่ยนจาก sanook.com บริษัทเว็บไซต์ที่อยู่คู่ประเทศไทยมา 19 ปี มาเป็น Tencent (Thailand) ที่มีสินค้าและบริการใหม่ๆ เช่น JOOX และอื่นๆ

“ด้วยหน้าที่เราต้องเรียนรู้ธุรกิจใหม่ๆ แล้ว ตามหาบุคลากร เปลี่ยนความคิดและวัฒนธรรมองค์กรที่มีอยู่เดิม ทำอย่างไรให้สามารถผลิตบริการใหม่ๆ มาแข่งขันในตลาด ต่อยอดความเป็น Sanook! ด้วยบริการอื่นๆ JOOX VOOV Topspace WeChat ที่ค่อยๆ เกิดขึ้นมาตามความพร้อมของพวกเราและโอกาสที่พอดี ซึ่งในธุรกิจเทคโนโลยีเรามองว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นโอกาสทั้งหมด”

จากความสำเร็จของ JOOX ในปีที่ผ่านมาทำให้บรรยากาศในองค์กรเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง เราถาม

“มีชีวิตชีวาขึ้นมานะ JOOX กับ Sanook! คนละทีมกัน การมาของทีม JOOX ทำให้ทีมงานเดิมที่อยู่มาก่อนได้เห็นสิ่งใหม่ๆ แม้ว่าจะเป็นคนละธุรกิจกันแต่ว่าภายในบริษัทเองก็ได้เรียนรู้วิธีการทำงานธุรกิจเพลงว่าเป็นอย่างไร นอกจาก JOOX เราก็มี VOOV เป็น live streaming เรามีกลุ่มคนที่ทำ content ที่มีประสบการณ์จัดรายการ ปัจจุบันเรามีชาวต่างชาติเข้ามาร่วมงานมากขึ้นเพิ่มความหลากหลายทั้งมุมมองและแง่คิดใหม่ๆ”

เช่นเดียวกับภาพฝันขององค์กรที่คุณกฤตธีอยากให้เป็น ที่ทุกวันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นในองค์กรใกล้เคียงกับภาพที่คิดฝันไว้ไม่น้อยเพราะมีคนจากหลากหลายวงการมาร่วมงาน เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดใหม่ๆ อย่างเปิดเผย มีการทำงานเป็นทีมและร่วมงานกันอย่างสนุกสมชื่อเว็บไซต์ของบริษัท

และเมื่อต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญในองค์กร คุณกฤตธีเล่าว่าส่วนใหญ่จะระดมทีมเพื่อพูดคุยร่วมกันว่าแต่ละคนคิดเห็นอย่างไร

“ผมอ่านเจอมาว่าระดับการตัดสินใจมี 2 แบบคือ big decision และ small decision โดย big decision คือการตัดสินใจแล้วจบที่ตรงนั้นไม่เปลี่ยน โดยต้องผ่านการเห็นชอบของผู้มีส่วนร่วมทุกคน ซึ่งวิธีการตัดสินใจนี้จะเกิดการลงมือทำที่เร็วมาก ในขณะที่ small decision เป็นการตัดสินใจที่ไม่จำเป็นว่าทุกคนต้องเห็นด้วย และเมื่อตัดสินใจไปแล้วสามารถเปลี่ยนแปลงวิธีการได้อยู่เรื่อยๆ ถามว่าแล้วมันดีอย่างไร ซึ่งสำหรับบริษัทเทคโนโลยี การใช้ small decision ช่วยให้ตัดสินใจทำได้เร็ว เห็นผลเร็วและสามารถแก้ไขวิธีการได้ทันทีเมื่อผิดพลาดแต่จะทำได้ในบางอุตสาหกรรม”

เราถามถึงหนังสือเล่มที่อ่านล่าสุด คุณกฤตธีก็ไม่ลังเลที่จะแนะนำให้เราฟังเกี่ยวกับ The Power of Habit เขียนโดย Charles Duhigg (ชาร์ลส ดูฮิกก์) หนังสือพูดถึงการเปลี่ยนพฤติกรรมใดๆ หนึ่งพฤติกรรมจะส่งผลต่อพฤติกรรมอื่นๆ เช่น การเปลี่ยนพฤติกรรมการตัดสินใจ เมื่อเราตัดสินใจเร็วจะส่งผลให้ทุกคนที่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจนั้นศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจ ทำให้การลงมือทำตามต้องเร็วขึ้น เปลี่ยนพฤติกรรมคนทั้งองค์กรเพราะทีมงานจะรับรู้ตรงกันว่าต้องเตรียมพร้อมรับมือกับผลการตัดสินใจและปรับเปลี่ยนวิธีการอย่างรวดเร็ว

“ในวันที่ผมตัดสินใจเล่นโยคะทุกวันพุธ จากที่วันจันทร์-ศุกร์ ผมมักจะทานข้าวนอกบ้านหลังเลิกงาน พอเล่นโยคะวันพุธ ผมก็จะออกจากที่ทำงานภายใน 6 โมงเย็นเพื่อไปถึงสตูดิโอโยคะตอน 1 ทุ่ม มื้อเย็นวันถัดไปก็ทำให้ไม่อยากทานข้าวนอกบ้าน ทำให้เราเปลี่ยนเวลาการประชุมจากตอนเย็นมาเป็นช่วงเวลากลางวัน ทำให้เรากลับบ้านได้เร็วขึ้น ไม่กินข้าวนอกบ้าน ตัดแอลกอฮอล์ออกไป ทำให้ชีวิตสุขภาพดีขึ้น น้ำหนักก็ลดลง นี่คือการเปลี่ยนพฤติกรรมซึ่งผมได้จากการอ่านหนังสือ คุณเปลี่ยนแค่ 1 พฤติกรรมแล้วคุณจะเปลี่ยนอะไรก็ได้ ปรับใช้ทั้งกับตัวเองและองค์กร

“การเล่นโยคะทำให้น้ำหนักผมลดลง 10 กิโลกรัม ทำให้กลับบ้านเร็วขึ้น ชีวิตดีขึ้น”

เพียงชายคนนี้ (ไม่ใช่ผู้วิเศษ)

จากชีวิตที่ผ่านมาทั้งการเรียนและประสบการณ์ทำงานที่คล้ายสูตรสำเร็จในฝัน คุณกฤตธีเล่าให้เราฟังว่าใจความสำคัญของเส้นทางทั้งหมดนี้ อยู่ที่การกลับไปนั่งคิดว่าจริงๆ แล้วเราต้องการที่จะทำอะไร

“ก่อนหน้านี้เราทำงานตามสายที่เรียนโดยไม่ได้คิดถามตัวเองว่าเราต้องการจะทำอะไรกันแน่ จนกระทั่งช่วงใกล้เรียนจบปริญญาโทที่ต้องหางาน ผลักดันให้เราคิดกับตัวเองว่าอะไรคือทักษะที่เรามี ทักษะที่เราต้องการพัฒนาคืออะไร เราอยากจะทำงานในส่วนงานแบบไหน เราอยากใช้ชีวิตอยู่ที่ไหน ซึ่งความจริงเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราควรคิดตั้งแต่แรกก่อนตัดสินใจเรียนต่อ

“จากวันนั้น เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้วที่ทำให้รู้ว่าตัวเองต้องการจะทำอะไร เราจึงพาตัวเองไปสู่สิ่งนั้น ซึ่งแค่คิดถึงความต้องการอย่างเดียวคงไม่ได้ แต่ต้องมีแผนการ มีเส้นทางและขั้นตอนที่จะพาตัวเองไปสู่จุดหมายนั้น แน่นอนเราต้องรู้ก่อนว่าเราจะไปจุดไหน

“คนเรามักจะมีคำว่า ‘แต่ว่า…’ กับความฝันของตัวเองเสมอ ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ฮ่องกงมีทีมงานประมาณ 10 คน มาที่นี่ผมต้องบริหารคน 200 กว่าคน ถ้าผมคิดว่าทำไม่ได้เพราะเยอะเกินไปและไม่เคยทำมาก่อน ผมก็คงทำไม่ได้ แต่ถ้าเรามองมันเป็นโอกาสในการเรียนรู้มันก็ทำได้

“สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน ลองทำในสิ่งที่คุณชอบ และอาสาที่จะทำงานเยอะๆ เพื่อสร้างโอกาสในการเรียนรู้ให้มากๆ เปิดรับสิ่งใหม่ๆ รู้จักถ่อมตัวให้คิดว่าตัวเองยังไม่รู้อะไร ขณะเดียวกันก็ต้องมีความมั่นใจในตัวเองว่าเราสามารถทำได้”

ความเข้าใจเขามาใส่ใจเรา จุดแข็งที่ทำให้ JOOX เป็นมิวสิกสตรีมมิ่งอันดับหนึ่งของอาเซียน

II – 10 Questions Answered by MD, Tencent (Thailand), a.k.a. JOOX Sanook WeChat

  1. หนังสือที่คุณอ่านเล่มล่าสุด : The Power of Habit เขียนโดย Charles Duhigg (ชาร์ลส ดูฮิกก์)
  2. คุณไปแข่งรายการแฟนพันธุ์แท้ตอนไหนได้บ้าง : บาสเกตบอล NBA
  3. สไตล์การบริหารงานของคุณ : ผมค่อนข้างฟังความคิดเห็นของทีมงานก่อนตัดสินใจ แต่หากเป็นเรื่องที่ต้องการการตัดสินใจจากผม ผมก็ตัดสินใจได้ให้ได้เลย ตัดสินใจเร็วมาก
  4. ชอบขั้นตอนไหนในการทำงานมากที่สุด : ขั้นตอนที่ได้ลงมือทำงานร่วมกับทีม ช่วงนี้ต้องเพลย์ลิสต์เรื่องนี้ไหมนะ หากเรากำลังเจอปัญหานี้ควรแก้ไขอย่างไร หรือมีแผนการตลาดส่วนไหนที่ต้องปรับแก้ไขด่วน
  5. ให้เลือกระหว่างเป็นการคนทำงานที่ ‘เป็นที่รัก’ หรือ ‘เป็นที่น่านับถือ’ : เป็นที่นับถือ 100% เพราะว่าถ้าต้องการให้คนมารัก เราก็อาจจะเลือกตัดสินใจในสิ่งที่ดีต่อคนคนนั้น ซึ่งไม่ดีต่อองค์กรที่สุด แต่ความนับถือนี้อาจจะทำให้คนมารักเราก็ได้
  6. สิ่งที่แตกต่างชัดเจนในการทำงานเมื่ออายุ 25 ปีกับปัจจุบัน : ตอนอายุ 25 มีออฟฟิศในการทำงาน ปัจจุบันไม่มีห้องทำงานแต่เป็นพื้นที่ใช้ร่วมกับพนักงานแบบ open environment
  7. ลักษณะของคนประเภทไหนที่คุณอยากทำงานด้วยที่สุด : คนที่เปิดรับฟังและให้ความคิดเห็น ตรงไปตรงมา ยืดหยุ่น อยู่กับสิ่งที่ไม่แน่นอนได้
  8. เรื่องล่าสุดที่คุณได้เรียนรู้ : วิธีการเล่น Rubik’s cube ตอนนี้กำลังเรียนจาก YouTube ยากมากตอนนี้ยังทำได้เพียง 3 ด้าน
  9. กิจกรรมนอกเวลางานที่ไม่ว่าคุณจะยุ่งแค่ไหน คุณก็จะหาเวลาไปทำให้ได้คือ : โยคะ
  10. ชมรมสมัยเรียนมหาวิทยาลัย : ชมรมวาดภาพของมหาวิทยาลัย

III – COMPANY VISIT

ความเข้าใจเขามาใส่ใจเรา จุดแข็งที่ทำให้ JOOX เป็นมิวสิกสตรีมมิ่งอันดับหนึ่งของอาเซียน

โต๊ะทำงานคุณกฤตธี

“เป็นพื้นที่ทำงานแบบ open environment สร้างความใกล้ชิดในการทำงาน” ( ‘บางวันที่พนักงานคุยกันเสียงดังแล้วเราเหลือบมองไปที่โต๊ะ MD จะเห็นคุณกฤตธีแอบยิ้มอยู่’ พนักงานท่านหนึ่งกล่าว)

ความเข้าใจเขามาใส่ใจเรา จุดแข็งที่ทำให้ JOOX เป็นมิวสิกสตรีมมิ่งอันดับหนึ่งของอาเซียน

ห้องประชุมที่เดิมเป็นห้องทำงานของคุณกฤตธี

“ก่อนหน้านี้มีห้องทำงานแต่นั่งแล้วเงียบเหงามากเลยตัดสินใจยกห้องนี้เป็นห้องประชุมส่วนกลาง แล้วย้ายโต๊ะทำงานออกมานั่งร่วมกับพนักงาน”

ความเข้าใจเขามาใส่ใจเรา จุดแข็งที่ทำให้ JOOX เป็นมิวสิกสตรีมมิ่งอันดับหนึ่งของอาเซียน

โซน Canteen

“เรามีป๊อปคอร์นให้กินทุกบ่าย 3 โมง ใช้น้ำมันมะกอกด้วยนะเพื่อสุขภาพเลย นอกจากขนมนมเนยไม่อั้นแล้ว ที่นี่เราเลี้ยงอาหารกลางวันทุกวันพุธด้วย”

ความเข้าใจเขามาใส่ใจเรา จุดแข็งที่ทำให้ JOOX เป็นมิวสิกสตรีมมิ่งอันดับหนึ่งของอาเซียน

โซน Hang Out

“เป็นพื้นที่จัดกิจกรรม มีคลาสโยคะทุกวันพฤหัสบดี และมีปาร์ตี้ TGIF ทุกวันศุกร์”

ความเข้าใจเขามาใส่ใจเรา จุดแข็งที่ทำให้ JOOX เป็นมิวสิกสตรีมมิ่งอันดับหนึ่งของอาเซียน

ห้องสตูดิโอประจำออฟฟิศ

“เป็นสถานที่สำหรับผลิตรายการบันเทิงหลากหลายของ Sanook! และยังเป็นที่ที่ศิลปินนับร้อยมาเยือน

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร เป็นนายธนาคารที่ขึ้นชื่อเรื่องความคิดต่าง คิดนอกกรอบ มีวิธีบริหารงานและบริหารคนที่แตกต่าง เข้ายุคเข้าสมัย บางอย่างก็ดูจะล้ำยุค จนน่าแปลกใจว่าเขาบริหารธนาคารของรัฐบาลแบบนี้ได้ด้วยหรือ

น่าสนใจขนาดนั้น The Cloud ก็เลยชวน ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) มานั่งคุยกันเรื่องแนวคิดในการบริหารธนาคาร ในรายการ Talk of The Cloud ถ้าใครสนใจกลยุทธ์ที่เรียกว่า ‘Quick Win’ สร้างชัยชนะด้วยความรวดเร็ว ในสงครามแบบมหากาพย์ที่ต้องรบกันแบบยาว ๆ ต้องลองชมกันดูครับ

ไหน ๆ ก็มีโอกาสได้นั่งคุยกับสุดยอดผู้บริหารนักคิด เราก็เลยขอคุยกับ ดร.รักษ์ อีกสักเรื่อง เป็นแนวคิดของการเป็นนักบริหาร ที่ผู้อ่านนำไปประยุกต์ใช้ได้แบบง่าย ๆ

ก่อนอื่น เรามาทำความรู้จัก ดร.รักษ์ กันสักนิด

ดร.รักษ์ EXIM BANK นายแบงก์ครีเอทีฟ ผู้สร้าง Quick Win ในสงครามมหากาพย์

เขาจบปริญญาตรีด้านวิศวกรรมศาสตร์ ต่อปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ ตามด้วยปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์ เคยนั่งเก้าอี้รองกรรมการผู้จัดการ EXIM BANK เมื่อปี 2559 แล้วย้ายไปรับตำแหน่ง กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ที่นั่นเขาได้ทำโครงการอันโด่งดังอย่าง ‘คลินิกหมอหนี้’ เป็นนายธนาคารที่สวมเสื้อยืดออกไปเดินข้างถนน แก้ปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือนให้ประชาชน

ก่อนจะกลับมารับตำแหน่งนายใหญ่ของ EXIM BANK อีกรอบ เมื่อ 1 เมษายน 2564 ในวันที่เขามีอายุ 47 ปี

ถือเป็นหัวเรือใหญ่ของธนาคารที่อายุน้อยที่สุดในประเทศ

สถิตินั้นไม่น่าตื่นเต้นเท่า เขาทำให้ธนาคารบรรลุเป้าสินเชื่อปี 2564 ได้แล้ว ซึ่งตอนนี้ผ่านไปแค่ 5 เดือนเท่านั้น

ถ้าคุณชอบฟังผู้บริหารเล่าความคิดคม ๆ แบบแตกต่าง คุณจะรัก ดร.รักษ์ แน่นอน

ดร.รักษ์ EXIM BANK นายแบงก์ครีเอทีฟ ผู้สร้าง Quick Win ในสงครามมหากาพย์

อะไรคือความยากของการเป็นผู้บริหารธนาคารที่คนทั่วไปนึกไม่ถึง

ผมว่าเป็นเรื่องการบริหารความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เหมือนคุณเป็นลูกค้าฝากเงินกู้เงินของธนาคารใดก็ตาม คุณก็คาดหวังกับธนาคารนั้น ความคาดหวังนี้เมื่อยี่สิบปีก่อน นายแบงก์หลายคนโดยเฉพาะนายแบงก์ภาครัฐ เขาไม่สนใจ ไม่ฟัง เขาสนใจแค่จะขายของชิ้นนี้ ราคาเท่านี้ เงื่อนไขแบบนี้ ซื้อก็ซื้อ ไม่ซื้อก็ไป พอซื้อแล้วเขาก็ไม่มาสนใจว่าคุณจะรู้สึกยังไง ได้วงเงินสินเชื่อสะดวกรวดเร็วไหม ตอนมีปัญหาโทรมา มีคนรับสายหรือเปล่า หรือต้องคุยกับคอมพิวเตอร์

นี่เป็นเรื่องการบริหารความคาดหวัง ใครบริหารความคาดหวังได้ดีที่สุด จะมีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงที่สุด มันเป็นเกมช่วงชิงความคาดหวัง เพราะฉะนั้นนายแบงก์รุ่นใหม่ต้องไม่หูดับ ต้องฟังให้มากขึ้น แต่คนที่ขึ้นบันไดชีวิตขึ้นไปเรื่อย ๆ หูจะพิการ ตาจะเริ่มแคบ ไม่มองกว้าง แล้วมีสิ่งที่เรียกว่าอัตตา ก็คิดแบบนี้ จะทำอย่างนี้

ก่อนที่ EXIM BANK จะออกผลิตภัณฑ์ ผมจะมี Focus Group ให้พนักงานไปคุยกับพันธมิตร คนที่ร่วมปล่อยเงิน ลูกค้าจริงที่เดินเข้ามาในธนาคาร และคนที่เป็นผู้ตรวจประเมินเรา ถ้าเราทำแบบนี้คุณคิดยังไง เราก็จะบริหารความคาดหวังได้สามร้อยหกสิบองศา หลังจากนั้นก็มาดูว่า แล้วเพื่อนพนักงานของเราล่ะ ผมจะเช็กทุกครั้งเวลาที่มีโอกาสได้พูดคุยกันว่าเขาคิดยังไง มีประเด็นอะไรไม่พอใจในสิ่งที่เราดูแลไหม

เราเอาสิ่งที่เรียกว่า Flexi Hours มาใช้ก่อนโควิดอีก จะดีกว่าไหมถ้าไหน ๆ คุณต้องไปส่งลูกตอนเช้าอยู่แล้ว คุณก็เริ่มงานได้ตั้งแต่เจ็ดโมงครึ่ง แล้วสามโมงครึ่งก็ไปรับลูก ทำไมต้องรอให้ถึงสี่โมงครึ่งหรือห้าโมงครึ่ง หลัง ๆ ผมไปไกลกว่านั้น คือ เอางานเป็นตัวตั้ง ผมไม่สนใจการตอกบัตร พอเรามีสัญญาใจระหว่างกัน ก็ถอดเครื่องสแกนนิ้วไปได้เลย สิ่งพวกนี้มาจากการคุยกับเขา ได้บริหารความคาดหวัง แล้วเขาก็รู้ว่าผมคาดหวังอะไรในตัวเขา

ผมไม่ชอบรำวง เพราะฉะนั้นผมจะเอาผลงานเป็นตัวตั้ง บางคนไม่สามารถส่งมอบผลงานได้ จะเอากระบวนการมาเป็นตัวตั้ง อ้างว่าทำไม่ถึงเป้าเพราะปัญหาตรงนั้นตรงนี้ ผมก็จะคุยกับเพื่อนพนักงานอย่างเป็นพี่เป็นน้องกันว่า ผมไม่สนใจกระบวนการว่าคุณจะมากี่โมงกลับกี่โมง หรือคุณจะแบ่งเวลาดูแลลูกครึ่งวัน ขออย่างเดียวว่าวันจันทร์ผมต้องได้ผลงานตามที่เราตกลงกัน

ผลงานก็เป็นการตกลงร่วมกัน ไม่ใช่นายจ้างจะสั่งเท่าไหร่ก็ได้ พวกคุณเสนอมาว่าคุณทำได้กี่ชิ้น คุณบอกแปดสิบ ผมบอกร้อย พบกันครึ่งทางได้ไหม แปดสิบห้า เก้าสิบ แต่เราสัญญากันแล้วนะ จับมือกันแล้ว ออกจากห้องไป วันจันทร์เจอกันเก้าสิบ นี่คือภาพที่ทำให้ทุกคนมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็น แล้วตกลงร่วมกันได้

เราต้องฝึกให้ทุกคนเปล่งเสียงความต้องการของตัวเอง เพราะบางคนโดนสะกดจิตตั้งแต่เด็ก ห้ามออกเสียง ห้ามเสนอความเห็น ปัจจุบันเป็นยุคที่ไม่มีชั้นวรรณะ ไม่มีคลานเข่า ไม่มีคำว่านายกับลูกน้อง มันเป็นแค่หัวโขน เราต่างทำหน้าที่ของกันและกัน ผมเป็นนายคุณ ไม่ได้เป็นเจ้าของชีวิตคุณ สิ่งที่เราปฏิบัติต่อกัน เราปฏิบัติด้วยความเคารพ ผมเคารพในวิชาชีพคุณ เคารพความเป็นมืออาชีพคุณ คุณก็ต้องเคารพในความเป็นมืออาชีพของผม ผมเป็นผู้ควบคุมคุณ แต่ควบคุมด้วยมนุษยธรรม ความยุติธรรม และหัวใจ

KPIs ที่นี่เป็นแบบสามร้อยหกสิบองศา ผมอาจจะได้คะแนนประเมินแย่ก็ได้ แต่ลูกน้องจะบอกได้ว่าผมฟัง และทำสิ่งที่ควรต้องทำ และทำมากกว่าที่คนคาดหวัง เพราะผมเชื่อว่าสิ่งต่าง ๆ สามารถเปลี่ยนแปลงให้ดีกว่านี้ได้อีกจากการฟังกันและกันมากขึ้น เพื่อดูแลกันและกันให้ดีขึ้น

การเป็นผู้บริหารองค์กรในวัยสี่สิบกว่า ๆ ต่างจากการเป็นในวัยสามสิบของธุรกิจยุคใหม่ หรือเป็นในวัยห้าสิบขององค์กรยุคเก่ายังไง

คนวัยสี่สิบกว่าคือวัยกลางคน ไม่เร็วเกินไป ไม่ช้าเกินไป บางคนมาอยู่ในตำแหน่งนี้ตอนอายุห้าสิบแปด เขาต้องยกการ์ดสูงเพราะเหลือเวลาน้อย เขาไม่สามารถ Commit อะไรที่ใหญ่เกินตัวได้ การมาอยู่ตรงนี้เร็วเกินไป ก็มีความฝันเยอะ มีความจริงน้อย มาอยู่ตอนวัยกลางคน เป็นรสชาติที่กำลังดี คือไม่ยกการ์ดสูง สร้างอะไรที่เซ็กซี่เฟี้ยวฟ้าวได้ แต่ก็ไม่ประมาท

ยุคนี้ไปลองดูผู้บริหารขององค์กรระดับโลก Top 20 ที่อยู่ใน Forbes หรือ Harvard Business Review เราจะเห็นว่าอายุของผู้บริหารที่เป็นไวน์ที่อร่อยที่สุดในการดื่มคือ สี่สิบเอ็ดบวกลบ ไม่แก่ไป ไม่เด็กไป สิ่งเหล่านี้ประเทศไทยต้องปรับ ถ้าคุณรอให้เขาขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งตอนอายุห้าสิบเจ็ด ห้าสิบแปด เขาเหมือนมาพูลวิลล่า มาเพื่อเกษียณ มาเพื่อป้องกันตัว มาเพื่อทำอะไรบางอย่างที่อาจจะไม่เคยทำในอดีต มันเป็นแค่ความฝันของเขา ไม่ใช่ความฝันของประเทศ ไม่ใช่เป็นความฝันของประชาชน

ดร.รักษ์ EXIM BANK นายแบงก์ครีเอทีฟ ผู้สร้าง Quick Win ในสงครามมหากาพย์

อะไรคือทักษะที่ผู้บริหารยุคนี้ควรมีที่สุด

เป็นคำถามที่ตอบยาก เพราะว่ามีคำว่าที่สุด ผมคิดว่าเป็นเรื่องของส่วนผสม ผมอาจจะตอบไม่ตรงคำถามนะ ตอนที่เราโตมา เราอ่านหนังสือได้เป็นเล่ม ๆ แต่วันนี้การอ่านหนังสือแบบนั้นไม่ได้ถูกจริตกับคนยุคนี้อีกต่อไป ต้องเขียนอะไรให้ไม่เกินหนึ่งหน้าไลน์ หรือหนึ่งคืบ ต้องสื่อสารให้อ่านเข้าใจในหนึ่งคืบ ถึงจะโดน เราเปลี่ยนความคิดคนไม่ได้ แต่ปรับการสื่อสารของเราได้ จะไปยากอะไร เรามีหนังสือดีหนึ่งเล่ม แล้วก็มีเรื่องย่อหนึ่งคืบที่สรุปประเด็นไว้ปกหลัง ถ้าคุณอ่านเรื่องย่อแล้วโดนค่อยมาอ่านหนังสือ

ผู้บริหารในอนาคตควรมีทักษะการสื่อสาร ทั้งพูด อ่าน เขียน บางคนจบมาจากสถาบันที่ดีมาก แต่สื่อสารไม่ได้เรื่องเลย พูดสามนาทีบนโพเดียม ผมรู้สึกว่าเอาปืนจุดสามห้ามายิงผมดีกว่า ทนฟังไม่ได้ (หัวเราะ) วันนี้เราไม่ได้ลงทุนสร้างผู้ประกอบการอย่างเดียว แต่ต้องสร้างผู้บริหารที่จะไปโค้ชผู้ประกอบการด้วย

ทักษะหนึ่งที่ต้องสร้างคือ การสื่อสาร ผู้บริหารภาครัฐส่วนใหญ่อาจจะไม่ได้ทำ Media Training แต่ผมทำ ผมลงเรียนของผมเอง ผมทนไม่ได้ถ้าตัวเองอยู่หน้ากล้องแล้วพูดไม่รู้เรื่อง หรือตอบไม่ตรงประเด็น

คุณต้องทำตัวเป็นน้ำครึ่งแก้ว ต้องเติมเนื้อหาใหม่ ๆ เข้าไปได้ แล้วก็ต้องลบความทรงจำเก่า ๆ ได้เหมือนกัน บางเรื่องมันใช้กับโลกอนาคตไม่ได้แล้ว เราต้องปลดพันธนาการของสิ่งที่เคยจดจำมาในอดีต สิ่งเหล่านี้เป็นเสน่ห์ของผู้บริหารยุคใหม่

ถ้าสอนลูกน้องได้แค่เรื่องเดียว คุณอยากสอนอะไร

การถ่อมตัว การโน้มตัวลงมาให้ต่ำกว่าจุดที่คุณคิดว่าคุณจะต่ำได้ โดยยังรักษาความดีของตัวเอง ประนีประนอมให้มากที่สุด แต่ไม่ประนีประนอมกับเรื่องความไม่ถูกต้องและสิ่งไม่ดี ไม่ว่าคุณจะอยู่ตรงไหนของเส้นทางอาชีพ คุณก็จะเปิดใจรับฟังคนได้ในทุกระดับชั้น ผมนั่งทานข้าวและคุยกับพนักงานทำความสะอาดของ กทม. ได้ คุยสนุกสนานกับพี่วินมอเตอร์ไซค์หรือคนขับแท็กซี่ได้ เพราะสิ่งที่เขาเล่า เป็นโจทย์ที่ผมต้องเข้าไปแก้ นี่คือพันธกิจของเจ้าหน้าที่รัฐทุกคน ถ้าเราไม่โน้มตัวลงไป หรือไม่เปิดใจรับฟัง เราจะไม่มีทางได้ยินเสียงของคนเหล่านั้นเลย

แล้วก็ให้พื้นที่ที่ปลอดภัยกับพวกเขา ผมจะพูดกับลูกน้องว่า ทุกอย่างจบที่ห้องนี้ ออกจากห้องไป เราจะกลับไปรู้สึกแบบเดิม ห้องนี้เป็นห้องแห่งความปลอดภัย เราต้องเคารพในความคิดเห็นของเขา ถ้าเป็นประโยชน์กับองค์กรเราก็ให้เครดิตเขา นายบางคนชอบขโมยไอเดียลูกน้อง ไปบอกว่านี่ฉันคิด ฉันทำ ผลออกมาตรงข้าม แต่ยิ่งผมบอกว่า คุณคนนั้นเป็นคนคิด คุณคนนี้เป็นคนทำ ผมเองยิ่งดูดี ผมจะบอกว่าของบางอย่างต้องโค้ชกัน การที่จะทำให้สังคมเรามีคุณภาพ โดยเฉพาะผู้นำของสังคม ต้องอาศัยการเรียนรู้ และการโค้ช

หลายคนถามผมว่า พอหมดเทอมที่นี่ผมจะทำอะไร ผมอยากเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย อยากเป็นเจ้าของโรงเรียนมัธยมที่ดีที่สุดของประเทศ ผมรู้สึกว่ามันต้องเริ่มต้นจากตรงนั้น ตรงนี้มันสายเกินไปแล้ว เราต้องย้อนกลับไปสร้างประชากรที่มีคุณภาพตั้งแต่วัยเรียน

ดร.รักษ์ EXIM BANK นายแบงก์ครีเอทีฟ ผู้สร้าง Quick Win ในสงครามมหากาพย์

คุณว่าการทำงานกับคนวัยยี่สิบหรือวัยห้าสิบแบบไหนยากกว่า

ห้าสิบเป็นน้ำเต็มแก้ว ยี่สิบเป็นแก้วเปล่า ท้าทายกันคนละแบบ น้ำเต็มแก้วก็ต้องพยายามรินน้ำที่เต็มออกโดยไม่ให้หก หรือเปื้อนโต๊ะ แล้วก็ต้องเติมสิ่งที่เราต้องการในตัวตนของเขาเข้าไปใหม่ อายุห้าสิบมีตัวตน มีอัตตา ยากจะเปลี่ยนความคิด หรือแนวทางปฏิบัติเดิมของเขา

วัยยี่สิบเหมือนแก้วเปล่า เติมเท่าไหร่ก็แทบจะไม่เต็ม เพราะการเติมให้เต็มใช้เวลานาน มันเป็นเรื่องของการลงทุน เราต้องลงทุนกับพนักงานที่เพิ่งจบใหม่ เพื่อให้เขามีศักยภาพในการทำงาน หลายคนเขียนเป็นทฤษฎีว่า สามปีแรกของการเริ่มงานที่ไหนก็ตาม นายจ้างขาดทุน เงินเดือนหมื่นห้า สองหมื่น สามหมื่น ที่จ่ายให้ไป เราต้องตามไปโค้ชอีก เขายังทำงานไม่ได้เท่าเงินที่เราจ่ายไป

แต่สิ่งที่ยากยิ่งกว่าก็คือ ทำยังไงให้วัยห้าสิบกับยี่สิบอยู่ด้วยกันได้ เพราะเขาคิดกันคนละแบบ เวลามองปัญหา มองกันคนละมุมเลย ไม่มีใครผิด ไม่มีใครถูก ผมพยายามทำให้มีพื้นที่ปลอดภัย มีสิ่งที่เรียกว่า Community of Practice (CoP) เพื่อให้คนที่ไม่ต้องมีตำแหน่งระดับสูงในองค์กร แต่เป็นคนเก่งที่สุด เช่น ถ้าพูดเรื่องสินเชื่อเอสเอ็มอี อาจจะเป็นพนักงานระดับกลาง แต่เขาเก่งที่สุดในองค์กรนี้ พูดเรื่องเมียนมาอาจจะเป็นหัวหน้าสำนักงานผู้แทนในย่างกุ้งที่เมียนมาซึ่งเก่งมาก เราก็ให้บทบาทเขาขึ้นมา ให้เขาได้แบ่งปันประสบการณ์ของเขา วันนี้ถ้าไปอยู่ในห้องเรียนของ EXIM BANK คนที่มาสอนคือลูกค้านะ ไม่ใช่นายแบงก์ เราเชิญคนที่ประสบความสำเร็จหรือผ่านปัญหานั้นมาได้ มาแบ่งปันประสบการณ์ให้เพื่อน ๆ ฟัง ไม่ใช่นายแบงก์มาสอน ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดแล้ว

ตั้งแต่ทำงานมา จุดไหนที่คุณคิดว่าประสบความสำเร็จสูงสุด

คลินิกหมอหนี้ ผมทำตอนอยู่ที่ บสย. (บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม) วันนี้คลินิกหมอหนี้ ได้ยกวิทยฐานะจากธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว เป็นโครงการที่ขอให้ทุกสถาบันการเงินในประเทศไทยทำ กลายเป็นวาระแห่งชาติ กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์

ในวันที่เราเอาระบบอัตโนมัติเข้ามาทำงานแทนคน จะต้องร่ำลาพนักงานเกือบร้อยคนเลย ทำยังไงไม่ต้องลาจากพวกเขา เขาก็มีลูกมีเมีย มีภาระผ่อนบ้าน ผ่อนรถ เราก็เปลี่ยนเขามาเป็นคุณหมอที่ช่วยบริหารจัดการหนี้เสียของประชาชน แทนที่จะแจกซองขาวให้เขา

จากจุดตั้งต้นในการแก้ปัญหาองค์กร วันนี้กลายมาเป็นสิ่งที่ช่วยแก้ปัญหาประเทศ เราทำก่อนที่หนี้ครัวเรือนจะโดดขึ้นมาเป็นเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ในวันนี้ เราเอานายแบงก์ที่ทำงานในปัจจุบันไม่ได้ ออกมาเดินข้างถนน มาช่วยแก้ปัญหาให้ประเทศ

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ผู้เชื่อว่า “เราต้องแบ่งเวลาชีวิตเพื่อเติมเต็มจิตวิญญาณตัวเอง โดยไม่เป็นมนุษย์ที่บกพร่องต่อหน้าที่”

ชีวิตของคุณเคยเจอความล้มเหลวบ้างไหม แล้วมันสอนอะไรคุณบ้าง

ห้องประชุมที่อยู่ห่างจากตรงนี้ยี่สิบก้าว คือห้องที่ลูกน้องเคยอุ้มผมไปห้องไอซียู นี่คือความล้มเหลวของผม ผมนั่งประชุมจนเลือดท่วมกระเพาะอาหาร เลือดออกในช่องท้องผมสองลิตรครึ่ง เพราะผมเป็นกรดไหลย้อน ผมเป็นคนที่ถ้าคุณแทงผม ต้องแทงให้ลึกมาก กว่าผมจะร้อง ผมเป็นลูกทหาร ถูกฝึกให้กลืนความเจ็บปวดของตัวเอง ความเจ็บปวดของคนทั่วไปนั้นสำหรับผมถือว่าธรรมดามาก ร่างกายเตือนผมมาหลายปีแล้วนะ แต่ผมก็ไม่เคยฟัง

จนเส้นเลือดใหญ่ในช่องท้องแตก เลือดก็เอ่อขึ้นมา พอลุกเปลี่ยนอิริยาบทก็อาเจียนเป็นเลือด ผมต้องไปนอนเล่นที่ห้องไอซียู ลูกน้องผมเลยเรียกห้องประชุมสะแกวัลย์ (ห้องที่เกิดเหตุ) ว่าห้อง Scary เพราะนายเกือบจะตายคางาน คนที่บอกว่าทำงานหนักไม่ตาย ไม่จริง ผมเกือบตายมาแล้ว

เหตุการณ์นี้ทำให้ผมนึกถึงภาพลูกเมียยืนอยู่หน้าห้องผ่าตัด ถามว่าเอาชีวิตมาทิ้งตรงนี้คุ้มไหม เราเห็นหน้าเศร้า ๆ ของพ่อแม่ตัวเองที่ยังต้องดูแลในวันที่ท่านแก่เฒ่า มันคุ้มกันไหม ทุกวันนี้ผมเลยจัดสรรเวลาอ่านนิทานให้ลูกฟังก่อนมาทำงาน ผมบอกเลขาว่า อย่าโทรหาผมก่อนสิบโมงเช้า ผมรู้ว่านี่คือเวลาที่ผมต้องบอกรักภรรยากับลูก ต้องดูแลคุณพ่อคุณแม่ ผมจะไม่ให้ปัจจัยที่ผมควบคุมได้มารบกวนเวลาของผม

แล้วผมก็พยายามสอนทุกคนว่า คุณต้องมีเวลาส่วนตัว มีเวลาที่จะเติมเต็มจิตวิญญาณของตัวเอง ขณะเดียวกันผมก็มีเวลาที่บอกลูกเมียว่า อันนี้เป็นเวลาของพ่อ ขอพื้นที่ส่วนตัวให้พ่อนะ นี่คือที่มาของการพยายามแบ่งตารางชีวิตตัวเอง ทุกคนมีเวลาเท่ากันคนละยี่สิบสี่ชั่วโมง ทำยังไงให้เติมเต็มจิตวิญญาณของเราได้มากที่สุด แล้วเราก็ไม่ได้เป็นมนุษย์ที่บกพร่องต่อหน้าที่ ภาพตอนใช้ชีวิตในห้องไอซียูสอนผมแบบนี้

คุณอยากให้โลกจำว่าเป็นผู้บริหารแบบไหน

ไม่เคยคิดเลย (คิดนาน) อย่างแรก ผมไม่อยากมีตัวตน ไม่ได้อยากอยู่ในห้องจาริกานุสรณ์ เวลาคุณไปตามบริษัทใหญ่ ๆ จะเห็นภาพอดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ติดทุก ๆ สองเมตร ให้จำ จำ จำ แต่ผมไม่เชื่อในความทรงจำเหล่านั้น ผมไม่เคยอินกับภาพผู้อาวุโสพวกนั้นเลยนะ

ผมอยากให้คนจำงานของผม จำว่ามีคลินิกหมอหนี้ จำได้ว่าช่วยผู้ประกอบการไทย ทำประโยชน์อะไร ให้กับใคร เราเอามาปรับปรุงให้ดีขึ้น หรือเอากลับมาใช้ใหม่ได้ไหม สิ่งเหล่านี้น่าจดจำมากกว่า

ถ้าเกิดคนชื่นชมผลงานของคุณทั่วประเทศ แต่ไม่รู้ว่าใครทำ คุณจะเสียใจไหม

ไม่เลย มันเป็นความสวยงามมากกว่า พื้นที่สมองมีจำกัด ถ้าเราต้องมานั่งจำว่า นายสมชายทำงานนี้เมื่อปีนั้น นางสมหญิงทำงานนั้นเมื่อปีนี้ มันเปลืองสมอง จำแค่งานและประโยชน์จากงานนั้นน่าจะดีกว่า

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ผู้เชื่อว่า “เราต้องแบ่งเวลาชีวิตเพื่อเติมเต็มจิตวิญญาณตัวเอง โดยไม่เป็นมนุษย์ที่บกพร่องต่อหน้าที่”

10 เรื่องของ ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

1. วิชาที่ชอบที่สุดสมัยเรียน

ประวัติศาสตร์ เพราะมันสอนให้เราไม่ทำผิดซ้ำซาก

2. ชื่อคนที่มีอิทธิพลต่อความคิดของคุณ

พระพุทธเจ้า ผมรอดจากวิกฤตของชีวิตทุกครั้งด้วยธรรมะ

3. ตอนเช้าคุณทำอะไรก่อนออกจากบ้านบ้าง

ผมตื่นตีสี่ ช่วงตีสี่ถึงตีห้าผมจะอ่านหนังสือที่เติมเต็มจิตวิญญาณ ทั้งธรรมะ บทความ การเรียนรู้ใหม่ๆ ช่วงตีห้าครึ่งถึงหกโมงครึ่ง ผมจะวิ่ง วิ่งวันละหนึ่งชั่วโมง เป็นการเติมเต็มความแข็งแรงให้ร่างกาย แล้วก็ตรวจงานลูกน้อง พอลูกและภรรยาตื่น ก็เป็นเวลาที่อยู่กับครอบครัว อ่านนิทานให้ลูกฟัง ทำอาหารให้ภรรยาทาน แล้วค่อยอาบน้ำแต่งตัวไปทำงาน สิบโมงเช้า ผมพร้อมทำงานเต็มที่

4. ช่วง WFH ถ้าไม่อยู่หน้าจอ คุณจะอยู่ที่ไหน

อยู่กับหนังสือ ผมอ่านหนังสือผ่านจอไม่ได้ ต้องได้กลิ่นกระดาษ กลิ่นหมึก ผมมีห้องสมุดของผมที่บ้าน มนุษย์ทุกคนควรมีเวลาใช้ชีวิตกับโลกแห่งหนังสือนะ

5.วันไหนมาออฟฟิศ คุณทานอาหารเที่ยงที่ไหน กับใคร

ทานข้าวคนเดียว ในห้องประชุม ผมใช้ชีวิตใกล้เคียงคนคุกนะ (หัวเราะ) ถึงเวลาพี่ ๆ น้อง ๆ ก็เอาอาหารมาให้ ผมก็อยู่กับงาน และอาหารตรงหน้า

6. คุณเดินไปแผนกไหนบ่อยที่สุด

สำนักกรรมการผู้จัดการ คือสำนักของผมเอง เพราะต้องไปตามงาน ถัดจากนั้นก็เป็นฝ่ายวิจัยธุรกิจ และทีมที่ดูแลงานพัฒนาผู้ประกอบการ

7. กลุ่มเพื่อนที่สนิทที่สุด

เพื่อนมัธยมปลาย ที่โรงเรียนจิตรลดา

8. ถ้าต้องเปิดร้านขายของออนไลน์ คุณขายอะไรได้บ้าง

ขายวิธีการแก้ปัญหา เป็นบริการให้คำแนะนำแบบออนไลน์

9. ถ้าพักร้อนปิดมือถือได้หนึ่งเดือนจะทำอะไร

ใช้หนี้คนที่ผมติดหนี้ นั่นคือ คุณพ่อคุณแม่ที่เกือบครึ่งปีแล้ว ผมแทบไม่เจอหน้าท่านเลย และลูกกับภรรยาที่ผมไม่เคยได้ทำตามสัญญาเลย เพื่อนที่บอกว่าจะไปกินข้าว ไปเที่ยวเล่นกับเขา แต่ไม่เคยได้ไป

10. เรื่องล่าสุดที่ได้เรียนรู้

การ WFH ทำให้รู้ว่า ภรรยาเรารับภาระหนักแค่ไหนในการดูแลลูกอายุหกขวบ เรามักคิดว่าฉันทำงานเหนื่อย เธอเป็นแม่บ้านสบาย พอวันนี้เราได้อยู่กับเขา เหมือนได้สลับวิญญาณกัน ก็รู้ว่ามันไม่ง่ายเลย ชีวิตแม่บ้านไม่ใช่งานสบายอย่างที่คิด ได้เข้าใจครอบครัว และการสร้างสมดุลชีวิตมากขึ้นด้วย

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load