ไปทัวร์ดูบ้านแมวมาค่ะ

เอ… แต่จริงๆ จะเรียกบ้านก็ไม่ถูกนัก ต้องเรียก ‘ระเบียงแมว’ น่าจะตรงกว่า

คืออะไรอ่า

ภาษาปะกิตเขาเรียก Catio (Cat+Patio) เป็นส่วนต่อเติมจากระเบียงบ้าน คิดค้นโดยบรรดาทาสแมว สำหรับเป็นบริเวณตากอากาศ ให้คุณๆ ท่านๆ บรรดาเหมียวออกไปนั่งๆ นอนๆ กินลมชมวิวกันค่ะ

ระเบียงแมว เทรนด์ฮิตที่ทาสแมวพอร์ตแลนด์นิยมต่อเติม ให้เจ้านายอยู่บ้านอย่างมีความสุข
ระเบียงแมว เทรนด์ฮิตที่ทาสแมวพอร์ตแลนด์นิยมต่อเติม ให้เจ้านายอยู่บ้านอย่างมีความสุข
ภาพ : www.thecattopia.com

What ?!?

นี่เป็นคำพูดแรกที่หลุดจากปากอุ้ม หลังจากเห็นโบรชัวร์ Portland Catio Tour ครั้งที่ 9 (คือทัวร์เป็นปีที่ 9 นะฮะ ไม่ใช่อุ้มเห็นโบรชัวร์ติดกัน 9 หน)

พอดีไปซื้ออาหารแมวที่ร้านแถวบ้าน ตอนจ่ายเงินแล้วหยิบโบรชัวร์ทัวร์ระเบียงแมวนี่ขึ้นมาดู คุณแคชเชียร์ผมสีเขียวรอยสักเต็มแขนยิ้มทะลุหน้ากาก แล้วบอกว่าชี (เอ๊ะหรือเด) ตื่นเต้นมาก เพราะปีนี้จะได้ไปทัวร์กับเขาเป็นครั้งแรก อุ้มยังงงๆ ไม่หายว่านี่มันคืออะไรฟะ เกิดมาไม่เคยได้ยิน แล้วมีมาเป็นปีที่ 9! คือโคตรจะพอร์ตแลนด์เลย เรื่องอะไรแบบนี้นี่ไม่เป็นสองรองใครจริงจริ๊ง

อุ้มเอาโบรชัวร์กลับมาบ้าน แล้วนั่งจ้องหน้า 2 แมวที่เพิ่งไปเอามาเลี้ยงเมื่อต้นปี ตอนมาใหม่ๆ เป็นลูกแมวเหมียวตัวน้อยๆ ก็หงิมๆ น่าเอ็นดู๊ อยู่มาจะปี ตอนนี้พวกฮีกลายเป็นเจ้าของบ้านไปแล้วเรียบร้อย

ระเบียงแมว เทรนด์ฮิตที่ทาสแมวพอร์ตแลนด์นิยมต่อเติม ให้เจ้านายอยู่บ้านอย่างมีความสุข

คืออุ้มนี่นะคะ ตั้งแต่เป็นเด็กจนโตมาก็เลี้ยงแต่หมา เรียกตัวเองว่าเป็น Dog Person จนอายุ 46 ตั้งใจมุ่งมั่นว่าสักวันจะต้องมีหมาชิบะ แต่อยู่ดีๆ ก็มีพ่อลูกสอง (ชื่อสมคิด) มาโค่นล้มโครงการชิบะอินุซะอย่างนั้น อะ แมวก็แมว ก็เลยไปรับเลี้ยงลูกแมวตัวผู้ 2 ตัวพี่น้องมาจาก Shelter (คือองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ที่รับแมวจรจัดมาจัดการฉีดวัคซีน ทำหมัน แล้วหาบ้านให้) อุ้มเห็นตัวดำๆ วิ่งแวบไปแวบมาเลยตั้งชื่อว่า Ninja สมคิดเดินมาแล้วบอกว่าอีกตัวชื่อ Noodle แล้วกัน เรียกแล้วตลกดี บ้านเราก็เลยมีนูเดิ้ลกับนินจามาแต่นั้น

ถึงอุ้มจะไม่เคยเลี้ยงแมวมาก่อน แต่ใครที่รู้ก็คงจะพอบอกได้ว่าใช้เวลาแค่ไม่กี่เดือนอุ้มก็ตกเป็นทาส เฮ้ย เลี้ยงแมวทำไมมันง่ายอย่างงี้! ไม่ต้องพาไปเดิน ไม่กระโดดใส่ ไม่เห่าด้วย แถมถ้าจะไปเที่ยวไหนแค่วันสองวัน ทิ้งอาหารไว้ก็อยู่กันได้เองอีก น้ำก็ไม่ต้องอาบ อยากเล่นก็มา ไม่อยากเล่นก็โดดหนีไป แต่วันไหนรักหน่อยก็มีมานวดให้ด้วย! ยอมมั้ยแบบนี้ ยอมสิ (แต่อย่าเพิ่งมาเรียกว่าเป็น Cat Lady นะ ขอเวลาอีกแป๊บ)

ระเบียงแมว เทรนด์ฮิตที่ทาสแมวพอร์ตแลนด์นิยมต่อเติม ให้เจ้านายอยู่บ้านอย่างมีความสุข
เยี่ยมชม Catio บริเวณตากอากาศสำหรับสัตว์เลี้ยงในบ้าน ที่ทำให้แมวได้พักผ่อนหย่อนใจอย่างมีความสุข

ทีนี้ใครจะเลี้ยงแมว คำถามสำคัญก็คือ จะให้เป็นแมวอยู่ในบ้าน (Indoor) หรือออกไปนอกบ้าน (Outdoor) ได้ด้วย แม่สามีซึ่งเลี้ยงแมวมาทั้งชีวิต แนะนำว่าให้แมวอยู่แต่ในบ้านเถอะ ปลอดภัยและดีกว่าเยอะ ทั้งต่อแมวและต่อเจ้าของ อุ้มลองไปหาข้อมูลดูก็พบว่าจริงตามนั้นค่ะ 

แมวที่อยู่แต่ในบ้านอายุเฉลี่ยประมาณ 10 – 15 ปี ในขณะที่แมวออกนอกบ้านอายุเฉลี่ยประมาณ 2 – 5 ปีเท่านั้นเอง เพราะอะไรรู้ไหมคะ เพราะข้างนอกนั้นเต็มไปด้วยความเสี่ยงต่างๆ อย่างเช่น ถูกรถชน ถูกสัตว์อื่นหรือแมวด้วยกันเองกัด ไปกินสารพิษ ต้นไม้มีพิษ ไปติดพยาธิ เห็บ หมัด โรคร้ายต่างๆ โดนคนขโมย หรือโดนคนทำร้าย แม้แต่กรณีเพื่อนบ้านโมโหเอายาเบื่อให้กินก็เคยได้ยินมาแล้ว เวลาอุ้มเดินไปตามถนนหนทางที่นี่นะคะ มีป้ายแมวหายติดให้เห็นเป็นประจำ เพื่อนที่มีแมวปล่อยให้อยู่นอกบ้าน ก็คอยมาเล่าว่าบางวันไม่ได้นอนกันทั้งคืน เพราะแมวไม่กลับ หรือกลับมาในสภาพโดนกัดยับเยิน คุณพ่ออุ้มเองก็แมวหายไป 2 ตัว

เยี่ยมชม Catio บริเวณตากอากาศสำหรับสัตว์เลี้ยงในบ้าน ที่ทำให้แมวได้พักผ่อนหย่อนใจอย่างมีความสุข

อีกเรื่องที่ไม่ใช่เป็นภัยกับแมว แต่เป็นแมวเองนี่ล่ะที่ไปกัดไปทำร้ายสัตว์อื่นจนน่าเป็นห่วง เชื่อไหมคะว่าแมวที่อยู่นอกบ้าน ถือเป็นภัยร้ายแรงอย่างยิ่งต่อความหลากหลายทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิตในโลก ที่ผ่านมา นก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และสัตว์เลื้อยคลานถึง 63 ชนิดสูญพันธุ์จากโลกนี้ไปแล้วเพราะแมว สถิติยังยืนยันว่าในอเมริกาและแคนาดา แมวนอกบ้านและแมวจรจัดถือเป็นภัยอันดับหนึ่งต่อนก แมวที่ถูกปล่อยให้ออกมาเพ่นพ่านเหล่านี้ ฆ่านกไปเป็นจำนวนมากถึง 2,400 ล้านตัวต่อปี! ฟังแล้วน่าตกใจมากเลยใช่มั้ยคะ อุ้มว่าในเมืองไทยก็อาจจะเป็นตัวเลขที่สูงมากเหมือนกัน

ทีนี้มีคนเถียงว่า แหม แมวมันมีสัญชาตญาณชอบออกไปข้างนอก ขังไว้ในบ้านไม่ได้ออกกำลังกาย เดี๋ยวก็อ้วน เดี๋ยวก็เบื่อตายกันพอดี

อุ้มเห็นแมวที่บ้านก็วิ่งคึกกันทั้งวัน ไม่เล่นกันเองก็เล่นกับเรา ของเล่นทีแรกไปหามาซะเยอะแยะ เอาเข้าจริงมันก็เล่นอะไรง่ายๆ นะคะ บางทีกล่องกระดาษนี่ปีนเข้าปีนออกเล่นอยู่ได้ทั้งวัน ให้กินอาหารที่คุณภาพดี (อุ้มให้กิน Raw Food ผสมกับอาหารเม็ดวันละ 2 มื้อ เดี๋ยวถ้าโตกว่านี้จะเปลี่ยนเป็นอาหารสำหรับ Indoor Cat โดยเฉพาะ) ไม่มากเกินไป แล้วก็มีเปลติดหน้าต่าง (Window Perch) กับแท่นสูงๆ ให้มันขึ้นไปนอนดูอะไรต่อมิอะไรหน้าบ้าน ก็เห็นมีความสุขกันดี รูปร่างปราดเปรียว มองจากข้างบนยังมีเอวชัดเจน เพราะฉะนั้นเรื่องอ้วน เรื่องเบื่อนี่ อุ้มว่าเจ้าของอาจจะคิดไปเอง

เยี่ยมชม Catio บริเวณตากอากาศสำหรับสัตว์เลี้ยงในบ้าน ที่ทำให้แมวได้พักผ่อนหย่อนใจอย่างมีความสุข
เยี่ยมชม Catio บริเวณตากอากาศสำหรับสัตว์เลี้ยงในบ้าน ที่ทำให้แมวได้พักผ่อนหย่อนใจอย่างมีความสุข
เยี่ยมชม Catio บริเวณตากอากาศสำหรับสัตว์เลี้ยงในบ้าน ที่ทำให้แมวได้พักผ่อนหย่อนใจอย่างมีความสุข

ส่วนเรื่องที่ว่าแมวอยู่แต่ในบ้านจะลับเล็บ ทำลายข้าวของและอึฉี่ไปทั่ว อันนี้อุ้มค่อนข้างเข้าใจเรื่องลับเล็บกับเฟอร์นิเจอร์ เพราะมันเป็นสัญชาตญาณของเขา เห็นอะไรที่มีพื้นผิวสากๆ เป็นไม่ได้ นูเดิ้ลกับนินจานี่ก็เป็น แต่พอไปหา Scratching Post หรือเสาให้เขาเอาไว้ตะกุย กับที่ลับเล็บแบบเป็นกล่องๆ วางไว้ตามที่ต่างๆ ก็ช่วยได้อยู่นะคะ เวลาเริ่มจะไปตะกุยโซฟา ก็รีบดุแล้วจับมาวางบนที่ลับเล็บแทน ก็แก้ไปได้อีกบ้าง อุ้มไปเห็นเทปเหนียวๆ 2 ด้าน เอามาแปะไว้ตามที่ที่แมวชอบตะกุย ก็ได้ผลดีมากเลยค่ะ คือจะบอกว่า มีหลายวิธีมากที่จะป้องกันหรือแก้ไขเรื่องนี้

ส่วนเรื่องอึฉี่ อุ้มไม่เคยมีปัญหาเลยนะคะ เพราะแมวนี่ฝึกให้ฉี่ใน Litter Box หรือกระบะฉี่ง่ายมากเลย ตั้งแต่เอานูเดิ้ลกับนินจามาที่บ้านตอนเป็นแมวเล็กๆ พอจับวางที่หน้ากระบะ เขาก็เดินเข้าไปฉี่ ไปอึกันเอง ไม่เคยมีอุบัติเหตุให้ต้องทำความสะอาดบ้านเลย เรื่องที่อุ้มได้ยินมาแล้วก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง ก็คือถ้าคอยทำความสะอาดกระบะอยู่เสมอ แมวก็จะไม่ไปฉี่ที่อื่น คือใครจะชอบเข้าห้องน้ำสกปรกๆ จริงไหมคะ อะนี่ก็เลยต้องตักขี้แมววันละสองสามหนต่อไป

เยี่ยมชม Catio บริเวณตากอากาศสำหรับสัตว์เลี้ยงในบ้าน ที่ทำให้แมวได้พักผ่อนหย่อนใจอย่างมีความสุข

ฟังดูแล้ว การเลี้ยงแมวให้อยู่แต่ในบ้านนี่ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แล้วทำไมต้องมาพูดกันถึงเรื่องระเบียงแมว

ก็เพราะยังมีคนที่ปล่อยให้แมวออกไปนอกบ้านอยู่น่ะสิคะ หรือมีคนที่มี Outdoor Cat แล้วอยากปรับนิสัยเปลี่ยนพฤติกรรมให้มันกลับมาอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน โดยไม่ทำร้ายจิตใจกันมากเกินไป รวมถึงคนที่เลี้ยงแมวอยู่แต่ในบ้าน แล้วอยากยกระดับคุณภาพชีวิตแมว ให้ได้ออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ ชมนก ชมไม้ โดยที่ยังปลอดภัย และไม่ไปรบกวนทำร้ายสิ่งมีชีวิตอื่นด้วย

ก่อนจะเล่าถึง Catio อุ้มอยากเล่าถึงองค์กรที่เป็นต้นคิดเรื่องนี้ก่อนสักหน่อยค่ะ

เยี่ยมชม Catio บริเวณตากอากาศสำหรับสัตว์เลี้ยงในบ้าน ที่ทำให้แมวได้พักผ่อนหย่อนใจอย่างมีความสุข

องค์กรสัญชาติพอร์ตแลนด์แห่งนี้ มีชื่อว่า Feral Cat Coalition of Oregon ก่อตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1995 (เกือบ 30 ปีที่แล้ว) โดยสัตวแพทย์กลุ่มหนึ่ง ซึ่งสังเกตว่าประชากรแมวจรจัดในพอร์ตแลนด์มีเยอะมากจนน่าเป็นห่วง และวิธีการเดิมๆ อย่างจับไปฆ่า นอกจากจะทารุณแล้วยังไม่ได้ผล เพราะพอจับแมวไป แมวชุดใหม่ก็จะเข้ามาอยู่ ออกลูกออกหลาน เพิ่มปริมาณกันต่อไปไม่รู้จบ

คุณสัตวแพทย์แสนประเสริฐกลุ่มนี้เลยคิดกันว่า แทนที่จะจับไปฆ่า ควรจะจับแมวพวกนี้มาทำหมัน ขลิบหูเป็นเครื่องหมาย แล้วเอากลับไปปล่อยที่เดิม (Trap-Neuter-Return) แรกเริ่มก็ไปใช้พื้นที่ตามคลินิกที่ปิดวันอาทิตย์ แล้วก็ค่อยๆ ทำกันไป วันหนึ่งได้ 10 – 20 ตัว แต่พอคนเริ่มบอกกันปากต่อปาก เงินบริจาคเงินสนับสนุนก็หลั่งไหลกันเข้ามา พร้อมๆ กับแมวจรจัดที่มีคนคอยให้อาหาร และไม่อยากให้ถูกจับไปคร่าชีวิต

เยี่ยมชม Catio บริเวณตากอากาศสำหรับสัตว์เลี้ยงในบ้าน ที่ทำให้แมวได้พักผ่อนหย่อนใจอย่างมีความสุข
เยี่ยมชม Catio บริเวณตากอากาศสำหรับสัตว์เลี้ยงในบ้าน ที่ทำให้แมวได้พักผ่อนหย่อนใจอย่างมีความสุข
ภาพ : www.feralcats.com

ถึงเวลานี้ FCCO มีตึกเป็นของตัวเอง และทำหมันแมวจรจัดไปแล้วมากกว่า 100,000 ตัว! และประชากรแมวที่เคยเห็นรวมตัวกันเป็นกองทัพลดลงอย่างน่าอัศจรรย์ แถมยังเข้าทางกับผู้คนในพอร์ตแลนด์ซึ่งรักสิ่งแวดล้อม รักสัตว์ ไม่นิ่งดูดาย และเห็นด้วยกับการแก้ปัญหาอย่างฉลาดและยั่งยืน เพราะการทำหมันมีค่าใช้จ่ายแค่ประมาณตัวละ 40 เหรียญฯ ในขณะที่ค่าใช้จ่ายของการจับไปฆ่านั้นสูงถึงเกือบร้อยเหรียญฯ ต่อตัว คือเป็นการทำบาปที่แพงด้วย เฟลด้วย จะทำไปทำไม

เยี่ยมชม Catio บริเวณตากอากาศสำหรับสัตว์เลี้ยงในบ้าน ที่ทำให้แมวได้พักผ่อนหย่อนใจอย่างมีความสุข
ภาพ : www.catssafeathome.org

ทีนี้ปัญหาที่ยังเหลืออยู่ก็คือ ยังมีแมวบ้านออกมาเพ่นพ่านตามท้องถนนอยู่ดี เหล่าคุณหมอเลยคิดต่อ ว่าจะทำยังไงให้คนหันมาสนใจเรื่องนี้ คำตอบที่ได้คือโครงการ Cats Safe at Home พร้อมกับไอเดียใหม่ถอดด้าม เรื่องทำพื้นที่ (จริงๆ ก็คือกรงขนาดใหญ่) ให้แมวได้อยู่ในบริเวณบ้าน แต่ยังรู้สึกเหมือนอยู่ ‘ข้างนอก’ แล้วเรียกนวัตกรรมนี้ว่า Catio จากนั้นก็ส่งเสริมให้คนสร้าง ในเว็บไซต์ มีแบบ DIY ให้ทำเอง มีลิสต์ของบริษัทก่อสร้าง มีตอบคำถามที่คนอยากรู้ และที่สนุกที่สุด ก็คือมี Catio Tour นี่ล่ะค่ะ

เยี่ยมชม Catio บริเวณตากอากาศสำหรับสัตว์เลี้ยงในบ้าน ที่ทำให้แมวได้พักผ่อนหย่อนใจอย่างมีความสุข
เยี่ยมชม Catio บริเวณตากอากาศสำหรับสัตว์เลี้ยงในบ้าน ที่ทำให้แมวได้พักผ่อนหย่อนใจอย่างมีความสุข
เยี่ยมชม Catio บริเวณตากอากาศสำหรับสัตว์เลี้ยงในบ้าน ที่ทำให้แมวได้พักผ่อนหย่อนใจอย่างมีความสุข
ภาพ : www.catssafeathome.org

อุ้มดูแผนที่ของทัวร์ปีนี้แล้วก็ตัดสินใจเลือกทัวร์แบบออนไลน์ จะได้ไม่ต้องขับรถไปทั่วเมือง สนุกดีค่ะ ได้เห็นระเบียงแมวหลายๆ แบบ ได้ฟังเจ้าของมาเล่าว่าเลือกสถานที่ยังไง สร้างยังไง มีอะไรที่เป็นข้อผิดพลาดหรือข้อดี อุ้มว่าหลักๆ เลยก็คือต้องคิดให้ได้ก่อนว่าจะเอาระเบียงแมวนี้ไปไว้ตรงไหนของบ้าน แล้วจะให้มันเข้าออกยังไง จากนั้นค่อยคิดต่อว่าจะสร้างให้หน้าตาเป็นแบบไหน มีรายละเอียดอะไรบ้าง

เยี่ยมชม Catio บริเวณตากอากาศสำหรับสัตว์เลี้ยงในบ้าน ที่ทำให้แมวได้พักผ่อนหย่อนใจอย่างมีความสุข
เยี่ยมชม Catio บริเวณตากอากาศสำหรับสัตว์เลี้ยงในบ้าน ที่ทำให้แมวได้พักผ่อนหย่อนใจอย่างมีความสุข
ภาพ : www.thecattopia.com

ที่อุ้มดูมานี่มีตั้งแต่แบบสร้างง่ายๆ เจ้าของทำกันเองราคาไม่กี่ร้อยเหรียญฯ ไปจนถึงเรียกผู้รับเหมามาสร้าง มีทางเดินมุงหลังคาไปรอบสวนหลังบ้าน วัสดุอย่างดี ตีราคาออกมาเป็นแสนๆ บาท (อุ้มได้ยินว่าตอนนี้ที่แคลิฟอร์เนียเริ่มฮิตมาก Catio บางแบบนี่ปาเข้าไปล้านกว่าบาท! จะบ้าเหรอ! สร้างให้แมวเนี่ยนะ)

เยี่ยมชม Catio บริเวณตากอากาศสำหรับสัตว์เลี้ยงในบ้าน ที่ทำให้แมวได้พักผ่อนหย่อนใจอย่างมีความสุข
เยี่ยมชม Catio บริเวณตากอากาศสำหรับสัตว์เลี้ยงในบ้าน ที่ทำให้แมวได้พักผ่อนหย่อนใจอย่างมีความสุข
เยี่ยมชม Catio บริเวณตากอากาศสำหรับสัตว์เลี้ยงในบ้าน ที่ทำให้แมวได้พักผ่อนหย่อนใจอย่างมีความสุข
ภาพ : catiospaces.com

เจ้าของบ้านที่มี Catio พูดตรงกันว่า ตั้งแต่มีระเบียงแมวมา แมวของเขาดูมีความสุขขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แรกๆ อาจจะงงๆ ว่าคืออะไร แต่พอได้รู้ว่าออกมานั่ง มานอนเล่นได้ แมวแทบทุกตัวก็ออกมาอยู่ใน Catio ตลอดเวลาทั้งกลางวันกลางคืน บางตัวชอบแม้กระทั่งไปนั่งตากฝน! ยิ่งมีชั้นสูงๆ ให้นอนตากแดดนอนดูนกนี่ยิ่งถูกใจคุณเหมียว เจ้าของบ้านบางคนทำแบบไม่ได้ติดถาวร ถ้าต้องย้ายบ้านก็ถอดออกไปประกอบที่บ้านใหม่ได้ หรือบางคนกลับบอกว่า พอมี Catio อยู่หลังบ้าน ทำให้มูลค่าบ้านของเขาเพิ่มขึ้นอีก เพราะเจ้าของใหม่ถ้ามีสัตว์เลี้ยงก็ได้ใช้เลย ไม่ต้องเสียเวลาสร้างเอง

อุ้มเองก็ยังเล็งอยู่ว่าถ้าจะสร้างระเบียงแมวจริงๆ จะเอาไปไว้ตรงไหน ที่เป็นไปได้มากที่สุดก็คงเป็นระเบียงหลังบ้าน ยังลองนึกเล่นๆ นะคะ ว่าใครมีตึกแถวมีทาวน์เฮาส์นี่ ตรงระเบียงคงเหมาะที่สุด หรือใครพื้นที่ไม่เยอะ อุ้มชอบแบบที่ยื่นออกมาจากหน้าต่าง ดูสร้างง่ายและไม่เปลืองที่ดี

ภาพ : catiospaces.com
เยี่ยมชม Catio บริเวณตากอากาศสำหรับสัตว์เลี้ยงในบ้าน ที่ทำให้แมวได้พักผ่อนหย่อนใจอย่างมีความสุข
ภาพ : www.thecattopia.com

ตอนนี้ทัวร์ออนไลน์ ก็ยังเข้าไปสมัครได้อยู่นะคะ มีค่าใช้จ่ายแค่ 15 เหรียญฯ เอง ทัวร์ของปีที่แล้วก็มี หรือจะไปซื้อไกด์บุ๊ก ของปีก่อนๆ ก็มีรูปและเรื่องให้อ่าน เล่มละ 5 เหรียญฯ คุ้มมากเลย

เรื่องระเบียงแมวนี่ถือว่าเป็นเรื่องใหม่มากๆ เลยนะคะ แม้แต่ในพอร์ตแลนด์เอง อุ้มเล่าให้ใครฟังว่ากำลังเขียนเรื่อง Catio ทุกคนถามหมดเลยว่าคืออะไร อุ้มเอามาเล่าให้ชาว The Cloud ฟังก่อนใคร เพราะเชื่อว่านี่เป็นสังคมของคนรักแมว (และหมาด้วย) น่าจะเก็ตเรื่องนี้และสร้างตามกันได้ไม่ยาก แอบรู้สึกด้วยว่าเดี๋ยวต้องมีสายคราฟต์ทำ Catio สวยๆ ออกมาให้เห็นในไอจีแน่ๆ

ใครอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม เข้าไปดูวิดีโอสัมภาษณ์เจ้าของ Catio บางส่วนได้ฟรีที่ YouTube Channel ของ Cats Safe at Home ถ้าอยากลองสร้างระเบียงแมวแบบง่ายๆ มีวิดีโอสอนเยอะแยะเลยค่ะ ลองดูตัวอย่างที่นี่ก็ได้ค่ะ

 เถลไถลเล่าโน่นเล่านี่ไปทั่ว แต่สุดท้ายก็อยากสรุปว่า เก็บแมวที่รักไว้บ้าน ปลอดภัยและดีกว่า แล้วถ้าอยากยกระดับ คุณ-ภาพ-ชี-วิต ให้แมวที่รัก ก็มาสร้างระเบียงแมวกันค่ะ เมี้ยว!

เยี่ยมชม Catio บริเวณตากอากาศสำหรับสัตว์เลี้ยงในบ้าน ที่ทำให้แมวได้พักผ่อนหย่อนใจอย่างมีความสุข
ภาพ : www.oregonlive.com

Writer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

คุณ-ภาพ-ชี-วิต

อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอท ชวนคิดอย่างคนพอร์ตแลนด์

ความเดิมจากตอนที่แล้ว

เรื่องอุ้มจับพลัดจับผลูกลายไปเป็นเมกเกอร์ สร้างแบรนด์ตุ้มหูเสร็จสรรพใน 30 วัน

เรื่องนี้มันมีเบื้องหลังค่ะ

คิดว่าแม่บ้านคนหนึ่งดูดฝุ่นอยู่ดี ๆ จะมีนิมิตให้เข้าไปจดทะเบียนบริษัทสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาได้อย่างงั้นเหรอ!

มันต้องมีคนรู้จักทำอะไรแบบนั้นได้มาก่อน ถึงจะพอไปไถ่ถามขอความรู้ แล้วเอามาทำเอง ใช่ไหมคะ

อุ้มเองก็โชคดี มีเพื่อนคนหนึ่งที่มารู้จักที่นี่เมื่อ 6 – 7 ปีก่อน อยู่มาวันหนึ่งเพื่อนก็บอกว่าจะทำเสื้อผ้าเด็กขาย อุ้มก็เลยได้เห็นการสร้างแบรนด์จนมีคนรักทั่วบ้านทั่วเมือง แถมจากเสื้อผ้าเด็ก วันนี้ยังขยับขยายไปมีหน้าร้าน ขายของแต่งบ้านเพิ่มมาอีกด้วย

เพื่อนคนที่ว่านี้ ชื่อ ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ เจ้าของแบรนด์สุดแสนจะน่ารัก ชื่อ ‘Silly Daisy’ ค่ะ

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ

    อุ้มนี่ก็ได้ปุ้มคอยให้คำปรึกษามาไม่รู้กี่รอบ วันนี้เลยไปนั่งคุยกันมายาว ๆ เพราะเชื่อว่าคนที่อยากสร้างแบรนด์ขายของ น่าจะได้ความรู้จากความที่เคยไม่รู้ของเราสองคน มาฟังกันค่ะ

อุ้ม : ทำไมถึงคิดจะทำเสื้อผ้าเด็ก

ปุ้ม : เริ่มจากชอบซื้อผ้า (หัวเราะ) คือซื้อมาเฉย ๆ ด้วยนะ ยังไม่ได้คิดว่าจะทำอะไร แต่ไปร้านผ้าที่นี่แล้วผ้ามันน่ารักมาก ก็เลยซื้อมาเก็บ ๆ เพราะรู้สึกว่ามันเป็นงานศิลปะที่จับต้องได้ แล้วก็ไม่แพงเกินไป จนสามีบอกว่า ถ้าไม่เอาผ้าพวกนี้มาทำอะไร ห้ามซื้อใหม่แล้วนะ (หัวเราะ) ก็เลยคิดว่าจะเอามาตัดเสื้อ

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ

อุ้ม : เย็บผ้าเป็นอยู่แล้วเหรอ

ปุ้ม : ไม่เป๊นนนนน (หัวเราะ) ตอนสมัยมัธยมเคยเย็บอย่างเดียวคือปลอกหมอน แบบที่เย็บตะเข็บตรงปรื๊ดอย่างเดียวยาว ๆ น่ะ แต่ทีนี้เรามีลูกสาว ตอนนั้นยังไม่ 3 ขวบดี (ตอนนี้ 10 ขวบแล้ว) ก็เลยคิดว่าอยากตัดชุดให้ลูก

อุ้ม : เคยใช้แพตเทิร์นตัดเสื้อมาก่อนมั้ย

ปุ้ม : ไม่เคย (หัวเราะ) ทีแรกไปซื้อยี่ห้อพวก Simplicity ที่แบบแม่บ๊านแม่บ้าน แต่โคตรยากเลย เปิดมาแล้วมึน ทำตามไม่ได้ ก็เลยไปหายี่ห้ออื่นที่มันสมัยใหม่หน่อย ทำตามได้ง่าย ๆ อย่างยี่ห้อ Oliver + S

อุ้ม : ทีนี้ได้เลย

ปุ้ม : ก็เป็นชุดแหละ แต่ห้ามเปิดดูข้างในนะจ๊ะ ตะเข็บตะเขิบดูไม่ได้เลย (หัวเราะ) จักรพ้งก็ยังไม่มี แต่ก็ภูมิใจนะ เพราะจากที่ไม่เคยเย็บอะไร ก็บ้าบิ่นตัดชุดเลย แม่เราก็บอกว่า “เธอออ…จะทำชุดแรก เอาผ้าถูก ๆ มาลองตัดก่อน” แต่แบบนั้นมันไม่ได้แรงบันดาลใจ เราก็เอาผ้าสวย ๆ ที่ซื้อมานี่แหละลองทำเลย

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ
Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ

อุ้ม :  แล้วกลายมาเป็นธุรกิจได้ไง

ปุ้ม :  ก็ลูกเราใส่ไปโรงเรียน ใส่ไปโน่นมานี่ แล้วก็มีคนชม เพื่อนแม่ ๆ ด้วยกันก็บอก “ทำขายเลย” เราก็ทำแจกลูกเพื่อนก่อน เพิ่งมาจริง ๆ จัง ๆ ตอนลูกเข้าอนุบาล ประมาณปี 2017 เริ่มขายใน Etsy ส่วนเว็บไซต์เรามีอยู่แล้วชื่อ Silly Daisy นี่แหละ เพราะเราจดทิ้งไว้ตั้งนานแล้ว

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ

อุ้ม : แล้วจดทะเบียนตั้งบริษัทตั้งแต่แรกเลยไหม

ปุ้ม : เปล่า ๆ เพิ่งมาจดตอนต้องซื้อของ Wholesale เพราะตอนเริ่มใหม่ ๆ เรายังไม่ได้ซื้อผ้าเยอะ ก็ไปซื้อตามร้านทั่วไปนี่ล่ะ อย่างแพง ทำตอนแรก ๆ นี่แทบไม่ได้กำไรเลยนะ แพสชันล้วน ๆ (หัวเราะ) แต่ละชุดกว่าจะทำเสร็จก็นานมาก เพราะยังเย็บไม่ค่อยเก่ง จักรอุตสาหกรรมก็ยังไม่ได้ซื้อ ทีนี้พอเริ่มจะซื้อผ้าในราคาขายส่ง ต้องมีบริษัท ก็เลยไปจดทะเบียน

อุ้ม : สักปีสองปีได้มั้ยกว่าจะมาจดทะเบียน

ปุ้ม : ไม่เลย เราเป็นคนทำอะไรเร็ว อยากทำอะไรทำเลย บางทีนะ ไม่คิดด้วยซ้ำ (ยิ้ม) แต่เป็นความโชคดีหรือเปล่าไม่รู้ จังหวะมันได้ เพราะในพอร์ตแลนด์ไม่ค่อยมีคนทำของเด็ก เวลาไปออกงาน เราก็จะเด่นขึ้นมา คู่แข่งก็ไม่เยอะ

อุ้ม : จากที่ลองทำดู กลายเป็นจริงจัง ออกงานแฟร์อะไรแบบนี้ ใช้เวลานานแค่ไหน

ปุ้ม : ปีเดียว ไปออกงานเลย แต่ก็ต้องมีเว็บไซต์กับโซเชียลมีเดียที่โอเคนะ เพราะคนจัดงานเขาไม่มีเวลามาศึกษาแบรนด์เราหรอก เขาก็ดูจากไอจี

อุ้ม : แล้วตอนเริ่มใหม่ ๆ ยังไม่มีคนฟอลโลว์ ทำยังไง โพสไปเยอะ ๆ งี้เหรอ

ปุ้ม : เราต้องไปฟอลโลว์ชาวบ้านชาวเมืองเขาก่อน คนที่ขายของคล้าย ๆ ของเรา แล้วไปคอมเมนต์ เพื่อเขาจะได้เห็นเรา ซึ่ง… ใครจะมีเวลาวะ (หัวเราะ) ของก็ต้องทำ เพราะฉะนั้นโซเชียลมีเดียเรานี่ค่อย ๆ  โตมาก ๆ

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ
Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ

อุ้ม : แล้วคนรู้จักแบรนด์ Silly Daisy ได้ยังไง

ปุ้ม : ปีแรก ๆ เราไปออกงานเยอะมากกกกก มีปีหนึ่งช่วงคริสต์มาสไปออก 7 – 8 งานน่ะ เหนื่อยม้ากกกก (หัวเราะ) ไปจนแบบว่า “ฉันทำอย่างนี้ไม่ได้อีกแล้ว สังขารไม่ได้อย่างแรง” แต่มันก็ Pay Off นะ คือเราต้องไปให้คนเห็น แล้วเราขายของเด็ก ตลาดเราคือพ่อแม่ปู่ย่าตายาย เราก็จะไปออกงานตามโรงเรียน แต่ก็เลือกโรงเรียนที่มีกำลังซื้อ แล้วก็ขี้เกียจด้วยนะ ไปแต่แถว ๆ นี้ (หัวเราะ)

อุ้ม : อ้าว แต่ก็เป็นขี้เกียจที่มีเหตุผลนะ เพราะเรารู้ว่าคนแถวนี้มีพฤติกรรมการซื้อของยังไง

ปุ้ม : ความโชคดีอีกอย่างคือ คนพอร์ตแลนด์เขาจะไม่มาคิดยุบยิบว่า อุ๊ย แพงจังโน่นนี่ เพราะเขารู้ว่าเป็นของทำมือ ก็ช่วยกันซื้อ

อุ้ม : แล้วตั้งราคายังไง

ปุ้ม : แรก ๆ เราคิดจากความสามารถในการซื้อของตัวเราเอง แต่ลืมไปว่ามันมีคนอื่นที่จ่ายได้แพงกว่านี้เว้ย (หัวเราะ) ตอนแรกเพื่อนที่เป็น Maker ด้วยกันมาเห็นราคาเราแล้วบอกว่า “ไม่ได้นะ เธอต้องตั้งแพงกว่านี้” แล้วพอทำไปเรื่อย ๆ เราก็เห็นว่ามันไม่คุ้มจริง ๆ ก็เลยต้องขึ้นราคา แต่ก็ยัง 59 – 69 เหรียญนะ เพราะนี่มันพอร์ตแลนด์ ไม่ใช่แอลเอ นิวยอร์ก ตั้งราคาชุดเด็กสูงกว่านี้คนก็จะว่าแพงไป จะตั้ง 120 เหรียญไปเลยก็ได้นะ แต่จะไปขายที่ไหน คือเราต้องรู้ว่าตลาดของเราอยู่ที่ไหน แล้วเราต้องเอาแบรนด์เราไปให้ถึงตรงนั้น

อุ้ม : มีช่วงหนึ่งที่จ้างคนมาทำไอจีด้วยนี่

ปุ้ม : ช่วงนั้นอยากให้มีคนฟอลโลว์มากขึ้น ก็เลยตัดสินใจจ้างคนมาทำ เขาก็ช่วยตรงมาดูโทนสี มาสอนใช้แอปฯ ที่ตั้งเวลาให้โพสต์ มีตารางการโพสต์มากขึ้น แต่สุดท้ายก็อยู่ที่เราเองอยู่ดี ตอนนี้เราก็ไม่ได้ใช้เขาแล้ว

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ
ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน

อุ้ม : ตอนนี้ก็ค่อนข้าง Active นะ

ปุ้ม : ใช่ โพสต์ทุกวัน เพราะเราสังเกตได้เลยว่าถ้าโพสต์ทุกวัน มันจะมีคน Engage มากกว่า จริง ๆ อยากจะจ้างคนทำนะ ก็ไม่มีเงินจ้าง (หัวเราะ)

อุ้ม : เป็นความข้นแค้นของคนทำธุรกิจเล็ก ๆ เนอะ จะโตก็ก้ำ ๆ กึ่ง ๆ จะจ้างคนก็ไม่ได้เพราะเดี๋ยวต้นทุนสินค้าสูงเกินแต่ขึ้นราคามากไม่ได้ สุดท้ายเลยต้องทำทุกอย่างเองหมด

ปุ้ม :  ใช่

อุ้ม : ตอนนี้ปุ้มขาย 3 ช่องทางเนอะ ขายส่ง ขายทางเว็บ แล้วก็มีหน้าร้านด้วย แบบไหนดียังไง

ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน

ปุ้ม :  เวลาขายส่ง เราไม่ขายชุด เพราะใช้เวลานาน ไม่คุ้ม เราก็จะขายพวกชิ้นเล็ก ๆ ทำเร็ว ๆ อย่าง Bib (ผ้าซับน้ำลายเด็ก) สั่งมา 70 อันเราทำแป๊บเดียวเสร็จ แล้วเราทำให้แค่เจ้าเดียว คือ Tender Loving Empire เพราะเขามี 8 สาขาทั่วพอร์ตแลนด์ มีร้านในสนามบินด้วย มันก็ช่วยทำให้คนรู้จักแบรนด์เรามากขึ้น อีกอย่างคือได้เงินก้อน ได้มาก็เอาไปซื้อผ้า (หัวเราะ)

อุ้ม : ธุรกิจคุณนายเนอะ

ปุ้ม : (หัวเราะ) ก็ถือว่าโชคดีนะ ที่ทำโดยไม่มีความกดดัน เพราะสามีเป็นรายได้หลักของครอบครัวอยู่แล้ว ของเรานี่เป็นแค่รายได้เสริมกะจุ๊งกะจิ๊ง เอาไว้ช้อปปิ้งไม่ต้องขอเงินสามี

อุ้ม : แต่มันก็เป็นสิ่งที่เราชอบ อยากทำ ทำแล้วรู้สึกมีคุณค่ากับตัวเอง

ปุ้ม : ใช่ แต่จะหวังว่าให้สามีเลิกงานแล้วเราทำคนเดียว ก็จะไม่พอกินนะจ๊ะ (หัวเราะ) ขนาดมีคนหนึ่ง ชื่อลินด์ซีย์ ฟอกซ์ เขาเป็นศิลปินพอร์ตแลนด์ที่มีคนฟอลโลว์เยอะมาก รูปหนึ่งขายหกเจ็ดร้อยเหรียญเลยนะ เขาเอางานมาขายที่ร้านเรา เราก็แซวเล่นว่า โห แบบนี้ลาออกจากงานประจำมาทำแต่วาดรูปขายได้แล้วมั้งเนี่ย เขาตอบมาว่าไม่ได้ เพราะเขาเป็นคนจ่ายประกันสุขภาพ เอาเงินใส่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพต่าง ๆ ให้ครอบครัว เพราะฉะนั้นเขายังต้องทำงานประจำ เพราะเป็น Maker ที่อเมริกา มันยากตรงไม่มี Benefit นี่แหละ หรืออย่างที่ร้านเรา มี Maker 9 คน มีแค่คนเดียวที่เป็น Breadwinner

อุ้ม : ที่เหลือสามีเลี้ยงหมด

ปุ้ม : (หัวเราะ)

ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน
ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน

อุ้ม : มีหน้าร้านนี่ดียังไง

ปุ้ม : ดีเรื่องรายได้ เพราะเงินที่ขายได้ในแต่ละเดือนนี่มาจากหน้าร้านเยอะมาก ยอดขายจากเว็บไซต์คือขำ ๆ ไปเลยอะ นี่เป็นอีกสาเหตุที่เราไม่ต้องไปจ้างคนมาทำไอจี เพราะเรามีหน้าร้านไง คนเดินมาหาเรา ไม่ใช่เราต้องพยายามออกไปในสื่อ ที่น่ารักอีกอย่างคือคนพอร์ตแลนด์เนี่ย พอเห็นของที่ร้านเรา แทนที่จะไปซื้อกับเว็บไซต์คนที่ทำของนั้นโดยตรง เขาก็จะซื้อกับเรา ถึงจะแพงกว่าด้วยนะ เพราะเขาอยากสนับสนุนธุรกิจเล็ก ๆ

อุ้ม : แล้วทำไมตอนนั้นถึงเพิ่มของใช้ในบ้านเข้ามา ไม่ได้มีแต่เสื้อผ้าเด็ก

ปุ้ม : ความชอบส่วนตัวล้วน ๆ อีกเหมือนกัน เราเป็นคนชอบของกระจุกกระจิก แต่มีประโยชน์ ใช้งานได้ อีกอย่างคือลำดับความสำคัญในชีวิตมันเปลี่ยนไปด้วยเนอะ แต่ก่อนไม่มีลูก ไม่มีครอบครัว ก็ชอบแต่งตัว แต่พอเป็น Homemaker ก็ชอบทำบ้านให้น่าอยู่ พอจะมีหน้าร้าน เราเลยเพิ่มของใช้เข้ามาด้วย คนจะได้มีอะไรให้เลือกมากขึ้น แรก ๆ ก็เน้นพวกผ้าก่อน อย่างผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดจาน เพราะว่ามันเบา ส่งง่าย

อุ้ : เลือกของเข้าร้านยังไง

ปุ้ม : ส่วนใหญ่เราซื้อจากธุรกิจเล็ก ๆ หรือ Maker รายย่อยคนอื่น เพราะยอดสั่งขั้นต่ำไม่สูงมาก เราจะได้ไม่ต้องมีสต็อกเยอะ เพราะถ้าเราซื้อของจากแบรนด์ใหญ่ ๆ ต้องสั่งอย่างน้อย 500-1,000 เหรียญ เราไม่ได้มีเงินทุนเยอะขนาดนั้น เป็นร้านเล็ก ๆ ไม่ควรสต็อกของเยอะด้วย เงินจะไปจม และอีกอย่างแบรนด์ที่เราเลือกมาที่ร้าน เราเน้น Small Makers ที่เป็น Women-Owned ซึ่งผลิตในอเมริกา หรือถ้าไม่ได้ทำที่นี่ ก็เน้นเป็น Fair Trade ทำธุรกิจโดยไม่กดขี่และจ่ายค่าแรงลูกจ้างแบบเป็นธรรม

อุ้ม : ในปีหนึ่งนี่ช่วงไหนขายดี ช่วงไหนเป็น Low Season

ปุ้ม : เดือนมกราฯ ถึงมีนาฯ นี่จะเงียบมากเลย เพราะคนเพิ่งซื้อของหนัก ๆ ไปช่วงคริสต์มาสปีใหม่ แต่พอหลังมีนาฯ คนได้เงินคืนภาษี ก็เริ่มมีกำลังซื้อมากหน่อย พอพฤษภาฯ มีวันแม่ ก็จะเริ่มคึกคัก เข้าซัมเมอร์ช่วงมิถุนาฯ เป็นต้นไป ก็จะเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ ไปจนถึงตุลาฯ พฤศจิกาฯ มี Thanksgiving มีคริสต์มาส ช่วงนั้นก็จะขายกระหน่ำเลย อีกอย่างที่นี่มันมีฤดูกาลชัดเจนเนอะ แต่ละหน้าก็จัดบ้านเปลี่ยนไป Spring, Summer, Fall นี่ไม่เหมือนกัน พอฤดูเปลี่ยน คนก็จะจัดบ้าน แต่งบ้านใหม่

อุ้ม : มีของที่ซื้อมาแล้วไม่โดน ขายไม่ได้ไรงี้ไหม

ปุ้ม : มี๊! (ยิ้ม)

อุ้ม : แล้วทำไง

ปุ้ม : ถ้าอันไหนขายไม่ได้จริง ๆ คิดว่าจะไม่สั่งมาอีกแล้ว หมดแล้วหมดเลย เราก็เอาออกไปตั้งโต๊ะลดราคาหน้าร้านเลย แล้วระหว่างปีก็มีลดราคา แต่ไม่เยอะนะ 2-3 ครั้งเอง

อุ้ม : การลดราคานี่เป็นการทำร้ายแบรนด์มั้ย แบบคนไม่ยอมซื้อเต็มราคา เพราะรอให้เอามาลด

ปุ้ม : ไม่นะ เพราะเราไม่ได้ลดบ่อย แล้วอันที่ลดจริง ๆ นี่คือของที่ไม่ได้ขายดี คนไม่ได้ซื้อเยอะ ๆ อยู่แล้ว

อุ้ม : แล้วช่วงโควิดหนัก ๆ นี่ผ่านมาได้ยังไง

ปุ้ม : เราปิดร้านไป 3 เดือนเลยนะ คนก็ยังสั่งทางเว็บไซต์ ขอให้ไปส่งที่หน้าบ้าน น่ารักมาก พอเรากลับมาเปิดร้าน ก็ต้องจำกัดจำนวนคนเข้าใช่มั้ย ตอนคริสต์มาสนะ น้ำตาแทบไหล คนมายืนต่อคิวกันหน้าร้านยาวเหยียดเลย

อุ้ม : ร้านนี่ทำมากี่ปีแล้วนะ

ปุ้ม : 4 ปีแล้ว

อุ้ม : ไปเจอร้าน plural กับหุ้นส่วนทั้งหมดได้ไง เราว่าโมเดลของปุ้มดีมากเลย (คือทุกคนเป็น Maker แล้วแชร์พื้นที่ขายของ กับแบ่งเวรมาทำงาน ต้นทุนค่าเช่าก็เลยถูกกว่า แล้วไม่ต้องเสียค่าจ้างเด็กมาเฝ้าร้านด้วย)

ปุ้ม : เจ๋อ… ชอบเดิน (หัวเราะ) ก็เดินเล่นแถวบ้าน เห็นร้านนี้เป็น Maker’s Space ก็เข้าไปคุยกับเขาว่าถ้ามีสเปซว่างอย่าลืมบอกนะ! วันหนึ่งก็ว่างจริง ๆ พอเขาโทรมาถาม เราบอกเลย เอา! เซ็นสัญญาเลย ยังไม่ได้ปรึกษาสามีด้วย (หัวเราะ) ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในปีแรกที่เริ่มทำแบรนด์ ดวงมาก

ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน
ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน
ภาพ : instagram.com/pluralcollectivepdx

อุ้ม : เคยทำร้านมาก่อนมั้ย

ปุ้ม : เคยไปทำซูเปอร์มาร์เก็ตสมัยอยู่อังกฤษ เกี่ยวมั้ย (หัวเราะ) แต่เรามีความเป็นแม่ค้านะ สมัยก่อนพ่อแม่เรามีสวนแถวรังสิต ที่บ้านมีอพาร์ตเมนต์ให้เช่า อีนี่ก็ใส่ชุดนักศึกษามานั่งขายมะม่วงใต้ตึก (หัวเราะ) แม่ก็ให้คนงานไปเก็บมะม่วงมาให้ขาย ชอบขายของ สนุกดี เราว่าเรากับอุ้มเหมือนกัน คือดวงไม่ได้เป็นคุณนาย (หัวเราะ) ชอบหาอะไรทำ จะมานั่งกระดิกตรีนไม่ได้นะ เบื่อ (หัวเราะ)

อุ้ม : อีกอย่างก็คือ ทัศนคติแบบ ไม่เคยทำก็ไม่เป็นไร ทำไปแล้วเดี๋ยวก็รู้เอง แต่ก็ไม่ใช่มาแบบเอ๋อไม่รู้อะไรเลยอีกเหมือนกันเนอะ มันต้องมีประสบการณ์สั่งสมมาประมาณนึงด้วย

ปุ้ม : แล้วก็ต้องมีรสนิยมที่ดีด้วยนะเราว่า อีกอย่างคืออย่าไปทำอะไรที่เป็นเทรนด์ ไม่ใช่อุ๊ยปีนี้สไตล์นี้มาแรง ก็ทำใหญ่เลย อ้าวแล้วปีหน้ามันไปแล้วทำไงล่ะ ของเต็มร้าน

อุ้ม : ถามอีกเรื่อง การไปออกบูทตามงาน มีอะไรแนะนำบ้าง

ปุ้ม : แรก ๆ ก็ทำไม่เป็นเหมือนกัน จะวางยังไงดีวะ แรก ๆ สะเปะสะปะมากเลย โรงลิเกมาเลยทีเดียว (หัวเราะ) เราว่ามันต้องไปเดินแล้วก็ดูว่าชาวบ้านชาวเมืองเขาทำยังไงกัน ตอนแรกที่ไปออกบูท เดินไปเห็นป้ายร้านของคนอื่น กลับมารีบพับของตัวเองเก็บเลย (หัวเราะ) แรก ๆ มันก็จะเด๋อ ๆ หน่อย เสื้อผ้าเต็มไปหมด มีกี่ลายโชว์มันหมดเลย แต่พอย้อนกลับมาดูตอนนี้นะ เราว่าเสื้อผ้าเราลายมันเยอะอยู่แล้ว ยิ่งเอามาแขวนเยอะ ๆ มันยิ่งทำให้คนตาลาย เลือกไม่ถูก ตอนนี้เราเลยเลือกเอาไม่กี่แบบ เพราะตอนนี้เริ่มรู้แล้วว่าสีไหนแบบไหนจะขายดีกว่า แต่มันก็ต้องลองไปก่อนแหละถึงจะรู้

ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน
ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน

อุ้ม : ทำแบรนด์มา 5 ปีแล้ว ตอนนี้รู้สึกยังไงบ้าง

ปุ้ม : รู้สึกว่ามันเป็นอาชีพ สมัยทำแรก ๆ เรายังมีความแบบ ต้องไปหาอะไรอย่างอื่นทำ อันนี้จะมาเป็นงานหลักคงไม่รอด เพราะรายได้ไม่มากเท่าไหร่ แต่ตอนนี้รู้สึกว่ามั่นคงพอจะเรียกว่าเป็นอาชีพได้แล้ว เพราะมีอะไรทำทุกวันเลย ไม่มีวันไหนว่าง เข้าร้านอาทิตย์ละ 2 วัน ที่เหลืออีก 3 วันก็ต้องทำของ ค่าตอบแทนก็โอเคพอใจแล้ว ถึงแม้ไปทำอย่างอื่นคงได้มากกว่านี้

อุ้ม : สมคิดนะ ชอบมาบอกว่า ถ้ายูอยากทำงานจริง ๆ ยูเรียนโฆษณามา ยูไปสมัครงานเอเจนซี่ ไปทำบริษัทสิ

ปุ้ม : เหมือนแมท (สามี) เลยยยยย! อิปั๋วนี่ไม่เข้าใจ

อุ้ม : ก็นั่นน่ะสิ เรียนจบมา 30 ปีที่แล้ว ไม่ได้ทำงานมา 10 ปี อยู่ดี ๆ จะให้เดินเข้าไปสมัครงานเอเจนซี่ ใครเขาจะรับ! เขามีตัวเลือกเยอะแยะ

ปุ้ม : อีกอย่างนะ ถ้าเราออกไปทำงาน 9 – 5 ต้องหย่าผัว ต้องตีกันตาย บ้านแตกแน่นอน แค่เราไปร้าน กลับมาชามเต็มอ่างไม่มีคนล้าง เรายังโกรธเลย

อุ้ม : แล้วใครจะสแตนด์บาย สมมติลูกล้มหัวฟาด ที่โรงเรียนโทรมาตามตอนเที่ยงเงี้ย (เรื่องจริง เคยโดนมาแล้ว) สรุปว่าทำธุรกิจเล็ก ๆ แบบนี้แหละเนอะ ก็เหมาะกับแม่บ้านที่มีความคิดสร้างสรรค์และมีฝีมือ

ปุ้ม : และมีสามีเลี้ยง (หัวเราะ)

ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน

จบการคุยกับเพื่อนสาวคนเก่งแต่เพียงเท่านั้น

มีสาระและเป็นวิชาการสูงมากจนคนฟังส่ายหัว (ฮ่า ๆ) แต่อยากบอกว่า แบรนด์ใหญ่ ๆ ดัง ๆ ของพอร์ตแลนด์ที่อุ้มเคยไปสัมภาษณ์มา ก็เริ่มจากเล็ก ๆ ทำในครัวในห้องนอนที่บ้านกันทั้งนั้นแหละค่ะ แต่ที่ประสบความสำเร็จกันก็เพราะทุกคนทำของที่รัก ทำด้วยใจ และของเขาดีจริง

ที่สำคัญ คือต้องมีก้าวแรก เหมือนอย่างที่ Marquise du Deffand บอกไว้ว่า “The distance doesn’t matter; it is only the first step that is the most difficult.”

อุ้มกับปุ้มผ่านก้าวแรกกันมาแล้ว หาทางที่คิดว่าจะเดิน แล้วก้าวตามกันมานะคะ

ภาพ : www.instagram.com/sillydaisy

Writer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load