“ไปอัมพวาแล้วอย่าลืมแวะบางนกแขวกด้วยนะ” เพื่อนคริสตังคนหนึ่งของเราทัก 

“มีอะไรบางนกแขวก” (ถ้าอ่านแบบสำเนียงบางช้าง จะออกเสียงเป็น นกแฝก) 

“ก็มีอาสนวิหารแม่พระบังเกิดไง”

เรานั่งทบทวนไปมา ตั้งแต่อัมพวาค่อยๆ ขยายตัวกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ พื้นที่โดยรอบก็เริ่มพัฒนาและยึดโยงตัวเองเข้ากับการท่องเที่ยวกระแสหลัก จากอัมพวาไปแค่ 8 กิโลเมตร ในอำเภอบางคนที มีโบสถ์คริสต์ที่สวยสุดๆ แห่งหนึ่งที่ใครต่อใครต้องแวะมาถ่ายภาพ นั่นคือ ‘อาสนวิหารแม่พระบังเกิด บางนกแขวก อาสนวิหารประจำสังฆมณฑลราชบุรี’ (สมัยก่อนโบสถ์อยู่ในเขตจังหวัดราชบุรีที่พื้นที่ติดกับจังหวัดสมุทรสงคราม) แต่เมื่อเราลองค้นๆ ดูแล้ว ข้อมูลศาสนสถานแห่งนี้ในอินเทอร์เน็ตค่อนข้างน้อย ทำให้หลายๆ คนแม้จะอยากเรียนรู้เรื่องราวของโบสถ์คริสต์ แต่ก็ทำได้แค่ถ่ายภาพข้างหน้าข้างในเท่านั้น 

แกะรอยสถาปัตยกรรมอาสนวิหารแม่พระบังเกิด บางนกแขวก นีโอโกธิกกลางสวนผลไม้
ด้านหน้าโบสถ์ ประติมากรรมตรงกลางคือรูปนักบุญอันนา มารดาของพระนางมารีย์กำลังโอบแม่พระในวัยเด็ก ส่วนนักบุญที่อยู่ด้านบนสุด 2 คือ นักบุญเปโตรและเปาโล ผู้เป็นเสาหลักของพระศาสนจักร 
แกะรอยสถาปัตยกรรมอาสนวิหารแม่พระบังเกิด บางนกแขวก นีโอโกธิกกลางสวนผลไม้
ภาพด้านหน้าของโบสถ์มีอักษรจีนแปลว่า บ้านของพระเจ้า หรือโบสถ์ เนื่องจากชุมชนคาทอลิกแห่งนี้มีเชื้อสายจีนเป็นส่วนใหญ่ 
แกะรอยสถาปัตยกรรมอาสนวิหารแม่พระบังเกิด บางนกแขวก นีโอโกธิกกลางสวนผลไม้
รูปนักบุญอันนา ผู้เป็นมารดาของพระนางมารีย์ กำลังสอนให้บุตรสาวอ่านพระคัมภีร์ 

ทำเลแสนคลาสสิก

บรรดาบาทหลวงฝรั่งเศสสมัยโบราณมีแนวคิดก้าวหน้า มักหาที่ดินตั้งโบสถ์ในพื้นที่ที่ต่อไปความเจริญจะตามมา ดังนั้น ที่ตั้งของอาสนวิหารแห่งนี้อยู่ที่ปากคลองดำเนินสะดวก อันขุดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 พอดี คลองดำเนินฯ นั้นขุดคู่กับคลองภาษีเจริญเป็นสร้อยนามคล้องจองกัน เป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำที่เชื่อมต่อระหว่างแม่น้ำแม่กลอง-แม่น้ำท่าจีน เข้าด้วยกัน และเมื่อทางราชการขุดเสร็จแล้วก็อนุญาตให้ชาวบ้านเข้าจับจองพื้นที่ทำนาทำสวน ดังนั้นถ้าใครนึกครึ้มขับรถเข้าไปตามแนวคลอง จะพบว่าเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เป็นชุมชนชาวสวน และที่สำคัญเป็นชุมชนชาวจีน ดังปรากฏศาลเจ้าประจำชุมชนริมคลองมากมาย 

ขณะที่ชุมชนชาวไทยจะตั้งมั่นอยู่ริมแม่น้ำแม่กลอง ซึ่งเป็นสายน้ำโบราณ ชาวจีนที่มาทีหลังเมื่อต้องการที่ดินทำกินจึงจับจองพื้นที่บริเวณคลองขุดใหม่แทน แน่นอนว่า คริสต์ชนในชุมชนบางนกแขวกส่วนมากก็เป็นคนไทยเชื้อสายจีนทั้งนั้น การตั้งโบสถ์บริเวณปากคลองติดริมแม่น้ำแม่กลอง จึงแสดงถึงวิสัยทัศน์ที่เล็งเห็นว่าต่อไปพื้นที่บริเวณนี้จะถูกพัฒนานั่นเอง 

ชุมชนคาทอลิกในเรือกสวนแห่งนี้จึงค่อยๆ ก่อกำเนิดขึ้นพร้อมกับลำคลองแห่งใหม่ โดยมี คุณพ่อเปาโล ซัลมอน ได้รวบรวมชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในสวนลึกให้มาตั้งชุมชนริมแม่น้ำแม่กลอง (ดังนั้นหากลองสังเกตดู จะพบว่าในเรือกสวนแถบอัมพวา-บางช้าง ยังมีโบสถ์คาทอลิกเล็กๆ แฝงตัวอยู่ในร่มสวนมะพร้าว) และลงมือก่อร่างสร้างโบสถ์ใหม่ในสไตล์ฟื้นฟูโกธิก (Gothic Revival) ขึ้นใน พ.ศ. 2433 (ช่วงรัชกาลที่ 5) 

โบสถ์หลังนี้ใช้เวลากว่า 6 ปีจึงสร้างสำเร็จ หลังจากผ่านอุปสรรคมากมาย ทั้งดินที่เป็นเลนอ่อนริมแม่น้ำทำให้ผนังของโบสถ์ทรุดตัวลง หรือการขาดแคลนทุนทรัพย์ ความห่างไกลจากเมืองหลวงทำให้ขนส่งวัสดุก่อสร้างได้ยากลำบาก แต่เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็กลายเป็นแลนด์มาร์กขนาดใหญ่ริมแม่น้ำแม่กลอง และในเวลาต่อมาเมื่อโบสถ์พระหฤทัย ในอำเภอวัดเพลง จังหวัดราชบุรี ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลกันนักเริ่มก่อสร้าง ก็ได้ใช้รูปแบบสถาปัตยกรรมแบบฟื้นฟูโกธิกในรูปแบบที่สอดคล้องกับโบสถ์แห่งนี้ด้วย 

แกะรอยสถาปัตยกรรมอาสนวิหารแม่พระบังเกิด บางนกแขวก นีโอโกธิกกลางสวนผลไม้
อนุสาวรีย์คุณพ่อเป่า หรือเปาโล ซัลมอน ภายในบริเวณโบสถ์ ผู้สร้างอาสนวิหารแม่พระบังเกิด บางนกแขวก 

ตำนานแม่พระบังเกิด ต้นกำเนิดนามอาสนวิหาร 

บางคนอาจจะสงสัยว่านามของโบสถ์คือ ‘แม่พระบังเกิด’ คืออะไร มีในพระคัมภีร์ไบเบิลด้วยหรือ เพราะที่เราทราบกัน พระธรรมใหม่นั้นเริ่มต้นตั้งแต่พระเยซูคริสต์ประสูติ แน่นอนว่าเรื่องราวการบังเกิดของแม่พระไม่ได้ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิล แต่ชาวคาทอลิก (รวมทั้งชาวออร์โธดอกซ์) ถือว่าเรื่องราวนี้เป็นธรรมประเพณี (Tradition) ที่สืบทอดกันมายาวนาน และมีระบุลงไปในปฏิทินพิธีกรรมว่ามีวันฉลองการบังเกิดของแม่พระด้วย (ตรงกับวันที่ 8 กันยายนของทุกปี) 

จากหลักฐานทางเอกสาร เราพบว่าเรื่องราวของแม่พระบังเกิดปรากฏในคัมภีร์นอกสารบบ ชื่อ Protoevangelium of James ซึ่งถือเป็นหนังสืออ่านเสริมศรัทธาที่แต่งตั้งแต่ศตวรรษที่ 2 ทีเดียว โดยเรื่องราวการประสูติของแม่พระมีเนื้อความว่า 

 บิดามารดาของพระนางมารีย์คือนักบุญอันนากับนักบุญโจอาคิม เป็นผู้มีคุณธรรมและศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้า ท่านทั้งสองแต่งงานกันมานานจนชรามากแล้ว อันนาก็ไม่มีบุตรเสียที ในสมัยนั้น ตามธรรมเนียมยิวถือกันว่า ผู้ที่ไม่มีบุตรนั้น เป็นผู้ที่พระเป็นเจ้าทรงละทิ้งไม่โปรดปราน แม้ว่าทั้งสองจะร่ำรวยด้วยฝูงสัตว์และบ่าวไพร่จำนวนมากก็ตาม 

วันหนึ่ง โจอาคิมเข้าไปถวายเครื่องบูชาต่อพระเป็นเจ้าในพระวิหารที่กรุงเยรูซาเล็ม แต่ถูกบรรดานักบวชห้ามมิให้ถวายเครื่องบูชา เพราะถือว่าการที่ท่านไม่มีบุตร จึงทำให้มีมลทินหรือพระเจ้าทรงสาปแช่ง โจอาคิมเสียใจมาก จึงมิได้กลับบ้าน แต่กลับไปเฝ้าฝูงสัตว์ในทุ่งหญ้า ฝ่ายอันนาไม่เห็นสามีกลับมาก็เฝ้าคอยอยู่ ขณะที่นางกำลังรอคอยนั้น ก็ถูกคนรับใช้หญิงเย้ยหยันทับถมในเรื่องที่ไม่มีทายาทอีกด้วย นางจึงก้มหน้าลงร้องไห้ และเมื่อเห็นรังนกบนกิ่งต้นรอเรลก็ยิ่งเสียใจหนัก เพราะคิดว่าพระเป็นเจ้ายังอนุญาตให้นกกระจอกตัวเล็กๆ มีลูกหลานได้ เหตุใดจึงทอดทิ้งนางเสีย 

ทันใดนั้น ทูตสวรรค์องค์หนึ่งก็ปรากฏต่อหน้านางกล่าวว่า “อันนา อย่ากลัวเลย ท่านจะให้กำเนิดบุตรีผู้หนึ่งที่จะเป็นมารดาของพระผู้ไถ่ ดูเถิด สามีของเธอก็ได้รับแจ้งข่าวอันน่ายินดีนี้เช่นกัน เขากำลังกลับมาบ้าน จงลุกขึ้นไปพบเขาที่ประตูเมืองเถิด” 

อันนาได้ยินเช่นนั้นก็ยินดี เธอรีบวิ่งออกจากบ้านไปยัง ‘ประตูทอง’ อันเป็นประตูเมืองของเยรูซาเล็ม เธอได้พบสามีที่นั่นและสวมกอดกันด้วยความยินดี และปีถัดมาเธอก็ให้กำเนิดพระนางมารีย์ ซึ่งเธอได้ให้สัญญากับพระเป็นเจ้าไว้ว่าจะถวายนางให้รับใช้พระเจ้าในพระวิหารจนตลอดชีวิต 

แกะรอยสถาปัตยกรรมอาสนวิหารแม่พระบังเกิด บางนกแขวก นีโอโกธิกกลางสวนผลไม้
ภาพไอคอนแสดงการบังเกิดของพระนางมารีย์ 
ภาพ : tomperna.org/2012/09/08/the-nativity-of-the-blessed-virgin-mary/

เรื่องราวการบังเกิดของพระนางมารีย์แสดงออกเป็นภาพกระจกสีตรงกลางของโบสถ์ ในภาพเป็นรูปนักบุญอันนากับโยอาคิมกำลังอุ้มแม่พระ มีเทวดาบินอยู่รอบๆ ถือแผ่นป้ายมีข้อความว่า “พระนางพรหมจารีคือแสงทองอรุโณทัย” เป็นการเปรียบเทียบว่าการบังเกิดของพระนางเป็นเสมือนเวลาเช้าของพันธสัญญาใหม่ หรือห้วงเวลาที่พระคริสต์กำลังจะเสด็จลงมาบังเกิดเป็นมนุษย์ 

แกะรอยสถาปัตยกรรมอาสนวิหารแม่พระบังเกิด บางนกแขวก นีโอโกธิกกลางสวนผลไม้
กระจกสีแสดงภาพนักบุญอันนามีสีหน้าทุกข์ใจ กำลังถือรังนกอยู่ แสดงเหตุการณ์ที่ท่านมองเห็นรังนกกระจอกบนต้นไม้แล้วน้อยใจว่าพระเป็นเจ้ายังอวยพรให้นกกระจอกมีลูกหลานสืบเผ่าพันธุ์ แต่ตัวนางกลับไร้ทายาท ซึ่งทันใดทูตสวรรค์ของพระเจ้าก็ปรากฏมาแจ้งว่าเธอจะตั้งครรภ์พระนางมารีย์ ผู้เป็นมารดาของพระแมสซียาห์ (กระจกสีจากวัดอัครเทวดามีคาแอล ดอนกระเบื้อง) 

ศิลปกรรมในวัดบางนกแขวก 

สองแถวคันหนึ่งบอกให้เราลง ถึงแล้ววัดบางนกแขวก เราแลเห็นยอดแหลมของอาคารแบบนีโอโกธิกโผล่ขึ้นมาท่ามกลางแมกไม้สีเขียวแบบเมืองร้อน นีโอโกธิก (Neo Gothic) ในสวนผลไม้นี่นะ เป็นทิวทัศน์ที่ออกจะแปลกตาพอสมควรทีเดียว ตัวอาคารหันลงสู่แม่น้ำแม่กลอง ที่ผนังด้านหน้าตกแต่งด้วยสีฟ้าอันเป็นสีประจำของแม่พระ และสัญลักษณ์ต่างๆ เช่น รูปสมอ อันหมายถึงศรัทธา เพราะสมอใช้ถ่วงเรือไว้มิให้ลอยออกไปตามกระแสน้ำ รูปดอกลิลลี่ อันเป็นดอกไม้ประจำตัวของแม่พระสื่อถึงพรหมจรรย์และความบริสุทธิ์ โดยเฉพาะลิลลี่สีขาว เพราะข้างในของดอกไม้นั้นมีเกสรสีทอง อันหมายถึงพระคริสต์ที่เคยประทับอยู่ในครรภ์ของพระมารดานั่นเอง 

หากไล่ดูเรื่อยๆ จะเห็นสัญลักษณ์รูปไตรมงกุฎเขียนว่าสมณสมัยของพระสันตะปาปาลีโอที่ 10 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เริ่มสร้างโบสถ์แห่งนี้ ที่ประตูโบสถ์ยังมีงานศิลปะแปลกตาอยู่ เป็นแผ่นโลหะดุนรูปเรื่องราวในพระคัมภีร์ ตั้งแต่พระเจ้าสร้างโลกจนวันพิพากษาครั้งสุดท้าย ติดอยู่ที่บานประตูทั้งสามด้วย 

เราก้าวเข้ามาในมุขหน้าหรือ Narthex ตรงกับหอระฆังกลาง มีสายเชือกสำหรับย่ำระฆังด้วย แต่ห้ามดึงเล่นนะ ปัจจุบันหลายๆ โบสถ์ก็ไม่ค่อยใช้ระฆังสดกันนัก มักจะเปิดเทปแทนจึงฟังแห้งๆ เพราะกี่ครั้งก็ทำนองเดียวกันไปหมด 

แกะรอยสถาปัตยกรรมอาสนวิหารแม่พระบังเกิด บางนกแขวก นีโอโกธิกกลางสวนผลไม้
แกะรอยสถาปัตยกรรมอาสนวิหารแม่พระบังเกิด บางนกแขวก นีโอโกธิกกลางสวนผลไม้
ภายในอาสนวิหาร พระรูปตรงกลางเป็นรูปแม่พระมหาชัย ด้านขวาคือรูปพระหฤทัยของพระเยซู ส่วนด้านซ้ายคือรูปนักบุญยอห์น บัปติสต์ ซึ่งในธรรมประเพณีเชื่อว่าเป็นผู้แก้ต่างแทนมนุษย์ในการพิพากษาครั้งสุดท้าย 

ด้านในโบสถ์ : เมื่อกระจกสีย้อมแสงภายในวิหาร 

ข้างในโบสถ์ตกแต่งแบบโกธิกอย่างเต็มที่ ยกเว้นชั้นเพดานหลังคาที่เป็นฝ้าไม้ มิได้ใช้ระบบ Rib Vault หรือหลังคาก่ออิฐเป็นซุ้มแหลมแบบยุคกลางแท้ เราจึงสะดุดตากับกระจกสีจำนวนมากที่เมื่อแสงอาทิตย์สาดส่องลอดกระจกลงมาแล้วเกิดสีสันเปล่งประกายบนพื้นและผนัง บรรยากาศสลัวสลับกับเงาสว่างดูชวนศรัทธา 

กระจกเหล่านี้แบ่งเป็น 2 ตอน คือช่วงเหนือหน้าต่างแสดงภาพประวัติของพระนางมารีย์ พระมารดาของพระเยซูคริสต์ ตามนามของโบสถ์ โดยเริ่มตั้งแต่เหตุการณ์บังเกิดของแม่พระที่ตำแหน่งกลางโบสถ์ และถัดมาจึงเป็นฉากประสูติของพระคริสต์ และช่วงชีวิตของพระนางมารีย์ที่ติดตามลูกชายไปเทศนายังที่ต่างๆ จนกระทั่งจบที่เชิงไม้กางเขน และกระจกสองบานสุดท้ายคือเหตุการณ์การสิ้นชีพของพระนาง ก่อนจะพระเป็นเจ้าจะทรงรับพระนางขึ้นสวรรค์ทั้งร่างกาย หรือที่เรียกเหตุการณ์การขึ้นสวรรค์นี้ว่า ‘อัสสัมชัญ’ นับว่าเป็นกระจกสีภาพประวัติของพระแม่มารีย์ที่ครบสมบูรณ์ที่สุดในไทย 

ส่วนกระจกด้านล่างนั้น แบ่งเป็น 2 ฝั่งซ้าย-ขวา ด้านขวาเป็นนักบุญอัครสาวกทั้ง 12 ซึ่งเป็นผู้ชายทั้งหมด ขณะที่ด้านซ้ายเป็นภาพนักบุญสตรีที่สำคัญ โดยเฉพาะนักบุญหญิงในยุคแรกเริ่มของคริสต์ศาสนา เช่น นักบุญอากาธา นักบุญเยโนเวฟา นักบุญเซซีลีอา เป็นต้น เพราะในอดีตนั้นมีธรรมเนียมว่า ภายในโบสถ์จะต้องแบ่งแยกพื้นที่นั่งของชายและหญิงออกจากกัน ภาพกระจกสีที่แบ่งนักบุญชาย-หญิง คงจะสะท้อนธรรมเนียมนี้ 

แกะรอยสถาปัตยกรรมอาสนวิหารแม่พระบังเกิด บางนกแขวก นีโอโกธิกกลางสวนผลไม้
ภาพแม่พระบังเกิด ด้านซ้ายคือนักบุญอันนาและด้านขวาคือนักบุญโยอาคิม บิดามารดาผู้ชราของพระนาง ล้อมรอบด้วยเทวดาที่ถือแผ่นป้ายว่า “พระนางพรหมจารีคือแสงทองอรุโณทัย” 
แกะรอยสถาปัตยกรรมอาสนวิหารแม่พระบังเกิด บางนกแขวก นีโอโกธิกกลางสวนผลไม้
ภาพพระเยซูคริสต์ถูกตรึงกางเขน ด้านซ้ายคือพระมารดา นักบุญมารีย์ ชาวมักดาลากอดกางเขนไว้ ส่วนด้านขวาสุดคือนักบุญยอห์น อัครสาวกผู้เดียวที่ไม่ทอดทิ้งพระองค์ไป ที่เชิงกางเขนยังมีภาพกะโหลกมนุษย์ สื่อถึงชื่อของเนิน ‘หัวกะโหลก’ ที่ตรึงกางเขนพระคริสต์ 
แกะรอยสถาปัตยกรรมอาสนวิหารแม่พระบังเกิด บางนกแขวก นีโอโกธิกกลางสวนผลไม้
ภาพมรณกรรมของพระนางมารีย์ หรือเรียกว่า ‘แม่พระบรรทม’ (Dormation) บรรดาอัครสาวกมาชุมนุมกันเพื่อฝังศพแม่พระ ซึ่งสิ้นใจในวัยชรา
แกะรอยสถาปัตยกรรม อาสนวิหารแม่พระบังเกิด บางนกแขวก นีโอโกธิกกลางสวนผลไม้
ภาพการรับสวมมงกุฎของแม่พระจากพระตรีเอกภาพ หลังจากที่ท่านสิ้นชีวิตลงแล้ว ด้านล่างมีคำจารึกผู้บริจาคคือบ้านเณรพระหฤทัยอันศักดิ์สิทธิ์ 
แกะรอยสถาปัตยกรรม อาสนวิหารแม่พระบังเกิด บางนกแขวก นีโอโกธิกกลางสวนผลไม้
ภาพเซนต์ปอลหรือนักบุญเปาโล สัญลักษณ์ของท่านคือดาบอันเป็นอาวุธที่ใช้ตัดศีรษะตัวท่านเอง มือขวาของท่านถือพระคัมภีร์ 
แกะรอยสถาปัตยกรรม อาสนวิหารแม่พระบังเกิด บางนกแขวก นีโอโกธิกกลางสวนผลไม้
ภาพนักบุญลูกาหรือเซนต์ลุค ท่านถือภาพแม่พระไว้ เพราะเชื่อกันว่าท่านเป็นจิตรกรที่วาดภาพแม่พระเป็นคนแรก 
แกะรอยสถาปัตยกรรม อาสนวิหารแม่พระบังเกิด บางนกแขวก นีโอโกธิกกลางสวนผลไม้
ภาพนักบุญเยโนเวฟาหรือเยเนอวีฟ องค์อุปถัมภ์ของกรุงปารีส กำลังถือเครื่องปั่นด้ายขนแกะอันเป็นสัญลักษณ์ของท่าน กระจกสีของอาสนวิหารแม่พระบังเกิด นอกจากปรากฏภาพนักบุญสตรีจำนวนมากแล้ว ยังปรากฏภาพนักบุญที่เกี่ยวข้องกับประเทศฝรั่งเศสด้วย เพราะในสมัยโบราณ บาทหลวงที่ดูแลมิสซังสยามนั้นส่วนมากมาจากประเทศฝรั่งเศส 

พระแท่นและบริเวณศักดิ์สิทธิ์ 

พระแท่นนั้นตั้งอยู่ตรงกลางโบสถ์ ประกอบด้วยพระแท่นดั้งเดิมอยู่ด้านหลัง และพระแท่นใหม่อยู่กลาง ประดับด้วยภาพนักบุญหญิงจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นความสำคัญของสตรีตามภาพพจน์ของนามอาสนวิหารที่อุทิศให้พระนางมารีย์ พื้นที่บริเวณพระแท่นเป็นยกพื้นสูงกว่าระดับของสัตบุรุษ มีรั้วกั้น ซึ่งเรียกกันว่าโต๊ะศักดิ์สิทธิ์ ในสมัยโบราณใช้สำหรับคุกเข่ารับศีลมหาสนิท โบสถ์ที่สร้างขึ้นในยุคสมัยใหม่ รั้วกั้นบริเวณพระแท่นเช่นนี้ไม่ปรากฏอีกต่อไปแล้ว 

ผนังด้านซ้ายของโบสถ์ มี ‘ธรรมาสน์’ หรือบรรณฐาน เป็นซุ้มไม้ทรงโกธิกที่แขวนลอยอยู่ แต่เดิมในยุคที่เครื่องขยายเสียงหรือไมโครโฟนยังไม่เกิด ธรรมาสน์ใช้ในการแสดงธรรมหรืออ่านพระคัมภีร์ บาทหลวงจะขึ้นไปเทศน์ด้วยเสียงอันดังฟังชัดบนที่สูง รับกันกับเพดานวงโค้งที่ออกแบบมาเพื่อขยายเสียง ดังนั้น แม้ว่าจะนั่งอยู่บริเวณใดของโบสถ์ก็ยังได้ยินคำเทศนาได้อย่างชัดเจน 

บัลลังก์สำหรับบิชอป 

ในอาสนวิหารทุกแห่งจะมีเก้าอี้พิเศษที่เรียกว่าบัลลังก์สำหรับบิชอปประจำสังฆมณฑลนั่นเอง คำว่าบัลลังก์นั้นมาจากคำว่า Cathedra ซึ่งก็เป็นรากศัพท์ของคำว่า Cathedral หรืออาสนวิหารนั่นเอง ถ้ามองจากด้านหน้าโบสถ์ จะเห็นบัลลังก์ตั้งอยู่ทางซ้ายมือของเรา มี Canopy หรือผืนผ้าบุเป็นเพดานเหนือเก้าอี้พิเศษนั้น และจะสังเกตเห็นตราประจำตัวของบิชอปประดับเอาไว้ด้วย 

วิธีการไปชมโบสถ์บางนกแขวก 

ท่านที่ต้องการไปเยี่ยมชมโบสถ์บางนกแขวก สามารถไปเยี่ยมได้ที่ หมู่ 7 ตำบลบางนกแขวก อำเภอบางคนที สมุทรสงคราม บนถนนเส้น 6002 จากตลาดน้ำอัมพวาขึ้นไปทางเหนือราวๆ 8 กิโลเมตร มีรถประจำทางเป็นสองแถว หรือจะปั่นจักรยานไปก็ได้ 

  • สามารถเข้าชมด้านในได้ด้วยความสงบและสำรวม ผู้หญิงควรใส่กระโปรงหรือชุดสุภาพ 
  • ชุมชนมีบริการล่องเรือชมสวนผลไม้ สามารถติดต่อได้กับเจ้าหน้าที่บริเวณหน้าโบสถ์ 
  • หากข้ามสะพานหน้าโบสถ์ไปอีกราว 5 กิโลเมตร สามารถไปเยี่ยมชมโบสถ์พระหฤทัย ในอำเภอวัดเพลง จังหวัดราชบุรีได้ ซึ่งมีศิลปกรรมสวยงามไม่แพ้อาสนวิหารเลย

Writer & Photographer

ปติสร เพ็ญสุต

เป็นนักรื้อค้นหอจดหมายเหตุ ชอบเดินตรอกบ้านเก่าและชุมชนโบราณ สนใจงานศิลปะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเภท รวมทั้งคริสตศิลป์ด้วย ปัจจุบันกำลังติดตามธรรมาสน์ศิลปะอยุธยาและเครื่องไม้จำหลักศิลปะอยุธยา เคยคิดจะเป็นนักบวช แต่ไม่ได้บวช

ครุ่นคริสต์

เรื่องสนุกเกี่ยวกับคริสตศาสนาในประเทศไทย

ในบทความก่อน ๆ ผมเคยได้เกริ่นเล่าเรื่องมาแล้วว่า ชาวคริสเตียนรวมทั้งบาทหลวงมากมายเข้ามาในเมืองสยามตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง บรรดาบาทหลวงเหล่านี้เดินทางเข้ามาพร้อมกับเรือบรรทุกสินค้าที่เดินทางสัญจรไปรอบโลกในยุคแห่งการค้นพบ (Age of Discovery) 

โลกใหม่หรือทวีปอเมริกาสร้างความมั่งคั่งให้กับกษัตริย์ชาวสเปน และเมืองท่าต่าง ๆ ในเอเชียก็มีทรัพย์สินเต็มพระคลังราชสำนักโปรตุเกส เรือของกษัตริย์คาทอลิกเหล่านี้จึงแล่นไปพร้อมกับบาทหลวงประจำเรือ ทำหน้าที่ดูแลอภิบาลชุมชนตามชาติภาษาของตน ตามเมืองท่าอาณานิคมเล็ก ๆ ริมชายฝั่ง ยิ่งดินแดนใดที่มีบรรดา Creole หรือพวกลูกครึ่งชาวพื้นเมืองเกิดมากจนกลายเป็นชุมชนใหญ่ เช่น ในกรุงศรีอยุธยา พะสิม ศรีลังกา หรือมะนิลา งานดูแลชาวคริสต์พื้นเมืองหลายพันคนใน ‘ค่าย’ หรือชุมชนชาวคริสต์ต่าง ๆ ก็กินเวลาบาทหลวงเหล่านั้น จนไม่อาจปลีกตัวออกไปเผยแผ่ศาสนาให้กับชาวพื้นเมืองอื่น ๆ ได้ 

บาทหลวงเหล่านี้จึงทำงานอยู่ในค่ายชุมชนตะวันตกเสียเป็นส่วนใหญ่ นี่ยังไม่นับรวมบรรดาบาทหลวงที่ขาดจิตตารมณ์ของการแพร่ธรรม แต่กลับเดินทางออกจากยุโรปเพื่อแสวงหาความร่ำรวย จากการค้าขายกับดินแดนห่างไกลในเอเชีย สินค้าแปลก ๆ และเครื่องเทศบันดาลความมั่งคั่งอย่างไม่อาจจินตนาการได้ในทวีปยุโรป

เจาะลึก 350 ปีการหยั่งรากของคริสต์ศาสนาลงในสยาม ในนิทรรศการคณะมิสซัง MEP ที่ปารีส
เจาะลึก 350 ปีการหยั่งรากของคริสต์ศาสนาลงในสยาม ในนิทรรศการคณะมิสซัง MEP ที่ปารีส
เรือสำเภาจำลองที่คณะมิชชันนารีใช้เดินทางมายังกรุงศรีอยุธยา

กำเนิดคณะ MEP บาทหลวงในดินแดนตะวันออกไกล

ด้วยบาทหลวงทำงานอยู่แต่ในค่ายของชนชาติตัวเอง ทำให้เกิดปัญหาการแพร่ธรรมที่ไม่เกิดผลในเอเชีย สันตะสำนักแห่งโรมไม่อาจนิ่งนอนใจ จึงก่อตั้งกระทรวงเผยแพร่ความเชื่อ (Propaganda Fide) ขึ้นในปี 1622 ในรัชสมัยพระสันตะปาปาเกรโกรีที่ 15 มีจุดประสงค์ในการประกาศข่าวดีของพระคริสต์ออกไปสู่ชาวต่างชาติ และผู้ที่รับเป็นแม่งานใหญ่คือราชสำนักแห่งฝรั่งเศส 

คณะนักบวชมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส (Paris Foreign Missions Society หรือเรียกสั้น ๆ ว่า MEP) จึงเกิดขึ้น เพื่อส่งบรรดามิชชันนารีไปยังดินแดนที่อำนาจทางการค้าของชาวโปรตุเกสและสเปนไปไม่ถึง หรือยังไม่มั่นคงนัก ซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงประเทศจีนและญี่ปุ่น รวมทั้งบางส่วนของเวียดนาม 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ทางการเมืองในจีนขณะนั้นยังไม่เอื้ออำนวยต่อการเผยแผ่ศาสนาใหม่นัก บรรดาบาทหลวงที่ถูกส่งออกไปจึงไปตกค้างอยู่ในดินแดนที่ให้เสรีภาพทางศาสนามากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในยุคนั้น คือ ‘กรุงศรีอยุธยา’ และลงหลักปักฐานเผยแผ่ศาสนาในสยามตั้งแต่นั้นมา 

จวบจนในปีนี้ คณะ MEP จึงจัดให้มีการเฉลิมฉลอง 350 ปีการแพร่ธรรมของบาทหลวงเหล่านี้ขึ้น โดยจัดนิทรรศการความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับคณะ MEP ขึ้นในอารามประจำคณะในกรุงปารีส – ถือว่าเป็นครั้งแรกของคณะที่ฉลองความสัมพันธ์กับประเทศไทยอย่างเป็นทางการ และค่อนข้างพิเศษไปกว่านั้นตรงที่ บรรดามิชชันนารีของคณะนี้เริ่มงานแพร่ธรรมแรก ๆ ในกรุงศรีอยุธยา คณะ MEP มีอายุ 360 ปี ส่วนการแพร่ธรรมในอยุธยานั้นเริ่มมาถึง 350 ปีแล้ว (ตั้งแต่ พ.ศ. 2205 ในสมัยพระนารายณ์) 

น่าเสียดายที่ ‘บ้านแรก’ ของคณะที่กรุงศรีอยุธยาถูกทำลายไปในกองเพลิงในสงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 แต่เรายังสังเกตเห็นซากอิฐบางส่วนได้ภายในวัดนักบุญยอแซฟ ที่ตำบลสำเภาล่ม (ส่วนตัววัดปัจจุบันสร้างขึ้นในสมัยปลายรัชกาลที่ 5)

เจาะลึก 350 ปีการหยั่งรากของคริสต์ศาสนาลงในสยาม ในนิทรรศการคณะมิสซัง MEP ที่ปารีส
บาทหลวงฟรองซัว ปัลลือ มิชชันนารีชาวฝรั่งผู้บุกเบิกงานแพร่ธรรมที่กรุงศรีอยุธยา
ภาพ : missionsetrangeres.com
เจาะลึก 350 ปีการหยั่งรากของคริสต์ศาสนาลงในสยาม ในนิทรรศการคณะมิสซัง MEP ที่ปารีส
ภาพถ่ายขาวดำการทำงานของบรรดามิชชันนารีในอดีตภายในนิทรรศการ

นิทรรศการรำลึก 350 ปี การส่งมิชชันนารีชาวฝรั่งเศสมายังสยาม

สำหรับท่านผู้อ่านต่างศาสนิก อาจจะงงกับคำว่า ‘คณะ’ ในศาสนาคริสต์ บาทหลวงและนักบวชรวมทั้งแม่ชี ซิสเตอร์ จำเป็นต้องมีการสังกัด ‘คณะ’ ที่มีจุดประสงค์ในการทำงานแตกต่างกัน ที่คุ้นหูคนไทยมาก ๆ ก็เช่น คณะเซนต์คาเบรียล คณะเยสุอิต คณะโดมินิกัน คณะฟรังซิสกัน ฯลฯ 

คณะ MEP ถือเป็นคณะบาทหลวงที่ทำงานในประเทศไทยยาวนานที่สุด โดยไม่เคยทิ้งร้างห่างช่วงไปเลยตลอด 350 ปี แม้ว่าจะประสบความยากลำบากหลายต่อหลายครั้ง เช่น เหตุการณ์ปฏิวัติของพระเพทราชาที่มีการทำลายหมู่บ้านชาวคริสต์ หรือเหตุการณ์พิพาทอินโดจีนที่ศาสนาคริสต์ถูกเพ่งเล็งว่าเป็นจารชนให้ฝรั่งเศส และเป็นคณะบาทหลวงชาวฝรั่งเศสที่สืบทอดงานลงหลักปักฐานศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกในสยามให้มั่นคงมาจนทุกวันนี้

ผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์ คุณพ่อปัตทวี วงศ์ศรีแก้ว บาทหลวงจากมิสซังอุบลราชธานี ที่ตอนนี้ไปศึกษาต่อ ณ ประเทศฝรั่งเศส ท่านแนะนำให้ไปชมนิทรรศการนี้ ณ บ้านของคณะ MEP ที่กรุงปารีส ผมก็บอกไปว่าตอนนี้คงไม่มีโอกาสไปหรอก ทั้งโควิด ทั้งสถานการณ์โลกต่าง ๆ (แน่นอนเงินในกระเป๋าด้วย)

“พ่อช่วยเล่าเรื่องความเป็นมาและสถานการณ์ของคณะ MEP ในตอนนี้ให้ฟังได้ไหมครับ” 

“MEP ตอนนี้เขายังทำงานอยู่ แม้ว่าจะผ่านมาเกือบ 400 ปีแล้ว ทั่วโลกมีบาทหลวงราว ๆ 180 องค์ใน 13 ประเทศ ส่วนในปารีสมีบาทหลวงประจำที่ศูนย์ฯ อยู่ราว ๆ 15 – 20 องค์ มีผู้เตรียมตัวบวชอีกราว ๆ 17 องค์ เขาก็ประสบปัญหาขาดแคลนบาทหลวงเหมือนกัน เพราะสมัยนี้คนสนใจจะบวชมีน้อย เลยจัดเตรียมทุนไว้ให้ฆราวาสแพร่ธรรม ทุนนี้มีมาเป็นร้อยปีแล้ว สำหรับเยาวชนที่อยากสัมผัสบรรยากาศของการแพร่ธรรมในดินแดนห่างไกล เป็นทุนให้เปล่า 1 ปี กลับมาจะตัดสินใจบวชหรือไม่ก็ได้ ส่วนมากเขาก็จะไปทำงานในที่ที่กันดาร อย่างแอฟริกา เวียดนาม แต่ละปีก็จะมีอาสาสมัครออกไปทำงานปีละราว ๆ 150 คน”

“แล้วในไทยเป็นยังไงบ้างครับ”

“MEP ในไทยเนี่ย เขาโอบอุ้มและตั้งหลักให้พระศาสนจักรคาทอลิกไทยมาตั้ง 300 ปีแล้ว ลงหลักปักฐานให้จนมั่นคง เขาก็จะมีนโยบายว่า ประเทศไหนที่ศาสนจักรคาทอลิกมั่นคงแล้ว ก็จะค่อย ๆ ถอนตัวออกไปทำงานในประเทศอื่น ๆ ต่อ แต่บ้านของคณะในไทยก็ยังมีนะ อยู่ฝั่งตรงข้ามวัดแขกสีลมไง” 

ผมนึกถึงบ้านของคณะ MEP มีรั้วอิฐแดงข้างป้ายรถเมล์ตรงข้ามวัดแขก ข้างในมีโบสถ์หลังเล็ก ๆ เงียบ ๆ เพราะสมาชิกส่วนใหญ่ออกไปทำงานในพื้นที่ห่างไกล

พ่อปัตทวีเสริมว่า

“ถ้าใครมาชมนิทรรศการเองไม่ได้ ก็มีนิทรรศการแบบออนไลน์ด้วยนะ เข้าไปชมได้ เป็นแบบ Virtual Online Tours” พ่อวีบอก สำหรับผู้สนใจจะชม เข้าลิงก์นี้ได้เลย มีข้อมูลแปลเป็น 3 ภาษา ฝรั่งเศส อังกฤษ และไทย

ผมลองเข้าไปชมแล้ว เป็นนิทรรศการเล็ก ๆ แต่รวบรวมวัตถุสิ่งของหลายชิ้นที่นำมาจากสยาม ทั้งสมุดข่อย สมุดไทย ตำรายาแพทย์แผนพื้นบ้านต่าง ๆ รวมทั้งบันทึกประจำวันของของออกพระวิสุทธสุนทร (โกษาปาน) ราชทูตไทยที่เดินทางมายังฝรั่งเศสในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่ให้รายละเอียดการเดินทางไปฝรั่งเศสลึกซึ้งอย่างเหลือเชื่อ (ใครที่คิดว่าชาวสยามไม่ชอบการจดบันทึก ต้องลองอ่านไดอารี่เล่มนี้ของท่าน)

“สมัยพระนารายณ์ บาทหลวง MEP บางท่านเดินทางมาเป็นล่ามให้ที่นี่ พวกเขาจึงแวะกลับมายังบ้านเดิมของคณะ และพาราชทูตไทยมารับประทานอาหารค่ำที่นี่ด้วย ยังมีรูปอยู่เลยนะ เป็นรูปสีน้ำมันที่ตอนนี้ตกเป็นสมบัติเอกชน แสดงภาพขุนนางสวมครุยใส่ลอมพอก หรือเครื่องประดับศีรษะสีขาวทรงแหลมที่เราเห็นบ่อย ๆ ในงานพระราชพิธี กำลังนั่งโต๊ะล้อมวงกับบาทหลวง เขากินข้าวกันที่ตึกนี้แหละ แต่ไม่ทราบว่าห้องไหน เพราะมันก็ผ่านเวลามาตั้ง 300 กว่าปีแล้ว” คุณพ่อเอาภาพวาดมาให้ดูพร้อมบอกว่า ภาพนี้ยังไม่เคยเอามาจัดแสดงที่ไหนมาก่อนเลย

เจาะลึก 350 ปีการหยั่งรากของคริสต์ศาสนาลงในสยาม ในนิทรรศการคณะมิสซัง MEP ที่ปารีส
ตึกของคณะ MEP ซึ่งเคยรับรองคณะทูตจากสยาม
เจาะลึก 350 ปีการหยั่งรากของคริสต์ศาสนาลงในสยาม ในนิทรรศการคณะมิสซัง MEP ที่ปารีส
ภาพคณะทูตสยามสมัยสมเด็จพระนารายณ์รับประทานอาหารในตึกของคณะ MEP 
ภาพ : missionsetrangeres.com
บันทึกประจำวันของออกพระวิสุทธสุนทรหรือโกษาปาน
บันทึกของสังฆราชหลุยส์ ลาโน สมัยสมเด็จพระนารายณ์ กล่าวถึงการแพร่ธรรมในลาว ซึ่งยังไม่ได้รับการตีพิมพ์อย่างเป็นทางการ

นิทรรศการยังบอกเล่าความสัมพันธ์ระหว่างราชสำนักสยามกับคณะ MEP ที่ดำเนินไปกว่า 350 ปี เพราะนอกจากสมัยสมเด็จพระนารายณ์แล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็เคยได้ส่งคณะทูตมายังราชสำนักของพระเจ้านโปเลียนที่ 3 แห่งฝรั่งเศส และแน่นอนว่า ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นล่าม ก็ต้องเป็นบาทหลวงของคณะผู้ชำนาญภาษาสยาม บ้านของคณะ MEP จึงมีโอกาสต้อนรับทูตชาวสยามถึง 2 ครั้ง และยังมีเรื่องราวของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเยือนวาติกันเพื่อเข้าเฝ้าพระสันตะปาปาอีกด้วย

ในนิทรรศการยังโชว์ศิลปวัตถุอื่น ๆ เช่น กล่องลงรักปิดทองจากสยาม เหยือกเงินที่เป็นหนึ่งในเครื่องราชบรรณาการกว่า 1,500 ชิ้นจากพระนารายณ์ (ปัจจุบันอยู่ในพิพิธภัณฑ์ลูฟว์) แต่นำภาพถ่ายมาจัดแสดง 

เป็นที่น่าเสียดายว่า สงครามและความวุ่นวายต่าง ๆ ในฝรั่งเศสทำให้เครื่องราชบรรณาการจากสยามสูญหายไปจนหมด ยิ่งชิ้นที่ทำจากเงินหรือวัสดุมีค่า ก็มักจะถูกหลอมกลายเป็นเหรียญเอาไว้ใช้จ่ายแทน

ชามเบญจรงค์ทรงมะนาวตัดจากสยาม ของที่ระลึกที่คณะ MEP เก็บรักษาไว้
พระราชสาส์นของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวถึงสมเด็จพระสันตะปาปา

ถึงแม้ทุกวันนี้ MEP จะลดบทบาทลงมากในการทำงานแพร่ธรรมในไทย แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าพระศาสนจักรคาทอลิกไทยที่ดำเนินงานก้าวหน้ามาจนทุกวันนี้ เกิดจากน้ำพักน้ำแรง หยาดเหงื่อและโลหิตของบรรดามิชชันนารีชาวฝรั่งเศส ที่เข้าทำงานด้วยความบริสุทธิ์ใจ แม้ในรอบ 300 ปี หลายครั้งนักบวชเหล่านี้จะถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องกับความวุ่นวายทางการเมืองทุกครั้งที่สยามมีเรื่องปะทะกับฝรั่งเศสก็ตาม แต่ความตั้งใจจริงของพวกท่านที่จะนำพระธรรมของพระคริสตเจ้าเข้ามาปลูกไว้ในดินแดนเอเชีย เกิดผลสวยงาม สะท้อนออกมาเป็นกลุ่มคริสตชนมากมายทั่วทั้งสยามและเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

ภาพ : คุณพ่อปัตทวี วงศ์ศรีแก้ว

นิทรรศการ L’Évangile au Pays du Sourire 

จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ถึง 30 มิถุนายน 2565

ผู้สนใจเข้าชมได้ฟรี วันอังคาร-เสาร์ เวลา 10.00 – 18.00 น. 

ณ ที่ทำการสำนักงาน Missions Etrangères de Paris เลขที่ 128 rue du bac กรุงปารีส

Writer

ปติสร เพ็ญสุต

เป็นนักรื้อค้นหอจดหมายเหตุ ชอบเดินตรอกบ้านเก่าและชุมชนโบราณ สนใจงานศิลปะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเภท รวมทั้งคริสตศิลป์ด้วย ปัจจุบันกำลังติดตามธรรมาสน์ศิลปะอยุธยาและเครื่องไม้จำหลักศิลปะอยุธยา เคยคิดจะเป็นนักบวช แต่ไม่ได้บวช

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load