“มาถูกทางแล้ว” สาธุชนชาวเน็ตกระหน่ำแสดงความเห็นต่อภาพ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อุ้มแมวน้อยในอิริยาบถผ่อนคลายหลังพ่ายศึกเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ตัดภาพไปที่สนามหญ้าหน้าทำเนียบรัฐบาล ปลายเดือนมีนาคม สื่อตีข่าว ‘แมวดำวิ่งตัดหน้านายกฯ วิจารณ์แซด! ลางไม่ดีงานไม่ราบรื่น’ น่าสนใจที่อากัปกิริยาเล็กๆ น้อยๆ ที่คนกระทำกับแมวหรือแมวกระทำกับคนจะกลายเป็นกระแสช่วงชิงพื้นที่สื่อได้อย่างน่าหมั่นไส้ ไม่เพียงแต่ปัจจุบันนี้เท่านั้นที่กระแสทาสแมวเป็นที่นิยมชมชอบ จากเรื่องแมวๆ ในประวัติศาสตร์วัฒนธรรม ทำให้ทราบว่ามนุษย์ให้ความหมายความสำคัญกับเพื่อนสี่ขาผู้นี้มานับพันๆ ปี

เมื่อแมวเป็นพระเจ้า

ประมาณ 55 ล้านปีก่อนบรรพบุรุษของแมวได้ถือกำเนิดขึ้นในโลก เริ่มจากการดำรงชีพในป่า นักนักชีววิทยา นักโบราณคดี กับทั้งผู้เชี่ยวชาญ ศึกษาจนพบว่าแมวกลายมาเป็นสัตว์เลี้ยงของมนุษย์ไม่ต่ำกว่า 12,000 ปีแล้ว

ตลอดระยะเวลาอันยาวนาน มนุษย์ได้สถาปนาให้แมวเป็นทั้งเทพเจ้าผู้เมตตาและปีศาจร้าย อย่างชาวอียิปต์ที่นับถือเทพีบาสเทต (ฺBastet) เทพแห่งความรักเและความอุดมสมบูรณ์ที่ปรากฏกายอยู่ในร่างแมวทั้งตัวหรือในร่างเทพสตรีที่มีศีรษะเป็นแมว เนื่องจากแมวมีคุณในการคุ้มครองป้องกันผลผลิตทางการเกษตรโดยการช่วยจับหนู การกระทำนี้ยังช่วยลดพาหะของกาฬโรคอันเป็นโรคระบาดร้ายแรงในสมัยโบราณ กฎหมายอียิปต์โบราณจึงบัญญัติไว้ว่า ผู้ใดฆ่าหรือทำร้ายแมวจะต้องถูกประหารชีวิต

ด้วยเหตุนี้อริราชศัตรูแห่งอาณาจักรอียิปต์จึงผุดไอเดียอุ้มแมวไปรบ ซึ่งก็เหมือนจะได้ผล เพราะทำให้ทหารอียิปต์ไม่กล้าต่อกรด้วย นอกจากนี้ ยังมีธรรมเนียมสำหรับบ้านไหนที่มีแมวตายสมาชิกทุกคนในบ้านต้องไว้ทุกข์โดยการโกนคิ้วและนำศพแมวไปทำมัมมี่

ฝั่งเอเชียของเราก็ไม่น้อยหน้า ในตำนานฮินดูกล่าวถึงพระษัษฐี เทวีแห่งความตายของทารก พระองค์มีบริวารเป็นแมว ตำนานเล่าว่า หญิงสาวคนหนึ่งมีนิสัยเสียชอบลักขโมยข้าวปลาอาหาร เมื่อของกินหายไปก็โทษให้เป็นความผิดของแมวดำเสมอๆ กระทั่งนางมีครรภ์จนถึงคราวคลอดลูกก็เกิดเรื่องประหลาด คือลูกทุกคนของนางจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย จนชาวบ้านเริ่มลือว่าเธอเป็นแม่มดหมอผี

ด้วยความตื่นตระหนกตกใจหญิงสาวจึงหนีไปร้องไห้ในป่ามะม่วง ณ ที่นั้นพระษัษฐีปรากฏกายต่อหน้าเธอและกล่าวว่า นี่คือโทษทัณฑ์ของการลักขโมยแล้วโยนความผิดไปให้แมวซึ่งเป็นบริวารของท่าน หญิงสาวสำนึกผิดและสัญญาว่าจะบูชาพระษัษฐีและบูชาแมว นางจึงได้รับลูกๆ คืนในที่สุด นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ทำผิดอย่าโทษแมว

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก, แมว

ภาพวาดพระษัษฐี ประมาณปี 1880
ภาพ : Philadelphia Museum of Art
www.philamuseum.org


จากเทวีเป็นปีศาจ

นักวิทยาศาสตร์แห่งสถาบันสมิธโซเนียนวิจัยจนได้ข้อสรุปว่า แมวเป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ของสัตว์และสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ตลอดช่วง 5 ศตวรรษที่ผ่านมา เจ้าแมวทำให้สัตว์ชนิดต่างๆ ทั้งสัตว์ปีก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก สัตว์ฟันแทะ สัตว์เลื้อยคลาน หรือสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก สูญพันธุ์ไปจากโลกนี้แล้วถึง 430 ชนิด ในอดีตคริสตจักรยังให้ความหมายแมวว่าป็นสัญลักษณ์แห่งความเกียจคร้านและตัณหาราคะ

ในยุคกลางของยุโรปแแมวถูกยัดข้อหาว่าเป็นสัตว์เลี้ยงของแม่มด ธรรมชาติที่คล่องแคล่วว่องไวในยามราตรีถูกผูกโยงกับความเป็นปีศาจร้าย แมวจำนวนมากถูกเผาทั้งเป็นในช่วงเวลานี้ ในฝรั่งเศสถึงกับเผาแมวเป็นการละเล่นกันเลยด้วยซ้ำ

ปัจจุบันนักวิชาการขยายความว่าสาเหตุที่แมวถูกตีตราเกิดขึ้นเพียงเพราะความเป็นอิสระตามธรรมชาติของมันทำให้มนุษย์หวาดระแวง ศาสนิกชนยุคกลางเชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างสัตว์ทั้งหลายเพื่อให้รับใช้มนุษย์ และมนุษย์เป็นผู้ปกป้องคุ้มครองสัตว์เหล่านั้น

ในกรณีของแมว แม้จะนำมาเลี้ยงไว้ในบ้าน แต่แมวกลับไม่ได้เชื่องและภักดีกับมนุษย์อย่างสมบูรณ์แบบเช่นหมา มันยังคงรักษาโลกส่วนตัวและพฤติการอันเร้นลับ ความกระด้างกระเดื่องของแมวทำให้มนุษย์รู้สึกสูญเสียความเป็นเจ้านายเนื่องด้วยมิสามารถปกครองมันได้สยบราบคาบ

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก, แมว

รายละเอียดจากภาพวาด The Witches’ Cove โดยสานุศิษย์ของศิลปิน Jan Mandijn สมัยศตวรรษที่ 16 แสดงภาพหมู่แมวที่สาวกของแม่มดกำลังล้อมวงทำกิจกรรมปริศนา
ภาพ : www.morbidanatomy.org/

ฌัก แดร์ริดา (Jacques Derrida) ปรัญชาเมธีคนสำคัญของโลกร่วมสมัยบรรยายถึงภาวะการมองของสายตาแมวไว้ว่าเป็น “การจ้องมองที่ว่างเปล่า ลึกไม่มีที่สิ้นสุด อาจเป็นสายตาที่อ่อนไหวและเย็นชา ทั้งดีและเลว ขบไม่แตก อ่านไม่ออก จำแนกไม่ได้ ลึกล้นและเร้นลับ” สายตาดังกล่าวทั้งสร้างความฉงนฉงายและยั่วล้อให้มนุษย์ตีความ นักปรัชญาผู้นี้เห็นว่าการจ้องมองดัังกล่าวทำให้เขาตระหนักถึงขีดจำกัดของความเป็นมนุษย์

‘Ailurophobia’ เป็นชื่อของอาการกลัวเฉพาะทางอย่างหนึ่ง ใช้เรียกอาการหวาดกลัวแมว ในผู้มีการบางรายอาจไม่รุนแรงถึงขั้นกลัว อาจจัดอยู่ในขั้นรังเกียจแบบเดียวกับที่คนจำนวนมากรู้สึกอย่างเดียวกันกับงูหรือหนู เชื่อกันว่าผู้ยิ่งใหญ่ของโลกอย่างจูเลียส ซีซาร์ จักรพรรดิเจงกิสข่าน จักรพรรดินโปเลียน หรือกระทั่งอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ก็ล้วนแต่มีพฤติกรรมที่ทำให้เชื่อว่าพวกเขานั้นกลัวหรือรังเกียจแมว

แมวเอ๋ยแมวเหมียว ที่ข้องเกี่ยวกับชาวไทย

แม้จะยังไม่ทราบแน่ชัดว่าคนไทยเลี้ยงแมวมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ก็ปรากฏหลักฐานเก่าแก่เป็นสมุดไทยตำราสัตว์ ที่นอกจากจะมีตำราช้าง ตำราม้า ยังปรากฏตำราแมวด้วย โดยรวบรวมภาพวาดและโคลงกลอนบรรยายลักษณะแมวมงคลและแมวอัปมงคลไว้รวม 23 ชนิด ผู้สนใจสามารถศึกษาตำราแมวฉบับคัดลอกจากสมุดไทยได้ที่นี่

ในสมัยกรุงศรีอยุธยา สิ่งก่อสร้างสำคัญของพระนครอย่างหอกลองก็มีบันทึกว่าทหารยามผู้เฝ้ารักษาหอเลี้ยงแมวไว้เพื่อป้องกันมิให้หนูมาทำลายกลอง

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก, แมว

ตัวอย่างภาพแมวในตำราแมวของไทย

นอกจากแมวจะมีบทบาทสำคัญในประเพณีราษฎร์อย่างการแห่นางแมวขอฝนแล้ว เจ้าเหมียวยังมีบทบาทในประเพณีหลวงด้วย เมื่อพระมหากษัตริย์รัชกาลใหม่เสด็จขึ้นครองราชย์จะทรงตั้งการพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร ซึ่งเป็นหนึ่งในพิธีเกี่ยวเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก การพระราชพิธีดังกล่าวคือการสมโภชปราสาทราชมณเฑียรสถานที่ประทับดั้งเดิมของพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรี หากเทียบกับประเพณีชาวบ้านก็เปรียบได้กับการขึ้นบ้านใหม่

ในพิธีนี้บัญญัติให้มีพระราชวงศ์หรือเชื้อพระวงศ์สตรีจำนวนหนึ่งเป็นผู้อัญเชิญเครื่องราชูปโภคและสิ่งอันเป็นมงคล วิฬาร์หรือแมวเป็นหนึ่งในสิ่งมงคลที่จะอัญเชิญในพิธีนี้ด้วย ในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 บรรยายถึงพิธีนี้ว่า “ครั้งได้ฤกษ์เจ้าพนักงานจึงประโคมดุริยางคดนตรีแตรสังข์พิณพาทย์มโหรีมี่สนั่นประนังเสียงศัพทนฤนาท เสด็จพระราชดำเนินขึ้นสู่พระมหามณเฑียร ทรงโปรยดอกพิกุลทอง พิกุลเงิน มีนางชำระพระบาท ๒ นางเชิญเครื่องราชูปโภค และนางเชื้อพระวงศ์ ๖ อุ้มวิฬาร์ ๑ อุ้มศิลาบด ๑ อุ้มฟักเขียว ๑ ถือขันข้าวเปลือก ๑ ถือขันถั่วทอง ๑ ถือขันงา ๑”

พระยาอนุมานราชธน (ยง เสฐียรโกเศศ) อธิบายว่า แมวที่เข้าพระราชพิธีต้องเป็นแมวคราว คือแมวแก่ ตัวใหญ่ หนาวยาว อยู่ติดถิ่น ณัฏฐภัทร จันทวิช อธิบายเพิ่มเติมไว้ในหนังสือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก จัดพิมพ์โดยกรมศิลปากรว่า แมวเป็นสัญลักษณ์ของโชคลาภและความร่มเย็น อีกทั้งยังมีความเชื่อว่าแมวสามารถขับไล่ภูตผีปีศาจและสิ่งชั่วร้ายเพราะแมวมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ในเวลากลางคืน (ซึ่งตรงนี้ชาวยุโรปยุคกลางตีความตรงกันข้ามกับคนไทย คือตีความว่าแมวนั่นแหละที่เป็นภูตผีปีศาจ) และความเชื่อที่ว่าแมวมี 9 ชีวิตก็เป็นตัวแทนของความยั่งยืนสถาพรและความเป็นอมตะ

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก, แมว

ภาพเมื่อครั้งพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียรในรัชกาลที่ 7 หม่อมเจ้าหญิงสุริยนันทนา สุริยง (ลำดับที่ 2 จากขวา) อุ้มวิฬาร์
ภาพ : หนังสือ ประมวลภาพประวัติศาสตร์ไทย พระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมัยรัตนโกสินทร์

ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของรัชกาลที่ 9 เมื่อ 69 ปีที่แล้ว พระราชวงศ์และเชื้อพระวงศ์ชั้นหม่อมเจ้าและหม่อมราชวงศ์ในราชสกุลต่างๆ ได้รับหน้าที่อัญเชิญเครื่องราชูปโภคและของมงคล หม่อมราชวงศ์กิติวัฒนาจากราชสกุลไชยันต์ ผู้มีอายุเพียง 16 ในขณะนั้นรับหน้าที่อุ้มวิฬาร์เข้าขบวน คุณหญิงกิติวัฒนาเล่าถึงความทรงจำครั้งนั้นไว้ในหนังสือ เขียนถึงสมเด็จฯ ไว้ว่า

“เรื่องที่เป็นปัญหาอยู่คือว่าจะมีการอุ้มวิฬาร์ (แมว) เข้าขบวนด้วย การอุ้มวิฬาร์นี้ไม่มีผู้ใดขันอาสาเพราะทราบอยู่แก่ใจว่าจะต้องยุ่งยากนานาประการ ซ้ำหลายคนได้รับคำแนะนำจากผู้ใหญ่มาก่อนว่าให้หลีกเลี่ยงการอุ้มวิฬาร์ถ้าเป็นไปได้ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี (พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7) เมื่อไม่มีผู้กราบบังคมทูลอาสา จะทรงคิดอย่างใดก็มิอาจทราบได้แต่ทรงหันพระพักตร์มาตัสถามดิฉันว่า ‘อุ้มแมวได้ไหม’ ดิฉันค่อนข้างตกใจ เพราะไม่คาดว่าจะทรงเจาะจงมาที่ตัวเอง หากโดยธรรมชาติแล้วดิฉันเป็นคนรักสัตว์แทบทุกประเภท จึงกราบบังคมทูลตอบรับโดยไม่รีรอ”

หม่อมราชวงศ์กิติวัฒนาเล่าถึงแมวที่ได้รับเลือกให้เข้าร่วมพระราชพิธีไว้ในนิตยสาร พลอยแกมเพชร ฉบับที่ 105 ปี 2539 ไว้ว่า

“ตอนแรกในวังเขาให้แมวตัวผู้สีสวาดตัวใหญ่ อ้วนมากเลยค่ะ อุ้มไม่ไหว ก็ไปหาตัวใหม่มา สีเดียวกัน ในวังเขาก็ทราบว่าเราเปลี่ยนตัวแมว เพราะเจ้าตัวนั้นมันไม่ไหวเลยนะคะ ทั้งตัวใหญ่แล้วก็ดุ โดนกัดด้วย เป็นแมวแก่ ตัวมันก็ดูน่าเกลียด เรื่องน่าเกลียดนี่ไม่ว่า แต่จับมันไม่ได้ จับก็จะกัด มันไม่ทำอะไรเลย มันนั่งเฉยๆ แต่ว่ามีลักษณะดี ปากก็ขาว เท้าสี่เท้าด่าง ละหางดอก ส่วนตัวที่เอามาแทนเป็นตัวเมียค่ะ สีเดียวกัน แต่ว่าหางก็ไม่ดอก ปากก็ไม่ขาวหรอกค่ะ แต่ว่านิสัยดี ตัวนี้อุ้มได้ สนิทสนมคุ้นเคยกัน นอนด้วยกัน (ยิ้ม)”

และเมื่อวันพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียรมาถึง

“ก่อนที่ทั้งสองพระองค์จะเสด็จลง จำได้ว่าไปคอยกันนานเหมือนกัน แมวเขาก็วุ่นวาย ทีนี้แมวตัวนี้ชอบกินเนื้อย่าง ไม่กินปลาทู ก็เอาเนื้อย่างห่อกระดาษไปคอยป้อนเขา เกาคอกันไปเพราะคุ้นเคยกัน ก่อนพาแมวมาก็ต้องอาบน้ำให้เนื้อตัวสะอาด เสร็จแล้วก็ใส่เครื่องประดับ ใส่เครื่องเพชรเพียบเลยและสวยมาก เป็นเครื่องประดับของแมวโดยเฉพาะ เพราะพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียรทำมาหลายรัชกาลแล้ว มีสังวาลอันใหญ่ ฝังเพชรซีก แมวใส่แล้วรำคาญมาก มีสร้อยด้วย มีกำไลใส่ข้อเท้าทั้งสี่ขา ข้างละ 4 – 5 อัน ใส่ซ้อนๆกัน …พอในหลวงและสมเด็จฯ เสด็จเวลาประมาณ ๑ ทุ่มได้ รู้สึกว่ามีอะไรไม่ทราบทำให้แมวสงบคงจะเป็นความศักดิ์สิทธิ์ของพิธีก็ได้ คือทั้งคนทั้งแมวตื่นเต้นตกใจกันหมด แต่แมวกลับเงียบ ซึ่งตามธรรมดาเขาจะไม่อยู่นิ่งเลย”

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก, แมว

พระราชวงศ์ชั้นหม่อมเจ้าและเชื้อพระองค์ในกระบวนอัญเชิญเครื่องราชูปโภคและเครื่องเฉลิมพระราชมณเฑียรในรัชกาลที่ 9 น่าเสียดายที่มองไม่เห็นแมว
ภาพ : หนังสือ ประมวลภาพประวัติศาสตร์ไทย พระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมัยรัตนโกสินทร์

นอกจากแมวที่ได้เข้าพิธีสำคัญแล้ว ยังมีอีกหนึ่งสิ่งมีชีวิตได้เข้าร่วมขบวนในฐานะสัตว์มงคลเช่นกัน ในคราวพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียรของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ได้ปรากฏตำแหน่งนางอัญเชิญไก่ขาวในขบวนด้วย อาจเป็นเพราะไก่เป็นสัตว์ที่สวยงามน่ารักและมีคุณช่วยขันบอกเวลาและออกไข่เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นสิ่งใหม่ ตามความเชื่อของชาวจีนไก่ขาวยังสามาถขับไล่สิ่งชั่วร้ายได้

หม่อมราชวงศ์บุษบา พระขนิษฐาในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 รับหน้าที่ผู้อุ้มไก่ขาวและอัญเชิญธารพระกร (ไม้เท้า) ในพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร ปี 2493 หม่อมราชวงศ์กิติวัฒนา ผู้อุ้มแมวเล่าถึงหน้าที่ของหม่อมราชวงศ์บุษบาไว้ว่า “ท่านผู้หญิงบุษบาอุ้มไก่ ตอนนั้นเห็นบ่นว่าไก่อึใส่ เป็นไก่ขาวตัวเบ้อเร่อเลย มีอยู่สองคนที่รู้สึกว่าจำลำบากกว่าเพื่อนเลย แต่ท่านผู้หญิงจะลำบากมากกว่า เพราะต้องถือไม้เท้าอีกอัน มือหนึ่งถือไม้เท้า มือหนึ่งอุ้มไก่” (ย้อนกลับไปดูภาพสมัยรัชกาลที่ 7 ด้านบน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพิสิษฐสบสมัย ลำดับที่ 4 จากขวา เป็นผู้อัญเชิญธารพระกรและอุ้มไก่ขาว)

ราชสีห์ ญาติผู้พี่ของแมว

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก, แมว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับพระมหาชัยมงกุฎ โดยทรงประทับนั่งอยู่บนพระราชอาสน์เก่าแก่ที่มีชื่อว่า พระที่นั่งภัทรบิฐ
ภาพ : หนังสือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดย ณัฏฐภัทร จันทวิช

จะว่าไปแล้วแมวกับสิงโตเป็นญาติร่วมวงศ์กัน (ทั้งคู้จัดอยู่ในวง Felidae ซึ่งเป็นวงศ์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมประเภทเสือ สิงโต ลิงซ์ และแมว) ญาติผู้ใหญ่ของแมวอย่างสิงโตมีบทบาทสำคัญเชิญสัญลักษ์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเช่นกัน กล่าวคือในพระราชพิธีนี้พระมหากษัตริย์จะทรงรับพระมหาพิชัยมงกุฏและเครื่องราชกกุธภัณฑ์อันเป็นเครื่องแสดงความเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ราชพระอาสน์เก่าแก่ มีชื่อว่าพระที่นั่งภัทรบิฐ พระราชอาสน์ดังกล่าวตามธรรมเนียมจะต้องลาดปูด้วยหนังราชสีห์

ต้องบอกก่อนว่าตามความคิดดั้งเดิมแล้วราชสีห์เป็นสัตว์ในจินตนาการ (รูปร่างแบบโลโก้เบียร์สิงห์) คนโบราณน่าจินตนาการต่อยอดมากจากสิงโต ราชสีห์อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์และเป็นเจ้าแห่งสัตว์ทั้งปวง ในพระราชพิธีจึงจำลองหนังราชสีห์ด้วยการใช้แผ่นทองคำเขียนรูปราชสีห์ปูลาดพระที่นั่งภัทรบิฐแทน ดังปรากฏในพระราชพงศาวดาร รัชกาลที่ 1 ว่า “แล้วเสด็จพระราชดำเนินมายังพระที่นั่งภัทรบิฐ พระมหาราชครูจึงประคองพระองค์ขึ้นเสด็จประทับพระที่นั่งภัทรบิฐเหนือแผ่นทองรูปราชสีห์อันมีมหันตเดช”

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก, แมว

แผ่นทองคำเขียนรูปราชสีห์ที่ใช้ปูพระที่นั่งภัทรบิฐ
ภาพ : หนังสือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดย ณัฏฐภัทร จันทวิช

อย่างไรก็ตาม ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งรัชกาลที่ 6 ได้มีการลาดหนังสิงโตทั้งตัวในฐานะราชสีห์ไว้บนพระที่นั่งพุดตานทองคำ สำหรับเป็นที่ประทับเสด็จออกรับถวายชัยมงคล ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยดังที่ปรากฏในรูปด้วย

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก, แมว พระราชพิธีบรมราชาภิเษก, แมว

หนังสิงโตทั้งตัวได้นำมาใช้ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ 6
ภาพ : หนังสือ ประมวลภาพประวัติศาสตร์ไทย พระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมัยรัตนโกสินทร์ และหนังสือ เฉลิมฟิล์มกระจก ฉลองมรดกความทรงจำแห่งโลก

เมื่อคราวพระมหากษัตริย์เสด็จออกยังมุขหรือบัญชร ที่แห่งนั้นจะเรียกว่า ‘สีหบัญชร’ อันมีความหมายว่า หน้าต่างที่มีสัณฐานประดุจกรงเล็บแห่งสิงห์ มีศัพท์โบราณเรียกพระราชดำรัสของพระองค์ว่า ‘สีหนาท’ หรือ ‘สิงหนาท’ มีความหมายตามรูปศัพท์ว่า ดำรัสอันเป็นที่น่าเกรงขามของคนทั้งปวง เหมือนเสียงของราชสีห์เป็นที่น่าเกรงขามของสัตว์ทั้งปวง

เนื่องจากสิงโตแสดงพระบรมเดชานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระมหากษัตริย์ ในพระบรมสาทิสลักษณ์ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเจ้าเกล้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงจ้าง เอ็ดวาร์โด เยลลี ศิลปินชาวอิตาลีวาดขึ้น จะเห็นได้ว่าพรมเสือดาวในภาพถ่ายต้นแบบได้ปรับเปลี่ยนเป็นพรมหนังสิงโตในภาพเขียนจริง มิได้มีบันทึกว่าเป็นด้วยพระราชดำริหรือเกิดจากความคิดของศิลปินเอง หนังสิงโตก็ดูน่าเกรงขามคู่ควรกับบรรยากาศขึงขังของภาพสำคัญยิ่งภาพนี้

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก, แมว

ภาพ : หนังสือ จิตรกรรมและประติมากรรมแบบตะวันตกในราชสำนัก โดยศาสตราจารย์ ดร.อภินันท์ โปษยานนท์

สิงโตตัวแรกในสยาม

ย้อนกลับไปยังสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ พระมหากษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งกรุงศรีอยุธยา พระราชพงศาวดารฉบับสมเด็จพระพนรัตน์บันทึกเหตุการณ์นายกำปั่นชื่ออะลังกะปูนีนำสิงโตกับนกกระจอกเทศอย่างละตัวเข้ามาถวายพระเจ้าเอกทัศน์ นั่นเป็นครั้งแรกที่คนไทยได้เห็นสิงโตตัวเป็นๆ ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการวาดภาพเหตุการณ์นี้และแต่งโคลงประกอบไว้ว่า

คนไทยพึ่งแรกได้

เหนสิง โตนอ

แตกตื่นดื่นชายหญิง

มากยั้ง

ดูนกเทศโตจริง

ปลาดแปลก เพรงพ่อ

ต่างเล่าต่างฦๅตั้ง

แต่นั้นต่อมา

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก, แมว

ภาพวาดจารึกโคลงบริเวณกรอบภาพ แลเห็นกรงสิงโตในด้านขวาสุดของภาพ
ภาพ : หนังสือ โคลงภาพพระราชพงศาวดาร พร้อมบทขยายความและบทวิเคราะห์

ร่องรอยของสิงโตตัวดังกล่าวอาจตกทอดมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ เรื่องมีอยู่ว่า ในสมัยรัชกาลที่ 2 เฒ่าสา หญิงชราผู้หนึ่งให้การว่าตนเองครอบครองหนังประหลาดอยู่ผืนหนึ่ง โดยตนได้รับมาจากนายอูผู้เป็นสามี นายอูรับราชการใกล้ชิดในราชสำนักพระเจ้าเอกทัศน์เมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยา ก่อนที่พระเจ้าเอกทัศน์จะเสด็จหนีออกจากพระราชวัง พระองค์ส่งหนังผืนนี้ให้นายอูแล้วกล่าวว่าเป็นหนังราชสีห์ ให้เก็บไว้ให้ดีอย่าให้พม่าเอาไปได้ เฒ่าสาถวายหนังปริศนาผืนนั้นแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยในที่สุด สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงวินิจฉัยว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาด แต่ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าเป็นหนังของสิงโตสมัยอยุธยาจริง

การน้อมเกล้าฯ ถวายสิงโตเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งในสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อราชทูตฝรั่งเศสแห่งจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ส่งสิงโตสตัฟฟ์และหนังสิงโตอีก 1 ผืนเข้ามาถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อปี 2405 ปรากฏหลักฐานอยู่ในภาพวาดสีน้ำมันประดับอยู่ ณ ท้องพระโรงกลางพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทจนถึงปัจจุบันนี้

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก, แมว

ขอขอบคุณ: หนังสือ จิตรกรรมและประติมากรรมแบบตะวันตกในราชสำนัก โดยศาสตราจารย์ ดร.อภินันท์ โปษยานนท์

บรรณานุกรม

กิติวัฒนา ปกมนตรี, หม่อมราชวงศ์. เขียนถึงสมเด็จ. กรุงเทพฯ : เลมอนที, 2548.

เกริกฤทธี ไทคูนธนภพ. เรื่องอื้อฉาวและคดีความในอดีต. กรุงเทพฯ :

สยามความรู้, 2555. ณัฏฐภัทร จันทวิช. พระราชพิธีบรมราชาภิเษก. กรุงเทพฯ :

กรมศิลปากร, 2530.

ณัฏฐภัทร จันทวิช. พระราชพิธีบรมราชาภิเษก. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2530.

ดาวรัตน์ ชูทรัพย์. หมื่นร้อยพันผสาน เล่ม 4 :

บันทึกสิ่งดีวัฒนธรรมประเพณีวิถีไทย. กรุงเทพฯ : สำนักวรรณกรรมและ.

ประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, 2549.

นนทพร อยู่มั่งมี และ พัสวีสิริ เปรมกุลนันท์. เสวยราชสมบัติกษัตรา. กรุงเทพฯ :

มติชน, 25ุ62.

เฟอร์กูสัน, จอร์จ เวลลส์. เครื่องหมายและสัญลักษณ์ในคริสตศิลป์. พิมพ์ครั้งที่ 7.

กรุงเทพฯ : อมรินทร์, 2556.

วรรณทอง ผมทอง. แมวครองโลก. กรุงเทพฯ : อมรินทร์, 2559.

ศิลปากร, กรม. โคลงภาพพระราชพงศาวดาร

พร้อมบทขยายความและบทวิเคราะห์. กรุงเทพฯ : กรมศิลปาการ, 2550.

ส.พลายน้อย (นามปากกา). สัตวนิยาย. กรุงเทพฯ : ยิปซี, 2555.

สุทธิพันธ์ ขุทรานนท์, บรรณาธิการ. เกร็ดความรู้จากประชุมพงศาวดาร

ฉบับกาญจนาภิเษก. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร,

2550.

สุรเดช โชติอุดมพันธ์. สัตว์ศึกษา: สู่โลกหลังภาพแทน ในสิงสาราสัตว์ :

มานุษยวิทยาว่าด้วยสัตว์และสัตว์ศึกษา /

สุดแดน วิสุทธิลักษณ์, บรรณาธิการ. กรุงเทพฯ :

มูลนิธิเพื่อการศึกษาประชาธิปไตยและการพัฒนา (โครงการจัด

มพ์คบไฟ), 2560.

อภินันท์ โปษยานนท์, จิตรกรรม และประติมากรรมแบบตะวันตกในราชสำนัก.

พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : อมรินทร์,

2537.

เอนก นาวิกมูล. นิทานมิบ. กรุงเทพฯ : พิมพ์คำ, 2557.

Writer

นักรบ มูลมานัส

นักคุ้ยของเก่าผู้เล่าเรื่องผ่านการสร้างภาพ (ประกอบ) ที่อยากจะลองเล่าเรื่องผ่านตัวอักษรดูบ้าง

จด *หมายเหตุ

จด *หมายเหตุ ให้กับรูปเก่าๆ ที่เราพบที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

ใน ค.ศ. 2017 Samsung เผยสถิติที่น่าสนใจว่า ในช่วงชีวิตหนึ่ง มนุษย์คนหนึ่งจะถ่ายภาพตนเองโดยเฉลี่ยเป็นจำนวนถึง 25,000 ภาพ และใน ค.ศ. 2014 Google Statistics เสนอว่าในปีนั้นมีภาพเซลฟี่เกิดขึ้นทั่วโลกประมาณวันละ 93 ล้านภาพ ถ้าหากเรายังใช้กล้องฟิล์มกันอยู่ล่ะก็ จะต้องใช้ฟิล์มถึง 2,583,333 ม้วนต่อวันเลยทีเดียว

ทุกวันนี้เมื่อเลื่อนปราดผ่านฟีดในสื่อโซเชียลทั้งหลาย เราเห็นภาพถ่ายบุคคลทั้งเซลฟี่บ้าง ไม่เซลฟี่บ้าง จำนวนนับไม่ถ้วน รูปเหล่านั้นล้วนเต็มไปด้วยการยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ราวกับเป็นแบบปฏิบัติไปแล้วว่า เมื่อมีใครสักคนยกกล้องถ่ายรูปหรือโทรศัพท์มือถือขึ้นมาพร้อมถ่ายภาพ ผู้ถูกถ่ายก็จะแย้มยิ้มขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าเขาหรือเธอจะอยู่ในสภาวะอารมณ์แบบไหนก็ตาม

ก่อนค่านิยม Say Chesse จะมาถึง เมื่อกลับไปสำรวจภาพถ่ายโบราณทั้งของไทยและเทศ เรากลับไม่ค่อยพบรอยยิ้มพิมพ์ใจเหล่านั้น บรรพบุรุษของเราในภาพขาวดำมักแสดงสีหน้าเรียบเฉย ใช่ว่าท่านเหล่านั้นจะไร้สุขทุกข์ตรมกว่าพวกเราเสียเมื่อไร ภายใต้ภาวะไร้รอยยิ้มและการค่อยๆ ปรากฏขึ้นของรอยยิ้มในภาพถ่ายจะพาเราไปสำรวจค่านิยมทางวัฒนธรรมที่กำกับการแสดงออกของสีหน้าท่าทางยามถ่ายรูป ตั้งแต่ยุคกำเนิดกล้องถ่ายภาพ จนกระทั่งยุคสมัยที่เราทั้งผลิตและเสพภาพเซลฟี่จำนวนมหาศาลในทุกวันนี้

กล้องถ่ายภาพที่ทำสำเนาสิ่งที่สายตามนุษย์แลเห็นออกมาเป็นภาพบนระนาบสองมิติได้เกิดขึ้นราว ค.ศ. 1820 (เทียบเป็น พ.ศ. คือราว พ.ศ. 2360) ในทศวรรษเดียวกันนั้นเองนวัตกรรมนี้ก็เข้ามายังสยาม ในปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยบาทหลวงชาวฝรั่งเศส

ในเบื้องแรกการถ่ายรูปไม่เป็นที่นิยมชมชอบในหมู่ชาวไทย ด้วยความเชื่อเชิงมนตราอาถรรพ์ว่า การจำลองภาพของตนเองออกมาอาจเป็นการแยกวิญญาณออกมาจากร่าง (อาจจะคล้ายๆ กับการสร้าง Horcrux ของ Lord Voldemort ในวรรณกรรม Harry Potter) ทำให้อายุสั้นลง หรือรูปดังกล่าวจะเป็นสื่อแทนตนให้ผู้อื่นนำไปทำคุณไสยได้ 

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตรัสว่า เมื่อการถ่ายรูปเริ่มเข้ามาในสยามนั้น “คนแก่ๆ ก็ยังมีความรังเกียจกันมาก” (จากพระราชนิพนธ์ พระราชพิธี 12 เดือน) เช่นเดียวกับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกล่าวไว้ในพระหัตถเลขา (สาส์นสมเด็จ) “เมื่อแรกมีช่างถ่ายรูปฉายาลักษณ์เข้ามา มิใคร่มีใครยอมให้ถ่าย ด้วยเกรงว่าจะเอารูปไปใช้ทำร้ายด้วยกฤตยาคม… มีใครอีกคนหนึ่ง หม่อมฉันลืมชื่อไปเสียแล้ว ไปถ่ายรูปที่ร้านนายจิตร นายจิตรถ่ายเป็นรูปครึ่งตัว เจ้าของเห็นเข้าก็ตกใจตีโพยตีพายว่าจะตัดตัวให้เป็นอันตราย ทูลหม่อมไม่ทรงถือ ทั้งถ่ายรูปและปั้นรูปก่อนคนอื่น”

‘ทูลหม่อม’ ในพระหัตถเลขาหมายถึงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ผู้มีพระราชดำริก้าวหน้า พระองค์ทรงสนใจนวัตกรรมจากตะวันตกรวมไปถึงการถ่ายภาพ ในรัชกาลของพระองค์ได้โปรดให้ช่างภาพชาวตะวันตกเข้ามาฉายพระรูปหลายครั้ง 

และพระองค์ยังทรงใช้ภาพถ่ายในการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ของพระองค์เอง โดยส่งภาพถ่ายในระบบดาแกร์โรไทป์ (Daguerreotype-เทคนิคการถ่ายภาพในสมัยแรกเริ่ม เป็นการฉายภาพลงบนแผ่นโลหะ ไม่สามารถทำสำเนาอีก)  ไปมอบให้ผู้นำประเทศมหาอำนาจในยุคนั้น อย่างสมเด็จพระราชินีวิกตอเรียแห่งอังกฤษ และประธานาธิบดี แฟรงคลิน เพียร์ซ (Franklin Pierce) แห่งสหรัฐอเมริกา เป็นการเผยโฉมหน้าที่แท้เที่ยงของผู้นำสยามเป็นครั้งแรก ซึ่งในยุคนั้นเปรียบได้กับโฉมหน้าของรัฐ การส่งภาพถ่ายไปเป็นของขวัญแสดงถึงความภาคภูมิในอารยธรรมของและอัตลักษณ์ตนเอง ในขณะเดียวกันก็แสดงถึงความสามารถในการเปิดรับและสรรหาประดิษฐกรรมใหม่เข้ามาใช้ในการนิยามความก้าวหน้าของประเทศอีกทางหนึ่ง

ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
พระบรมฉายาลักษณ์ที่ส่งไปถึงสมเด็จพระราชินีวิกตอเรีย
ภาพ : Royal Collection Trust
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
พระบรมฉายาลักษณ์ที่ส่งไปถึงประธานาธิบดี แฟรงคลิน เพียร์ซ
Collection ของ National Museum of American History
ภาพ : สถาบัน Smithsonian

เอนก นาวิกมูล ให้ข้อมูลเรื่องการถ่ายรูประบบดาแกร์โรไทป์ไว้ในหนังสือ ประวัติการถ่ายรูปยุคแรกของไทย ไว้ว่า “ความไวแสงยังด้อย เวลาจะถ่าย ต้องให้คนนิ่งๆ ทีละครึ่งชั่วโมง ในต่างประเทศมีแกนเหล็กให้พิงคอเอาไว้แก้เมื่อยและกันไม่ให้เคลื่อนไหว” หลายปีก่อนสำนักพิมพ์ River Books จัดนิทรรศการ “สยามผ่านมุมกล้องจอห์น ทอมสัน (John Thomson)” ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์ ในครั้งนั้นได้ขยายภาพจากฟิล์มกระจกต้นฉบับที่เก็บไว้ ณ Wellcome Collection ประเทศอังกฤษ ออกมาเป็นภาพขนาดใหญ่ เป็นที่น่าสังเกตว่าในภาพถ่ายบุคคลหลายๆ รูปจะเห็นแกนเหล็กสำหรับพิงคอตั้งอยู่ด้านหลังผู้เป็นแบบด้วย ทำให้เรารู้ว่าสิ่งประดิษฐ์นี้ได้นำเข้ามาใช้ในสยามเช่นกัน แม้ว่าจอห์น ทอมสัน จะไม่ได้ถ่ายภาพด้วยระบบดาแกร์โรไทป์แล้ว วิธีการถ่ายภาพฟิล์มกระจก ด้วยเทคนิค Wet Collodion Process On Glass ก็ยังต้องให้ผู้เป็นแบบนิ่งไว้เป็นเวลาหลายนาที เมื่อต้องค้างอากัปกริยาไว้ในท่าทางหนึ่งเป็นเวลานาน นี่เองอาจเป็นเหตุผลแรกที่ไม่เอื้อให้เกิดรอยยิ้มในภาพถ่ายยุคแรก

ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
United States Library of Congress แสดงภาพช่างภาพกำลังถ่ายภาพตนเอง ในรูปนี้นอกจากเราจะเห็นอารมณ์ขันและเทคนิคการตกแต่งภาพยุคแรกแล้ว ยังแลเห็นแกนเหล็กสำหรับพิงคอที่ใช้เป็นอุปกรณ์ประกอบในการถ่ายภาพยุคแรกอีกด้วย
ภาพ : loc.gov
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฉายโดยจอห์น ทอมสัน ในภาพจะเห็นฐานของแกนเหล็กสำหรับพิงพระศออยู่ด้านหลังพระเก้าอี้
ภาพ :  Wellcome Collection
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงพระเยาว์ ฉายโดยจอห์น ทอมสัน ในภาพจะเห็นฐานของแกนเหล็กสำหรับพิงพระศออยู่ด้านหลังพระบาท
ภาพ : Wellcome Collection

อีกหนึ่งเหตุผลที่มักจะหยิบยกมาพูดกันคือเรื่องสุขภาวะทันตกรรมที่ยังล้าหลัง ในสมัยนั้นผู้คนทุกชนชั้นมีปัญหาเรื่องฟัน จึงมีผู้สันนิษฐานว่าเมื่อต้องถ่ายภาพก็ไม่อยากจะแย้มยิ้มเผยให้เห็นฟันที่ขี้ริ้วขี้เหร่ (หรือความจริงที่ว่าไม่มีฟันหลงเหลืออยู่เลย) แต่นักประวัติศาสตร์จำนวนมากไม่เห็นด้วยกับเหตุผลข้อนี้ 

จริงอยู่ว่าเทคโนโลยีทันตกรรมที่พัฒนาขึ้นทำให้เกิดรอยยิ้มมากขึ้นทั้งในภาพถ่ายและในชีวิตประจำวัน แต่สุขภาวะทันตกรรมที่ไม่ก้าวหน้าก็มิได้เป็นเหตุผลสำคัญที่จะทำรอยยิ้มในภาพถ่ายไม่เกิดขึ้น สิ่งประประดิษฐ์ที่จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างฟันปลอมก็มีใช้มาอย่างยาวนาน 

ชาวอีทรัสกัน (Etruscans) ประดิษฐ์ฟันปลอมขึ้นตั้งแต่ 2,700 ปีที่แล้ว บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์อเมริกาอย่างประธานธิบดีจอร์จ วอชิงตัน (George Washington) มีฟันปลอมอย่างน้อย 4 ชุด เขาเริ่มใช้ฟันปลอมตั้งแต่ ค.ศ. 1781 (เทียบได้กับ พ.ศ. 2324 ก่อนกำเนิดกรุงรัตนโกสินทร์ 1 ปี) โดยฟันปลอมเหล่านั้นทำมาจากเขี้ยวฮิปโป งาช้าง หรือแม้กระทั่งฟันจริงๆ ของทาส

ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ฟันปลอมของประธานธิบดีจอร์จ วอชิงตัน
ภาพ : Library of Congress

ข้ามมาที่ฝั่งไทย แหม่มแอนนา (Anna Leonowens) ผู้โด่งดังเขียนถึงความลับประการหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไว้ว่า “พระองค์สูญพระทนต์ทั้งปากตั้งแต่เด็ก และสวมใส่พระทนต์ปลอมทำจากไม้ฝาง อันเป็นความลับที่พระองค์เก็บไว้อย่างหวงแหนที่สุดตราบจนวันสวรรคต” (จากหนังสือ English governess at the Siamese court)  เอนก นาวิกมูล ยังกล่าวในหนังสือ เรื่องประหลาดเมืองไทย ว่ารัชกาลที่ 4 ทรงมีพระทนต์ปลอมไม่ต่ำกว่า 3 ชุด

ก่อนจะมีรูปถ่าย มนุษย์พยายามถ่ายทอดภาพลักษณ์ของตัวเองออกมาด้วยการวาดภาพมานับร้อยนับพันปี เมื่อการถ่ายภาพมาถึง แบบแผนธรรมเนียมของการวาดภาพเหมือนก็ถูกนำมาใช้กับการถ่ายภาพด้วย และนี่เองคือคำอธิบายที่มีน้ำหนักที่สุดของคำถามที่ว่า ทำไมเราจึงไม่เห็นรอยยิ้มในภาพถ่ายยุคแรก

ในอดีตผู้มีอำนาจ (และมีทรัพย์) ว่าจ้างจิตรกรฝีมือดีมาวาดภาพเหมือนเพื่อประกาศอำนาจทางเศรษกิจ (งานศิลปะเป็นของฟุ่มเฟือยมีราคาค่างวดมาก ยิ่งถ้าได้ศิลปินดังค่าตัวสู่งลิ่วมาวาดให้ยิ่งการันตีอำนาจด้านนี้) วัฒนธรรม (ความรุ่มรวย มีอารยะ มีรสนิยม มีหน้ามีตา) และการเมือง (ภาพเหมือนสามารถตั้งไว้หรือส่งไปที่ต่างๆ เพื่อเป็นการโฆษณาชวนเชื่อคุณสมบัติอันพึงประสงค์ของผู้เป็นแบบ)

Portrait หรือภาพเหมือนจึงต้องส่งเสริมภาพลักษณ์ที่เป็นทางการของผู้ว่าจ้าง การวาดภาพเหมือนจึงเหมือนกับการบันทึกชีวิตทั้งชีวิตและเกียรติประวัติทั้งหมดทั้งมวลของผู้เป็นแบบให้อยู่ในภาพเดียว และภาพนั้นจะเป็นภาพแทนที่ผู้คนจะจดจำตลอดไป ผู้เป็นแบบจึงต้องอยู่ในท่าทางที่เป็นทางการที่สุด ผ่านการคิดและจัดแต่งอย่างพิถีพิถัน จิตรกรพร้อมปรับปรุงตกแต่งองค์ประกอบที่บกพร่องด้วยฝีแปรง ไม่ต่างอะไรกับการรีทัชใน Photoshop ในทุกวันนี้ 

รอยยิ้มไม่ปรากฏอยู่ในภาพเหมือน เพราะนอกจากถูกตีความว่าเป็นการแสดงออกที่ไม่เป็นทางการแล้ว
ค่านิยมในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ในยุโรปยังเห็นว่าการยิ้ม โดยเฉพาะยิ้มกว้างหรือยิ้มที่เผยให้เห็นฟันเป็นอากัปกริยาที่ต่ำช้า ยิ้มกว้างแสดงถึงความยากจน ความลามก ความยั่วยวน ความบ้า ความเมามาย ความไร้เดียงสา และความตลกไร้สาระ 

Jean-Baptiste de La Salle นักบุญชาวฝรั่งเศสเขียนหนังสือทำนอง ‘สมบัติผู้ดี’ (The rules of christian decorum and civility) ตีพิมพ์เมื่องต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 มีเนื้อความตอนหนึ่งว่า “บางบุคคลนั้นเผยริมฝีปากบนขึ้นสูง… จนเกือบจะทำให้มองเห็นฟันได้ทั้งหมด นี่ช่างตรงข้ามกับสมบัติผู้ดีที่ไม่อนุญาตให้เราเผยฟันของเราออกมา ก็ด้วยเพราะธรรมชาตินั้นประทานริมฝีปากมาให้เราสำหรับปกปิดฟันเหล่านั้นอยู่แล้ว”

ด้วยค่านิยมนี้ ภาพวาดชื่อ Amor Vincit Omnia “Love Conquers All” ของ คาราวัจโจ (Caravaggio) จึงขึ้นชื่อว่าอื้อฉาวเพราะแหวกทั้งขนบการวาดภาพและขนบจริยธรรมอันดีงาม คิวปิดหนุ่มน้อยเปล่าเปลือยล่อนจ้อนกำลังส่งยิ้มจนเห็นฟัน 

ศิลปินจงใจเล่นกับเส้นแบ่งของความไร้เดียงสาและการยั่วยวน นักประวัติศาสตร์ศิลปะตีความว่าภาพนี้เป็นการเฉลิมฉลองให้กับความรัก โดยเฉพาะกับความรักของเพศเดียวกันที่เป็นเรื่องผิดจารีตในสมัยนั้น อีกหนึ่งรอยยิ้มในภาพวาดที่แม้จะมิได้ยิ้มกว้างจนเห็นฟัน แต่ยิ้มกระหยิ่มน้อยๆ ของ Monalisa ก็สร้างความฉงนฉงายให้ผู้คนตีความกันไปต่างๆ นานามิรู้จบ อาจเป็นเพราะยิ้มน้อยๆ (ที่แหวกขนบ) ของเธอหรือไ่ม่ ที่ทำให้ภาพนี้แตกต่างและเป็นที่จดจำที่สุดในโลกศิลปะ

ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
“Amor Vincit Omnia” Michelangelo Merisi da Caravaggio
ภาพ : www.arteworld.it
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
Mona Lisa โดย Leonardo da Vinci สีในภาพนี้ถูกปรับแต่งตามข้อมูลจากนักประวัติศาสตร์ศิลปะให้คล้ายคลึงกับสีของภาพวาดเมื่อแรกวาด
ภาพ : commons.wikimedia.org

เมื่อการถ่ายภาพเข้ามารับช่วงต่อจากการวาดภาพเหมือน แบบแผนความเป็นทางการและความเป็นพิธีการรวมถึงสุนทรียศาสตร์ของการวาดภาพเหมือนก็ถูกนำมาใช้กับการถ่ายภาพด้วย ไม่ว่าจะเป็นการจัดองค์ประกอบ ท่าโพส และแน่นอนที่สุด การแสดงออกถึงความรู้สึกทางสีหน้าท่าทาง ด้วยเหตุนี้รอยยิ้มจึงไม่ปรากฏในภาพถ่ายยุคแรก

ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉยและความเป็นทางการในท่าทาง ในแง่นี้ภาพถ่ายยุคแรก (หรือแม้กระทั่งภาพถ่ายในปัจจุบัน) จึงอาจจะไม่ได้แสดงตัวตนที่แท้จริงของผู้ถูกถ่าย เพราะมีขนบหรือค่านิยมมากกมายเข้ามากำกับเราไว้ (แม้กระทั่งค่านิยมการยิ้มเมื่อถูกถ่ายรูปในปัจจุบันด้วยใช่หรือไม่) 

ดังที่โรล็องด์ บาร์ตส์ (Roland Barthes) นักทฤษฎีวรรณคดีและนักปรัชญาชาวฝรั่งเศสเล่าถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นในประสบการณ์การถ่ายรูปไว้ว่า เมื่อถูกเฝ้ามองโดนเลนส์ (Observed by the lens) เขาก็ได้สถาปนาตัวตนในกระบวนการของ ‘การโพส’ (Constitute myself in the process of ‘posing’) ซึ่งเป็นการสร้างอีกหนึ่งร่างขึ้นมาใหม่ (Make another body for myself) ในภาวะนั้นเขาได้เปลี่ยนแปลงตนเองให้กลายเป็นภาพโดยล่วงหน้าไปแล้ว (I transform myself in advance into an image ข้อเขียนจาก Camera lucida : Reflections on Photography)

เมื่อกลับมาพิจารณาภาพเก่าๆ ในประวัติศาสตร์ไทย จะเห็นว่าภาพถ่ายบุคคลที่ปรากฏในสมัยรัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 5 ล้วนดำเนินไปตามขนบค่านิยมแบบตะวันตก ผู้คนในภาพถ่ายล้วนมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่แสดงอาการแย้มยิ้ม แต่ก็มีภาพถ่ายบุคคลจำนวนหนึ่งที่เราจะเห็นรอยยิ้มอยู่ในนั้น เช่นภาพของคนัง เงาะป่าที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวชุบเลี้ยงไว้ในวัง 

รอยยิ้มในภาพถ่ายของคะนังอาจบอกได้ว่าเขาถูกมองอย่างไรในสายตาของราชสำนัก ข้อแรกคือแตกต่างจากไปจากภาพถ่ายเจ้านายทั้งหลายที่อยู่ในอิริยาบถงดงาม พระพักตร์เรียบเฉย อันเป็นแบบแผนปฏิบัติของผู้ดี ในรูปถ่ายของคนังเราจะเห็นว่ามีทั้งยิ้มน้อยๆ จนไปถึงยิ้มกว้างจนเห็นฟัน คนังอาจละเมิดแบบแผนในการถ่ายภาพได้ เพราะเขาไม่ได้ถูกนับรวมอยู่ในความเป็นผู้ดีนั้น อีกข้อหนึ่งคือการรับรู้เรื่องเงาะป่าในราชสำนักสยามผูกติดมากับภาพจำของ ‘เงาะป่าบ้าใบ้’ ในวรรณคดีเรื่อง สังข์ทอง ซึ่งเงาะป่าในเรื่องถูกมองว่ามีรูปลักษณ์ประหลาดมีกิริยาน่าขัน คนังจึงอาจถูกคาดหวังให้ยิ้มออกมาทั้งในภาพถ่ายและในชีวิตจริง มากกว่าที่จะทำสีหน้าเรียบเฉยด้วยซ้ำ

ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ภาพ : หนังสือบทละครเรื่องเงาะป่า จุฬาลงกรณ์ราชบรรณาลัย
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ภาพ : www.thaiglassnegative.com

ภาพถ่ายพร้อมรอยยิ้มของคนังเป็นที่ชื่นชอบในราชสำนักและเป็นที่ชื่นชอบของคนังเองด้วย ในปลาย พ.ศ. 2448 รัชกาลที่ 5 โปรดฯ ให้ถ่ายรูปคนังพิมพ์ขายที่ร้านถ่ายรูปหลวงในงานวัดเบญจมบพิตร โดยขายแผ่นละ 3 บาท ซึ่งเป็นราคาที่แพงมากในสมัยนั้น แต่ก็ปรากฏว่าขายดิบขายดี ผู้คนอยากได้กันมาก กระทั่งจบงานรูปคนังขายได้เกือบ 400 รูป รัชกาลที่ 5 ทรงแบ่งรายได้ออกเป็น 3 ส่วน ส่วนหนึ่งถวายวัด ส่วนหนึ่งเป็นค่ากระดาษน้ำยาพิมพ์รูป และคนังได้รับค่าตัวเกือบ 400 บาทในการเป็นนายแบบในงานนี้

คนังยังนึกถึงถิ่นที่จากมาและประสงค์จะส่งภาพถ่ายตนเองไปให้ญาติพี่น้อง รัชกาลที่ 5 ทรงรับเป็นธุระให้โดยมีพระราชหัตถเลขาไปถึงพระยาสุขุมนัยวินิต (ปั้น สุขุม) ว่า “ด้วยอ้ายคนังฝากรูปไปให้พี่น้อง ได้ส่งออกมาด้วยแล้ว ถ้ามีช่องทางที่ใครไปตรวจราชการที่นั้น ขอให้นำส่งให้มันด้วย”

ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ภาพ : หนังสือบทละครเรื่อง เงาะป่า จุฬาลงกรณ์ราชบรรณาลัย

ท่ามกลางบรรดาภาพถ่ายเจ้านายในสมัยรัชกาลที่4 ถึงรัชกาลที่ 5 ที่แทบจะไม่ปรากฏรอยยิ้มโดยเฉพาะยิ้มกว้างจนเห็นฟันเลย หนึ่งรอยยิ้มที่ปรากฏคือรอยแย้มพระสรวลของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม พระราชโอรสในรัชกาลที่ 4 ซึ่งปรากฏทั้งภาพแย้มพระสรวลและภาพแลบพระชิวหา ซึ่งอาจจะบอกเล่าบุคลิกอัธยาศัยของพระองค์ได้ 

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบันทึกถึงเจ้านายพระองค์นี้ไว้ว่า “นิสัยกรมหลวงประจักษ์เปนคนชอบล้อคนอื่น และทำให้เขาถูกเยาะได้เปนพอใจ, ชอบแกล้งคนโดยวิธีต่างๆ อยู่เสมอๆ” ในพระราชนิพนธ์ ไกลบ้าน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็บันทึกไว้ว่า “กรมประจักษ์คลั่งล้อคนเรื่องเมียๆ” 

เหตุการณ์ล้อเล่นที่หนักที่สุดเห็นจะเป็นที่รัชกาล 6 บันทึกไว้ว่า “ในระหว่างเวลาไปยุโรปได้ไปทำสกะปรกต่างๆ มาก, และที่จัญไรที่สุดคือได้ไถ่ปัสสาวะลงในแก้วน้ำเสวย” ทั้งรอยยิ้มในภาพถ่ายและการกระทำของเจ้านายพระองค์ละเมิดแบบแผนความเป็นเจ้านายในสมัยนั้น (รัชกาลที่ 6 ทรงมองว่าสิ่งเหล่านี้คือความชั่ว ถึงกับบันทึกเป็นหัวข้อชื่อ “ความชั่วต่างๆ ของกรมหลวงประจักษ์” ในพระราชนิพนธ์ ประวัติต้นรัชกาลที่ 6) ทำให้กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมทรงถูกลงโทษมิให้เข้าเฝ้าฯ รัชกาลที่ 5 เป็นการส่วนพระองค์อีก 

ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ภาพ : หนังสือประวัติการถ่ายรูปยุคแรกของไทย

ในโลกตะวันตก รอยยิ้มเริ่มปรากฏให้เห็นมากขึ้นในภาพถ่ายตั้งแต่ช่วง ค.ศ. 1920 หลังจากที่กล้องถ่ายภาพถือกำเนิดขึ้นมา 1 ศตวรรษ เมื่อการถ่ายภาพเริ่มแพร่หลายขึ้น ด้วยต้นทุนที่ต่ำลงและถ่ายได้ในทุกสถานการณ์ ความเป็นทางการและบรรยากาศขึงขังของการถ่ายภาพในสตูดิโอเริ่มเสื่อมถอยลง ผู้คนเริ่มรู้สึกผ่อนคลายกับการถ่ายถาพมากขึ้น สังคมสยามก็เช่นเดียวกัน ในภาพถ่ายตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 เป็นต้นมา เราจะเห็นรอยยิ้มมากขึ้นในภาพถ่าย

ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ภาพถ่ายสมัยรัชกาลที่ 6 จากนิทรรศการฉัฐรัช : พัสตราภรณ์ – ย้อนมองอาภรณ์สตรีสยาม แลตามแฟชั่นโลก
โดยกรมศิลปากร มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และมูลนิธิเพชรรัตน์-สุวัทนา
ภาพ : สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ภาพเจ้าพระยารามราฆพ ถ่ายในสมัยรัชกาลที่ 6
ภาพ : สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ


อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้รอยยิ้มแพร่หลายในภาพถ่ายมากขึ้นที่เราอาจคาดไม่ถึงคือการทำการตลาด ใน ค.ศ. 1920 เช่นกันที่บรรดาผลิตภัณฑ์ห้างร้านตีพิมพ์โฆษณาภาพนางแบบนายแบบยิ้มกว้างกับผลิตภัณฑ์เพื่อสื่อถึงความพึงพอใจในสินค้า ผู้คนจึงเห็นแต่ภาพคนยิ้มในสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ประกอบกับการทำการตลาดอย่างหนักหน่วงของบริษัทกล้องถ่ายรูปและฟิล์มยักษ์ใหญ่อย่าง Kodak ที่พยายามเชื่อมโยงการถ่ายภาพกับความสุขและรอยยิ้ม เห็นได้จากภาพโฆษณามากมายที่ทำให้ผู้คนรับรู้ถึงการถ่ายภาพในฐานะกิจกรรมแสนสุข กิจกรรมที่ทำผู้คนได้ร่วมกันเก็บความสุขความทรงจำอันมีค่าไว้ร่วมกัน

ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
โฆษณา Kodak ในยุคต่างๆ

ทุกวันนี้ภาพถ่ายส่วนหนึ่งกลายเป็นหลักฐานของการเข้าสังคม ในโซเชียลเน็ตเวิร์กเต็มไปด้วยภาพรอยยิ้ม ที่ทุกคนพยายามจะบอกตัวเองและผู้อื่นให้รู้ว่าฉันมีความสุข เราทั้งมองเห็นและมองไม่เห็นว่าใต้รอยยิ้มเหล่านั้นซ่อนอะไรอยู่ เช่นเดียวกับที่เราทั้งเห็นและไม่เห็นเหมือนกันว่าใต้ใบหน้าที่เรียบเฉยในภาพถ่ายโบราณนั้นมีอะไรซ่อนไว้ ภาพถ่ายถ่ายทอดความเป็นจริงได้มากน้อยแค่ไหนกัน?


ข้อมูลอ้างอิง

  • จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. ไกลบ้าน. นนทบุรี : ศรีปัญญา, 2561.
  • จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. พระราชพิธีสิบสองเดือน. กรุงเทพฯ : แสงดาว, 2556.
  • ไพศาลย์ เปี่ยมเมตตาวัฒน์. สยาม ผ่านมุมกล้องจอห์น ทอมสัน 2408-9. กรุงเทพฯ : ริเวอร์บุ๊คส์. 2558
    ราม วชิราวุธ (นามแผง). ประวัติต้นรัชกาลที่ 6. กรุงเทพฯ : มติชน. 2555
  • ลีโอโนเวนส์, แอนนา แฮร์เรียต. อ่านสยามตามแอนนา : การบ้านและการเมืองในราชสำนักคิงมงกุฎ. สุ. 
  • ภัตรา ภูมิประภาส และ สุภิดา แก้วสุขสมบัติ แปล. กรุงเทพฯ : มติชน, 2562.
    สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ, เฉลิมฟิล์มกระจก ฉลองมรดกความทรงจำแห่งโลก. กรุงเทพฯ : ไซเบอร์พริ้นท์กรุ๊ป, 2561.
    สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. ฟิล์มกระจกจดหมายเหตุ หนึ่งพันภาพประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ : สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร, 2559.ศักดา ศิริพันธุ์. กษัตริย์กับกล้อง วิวัฒนาการภาพถ่ายในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : ด่านสุทธาการพิมพ์. 2535.
    เอนก นาวิกมูล. ประวัติการถ่ายรูปยุคแรกของไทย. กรุงเทพฯ : สารคดี, 2548.
    เอนก นาวิกมูล. เรื่องประหลาดเมืองไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : แสงแดด, 2538.
    Bautze, Joachim K.. “Unseen Siam: Early Photography 1860-1910”.Bangkok:River Books.2016.
    Barthes, Roland. Camera Lucida: Reflections on Photography. Trans. Richard Howard. London: Vintage Classics. 2006.
    publicdomainreview.org/
    sites.uni.edu/fabos/seminar/readings/cheese.pdf
    www.theguardian.com
    time.com/

Writer

นักรบ มูลมานัส

นักคุ้ยของเก่าผู้เล่าเรื่องผ่านการสร้างภาพ (ประกอบ) ที่อยากจะลองเล่าเรื่องผ่านตัวอักษรดูบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load