“มาถูกทางแล้ว” สาธุชนชาวเน็ตกระหน่ำแสดงความเห็นต่อภาพ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อุ้มแมวน้อยในอิริยาบถผ่อนคลายหลังพ่ายศึกเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ตัดภาพไปที่สนามหญ้าหน้าทำเนียบรัฐบาล ปลายเดือนมีนาคม สื่อตีข่าว ‘แมวดำวิ่งตัดหน้านายกฯ วิจารณ์แซด! ลางไม่ดีงานไม่ราบรื่น’ น่าสนใจที่อากัปกิริยาเล็กๆ น้อยๆ ที่คนกระทำกับแมวหรือแมวกระทำกับคนจะกลายเป็นกระแสช่วงชิงพื้นที่สื่อได้อย่างน่าหมั่นไส้ ไม่เพียงแต่ปัจจุบันนี้เท่านั้นที่กระแสทาสแมวเป็นที่นิยมชมชอบ จากเรื่องแมวๆ ในประวัติศาสตร์วัฒนธรรม ทำให้ทราบว่ามนุษย์ให้ความหมายความสำคัญกับเพื่อนสี่ขาผู้นี้มานับพันๆ ปี

เมื่อแมวเป็นพระเจ้า

ประมาณ 55 ล้านปีก่อนบรรพบุรุษของแมวได้ถือกำเนิดขึ้นในโลก เริ่มจากการดำรงชีพในป่า นักนักชีววิทยา นักโบราณคดี กับทั้งผู้เชี่ยวชาญ ศึกษาจนพบว่าแมวกลายมาเป็นสัตว์เลี้ยงของมนุษย์ไม่ต่ำกว่า 12,000 ปีแล้ว

ตลอดระยะเวลาอันยาวนาน มนุษย์ได้สถาปนาให้แมวเป็นทั้งเทพเจ้าผู้เมตตาและปีศาจร้าย อย่างชาวอียิปต์ที่นับถือเทพีบาสเทต (ฺBastet) เทพแห่งความรักเและความอุดมสมบูรณ์ที่ปรากฏกายอยู่ในร่างแมวทั้งตัวหรือในร่างเทพสตรีที่มีศีรษะเป็นแมว เนื่องจากแมวมีคุณในการคุ้มครองป้องกันผลผลิตทางการเกษตรโดยการช่วยจับหนู การกระทำนี้ยังช่วยลดพาหะของกาฬโรคอันเป็นโรคระบาดร้ายแรงในสมัยโบราณ กฎหมายอียิปต์โบราณจึงบัญญัติไว้ว่า ผู้ใดฆ่าหรือทำร้ายแมวจะต้องถูกประหารชีวิต

ด้วยเหตุนี้อริราชศัตรูแห่งอาณาจักรอียิปต์จึงผุดไอเดียอุ้มแมวไปรบ ซึ่งก็เหมือนจะได้ผล เพราะทำให้ทหารอียิปต์ไม่กล้าต่อกรด้วย นอกจากนี้ ยังมีธรรมเนียมสำหรับบ้านไหนที่มีแมวตายสมาชิกทุกคนในบ้านต้องไว้ทุกข์โดยการโกนคิ้วและนำศพแมวไปทำมัมมี่

ฝั่งเอเชียของเราก็ไม่น้อยหน้า ในตำนานฮินดูกล่าวถึงพระษัษฐี เทวีแห่งความตายของทารก พระองค์มีบริวารเป็นแมว ตำนานเล่าว่า หญิงสาวคนหนึ่งมีนิสัยเสียชอบลักขโมยข้าวปลาอาหาร เมื่อของกินหายไปก็โทษให้เป็นความผิดของแมวดำเสมอๆ กระทั่งนางมีครรภ์จนถึงคราวคลอดลูกก็เกิดเรื่องประหลาด คือลูกทุกคนของนางจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย จนชาวบ้านเริ่มลือว่าเธอเป็นแม่มดหมอผี

ด้วยความตื่นตระหนกตกใจหญิงสาวจึงหนีไปร้องไห้ในป่ามะม่วง ณ ที่นั้นพระษัษฐีปรากฏกายต่อหน้าเธอและกล่าวว่า นี่คือโทษทัณฑ์ของการลักขโมยแล้วโยนความผิดไปให้แมวซึ่งเป็นบริวารของท่าน หญิงสาวสำนึกผิดและสัญญาว่าจะบูชาพระษัษฐีและบูชาแมว นางจึงได้รับลูกๆ คืนในที่สุด นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ทำผิดอย่าโทษแมว

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก, แมว

ภาพวาดพระษัษฐี ประมาณปี 1880
ภาพ : Philadelphia Museum of Art
www.philamuseum.org


จากเทวีเป็นปีศาจ

นักวิทยาศาสตร์แห่งสถาบันสมิธโซเนียนวิจัยจนได้ข้อสรุปว่า แมวเป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ของสัตว์และสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ตลอดช่วง 5 ศตวรรษที่ผ่านมา เจ้าแมวทำให้สัตว์ชนิดต่างๆ ทั้งสัตว์ปีก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก สัตว์ฟันแทะ สัตว์เลื้อยคลาน หรือสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก สูญพันธุ์ไปจากโลกนี้แล้วถึง 430 ชนิด ในอดีตคริสตจักรยังให้ความหมายแมวว่าป็นสัญลักษณ์แห่งความเกียจคร้านและตัณหาราคะ

ในยุคกลางของยุโรปแแมวถูกยัดข้อหาว่าเป็นสัตว์เลี้ยงของแม่มด ธรรมชาติที่คล่องแคล่วว่องไวในยามราตรีถูกผูกโยงกับความเป็นปีศาจร้าย แมวจำนวนมากถูกเผาทั้งเป็นในช่วงเวลานี้ ในฝรั่งเศสถึงกับเผาแมวเป็นการละเล่นกันเลยด้วยซ้ำ

ปัจจุบันนักวิชาการขยายความว่าสาเหตุที่แมวถูกตีตราเกิดขึ้นเพียงเพราะความเป็นอิสระตามธรรมชาติของมันทำให้มนุษย์หวาดระแวง ศาสนิกชนยุคกลางเชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างสัตว์ทั้งหลายเพื่อให้รับใช้มนุษย์ และมนุษย์เป็นผู้ปกป้องคุ้มครองสัตว์เหล่านั้น

ในกรณีของแมว แม้จะนำมาเลี้ยงไว้ในบ้าน แต่แมวกลับไม่ได้เชื่องและภักดีกับมนุษย์อย่างสมบูรณ์แบบเช่นหมา มันยังคงรักษาโลกส่วนตัวและพฤติการอันเร้นลับ ความกระด้างกระเดื่องของแมวทำให้มนุษย์รู้สึกสูญเสียความเป็นเจ้านายเนื่องด้วยมิสามารถปกครองมันได้สยบราบคาบ

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก, แมว

รายละเอียดจากภาพวาด The Witches’ Cove โดยสานุศิษย์ของศิลปิน Jan Mandijn สมัยศตวรรษที่ 16 แสดงภาพหมู่แมวที่สาวกของแม่มดกำลังล้อมวงทำกิจกรรมปริศนา
ภาพ : www.morbidanatomy.org/

ฌัก แดร์ริดา (Jacques Derrida) ปรัญชาเมธีคนสำคัญของโลกร่วมสมัยบรรยายถึงภาวะการมองของสายตาแมวไว้ว่าเป็น “การจ้องมองที่ว่างเปล่า ลึกไม่มีที่สิ้นสุด อาจเป็นสายตาที่อ่อนไหวและเย็นชา ทั้งดีและเลว ขบไม่แตก อ่านไม่ออก จำแนกไม่ได้ ลึกล้นและเร้นลับ” สายตาดังกล่าวทั้งสร้างความฉงนฉงายและยั่วล้อให้มนุษย์ตีความ นักปรัชญาผู้นี้เห็นว่าการจ้องมองดัังกล่าวทำให้เขาตระหนักถึงขีดจำกัดของความเป็นมนุษย์

‘Ailurophobia’ เป็นชื่อของอาการกลัวเฉพาะทางอย่างหนึ่ง ใช้เรียกอาการหวาดกลัวแมว ในผู้มีการบางรายอาจไม่รุนแรงถึงขั้นกลัว อาจจัดอยู่ในขั้นรังเกียจแบบเดียวกับที่คนจำนวนมากรู้สึกอย่างเดียวกันกับงูหรือหนู เชื่อกันว่าผู้ยิ่งใหญ่ของโลกอย่างจูเลียส ซีซาร์ จักรพรรดิเจงกิสข่าน จักรพรรดินโปเลียน หรือกระทั่งอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ก็ล้วนแต่มีพฤติกรรมที่ทำให้เชื่อว่าพวกเขานั้นกลัวหรือรังเกียจแมว

แมวเอ๋ยแมวเหมียว ที่ข้องเกี่ยวกับชาวไทย

แม้จะยังไม่ทราบแน่ชัดว่าคนไทยเลี้ยงแมวมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ก็ปรากฏหลักฐานเก่าแก่เป็นสมุดไทยตำราสัตว์ ที่นอกจากจะมีตำราช้าง ตำราม้า ยังปรากฏตำราแมวด้วย โดยรวบรวมภาพวาดและโคลงกลอนบรรยายลักษณะแมวมงคลและแมวอัปมงคลไว้รวม 23 ชนิด ผู้สนใจสามารถศึกษาตำราแมวฉบับคัดลอกจากสมุดไทยได้ที่นี่

ในสมัยกรุงศรีอยุธยา สิ่งก่อสร้างสำคัญของพระนครอย่างหอกลองก็มีบันทึกว่าทหารยามผู้เฝ้ารักษาหอเลี้ยงแมวไว้เพื่อป้องกันมิให้หนูมาทำลายกลอง

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก, แมว

ตัวอย่างภาพแมวในตำราแมวของไทย

นอกจากแมวจะมีบทบาทสำคัญในประเพณีราษฎร์อย่างการแห่นางแมวขอฝนแล้ว เจ้าเหมียวยังมีบทบาทในประเพณีหลวงด้วย เมื่อพระมหากษัตริย์รัชกาลใหม่เสด็จขึ้นครองราชย์จะทรงตั้งการพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร ซึ่งเป็นหนึ่งในพิธีเกี่ยวเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก การพระราชพิธีดังกล่าวคือการสมโภชปราสาทราชมณเฑียรสถานที่ประทับดั้งเดิมของพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรี หากเทียบกับประเพณีชาวบ้านก็เปรียบได้กับการขึ้นบ้านใหม่

ในพิธีนี้บัญญัติให้มีพระราชวงศ์หรือเชื้อพระวงศ์สตรีจำนวนหนึ่งเป็นผู้อัญเชิญเครื่องราชูปโภคและสิ่งอันเป็นมงคล วิฬาร์หรือแมวเป็นหนึ่งในสิ่งมงคลที่จะอัญเชิญในพิธีนี้ด้วย ในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 บรรยายถึงพิธีนี้ว่า “ครั้งได้ฤกษ์เจ้าพนักงานจึงประโคมดุริยางคดนตรีแตรสังข์พิณพาทย์มโหรีมี่สนั่นประนังเสียงศัพทนฤนาท เสด็จพระราชดำเนินขึ้นสู่พระมหามณเฑียร ทรงโปรยดอกพิกุลทอง พิกุลเงิน มีนางชำระพระบาท ๒ นางเชิญเครื่องราชูปโภค และนางเชื้อพระวงศ์ ๖ อุ้มวิฬาร์ ๑ อุ้มศิลาบด ๑ อุ้มฟักเขียว ๑ ถือขันข้าวเปลือก ๑ ถือขันถั่วทอง ๑ ถือขันงา ๑”

พระยาอนุมานราชธน (ยง เสฐียรโกเศศ) อธิบายว่า แมวที่เข้าพระราชพิธีต้องเป็นแมวคราว คือแมวแก่ ตัวใหญ่ หนาวยาว อยู่ติดถิ่น ณัฏฐภัทร จันทวิช อธิบายเพิ่มเติมไว้ในหนังสือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก จัดพิมพ์โดยกรมศิลปากรว่า แมวเป็นสัญลักษณ์ของโชคลาภและความร่มเย็น อีกทั้งยังมีความเชื่อว่าแมวสามารถขับไล่ภูตผีปีศาจและสิ่งชั่วร้ายเพราะแมวมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ในเวลากลางคืน (ซึ่งตรงนี้ชาวยุโรปยุคกลางตีความตรงกันข้ามกับคนไทย คือตีความว่าแมวนั่นแหละที่เป็นภูตผีปีศาจ) และความเชื่อที่ว่าแมวมี 9 ชีวิตก็เป็นตัวแทนของความยั่งยืนสถาพรและความเป็นอมตะ

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก, แมว

ภาพเมื่อครั้งพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียรในรัชกาลที่ 7 หม่อมเจ้าหญิงสุริยนันทนา สุริยง (ลำดับที่ 2 จากขวา) อุ้มวิฬาร์
ภาพ : หนังสือ ประมวลภาพประวัติศาสตร์ไทย พระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมัยรัตนโกสินทร์

ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของรัชกาลที่ 9 เมื่อ 69 ปีที่แล้ว พระราชวงศ์และเชื้อพระวงศ์ชั้นหม่อมเจ้าและหม่อมราชวงศ์ในราชสกุลต่างๆ ได้รับหน้าที่อัญเชิญเครื่องราชูปโภคและของมงคล หม่อมราชวงศ์กิติวัฒนาจากราชสกุลไชยันต์ ผู้มีอายุเพียง 16 ในขณะนั้นรับหน้าที่อุ้มวิฬาร์เข้าขบวน คุณหญิงกิติวัฒนาเล่าถึงความทรงจำครั้งนั้นไว้ในหนังสือ เขียนถึงสมเด็จฯ ไว้ว่า

“เรื่องที่เป็นปัญหาอยู่คือว่าจะมีการอุ้มวิฬาร์ (แมว) เข้าขบวนด้วย การอุ้มวิฬาร์นี้ไม่มีผู้ใดขันอาสาเพราะทราบอยู่แก่ใจว่าจะต้องยุ่งยากนานาประการ ซ้ำหลายคนได้รับคำแนะนำจากผู้ใหญ่มาก่อนว่าให้หลีกเลี่ยงการอุ้มวิฬาร์ถ้าเป็นไปได้ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี (พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7) เมื่อไม่มีผู้กราบบังคมทูลอาสา จะทรงคิดอย่างใดก็มิอาจทราบได้แต่ทรงหันพระพักตร์มาตัสถามดิฉันว่า ‘อุ้มแมวได้ไหม’ ดิฉันค่อนข้างตกใจ เพราะไม่คาดว่าจะทรงเจาะจงมาที่ตัวเอง หากโดยธรรมชาติแล้วดิฉันเป็นคนรักสัตว์แทบทุกประเภท จึงกราบบังคมทูลตอบรับโดยไม่รีรอ”

หม่อมราชวงศ์กิติวัฒนาเล่าถึงแมวที่ได้รับเลือกให้เข้าร่วมพระราชพิธีไว้ในนิตยสาร พลอยแกมเพชร ฉบับที่ 105 ปี 2539 ไว้ว่า

“ตอนแรกในวังเขาให้แมวตัวผู้สีสวาดตัวใหญ่ อ้วนมากเลยค่ะ อุ้มไม่ไหว ก็ไปหาตัวใหม่มา สีเดียวกัน ในวังเขาก็ทราบว่าเราเปลี่ยนตัวแมว เพราะเจ้าตัวนั้นมันไม่ไหวเลยนะคะ ทั้งตัวใหญ่แล้วก็ดุ โดนกัดด้วย เป็นแมวแก่ ตัวมันก็ดูน่าเกลียด เรื่องน่าเกลียดนี่ไม่ว่า แต่จับมันไม่ได้ จับก็จะกัด มันไม่ทำอะไรเลย มันนั่งเฉยๆ แต่ว่ามีลักษณะดี ปากก็ขาว เท้าสี่เท้าด่าง ละหางดอก ส่วนตัวที่เอามาแทนเป็นตัวเมียค่ะ สีเดียวกัน แต่ว่าหางก็ไม่ดอก ปากก็ไม่ขาวหรอกค่ะ แต่ว่านิสัยดี ตัวนี้อุ้มได้ สนิทสนมคุ้นเคยกัน นอนด้วยกัน (ยิ้ม)”

และเมื่อวันพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียรมาถึง

“ก่อนที่ทั้งสองพระองค์จะเสด็จลง จำได้ว่าไปคอยกันนานเหมือนกัน แมวเขาก็วุ่นวาย ทีนี้แมวตัวนี้ชอบกินเนื้อย่าง ไม่กินปลาทู ก็เอาเนื้อย่างห่อกระดาษไปคอยป้อนเขา เกาคอกันไปเพราะคุ้นเคยกัน ก่อนพาแมวมาก็ต้องอาบน้ำให้เนื้อตัวสะอาด เสร็จแล้วก็ใส่เครื่องประดับ ใส่เครื่องเพชรเพียบเลยและสวยมาก เป็นเครื่องประดับของแมวโดยเฉพาะ เพราะพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียรทำมาหลายรัชกาลแล้ว มีสังวาลอันใหญ่ ฝังเพชรซีก แมวใส่แล้วรำคาญมาก มีสร้อยด้วย มีกำไลใส่ข้อเท้าทั้งสี่ขา ข้างละ 4 – 5 อัน ใส่ซ้อนๆกัน …พอในหลวงและสมเด็จฯ เสด็จเวลาประมาณ ๑ ทุ่มได้ รู้สึกว่ามีอะไรไม่ทราบทำให้แมวสงบคงจะเป็นความศักดิ์สิทธิ์ของพิธีก็ได้ คือทั้งคนทั้งแมวตื่นเต้นตกใจกันหมด แต่แมวกลับเงียบ ซึ่งตามธรรมดาเขาจะไม่อยู่นิ่งเลย”

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก, แมว

พระราชวงศ์ชั้นหม่อมเจ้าและเชื้อพระองค์ในกระบวนอัญเชิญเครื่องราชูปโภคและเครื่องเฉลิมพระราชมณเฑียรในรัชกาลที่ 9 น่าเสียดายที่มองไม่เห็นแมว
ภาพ : หนังสือ ประมวลภาพประวัติศาสตร์ไทย พระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมัยรัตนโกสินทร์

นอกจากแมวที่ได้เข้าพิธีสำคัญแล้ว ยังมีอีกหนึ่งสิ่งมีชีวิตได้เข้าร่วมขบวนในฐานะสัตว์มงคลเช่นกัน ในคราวพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียรของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ได้ปรากฏตำแหน่งนางอัญเชิญไก่ขาวในขบวนด้วย อาจเป็นเพราะไก่เป็นสัตว์ที่สวยงามน่ารักและมีคุณช่วยขันบอกเวลาและออกไข่เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นสิ่งใหม่ ตามความเชื่อของชาวจีนไก่ขาวยังสามาถขับไล่สิ่งชั่วร้ายได้

หม่อมราชวงศ์บุษบา พระขนิษฐาในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 รับหน้าที่ผู้อุ้มไก่ขาวและอัญเชิญธารพระกร (ไม้เท้า) ในพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร ปี 2493 หม่อมราชวงศ์กิติวัฒนา ผู้อุ้มแมวเล่าถึงหน้าที่ของหม่อมราชวงศ์บุษบาไว้ว่า “ท่านผู้หญิงบุษบาอุ้มไก่ ตอนนั้นเห็นบ่นว่าไก่อึใส่ เป็นไก่ขาวตัวเบ้อเร่อเลย มีอยู่สองคนที่รู้สึกว่าจำลำบากกว่าเพื่อนเลย แต่ท่านผู้หญิงจะลำบากมากกว่า เพราะต้องถือไม้เท้าอีกอัน มือหนึ่งถือไม้เท้า มือหนึ่งอุ้มไก่” (ย้อนกลับไปดูภาพสมัยรัชกาลที่ 7 ด้านบน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพิสิษฐสบสมัย ลำดับที่ 4 จากขวา เป็นผู้อัญเชิญธารพระกรและอุ้มไก่ขาว)

ราชสีห์ ญาติผู้พี่ของแมว

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก, แมว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับพระมหาชัยมงกุฎ โดยทรงประทับนั่งอยู่บนพระราชอาสน์เก่าแก่ที่มีชื่อว่า พระที่นั่งภัทรบิฐ
ภาพ : หนังสือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดย ณัฏฐภัทร จันทวิช

จะว่าไปแล้วแมวกับสิงโตเป็นญาติร่วมวงศ์กัน (ทั้งคู้จัดอยู่ในวง Felidae ซึ่งเป็นวงศ์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมประเภทเสือ สิงโต ลิงซ์ และแมว) ญาติผู้ใหญ่ของแมวอย่างสิงโตมีบทบาทสำคัญเชิญสัญลักษ์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเช่นกัน กล่าวคือในพระราชพิธีนี้พระมหากษัตริย์จะทรงรับพระมหาพิชัยมงกุฏและเครื่องราชกกุธภัณฑ์อันเป็นเครื่องแสดงความเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ราชพระอาสน์เก่าแก่ มีชื่อว่าพระที่นั่งภัทรบิฐ พระราชอาสน์ดังกล่าวตามธรรมเนียมจะต้องลาดปูด้วยหนังราชสีห์

ต้องบอกก่อนว่าตามความคิดดั้งเดิมแล้วราชสีห์เป็นสัตว์ในจินตนาการ (รูปร่างแบบโลโก้เบียร์สิงห์) คนโบราณน่าจินตนาการต่อยอดมากจากสิงโต ราชสีห์อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์และเป็นเจ้าแห่งสัตว์ทั้งปวง ในพระราชพิธีจึงจำลองหนังราชสีห์ด้วยการใช้แผ่นทองคำเขียนรูปราชสีห์ปูลาดพระที่นั่งภัทรบิฐแทน ดังปรากฏในพระราชพงศาวดาร รัชกาลที่ 1 ว่า “แล้วเสด็จพระราชดำเนินมายังพระที่นั่งภัทรบิฐ พระมหาราชครูจึงประคองพระองค์ขึ้นเสด็จประทับพระที่นั่งภัทรบิฐเหนือแผ่นทองรูปราชสีห์อันมีมหันตเดช”

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก, แมว

แผ่นทองคำเขียนรูปราชสีห์ที่ใช้ปูพระที่นั่งภัทรบิฐ
ภาพ : หนังสือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดย ณัฏฐภัทร จันทวิช

อย่างไรก็ตาม ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งรัชกาลที่ 6 ได้มีการลาดหนังสิงโตทั้งตัวในฐานะราชสีห์ไว้บนพระที่นั่งพุดตานทองคำ สำหรับเป็นที่ประทับเสด็จออกรับถวายชัยมงคล ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยดังที่ปรากฏในรูปด้วย

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก, แมว พระราชพิธีบรมราชาภิเษก, แมว

หนังสิงโตทั้งตัวได้นำมาใช้ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ 6
ภาพ : หนังสือ ประมวลภาพประวัติศาสตร์ไทย พระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมัยรัตนโกสินทร์ และหนังสือ เฉลิมฟิล์มกระจก ฉลองมรดกความทรงจำแห่งโลก

เมื่อคราวพระมหากษัตริย์เสด็จออกยังมุขหรือบัญชร ที่แห่งนั้นจะเรียกว่า ‘สีหบัญชร’ อันมีความหมายว่า หน้าต่างที่มีสัณฐานประดุจกรงเล็บแห่งสิงห์ มีศัพท์โบราณเรียกพระราชดำรัสของพระองค์ว่า ‘สีหนาท’ หรือ ‘สิงหนาท’ มีความหมายตามรูปศัพท์ว่า ดำรัสอันเป็นที่น่าเกรงขามของคนทั้งปวง เหมือนเสียงของราชสีห์เป็นที่น่าเกรงขามของสัตว์ทั้งปวง

เนื่องจากสิงโตแสดงพระบรมเดชานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระมหากษัตริย์ ในพระบรมสาทิสลักษณ์ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเจ้าเกล้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงจ้าง เอ็ดวาร์โด เยลลี ศิลปินชาวอิตาลีวาดขึ้น จะเห็นได้ว่าพรมเสือดาวในภาพถ่ายต้นแบบได้ปรับเปลี่ยนเป็นพรมหนังสิงโตในภาพเขียนจริง มิได้มีบันทึกว่าเป็นด้วยพระราชดำริหรือเกิดจากความคิดของศิลปินเอง หนังสิงโตก็ดูน่าเกรงขามคู่ควรกับบรรยากาศขึงขังของภาพสำคัญยิ่งภาพนี้

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก, แมว

ภาพ : หนังสือ จิตรกรรมและประติมากรรมแบบตะวันตกในราชสำนัก โดยศาสตราจารย์ ดร.อภินันท์ โปษยานนท์

สิงโตตัวแรกในสยาม

ย้อนกลับไปยังสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ พระมหากษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งกรุงศรีอยุธยา พระราชพงศาวดารฉบับสมเด็จพระพนรัตน์บันทึกเหตุการณ์นายกำปั่นชื่ออะลังกะปูนีนำสิงโตกับนกกระจอกเทศอย่างละตัวเข้ามาถวายพระเจ้าเอกทัศน์ นั่นเป็นครั้งแรกที่คนไทยได้เห็นสิงโตตัวเป็นๆ ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการวาดภาพเหตุการณ์นี้และแต่งโคลงประกอบไว้ว่า

คนไทยพึ่งแรกได้

เหนสิง โตนอ

แตกตื่นดื่นชายหญิง

มากยั้ง

ดูนกเทศโตจริง

ปลาดแปลก เพรงพ่อ

ต่างเล่าต่างฦๅตั้ง

แต่นั้นต่อมา

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก, แมว

ภาพวาดจารึกโคลงบริเวณกรอบภาพ แลเห็นกรงสิงโตในด้านขวาสุดของภาพ
ภาพ : หนังสือ โคลงภาพพระราชพงศาวดาร พร้อมบทขยายความและบทวิเคราะห์

ร่องรอยของสิงโตตัวดังกล่าวอาจตกทอดมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ เรื่องมีอยู่ว่า ในสมัยรัชกาลที่ 2 เฒ่าสา หญิงชราผู้หนึ่งให้การว่าตนเองครอบครองหนังประหลาดอยู่ผืนหนึ่ง โดยตนได้รับมาจากนายอูผู้เป็นสามี นายอูรับราชการใกล้ชิดในราชสำนักพระเจ้าเอกทัศน์เมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยา ก่อนที่พระเจ้าเอกทัศน์จะเสด็จหนีออกจากพระราชวัง พระองค์ส่งหนังผืนนี้ให้นายอูแล้วกล่าวว่าเป็นหนังราชสีห์ ให้เก็บไว้ให้ดีอย่าให้พม่าเอาไปได้ เฒ่าสาถวายหนังปริศนาผืนนั้นแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยในที่สุด สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงวินิจฉัยว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาด แต่ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าเป็นหนังของสิงโตสมัยอยุธยาจริง

การน้อมเกล้าฯ ถวายสิงโตเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งในสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อราชทูตฝรั่งเศสแห่งจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ส่งสิงโตสตัฟฟ์และหนังสิงโตอีก 1 ผืนเข้ามาถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อปี 2405 ปรากฏหลักฐานอยู่ในภาพวาดสีน้ำมันประดับอยู่ ณ ท้องพระโรงกลางพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทจนถึงปัจจุบันนี้

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก, แมว

ขอขอบคุณ: หนังสือ จิตรกรรมและประติมากรรมแบบตะวันตกในราชสำนัก โดยศาสตราจารย์ ดร.อภินันท์ โปษยานนท์

บรรณานุกรม

กิติวัฒนา ปกมนตรี, หม่อมราชวงศ์. เขียนถึงสมเด็จ. กรุงเทพฯ : เลมอนที, 2548.

เกริกฤทธี ไทคูนธนภพ. เรื่องอื้อฉาวและคดีความในอดีต. กรุงเทพฯ :

สยามความรู้, 2555. ณัฏฐภัทร จันทวิช. พระราชพิธีบรมราชาภิเษก. กรุงเทพฯ :

กรมศิลปากร, 2530.

ณัฏฐภัทร จันทวิช. พระราชพิธีบรมราชาภิเษก. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2530.

ดาวรัตน์ ชูทรัพย์. หมื่นร้อยพันผสาน เล่ม 4 :

บันทึกสิ่งดีวัฒนธรรมประเพณีวิถีไทย. กรุงเทพฯ : สำนักวรรณกรรมและ.

ประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, 2549.

นนทพร อยู่มั่งมี และ พัสวีสิริ เปรมกุลนันท์. เสวยราชสมบัติกษัตรา. กรุงเทพฯ :

มติชน, 25ุ62.

เฟอร์กูสัน, จอร์จ เวลลส์. เครื่องหมายและสัญลักษณ์ในคริสตศิลป์. พิมพ์ครั้งที่ 7.

กรุงเทพฯ : อมรินทร์, 2556.

วรรณทอง ผมทอง. แมวครองโลก. กรุงเทพฯ : อมรินทร์, 2559.

ศิลปากร, กรม. โคลงภาพพระราชพงศาวดาร

พร้อมบทขยายความและบทวิเคราะห์. กรุงเทพฯ : กรมศิลปาการ, 2550.

ส.พลายน้อย (นามปากกา). สัตวนิยาย. กรุงเทพฯ : ยิปซี, 2555.

สุทธิพันธ์ ขุทรานนท์, บรรณาธิการ. เกร็ดความรู้จากประชุมพงศาวดาร

ฉบับกาญจนาภิเษก. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร,

2550.

สุรเดช โชติอุดมพันธ์. สัตว์ศึกษา: สู่โลกหลังภาพแทน ในสิงสาราสัตว์ :

มานุษยวิทยาว่าด้วยสัตว์และสัตว์ศึกษา /

สุดแดน วิสุทธิลักษณ์, บรรณาธิการ. กรุงเทพฯ :

มูลนิธิเพื่อการศึกษาประชาธิปไตยและการพัฒนา (โครงการจัด

มพ์คบไฟ), 2560.

อภินันท์ โปษยานนท์, จิตรกรรม และประติมากรรมแบบตะวันตกในราชสำนัก.

พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : อมรินทร์,

2537.

เอนก นาวิกมูล. นิทานมิบ. กรุงเทพฯ : พิมพ์คำ, 2557.

Writer

นักรบ มูลมานัส

นักคุ้ยของเก่าผู้เล่าเรื่องผ่านการสร้างภาพ (ประกอบ) ที่อยากจะลองเล่าเรื่องผ่านตัวอักษรดูบ้าง

จด *หมายเหตุ

จด *หมายเหตุ ให้กับรูปเก่าๆ ที่เราพบที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

“อีนี่มันหนีมาจากโรงพยาบาลหลายปีแล้ว พวกหมอเขาจำมันได้ เพราะว่าเวลามันหงุดหงิดหรือโมโห มันชอบเปิด ‘ของดี’ ให้คนดู” สมทรง ม่ายสาวเสียสติจากนวนิยายรางวัลซีไรต์เรื่อง คำพิพากษา ของ ชาติ กอบจิตติ (หลายคนจดจำตัวละครนี้ได้ดีจากการแสดงของ บงกช คงมาลัย ในภาพยนตร์ที่สร้างมาจากนิยายเล่มนี้ในชื่อ ไอ้ฟัก) เป็นตัวละครที่ติดตรึงอยู่ในใจของผู้อ่านผู้ชมทุกยุคสมัยเพราะเธอคือนางเอกผู้แสนแตกต่าง สมทรงเปิดเปลือยกายใจให้ผู้คนได้ฉุกคิดถึงมุมมองของมนุษย์และสังคมที่ตีตราความวิกลจริต อะไรกันแน่คือความบ้า และอะไรกันหนอคือความปกติ

สมทรงรักการแต่งกายสีจัดจ้าน พูดจารู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง เพียรแต่เก็บของที่ดูไร้ค่ามาสะสมจนเกลื่อนกระต๊อบ ที่ดูจะร้ายแรงที่สุดสำหรับคนในหมู่บ้าน เห็นจะเป็นพฤติกรรมชอบเผยของสงวนของหล่อน 

“ฟักไม่แน่ใจในอาการของนางที่เริ่มผิดปกติขึ้นเรื่อยๆ จากการยิ้มยั่วหยอกผู้ชาย เปิดนมให้ครูปรีชาดู แก้ผ้าแก้ผ่อนในสวนพุทรา เปิดผ้าถุงใส่หน้าทิดส่ง” 

พ่อของฟัก ตัวละครเอกของเรื่อง พบสมทรงเข้าโดยบังเอิญและลงเอยด้วยการได้เสียเป็นเมียผัว ฟักในฐานะลูกเลี้ยงของสมทรงพยายามถามถึงที่มาที่ไปของแม่เลี้ยง 

“ไม่รู้นางมาจากไหนเสียด้วย ถามทีไรตอบแต่กรุงเทพฯ คลองสาน กรุงเทพฯ คลองสาน” 

ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
ภาพ : www.thairath.co.th

ทุกวันนี้เราอาจจะนึกถึงคลองสานในภาพของย่านที่ตั้งห้างสรรพสินค้ามหาทุนนิยม ท่าเรือข้ามฟากที่มีของกินของขายหลากหลาย หลายคนนึกถึงโครงการ The Jam Factory ร้านหนังสือ ร้านกาแฟที่สุขสงบ 

แต่เมื่อเอ่ยถึงคลองสานในยุคก่อน คนส่วนใหญ่จะต้องนึกถึงโรงพยาบาลในตำนานอย่างโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา ที่มีชื่อลำลองอันติดปากติดหูอย่าง ‘หลังคาแดง’ สถานที่แห่งนี้เป็นโรงพยาบาลจิตเวชแห่งแรกของไทย และได้ชื่อว่าเป็นโรงพยาบาลหลวงลำดับที่ 2 เกิดขึ้นหลักจากโรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลหลวงแห่งแรกเพียงไม่กี่ปี จนถึงขวบปีนี้ โรงพยาบาลหลังคาแดงแห่งคลองสานมีอายุถึง 131 ปีแล้ว 

ในสมัยรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงออกหนังสือพิมพ์ ดุสิตสมิต สำหรับเมืองจำลองดุสิตธานี ปกหลังของ ดุสิตสมิต ทุกเล่มมีคำประพันธ์ลงท้ายไว้ว่า

“ชมเราก็แทงคิว

ผิวะฉิวก็ซอร์รี่

แม้แม็ดมิคืนดี

ก็จะเชิญ ณ คลองสาน ฯ”

ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า

บทกวีดังกล่าวบอกเป้าประสงค์ของหนังสือพิมพ์ที่จะลงบทความวิพากษ์วิจารณ์ผสมผสานการแซวบุคคลในราชสำนัก และเหน็บแนมว่าหากผู้ใดคิดเป็นจริงเป็นจังกับคำล้อเลียนนั้นถึงขั้น ‘แม็ด’ (Mad) ก็จะขอเชิญไป ‘คลองสาน’ ที่ตั้งของโรงพยาบาลหลังคาแดง ที่ในขณะนั้นมีชื่อเรียกว่าโรงพยาบาลคนเสียจริต แสดงถึงกิตติศัพท์อันเลื่องลือของสถานที่แห่งนี้

การตีตราของสังคมที่มีต่พฤติกรรมอันแตกต่าง ซ้อนประสานกับเรื่องเล่าลึกลับที่ระคนไปด้วยความไม่รู้พอๆ กับความอยากรู้อยากเห็น ทำให้ภาพของคลองสานและหลังคาแดงแปดเปื้อนไปด้วยอคติเสมอมา ภาพความคลุมเครือของสถานที่แห่งนี้แจ่มแจ้งขึ้นมาหน่อยในนิทรรศการ ‘ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา’ ที่จัดขึ้น ณ หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร (BACC) เราได้เห็นแวบหนึ่งของสถานที่ที่ผู้คนเรียกว่าโรงพยาบาลบ้าและเหล่า ‘คนบ้า’ ในหลืบมุมหนึ่งของกาลเวลา

ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
ภาพ : หนังสือ ฟิล์มกระจกจดหมายเหตุ หนึ่งพันภาพประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ เล่ม 2

ย้อนกลับไปพิจารณา ความบ้า ความเสียสติ ความวิกลจริต ความผิดปกติทางจิต หรือเราจะเรียกว่าอะไรก็ตามแต่ เราพบว่าอาการเหล่านี้มีเส้นทางอันยาวนาน และเหมือนจะอยู่คู่กับสังคมโลกมาตั้งแต่การกำเนิดขึ้นของมนุษยชาติ 

เรื่องราวของความบ้าปรากฏอยู่ในทุกอารยธรรม ในเบื้องแรกความเบี่ยงเบนไปจากมาตรฐานเหล่านี้มักถูกเชื่อมโยงเข้ากับศาสนาหรือสิ่งเหนือธรรมชาติ มนุษย์ยุคแรกเชื่อว่าเป็นการดลบันดาลของสิ่งที่มองไม่เห็น ผู้ที่ถูกมองว่าบ้าอาจมีฐานะเป็นทั้งผู้วิเศษที่ติดต่อกับสิ่งลี้ลับได้ ในขณะเดียวกับคนบ้าบางคนก็ถูกมองว่าเป็นปีศาจร้ายที่ถูกวิญญาณชั่วสิงสู่ 

ร่องรอยของความพยายามที่รักษาความวิกลจริตปรากฏขึ้นตั้งแต่ 10,000 ปีที่แล้ว นักโบราณคดีค้นพบข้อเท็จจริงที่น่าสะพรึงกลัวว่า หัวกะโหลกจำนวนหนึ่งของมนุษย์โบราณที่พบในหลายภูมิภาคของโลก ต่างมีร่องรอยการเจาะรูบนกะโหลก สันนิษฐานกันว่าเป็นหลักฐานของการรักษาสุดสยองที่เรียกว่า Trepanning ที่มนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ทำเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยอันรวมถึงอาการผีเข้าหรือความวิกลจริต โดยการใช้ของแข็งเจาะลงไปในกะโหลก ด้วยความเชื่อว่าเป็นการปลดปล่อยความกดดันหรือความชั่วร้าย 

หลายคนยังมีชีวิตต่อไปได้หลังจากการรักษานี้ และแน่นอนว่าผู้ป่วยจำนวนมากก็เสียชีวิตจากการรักษาวิธีนี้เช่นกัน เศษกะโหลกที่ได้จากการเจาะจะเก็บไว้ใช้เป็นเครื่องราง หัวกะโหลกที่ถูกเจาะนี้ค้นพบในประเทศไทยด้วยที่แหล่งโบราณคดีบ้านธาตุ อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ไม่น่าเชื่อว่าวิธีการรักษานี้ใช้กันมาจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 18

ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
ภาพ : images.immediate.co.uk
ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
รายละเอียดจากภาพเขียน The Extraction of the Stone of Madness โดย Hieronymus Bosch แสดงให้เห็นถึงวิธีการรักษาด้วยการเจาะกะโหลก
ภาพ : en.wikipedia.org/wiki/Trepanning

ในยุครุ่งเรืองของกรีกโบราณ ฮิปโปเครตีส (Hippocrates) นายแพทย์ชาวกรีกผู้ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งการแพทย์ตะวันตก ตีความสาเหตุอาการทางจิตเวชต่างออกไป ฮิปโปเครตีสเสนอว่าความบ้าเป็นโรคภัยไข้เจ็บอย่างหนึ่ง ไม่ต่างไปจากโรคทางกายอื่นๆ ที่เกิดจากความไม่สมดุลของของเหลวในร่างกาย 

ของเหลว 4 ประการนี้ ได้แก่ เลือด น้ำดีดำ น้ำดีเหลือง และเสมหะ อันเป็นสิ่งที่บ่งถึงความร้อน ความเย็น ความชื้น และความแห้งในร่างกายมนุษย์ 

อย่างไรก็ดี การรักษาอาการเหล่านี้ยังเป็นการรักษาเชิงจิตวิญญาณ ผู้ป่วยต้องทำพิธีชำระร่างกายจิตใจในเทวสถาน และเข้าไปนอนในทางเดินใต้ดินของสถานที่นั้น เชื่อกันว่าเมื่อผู้ป่วยหลับ แอสคลีเพียส (Asklepois) เทพเจ้าแห่งการแพทย์จะมาปรากฏในฝันในรูปแบบของบุรุษ เด็ก งู หรือสุนัข มาสัมผัสผู้ป่วย และผู้ป่วยก็จะหายจากอาการคลุ้มคลั่งด้วยสัมผัสนั้น

วิธีการรักษาที่แพร่หลายอีกวิธีหนึ่งคือการกรอกเลือด (Bloodletting) ที่เริ่มมีใช้ตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณ ด้วยแนวคิดคล้ายๆ กันที่ว่าโรคภัยต่างๆ รวมถึงโรคจิตเวช เกิดจากเลือดเสียคั่งค้างอยู่ในร่างกาย การถ่ายเลือดเสียออกจากร่างกายจะทำให้อาการดีขึ้น 

ชาวต่างชาติที่เข้ามายังกรุงศรีอยุธยาได้บันทึกว่า ในกรุงศรีฯ ก็มีการรักษาโดยการใช้ปลิงดูดเลือดผู้ป่วยออกด้วย สุนทรภู่ก็เคยกล่าวถึงวิธีการรักษาแบบนี้ไว้ใน นิราศพระประธม ในท่อนที่ว่า

“ถึงบางกอกกรอกเลือดให้เหือดโรค แต่ความโศกจะกรอกออกที่ไหน”

ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
ภาพ : www.castlesandmanorhouses.com
ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
ภาพ : www.researchgate.net

 การกรอกเลือดเป็นวิธีการรักษาที่เป็นที่นิยมทั่วไปจนมาเสื่อมความนิยมในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ศาสตราจารย์นายแพทย์ฝน แสงสิงแก้ว ผู้ได้รับยกย่องว่าเป็นบิดาของจิตเวชศาสตร์ไทย ได้เล่าเรื่องวิธีการกรอกเลือดรักษาในโลกตะวันตกสมัยก่อนว่า

“ถ้าผู้ป่วยหนุ่มแน่น ให้กรอกเลือดออกขยาดเก้าออนซ์ สามครั้ง โดยมีระยะห่างสามวัน จะช่วยลดความเพ้อคลั่งได้ ถ้ายังไม่หายให้จองจำ ล่ามโซ่ หรือชกต่อยกันหนักๆ ต่อไป”

บรรยากาศความหดหู่ของการรักษาดังกล่าวพาเราย้อนกลับไปยังกำเนิดของโรงพยาบาลจิตเวชในโลกตะวันตก ที่มีวิวัฒนาการมาจากอาศรมวิกลจริต (Lunatic Asylum) ราวคริสต์ศตวรรษที่ 15 โรงพยาบาลนักบุญแมรีเบธเลเฮม (St Mary Bethlehem Hospital – ปัจจุบันใช้ชื่อว่า Bethlem Royal Hospital) ในมหานครลอนดอน ซึ่งแต่เดิมเป็นสถาพยาบาลและที่พำนักของผู้ยากไร้ได้กลายเป็นที่พำนักกักกันของผู้คนที่สังคมมองว่าบ้า ชื่อเล่นของโรงพยาบาลอย่าง Bedlam กลายเป็นชื่อเรียก ‘โรงพยาบาลบ้า’ โดยทั่วไป และยังกลายเป็นศัพท์ที่แปลว่าภาพอันโกลาหลอลหม่าน 

ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
โรงพยาบาล St Mary Bethlehem
ภาพ : en.wikipedia.org

สถานพำนักกึ่งกักกันรูปแบบนี้เกิดขึ้นตามเมืองใหญ่ทั่วยุโรป มีลักษณะคล้ายกันคือกระเดียดไปทางคุกมากกว่าสถานพยาบาล มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) ปราชญ์ชาวฝรั่งเศสคนสำคัญ วิเคราะห์ศึกษาความบ้าในแง่ปรากฏการณ์ทางสังคม ฟูโกต์อธิบายว่า เมื่อยุโรปเข้าสู่ยุคเรืองปัญญา (Age of Enlightenment) ราวคริสต์ศตวรรษที่ 17 สังคมเชื่อมั่นและให้ความสำคัญยิ่งในเหตุผลและความสามารถของมนุษย์ ที่จะบรรลุสัจธรรมอันสูงสุดเพื่อนำโลกเข้าสู่ยุคสมัยใหม่

ความวิกลจริตที่เคยเชื่อมโยงกับเรื่องเชิงจิตวิญญาณถูกมองอย่างวิทยาศาสตร์ ให้กลายเป็นโรคทางการแพทย์อย่างสิ้นเชิง จิตเวชศาสตร์ (Psychiatry) จึงกำเนิดขึ้นในยุคนี้ คนบ้าซึ่งอยู่ด้านตรงข้ามกับคนมีเหตุผลจึงสมควรถูกแยกออกไปจากสังคม ไม่ให้มาขัดขวางการดำเนินไปของยุคแห่งเหตุผล มิใช่เพียงผู้มีอาการทางประสาทอย่างเดียวเท่านั้นที่ถูกกักขัง ผู้ประพฤติผิดจารีตศีลธรรม คนไร้บ้าน คนเกียจคร้านไร้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และอาชญากรถูกจองจำไร้อิสระ

ภาพในอาคารทึบทึมแยกส่วนออกไปจากสังคมของผู้เจริญ ที่ Bedlam คนไข้อาการรุนแรงจะถูกขังไว้ในห้องมืดๆ เช่นในกรณีของผู้ป่วยชายนาม วิลเลียม นอร์ริส (William Norris) ที่ถูกแยกขังเดี่ยวและพันธนาการไว้ด้วยเครื่องกักขังเหล็กเป็นเวลากว่า 10 ปี ส่วนคนไข้ที่มีอาการสงบจะถูกบังคับให้ออกไปรับบริจาคตามท้องถนน

ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
วิลเลียม นอร์ริส ผู้ถูกกักขังที่ Bedlam กว่า 10 ปี
ภาพ : Wellcome Collection

เมื่อความกระหายใคร่รู้ใน Bedlam เพิ่มมากขึ้น ทางโรงพยาบาลจึงสนองความต้องการของชาวลอนดอนโดยการเปิดให้บุคคลภายนอกได้เข้ามาชมคนไข้ ไม่ต่างอะไรกับการไปชมสวนสัตว์ โดยเก็บค่าเข้าชม 1 เพนนี 

ในทศวรรษ 1750 โรงพยาบาล Bedlam มีผู้เข้าชมมากกว่าหมื่นคนต่อปี กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับ 2 ของชาวลอนดอน เป็นรองแค่เพียงมหาวิหารนักบุญพอล (St Paul’s Cathedral) เท่านั้น 

ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
ภาพพิมพ์โดย William Hogarth แสดงบรรยากาศความโกลาหลในโรงพยาบาล Bedlam 
ภาพ : en.wikipedia.org

กระทั่งปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 ผู้คนเริ่มตั้งคำถามถึงวิธีการปฏิบัติต่อคนเหล่านี้ โดยทางฝั่งฝรั่งเศส นายแพทย์ฟิลิป พิเนล (Philippe Pinel) เป็นหัวหอกในการปฏิวัติครั้งนี้ เขามองกว่ากักขังทารุณคนไข้และปฏิบัติกับคนเหล่านั้นเยี่ยงสัตว์เป็นวิธีการที่แสนจะไร้มนุษยธรรม ฟิเนลสั่งปลดโซ่ตรวนในสถานกักกันท่ามกลางความตกตะลึงของผู้คนในสังคม ฟิเนลพิสูจน์ให้เห็นว่าอิสรภาพ แสงสว่าง และความเมตตา ทำให้ผู้ป่วยจิตเวชมีอาการดีขึ้นได้

ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า

ประจวบกับฝั่งอังกฤษ มีกษัตริย์นามว่าพระเจ้าจอร์จที่ 3 (George III) ทรงประสบภาวะสติวิปลาสในปั้นปลายพระชนม์ชีพ เมื่อพระชนมพรรษา 50 ทรงสูญเสียความเข้าใจในเหตุผล พระเนตรมืดบอดลง และเริ่มสูญเสียความทรงจำ พระองค์ทรงได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับคนป่วยทั่วไปในสมัยนั้น คือถูกล่ามไว้ในที่กักขังในปราสาทวินด์เซอร์ 

มีบันทึกว่าในวันคริสตมาส ค.ศ. 1819 พระองค์ตรัสไม่เป็นภาษานานติดต่อกันถึง 58 ชั่วโมง หลังจากทุกข์ทรมานจากความวิกลจริตถึง 10 ปี ก็สวรรคต สภาวะที่น่าสมเพชเวทนาของกษัตริย์ทำให้ผู้แวดล้อมพระองค์ตลอดจนประชาชนทั่วไปมองเห็นความโหดร้าย และเริ่มปรับปรุงการดูแลแบบการกักกันให้กลายเป็นการรักษาที่มีมนุษยธรรมในที่สุด

ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
พระเจ้าจอร์จที่ 3 เมื่อแรกขึ้นครองราชย์ ภาพเขียนโดย Allan Ramsay ค.ศ. 1762
ภาพ : en.wikipedia.org
ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
พระเจ้าจอร์จที่ 3 ในบั้นปลายพระชนมชีพ ภาพพิมพ์โดย Henry Meyer
ภาพ : en.wikipedia.org

 อ้อมโลกกันมานาน ถึงเวลากลับมาสำรวจความวิกลจริตในสยามประเทศกันบ้าง ในพงศาวดารสยามมีการกล่าวถึงเจ้านายหลายพระองค์ที่มีพระอาการสติวิปลาส เช่นในกรณีระดับตำนานอย่างสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จารึกตำรายาที่วัดราชโอรสารามในรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ก็กล่าวถึงอาการป่วยอย่างหนึ่งที่แพทย์แผนปัจจุบันอาจมองว่าเป็นอาการทางจิตเวชไว้ว่า 

“อันว่าลมหทัยวาตกำเริบนั้น คือพัดดวงหทัยให้ระส่ำรสาย คลุ้มดีคลุ้มร้าย แลมักขึ้นโกรธให้หิวโหยหาแรงมิได้”

ต่อมาในสมัยต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงออกประกาศเรื่องมิให้ละทิ้งคนเสียจริต (คำว่า ‘จริต’ นอกจากจะมีความหมายว่ากิริยาอาการ ยังมีความหมายว่าความประพฤติปกติ ‘เสียจริต’ จึงอาจหมายถึงภาวะที่คนเราเสียความเป็นปกติไป) 

ประกาศฉบับนี้มีเนื้อความส่วนหนึ่งว่า 

“ถ้าญาติพี่น้องบุตรหลานบ่าวทาสของผู้ใด แลลูกวัดคฤหัสถ์สามเณรศิษย์ของพระองค์ไร เสียจริตเปนบ้าคลุ้มคลั่งฤๅคลุ้มดีคลุ้มร้ายเปนคราวๆ มีอยู่ ก็ให้ผู้นั้นเอาใจใส่รักษาพยาบาลกักขังระวังให้แน่นหนามั่นคง อย่าปล่อยให้เที่ยวไปมาตามลำพังได้” 

นี่ก็คล้ายกับแนวคิดเรื่องการกักขังคนวิกลจริตไว้ไม่ให้ออกมาปะปนในสังคมของผู้เจริญ อย่างที่ชาวตะวันตกเชื่อกันมาแต่ก่อน

 ความรู้เรื่องโรงพยาบาลจิตเวชเผยแพร่สู่สาธารณชนสยามครั้งแรกโดยมิชชันนารีคนสำคัญอย่างหมอบรัดเลย์ในหนังสือพิมพ์ บางกอกรีคอร์เดอร์ เมื่อ พ.ศ. 2409 ในเนื้อหาที่ว่า 

“ในประเทศยุโรปนั้น ถ้าเป็นบ้าแล้วจะมีธรรมเนียมให้กักขังรักษาไว้แต่โดยดี แลให้บำรุงใจคอสบายชื่นมื่นอย่าให้คนบ้าลำบาก คนบ้าก็กลับหายจากบ้าโดยมาก อันจะปล่อยคนบ้าไว้แต่ลำพังนั้น ก็มังจะเกิดความวุ่นๆ วายๆ บางทีคนบ้าไปเที่ยวทิ่มแทงฆ่าฟันคน ทิ้งไฟเผาเย่าเรือน กระทำให้บ้านเมืองเปนอันตรายต่างๆ จะไว้ใจคนบ้านั้นมิได้ จึ่งมีธรรมเนียมในประเทศยุโรปแลอเมริกา เมื่อเหนผู้ใดเปนบ้าแน่แล้ว ก็เอาตัวไปไว้ที่หัศปิตัล แปลเปนไทยว่าที่รักษาโรคต่างๆ” 

ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
ภาพ : หนังสือ สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา 5 แผ่นดิน

คำทับศัพท์ที่สะกดอย่างหรูว่า ‘หัศปิตัล’ ทำให้เห็นว่าคำว่า ‘โรงพยาบาล’ ยังไม่เป็นที่รู้จักในสมัยนั้น

ต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ยุวกษัตริย์พระชนมพรรษา 17 พรรษาเสด็จฯ ประพาสสิงคโปร์และหัวเมืองมลายู เป็นการเสด็จฯ ต่างประเทศครั้งแรก ได้ทรงเยือนสถานที่น่าสนใจอย่างมิวเซียม โรงกลั่นน้ำโซดา โรงโอเปรา สวนพฤกษศาสตร์ คุกขังนักโทษ รวมไปถึงโรงพยาบาลคนเสียจริตด้วย 

หลักจากนั้นเกือบ 20 ปี โรงพยาบาลคนเสียจริตแห่งแรกของไทยก็ตั้งขึ้นที่คลองสาน เมื่อ พ.ศ. 2432 ที่ตั้งแรกสุดอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยดัดแปลงบ้านเก๋งจีนของ พระยาภักดีภัทรากร (เกงซัว ภัทรนาวิก) ให้กลายเป็นโรงพยาบาล

เมื่อแรกตั้งโรงพยาบาลมีผู้ป่วยเพียง 30 คนเท่านั้น แต่เพียงในปีแรกของการทำการก็มีคนไข้มารักษาถึง 820 คน จากบันทึกของโรงพยาบาลจนถึง พ.ศ. 2447 พบว่าเพียง 17 ปีแรกของการก่อตั้ง มีคนเสียจริตเข้ามารักษาเป็นจำนวนถึง 19,576 ราย ประกอบไปด้วยคนทุกชนชั้น ตั้งแต่ราษฎรไปจนถึงเจ้านาย ด้วยมีรายชื่อคนไข้คือ หม่อมเจ้าสุวรรณ ใน กรมหมื่นพิศาลบวรศักดิ์ เข้ามารักษาในโรงพยาบาลคนเสียจริตเป็นเวลาหลายเดือนด้วย

ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
ภาพจำลองบ้านพระยาภักดีภัทรกร (เจ้าสัวเกงซัว) ที่ใช้เป็นโรงพยาบาลคนเสียจริตแห่งแรก จินตนาการขึ้นจากแผนผังและข้มูลวิจัย 
ภาพ : หนังสือ สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา 5 แผ่นดิน

หลวงวิเชียรแพทยาคม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลคนเสียจริต เล่าถึงบรรยากาศในโรงพยาบาลเมื่อท่านยังเด็กไว้ว่า 

“ขอสารภาพว่าไปรู้จักด้วยความซน คือไปขึ้นต้นหว้าหลังโรงพยาบาลดูคนไข้แก้ผ้าเปลือยกายนอนตากแดด ดูเขามัดล่ามโซ่ติดกับเสา ติดกับลูกกรงเหล็ก ไปฟังคนไข้ด่า ร้องเพลงหยาบๆ คายๆ ซึ่งสนุกไปตามภาษาเด็ก” 

ทำให้เราพอจะเห็นความเป็นไปของสถานที่แห่งนี้ ใน พ.ศ. 2453 นายแพทย์ไฮเอ็ต (Dr.H Campbell Highet) เจ้ากรมสุขาภิบาล เขียนรายงานการตรวจโรงพยาบาลคนเสียจริตความว่า 

“ในจำนวนคนไข้ทั้งหมดเปนชาย 264 หญิง 32 มีอาการคลั่งร้ายแรงอาจทำอันตรายได้ถึง 54 คน ต้องแยกขังไว้ต่างหาก แต่ห้องแยกมีน้อย จึงต้องขังรวมคนอื่นซึ่งยัดเยียดทำร้ายกันเสมอ มีหลายคนนำมาล่ามโซ่ไว้กับพื้นกระดานเช่นเดียวกับสัตว์ที่ดุร้าย ห้องหลายห้องชำรุดและรักษาความสะอาดไม่ได้จนมีผู้ป่วยเป็นโรคลำไส้มาก โรงพยาบาลนี้ชำรุดน่าอับอายอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าเองไม่สามารถสรรหาคำพูดที่แรงพอเพื่อแสดงว่าอับอายและขยะแขยงเพียงใด”

ด้วยความแออัดและความชำรุดทรุดโทรมที่ไม่อาจฟื้นฟูขึ้นได้ โรงพยาบาลคนเสียจริตได้ย้ายขยับขยายมาตั้งยังสถานที่ที่เป็นโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาในปัจจุบันเมื่อต้นรัชสมัยรัชกาลที่ 6 และสถานที่นี่เองที่ปรากฏในฟิล์มกระจกหลายภาพ ตำนานหลังคาแดงเกิดขึ้นในยุคนี้ดังที่หลวงวิเชียรแพทยาคมอธิบายว่าเป็รความคิดของ นายแพทย์คาธิวส์ (Dr.M Cathews) ผู้อำนวยการโรงพยาบาลคนเสียจริตคนแรก 

“สังกะสีที่มุงหลังคา หมอได้สั่งสีแดงจากห้างๆ หนึ่งเป็นสีค้างสตอกคงหลายปีมาแล้วจนสีนั้นแห้งแต่คุณภาพยังดี แต่ซื้อได้อย่างราคาถูกมาก แล้วก็ซื้อน้ำมันผสมสีมาผสมใช้ทาหลังคาเพื่อกันสังกะสีจะเกิดสนิมเท่านั้น แต่ได้บอกไว้แล้วว่าโรงเรือนในโรงพยาบาลนี้มีมากหลัง เมื่อลงสีแดงทั่วหมดเมื่อใครผ่านหรือเข้าไปในโรงพยาบาลก็จะเห็นเป็นสีแดงไปหมดทั้งโรงพยาบาล เพราะโรงเรือนเหล่านี้เป็นอาคารเตี้ยๆ ก็มองเห็นใกล้ตาคนพบเห็นได้ถนัน แต่เรื่องนี้ชาวต่างประเทศมาพบเห็นกลับชมว่าสวยดี เพราะโรงพยาบาลเต็มไปด้วยต้นไม้สีเขียว เมื่อตัดกับหลังคาสีแดงจะเห็นเด่นงามดี” 

หมอคาธิวส์ยังเป็นผู้ดำริให้ปลูกต้นไม้ใหญ่หลากชนิดให้รื่นครึ้มทั่วบริเวณโรงพยาบาล ด้วยความคิดที่ว่าธรรมชาติจะช่วยบำบัดผู้ป่วยด้วยอีกทาง ต้นไม้พันธุ์แปลกหลายชนิดปลูกอยู่ที่นี่เป็นที่แรก จนเจ้านายและคหบดีผู้เป็นนักเลงต้นไม้สมัยนั้นต้องมาดูต้นไม้ใหญ่ที่สวยและแปลกที่โรงพยาบาลแห่งนี้

ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
ภาพ : หนังสือ ฟิล์มกระจกจดหมายเหตุ หนึ่งพันภาพประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ เล่ม 2

จากภาพฟิล์มกระจก เราจะเห็นคลองเล็กที่เป็นเส้นทางสัญจรมายังโรงพยาบาลในสมัยนั้น แลเห็นสิงโตจีนที่นอกจากจะใช้เป็นหลักผูกเรือแล้ว ยังมีเรื่องเล่าว่าญาติและผู้ป่วยมักจะกราบไหว้สิงโตและบนบานให้หายโรค ในภาพอื่นเราจะเห็นผู้ป่วยชายหญิงในชุดเครื่องแบบ ที่ตรงกับบันทึกของโรงพยาบาลสมัยนั้นที่ว่า ผู้ป่วยหญิงจะสวมเสื้อคอกลมสีขาว นุ่งโจงกระเบนสีน้ำเงินหรือผ้าถุงสีกรมท่า ส่วนผู้ป่วยชายแต่งชุดกากี หรือเสื้อขาวกับกางเกงขาสั้นสีน้ำเงิน ถ้าสติดีจะนุ่งกางเกงจีนขายาวสีดำ 

ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
ภาพ : หนังสือ สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา 5 แผ่นดิน

การรักษาดูแลผู้ป่วยของโรงพยาบาลคนเสียจริตเจริญก้าวหน้าไปพร้อมกับมุมมองและเทคโนโลยีทางการจิตเวชศาสตร์สากล ใน พ.ศ. 2475 โรคพยาบาลคนเสียจริตเปลี่ยนชื่อเป็นโรงพยาบาลโรคจิตต์ ธนบุรี เพื่อลดการตีตราของสังคม และเมื่อผู้คนตีตราให้กับคำว่า ‘โรคจิต’ อีก สถานที่นี่จึงเปลี่ยนชื่ออีกครั้ง เป็นโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาตามชื่อของถนนที่ตั้ง ปัจจุบันมีชื่ออย่างเป็นทางการว่าสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา ตั้งอยู่ ณ สถานที่เดิมที่ผู้คนเคยแลเห็นหลังคาสีแดงและเลื่องลือกันไปต่างๆ นานามิรู้จบ

ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
ภาพ : หนังสือ ฟิล์มกระจกจดหมายเหตุ หนึ่งพันภาพประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ เล่ม 2

Writer

นักรบ มูลมานัส

นักคุ้ยของเก่าผู้เล่าเรื่องผ่านการสร้างภาพ (ประกอบ) ที่อยากจะลองเล่าเรื่องผ่านตัวอักษรดูบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load