28 ธันวาคม 2565
758

‘Caracol’ ชื่อนี้อาจจะไม่คุ้นหูนักท่องเที่ยวบ้านเรานัก แต่มันคืออาณาจักรโบราณของอารยธรรมมายาที่เคยรุ่งเรืองและมีความสำคัญสูงสุดทีเดียว อาณาบริเวณกินพื้นที่ถึง 200 ตารางกิโลเมตร เคยมีพลเมืองอาศัยถึง 100,000 คน นับว่าใหญ่กว่าเบลีซซิตี้ (Belize City) เมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเบลีซในปัจจุบันเสียอีก! (ปัจจุบันเบลีซมีประชากรประมาณ 400,000 คน)

การไปที่นี่เป็นงานยากมาก แต่ฉันก็ดั้นด้นถ่อไป เพราะอยากจะไปเห็นอย่างที่สุด เคยไป Tikal ซึ่งเป็นซากเมืองและพีระมิดของมายาในประเทศกัวเตมาลามาแล้ว ยังติดตรึงใจไม่หาย อยากจะไปชมซากอารยธรรมมายาเสียทุกที่ ได้ไปประเทศเบลีซครั้งแรกนั้นมีเวลาน้อย จะไปไหนก็ใช้เวลาเดินทางเยอะ จึงต้องตัดใจเลือก

และโดยที่ไม่ต้องคิดมาก ฉันเลือกไปเยือน Caracol อันไปยากที่สุดในบรรดาซากเมืองทั้งหมด เหตุผลด้วยปรัชญาเดิม คือยิ่งยากต้องยิ่งรีบไป ก่อนที่จะแก่เดินไม่ไหว

บุกป่าฝ่าดง ลุยถนนสุดขรุขระ ไปชมซากมหาพีระมิดของชาวมายาที่ Caracol ประเทศเบลีซ

จาก Belize City ฉันขับรถไปเกือบ 3 ชั่วโมง เพื่อเข้าพักที่ Blancaneaux Lodge ซึ่งอยู่ใจกลางป่าในเขต Cayo District ฉันใช้ที่นี่เป็นฐานในการไปสำรวจ Caracol โรงแรมนี้ฉันเคยได้ยินชื่อและหมายมั่นปั้นมือมานาน มันเป็นของ Francis Ford Coppola ผู้กำกับฮอลลีวูดชื่อดังที่มาหลงรักและลงทุนสร้างโรงแรมอยู่หลายแห่งที่นี่

บุกป่าฝ่าดง ลุยถนนสุดขรุขระ ไปชมซากมหาพีระมิดของชาวมายาที่ Caracol ประเทศเบลีซ

กว่าจะถึง ถนนแย่มาก ต้องค่อย ๆ กระเด้งกระดอนไป แต่พอถึงแล้วหายเหนื่อยเลยทีเดียว เพราะร่มรื่นเขียวชอุ่มสมกับเป็น Jungle Lodge การตกแต่งออกแบบกลมกลืนกับธรรมชาติทุกสิ่งอัน ห้องเป็นกระท่อม ๆ กระจายกันไปตามสุมทุมพุ่มไม้ ฉันจองห้องในกระท่อมริมแม่น้ำไว้ มีระเบียงกว้างหันหน้าออกแม่น้ำ Macal ร่มรื่นสบายมาก

บุกป่าฝ่าดง ลุยถนนสุดขรุขระ ไปชมซากมหาพีระมิดของชาวมายาที่ Caracol ประเทศเบลีซ
บุกป่าฝ่าดง ลุยถนนสุดขรุขระ ไปชมซากมหาพีระมิดของชาวมายาที่ Caracol ประเทศเบลีซ

ที่สำคัญคือโรงแรมนี้บริการดีสุด ๆ ดูแลทุกเรื่องอย่างใส่ใจ อบอุ่นกันเองเหมือนต้อนรับแขกในบ้าน นี่คือหนึ่งในโรงแรมที่ดีที่สุดในเบลีซ แต่จะว่าไป ฉันว่าระดับมันน่าจะได้แค่ 3 ดาวครึ่งหรือ 4 ดาวเท่านั้น ถ้าเทียบกับมาตรฐานโลก ด้วยจานชามที่เคยหรูหราแต่เก่าลอกแล้ว โต๊ะเก้าอี้โบราณไม่เก๋ร่วมสมัย แต่ได้ใจตรงที่เขายังใส่ใจรายละเอียด ในห้องมีดอกไม้ใบไม้วางเสียบแทรกบนผ้าเช็ดตัว โต๊ะ เตียง กลางคืนมาจุดเทียนหอมประดับวิบแวมให้ทั้งห้อง และขออะไรก็ตั้งใจทำให้สุดใจทุกอย่าง น่ารักมากจนมองข้ามเครื่องใช้เก่าเกินไปได้ทีเดียว

บุกป่าฝ่าดง ลุยถนนสุดขรุขระ ไปชมซากมหาพีระมิดของชาวมายาที่ Caracol ประเทศเบลีซ
บุกป่าฝ่าดง ลุยถนนสุดขรุขระ ไปชมซากมหาพีระมิดของชาวมายาที่ Caracol ประเทศเบลีซ

ฉันจองไกด์จากโรงแรมให้พาไปชม Caracol เพราะสถานที่แบบนี้ต้องมีคนเล่าเรื่องที่รู้ลึก เราใช้รถที่เช่ามาเองขับไปเองโดยไกด์นั่งไปด้วย จากโรงแรมขับลึกเข้าไปในป่าอีกประมาณเพียง 50 กิโลเมตร แต่ต้องใช้เวลาถึง 2 ชั่วโมง เพราะทางมันสุดติ่งมาก ต้องขับเคลื่อน 4 ล้อเท่านั้น เป็นหลุมบ่อขรุขระ โคลนลื่น ข้ามแม่น้ำด้วยสะพานที่ไม่มีราว แทบจะออฟโร้ดไปตลอดทาง เรียกได้ว่าไปด้วยใจจริง ๆ

แต่พอถึงแล้วหายเหนื่อยเลย เอ็ดดี้ ไกด์เราเล่าเรื่องเก่งมาก ความรู้เยอะ และฉลาด มีปรัชญา ทำให้เวลาเล่าเรื่องเหมือนเรามีบทสนทนาถกกันไป พร้อมกับการฟังความรู้ใหม่ ๆ ไปด้วย คุยกันสนุกมากตลอดหลายชั่วโมง

พีระมิดและซากต่าง ๆ ที่ขุดและบูรณะให้เห็นที่ Caracol ปัจจุบันนี้ สร้างขึ้นในช่วงสูงสุดของอารยธรรมมายา คือช่วง ค.ศ. 250 – 900 แต่หลักฐานพบว่ามีการอาศัยอยู่ที่นี่เก่าแก่ไปถึง 1,200 ปีก่อนคริสต์ศักราชทีเดียว เราปีนขึ้นไปชมพีระมิดทั้งหมด ที่สำคัญเลยคือ Caana ที่อยู่ของกษัตริย์มายา

บุกป่าฝ่าดง ลุยถนนสุดขรุขระ ไปชมซากมหาพีระมิดของชาวมายาที่ Caracol ประเทศเบลีซ

เผ่ามายาเชื่อว่ากษัตริย์ของพวกเขาสืบเชื้อสายมาจากเสือจากัวร์ ซึ่งนับเป็นเทพเจ้าที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด พอโอรสกษัตริย์เกิดมาจึงต้องจับรัดหน้าผากตั้งแต่แบเบาะ เพื่อให้โตมามีลักษณะหัวไม่เหมือนคนทั่วไป แต่จะแบนเหมือนเสือจากัวร์ ดึงตาให้รี และตะไบฟันให้แหลมเหมือนจากัวร์ด้วย

บรรดากษัตริย์จะอยู่บนพีระมิดสูง ไม่ลงมาข้างล่าง เราเห็นข้างบนแบ่งเป็นห้องต่าง ๆ มีแท่นเตียงนอน มีการแกะสลัก Glyphs หรือตัวอักษรแบบไฮโรกลิฟิก ภาษามายัน ซึ่งมีพื้นฐานบนภาพเหมือนอียิปต์ จะว่าไปก็อดคิดไม่ได้ว่าน่าจะเป็นต้นกำเนิดของ Emoji นั่นเอง รวมถึงหลุมที่ใช้เผาศพที่ขุดเจอกระดูกและเครื่องบวงสรวงต่าง ๆ ในหลุมศพนี้จะมีการสลักชื่อ อายุ และรายละเอียดคนตายเอาไว้ ทำให้นักโบราณคดีเข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ ได้เยอะทีเดียว

บุกป่าฝ่าดง ลุยถนนสุดขรุขระ ไปชมซากมหาพีระมิดของชาวมายาที่ Caracol ประเทศเบลีซ
บุกป่าฝ่าดง ลุยถนนสุดขรุขระ ไปชมซากมหาพีระมิดของชาวมายาที่ Caracol ประเทศเบลีซ

นอกจากนี้ยังมีห้องที่มีช่องเจาะให้แสงแดดส่องเข้ามาที่กำแพง โดยในแต่ละวันของปีนั้นแสงจะตกกระทบไปที่ตำแหน่งต่าง ๆ กัน การวางตำแหน่งพีระมิดและอาคารต่าง ๆ ก็เป็นไปตามสูตรดาราศาสตร์ อันเป็นความชำนาญของมายาอย่างยิ่ง ตามที่เรารู้กันเกี่ยวกับปฏิทินมายาว่าซับซ้อนและแม่นยำมาก พีระมิดที่ Caracol นี้ถูกวางตำแหน่งโดยตรงตามหลักการดาราศาสตร์ของมายา โดยทุกวันที่ 21 ธันวาคมหรือวันเหมายันของทุกปี พระอาทิตย์จะส่องแสงลงตรงทางขวาสุดของพีระมิด จากนั้นทุกวันแสงจะเคลื่อนไปเรื่อย ๆ ทางซ้าย และถึงวันที่ 21 มิถุนายนหรือวันครีษมายัน ก็จะมาจบที่ตำแหน่งซ้ายสุด จากนั้นจะเคลื่อนย้อนกลับทางขวา มาจบปีที่ตำแหน่งขวาสุดตอน 21 ธันวาคมอีกครั้ง ช่างมหัศจรรย์จริง ๆ

ปฏิทินมายานี้มี 20 วันใน 1 เดือน และมี 18 เดือนใน 1 ปี รวมเป็น 360 วัน และจะเพิ่มอีก 5 วันพิเศษเป็นการปิดท้ายปี ซึ่งเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องฉลองกันใหญ่โต ใน 52 ปีจะครบรอบปีใหญ่หนึ่งครั้ง แล้วก็จะเริ่มนับวงปีกันใหม่

ได้ชม Caracol จนหนำใจแบบเจาะลึกในเวลา 3 ชั่วโมง เพราะขนาดของซากปรักหักพังนี้ไม่ใหญ่มาก ที่ขุดขึ้นมาให้เราเที่ยวชมได้มีขนาดเล็กกว่า Tikal เยอะ แต่นี่นับเป็นเพียงแค่ 5% ของขนาดและซากทั้งหมดที่มีเท่านั้นเอง! จึงนับว่าเป็นซากอารยธรรมโบราณของมายาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเบลีซ

ประสบการณ์เที่ยวประเทศเบลีซสุดวิบาก เพื่อยลความอลังการของพีระมิดมายายุครุ่งเรืองในป่าทึบ แม้ล้อรถหลุดไปหนึ่งข้างก็ยอม!
ประสบการณ์เที่ยวประเทศเบลีซสุดวิบาก เพื่อยลความอลังการของพีระมิดมายายุครุ่งเรืองในป่าทึบ แม้ล้อรถหลุดไปหนึ่งข้างก็ยอม!

ไกด์บอกว่าเราต้องออกจากสถานที่ภายในเวลาบ่าย 2 โมง ฉันสงสัยว่าทำไมเขาให้ออกเร็วนัก ก่อนได้คำตอบว่า Caracol อยู่ติดกับชายแดนประเทศกัวเตมาลา ซึ่งมีปัญหาขัดแย้งทางการเมืองกันอยู่ เขาเล่าว่าไม่นานมานี้ ทหารตระเวนชายแดนซึ่งดูแลอยู่ในบริเวณนี้ถูกทหารกัวเตมาลาฆ่าตายในป่า ฟังแล้วน่ากลัวจัง แล้วก็จริง พอบ่าย 2 โมงนิด ๆ ในบริเวณพีระมิดอันเงียบสงบที่เราเดินเล่นกันอยู่นั้นก็เห็นทหารใส่ชุดลายพรางถือปืน ค่อย ๆ ปรากฏตัวขึ้นบนยอดพีระมิด 3 คน ไม่รู้อยู่ดี ๆ โผล่ออกมาจากไหน 

เอ็ดดี้บอกว่าเขาซ่อนตัวอยู่ในป่านานแล้ว และพอถึงเวลาก็จะออกมาดูแลให้นักท่องเที่ยวกลับออกไปให้หมด เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะขับรถลุยถนนที่หฤโหดนี้ออกไปพ้นบริเวณได้ก่อนค่ำ

เพราะอย่างนี้ เราจึงขับรถออกจาก Caracol มาเมื่อเวลาประมาณบ่าย 2 โมงครึ่ง ล้อทางฝั่งซ้ายของรถมีเสียงเหล็กกระทบกันเอี๊ยดอ๊าดค่อนข้างดัง ซึ่งจริง ๆ เราได้ยินมาตั้งแต่ขาขับเข้ามาแล้ว คิดว่าถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ จึงอาจทำให้แหนบเสียดสีกันหรืออย่างไร ตอนแรกตั้งใจว่าจะเช็กดู แต่พอถึงพีระมิดก็มัวแต่ตื่นเต้นรีบวิ่งเข้าไปดูกัน ขากลับนี้เสียงมันดังขึ้น

ประสบการณ์เที่ยวประเทศเบลีซสุดวิบาก เพื่อยลความอลังการของพีระมิดมายายุครุ่งเรืองในป่าทึบ แม้ล้อรถหลุดไปหนึ่งข้างก็ยอม!

ยังไม่ทันไร สามีร้องบอกซ้ำ ๆ ว่า “ล้อรถชั้นหายไปแล้ว ๆๆๆ” แล้วก็เบรกรถหยุดอยู่นิ่งกับที่ ปรากฏว่าล้อรถข้างซ้ายหน้าหายไปเลย! เหลือแต่จานเหล็กกลม ๆ ฝังอยู่บนดินลูกรังของถนน

สามีบอกว่าขับ ๆ อยู่ เห็นล้อรถกลิ้งแซงรถพุ่งหายเข้าไปในป่าข้างทางเลยกับตา! เรามองเข้าไปในป่า มันทึบดงดิบมาก แต่ไกด์เอ็ดดี้ของเราตาดีและเป็นนายพรานมาก่อน (เราเพิ่งชมอยู่ว่ามองเห็นลิงอยู่บนยอดไม้แล้วชี้ชวนให้เราดูได้อย่างไร ตาดีมาก) เขามองแล้วชี้ให้ดูว่า “นั่นไง ล้ออยู่ตรงนั้น”

สองหนุ่มเลยวิ่งเข้าป่าไปอุ้มล้อรถกลับมา ปรากฏว่าน็อต 5 ตัวที่ขันล้อรถนั้นมันหลวมได้อย่างไรไม่รู้ หลุดกระเด็นหายไปหมดเลย เราขับไปเรื่อย ๆ ล้อจึงคลายตัวหลุดออกมา เป็นเรื่องประหลาดยิ่ง เพราะตอนรับรถ น็อตก็อยู่ครบทุกตัว และที่เราขับมานั้น ต่อให้ถนนทุลักทุเลขนาดไหนก็ไม่ได้ขับตกหลุมหรืออะไรรุนแรงที่จะทำให้ล้อหลวมได้เลย คิดไม่ออกจริง ๆ 

ประสบการณ์เที่ยวประเทศเบลีซสุดวิบาก เพื่อยลความอลังการของพีระมิดมายายุครุ่งเรืองในป่าทึบ แม้ล้อรถหลุดไปหนึ่งข้างก็ยอม!
ประสบการณ์เที่ยวประเทศเบลีซสุดวิบาก เพื่อยลความอลังการของพีระมิดมายายุครุ่งเรืองในป่าทึบ แม้ล้อรถหลุดไปหนึ่งข้างก็ยอม!

ได้แต่สงสัยว่าตอนที่จอดรถทิ้งไว้ที่โรงแรมหรือตอนที่ไปจอดสถานีรถบัสนั้น มีใครแอบมาจารกรรมไขน็อตให้หลวมหรือเปล่า ซึ่งน่ากลัวมาก ถ้าเกิดขึ้นบนถนนที่แล่นเร็วได้ รถอาจจะคว่ำเลย แต่ตอนนั้นยังไม่มีเวลาคิดหาสาเหตุ ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก่อน เพราะมีเวลาอีกประมาณ 3 ชั่วโมงก่อนจะมืด

ในบริเวณนั้นไม่มีคลื่นโทรศัพท์เลย และถนนก็ไม่มีรถแล่นผ่านไปมา เราเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มรองสุดท้ายที่ขับออกมาจากพีระมิด ดังนั้น จะไม่มีใครใช้ถนนเส้นนี้อีกแล้วทั้งคืน สามีบอกว่าต้องเอาน็อตออกมาจากล้อทั้งสามที่เหลืออย่างละ 1 หรือ 2 ตัว แล้วเอามาขันเข้าไปกับล้อซ้ายหน้าที่หลุดออกมา 

ปฏิบัติการอย่างเข้มแข็งใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงก็เสร็จเรียบร้อย แต่เราไม่มั่นใจว่าน็อต 3 ตัว แทนที่จะเป็น 5 ตัวนี้ จะแข็งแรงพอให้เราขับกลับไปได้ถึงโรงแรมหรือเปล่า ถนนก็ขรุขระมาก และหลังจากนั้นก็ไม่รู้จะขับกลับเมืองได้อย่างไร เราจึงทดลองวิ่งช้า ๆ และมองดูการเคลื่อนไหวของล้อจากนอกรถประมาณ 20 เมตร เห็นว่าแข็งแรงดีจึงค่อย ๆ ขับช้า ๆ ออกมา โดยที่คอยจอดและตรวจความแน่นหนาเป็นระยะ ๆ ก็พบว่าแล่นได้ดี 

พอมาถึงตรงสถานีลงทะเบียนเข้าป่า ซึ่งเป็นระยะทางประมาณครึ่งหนึ่งก่อนถึงโรงแรม ก็เข้าไปบอกเจ้าหน้าที่ซึ่งวิทยุไปบอกโรงแรมเราให้ว่าเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น แล้วเราก็ค่อย ๆ ขับออกมาอย่างช้า ๆ จนในที่สุด เห็นรถขับเคลื่อนสี่ล้อของโรงแรมพร้อมพนักงานสองคนขับสวนมาเพื่อกู้ภัยเราพร้อมอุปกรณ์ครบ แต่เราบอกว่าไม่เป็นอะไรแล้ว รถขับได้ จึงขับประคองคู่กันไปจนถึงโรงแรม

ประสบการณ์เที่ยวประเทศเบลีซสุดวิบาก เพื่อยลความอลังการของพีระมิดมายายุครุ่งเรืองในป่าทึบ แม้ล้อรถหลุดไปหนึ่งข้างก็ยอม!

สรุปแล้วคือใช้เวลาทั้งหมด 4 ชั่วโมงอยู่ในป่าแทนที่จะเป็น 2 ชั่วโมง จากนั้นก็โทรไปบริษัทรถเช่าเพื่อตกลงว่าจะให้ทำอย่างไร เพราะวันรุ่งขึ้นเราต้องออกตั้งแต่ 6 โมงเช้าเพื่อย้อนกลับมาเม็กซิโกให้ทัน ร้านเช่ารถซึ่งเป็นบริษัทคนท้องถิ่น มีความยืดหยุ่นกว่าบริษัทใหญ่ ๆ ก็ดีใจหาย โทรคุยกับช่างซ่อมรถแล้วบอกว่าเราขับรถเข้าเมืองได้อย่างปลอดภัย แต่เพื่อความสบายใจ พรุ่งนี้เช้าตอน 6 โมงเช้าให้เราค่อย ๆ ขับออกมา เขาจะออกจากเมืองมากับช่างตั้งแต่ตี 4 แล้วขับสวนมาพบเราระหว่างทาง แล้วจะให้เราขับรถคันใหม่กลับแทน โดยให้ช่างขับคันเก่าแทนเรา

วันรุ่งขึ้น เราเลยตื่นตั้งแต่ตี 5 ครึ่ง เช็กเอาต์ขับรถปุเลง ๆ ออกมาเจอช่างและเจ้าของบริษัทรถเช่าขับคู่กันมา ทำเรื่องเคลียร์ค่าเสียหายและประกันต่าง ๆ นานา ที่บริษัทไม่มีใครรู้ว่าทำไมน็อตถึงหลวม บริษัทรถบอกว่าเป็นไปได้ที่มีคนมาแกล้งไขน็อต แต่ก็พูดไม่เต็มปากเต็มคำ เพราะคงจะทำให้ประเทศเขาดูไม่ดี เราไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด รอดชีวิตมาได้ก็ดีใจแล้ว

การไปเยือนคาราโคลในฝันของฉัน จึงนอกจากจะได้ชมซากอารยธรรมโบราณอันลึกลับสมใจแล้ว ยังได้ประสบการณ์ลึกลับโดยไม่คาดคิดอีกด้วย ว่าล้อรถมันหลุดออกมาได้อย่างไร เป็นอีกทริปหนึ่งในละตินอเมริกาแสนรักที่ไม่อาจจะลืม

ประสบการณ์เที่ยวประเทศเบลีซสุดวิบาก เพื่อยลความอลังการของพีระมิดมายายุครุ่งเรืองในป่าทึบ แม้ล้อรถหลุดไปหนึ่งข้างก็ยอม!

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

ฟ้า บุณยะรัตเวช

นักการตลาด นักเดินทาง นักเล่าเรื่อง นักเขียน ที่อาศัยอยู่มาแล้ว 4 ประเทศ และเดินทางไปมาแล้ว 82 ประเทศ พำนักอยู่สวิตเซอร์แลนด์ ไปๆ มาๆ กรุงเทพบ่อยๆ มีบล็อกและเพจท่องเที่ยว ‘เที่ยวเหนือฟ้า’ ที่เน้น ‘เจาะลึก-อาหารอร่อย-โรงแรมเก๋-ประสบการณ์แปลก’ ตามคำจำกัดความของ ‘เที่ยวแบบเหนือฟ้า’

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

ติ๊ด ๆๆๆ เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น ปลุกผมให้ลืมตาตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่

“วันนี้ที่ ‘หมู่บ้านชิราคาวาโกะ’ จะมีหิมะตกมามั้ย” ประโยคคำถามเดิม ๆ ที่ผมอยากรู้ตลอดในช่วงหลายวันที่ผ่านมา กับการเดินทางมาท่องเที่ยวยังภูมิภาคชูบุ (Chubu) ประเทศญี่ปุ่น โดยมีความฝันอยากมาชมวิวที่นั่นท่ามกลางหิมะสีขาวให้เต็มสองตาสักครั้งในชีวิต

“หวังว่าวันนี้จะได้ยินข่าวดี” ผมแอบลุ้นในใจ (หลังจากกินแห้วไปแล้ว 2 วันก่อนหน้า) พร้อมกับรีบกดมือถือเข้าไปดูบรรยากาศผ่าน Shirakawa-go Live

ตึกตัก ๆ เสียงหัวใจของผมกำลังเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น เมื่อมองเห็นภาพที่ปรากฏผ่านหน้าจอมือถือสี่เหลี่ยมตรงหน้า กับภาพหิมะสีขาวที่กำลังตกลงมายังหมู่บ้านชิราคาวาโกะอย่างไม่ลืมหูลืมตา ผมยิ้มให้กับภาพตรงหน้าด้วยความดีใจ ก่อนลุกไปทำธุระส่วนตัว ลงไปทานอาหารเช้า พร้อมกับเช็กเอาต์ออกจากที่พัก

“นับว่ายังโชคดีที่พอจะมีแต้มบุญเหลืออยู่บ้าง” ผมกระซิบบอกกับตัวเองในใจ ก่อนรีบเดินต่อไปยังสถานีรถบัส

เริ่มต้นออกเดินทางตามความฝัน

ภาพเบื้องหน้าในตอนนี้เนืองแน่นไปด้วยกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มารอขึ้นรถบัสไปยังจุดมุ่งหมายเดียวกัน ผมรู้ได้เลยว่านักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ ก็คงเฝ้ารอวันนี้เช่นกัน ไม่รอช้า ผมรีบเดินไปต่อท้ายแถว ก่อนหยิบเอาตั๋วใบสี่เหลี่ยมขึ้นมา และตรวจสอบเส้นทางการเดินทางให้แน่ใจอีกครั้ง

ภายหลังที่ยืนรอและมองเห็นคนตรงหน้าค่อย ๆ ทยอยเดินขึ้นรถบัสไปคันแล้วคันเล่า ในที่สุดผมก็ได้ยืนตำแหน่งหัวแถว พร้อมกับรีบยื่น SHORYUDO Bus Pass (ตั๋วแบบเหมาสำหรับท่องเที่ยวด้วยรถบัสแบบไม่จำกัดเที่ยว ในระยะเวลาและเส้นทางที่กำหนด) ที่กำลังจะหมดอายุวันนี้พอดี ให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อตรวจสอบ ก่อนจัดเก็บสัมภาระและหาที่นั่ง โดยระยะทางจากเมืองทาคายาม่า (Takayama) ที่ผมอยู่ตอนนี้ไปยังหมู่บ้านชิราคาวาโกะใช้เวลาเดินทาง 50 นาที โดยประมาณ

เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย

หมู่บ้านชิราคาวาโกะ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือในจังหวัดกิฟุ (Gifu) ประกอบไปด้วยบ้านเรือนรูปร่างแปลกตาที่มีอายุเก่าแก่กว่า 200 – 300 ปี กระจายไปในแนวเหนือ-ใต้ ตามที่ราบแคบ ๆ ขนานไปกับแม่น้ำโชกาวะ (Shokawa River) โดยมีบ้านลักษณะเฉพาะ เรียกว่า ‘บ้านแบบกัสโชสึคุริ’ (Gassho-Zukuri) ซึ่งเป็นบ้านแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม

ชื่อนี้ได้มาจากคำว่า ‘กัสโช’ ซึ่งแปลว่า พนมมือ ตามรูปแบบของบ้านที่หลังคาชันถึง 60 องศา มีลักษณะคล้ายสองมือที่พนมเข้าหากัน ทั้งนี้ เนื่องจากทำเลที่ตั้งอยู่ในหุบเขาที่มีภูเขาสูงล้อมรอบทุกด้าน ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ชาวบ้านแถบนี้จึงพัฒนาสังคมและวิถีชีวิตแตกต่างไปจากชุมชนอื่นในญี่ปุ่นมาช้านาน โดยในอดีตชุมชนแห่งนี้ยังชีพด้วยการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม

เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย

ในปี 1995 หมู่บ้านนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมโดยองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ที่นี่จึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของภูมิภาค บ้านเรือนต่าง ๆ แปรสภาพกลายเป็นร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร พิพิธภัณฑ์ และบ้านพักค้างคืนแบบโฮมสเตย์ เรียกว่า Minshuku เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์และสัมผัสความเป็นอยู่ของชาวบ้าน

เที่ยวชมรอบหมู่บ้าน

หลังจากตื่นตาตื่นใจไปกับภาพบรรยากาศสวย ๆ ระหว่างทาง ในที่สุดรถบัสก็พาผมมาถึงยังจุดหมาย ซึ่งภายหลังจากนำสัมภาระไปเก็บที่จุดบริการรับฝากสิ่งของแล้ว ก็ถึงเวลาเริ่มเดินทางสำรวจพื้นที่รอบ ๆ หมู่บ้าน

เมื่อได้เดินชมบ้านไม้โบราณที่อยู่ตรงหน้า ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นคงเป็นความรู้สึกทึ่งในการออกแบบโครงสร้างของตัวบ้านซึ่งงดงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะ ภายใต้หลังคาทรงสูงจากภายนอก เมื่อเข้าไปข้างในจะแบ่งเป็นชั้น ๆ ตั้งแต่ 2 – 4 ชั้น เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอย ส่วนชั้นล่างเป็นที่อยู่อาศัย

ส่วนหลังคา ชาวบ้านใช้วัสดุท้องถิ่นที่หาได้ไม่ยากมาใช้มุงหลังคา ประกอบด้วยเศษไม้ ต้นไผ่ ดินเหนียว และหญ้า โดยอาจมีความหนาถึง 1 เมตร เพื่อรองรับน้ำหนักหิมะและป้องกันไม่ให้น้ำซึมทะลุเข้ามาในบ้าน และเนื่องจากหลังคาพวกนี้ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่ในทุก 20 – 30 ปี ซึ่งการมุงหลังคาใหม่จะทำในช่วงฤดูใบไม้ผลิ หลังจากที่หิมะละลายหมดแล้ว โดยอาศัยแรงงานจากชาวบ้านช่วยกัน

เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย
หลังคาบ้านที่ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ ออกแบบเป็นทรงแหลมสูงลาดลงด้านข้าง เพื่อช่วยให้หิมะและน้ำฝนไหลลงมาตามหลังคา

ท่ามกลางอากาศหนาวและมีหิมะตกลงมาเป็นระยะ ๆ ทางเดินบนถนนในตอนนี้จึงเต็มไปหิมะสีขาวโพลนตลอดเส้นทาง หลังจากที่ผมเดินสัมผัสความนุ่มของเกล็ดหิมะฟู ๆ มาได้สักพัก ก็เดินมาพบกับสถานที่สำคัญของหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่ง นั่นคือ ‘ศาลเจ้าชิรากาวะ ฮาจิมัง’ (Shirakawa Hachiman Shrine) ซึ่งเป็นศาลเจ้าชินโต เมื่อได้เข้าไปแล้วก็รู้สึกว่าที่นี่เงียบสงบและร่มรื่นมาก

เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย
หิมะสีขาวโพลนที่เต็มไปด้วยรอยเท้าของนักท่องเที่ยว
เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย
ศาลเจ้าชิรากาวะ ฮาจิมัง (Shirakawa Hachiman Shrine)

สำหรับไฮไลต์ของสถานที่ท่องเที่ยวในหมู่บ้านนี้ที่ไม่ควรพลาดอีกที่ นั่นคือบ้านโบราณ 3 หลังที่เรียงติดกัน เป็นจุดเช็กอินที่นักท่องเที่ยวพากันมาแวะเวียนไม่ขาดสาย ในช่วงที่ผมเดินไปถึงมีหิมะตกลงมาพอดี จึงได้ภาพบรรยากาศที่งดงามไปอีกแบบ นอกจากนี้ยังมี ‘บ้านโบราณวาดะ’ (Wada House) ซึ่งเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษาและเรียนรู้การใช้ชีวิตของคนท้องถิ่นในอดีต

ทั้งนี้ แม้ว่าบ้านหลายหลังในหมู่บ้านชิราคาวาโกะจะเปิดให้เข้าชมเป็นสาธารณะ แต่อีกหลายหลังก็เป็นพื้นที่ส่วนบุคคล และดำรงวิถีชีวิตเหมือนดั่งในอดีต

บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
ภาพบรรยากาศบ้านเรือนในระหว่างเดินชมหมู่บ้านที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ
บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
บ้านโบราณ 3 หลัง (Shirakawa-go Three Houses)
บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
บ้านโบราณวาดะ (Wada House)

จุดชมวิว

ภายหลังจากดื่มด่ำกับบรรยากาศรอบ ๆ หมู่บ้านจนอิ่มอกอิ่มใจแล้ว ผมเดินต่อไปยังจุดชมวิว ซึ่งต้องเดินขึ้นเนินชัน จึงต้องบังคับให้ตัวเองค่อย ๆ ก้าวเดินช้า ๆ เพื่อทรงตัวไม่ให้ลื่นล้มบนพื้นถนนที่เต็มไปด้วยหิมะ

บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
กิ่งไม้และต้นไม้แต่งแต้มไปด้วยหิมะสีขาว

หลังจากใช้เวลาเดินขึ้นเนินมาได้สักพักใหญ่ ในที่สุดผมก็มาถึงจุดชมวิว ซึ่งที่นี่ในแต่ละฤดูจะมีความงดงามแตกต่างกันไป เช่น ช่วงฤดูใบไม้ผลิ จะมองเห็นต้นซากุระสีชมพูบานสะพรั่ง หรือในฤดูใบไม้ร่วง จะมองเห็นใบไม้เปลี่ยนสี ช่วยแต่งแต้มสีสันไปทั่วทั้งภูเขา 

และในช่วงฤดูหนาว จะมีการจัดงานประดับไฟที่หมู่บ้านชิราคาวาโกะ (Shirkawa-go Light Up) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ของการท่องเที่ยว จัดขึ้นเฉพาะวันอาทิตย์ ช่วงเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์เท่านั้น และต้องจองล่วงหน้าก่อนเข้าชม

สายลมพัดโชยเอาเกล็ดหิมะที่กำลังตกลงมาลอยละล่องในอากาศอีกครั้ง หมู่บ้านชิราคาวาโกะในตอนนี้เต็มไปด้วยหิมะสีขาวโพลน แม้ว่าตัวเลขอุณหภูมิจะลดต่ำลงไปเรื่อย ๆ จนร่างกายสัมผัสได้ถึงความเหน็บหนาว แต่ภายในใจของผมตอนนี้กลับอบอุ่น เมื่อได้ใช้เวลาดื่มด่ำไปกับภาพตรงหน้าที่กว้างไกลสุดสายตา ก่อนที่ผมจะเผลอยิ้มออกมาด้วยความสุขใจ

บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
ภาพแห่งความทรงจำ
ข้อมูลอ้างอิง
  • องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น 
  • Shirakawa village office
  • Gifu Prefecture Tourism Federation 
  • สถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ธนวันต์ วนาภรณ์

ธนวันต์ วนาภรณ์

เภสัชกรที่ชอบความเป็นธรรมชาติ ชอบเวลาได้เดินทาง เพราะจะได้เรียนรู้โลกกว้าง และชอบการเป็นครูอาสา จึงทำเพจของตัวเองที่มีชื่อว่า ครูอาสานอกห้องเรียน (The Journey Memory)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load