บทสนทนาต่อไปนี้เป็นบทสนทนาจริง เป็นเรื่องของคนจริงๆ ไม่ใช่นักแสดง

“พี่คะ มีอะไรให้ใส่รองกันหมวกไหมคะ ถุงพลาสติกก็ได้ค่ะ” 

หญิงสาวได้กล่าวถามพี่คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ขณะรับหมวกกันน็อกที่ส่งกลิ่นและเปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝน

“ไม่มี ถ้าน้องไม่ใส่ พี่ก็จะเสี่ยงโดนตำรวจจับนะ” คนขับกล่าวตอบ 

บทสนทนาที่เล่าไปเป็นประสบการณ์จริงของเหล่าผู้ก่อตั้ง Capbage 

แต่นี่ไม่ใช่แบรนด์ขายกะหล่ำ (Cabbage)!

Capbage คือหมวกก่อนสวมใส่หมวกกันน็อกเพื่อแก้ Pain Point ที่มีมานานของผู้ใช้บริการมอเตอร์ไซค์สาธารณะ ในขณะเดียวกัน หมวกใบนี้ก็ยังสามารถเปลี่ยนเป็นกระเป๋าถือสะพายใส่ของได้ในทุกๆ วัน ตามสโลแกน Cap Meets Bag, Your Daily Essential ส่วนที่ชื่อคล้ายคำว่ากะหล่ำในภาษาอังกฤษนั้น เป็นเพราะว่าผู้ก่อตั้งทั้งสามมองว่ากะหล่ำมีรูปร่างคล้ายหมวกกันน็อก

ออเบรย์-เศรษฐิตา เลการัตน์, เติม-เติมศักดิ์ ลิ้มศิริรัตนกุล, ลูกขวัญ-วศินี มุสิกะโปดก

ออเบรย์-เศรษฐิตา เลการัตน์ อดีตนิสิตวิศวกรรมสารสนเทศและการสื่อสาร มีประสบการณ์จากการผันตัวไปเป็นนักการตลาดให้ Samsung และ Project Planner บริษัท LINE รับหน้าที่เป็นมาร์เก็ตเตอร์ วางกลยุทธ์การตลาด สร้างตัวตนแบรนด์ ดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย

เติม-เติมศักดิ์ ลิ้มศิริรัตนกุล วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิตสาขาเคมี ก่อนมาทำแบรนด์จริงจัง เคยทำงานสาย Sale Engineer ที่ Cal-Comp Electronics และ Business Development ในบริษัทอสังหาริมทรัพย์ รับผิดชอบด้านการออกแบบฟังก์ชันให้กับผลิตภัณฑ์

ลูกขวัญ-วศินี มุสิกะโปดก บัณฑิตศิลปกรรมภาพพิมพ์ที่ผันมาทำงานสาย Merchandiser ในสายแฟชั่น โดยรับตำแหน่งเป็นดีไซเนอร์ คอยดูแลด้านอาร์ตเวิร์ก ไปจนถึงด้านสร้างสรรค์ต่างๆ

แม้จะยังเป็นเพียงแบรนด์เล็กๆ ที่เพิ่งเริ่มต้น แต่ก็มุ่งมั่นและตั้งใจจะแก้ไขปัญหาสังคม ภายใต้คอนเซปต์ Innovative, Practical และ Problem Solving

บางท่านอ่านมาถึงตรงนี้อาจมองว่า Capbage เป็นเพียงหมวกอีกแบรนด์หนึ่งในตลาด แต่กว่าจะออกมาเป็นหมวก (หรือกระเป๋า) ใบนั้น ทั้งสามทุ่มเทกับการออกแบบและพัฒนานับปี เพื่อให้ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทุกคนนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง 

ต้องยอมรับว่ามีหลายครั้งที่ไม่คาดคิดว่าการพัฒนาหมวกเพียงใบหนึ่ง มีรายละเอียดที่ต้องใส่ใจมากขนาดนี้ เพราะฉะนั้น อย่าแปลกใจหากหลังอ่านบทความนี้ คุณจะกดสั่งซื้อทันที และไม่ต้องกลัวกลิ่นเหม็นหรือผมเสียทรงอีกต่อไป

ขัดแย้งคือดี

ก่อนที่จะเข้าเรื่องตัวสินค้า สิ่งแรกที่เราสนใจ คือแบกกราวนด์ของแต่ละคนที่ดูจะไม่ตรงสายสักเท่าไหร่

เอาอะไรจากที่เรียนมาใช้กับการทำธุรกิจมาบ้าง-เราถาม

ทุกคนหัวเราะพร้อมกัน

“เอาจริงๆ ใครก็ทำได้อยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่ามีความตั้งใจหรือเปล่า ซึ่งพวกเราอยากจะแก้ปัญหานี้จริงๆ แบกกราวนด์ก็ช่วยเล็กน้อย แต่คิดว่าความสนใจที่ตรงกันมากกว่า รู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่เรามีใจรัก เราอินกับมัน เรามีแพสชัน คิดว่าน่าจะทำได้ดี”

Capbage เรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทั้งสามได้เห็นองค์ประกอบใหญ่ของการทำธุรกิจตั้งแต่เริ่มต้นได้เป็นอย่างดี พวกเขาแบ่งงานกันอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมาว่าใครชอบอะไร อยากทำส่วนไหน ทำให้ก้าวข้ามปัญหาที่เข้ามาได้

“เราขัดแย้งกันทุกวัน ความขัดแย้งนี่เป็นปกติเลย แต่จริงๆ มันดีนะ เพราะเราพูดกันตรงๆ เลยดำเนินต่อได้ ไม่ใช่ว่าคนหนึ่งไม่พอใจคนนี้แล้วเงียบ แล้วทุกอย่างจะไปต่อไม่ได้ ซึ่งอันนี้อาจจะเป็นข้อดีของทีมเรา เพราะว่าทุกคนมีจุดหมายเดียวกัน มันสำคัญกว่าที่เราจะมานั่งทะเลาะกันเรื่องเล็กๆ เราจะคุยกันตลอด ติดปัญหาอะไรก็บอกกันเลย”

ออเบรย์-เศรษฐิตา เลการัตน์, เติม-เติมศักดิ์ ลิ้มศิริรัตนกุล, ลูกขวัญ-วศินี มุสิกะโปดก

ของหนึ่งชิ้น แต่ประโยชน์หลายอย่าง

เรื่องราวของธุรกิจเริ่มต้นขึ้นจากนิสัยช่างสังเกตของเติม 

“เราเห็นว่าชาวออฟฟิศส่วนใหญ่ เวลาเช้าๆ จะนั่งมอเตอร์ไซค์มาทำงาน แล้วทุกคนมักจะไม่ได้สวมหมวกกันน็อกเราเกิดคำถามว่า ทำไมทุกคนถึงไม่ใส่หมวกกันน็อกกัน เราก็มีสมมติฐานเบื้องต้นว่า มันคงสกปรกหรือเหม็น อย่างผู้หญิงออฟฟิศ เวลาเขามาทำงาน เขาอาจจะรู้สึกว่าแบบ โห ถ้าใส่เสร็จแล้ว จะต้องเหม็นไปทั้งวันแน่ๆ ผมเสียทรงอีก”

“จริงๆ ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าการไม่ใส่หมวกกันน็อกอันตราย แต่ถ้าจะเสี่ยงชีวิตเพื่อที่จะไม่ใส่ขนาดนั้น แปลว่ามันต้องมีเหตุผลอะไรที่ร้ายแรง” ออเบรย์เสริม 

หลังจากค้นคว้าเพิ่มเติม จากแบบสอบถามพบว่ากว่า 34 เปอร์เซ็นต์ของคนที่ไม่ใส่หมวกกันน็อกเป็นไปตามที่คาดเดาไว้ และถึงแม้ในตลาดจะมีสเปรย์ดับกลิ่นผมหรือหมวกอาบน้ำที่ใส่แล้วทิ้ง แต่ทั้งสองอย่างก็ไม่ได้แก้ไขปัญหาเรื่องนี้ได้อย่างแท้จริง

แม้จะเห็นถึงความเป็นไปได้ของธุรกิจ แต่วิศวกรรมศาสตรบัณฑิตทั้งสองไม่ได้มีหัวด้านการออกแบบ ออเบรย์จึงไปชวนขวัญซึ่งเป็นเพื่อนสมัยมัธยมมา ซึ่งก็เป็นจิ๊กซอว์ที่ลงล็อกต่อกันได้พอดี

Capbage จึงออกแบบให้เป็นทั้งหมวกก่อนสวมหมวกกันน็อกและกระเป๋าด้วยในเวลาเดียวกัน

ออเบรย์-เศรษฐิตา เลการัตน์, เติม-เติมศักดิ์ ลิ้มศิริรัตนกุล, ลูกขวัญ-วศินี มุสิกะโปดก

“ช่วงก่อน COVID-19 เขาเริ่มไม่แจกถุงพลาสติกกันแล้ว เราเลยมองว่าผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้ควรตอบโจทย์ชาวออฟฟิศในหนึ่งวัน ตอนเช้านั่งมอเตอร์ไซค์ ใช้ Capbage ก่อนสวมหมวกกันน็อก พอกลางวันสลับมาเป็นถุงซื้อของนิดหน่อยขึ้นไปกินบนออฟฟิศ ตอนเย็นก็เปลี่ยนกลับมาเป็นหมวก ใส่นั่งมอเตอร์ไซค์กลับบ้าน แต่ที่น่าสนใจคือลูกค้านำไปใช้ในหลายรูปแบบที่สร้างสรรค์มากๆ

“จุดเด่นจริงๆ เลยกลายเป็น Multi-purpose หลังจากที่เริ่มขายไปแล้ว มีหลายคนรอบๆ ตัวเอาไปประยุกต์กับในสถานการณ์ต่างๆ ที่เราคิดไม่ถึง บางคนเขาเอาไปกันลมแอร์ในออฟฟิศ บางทีคนใส่ขึ้นเครื่องบินเพราะว่ากลัวเชื้อโรคจะมาโดนศีรษะ โดยเฉพาะในช่วง COVID-19 ที่ฮิตมาก เขารู้สึกว่ายังไงตอนนี้ Protective Equipment เป็นของสำคัญมาก เราก็เป็นหนึ่งในหมวดนั้น” 

ลูกค้าของพวกเขามีตั้งแต่พนักงานออฟฟิศ คุณหมอที่ต้องรีบไปโรงพยาบาล ไปจนถึงกลุ่มคนวัยเกษียณ

ทั้งสามใช้กลยุทธ์ในการค่อยๆ ทดลองตลาด และขยายตลาดไปเรื่อยๆ จึงไม่จำเป็นต้องลงทุนเยอะตั้งแต่ขั้นแรก แต่เนื่องจากเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีในตลาดมาก่อน ส่วนที่ยากที่สุดคือทำยังไงให้ผลิตออกมาได้จริง 

ของดี แต่ไม่มีที่ไหนรับทำ

“พวกเราใช้เวลานานทีเดียว กว่าจะผลิตสินค้าที่ตอบโจทย์ การเลือกวัสดุต่างๆ ก็ไม่ใช่ง่าย ต้องไม่ให้ระคายเคืองเวลาสัมผัสกับใบหน้า ยังมีเรื่องของไซส์หมวกที่ต้องพอดีสำหรับศีรษะทุกๆ คน และพอสำหรับใส่ของได้ตอนเป็นกระเป๋า มีหลายปัจจัยที่ต้องใช้ความคิดสุดๆ”

ก่อนเริ่มผลิตสินค้าชิ้นนี้ออกมา ขวัญเริ่มลองเย็บจากผ้าเหลือใช้ด้วยมือของเธอเอง หลังจากล้มลุกคลุกคลานจนเกือบจะล้มเลิกไป ก็ต้องเจอกับอุปสรรคต่อไปที่ยากกว่านั้น ก็คือการหาช่างเพื่อขึ้นแพตเทิร์น 

Capbage หมวกใช้สวมก่อนใส่หมวกกันน็อก ขจัดปัญหาของคนนั่งมอเตอร์ไซค์สาธารณะ

“เอาง่ายๆ เราคิดว่าจะทำหมวกกับกระเป๋าให้มาเป็นของชิ้นเดียวกัน แค่คุยกันเองสามคนยังใช้เวลา กว่าจะไปคุยกับช่างขึ้นแพตเทิร์น ก็ต้องใช้เวลานาน ผิดแล้วผิดอีก

“ขนาดเราพยายามเอาของที่คิดว่าใกล้เคียงสุดไปให้ดู เขายังนึกไม่ออกเลย เพราะเป็นแพตเทิร์นที่แปลกใหม่และไม่เคยมีมาก่อน ช่างเลยปวดหัวกับเรามาก เขาปฏิเสธตั้งแต่แรกเลยว่าไม่ขึ้นแพตเทิร์นใหม่นะ เพราะเขาไม่อยากมานั่งคิดแพตเทิร์นให้” 

สิ่งที่ช่วยพวกเขาแก้ปัญหาในครั้งนี้คือคอนเนกชันจากเพื่อนๆ มีอาอี๊ของเพื่อนคนหนึ่งช่วยเริ่มขึ้นแพตเทิร์นในช่วงแรกให้ แล้วก็ใช้โรงงานของเพื่อนมาช่วยผลิตเช่นกัน

Capbage หมวกใช้สวมก่อนใส่หมวกกันน็อก ขจัดปัญหาของคนนั่งมอเตอร์ไซค์สาธารณะ
Capbage หมวกใช้สวมก่อนใส่หมวกกันน็อก ขจัดปัญหาของคนนั่งมอเตอร์ไซค์สาธารณะ

สื่อสารด้วยความจริงใจ

หลังจากเริ่มต้นออกแบบฟังก์ชันต่างๆ จากความต้องการของลูกค้าและหาโรงงานในการผลิตแล้ว ทั้งสามคนเริ่มต้นลองผิดลองถูกกับการตามหาวัสดุและการออกแบบให้ตรงใจลูกค้าด้วยเช่นกัน

“แรกเริ่มชวนกันไปดูผ้าที่สำเพ็ง ไปพาหุรัด โดยลองผ้าคอตตอนก่อน ปรากฏว่าไม่ค่อยโอเค ระบายอากาศได้ไม่ดีมาก และเย็บออกมาทรงไม่สวยเท่าไหร่ ลองผิดลองถูกจนสุดท้ายมาเจอร้านหนึ่งในเจริญรัถที่ขายผ้าไนลอนหลายแบบ เราก็ลองซื้อมาขึ้นตัวอย่างดู”

สุดท้ายทั้งสามก็เลือกใช้ผ้าไนล่อน เนื่องจากมีคุณสมบัติเบา กันน้ำ ซักง่าย และแห้งไว เมื่อได้วัสดุที่เหมาะสมที่สุดมาแล้ว รายละเอียดและความใส่ใจลงลึกไปจนถึงการทำ Laundry Tag ขึ้นมาเพื่ออธิบายวิธีการซัก และตลอดบทสนทนา หนึ่งในคำที่พวกเขาพูดบ่อยที่สุดเลยคือ อยากให้ลูกค้านำไปใช้ได้จริง

ออเบรย์-เศรษฐิตา เลการัตน์, เติม-เติมศักดิ์ ลิ้มศิริรัตนกุล, ลูกขวัญ-วศินี มุสิกะโปดก
ออเบรย์-เศรษฐิตา เลการัตน์, เติม-เติมศักดิ์ ลิ้มศิริรัตนกุล, ลูกขวัญ-วศินี มุสิกะโปดก

“ถ้าสุดท้ายมันใช้งานไม่ได้จริง ก็กลายเป็น Waste อยู่ดี เพราะฉะนั้น เลือกให้มันดีไปเลยดีกว่า คนจะได้ใช้งานนานๆ ไปเลย”

Capbage มี 2 รุ่น รุ่น Double Side ออกแบบมาให้มีฟังก์ชันครบถ้วน ด้วยผ้าสองชั้นเพื่อป้องกันการสัมผัสระหว่างศีรษะกับสิ่งสกปรกจากสิ่งของ พร้อมหน้ากากผ้ามัสลิน และรุ่น Single Side เหมาะสำหรับคนที่เร่งรีบ

ยากที่สุดคือการให้ความรู้

สิ่งที่ยากที่สุดในการทำธุรกิจในครั้งนี้คือการให้ความรู้แก่ลูกค้า

“เราต้อง Educate ลูกค้าว่าประโยชน์ของมันคืออะไร ใช้ยังไง คนรู้แหละว่ามันดี แต่เขาอาจจะคิดว่าไม่จำเป็นต้องมี การโน้มน้าวให้คนซื้อเพื่อไว้พกติดตัวใช้ในยามที่จำเป็น กลายเป็นเรื่องยาก เราจึงพยายามเพิ่มคุณค่าให้กับมัน โปรดักต์เราไม่ใช่แค่หมวก แต่เป็นหมวกสารพัดฟังก์ชัน”

ยังรวมถึงการอธิบายถึงรายละเอียดเล็กๆ และข้อกังวลต่างๆ ให้ลูกค้าเข้าใจ อย่างตีนตุ๊กแกที่เป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์ แบรนด์จะย้ำกับลูกค้าว่าให้ติดก่อนซัก จะได้ไม่มีฝุ่นหรือเศษด้ายเศษผ้ามาติดให้เลอะเทอะ หรือแม้แต่ข้อจำกัดของการใช้งาน ทั้งสามก็เลือกบอกลูกค้าอย่างตรงไปตรงมา 

“หมวกเราทำจากวัสดุกันน้ำ พอกันน้ำได้ ก็ไม่สามารถระบายอากาศได้ร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว ได้อย่างเสียอย่าง แต่เราเสาะหาจนเจอผ้ากันน้ำที่ระบายอากาศได้และไม่ทำให้ร้อนขนาดนั้น เราจึงแจ้งลูกค้าตลอดว่า ถ้าจะเอาไปใช้นานๆ คงไม่เหมาะ เพราะจุดประสงค์ของเราตั้งแต่แรกคือ ทำให้คนที่แค่นั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์เดินทางไม่เกินสิบห้าถึงยี่สิบนาที เราจะบอกตรงๆ ไปเลย” 

Capbage หมวกใช้สวมก่อนใส่หมวกกันน็อก ขจัดปัญหาของคนนั่งมอเตอร์ไซค์สาธารณะ

หมวกทุกใบมาพร้อมกับคู่มือการใช้งานแบบละเอียดยิบ Step by Step วาดโดยขวัญ พร้อมวิดีโอสาธิตการใช้และอินโฟกราฟิกในช่องทางการสื่อสารของแบรนด์ เพื่อให้คนรับรู้และเข้าใจสินค้ามากยิ่งขึ้น

“เวลามีลูกค้าทักมาถามในไลน์ เขาไม่เข้าใจอะไร เราจะถ่ายวิดีโอส่งให้เขาดูเลย หรือตอนที่เอาไปวางขายตามร้าน เราจะสอนพนักงานเลยว่าสินค้าเราใช้ยังไง ทำอะไรได้บ้าง เราไม่อยากให้เขาซื้อไปแล้วต้องไปนั่งหาอีกว่าใช้งานยังไง ควรทำให้มันจบตั้งแต่เขาได้รับสินค้าไปเลยวันนั้น

“หลังจากที่เขาซื้อไปเราจะถามฟีดแบ็กตลอด มีอะไรติชมก็คอมเมนต์มาได้เลย คำถามหลักของเราคือ คุณเอาไปใช้ในสถานการณ์ไหน เพื่อจะได้นำมาพัฒนาฟังก์ชันของผลิตภัณฑ์ต่อไป”

การขอฟีดแบ็กของทั้งสามไม่ใช่การส่ง Google Forms ให้ลูกค้าตอบกลับมา แต่ต้องคุยตัวต่อตัวเพื่อที่จะเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้งมากกว่า

Next Step

เหตุใดจึงเลือกมาสร้าง SME แทนที่จะไปทำธุรกิจแนวสตาร์ทอัพ-เราถามสามผู้ก่อตั้งที่สองคนในนั้นเรียนด้านวิศวกรรมศาสตร์ 

พวกเขามองว่า Capbage ไม่ใช่เพียงกระเป๋าอีกแบรนด์หนึ่ง

“เราไม่ได้หยุดแค่ว่าจะต้องเป็นสินค้า Core Business ของเราคือการนำนวัตกรรมมาช่วยสังคม ถ้ามันช่วยเหลือสังคมได้ ถ้ามีไอเดียใหม่ๆ ขึ้นมาอีกก็จะไม่หยุดแค่นี้ แต่ ณ ตอนนี้คือเป็นเพียงจุดเริ่มต้น”

ต่อจากนี้ พวกเขาจะพยายามทำให้สินค้าราคาถูกลง เพื่อให้ลูกค้าอีกกลุ่มจับต้องได้ ทำให้มีประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม และพัฒนาฟังก์ชันตามคำแนะนำของลูกค้า ตามคอนเซปต์หลักของแบรนด์คือ Innovative, Practical และ Problem Solving

ไม่แน่ว่าในอนาคตอันใกล้ เราอาจจะได้เห็นสินค้าอื่นๆ ของ Capbage ที่สร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาอื่นๆ ซึ่งอาจจะไม่ใช่หมวกหรือกระเป๋าแล้วก็ได้

ออเบรย์-เศรษฐิตา เลการัตน์, เติม-เติมศักดิ์ ลิ้มศิริรัตนกุล, ลูกขวัญ-วศินี มุสิกะโปดก

Lesson Learned

  1. รู้จักประโยชน์พื้นฐานของผลิตภัณฑ์ (Core Benefit) ของธุรกิจ ไม่ว่าจะคิดผลิตภัณฑ์หรือบริการอะไร ต้องมั่นใจว่าลูกค้าจะได้ประโยชน์และใช้งานได้จริง
  2. สร้าง Service Mind โดยการจินตนาการว่าเราเป็นลูกค้า มอบสิ่งที่ลูกค้าน่าจะอยากได้โดยไม่ต้องให้เขาร้องขอ และสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาด้วยความจริงใจ ผ่านคู่มือการใช้งานหรือช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ
  3. กล้าถามเพื่อนำฟีดแบ็กมาเรียนรู้และพัฒนาสินค้าให้ดีขึ้น โดยเฉพาะการทำสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน

ติดตามได้ที่ Facebook : capbageofficial

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ผนังตึกสีเหลืองพระอาทิตย์ ห้องสีไข่ขาวโพลนภายใน หน้าต่างกลมแดง บอร์ดเกม และสี่เหลี่ยมลูกเต๋า ประกอบรวมกันเป็น ‘Play Academy’ สถาบันการศึกษานอกระบบที่มุ่งพัฒนาเด็กผ่านการเล่นและการลงมือทำ เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตควบคู่ไปกับความสุข

บทความนี้เราจะพาสัญจรไปตามเส้นทางธุรกิจแห่งความสุขในการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์และเฝ้าดูต้นกล้าเจริญเติบโต กับ ครูปุ๊ก-ชลมาศ คูหารัตนากร ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการสถาบันแห่งนี้

Play Academy สถาบันนอกระบบสำหรับเด็กเล็ก สอนทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21 ด้วยการเล่น

Chonlamard

“ความฝันมันชัดมาก ทำให้ไม่ลังเลเลย” ถ้อยคำที่ครูปุ๊กฝากไว้พร้อมกับน้ำเสียงอ่อนหวาน เมื่อเราตั้งคำถามถึงจุดกำเนิดของสถาบันแห่งนี้ น่าแปลกใจที่เธอเรียนสาขาโฆษณามาก่อน ฟังดูแล้วเหมือนจะไม่มีปมให้ผูกไปถึงการสอนหนังสือเด็ก แต่แล้วเราก็ร้องอ๋อขึ้นมาดัง ๆ เมื่อได้ยินว่าเธอเรียนวิชาโทเสรีด้านวรรณกรรมเด็กและวัยรุ่น รวมถึงจิตวิทยาพัฒนาการร่วมด้วย ทำให้เธอค้นพบตัวเองนับแต่นั้น

“มันเป็นเหมือนอีกโลกหนึ่ง โลกของจินตนาการที่อะไร ๆ ก็เป็นจริงได้” ครูปุ๊กเล่าด้วยใบหน้าอิ่มเอิบ ซึ่งบ่งชี้ได้ว่าเธอมีความสุขมากแค่ไหน

เมื่อรู้แล้วว่าตัวเองชอบอะไร เธอไม่รอช้าที่จะเบนเข็มทิศด้วยการเริ่มประกอบอาชีพครูสอนเด็กในวัยประมาณ 2 – 3 ขวบที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง ตั้งแต่รับพวกเขามาจากอ้อมกอดของพ่อแม่ พาไปสนามเด็กเล่น พาเข้าห้องน้ำ ทานข้าว ขับถ่าย อาเจียน ชงนม ปูที่นอน

“เราไม่เคยทำมาก่อน ต้องเรียนรู้แล้วก็ทำจริงเลย แรก ๆ อยากลาออก แต่ก็บอกกับตัวเองว่า จะมาทิ้งความฝันและสิ่งที่ตัวเองหาเจอเพียงเหตุการณ์แค่นี้ไม่ได้ ลองอดทนต่อไปอีกดีกว่าไหม”

แรงฮึดทางใจพาให้กายของเธอขยับไปตามฝัน ครูปุ๊กเริ่มเลื่อนขั้นไปสอนอนุบาล 2 และ ป.1 ตามลำดับ ใน 3 ปีนั้นเธอจึงได้เรียนรู้งานแบบ Learn by Doing ได้ลงมือปฏิบัติจริง เรียนรู้จากเด็กว่าแท้จริงแล้วแต่ละช่วงวัยมีพัฒนาการอย่างไร ทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่เพียงเรียนจากตำรา

“ประสบการณ์ในวัยเด็กโดยเฉพาะช่วงปฐมวัย จะเป็นความทรงจำในระยะยาวของคนคนหนึ่งไปตลอดชีวิต ผู้ใหญ่ปฏิบัติต่อเขายังไง พ่อแม่ ครูที่เจอในสังคมพูดคุยกับเขายังไง ถ้าเป็นความทรงจำที่ดีก็เป็นต้นทุนที่ดีให้ชีวิตเขา เมื่อนึกย้อนกลับมาเมื่อไหร่ก็แช่มชื่น แต่ถ้าเป็นประสบการณ์ที่ไม่ดี ก็จะเป็นแผลในใจที่บาดลึกและไม่มีวันเลือนหาย

“แต่โดยธรรมชาติแล้ว จิตใจคนเราไม่เหมือนกัน ความแข็งแกร่งของคนเราไม่เหมือนกัน จึงต้องให้ความสำคัญกับเด็กและครอบครัว ต่อให้โรงเรียนหรือบุคลากรครูดียังไง ถ้าพ่อแม่ไม่เปลี่ยน ไม่รู้วิธีการเลี้ยงดูที่ถูกต้องจริง ๆ เด็กคนหนึ่งก็จะไม่ได้เติบโตขึ้นมางอกงามอย่างถึงที่สุด”

ความเข้าใจเหล่านี้ของครูปุ๊กล้วนมาจากการฝักใฝ่เรียนรู้พัฒนาการและจิตวิทยาเกี่ยวกับเด็กอย่างไม่หยุดยั้ง ครูปุ๊กเรียนต่อด้านสุขภาพจิตเด็กในระดับปริญญาโท และยังพัฒนาความรู้จากทั้งในและต่างประเทศอยู่ตลอด ซึ่งเป็นบันไดให้เธอได้ก้าวขึ้นสู่การก่อตั้งและบริหารสถาบัน Play Academy ด้วยตัวเอง

Play Academy สถาบันนอกระบบสำหรับเด็กเล็ก สอนทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21 ด้วยการเล่น
Play Academy สถาบันนอกระบบสำหรับเด็กเล็ก สอนทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21 ด้วยการเล่น

Don’t Just Dream. Do It.

ระหว่างพูดคุยกัน เราเห็นถึงแววตา ท่าทางแข็งนอกอ่อนใน และความมุ่งมั่นของครูปุ๊กที่พยายามจะพัฒนาการจัดการศึกษาให้ดีขึ้น เธอต้องอาศัยความเชื่ออย่างแรงกล้าและแรงกำลังของตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้น ครูปุ๊กมองเห็นช่องโหว่และข้อจำกัดของระบบการศึกษาไทย ซึ่งทำให้เธอยิ่งมีพลังลุกขึ้นมาทำงานด้านเด็กและครอบครัว

“ค่าตอบแทนครูโรงเรียนในระบบน้อยมาก และไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพจริง ๆ ทำให้คนที่มีความสามารถสูง มีอุดมการณ์ อยู่ได้ไม่นาน

“เมื่อเทียบกับประเทศที่เจริญมาก ๆ แล้ว อาชีพครูสำคัญพอ ๆ กับหมอ วิศวกร หรืออาชีพอื่น ๆ ที่สังคมนิยม เพราะเขารู้ว่าประเทศจะพัฒนาไปได้ เกิดจากประชากรที่มีคุณภาพ ซึ่งประชากรที่มีคุณภาพต้องเกิดจากการบ่มเพาะและการศึกษา เขาจึงต้องการคนเก่ง คนมีอุดมการณ์ มาสร้างประชากรให้มีคุณภาพ”

รากฐานของบุคลากรที่มีคุณภาพนั้นเกิดจากการบ่มเพาะตั้งแต่เยาว์วัย ซึ่งโรงเรียนในระบบการศึกษาไทยยังค่อนข้างหนักไปทางคุณครูบรรยาย เด็ก ๆ นั่งฟังและทำแบบฝึกหัด แม้จะมีกระบวนการ Learn by Doing อยู่บ้างแต่นับว่าน้อย เมื่อเทียบสัดส่วนกับการสอนแบบบรรยายขึ้นกระดาน และทำใบงาน

ครูปุ๊กเริ่มต้นด้วยการทำโรงเรียนบ่มเพาะเด็กปฐมวัยตั้งแต่ 1.9 ขวบ และขยายมาจนถึง 11 ขวบ ซึ่งความพิเศษของที่นี่คือ มีหมุดหมายชัดเจนเรื่องปลุกปั้นการเรียนด้วยการเล่น ให้เด็กได้ลงมือทำผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 โดยมีสื่อการสอนเป็นของเล่น เกมการศึกษา บอร์ดเกม และอุปกรณ์รอบตัวเพื่อเสริมพัฒนาการตามวัยและการทำงานของสมอง เธอไม่ได้เป็นเพียงนักสุขภาพจิตเด็ก แต่ยังเป็นนักจัดกระบวนการเรียนรู้ร่วมด้วย วิธีการสอนจึงออกแบบมาอย่างมีลำดับตามหัวข้อและวัตถุประสงค์ที่ครูปุ๊กคิดค้นขึ้น และเธอยังละเมียดกระทั่งสื่อที่เลือกใช้

“ทั้งหมดนี้เกิดเป็น Business Model โรงเรียนที่ส่งเสริมพัฒนาการเด็กและทักษะชีวิตในเด็ก โดยผ่านกิจกรรม สื่อ การเล่น และการลงมือทำ”

Play Academy สถาบันนอกระบบสำหรับเด็กเล็ก สอนทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21 ด้วยการเล่น

Play Academy

‘เด็กเรียนรู้ผ่านการเล่นได้ดีที่สุด’

เป็นวลีที่ใครหลายคนได้ยินผ่านหูอยู่บ่อยครั้ง แต่การจัดการศึกษาผ่านการเล่นอย่างเป็นรูปธรรมกลับหาได้ยาก Play Academy เป็นสถาบันการศึกษาที่จัดการศึกษาผ่านการเล่นได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้วิธีการเล่นแบบ Free Play เข้ามาเชื่อมโยงเรื่องราวกับเนื้อหาที่สอน เป็นการเล่นอย่างมีโครงสร้าง

ซึ่งก่อนจะเข้ามาเรียนที่นี่ เด็กแต่ละคนต้องผ่านการประเมินเดี่ยวกับครูปุ๊ก 1 ชั่วโมง แบ่งการทดสอบออกเป็น 2 แบบ แบบแรกเป็นการทดสอบตามอายุ แบบที่ 2 เรียกว่า Performance Test เป็นการลงมือหรือปฏิบัติจริง ใช้บอร์ดเกมหรือเกมการศึกษาเพื่อให้เด็กได้ทดลองทำ หลังจากนั้นจะนำผลมารวมกันแล้วรายงานคุณพ่อคุณแม่อย่างละเอียดโดยใช้เวลาอีก 1 ชั่วโมง

ครูปุ๊กจะดูไปถึงพฤติกรรม อารมณ์ และสมาธิ หากเจอปัญหาก็จะพูดคุยกับคุณพ่อคุณแม่ถึงวิธีการเลี้ยงดูว่า ปัญหาคืออะไร มีทางแก้ไขยังไง วิธีทดสอบนี้นอกจากจะทำให้ผู้ปกครองเข้าใจลูกมากขึ้น ยังช่วยให้เข้าใจการเรียนด้วยการเล่นที่ Play Academy มากขึ้นด้วย

หลักสูตรของเด็กแต่ละช่วงวัยจะเป็นไปตาม Critical Period กล่าวคือ เด็กจะได้เรียนรู้สิ่งที่จำเป็นและสำคัญต่อวัยของเขาโดยเฉพาะ

“เริ่มจากเด็กเล็กสุดที่เรารับคือวัย 1.9 – 3.5 ขวบ เป็นหลักสูตรเน้นพัฒนาการและสร้างสมองที่มีคุณภาพ แค่ 2 วัตถุประสงค์นี้ เพราะพัฒนาการเป็นรากฐานของชีวิต ถ้าพัฒนาการไม่ดีตั้งแต่แรก อย่างอื่นก็ไปต่อยาก เราสอนเด็กวัยนี้แบบตัวต่อตัว เพราะเด็กจะพร้อมเข้าสังคมเมื่อมีอายุ 3 ขวบขึ้นไป ต่อมาเป็นหลักสูตรอนุบาล ตั้งแต่ 3.6 – 6.6 ปี เราเรียกว่า Active Brain มี 3 ระดับเหมือนบันได 3 ขั้น วัย 3.6 – 4.6 คือ Starter วัย 4.6 – 5.6 คือ Intermediate ส่วนวัย 5.6 – 6.6 เป็น Advanced แล้วก็มาถึงหลักสูตรสุดท้ายสำหรับเด็กอายุ 7 – 11 ขวบ (ป.1 – ป.6) หลักสูตรนี้ชื่อว่า PBL & Life Skill หรือ Problem-based Learning”

Play Academy นับเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ไม่ใช่โรงเรียนติวเข้มเฉพาะทางสำหรับเพิ่มเกรด แต่เน้นพัฒนาทักษะชีวิต ซึ่งสำคัญมากในยุคนี้ อ้างอิงจาก World Economic Forum ถึงทักษะที่เด็กในศตวรรษที่ 21 ควรมี

Critical Thinking ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดแบบมีวิจารณญาณ แปลไทยเป็นไทยคือคิดเป็นเหตุเป็นผล

Creativity ความคิดที่หลากหลาย

Communication การสื่อสาร ในที่นี้หมายถึงอธิบายความคิดของตัวเองได้ว่าต้องการจะสื่อสารอะไร เหนือชั้นกว่านั้นคือโน้มน้าวหรือชักจูงคนอื่นให้ร่วมมือกับเราได้

Collaboration ความร่วมมือ ทำงานเป็นทีมผสมกลมกลืนเป็น หมดยุค One-man Show ทักษะเหล่านี้นำมาใช้เป็นแกนในหลักสูตร PBL & Life Skill หรือ Problem-based Learning สำหรับเด็กอายุ 7 – 11 ขวบ

Play Academy สถาบันนอกระบบสำหรับเด็กเล็ก สอนทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21 ด้วยการเล่น

“การที่เด็กยุคนี้จะประสบความสำเร็จได้ ไม่ใช่ว่าต้องได้เกรดดีหรือเรียนสูง แต่เป็นเด็กที่ปรับตัวได้เร็ว ค้นหาตัวเองเจอว่าชอบอะไร ทำงานเป็นทีมได้ และรู้ว่าความสุขของตัวเองอยู่ตรงไหน ถ้าเราสร้างหรือแก้ได้ ยิ่งเด็กยิ่งเห็นผล มันเร็วและแก้ได้โดยใช้เวลาสั้น พ่อแม่ไม่เหนื่อยมากเท่ากับมาแก้ตอนโต สร้างว่ายากแล้ว ซ่อมยากกว่า”

ซึ่งหากย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว แม้การเรียนด้วยการเล่นจะยังไม่เป็นที่รู้จักและแพร่หลาย แต่ครูปุ๊กก็รับมือและแก้ปัญหาได้ดีด้วยการสื่อสารอย่างละเอียดลึกซึ้งกับผู้ปกครอง เพื่อให้พวกเขาได้เรียนรู้ความเป็น Play Academy และสถาบันนี้ก็ได้เรียนรู้ความเป็นพวกเขา

“เพราะเขาไม่เข้าใจและไม่เคยเจอ เราทำเป็นแผนภาพและโครงสร้างหลักสูตรขึ้นมา เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจว่าแต่ละช่วงวัยมีหลักสูตรอะไร เน้นอะไร 1 หลักสูตรมี 40 ครั้ง ก็จะทำเป็นภาพออกมาเลยว่า ครั้งที่ 1 มีกิจกรรมอะไรบ้าง ใช้เกมอะไร และยกตัวอย่างให้ผู้ปกครองฟังเป็นสัปดาห์ ๆ ไป เราต้องให้ความรู้แก่พ่อแม่ เพื่อให้เขารู้ว่าแท้จริงแล้วอะไรสำคัญ และการเรียนแบบนี้จะมีประโยชน์อย่างไรในระยะยาว

“ทุกครั้งที่เรียนเสร็จ คุณพ่อคุณแม่จะต้องเข้าฟังบรีฟว่า วันนี้เรียนอะไรไปบ้าง ครูสอนยังไง น้องทำความเข้าใจเป็นยังไง มีอารมณ์และพฤติกรรมอะไรเกิดขึ้นในห้องบ้าง พ่อแม่ต้องไปต่อยอดที่บ้านยังไง ต้องไปแก้อะไร เป็นการเรียนรู้ที่อาศัยการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองเยอะมาก”

ส่วนของเล่น สื่อการศึกษาและบอร์ดเกมที่ใช้ ครูปุ๊กนำเข้าจากต่างประเทศโดยเฉพาะ เช่น เยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศที่เล่นบอร์ดเกมจนเป็นวัฒนธรรมในครอบครัว และเลือกใช้บอร์ดเกมที่มีวัตถุประสงค์เหมาะสมกับวัยผู้เล่น เช่น ลูกเต๋า ถ้าเป็นเกมเด็กเล็กจะมีขนาดใหญ่ จับถนัดมือ ขอบมน ให้เด็กได้ฝึกใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและเพิ่มความปลอดภัย

Play Academy สถาบันนอกระบบสำหรับเด็กเล็ก สอนทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21 ด้วยการเล่น
Play Academy สถาบันนอกระบบสำหรับเด็กเล็ก สอนทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21 ด้วยการเล่น

Nobody Left Behind

Play Academy ไม่ได้ใช้การทำการตลาดยิ่งใหญ่ แต่คำบอกเล่าปากต่อปากของผู้คนถึงสิ่งดี ๆ ที่ได้รับจากสถาบันแห่งนี้ ทำให้มีคนส่งลูกหลานเข้ามาเรียนกันอย่างต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่น

บางครอบครัว 3 คนพี่น้องเรียนที่นี่ทั้งหมด บางครอบครัวเด็กเรียนนานถึง 8 ปี เพื่อนแนะนำเพื่อนต่อจนตารางเรียนส่วนใหญ่เต็มทั้งหมด

“บางครอบครัวถึงกับเขียนพินัยกรรมไว้ว่า หากเขาเป็นอะไรไป ให้ผู้ใหญ่ที่อยู่ในครอบครัวพาลูกมาให้ครูปุ๊กดูทุก ๆ 3 เดือน” เราตาลุกวาวในสิ่งที่ครูปุ๊กเล่าให้ฟัง และน่าสนใจว่าเธอสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจเหล่านี้ขึ้นมาได้อย่างไร

“เราไม่ได้ทำอะไรพิเศษ เราคุยกับทุก ๆ คนด้วยความจริงใจ แนะนำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้เขา จะบอกว่าตำราไม่ได้มีทุกสิ่งทุกอย่าง เรา Customize ฟังบริบทของครอบครัว เด็กบางคนเรียนจบไปแล้วหลายปี พ่อแม่มีปัญหา เราก็ยังยินดีให้ข้อมูลและคำแนะนำอย่างเต็มที่ มันเป็นความจริงใจ นักเรียนเมื่อเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของ Play Academy แล้ว Nobody Left Behind”

Play Academy รับรองคุณภาพของครูด้วยการสร้างความเชื่อมั่นให้คุณพ่อคุณแม่ว่า สองมือที่ประคองลูกหลานของพวกเขาอยู่นี้ ได้ผ่านการสอบทั้งอุดมการณ์ Mindset ครอบครัว และภูมิหลัง

“การเป็นครูที่นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย และการทำงานกับครูปุ๊กก็ไม่ง่ายเพราะเป็นคนละเอียดและมาตรฐานสูง บางทีสัมภาษณ์ 20 คนไม่มีใครผ่านเลย ผู้สมัครต้องผ่านการสัมภาษณ์เบื้องต้นทางโทรศัพท์ถึงเงื่อนไขในการทำงาน เมื่อผ่านแล้วค่อยเข้าสู่ขั้นตอนการสัมภาษณ์เชิงลึก แม้แต่การถามถึงภูมิหลังของครูแต่ละคนก็ไม่ได้ต้องการตัดสินเขา แต่อยากเข้าใจว่าเขามีที่มาที่ไปอย่างไร และคุณครูจะต้องมีต้นทุนในตัว หมายถึงการที่จะมาสอนทักษะการคิด ทักษะชีวิต เขาต้องมีเชาวน์และความคิดที่เป็นระบบพอสมควร ต้องเล่นบอร์ดเกมให้เราดูด้วย เท่านั้นไม่พอ ยังต้องดูลักษณะนิสัยการทำงานร่วมกันกับเราและทีมงาน”

ครูปุ๊กยังจัดตารางเวลาเพื่อเทรนครูก่อนสอน และมีการสอบสอนทุกวันพฤหัสบดี เวลา 13.00 – 15.00 น. โดยในระหว่างนั้นจะไม่รับสอนเด็ก เพื่อให้เป็น Training Session แบบ Active Learning พัฒนาความรู้ของครูให้เท่าทันโลก ขณะเดียวกันก็หารือเพื่อปรับปรุงห้องเรียนให้สนุกและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

Play Academy สถาบันพัฒนาทักษะชีวิตสำหรับเด็กที่ใช้แนวคิด Learning by Doing และสอนทักษะจำเป็นในศตวรรษที่ 21 ด้วยการเล่น

Trick & Treat

ใช่ว่าธุรกิจที่เริ่มยืนด้วยลำแข้งของตัวเองจะไม่ประสบกับอุปสรรคใด ครูปุ๊กได้ถ่ายทอดประสบการณ์เพื่อช่วยเป็นบทเรียนให้แก่ผู้ที่สนใจทำธุรกิจ

“มันเป็นโมเดลระยะยาว พ่อแม่จ่ายเงินเราวันนี้ เขาต้องเรียนกับเราไปอีก 1 ปี เพราะฉะนั้น การบริหารจัดการเงินและบัญชีจะต้องดี เราต้องคิดแล้วว่าเราเป็นหนี้เขาไปอีก 1 ปี จะปิดโรงเรียนไม่ได้ วันหนึ่งถ้าเกิดอะไรขึ้น คุณต้องมีเงินคืนพ่อแม่ ถ้าให้มอง มันไม่เหมือนไปกินร้านอาหาร กินเสร็จจ่ายเงินจบ เราไม่มีอะไรติดค้างกันแล้ว แต่นี่เป็นงานระยะยาว คุณต้องพร้อมจริง ๆ ที่จะบริหารจัดการและรับผิดชอบธุรกิจระยะยาว เรื่องเงินทุนไม่เท่าไหร่ หลัก ๆ เป็นเรื่องของบุคลากรที่หายากและ Business Model ซึ่งไม่ใช่โมเดลอิสระเสียทีเดียว”

ขณะนี้ ธุรกิจบนความใส่ใจได้เดินทางมาจนถึงขวบปีที่ 11 มีบุคลากรครูรวม 5 ท่าน และเด็กกว่า 200 ชีวิตภายในอาณาเขตที่อบอุ่น ครูปุ๊กเล่าว่าเธอไม่มีการโฆษณาในช่องทางออนไลน์ใด ๆ ไม่มีการลดโปรโมชันจัดหนักเอาใจลูกค้า มีเพียงตัวเธอและสถาบันที่ตั้งตระหง่านอยู่ใน The Circle Ratchapruk ดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งตามคำบอกเล่า

Blossom Out

แม้ Play Academy จะได้ชื่อว่าเป็นสถาบันการศึกษาอย่างเต็มรูปแบบ แต่ก็ยังไม่หยุดพัฒนาเพื่อส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้สังคม โดยออกแบบผลิตภัณฑ์แบรนด์ของเล่นของตัวเอง ภายใต้ The Umbrella of Play Academy

“เราผลิตหนังสือกิจกรรมที่ชื่อว่า PlayBook เป็นหนังสือกิจกรรมที่ทำออกมาสำหรับเด็กอายุ 2 – 6 ขวบ ปัจจุบันมีทั้งหมด 8 เล่มและส่งขายทั่วประเทศ เป็นลักษณะหนังสือกิจกรรมที่เด็กได้ลงมือทำจริง โดยมีอุปกรณ์ไปให้ด้วย ไม่ใช่แค่ลากเส้น กากบาท วงกลม ระบายสี แต่เด็กจะได้ฉีกกระดาษ โรยทราย ต่อบล็อก ติดตีนตุ๊กแกหรือสติกเกอร์

“แต่ละกิจกรรมจะไม่เหมือนกัน อย่าง Play Dough แป้งโดสูตรเฉพาะของเราเอง Non-toxic ร้อยเปอร์เซ็นต์ กำลังจะทำวางขายเช่นกัน นอกจากนี้ เราอยากทำของเล่นเสริมพัฒนาการที่ถูกต้องตามหลักพัฒนาการ เช่น ใช้วัสดุซิลิโคนแทนยาง ไม้อบอย่างดีไร้เสี้ยน วัสดุอุปกรณ์ทุกอย่างมีขนาดเหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก และไม่ใช่ของเล่นที่เจอได้ทั่ว ๆ ไป ขยายออกมาเป็นเรื่องของห้องเรียนคุณพ่อคุณแม่ เปิดอบรมพ่อแม่เกี่ยวกับการเลี้ยงลูก พูดคุยหัวข้อและปัญหาต่าง ๆ ที่น่าสนใจ มีทั้ง On-site และ Online”

ครูปุ๊กและสถาบัน Play Academy มองเห็นทัศนะที่กว้างไกลกว่าการเจริญเติบโตทางธุรกิจ พวกเขาคิดว่าจะให้อะไรสังคมได้มากกว่านี้ หรือช่วยพัฒนาอะไรได้มากกว่านี้

“ที่สำคัญที่สุดคือ เราสร้างทรัพยากรที่มีคุณภาพของประเทศ ซึ่งในอีก 20 ปีข้างหน้า เขาจะกลายมาเป็นพลเมืองซึ่งเป็นแรงสำคัญในการขับเคลื่อนสังคม”

ภายใต้รอยยิ้มของครูปุ๊ก ล้วนประกอบร่างขึ้นจากการได้ทำในสิ่งที่รัก

“เราชอบงานนี้มาตั้งแต่เรียนปริญญาตรี และทุกวันนี้ก็ยังตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้อ่านองค์ความรู้ใหม่ ๆ หรือเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ โดยไม่ต้องมีใครมาบังคับ ความสุขคือการได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักมาได้ยาวนานขนาดนี้ สุขทางใจด้วย อยู่ได้ทางธุรกิจด้วย เราทำความรักที่มีอยู่ให้เป็นรูปธรรม จนมีคนเชื่อมั่น ยอมรับ ไว้ใจ และอยากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเรา อยากนำลูกหลานมาฝากให้เรียนกับเรา

“การเป็นครูที่ทำงานกับพ่อแม่ด้วย ทำให้เราเห็นเด็กงอกงาม เห็นรอยยิ้มของครอบครัว เห็นความสบายใจของเขา หลายครอบครัวมาด้วยปัญหา แต่กลับไปด้วยความสุขที่มากขึ้น เขากินอิ่ม นอนหลับ และมีกำลังใจที่จะมีชีวิตต่อไป”

สิ้นประโยค เสียงหัวเราะคิกคักเล็ก ๆ ตามด้วยเสียงพูดอย่างละมุนนุ่มนวลดังออกมาจากห้องข้าง ๆ คงเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า ความสุขของครูปุ๊กนั้นอยู่ใกล้ ๆ ไม่ไกลจากที่นี่ ที่ Play Academy

Play Academy สถาบันพัฒนาทักษะชีวิตสำหรับเด็กที่ใช้แนวคิด Learning by Doing และสอนทักษะจำเป็นในศตวรรษที่ 21 ด้วยการเล่น

Lessons Learned

  • เชื่อมั่นในตัวเองและลงมือทำตามความฝันอย่างไม่ลังเล
  • ความอดทนเป็นบันไดขั้นหนึ่งที่พาเดินไปถึงความสำเร็จ
  • ความจริงใจ ใส่ใจ และสม่ำเสมอ คือกุญแจสำคัญสู่ความเชื่อใจของลูกค้า
  • การเรียนรู้อย่างไม่สิ้นสุด หมั่นแก้ไขปรับปรุง ทำให้ธุรกิจพัฒนาอย่างไม่มีขีดจำกัด
  • รากฐานที่แข็งแกร่งเกิดจากความเหนียวแน่นภายในองค์กร

Writer

ภฤศนี แท้เที่ยงธรรม

เด็กผู้หญิงชอบเขียนหนังสือ เกิดเดือนกุมภาพันธ์ กรุ๊ปเลือด AB อุปนิสัยร่าเริง

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load