ประเด็นการกินเค็มเท่ากับโรคไตไม่ใช่เรื่องใหม่

คนส่วนใหญ่คงรู้ว่าการกินเค็มเป็นเรื่องไม่ดี แต่เราต่างคุ้นเคยกับการกินอาหารรสจัดจ้าน จนหลงลืมไปว่า บางที รส ‘อร่อย’ นี่แหละที่แฝงไปด้วยอันตรายจากโซเดียมในปริมาณมาก จนเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอีกหลายโรคตามมา รวมไปถึงอาหารแช่แข็งจากร้านสะดวกซื้อที่เพิ่มโซเดียมเพื่อรักษาอาหารไว้ได้นาน หรืออาหารแปรรูปต่างๆ ที่ใช้โซเดียมในการปรุงรสและถนอมอาหาร

พฤติกรรมการกินโซเดียมนี้เองที่เป็นส่วนสำคัญทำให้ปัจจุบันคนไทยป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรังสูงถึง 7,600,000 คน เสียชีวิตด้วยภาวะหัวใจวายจากโรคหัวใจและหลอดเลือดปีละเกือบ 40,000 คน และเป็นโรคอัมพฤกษ์อัมพาตมากกว่า 500,000 คน

เมื่อการกินโซเดียมอันตรายขนาดนี้จึงมีแคมเปญที่อยากเตือนสติทุกคนให้ลดการบริโภคโซเดียมลงผ่านหนังสั้น เรื่องราวเกี่ยวกับการสอบสวนนางกัลยวรรตที่ทำการฆาตกรรมอำพรางโดยใช้โซเดียมในเครื่องปรุงและสารปรุงแต่งอาหารเป็นยาพิษ ฆ่าสามีของตัวเองมาแล้ว 3 คนในระยะเวลา 30 ปี นำแสดงโดย นก-สินจัย เปล่งพานิช และ ปีเตอร์-นพชัย ชัยนาม

ลดเค็ม ลดโรค, มื้อพิษเศษ ลดเค็ม ลดโรค, มื้อพิษเศษ

เมื่อปล่อยหนังสั้นตัวนี้ออกไปแล้ว ผลตอบรับออกมาดีเกินคาดจนเครือข่ายลดเค็มเจ้าของโครงการถึงกับบอกว่านี่เป็นงานที่ตรงความต้องการและเหนือความคาดหมายที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งเครือข่ายมา

เราจึงนัดคุยกับ น.ท.หญิง พญ. วรวรรณ ชัยลิมปมนตรี เลขาธิการเครือข่ายลดเค็ม เม้ง-ประสิทธิ์ วิทยสัมฤทธิ์ Creative Director จากบริษัท ชูใจ กะ กัลยาณมิตร และ พัด-พชร พิทักษ์จำนงค์ ผู้กำกับจาก Film Factory ถึงขั้นตอนก่อนจะออกมาเป็นแคมเปญนี้

ลดเค็ม ลดโรค, มื้อพิษเศษ

กดดูหนังกันอีกสักรอบ และไปรับทราบข้อกล่าวหาทั้งหมดพร้อมกัน

หมอโรคไตอยากให้คนไทยลดเค็ม

เครือข่ายลดบริโภคเค็มซึ่งเป็นเครือข่ายอิสระที่ได้รับทุนจำนวนหนึ่งจาก สสส. ก่อตั้งโดย ผศ. นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ คุณหมอโรคไต มีเป้าหมายเพื่อรณรงค์ให้คนไทยลดการกินเค็ม คุณหมอเห็นว่าผู้ป่วยโรคไตมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปีและไม่มีทีท่าจะลดลงเลย จากข้อมูลพบว่าคนไทยกินเค็มเกินค่าเฉลี่ยที่องค์การอนามัยโลกแนะนำอยู่ถึง 2 เท่า จึงเกิดเป็นแคมเปญแรกเมื่อปี 2555 ‘ลดเค็มครึ่งหนึ่ง คนไทยห่างไกลโรค’ มีการประชาสัมพันธ์ต่างๆ ในเชิงวิชาการมาตลอดจนถึงปัจจุบัน แต่ไม่ได้รับการตอบรับดีเท่าที่ควร

คุณหมอวรวรรณเห็นว่าในยุคสมัยที่สื่อบนโลกออนไลน์น่าจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายซึ่งก็คือคนทั่วไปได้เป็นจำนวนมาก จึงเกิดมาเป็นแคมเปญนี้

ลดเค็ม ลดโรค, มื้อพิษเศษ

เลือกเอเจนซี่ชูใจ กะ กัลยาณมิตร

ที่ผ่านมาการรณรงค์ในเชิงวิชาการไม่สามารถเข้าถึงคนทั่วไปในสังคมได้มากนัก เมื่อต้องการทำให้งานนี้เกิดประโยชน์อย่างที่ตั้งใจไว้จริงๆ คุณหมอวรรวรรณจึงคิดว่าอะไรทำให้เธอสนใจเมื่อเล่นโทรศัพท์ และคำตอบก็มาในช่วงเวลาที่เธอเจอคลิปผลงานต่างๆ ของทางชูใจในเฟซบุ๊ก

คลิปที่ชูใจทำหลายอันกระแทกใจมาก เลยไปตามตัวมาช่วยออกความเห็น ถ้าบอกโต้งๆ ว่าเกลือไม่ดียังไง เป็นโรคอะไรได้บ้าง คงไม่ถูกพูดถึงเท่าไหร่ เพราะเราทำมาหลายปี ลงทุนหลายครั้งก็สูญเปล่า เลยอยากทำอะไรที่ได้งานจริงๆ ให้น้องตามหาเอเจนซี่ชูใจจนเจอ โทรไปขอร้องให้ช่วยทำให้เรา” หมอวรวรรณเล่า

คนที่รับงานนี้ของชูใจฯ คือ เม้ง-ประสิทธิ์ วิทยสัมฤทธิ์ เขาเล่าว่า “เพื่อนคิดว่าผมน่าจะอินที่สุด เพราะพ่อผมฟอกไตอยู่ แต่ผมก็ไม่คิดว่าจะทำได้นะ ที่ผ่านมาเราเคยทำงานกับ NGO เยอะ เราก็อยากได้คนที่อินเรื่องนี้จริง ตอนรับบรีฟผมถามหมอสุรศักดิ์ว่า คุณหมอทำไปทำไมครับ หมอตอบผมว่า ผมรักษาคนเป็นโรคไตมาเยอะนะ มันทรมาน ทุกวันนี้คนป่วยเยอะขึ้นเรื่อยๆ ผมก็เลยต้องมาทำหน้าที่ตรงนี้ ฟังแล้วก็ เราจะทำ เราจะช่วยเขา”

ลดเค็ม ลดโรค, มื้อพิษเศษ ลดเค็ม ลดโรค, มื้อพิษเศษ

แนะนำโซเดียมให้ทุกคนรู้จัก

แพลนเนอร์อย่าง ยอด-บุญชัย สุขสุริยะโยธิน ทักมาว่า ถึงโรคจากความเค็มอาจไม่ใช่เรื่องใหม่มาก แต่จากการสำรวจก็พบว่าคนจำนวนมากก็ไม่รู้เรื่องนี้

โรคเกี่ยวกับความเค็ม คนรู้แค่ว่าอย่าใส่ซีอิ๊ว น้ำปลาเยอะ กลยุทธ์แรกเลยคือทำให้คนรู้จักโซเดียมก่อน คนทั่วไปรู้ว่าความเค็มอยู่ในเกลือ น้ำปลา ซีอิ๊ว แต่หมอบอกว่ามันอยู่ในทุกอย่าง อยู่ในอุตสาหกรรมอาหาร การถนอมอาหาร อยู่ในการปรุงรสทั้งหมด

เราพยายามสื่อสารว่าโซเดียมเท่ากับตาย ป่วย โรค เพราะสุดท้ายโซเดียมที่บริโภคเข้าไปก็นำไปสู่ปัญหาโรคความดัน หรืออีกหลายๆ โรคที่อยู่ในหนัง พอได้อย่างนี้ก็มีหลายไอเดียที่ตามมา ตอนแรกคิดกันเร็วๆ ว่าถ้าแบบนั้นเวลาเราทำอาหารก็ฆ่าคนได้สิ งั้นก็ เฮ้ย เราทำหนังฆาตกรรมไหม เอาอาหารฆ่าคน” เม้งอธิบายกลยุทธ์

เมื่ออยากจะทำหนังฆาตกรรม ผู้กำกับที่เม้งนึกถึงคือ พัด-พชร พิทักษ์จำนงค์ ลูกศิษย์ของ ต้อม-เป็นเอก รัตนเรือง

ผมนั่งดู Showreel ของพัดตั้งแต่สมัยเขายังเป็นนักเรียน เขาทำหนังฆ่ากันเยอะมาก เป็นหนังดาร์กๆ เครียดๆ ถ่ายแบบเรียบๆ งานเขา พี่นก ฉัตรชัย เคยมาเล่นด้วย ก็เลยโทรหาเขา ตอนนั้นยังไม่มีพล็อต มีแต่ไอเดีย พัดกลับมาพร้อมไอเดียหลายๆ อย่าง วันหนึ่งเพื่อนผมถามว่า จำเรื่องสั้น ฆาตกรรมจากก้นครัว ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้มั้ย ที่เมียทำอาหารให้ผัวกินจนตาย เราก็เลยใช้พล็อตนี้ ที่เหลือเป็นหน้าที่ของพัดในการเอาเรื่องสั้นไปปรับให้เป็นเรื่องโซเดียม แล้วลงรายละเอียด พัฒนาให้เป็นหนัง โดยที่เราไม่ได้หยิบมาใช้ทั้งดุ้น”

ลดเค็ม ลดโรค, มื้อพิษเศษ

จากหนังโฆษณา 30 วินาที กลายเป็นหนังสั้น 9 นาที

ตอนแรกพัดคิดว่างานนี้คงจะเป็นโฆษณาความยาว 30 วินาที ที่บอกเรื่องความอันตรายของโซเดียม แต่ไอเดียกลายมาเป็นหนังสั้น เขาก็ยินดีร่วมพัฒนาไอเดียนี้ให้ออกมาดีที่สุด

ผมโชคดีมากที่เขามั่นใจมาตั้งแต่แรกว่ามันต้องเป็นหนัง ไม่ใช่โฆษณาที่ขายของมากเกินไป ตอนแรกผมพัฒนาออกมาเป็นหนังความยาว 30 วินาทีที่พูดถึงอันตรายของโซเดียมแบบเร็วๆ แต่พี่เม้งมั่นใจแต่แรกว่าต้องเป็นหนังสั้น ซึ่งคนจะอยากแชร์ด้วยตัวหนังเอง อาจไม่ต้องพูดถึงโซเดียมก็ได้ ถ้ามันน่าสนใจมากพอ

ผมถามพี่เม้งหลายรอบว่าแน่ใจนะว่าจะไปทางนี้ พอเขามั่นใจเราก็ไปสุดทาง เราทิ้งประสบการณ์การทำโฆษณา กลับไปมุ่งกับพล็อตกับเรื่องราวที่ใกล้ตัวคนที่เราอยากพูดถึงมากที่สุด ต้องขอขอบคุณ ม.ล.วิสุมิตรา ปราโมช ลูกสาวของท่าน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่อนุญาตให้เรานำเรื่อง ฆาตกรรมจากก้นครัว มาดัดแปลงใช้ในโปรเจกต์นี้” ผู้กำกับเล่า

ลดเค็ม ลดโรค, มื้อพิษเศษ ลดเค็ม ลดโรค, มื้อพิษเศษ ลดเค็ม ลดโรค, มื้อพิษเศษ

นักแสดงนำระดับตุ๊กตาทอง

เม้งเล่าว่า ในปัจจุบันมีหนังออนไลน์เยอะมาก นักแสดงก็เป็นกลุ่มเดิม ดูออกว่าเป็นหนังออนไลน์ตั้งแต่ไม่กี่วินาทีแรก แต่เมื่อทำงานนี้ให้เป็นหนังสั้น บทแม่บ้านที่ต้องทำอาหารเพื่อฆ่าสามีตัวเอง ถ้าเป็นนักแสดงที่คนดูแล้วไม่เชื่อ หนังคงไปได้ไม่รอด ส่วนพัดก็ยืนยันว่าต้องเป็น นก-สินจัย เปล่งพานิช ผลลัพธ์จึงออกมาเป็นอย่างที่เห็น

ลดเค็ม ลดโรค, มื้อพิษเศษ

ลดเค็ม ลดโรค, มื้อพิษเศษ

สำหรับผม บทนี้มีแค่คนเดียวจริงๆ คือพี่นก สินจัย โชคดีที่ผมเองเคยทำหนังที่พี่นก ฉัตรชัย กำกับ พอนางเอกเป็นพี่นกแล้ว นักแสดงที่มาเล่นด้วยต้องหาเบอร์ที่เท่ากัน เดี๋ยวสู้ไม่ได้ ผมเลยชวน พี่ปีเตอร์-นพชัย ชัยนาม มา เขาก็ยินดีเล่น” พัดอธิบาย

ลดเค็ม ลดโรค, มื้อพิษเศษ ลดเค็ม ลดโรค, มื้อพิษเศษ

ลดเค็ม ลดโรค, มื้อพิษเศษ ลดเค็ม ลดโรค, มื้อพิษเศษ

เม้งเสริมถึงทีมเบื้องหลังว่า “ต้องขอบคุณทุกคนทุกฝ่ายที่มาช่วยกัน คนดูจะนึกว่างานนี้งบเยอะ จริงๆ คืองบไม่มากเลย แต่เพราะอยากทำให้มันดี บางคนเลยลดค่าตัวมาช่วยกัน ต้องให้เครดิตผู้กำกับ และทีมโปรดักชันที่หาวิธีนำเสนอให้มันดูดีขนาดนี้ โปรดักชันก็ใช้ทีมมืออาชีพที่ปกติทำหนังไทย ทุกคนมีความสุขกับการได้ทำ เรามาทำด้วยกันเพราะเชื่อในจุดประสงค์ที่ดีของงาน เลยช่วยกันทำให้ดีที่สุด”

ผลตอบรับที่น่าชื่นใจ

คุณหมอวรวรรณบอกว่า ผลลัพธ์ที่ออกมาตรงกับความต้องการและความตั้งใจที่ทำมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา

มันเหมือนโยนหินแล้วน้ำกระเพื่อมขึ้นมา มากกว่าที่เคยได้ทำมาตลอด  5 ปี ก็เลยรู้สึกดี ขอบคุณทุกไลก์ ทุกแชร์ ไม่รู้เป็นอะไร น้ำตาไหลกับยอดไลก์ ยอดแชร์ ที่เพิ่มขึ้นทุกวัน อยากจะบอกว่าทางเครือข่ายขอบคุณมาก ขอบคุณแทนคนไทยทุกคน หมอไปทานข้าว โต๊ะข้างๆ คุยกันเรื่องหนังนี้ แล้วเขาก็ตีมือเพื่อนว่าไม่ให้เติมพริกน้ำปลาลงไป เราอยากแทบจะไปจ่ายเงินให้โต๊ะนั้นเลย” คุณหมอวรวรรณหัวเราะ

สำหรับเม้งเอง เขาบอกเราว่า นี่เป็นอีกข้อพิสูจน์ให้เห็นว่างานที่ดีไม่จำเป็นต้องสั้นเสมอไป การทำให้คนเกิดความตื่นตัวเรื่องนี้มากขึ้นก็เท่ากับงานของเขาส่งผลเรียบร้อยแล้ว

ลดเค็ม ลดโรค, มื้อพิษเศษ

ผลตอบรับมันดีอยู่แล้วครับ แค่อาอี๊กับคุณแม่แชร์จนมาถึงผมเนี่ยคือตัวชี้วัดว่างานนี้เวิร์ก ผมนั่งอ่านคอมเมนต์ คนรู้จักโซเดียม บางคนกลัวสิ่งที่กินเข้าไป เพิ่งรู้ว่ามีสิ่งนี้อยู่ ผลจากหนังอาจจะวัดไม่ได้ตอนนี้ เพราะอาการป่วยของคนอย่างโรคไต ความดัน เป็นเรื่องสะสม ถ้าความรู้นี้ติดตัวเขา ถ้าในอนาคตเขาตระหนักเรื่องนี้บ้าง หรือถ้าสักครอบครัวทำอาหารด้วยวิธีคิดที่เปลี่ยนไป นี่คือฟีดแบ็กที่ดีที่สุด เพราะมันเป็นเรื่องของชีวิตจริงๆ”

พัดเองก็ดีใจที่ได้เป็นส่วนช่วยให้ความไม่รู้หายไปไม่มากก็น้อย และยังทำให้เห็นว่าหนังออนไลน์ไม่จำเป็นต้องเป็นตามแบบที่นิยมกันเสมอไป

ตอนแรกไม่มั่นใจกับความยาวเหมือนกัน ดีใจแทนทุกคนด้วยครับที่มันไปถึงคนเยอะขนาดนี้ แล้วก็ดีใจที่บ้านเรายังมีคนดูหนังแบบนี้อยู่ ผมเป็นคนทำหนัง ลึกๆ แล้วผมอยากทำหนังที่แตกต่าง และเป็นโอกาสที่ได้ทำหนังที่แตกต่างจากที่มีอยู่ในตลาด พอเราทำออกมาด้วยใจ ทำเต็มที่ แล้วมันไปถึงคน คนชอบ คนดูกันเยอะ เราก็ดีใจ เพราะมันทำให้คนเห็นว่าหนังมีหลากหลาย คนดูดูแล้วสนุก อินตาม ในความเป็นคนทำหนัง มันได้ความสำเร็จในเชิงนั้นจริงๆ รู้สึกว่าเราได้ทำหนังที่ไม่ได้แมส แล้วคนชอบ คนสนุก อินกับมัน แล้วเราก็ทำมันสำเร็จได้ ดีใจจริงๆ ครับ” พัดทิ้งท้าย

ลดเค็ม ลดโรค, มื้อพิษเศษ

ภาพ : ชูใจ กะ กัลยาณมิตร
เพื่อให้โครงการเกิดการเปลี่ยนแปลงระยะยาวที่ยั่งยืน เราจึงสร้างแคมเปญรณรงค์ผ่าน Change.org ขึ้นมาให้คนมาลงชื่อร่วมกัน เพื่อให้อุตสาหกรรมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทุกยี่ห้อลดปริมาณโซเดียมในผงปรุงรสลง 10% ภายใน พ.ศ. 2562 เราเลือกเจาะจงที่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเนื่องจากเป็นอาหารใกล้ตัว และลด 10% เพราะเป็นปริมาณที่ลิ้นยังจับรสความเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค
เครือข่ายลดเค็มจะนำรายชื่อที่ได้มาไปเสนอที่ อย. เพื่อให้เกิดข้อตกลงที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ในอนาคตเราอยากเห็นเทรนด์ใหม่ของอุตสาหกรรมอาหารที่แข่งกันหวังดีต่อผู้บริโภค และแข่งกันปรับสูตรให้ปลอดภัยต่อผู้บริโภคมากที่สุด
มาร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมอาหารกันได้โดยร่วมลงชื่อที่ change.org/ThaiLowSalt

Writer

ณิชากร เอื้อสุนทรวัฒนา

อดีตนักเรียนโฆษณาที่มาเอาดีทางด้านอาหาร แต่หลงใหลการสัมภาษณ์และงานเขียน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Creative Campaign

เรื่องราวเบื้องหลังโฆษณา

“พัสดุมาส่งแล้วครับ” 

ประโยคนี้จากพนักงานในชุดยูนิฟอร์มสีแดงดำ คงจะเป็นเสียงที่คุ้นเคยกันทุกบ้าน บางครั้งไม่ว่าเราจะเขียนซอยผิด ตัวหนังสือจางหรือตกหล่น แม้ว่าบ้านจะอยู่บนเขาหรือทางเข้าบ้านต้องลุยน้ำลงห้วย

พี่ ๆ ไปรษณีย์ ก็นำพัสดุมาส่งถูกที่ ถูกเวลา ได้อย่างน่าอัศจรรย์

สิ่งที่น่าประทับใจมากไปกว่านั้นคือ การนำจดหมายและพัสดุส่งถึงที่หมายอย่างปลอดภัย โดยเคารพกฎจราจรระหว่างทางของบุรุษไปรษณีย์ 

แต่ครั้งนี้ไปรษณีย์ไม่ได้มาส่งของ เขามาในบทบาทของแคมเปญ ‘สุภาพบุรุษไปรษณีย์’ หนังโฆษณาที่ต้องการรณรงค์สังคมให้ขับขี่ปลอดภัยตามกฎ จากความตั้งใจของ ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เนรมิตแนวคิดกลายเป็นผลงานโดยฝีมือของเอเจนซี่ Monday โดย เล็ก-พรรษพล ลิมปิศิริสันต์ Co-Founder, Chief Creative Officer และ สิงห์ โพธิ์สุวรรณ Creative Director

ทั้งหมดนี้เกิดจากที่ปัจจุบันเกิดปัญหาการจราจรไม่เว้นวัน ไปรษณีย์ไทยจึงให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหานี้ นำเสนอผ่านตัวตนสุภาพบุรุษไปรษณีย์ที่เป็นมิตรกับคนไทยมายาวนานและยั่งยืน 

“หลายครั้งบุรุษไปรษณีย์ขี่มอเตอร์ไซค์เปิดทางให้รถพยาบาล ช่วยพยุงรถที่น้ำมันหมด ช่วยปฐมพยาบาลคนที่ประสบอุบัติเหตุบนท้องถนน เป็นสิ่งที่เราทำจากความผูกพันกับสังคมไทย นอกเหนือจากหน้าที่หลัก”

ที่เกริ่นมานี้เป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ จากทั้งหมดที่ไปรษณีย์ไทยทำ ยังมีการข้ามน้ำข้ามทะเลส่งพัสดุ หรือ ส่งของผ่านโดรนในช่วงโควิด-19 ซึ่งเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง ก็เกิดขึ้นได้ด้วยฝีมือของ ‘สุภาพบุรุษไปรษณีย์’ ที่ตอนนี้ เขากำลังจะสื่อสารเรื่องใหม่ไปถึงทุกคน

สุภาพบุรุษไปรษณีย์ แคมเปญหวังเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่คนไทย เพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน

Road Safety
กำเนิดแคมเปญสุภาพบุรุษไปรษณีย์

อุบัติเหตุบนท้องถนนเกิดขึ้นทุกวัน แท้จริงไม่ใช่เรื่องไกลตัว และถือเป็นเรื่องของทุกคน

“เมื่อเราทราบข่าวอุบัติเหตุบนท้องถนน เราตระหนักและไม่ปรารถนาที่จะให้เกิดกับพนักงาน ครอบครัว เพื่อน และทุกคนที่ใช้รถใช้ถนน” คำบอกเล่าอย่างหนักแน่นของ ดร.ดนันท์ เป็นสิ่งที่จุดประกายโครงการขึ้น

ไปรษณีย์ไทยตระหนักถึงเรื่องนี้ จึงจับมือกับสถาบันการขนส่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขับเคลื่อนโครงการ “เพื่อนแท้ร่วมทาง Road Safety” พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนชุดความรู้และสื่อประชาสัมพันธ์ จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และโรงเรียนทักษะพิพัฒน์ของ SCG เพื่อจัดอบรมการขับขี่ปลอดภัย มีการสื่อสารภายในเป็นประจำทุกสัปดาห์ และมีนิทรรศการออนไลน์และสื่อการเรียนรู้ออนไลน์ในระบบ THP Plearn (ระบบ e-Learning ของไปรษณีย์ไทย)

โครงการ Road Safety เกิดขึ้นเพื่อให้ผู้ที่สนใจได้ทบทวนความรู้ทางวินัยจราจร และได้ความรู้เพิ่มเติมเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน ทั้งคนขับขี่และคนสัญจรทางเท้า รวมทั้งสอนวิธีช่วยเหลือเหตุฉุกเฉินต่าง ๆ เช่น ถ้าเกิดอุบัติเหตุต้องแจ้งทางไหน เรียกรถตำรวจหรือรถพยาบาลยังไง การเข้าไปช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้น รวมถึงช่วยเป็นพยานในเหตุการณ์สำคัญ

“เราคำนึงถึงความปลอดภัยในการจราจร ห่วงใยบุรุษไปรษณีย์ของเรา และผู้ที่ต้องใช้รถใช้ถนนร่วมกันทุกคน” ดร.ดนันท์ ย้ำเจตนารมณ์อีกครั้ง

มีคนจำนวนมากในการใช้ถนนบนเส้นทางที่หลากหลาย ฉะนั้น จึงหลีกเลี่ยงการใช้ชีวิตบนท้องถนนไม่ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้ คือ มีสติ ไม่ประมาท และเคารพกฎจราจร

นี่จึงเป็นที่มาของแคมเปญนี้ 

Casting
ตั้งโจทย์ ก่อนสตาร์ท

เมื่อมีปณิธานแน่ชัด การลงมือทำจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ตามมา

ความตั้งใจอยากทำแคมเปญรณรงค์สังคมสักหนึ่งชิ้น คือโจทย์จากไปรษณีย์ไทยถึง Monday

“จากสถิติการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนที่บุรุษไปรษณีย์เป็นฝ่ายผิด มีเพียง 0.13 เปอร์เซ็นต์ และคาดว่าเมื่อเข้าคอร์สอบรมแล้ว เรามีเป้าหมายชี้วัดการดำเนินการในโครงการนี้ เราคิดว่าการรับรู้เรื่อง Road Safety จับต้องได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เราตั้งเป้าไว้ว่าจะลดอุบัติเหตุที่เราเป็นฝ่ายผิด แม้ไม่ใช่ตัวเลขที่เยอะ แต่เราจะลดให้ได้อีก 50 เปอร์เซ็นต์ และลดข้อร้องเรียนอีก 50 เปอร์เซ็นต์” แม้ว่าอุบัติเหตุที่เกิดจากฝั่งไปรษณีย์จะเป็นตัวเลขที่น้อย แต่ ดร.ดนันท์ ยังต้องการลดจำนวนนั้นให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

เพราะสุภาพบุรุษไปรษณีย์มีความเป็นมิตร ซึ่งเกิดขึ้นจากความผูกพันกับสังคมไทยมาเป็นระยะเวลานาน ความตั้งใจหลักอีกข้อคือ “เรารู้จักทุกพื้นที่ รู้จักคนไทยเป็นอย่างดี ความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับบุรุษไปรษณีย์คือค่อนข้างเป็นมิตร ไว้ใจได้ เป็นไปในแง่ดี เราอยู่ในการให้บริการกับสังคมมานาน และเชื่อว่าจะบอกต่อเรื่องต่าง ๆ ให้กับคนไทยได้ ฉะนั้น บุรุษไปรษณีย์จึงควรขับขี่ปลอดภัยตามกฎจราจร เป็นการบอกต่อผ่านการกระทำ”

เล็ก Co-Founder, Chief Creative Officer แห่ง Monday ตอบรับทันทีตั้งแต่วินาทีแรกที่ ดร.ดนันท์ เล่าโจทย์ที่อยากทำให้ฟัง

“เรื่องรณรงค์สังคมเป็นสิ่งที่ Monday สนใจมาตลอดถ้ามีโอกาส และเราแทบไม่ปฏิเสธเลยไม่ว่าเรื่องไหนก็ตาม” 

เมื่อทั้งคู่มองเห็นจุดประสงค์เดียวกัน เป็นสัญญาณที่บ่งบอกได้เลยว่า ผลงานที่ออกมาจะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้

“มันก็เป็นเป้าหมายที่เราก่อตั้ง Monday อยู่แล้ว ว่าการทำโฆษณาทำเพื่อให้คนซื้อของ ดังนั้น เราก็ควรทำโฆษณาเพื่อให้มี Social Branding & Awareness ด้วย”

สุภาพบุรุษไปรษณีย์ แคมเปญหวังเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่คนไทย เพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน

Workshop
เข้าใจโจทย์ เข้าใจบทบาทจราจร

‘โฆษณาแนวสนุกสนานพร้อมแง่คิดดี ๆ ในรูปแบบของหนังสั้นออนไลน์’ เป็นแนวคิดตอบโจทย์สำหรับแคมเปญนี้

และแน่นอนว่าพระเอกของเรื่องจะเป็นใครไม่ได้ ถ้าไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์

“เราอยากสื่อสารในแง่ที่นึกถึงคนใกล้ตัวที่สุด ในความเป็นไปรษณีย์ไทย เราก็ต้องนึกถึงบุรุษไปรษณีย์ เพราะพวกเขาใช้มอเตอร์ไซค์ขี่ไปส่งของ เลยคิดว่านี่แหละเป็นหัวหอกที่จะทำคนเห็นว่า เราจะขับขี่ปลอดภัยได้ยังไง” เล็กริเริ่มไอเดีย

“และเราเลือกคำว่าบุรุษไปรษณีย์ เพราะเป็นคำที่มีพลัง นอบน้อม อ่อนน้อม ตรงกับแก่นแท้และตัวตนของแบรนด์นักสำรวจเส้นทาง เคียงข้างคนไทยแบบเพื่อนรู้ใจ ทำให้บุรุษไปรษณีย์ได้รับความเชื่อใจ ไว้วางใจ” ดร.ดนันท์ เสริม

สุภาพบุรุษไปรษณีย์เป็นตัวเอกในการดำเนินเรื่อง แต่เรื่องนี้จะเล่าผ่านเหตุการณ์จำลองในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่การสอนหรือบอกให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ตรง ๆ 

“ความตั้งใจของเราคือ หนังเรื่องนี้ไม่ควรเป็นการสอน” ดร.ดนันท์ ว่า “ไอเดียหลัก ๆ ของเราคือสุภาพบุรุษไปรษณีย์ เราอยากให้คนขับขี่เหมือนมีบุรุษไปรษณีย์เป็นต้นแบบ เพราะฉะนั้น การสอนตรง ๆ ไม่ใช่วิธีที่เหมาะกับคนในยุคนี้ สิ่งที่น่าจะเข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันมากกว่าคือการทำตัวเองให้ดีก่อน ในที่นี้คือเคารพกฎจราจร มีความสุภาพ ขับรถปลอดภัย

“อีกอย่างที่สำคัญเลย คือเราต้องการให้หนังเข้าใจง่ายสำหรับคนทั่วไป เลยเซ็ตอัปให้เป็นขาวและดำในแง่นามธรรม ให้คอนทราสต์กัน บุรุษไปรษณีย์จะเป็นขาวมาก ๆ และอีกคนจะเป็นฝ่ายดำสุด ๆ เพราะเราอยากเล่าเรื่องแบบเร็ว กระชับ เล่าได้เลยว่านี่คือตัวละครฝ่ายดีนะ ส่วนนี่คือตัวละครฝ่ายตรงข้าม ให้เห็นชัด ๆ ไปเลย” เล็กเสริม

สุภาพบุรุษไปรษณีย์ แคมเปญหวังเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่คนไทย เพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน

Storyboard
ขับขี่สุภาพแบบสุภาพบุรุษไปรษณีย์ 

แต่ก่อนที่จะเลือกตัวละคร ก็ต้องค้นหาและวิเคราะห์ข้อมูลก่อน ทีมรีเสิร์ชของ Monday จึงสืบค้นข้อมูลโดยละเอียด ในเรื่องมุมมองการรับรู้ของคนไทยที่มีต่อสุภาพบุรุษไปรษณีย์

“ถ้าเป็นส่วนตัวเราที่ไม่ได้เช็กจากรีเสิร์ช เราจะนึกถึงว่าบุรุษไปรษณีย์ทุกคนต้องขับขี่ดีอยู่แล้ว อาจจะเพราะเขาชำนาญเรื่องเส้นทาง เราเคยรับจดหมายจากบุรุษไปรษณีย์บ่อย ๆ เลยรู้สึกว่าบุรุษไปรษณีย์ทุกคนน่ารัก การช่วยเหลือต่าง ๆ ในพื้นที่บ้านเรารู้หมด” 

เมื่อรีเสิร์ชมาแล้ว มุมมองของคนที่มีต่อบุรุษไปรษณีย์ก็ออกมาในทิศทางค่อนข้างดีมาก บุรุษไปรษณีย์จึงเป็นต้นแบบด้านการขับขี่ปลอดภัย และมุมที่พวกเขาช่วยเหลือเพื่อนร่วมทางมาโดยตลอด จึงถูกหยิบมาเป็นจุดเริ่มต้นของหนังสั้นเรื่องนี้ 

โฆษณาชิ้นนี้เปิดฉากด้วยเหตุการณ์ที่บุรุษไปรษณีย์ยินดีช่วยเหลือคนที่วิ่งมาซ้อนท้ายขอให้พาไปส่งที่หมาย ระหว่างทางเต็มไปด้วยการสอดแทรกความรู้เรื่องขับขี่ปลอดภัย ซึ่งทั้งคู่ต่างนึกไม่ถึงเลยว่า การที่สุภาพบุรุษไปรษณีย์รับคนที่กระโดดซ้อนท้ายในครั้งนี้ จะเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล

“คาแรกเตอร์บุรุษไปรษณีย์จะเป็นคนซื่อ ๆ แบบปกติผมก็ขับรถแบบนี้แหละ เลยสร้างเรื่องขึ้นมาว่า มีคนรีบวิ่งออกมาจากที่ไหนสักที่ สตาร์ทเครื่องไม่ได้ เลยกระโดดไปซ้อนท้ายไปรษณีย์ ซึ่งปกติเขาไม่รับส่งคน ก็จะมีความน่ารัก ๆ ของไอเดียเริ่มต้น คนนั้นมันคงหลอกไปรษณีย์ว่า ‘เฮ้ย! พี่รีบไปหาแม่ น้องพาไปหน่อย’ ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษ ไปรษณีย์ก็ตอบว่า ‘ได้ครับพี่ ผมพอจะช่วยได้ก็ช่วย’” สิงห์เกริ่นให้ฟัง ก่อนจะเล่าต่อ

“แต่ความรีบของคนนั้นกับความสุภาพของไปรษณีย์มันค่อนข้างเป็นขั้วตรงข้าม หนังมีความขัดแย้งกันอยู่ คนนี้รีบ อีกคนรีบไม่ได้เพราะผมเป็นสุภาพบุรุษไปรษณีย์ เป็นชายในเครื่องแบบ ผมขับอยู่บนโครงสร้างองค์กร มันต้องอยู่ในกฎระเบียบ และผมก็เป็นแบบนี้แหละ” 

ไอเดียนี้ของสิงห์ สื่อถึงความในใจของบุรุษไปรษณีย์ได้ว่า ‘ไม่ว่าพี่จะรีบ จะให้แซงซ้าย แซงขวา เลี้ยวทันที ผมทำไม่ได้ เพราะผมเป็นสุภาพบุรุษไปรษณีย์’ ซึ่งหนังก็จะค่อย ๆ เล่าความดีงามเหล่านี้ไปเรื่อย ๆ จากพฤติกรรมปกติของคนที่มากระโดดซ้อนท้ายรถ คนนี้ที่เห็นไฟแดงก็จะบิดเลยเต็มที่ ไม่สนใจกฎเกณฑ์หรือคิดถึงคนอื่น แต่พอเห็นบุรุษไปรษณีย์ที่เป็นคนสุภาพ ทำให้ความคิดของเขาเปลี่ยนไป

“เขาจะรู้สึกว่าการขับดี ๆ ก็โอเคนี่หว่า เหมือนไปกระตุกต่อมบางอย่างให้รู้สึกว่า โมเมนต์ดี ๆ บนท้องถนนมันก็ดีนะ จากตัวอย่างของสุภาพบุรุษไปรษณีย์”

สุภาพบุรุษไปรษณีย์ แคมเปญหวังเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่คนไทย เพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน

Happy Ending
ถึงจุดหมาย จอดแบบไม่ล้ำเส้น

สุดท้ายหนังจะจบลงด้วยดี จากคนไม่ดีก็กลับใจกลายเป็นคนที่ดีขึ้น

“วันที่ผมไปถ่าย ผมเห็นสุภาพบุรุษไปรษณีย์จริง ๆ ขับผ่านตลอดเวลา เลยรู้สึกว่าหนึ่งในผู้ที่ใช้รถใช้ถนนมากที่สุดคือสุภาพบุรุษไปรษณีย์จริง ๆ” สิงห์เล่าถึงบรรยากาศหลังกล้องที่เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ไร้บท ไร้การเซ็ตฉากใด ๆ

อีกหนึ่งฉากก่อนจบที่เราชอบมาก คือภาพที่มอเตอร์ไซค์ขี่ย้อนศรบนทางเท้า เรียกได้ว่านี่คือปัญหาคลาสสิกที่พบได้ทุกหนแห่งและไม่มีวี่แววว่าจะหมดไป แต่เราก็แอบหวังให้หลายคนฉุกคิดขึ้นได้บ้างหลังจากชมโฆษณาชิ้นนี้

 “แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีวันไหนที่ไม่เห็นมอเตอร์ไซค์ขับย้อนศร เราเลยต้องใส่บริบทเรื่องขับขี่ย้อนศรลงไปในหนังให้ได้” ความจริงที่ปรากฏบนท้องถนนอยู่ทุกวันได้รับการยืนยันอีกเสียงจากมุมมองของเล็ก ก่อนที่สิงห์จะขยายความต่อ

“เราควรมีซีนอะไรบางอย่างในการสะท้อนสังคม ซึ่งปัญหาย้อนศรมันแก้ยาก แต่เราขอพูดสักหน่อย ในฉากคนที่มาซ้อนท้าย คนนี้ก็คงรู้สึกว่า เอ๊ะ! ทำไมพี่ต้องย้อนศร ไอ้คนที่ย้อนศรก็คิดว่า ก็ฉันย้อนศรแบบนี้เป็นปกติ เราเลยใส่ความเป็นดาร์กโจ๊กเข้าไปนิดหนึ่งว่า มันไม่ได้เป็นที่รถหรอก เป็นที่คนมากกว่า” 

สิงห์เล่าให้ฟึงถึงไอเดียเสียดสีสังคมที่ใส่มาได้อย่างแนบเนียนโดยไม่หลุดโทนของหนัง และกลับทำให้โฆษณาชิ้นนี้กลมกล่อมและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

โฆษณาสะท้อนการจราจรของคนไทย ที่ไปรษณีย์ไทยและ Monday ต้องการจะเปลี่ยนสังคมบนท้องถนนให้ดีขึ้น

Behind the Scene 
ไม่ว่าจะเบื้องหน้า-เบื้องหลัง ก็ต้องเคารพกฎจราจร

“วันที่ไปถ่ายฝนตกทั้งวันเลยครับ คุมแสงไม่ค่อยได้ด้วย แต่เราก็ต้องทำออกมาให้เต็มที่ที่สุด”

“เรามีเวลาถ่ายวันเดียวเลยต้องแพลนดี ๆ เพราะซีนในหนังเยอะมาก จนต้องถ่ายแบบกระชับพื้นที่เร็ว ๆ มาก ๆ”

นี่เป็นเพียงเบื้องหลังส่วนหนึ่งของผลงานคุณภาพชิ้นนี้ ความทุ่มเทและเต็มที่ตั้งแต่เริ่มคิดโจทย์ ตีโจทย์ ไปจนถึงกระบวนการถ่ายทำของทีมงานทุกคนทั้งไปรษณีย์ไทยและ Monday ได้ถ่ายทอดออกมาให้เห็นแล้วผ่านแคมเปญสุภาพบุรุษไปรษณีย์ที่หวังให้เป็นบทบาทเล็ก ๆ ในการเปลี่ยนแปลงสังคม

“ปัจจุบันเราใช้บริการจากไรเดอร์ในการสั่งอาหารหรือเพื่อความสะดวกกันมากขึ้น โอกาสเกิดอุบัติเหตุก็ง่ายขึ้นตามไปด้วย ฉะนั้น ถ้าแคมเปญนี้ทำให้คนตระหนักและระมัดระวังมากขึ้นได้ ก็ถือว่า Success แล้ว ก่อนที่เขาจะบิดมอเตอร์ไซค์ออกไป อาจจะคิดสักนิดหนึ่งว่า เราต้องระวังเรื่องความปลอดภัย กฎ ระเบียบ” คำตอบนี้ของเล็กคงจะตอบได้ว่า แคมเปญนี้คาดหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร

แต่ที่เห็นได้ชัดที่สุดว่าจะเป็นคลื่นลูกแรกที่ก่อมวล คือความตระหนักในการรักษากฎจราจรอย่างเคร่งครัดของบุรุษไปรษณีย์ ผู้เป็นพระเอกตัวจริงในหนังเรื่องนี้

“อย่างแรกผมว่าสิ่งนี้จะไปกระตุ้นคนที่เป็นบุรุษไปรษณีย์ เพราะเหมือนเราขายภาพลักษณ์นั้นไปแล้ว ต่อไปคือหน้าที่ของคุณที่จะต้องทำให้ได้จริง ซึ่งส่วนใหญ่เขาเป็นอยู่แล้ว นี่จะเป็นตัวเสริมให้รอบคอบและระมัดระวังมากขึ้น” สิงห์เล่าในสิ่งที่ตัวเองเห็น ก่อนจะได้รับการสนับสนุนอีกเสียงจากเล็ก

“เขาน่าจะทำได้ เพราะ 80 กว่าเปอร์เซ็นต์เป็นแบบนั้นอยู่แล้ว เราเลยไม่ขัดเขินที่จะทำโฆษณานี้ สมมติถ้าต้องทำแคมเปญให้ลูกค้าที่เราไม่ค่อยแน่ใจ เราก็จะไม่กล้าเสนอกลยุทธ์แบบนี้”

โฆษณาสะท้อนการจราจรของคนไทย ที่ไปรษณีย์ไทยและ Monday ต้องการจะเปลี่ยนสังคมบนท้องถนนให้ดีขึ้น

นอกจากหนังโฆษณาแล้ว แคมเปญนี้ยังมีสติกเกอร์ โปสเตอร์สไตล์ Ads Copy แบบมีกิมมิกที่เชื่อมโยงไปกับกฎจราจรได้ เช่น ตัวละครพูดว่า รู้มั้ยว่าถนนเส้นนี้ใครใหญ่ ติ๊กต่อก ๆๆ ทางม้าลายใหญ่สุด หรือ สุภาพบุรุษต้องเป็นคนที่ไม่ล้ำเส้น ซึ่งเส้นในที่นี้คือเส้นจอดรถ มาเล่าเสริมความเป็นสุภาพบุรุษไปรษณีย์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น 

“สิ่งที่เราต้องการขยายผลออกไปคือ เราหวังให้เกิดการบอกต่อจากบุรุษไปรษณีย์ 20,000 กว่าชีวิต บอกต่อคนรอบข้างคนละ 10 คน คนรับรู้ก็จะเพิ่มเป็น 200,000 เพราะการบอกปากต่อปากจากคนรู้จัก เป็นการสื่อสารทางตรงที่มีโอกาสสูง เมื่อคนรับรู้มากขึ้น คนใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัยก็มีมากขึ้นตามไปด้วย” ดร.ดนันท์ เชื่อว่าการบอกต่อมีอิทธิพลและให้ผลลัพธ์จริงใจ ก่อนที่จะเล่าถึงอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ไปรษณีย์ไทยให้ความสนใจ

“อีกหนึ่งเรื่องที่ไปรษณีย์ไทยให้ความสำคัญคือ Green Logistics ในการรักษาสิ่งแวดล้อม เรามองว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งทำลายสิ่งแวดล้อมพอสมควร เช่น พออุบัติเหตุเกิดปุ๊บ รถติดปั๊บ คาร์บอนฟุตพรินต์ก็กระจาย เราจึงคิดไปถึงเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อมบนท้องถนนด้วย”

เบื้องหลังฉากสุดท้ายนี้ ทั้งสามท่านฝากมุมมองที่มีต่อแคมเปญสุภาพบุรุษไปรษณีย์ไว้ว่า

ดร.ดนันท์ – “ผมมองว่าแคมเปญนี้เป็นจุดเริ่มต้น สร้าง Awareness ให้คนตระหนักถึงการช่วยกันดูแลความปลอดภัยบนท้องถนน เพราะสุดท้ายแล้วไม่มีใครอยากให้ความสูญเสียเกิดขึ้น” 

เล็ก – “แคมเปญนี้เราอยากสื่อสารกับคนขี่มอเตอร์ไซค์ เพราะทุกวันนี้มีให้เห็นทั้งขี่ย้อนศร ขี่บนทางเท้า ฝ่าไฟแดง เราเลยอยากให้บุรุษไปรษณีย์เป็นแบบอย่างให้กับทุกคน ถ้าทุกคนขับขี่ปลอดภัย คนบนท้องถนนก็น่าจะปลอดภัยขึ้น มันอาจจะยากนิดหนึ่งนะในการสื่อสาร แต่อย่างน้อยเราก็ได้พูดอะไรออกไป” 

สิงห์ – “ถ้าบอกว่าแคมเปญนี้จะทำให้คนขี่มอเตอร์ไซค์ทุกคนขับขี่ดีขึ้นในทันทีเลยไหม ผมบอกเลยว่าไม่น่าได้ แต่ในความรู้สึกผม ทุกวันนี้ผมเชื่อว่าคนไทยขับรถดีขึ้นเยอะจากเมื่อก่อน เพราะกฎหมายเราแรงขึ้น และเป็นเพราะคนรอบข้างด้วย เดี๋ยวนี้ผมแทบไม่ค่อยเห็นคนที่เจอไฟเหลืองแล้วเหยียบ เพราะเขาเห็นว่าคันข้าง ๆ ไม่เหยียบ เขาเลยไม่เหยียบด้วย บริบทของสังคมมีส่วนช่วยทำให้เราขับรถดีขึ้น และนี่คือสิ่งที่ผมหวังว่าแคมเปญสุภาพบุรุษไปรษณีย์นี้ จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้างบริบทการจราจรที่ดีให้เกิดขึ้นในอนาคต”

หนึ่งสิ่งสำคัญที่แคมเปญนี้ต้องการสื่อ คือ การปฏิบัติตามกฎจราจร การขับขี่โดยไม่คิดถึงแค่ตัวเอง การใช้ถนนโดยคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ เป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่แค่เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำเป็นเรื่องปกติ

“ในอนาคตเราอยากทำเพิ่ม ไม่ใช่แค่บุรุษไปรษณีย์ที่สุภาพ แต่ขยายวงกว้างสู่ไรเดอร์อื่น ๆ” เสียงเล็ก ๆ จากเล็ก ที่ปรารถนาให้ชีวิตบนท้องถนนเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น แม้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ทำได้ชั่วข้ามคืน

“มันยาก แต่ของแบบนี้ต้องใช้เวลา” เราเองก็เชื่ออย่างนั้น

“ถนนเป็นของทุกคนครับ ถ้าเราขับขี่ดี ตรงนี้ก็จะกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัย” เสียงสะท้อนทิ้งท้ายจากเจ้าของไอเดียโฆษณาชิ้นนี้ถึงสุภาพชนทุกคนบนท้องถนน

Writer

ปิยฉัตร เมนาคม

หัดเขียนจากบันทึกหน้าที่ 21/365 เพิ่งค้นพบว่า สลัดผักก็อร่อย หลงใหลงานคราฟต์เป็นชีวิต ของมือสองหล่อเลี้ยงจิตใจ ขอจบวันง่าย ๆ แค่ได้มองพระอาทิตย์ตกจนท้องฟ้าเปลี่ยนสี วันนั้นก็คอมพลีทแล้ว

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load