ขวดน้ำผลไม้ Life Juice 3 รสชาติที่หลายคนน่าจะคุ้นเคยแปะฉลากใหม่ไฉไลกว่าเดิม เพิ่มตัวการ์ตูนดังจาก 3 ศิลปิน ปังปอนด์ของ ต่าย ขายหัวเราะ น้องมะม่วงของ ตั้ม-วิศุทธิ์ พรนิมิต และเด็กสามตาของ Alex Face ตัวละ 3 ลาย ที่เป็นวัยแบเบาะ วัยรุ่น และวัยผู้ใหญ่

ตั้งแต่เปลี่ยนลายฉลากเป็นรุ่น Limited Edition นี้ ยอดขายก็พุ่งพรวดพราดอย่างเห็นได้ชัด

Greyhound

นี่เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ Greyhound Life Juice Limited Edition ‘Power To Give’ ที่แบรนด์ตั้งใจทำเพื่อช่วยระดมทุนให้มูลนิธิรามาธิบดีฯ จัดซื้อเครื่องให้ความร้อนเด็กแรกเกิด สำหรับใช้ในสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ สถานรักษาพยาบาลแห่งใหม่ภายใต้คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ที่ตั้งอยู่ไกลถึงบางปู

เคียงคู่กับน้ำผลไม้ทั้ง 9 ขวด ยังมีหนังโฆษณาที่เป็นสต็อปโมชันแอนิเมชันสั้นๆ 1 นาที เพื่อช่วยเล่าเรื่องที่แบรนด์ต้องการสื่อสาร

ในเมื่อเรื่องราวในหนังโฆษณาเดินถอยหลังกลับมาถึงเด็กทารกแล้ว เราจึงอยากพาถอยต่อลงไปอีกถึงจุดกำเนิดของแคมเปญทั้งหมด ผ่านการพูดคุยกับทีมเบื้องหลัง ประกอบด้วย 3 ฝ่าย Greyhound Cafe ชูใจ กะ กัลยาณมิตร และหัวกลม

ตัวแทนจาก Greyhound Cafe คือ เบลล์-ชาคริยา อริยะสถิตย์มั่น และ เอ้-กฤชยา จันทรวัฒนาวณิช ผู้จัดการแผนกการตลาดทั้งสอง พร้อมกับ แวน-ภัทร พรหมมารักษ์ ผู้จัดการอาวุโสแผนกการตลาดดิจิทัล ในขณะที่ฝั่งชูใจเราได้เจอ กิ๊บ-คมสัน วัฒนวาณิชกร ครีเอทีฟไดเรกเตอร์และผู้ก่อตั้งบริษ้ท และมี ต้น-ยศศิริ ใบศรี ผู้กำกับ เป็นตัวแทนจากหัวกลม

ทั้งหมดพากันมานั่งล้อมโต๊ะประชุมกลางออฟฟิศของชูใจเพื่อแลกเปลี่ยนความคิด ความเห็น และความรู้สึก ที่ได้จากการทำงานนี้

Greyhound

03

สามมือที่ร่วมกันปั้นเรื่องราวออกมา

เริ่มต้นจากเบื้องหลังการถ่ายทำกันก่อนเลย ขอบอกว่างานทำสต็อปโมชันมีรายละเอียดเยอะมาก

อย่างแรกที่ต้องทำคือการคำนวณ โดยต้น ตัวแทนทีมทำสต็อปโมชันจากหัวกลม คำนวณให้เราฟัง “เมื่อ 1 เฟรมคือ 1 ขวด ขวดหนึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 เซนติเมตร เราจะต้องใช้พื้นที่ยาวมากในการวางขวดต่อกัน สุดท้ายเราเลยทำแอนิเมชัน 12 เฟรมต่อวินาที แล้วทำความยาวแค่ 1 นาทีกว่าๆ พอ ใช้ขวดไปทั้งหมด 730 ขวด”

หลังจากได้ตัวเลขแล้ว จึงวาดเฟรมทั้งหมด 730 เฟรมนั้นในคอมพิวเตอร์ แล้วค่อยพรินต์ออกมาแปะขวดทีละขวด

Greyhound

แค่นี้ฟังว่ายากแล้ว แต่ต้นบอกว่า ส่วนยากที่สุดอยู่ในวันถ่ายทำต่างหาก “เราต้องหาพื้นที่ที่มีความยาวพอ แล้วต้องอยู่ในร่มด้วย ก็บังเอิญไปได้ที่สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์นี่แหละ” ต้นบอก ก่อนอธิบายต่อถึงข้อจำกัดด้านเวลาว่า หากแสงเปลี่ยน สต็อปโมชันที่ออกมาจะดูไม่ไหลลื่น เขาต้องบริหารเวลาให้ถ่ายทำเสร็จในช่วง 8 โมงเช้าถึงบ่าย 2 ให้ได้ เขาจึงต้องพาทีมไปซักซ้อมก่อน 1 วัน และทำไม้บรรทัดที่จะช่วยวัดและวางเรียงขวดให้เร็วที่สุดด้วย

Greyhound

Greyhound

ส่วนยากอีกอย่างคือฟุตเทจเด็กแรกเกิดในตอนท้ายคลิป เพราะไม่รู้ว่าเด็กที่คลอดออกมาคนไหนจะต้องใช้เครื่องให้ความร้อนบ้าง เมื่อมีโอกาสเข้ามา ก็ต้องรีบทำเรื่องขอทั้งโรงพยาบาลและพ่อแม่เด็ก หลังจากถ่ายมาแล้ว ก็ต้องนำฟุตเทจมาวาดเป็นรูปเพื่อเชื่อมกับแอนิเมชันอีกทีหนึ่งด้วย

งานยากขนาดนี้ หากไม่ใช่หัวกลมก็อาจไม่สำเร็จ กิ๊บจากชูใจบอกว่า “เราเลือกต้นเพราะคิดว่าต้นน่าจะเหมาะสมกับงานแบบนี้ เขาค่อนข้างถนัดและทำมาเยอะ รู้ว่าจะจัดการกับเทคนิคนี้อย่างไร”

ส่วนเพลงประกอบ กิ๊บคิดออกแบบว่าอยากให้เป็นเพลงเด็ก คล้ายว่าเป็นเสียงของเด็กน้อยในตอนท้ายคลิปนั่นเอง ซึ่งก็ได้ ดุ่ย-วิษณุ ลิขิตสถาพร นักดนตรีวง Youth Brush มาแต่งเนื้อประกอบทำนองง่ายๆ อย่าง ABC นั่นเอง

Greyhound

02

การผสมวิธีคิดแบบ Greyhound Cafe และวิธีทำแบบชูใจ

หลังจากได้ดูงานเบื้องหน้า และฟังเรื่องเบื้องหลังแล้ว คุณอาจเริ่มสงสัยว่า คิดอย่างไรถึงจับเอาขวดน้ำผลไม้มาผสมกับการบริจาคเงินเพื่อซื้อเครื่องทำความร้อนให้เด็กกัน

กิ๊บอธิบายโจทย์เริ่มต้นว่า Greyhound Cafe อยากทำแคมเปญเพื่อช่วยระดมทุนให้มูลนิธิรามาธิบดีฯ จะหยิบอุปกรณ์ไหนมาเป็นตัวดำเนินเรื่องก็ได้ ทีมชูใจจึงคิดว่าประเด็นเรื่องเด็กน่าจะสร้างความรู้สึกและทำให้คนอยากมีส่วนร่วมได้ง่ายกว่า พวกเขาหยิบเครื่องให้ความร้อนเด็กทารกมาเป็นตัวเล่าเรื่อง เมื่อพูดถึงเครื่องสำหรับช่วยเริ่มต้นชีวิต เนื้อหาก็ไปกันได้กับผลิตภัณฑ์ Life Juice ที่ Greyhound Cafe มีอยู่แล้วด้วย

Greyhound Greyhound

“พอได้โจทย์ตั้งต้นมาแล้ว เราก็คิดว่า Greyhound Cafe มันพูดกับคนสมัยใหม่ วิธีการคุยต้องร่วมสมัยหน่อย” กิ๊บเล่า “เราเลยนึกถึงคาแรกเตอร์ที่เป็นเด็ก เช่น น้องมะม่วง ปังปอนด์ และน้องสามตา แล้วก็จินตนาการว่าไม่ค่อยมีใครเห็นเขาโตเนอะ ถ้าได้เห็นเขาโตก็คงน่ารักดี”

ความคิดนี้จึงงอกเงยเป็นแผนการแรก คือสต็อปโมชันที่ทำให้ตัวการ์ตูนทั้งสามได้เติบโต แต่ด้วยเงื่อนไขและข้อจำกัดหลายอย่าง ทำให้แผนสุดท้ายกลายเป็นอย่างที่เห็น แม้รูปแบบจะเปลี่ยนไป แต่ยังคงแนวคิดเดิมไว้

กิ๊บกล่าวถึงเนื้อหาของแอนิเมชัน 1 นาทีว่า “เราเชื่อว่าถ้าเด็กได้โอกาสที่ดี เขาจะทำสิ่งที่ดี เลยเล่าผ่านพี่ๆ แต่ละคนที่ได้อุทิศเพื่อสังคมในมุมต่างๆ แล้วเดินถอยหลังลงมาจนกลายเป็นฟุตเทจเด็กทารก เพื่อสื่อสารว่าถ้าให้โอกาสเด็กคนหนึ่งได้เติบโตมาในโลก แล้วเขาจะมาดูแลสังคมของพวกเรา”

Greyhound

01

หนึ่งโรงพยาบาลที่เราอยากช่วยเหลือ

สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือ นี่ไม่ใช่การร่วมมือกันครั้งแรกของ Greyhound Cafe และมูลนิธิรามาธิบดีฯ ช่วง 7 ปีที่ผ่านมา แบรนด์นี้ทำโครงการช่วยเหลือโรงพยาบาลมาตลอด ภายใต้โจทย์ที่เปลี่ยนไปตามสถานะของโรงพยาบาลในเวลานั้น

ตัวอย่างวิธีการช่วยระดมทุนหาเงินบริจาคในแบบ Greyhound Cafe เช่นแคมเปญ Hip Dining คือการเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้บริจาคเงินผ่านปีกไก่ทอด เมนูเด็ดประจำร้าน ที่เมื่อลูกค้าสั่ง ทางร้านจะแบ่งเงินบางส่วนที่ได้จากการขายปีกไก่ไปบริจาค หรือแคมเปญ Bread for Breath ที่บริจาคผ่านขนมปังซื่งบริการแก่ลูกค้าทุกคนฟรีอยู่แล้ว แต่หากจ่าย 5 บาทให้เจ้าขนมปังก้อนน้อยนี้ ทางร้านก็จะสมทบเพิ่มไปอีก 5 บาท เมื่อรวมจากจำนวนขนมปังทั้งหมดแล้ว ก็ได้เป็นเงินเพื่อมูลนิธิอีกก้อนหนึ่ง

Greyhound Greyhound

“ปีนี้เราอยากจะระดมทุนให้ได้มากกว่าปีที่แล้ว เพราะตึกจักรีนฤบดินทร์ซึ่งสร้างเสร็จแล้วยังขาดเครื่องมือทางการแพทย์ทั้งหมดอยู่” เบลล์บอก “ถ้าเรายังทำแบบเดิม เราอาจระดมทุนได้แค่จากคนที่มาทานอาหารที่ร้านเท่านั้น ส่วน Life Juice มันซื้อง่าย แชร์ง่าย แล้วพอเป็นของที่มีจำนวนจำกัด วาดโดยศิลปินที่มีชื่อเสียง ก็ได้กลุ่มฐานแฟนคลับของศิลปินเหล่านี้ด้วย”

เอ้เสริมว่า “เราขาย Life Juice มาประมาณปีกว่าแล้ว เมื่อก่อนก็จะได้กลุ่มที่รักสุขภาพหรือกลุ่มที่ชอบน้ำผลไม้ แต่พอเรามีแคมเปญนี้ คนที่มาซื้อกลายเป็นมีทั้งคนมาตามหาลายน้องมะม่วง คนที่อยากช่วยทำบุญ ซื้อไปฝากลูกค้า เยี่ยมคน มันมีโอกาสให้ไปอยู่ในที่ต่างๆ ได้มากขึ้น พอยอดขายมากขึ้น ยอดบริจาคมันก็มากขึ้นไปด้วย”

หัวใจของทุกแคมเปญที่ Greyhound Cafe ทำ คือต้องสะดวกที่สุดสำหรับลูกค้า ยังคงตัวตนความเป็นแบรนด์ และในขณะเดียวกันก็ช่วยโรงพยาบาลให้มากขึ้นเรื่อยๆ

Greyhound

00

สิ่งสำคัญที่สถาบันการแพทย์ฯ ยังขาด

“การเกิดมันเป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่มันเป็นเรื่องโอกาสมากกว่า” นี่คือสิ่งที่กิ๊บบอก เมื่อพูดถึงประเด็นที่แคมเปญต้องการสื่อสาร

สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ฯ เกิดขึ้นจากพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 เมื่อทรงกางแผนที่แล้วมีพระราชดำริว่า บริเวณบางปูมีแต่เพียงทุ่งนาและโรงงานอุตสาหกรรม น่าจะมีคนเจ็บป่วยต้องการความช่วยเหลือไม่น้อย จึงจำเป็นต้องมีสถานรักษาพยาบาล เรียกได้ว่าเป็นโครงการที่สร้างเพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสาธารณสุขให้ประชาชนโดยตรง

“อย่างเครื่องนี้ มันไม่ใช่ว่าเด็กจะได้เข้าทุกคน มันมีคิวของมัน แล้วก็ต้องใช้เงิน บางคนต้องอยู่ในเครื่องนั้นเป็นวัน เป็นเดือน ลองนึกว่าถ้าเป็นคนจนๆ เขาจะทำอย่างไร” กิ๊บอธิบาย “แล้วพอไปที่สถาบันฯ มาเองเราก็รู้สึกเลยว่ามันแห้งแล้ง ไม่เหมือนโรงพยาบาลเอกชน มันขาดอะไรอีกเยอะ แต่ก็มีคนเข้าไปใช้บริการแล้วนะ เวลาเข้าไปแล้วจะรู้สึกเลยว่าเราต้องทำอะไรสักอย่าง”

แวนเสริมว่า “ปัญหาการเข้าถึงสาธารณสุขมันมีหลายมุม ทั้งมุมผู้ป่วย มุมแพทย์ มุมญาติผู้ป่วย ถ้ามันมีมุมไหนมุมหนึ่งที่เราพอจะช่วยได้ ถึงแค่เล็กน้อย เราก็อยากจะทำ”

Greyhound

Greyhound Life Juice Limited Edition ‘Power To Give’ มีจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันนี้ถึง 30 พฤศจิกายน 2561 ที่ Greyhound Cafe และ Another Hound Cafe ทุกสาขา

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Creative Campaign

เรื่องราวเบื้องหลังโฆษณา

ในหนึ่งวันเราทำอะไรได้บ้าง คุณเคยลองคิดกันดูไหม เราเสียเวลา 24 ชั่วโมงในแต่ละวันไปกับอะไรซ้ำๆ แบบนี้ เข้าห้องน้ำ กินข้าว เดินทาง ทำงาน กินข้าว ทำงาน เดินทาง กินข้าว นอน ทั้งวันเราวนเวียนอยู่กับเรื่องพวกนี้ สำหรับคนทำงานออฟฟิศ คุณเคยลองนับเวลาที่ใช้ที่ออฟฟิศกับที่ใช้ที่บ้านดูไหม ถ้าคุณตัดเวลาที่คุณนอนหลับออกไป นับเฉพาะตอนตื่น ใน 1 วันคุณตื่นอยู่ที่บ้านกี่ชั่วโมง ตื่นอยู่ที่ออฟฟิศกี่ชั่วโมง ตื่นอยู่บนถนนตอนรถติดกี่ชั่วโมง คุณใช้เวลา 1 วันซ้ำไปซ้ำมาอย่างนี้มากี่ปีแล้ว

ใครสักคนเคยบอกไว้ว่า “อย่าคิดว่าจะได้ผลลัพธ์ที่เปลี่ยนไป ถ้าคุณยังใช้วิธีเดิม” หรือ “อย่ารอให้มะม่วงหล่นจากต้นมะพร้าว” ผมชอบประโยคหลังนี่มาก คือถ้าคุณปลูกแต่ต้นมะพร้าว แล้วคุณจะไปหวังจะได้มะม่วงจากไหน อยากได้มะม่วงก็ต้องปลูกมะม่วง อยากได้ทุเรียนก็ต้องปลูกทุเรียน ไม่อยากได้ชีวิตที่จำเจ ก็ต้องไปนอกระเบียบของชีวิตบ้าง

งานยักษ์เฟสเราเลยตั้งใจจะขอเวลาคุณสัก 24 ชั่วโมง ให้คุณลืมระเบียบชีวิตของคุณทั้งหมด มาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในงานของเรา เราจะเตรียมกิจกรรมนอกระเบียบไว้มากมายให้คุณได้ลอง ลองทำเรื่องที่ไม่เคยทำ ลองชิมของที่ไม่เคยชิม ลองคุยกับคนที่คุณไม่รู้จัก ลองเต้นกับเพลงที่คุณไม่คุ้นเคย ลองนั่งนิ่งๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่แปลกตา ลองนู่นนี่นั่น

เราไม่รับประกันว่าคุณจะชอบทุกอย่างที่คุณจะได้ลองในงานนี้ แต่เราค่อนข้างมั่นใจว่าหลังจากได้ลองแล้วคุณจะมองโลกได้กว้างขึ้น รู้อะไรมากขึ้น รู้จักคนมากขึ้น หรือแบบที่เราเรียกว่า “ลองแล้วคุณจะตัวใหญ่ขึ้น” อาจจะไม่ใหญ่เท่ากับความฝันที่คุณฝันไว้ แต่ใหญ่กว่าตอนที่ใช้ชีวิตในระเบียบของคุณเองแน่ๆ

เราเลยตั้งวลีสรุปความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในงานของเราว่า ‘ลองแล้วจะยักษ์’ น่ารักสุด พิมพ์อยู่นี่ยังรู้สึกเขินเลย

แล้วเรามีอะไรมาให้คุณลองบ้างในงานนี้

หลังจากได้ไอเดียเรื่องตุ๊กตาเป่าลมยักษ์ไปแล้ว เราก็นั่งหารือและได้ข้อสรุปร่วมกันว่า ตุ๊กตาเป่าลมยักษ์ถึงแม้เราจะชอบมันแค่ไหน แต่ก็คงเป็นได้แค่เปลือกของงานนี้ เปลือกที่จะดึงให้คุณหันมาสนใจ แต่ยังไม่ใช่แก่น ผู้คนคงจะสนใจมาถ่ายรูปกับตุ๊กตาเหล่านั้น หรือยืนชื่นชมผลงานของศิลปินที่เขาชื่นชอบ แต่จะทำให้เขาอยู่ร่วมกันทั้งวันเพื่อชื่นชมตุ๊กตาเหล่านี้ก็คงจะไม่ใช่ เราต้องการเนื้อหาที่ลึกและกว้างกว่านี้ ที่สำคัญ ต้องบันเทิง

ระหว่างที่นั่งคิดเรื่องแก่นของงานนี้ผมนึกถึงคำของ คุณดวงฤทธิ์ บุนนาค รุ่นพี่ที่ผมให้ความเคารพ พี่ด้วงบอกผมไว้เมื่อไม่นานมานี้ว่า “เต็ดอย่าทำงานให้เป็นเต็ดอย่างเดียว ทำให้มันเป็นของชุมชนอะไรสักอย่างด้วย คุณจะได้มีเพื่อนมาช่วยคุณทำงานเยอะๆ”

คำเตือนจากพี่ด้วงนี้เป็นเหมือนนาฬิกาปลุกให้ผมสะดุ้งตื่น จริงของพี่เขานะ เนื่องด้วยเราทำงานมานาน มีประสบการณ์เยอะ บางทีเราก็เริ่มสร้างระเบียบชีวิตให้กับตัวเองโดยไม่รู้ตัว เราเริ่มฟังคนอื่นน้อยลง คิดเองมากขึ้น บางทียักษ์เฟสอาจจะเป็นงานที่แม้แต่เราเองก็ต้องทำตัวเป็นคนดูด้วย ระเบียบชีวิตเราเริ่มจะเยอะเกินไปเสียแล้ว ผมนึกย้อนกลับไปถึงงานที่เคยทำหลายงานในอดีต

ที่ชัดที่สุดก็คือ FAT Festival ถึงแม้ภาพที่ออกมาจะเหมือนผมเป็นเจ้าของงานนั้น แต่จริงๆ แล้ว ทุกๆ คนในงานนั่นแหละที่เป็นเจ้าของ ผมและทีมงานมีหน้าที่แค่ชวนค่ายเพลง นักดนตรี คนทำหนังสือทำมือ คนทำหนังสั้น เอางานมาโชว์ในงาน ถึงวันงานเราไม่ต้องออกแบบ ไม่ต้องทำสคริปต์ ไม่ต้องบอกให้เขาแต่งหน้าร้านอย่างไร เราแค่ตีเส้นบอกให้รู้ว่าค่ายเพลงไหนมีพื้นที่เท่าไหร่ วงไหนเล่นตอนไหน หนังฉายกี่โมง แล้วทุกอย่างก็ดำเนินไปด้วยตัวของมันเอง

เมื่อคนดูมาถึงเขาจะเลือกเองว่าจะเดินไปดูอะไร ไปซื้ออะไร แต่งตัวอย่างไร ชวนใครมาบ้าง เท่ากับร่วมสร้างบรรยากาศของงานให้ออกมาเป็นอย่างที่เป็น ไอเดียที่เปลี่ยนไปในแต่ละปี ก็เกิดจากการที่เราดูความเป็นไปในวงการเพลงว่าปีนั้นเกิดอะไรขึ้น ใครมีงานน่าสนใจ ใครมีไอเดียอะไรใหม่ๆ แล้วเราก็รวบรวมมาสรุปเป็นสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นในงานปีต่อไปอีกที มันเป็นงานของชุมชนคนดนตรีจริงๆ

FAT Festival ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากชุมชนคนดนตรี ถ้าเราปฏิบัติตัวกับศิลปินเหล่านั้นเหมือนเราเป็นเจ้าของงานแล้วก็จ้างเขามาเล่น แฟตเฟสจะเป็นงานที่น่าเบื่อมาก

วิธีแบบนี้พวกเราก็เอามาใช้กับงานทีเชิร์ตเฟสติวัล ที่ชวนผู้คนมาออกแบบเสื้อยืดขาย และก็เป็นเหตุผลให้ Big Mountain มีเวทีอโคจรให้น้าเน็กดูแล เวทีรำวงให้โจอี้บอยสร้างสรรค์ หรือการประกวดข้าวไข่เจียวเพื่อให้พ่อค้าแม่ค้าคิดสูตรข้าวไข่เจียวมาประชันกัน

พอนึกถึงประโยคนี้ของพี่ด้วง เราก็เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ เราจะไม่นั่งคิดอยู่คนเดียว เราจะหาเพื่อนมาช่วยกันทำให้ยักษ์เฟสเป็นงานของทุกคน และเพื่อให้วิธีสร้างงานนี้กลับไปเป็นวิธีที่เราสนุกกับมันอีกครั้ง เราเลยเริ่มนึกถึงคนที่เราไม่รู้จักแต่เราอยากทำงานด้วย หรือถ้าเป็นคนรู้จักอยู่แล้ว ก็อยากทำอะไรที่ไม่เคยทำด้วยกันดูบ้าง

คำว่าคอมมูนิตี้ใช้กันบ่อยขึ้นในโลกยุคโซเชียลมีเดีย ผู้ที่มีความสนใจร่วมกันในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่ว่าเรื่องนั้นมันจะเล็กแค่ไหนในสายตาคนอื่น แต่ถ้ามีคนคิดว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ร่วมกันมากพอ คอมมูนิตี้ของเรื่องนั้นก็จะเกิดขึ้น เฟซบุ๊กมักจะถูกใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารร่วมกันของคอมมูนิตี้ต่างๆ เพราะมีทุกอย่างที่ต้องมีครบ และฟรี เราจึงเห็นเพจรวมคนชอบเรื่องเดียวกันเกิดขึ้นเยอะแยะไปหมด ตั้งแต่เรื่องเพลง เรื่องหนัง เรื่องรถ เรื่องกิน เรื่องพระเครื่อง เรื่องคลิปโป๊ เราเชื่อว่าเพื่อนๆ ที่จะมาช่วยกันจัดงานยักษ์เฟสรอเราอยู่ในคอมมูนิตี้เหล่านี้แหละ เราแค่ต้องหาเขาให้เจอ หลังจากนั้นทีมแก่นก็ใช้เวลาเป็นเดือนค้นหาคอมมูนิตี้ที่น่าสนใจ และสามารถเอาความชอบร่วมกันเหล่านั้นมาจัดเป็นอีเวนต์ได้

การรีเสิร์ชข้อมูลเพื่อหาคอมมูนิตี้ที่เหมาะสมจึงเริ่มขึ้น 5 เดือนผ่านไป หลังจากที่ถกเถียงกันในที่ประชุม พบปะกับผู้คนจากคอมมูนิตี้ต่างๆ มากมาย แลกเปลี่ยนความเห็นกัน ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาเปิดโลกของทีมงานเรามาก มีเรื่องใหม่ๆ ที่เราไม่เคยรู้มาก่อนให้ได้ตื่นเต้นกันไม่เว้นแต่ละวัน

เป็นครั้งแรกที่เราได้รู้ว่ามีคนบ้าเรื่องดูเมฆเหมือนกันอยู่กลุ่มใหญ่ วันๆ คุยกันแต่เรื่องดูเมฆ บางกลุ่มก็บ้าเรื่องเต้นแจ๊ส นัดกันไปเต้นแจ๊สในที่ต่างๆ เต้นกันแบบเอาเป็นเอาตาย ทุกกลุ่มที่เราได้พูดคุยด้วยต่างสนใจที่จะมาร่วมงานกับเรา ตื่นเต้นกับคอนเซปต์ของเรา แต่น่าเสียดายที่บางกลุ่มยังไม่พร้อมที่จะเข้ามาร่วมในงานครั้งแรกนี้ หลังจากรวบรวมข้อมูลกันจนครบเราก็มาสรุปกันที่ 5 ชุมชนที่เหมาะกับงานครั้งแรกของเรามากที่สุด และพร้อมที่จะร่วมงานกับเรามากที่สุด แล้วเขาจะมาช่วยเราสร้างงานนี้ด้วยกันอย่างไร

ในงาน YAK Fest จะประกอบไปด้วย 5 หมู่บ้าน แต่ละหมู่บ้านจะมีผู้นำชุมชนต่างๆ ที่เราคัดเลือกมาแล้วทำหน้าที่เป็นหัวหน้าหมู่บ้าน หัวหน้าหมู่บ้านมีหน้าที่ร่วมกับทีมแก่นคิดระบบนิเวศของตัวเองขึ้นมา เพื่อคอยต้อนรับผู้คนที่จะไปเที่ยวแต่ละหมู่บ้านนั้น

อยากให้ลองนึกถึงองค์ประกอบหลักของหมู่บ้านแบบไทยๆ

ลานวัด เป็นจุดศูนย์กลางของหมู่บ้าน ใช้จัดกิจกรรมบันเทิง งานบุญ เลือกตั้ง ร้องทุกข์ ได้หมด

ตลาดโต้รุ่ง รวมของกินข้างถนน ประเภทของอาหารก็ต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่

ตลาดนัด เป็นเสมือนช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ของหมู่บ้าน จะซื้อเสื้อผ้า ของใช้ มีให้เลือก

โรงเรียน เอาไว้เรียน 🙂

แลนด์มาร์ก บางที่ก็เป็นอนุสาวรีย์ บางที่ก็เป็นวงเวียน บางที่ก็เป็นบึงเป็นหาด แล้วแต่ลักษณะของภูมิศาสตร์ มักใช้เป็นที่นัดพบ นั่งคุย จู่จี๋ เม้ามอย  

หัวหน้าของแต่ละหมู่บ้านต้องมานั่งคิดกับเราว่าอยากให้แต่ละองค์ประกอบของแต่ละหมู่บ้านเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพื่อแสดงตัวตนของชุมชนนั้นออกมาได้ชัดที่สุด

ต่อไปนี้คือ 5 หมู่บ้านที่จะเปิดทำการในงาน YAK Fest ครั้งที่หนึ่ง

Talk Village

เป็นหมู่บ้านขี้เล่าครับ รวมคนชอบฟังและคนชอบเล่า หัวหน้าหมู่บ้านคือ ทีม Glow Story ผู้ชื่นชอบและเชี่ยวชาญเรื่องทอล์กมากๆ งานสร้างชื่อของทีมนี้ก็คืองาน TEDxBangkok และ The Last Talk ที่ชวนคนมาคุยเรื่องความตายได้อย่างน่าสนใจ หมู่บ้านนี้ย่อมต้องเด่นเรื่องการเล่า มีตั้งแต่เล่าเรื่องหนัง เล่าเรื่องเพลง ไปยันเล่าเรื่องผี คนที่มาเล่าก็มีตั้งแต่ เต๋อ นวพล, มาโนช พุฒตาล, วง Lipta ยันทีมกรรมการ The Mask Singer นี่เป็นแค่ตัวอย่างนะ โซนอาหารที่นี่ก็เน้นให้นั่งกินนั่งเล่ากัน จึงเป็นร้านกาแฟให้นั่งจิบกาแฟ กินขนม บรรยากาศแบบสภากาแฟจริงๆ และยังมีกิจกรรมให้คุณได้ค้นหาตัวเองผ่านบททดสอบบุคลิก ให้รู้ว่าเราเป็นคนอย่างไร ควรจะคุยกับคนแบบไหน ที่สำคัญคือ ควรจะจีบคนแบบไหนมากที่สุด พร้อมรับสายรัดข้อมือแบ่งสีกันไปเลยจะได้มองหาสีที่ใช่ในงานได้ง่ายขึ้น ย้ำอีกที นี่แค่ยกตัวอย่าง

หมาก ปริญ
อุ๋ย บุดด้าเบลส
TEDxBangkok

Rap Village

หัวหน้าหมู่บ้านคือ Rap is Now เจ้าพ่อแห่งการแรพแบทเทิล งานนี้จะรวมแรพเปอร์ตัวเจ็บทั้งใหม่และเก่ามาขึ้นเวที Thaitanium, Fukking Hero, UrboyTJ, YOUNGOHM มากันหมด คู่แบทเทิลสุดเดือดในตำนานก็จะกลับมาแบทเทิลล้างตากันอีกหลายคู่ แชมป์ของ Rap is Now ทั้งสามสมัยก็จะมาสอนคุณเขียนแรพในแบบของตัวเอง เรียนแป๊บเดียวก็ไปเปรี้ยวกับคนอื่นได้ มี Rap Exibition ให้คุณได้เรียนรู้ถึงความหลากหลายของสไตล์การแรพ นี่ก็แค่ยกตัวอย่างนะ

Rap is Now
Rap is Now
Rap is Now

Organic Village

Thailand Young Farmer รับหน้าที่หัวหน้าหมู่บ้าน คนกลุ่มนี้จริงจังกับเรื่องการปลูก การเพาะ การปรุง การรักษาความสะอาด แบบไม่ประนีประนอม แต่ขณะเดียวกันก็มีไอเดียสนุกมากมาย ทั้งอาหารแบบ Farm to Table เตาบาร์บีคิวแบบเป็นกันเอง ที่พร้อมเสิร์ฟทั้ง Crayfish แบบสดๆ หรือเห็ดย่างอันเท่าแขนที่พวกเขารับประกันว่าอร่อยยังกะปลาหมึกย่าง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทางเลือกที่อร่อยแบบยั่งยืน แต่ถ้าดื่มเยอะก็อาจจะยืนไม่ค่อยตรง เวทีคอนเสิร์ตในป่าที่ออกแบบมาให้ประหยัดพลังงานที่สุด พร้อมศิลปินรักษ์โลกอย่าง Greasy Cafe, Morlum Paradise Bangkok, Rasmee Isan Soul หรือ ชาติ สุชาติ เป็นต้น

Thailand Young Farmer
Thailand Young Farmer
Thailand Young Farmer

Bitchy Land

ทีม Trasher มาพร้อมกับไอเดียหมู่บ้านของเหล่านางแพศยา รวมตัวร้ายจากทุกวงการมาสนุกสนานด้วยกันที่นี่แบบเสรีไม่มีเรื่องรสนิยมทางเพศมาปิดกั้น เข้าหมู่บ้านนี้แล้วรู้สึกไม่มั่นใจ เรามีทีม ‘หิ้วหวีไปหิ้วหวีมา’ รับหน้าที่แปลงโมให้คุณเฉิดฉายได้ทั้งคืน บรรดาเหล่านางเงือกแพศยาก็ลอยคออยู่ในสระน้ำขนาดกะทัดรัดให้คุณได้สัมผัสด้วยสายตา หรือจะไปกราบไหว้บูชาอนุสาวรีย์ปากคว่ำปวารณาตัวเข้าเป็นสาวกความแพศยาของหมู่บ้านนี้ก็ได้ เมื่อเริ่มมั่นใจจะไต่เวทีขึ้นประกวดคาราโอเกะรวมเพลงร้ายๆ ชิงรางวัลตุ๊กตาหมีก็ไม่มีใครห้าม แต่ถ้ายังอยากหลบมุมดูเชิง ก็เพลิดเพลินกับบรรดาตัวแม่ของวงการ ทั้งเจนนี่ ปาหนัน หรือ Gene Kasidit ไปก่อนก็ได้ แล้วปิดท้ายด้วยปาร์ตี้กับทีม Trasher ยันเช้าก็จะเลิศมาก แม้แต่อาหารของหมู่บ้านนี้ก็ยังรวมอาหารรสแซ่บจากแม่ค้าปากตลาดทั่วฟ้าเมืองไทยมาไว้ด้วยกัน ใครอย่าเผลอทะเลาะกับแม่ค้าที่หมู่บ้านนี้ก็แล้วกัน ย้ำอีกสักครั้ง ว่านี่เป็นแค่ตัวอย่างจริงๆ

เจนนี่ ปาหนัน
Trasher
Trasher

B Village

จริงๆ แล้วไม่ใช่ชื่อนี้ แต่ถ้าใช้ชื่อจริงเกรงว่าจะออกอากาศไม่ได้ เลยขอเรียกย่อๆว่า B Village หัวหน้าหมู่บ้านคือทีม Stonehead ผู้เคยประสพความสำเร็จกับการจัดงาน Beer Festival กลางกรุงเทพฯ มาแล้ว (ทำไมงานเขาใช้ชื่อเต็มๆ ได้นะ) หมู่บ้านนี้ไม่มีลีลาเยอะ เน้นกันที่ B เป็นหลัก มีคราฟต์ B ให้ได้ลองทำความรู้จัก จะลองเป็นขวดหรือ Tap ก็เลือกได้เต็มที่ หรือถ้าอยากลองอย่างละนิดแต่ได้ลองหลายอย่างเขาก็มีแพ็กเกจ B Testing ให้ได้ชิมนู่นนิดนี่หน่อยก่อนจะเลือกปักใจกับยี่ห้อที่เหมาะกับคุณที่สุด มีการให้ความรู้เรื่อง B ชนิดต่างๆ ออกจากหมู่บ้านนี้ไปจะเข้าใจ B มากขึ้น บนเวทีก็จะมีการแสดงของศิลปินดีๆ ที่เหมาะกับ B อร่อยๆ อย่าง The Toys หรือ Boom Boom Cash เป็นตัวอย่าง

outdoor market
เทศกาลดนตรี
เทศกาลดนตรี

ทั้งหมดนั้นเป็นแค่ตัวอย่างนะ จะให้บอกทั้งหมดที่นี่จะดูไม่ดี มันเหมือนเอาพื้นที่บทความมาโฆษณางานตัวเอง ซึ่งไม่อยากทำอย่างนั้นเลย นี่แค่เล่าให้ฟังเฉยๆ ว่ามันจะมีอะไรประมาณนี้ แต่งานมันดีอะนะ อ่านแล้วน่าสนใจยังกะอ่านโฆษณาเลย 🙂

ลองนึกภาพทั้งหมดรวมกันนะครับ พื้นที่เขียวขจี มีต้นไม้เยอะ เดินเข้าไปแล้วเจอ 5 หมู่บ้าน 5 สไตล์ชีวิต มีตุ๊กตาเป่าลมยักษ์จากศิลปินดังวางกระจายอยู่ทั่วงาน มีผู้คนแปลกหน้าที่อาจจะต่างรสนิยมกับคุณ บางคนมาเพราะหมู่บ้านทอล์ก บางคนมาเพราะหมู่บ้าน B บางคนเป็นแฟนฮิปฮอป บางคนเป็นแฟนแทรชเชอร์ หรือบางคนมาเพราะอยากทาน Crayfish แต่ทุกคนน่าจะคิดอะไรเหมือนกันอย่างหนึ่ง เขาเบื่อระเบียบชีวิตของเขา เหมือนกับที่คุณก็เบื่อระเบียบชีวิตของคุณ เราให้เวลาคุณ 1 วันเต็มๆ ในนั้น ตั้งแต่เที่ยงวันยันเที่ยงวัน คุณว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง อันนี้เราบอกไม่ได้ คุณต้องทำให้มันเกิดขึ้นมาเอง เพราะนี่ไม่ใช่งานของผม มันเป็นงานของพวกเราทุกคนรวมถึงคุณด้วย

เหมือนจะจบนะ แต่ยังไม่จบหรอก จะมาอัพเดตให้ฟังเรื่อยๆ ว่าเราทำอะไรไปถึงไหนกันแล้ว รออ่านกันนะ ส่วนเรื่องงาน เรารอเจอกันวันที่ 24 กุมภาพันธ์ปีหน้า ที่ The Ocean เขาใหญ่ ใน YAK Fest ลองแล้วจะยักษ์

Writer

ยุทธนา บุญอ้อม

ป๋าเต็ด ยุทธนา บุญอ้อม เสาหลักของวงการเพลงอินดี้ไทย ผู้ก่อตั้งรายการวิทยุ FaT Radio รวมถึงเทศกาลดนตรีระดับตำนานของเมืองไทยอย่าง FaT Festival มาจนถึง Big Mountain และเทศกาลดนตรีขนาดใหญ่งานใหม่ล่าสุดของประเทศไทย YAK Fest

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load