การใช้ชีวิตในเมืองของเราในทุกวันนี้ จะหาอะไรที่เป็นธรรมชาติจริงๆ นั่นยากเหลือเกิน

แค่การฝ่ารถติดเพื่อเดินทางไปในที่ต่างๆ หรือการทำงานในแต่ละวันก็แทบจะไม่ได้เจออะไรที่ทำให้เราได้บูสต์พลังและกลับมามีแรงใช้ชีวิตต่อเลย จะมีก็แต่วันหยุดสุดสัปดาห์ที่พอให้เราพอจะหลีกหนีความวุ่นวายไปใช้เวลาเต็มที่ที่ต่างจังหวัด

แต่ว่ากันตามตรง แค่ช่วงหายใจออก 2 ครั้ง เวลาก็เดินกลับมาที่วันจันทร์อีกแล้ว

ไม่นานมานี้ เราแวะไปเดินเล่นแถวสยามดิสคัฟเวอรี่ซึ่งกำลังจัดงาน Fineline Closer to Nature Exhibition ของผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม Fineline Natural Collection งานนิทรรศการที่ใช้เทคนิคสื่อผสมสี่มิติชวนคนมาสัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ซึ่งทำออกมาน่าประทับใจและน่าถ่ายรูปทุกมุม ซึ่งก่อนหน้านั้นก็มีการทำ Invitation Box แฮนด์เมดจากผ้าทั้งหมดพร้อมกลิ่นหอมที่เป็นตัวแทนของผลิตภัณฑ์ ส่งให้กับเซเลบริตี้เพื่อเชิญชวนมาชมนิทรรศการแทนการ์ดเชิญกระดาษธรรมดาๆ ที่ทำให้เห็นถึงความตั้งใจและใส่ใจในทุกรายละเอียด จนทำให้เราสงสัยว่าจากแค่ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม ต่อยอดออกมาเป็นงานที่น่าสนใจขนาดนี้ได้ยังไง และอะไรคือแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังงานนี้

เราจึงมาพูดคุยกับ หม่าม-วิโรจน์ จารุสาร Creative Director โอ๊ค-อังกูร สังข์ทอง Creative Group Head วิน-อิทธิกร วงศ์ศรีศุภกุล, เหมียว-จุฑารัตน์ คงทน Art Director โจ๊ก-ศุภฤกษ์ กุลินทรประเสริฐ Senior Project Manager และ มาย-กรรณิกา มงคลรัตนชาติ Project Manager ทีมที่อยู่เบื้องหลังแคมเปญนี้เพื่อสอบถามแนวคิด ความตั้งใจและการทำงานระหว่างทางเช่นเคย

แคมเปญนี้มีที่มายังไง

จากโจทย์ของ Fineline ที่มีความต้องการวางภาพลักษณ์ใหม่ให้แบรนด์ออกมาดูร่วมสมัย และสื่อถึงธรรมชาติ จึงเลือกสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้หญิงที่ชอบแต่งตัวและดูแลเอาใจใส่เสื้อผ้าของพวกเธอ และด้วยทีมนี้เองเป็นทีมที่วาง Key Message แก่แบรนด์ว่า ‘Fineline ดูแลทุกแฟชั่น’ จึงทำให้การดำเนินงานในแคมเปญต่อยอดนี้เต็มไปด้วยความเชื่อใจกันพอสมควร

“พอแบรนด์ชัดเจนในตัวตนว่าต้องการดูแลแฟชั่น เมื่อออกไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ก็ต้องตอบให้ได้ว่าสิ่งนี้ยังตอบความเป็นแบรนด์ที่ต้องการดูแลแฟชั่นไม่ว่าจะอยู่ภายใต้ธีมอะไร และเมื่อภาพจำนี้แข็งแรงก็จะทำให้คนรู้สึกถึงแบรนด์ได้” โอ๊ค Creative Group Head เล่า

และในวันนี้ Fineline ได้ออกไลน์ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มใหม่ ได้แรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติอย่าง แสงแดด สายลม และสายน้ำ ซึ่งแตกต่างจากตลาดผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มที่แข่งกันเรื่องของหัวน้ำหอม ในฐานะของทีมครีเอทีฟ ไม่เพียงทำงานโปรโมตแคมเปญนี้ให้ออกมาดีที่สุด ทีมยังอยากให้ไอเดียออกมาต่างจากที่คนจดจำได้ ซึ่ง หม่าม หัวเรือใหญ่ของแคมเปญเล่าให้เราฟังว่าทั้งทางทีมเอเจนซี่และลูกค้าเองก็เห็นภาพตรงกันว่าอยากให้งานออกมาเป็นแบบไหน

“เราเริ่มจากโจทย์ว่า จะทำยังไงให้ภาพของธรรมชาติออกมาสวยงามในแบบที่คนไม่เคยเห็นในแบรนด์ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม จึงลงตัวที่การจับศิลปะมาผสานกับไอเดียของเรื่องธรรมชาติ ในสื่อทุกๆ ช่องทาง เริ่มด้วยหนังสั้นออนไลน์ จากไอเดีย Closer To Nature ที่เป็นคอนเซปต์คลุมงานนี้ทั้งหมด ให้ผู้ชมได้ใกล้ชิดธรรมชาติด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มกลิ่นหอมที่มีแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ โดยเรื่องราวเล่าถึงการท่องโลกของผ้า เจอกับผ้าที่เป็นเหมือนสายน้ำ สายลม หรือทุ่งดอกไม้สวยๆ ยามเช้า เปรียบเหมือนชุดที่คุณใส่แล้วใช้ Fineline”

Closer To Nature

ครั้งแรกที่คุณจะได้ท่องเข้าไปในผ้าแบบซูมอินสุดๆ อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แล้วคุณจะพบว่ามันมีโลกอีกใบซ่อนอยู่… #CloserToNature #FinelineNaturalCollection#ไฟน์ไลน์ดูแลทุกแฟชั่น

Posted by Fineline Thailand on Ahad, 19 Ogos 2018

“หลังจากเผยแพร่ออนไลน์ฟิล์ม เราคิดอยากให้คนสัมผัสธรรมชาติในมิติใหม่ๆ มีประสบการณ์ร่วมจริงๆ ไม่ใช่แค่ดูหนัง บิลบอร์ด หรือภาพนิ่ง แล้วก็จบไป แต่รู้สึกได้ถึงรูป กลิ่น เสียง สัมผัส ครบทั้งสี่มิติ ล้อไปกับหนัง เกิดเป็นนิทรรศการ Fineline Closer To Nature ขึ้นมา ที่เราสร้าง Pavilion ใจกลางเมืองขึ้นมา ให้แสงแดด สายลม และสายน้ำ มาอยู่ในห้องที่นำเสนอในรูปแบบต่างๆ”

โดยในงานได้นำเอาทั้งสามกลิ่นของ Fineline Natural Collection มาตีความเป็นงานรูปแบบใหม่ เช่น โซนแสงแดด Sunny Pleasure แสงอบอุ่นยามเช้าที่ผ่านเมฆลงมา แสงในห้องแรกนี้จึงมีหลายรูปแบบ เป็นเทคนิคการใช้แสงร่วมกับผ้า ต่อมาเป็นโซนสายลม หรือ Windy Bliss สัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนของลมที่ปะทะเราราวกับอยู่ในทุ่งกว้าง ด้วยการใช้ผ้ามาสอดแทรกเป็นหญ้าให้ได้สัมผัสและได้กลิ่นหอม ก่อนจะมาถึงโซนสุดท้ายได้แก่ โซนสายน้ำ หรือ Water Harmony ที่ใช้เทคนิค Mapping ลงไปบนผืนผ้า แสดงเห็นถึงการเคลื่อนไหวของสายน้ำ และสร้างความรู้สึกเหมือนอยู่ในธารน้ำตกที่มีกลีบดอกไม้สดชื่น ซึ่งแน่นอนว่าทั้งสามห้องนี้ให้กลิ่นที่แตกต่างกัน

Fineline Closer To Nature Exhibition at Siam Discovery

Fineline เชิญคุณมาสัมผัสประสบการณ์กับนิทรรศการผ้าแบบ 4 มิติ Art Meets Nature "Nature Fineline Closer to Nature Exhibition" ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ต้องไม่พลาดจริง! ที่ Siam Discovery ชั้น G โซน Plaza Public วันที่ 24-26 สิงหาคมนี้เท่านั้น แล้วอย่าลืม Check-in ที่ Fineline Closer To Nature Exhibition at Siam Discovery กันนะคะที่สำคัญ งานนี้เข้าฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายค่ะ#Fineline #CloserToNature #FinelineNaturalCollection

Posted by Fineline Thailand on Jumaat, 24 Ogos 2018

มากกว่าหนังออนไลน์ แต่ต่อยอดจนออกมาเป็นงาน Exhibition

เมื่อถามว่าทำไมถึงเลือกจัดงานในลักษณะ นิทรรศการขนาดใหญ่แบบนี้ ตอบโจทย์และคุ้มค่ากว่าการทำแคมเปญในโซเชียลมีเดียแค่ไหน หม่ามอธิบายให้ฟังว่า เป็นความตั้งใจที่อยากสร้างความต่อเนื่องแก่แบรนด์และแคมเปญ

“มันไม่ได้มีกฎเกณฑ์อะไรตายตัว ไม่ได้หมายความว่าทำหนังแล้วก็ต้องจบ ทุกอย่างมันต้องต่อเนื่อง ที่จริงแคมเปญนี้แทบจะรวมทุกศาสตร์ของมีเดียเอาไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการทำหนัง การทำภาพนิ่ง บิลบอร์ด การใช้สื่อ Outdoor การใช้ดีไซน์ การทำอีเวนต์ Exhibition รวมถึงการโปรโมตต่างๆ บนออนไลน์หลากหลายรูปแบบด้วย คือเรียกว่าใช้แทบจะทุกสื่อทุกศาสตร์ให้มันเกิดมาเป็นงานนี้ได้

“ผมว่าสำคัญคือการมองเห็นภาพที่ตรงกัน เมื่อตัวตนชัดเจนก็ทำให้สารที่ต้องการสื่อแข็งแรง เมื่อรวมกับความกล้า โชคดีที่ลูกค้าชอบงานศิลปะประเภทนี้อยู่แล้ว พอรู้ทางกัน จากเดินก็กลายเป็นวิ่งเลย”

เมื่อผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ

เราถามทีมว่า นอกจากยอดขายที่เป็นตัวเลขแล้ว ในยุคนี้ยังมีอะไรอีกที่เป็นสิ่งวัดผลว่าแคมเปญนี้ประสบความสำเร็จ

“โฆษณายุคนี้ ถ้าทำแล้วจบเลยมันก็ค่อนข้างจะแห้งไปหน่อย เพราะคนจะคุ้นชินกับสิ่งเหล่านี้ แต่พอมันเกิดเป็นสิ่งใหม่ขึ้นมา มันสามารถต่อยอดออกไปสู่สิ่งต่างๆ ได้มากมาย มันก็ทำให้คนตื่นเต้นว่านี่มันคือแคมเปญอะไรนะ Fineline เขากำลังทำอะไรอยู่ ผลิตภัณฑ์นี้มันเป็นยังไง น่าลองใช้มั้ย แล้วสุดท้ายมันก็ประสบความสำเร็จตรงที่ลูกค้าบอกเราว่าผลิตภัณฑ์ขายดีมาก เราก็แฮปปี้ เพราะแปลว่าสิ่งที่เราทำมันสำเร็จ” หม่ามตอบ

Invitation Box ที่มีความเอาใจใส่ในทุกรายละเอียด

หลังจากได้ไอเดียทั้งหมดมาเรียบร้อย โดยปกติการเปิดตัวสินค้าจะต้องมีวันแถลงข่าว จัดงานอีเวนต์ขึ้นมา ทีมเลยความคิดว่าแล้วทำไมถึงไม่ทำให้งานนี้พิเศษตั้งแต่การ์ดเชิญเลยล่ะ

“เราก็เลยคิดว่าจะสร้าง Invitation Box ภายให้คอนเซ็ปต์ Fineline Closer To Nature ขึ้นมา จับธรรมชาติมาไว้ในขวดโหล สร้างเป็นการ์ดเชิญแบบพิเศษซึ่งทำจากผ้าทั้งหมด เพื่อบอกว่าในนิทรรศการนี้เล่าเรื่องผ้า ทั้งยังใช้สื่อผสมต่างๆ โดย Invitation Box เป็นการจับมือกับศิลปินรุ่นใหม่ที่เชี่ยวชาญเรื่องผ้า ซึ่งถนัดการใช้เทคนิคพิเศษต่างๆ ออกมาเป็นชิ้นงานในขวดโหลที่ให้กลิ่นหอม” หม่ามอธิบาย

เราถามวิน Art Director ที่เป็นคนดูแลเรื่อง Invitation Box ว่ามีวิธีการคัดเลือกศิลปินที่มาทำงานนี้ยังไง จึงมาลงตัวที่ จู-ณัฐพร อมรสุพันธ์

“ตั้งแต่สเกตช์ ดีไซน์ จนถึงออกมาเป็นงานชิ้นแรก ทุกๆ ฝ่ายก็ช่วยพัฒนากันอยู่ 2 – 3 เดือนกว่าจนได้ตัวต้นแบบ ก่อนจะคัดเลือก Textile Designer ซึ่งมาลงตัวที่น้องจู ซึ่งเคยทำงานกับแบรนด์แฟชั่นใหญ่ๆ จึงมีประสบการณ์และเชี่ยวชาญการใช้เทคนิคพิเศษ เพราะแม้จะต้องย่อขนาดงานจากโจทย์ที่เราอยากแสดงให้เห็นรายละเอียดของคอนเซปต์ Fineline Closer To Nature”

สิ่งที่แบรนด์ตั้งใจบอกกับผู้บริโภค

เหมียว Art Director บอกกับเราว่า สิ่งที่ทีมต้องการนำเสนอไม่ได้หวังจะบอกข้อมูลทาง Function อะไรมากมาย แต่ประสบการณ์ของตัวสินค้าและแบรนด์ต่างหากที่เป็นสิ่งที่ทีมอยากให้ผู้บริโภคได้เข้ามาสัมผัสและมีความรู้สึกร่วมไปกับมัน “สิ่งแรกที่เราให้ก็คือ Experience ที่คนมีกับแบรนด์ หลังจากที่เราสร้างบรรยากาศให้เขาดื่มด่ำกับแสงสีเสียงตรงหน้า เขาจะสัมผัสและเข้าใจได้ว่าแบรนด์ต้องการจะบอกอะไร ก่อนตบท้ายด้วยข้อมูลของแบรนด์”

Fineline Natural Collection

อีกหนึ่งงานในฝันของครีเอทีฟ

หม่ามเล่าว่า ที่จริงงานนี้ก็เป็นอีกงานที่เป็นเหมือนความฝันของเขาในฐานะครีเอทีฟที่อยากทำงานออกมาให้สุดทาง ด้วยทาง Fineline ให้ความไว้วางใจและเชื่อว่าถ้าทำได้ถึง ทุกอย่างจะออกมาตรงตามเป้าหมายที่ต้องการ ซึ่งไม่ใช่ทุกแบรนด์ที่จะเข้าใจเรื่องนี้และยอมให้งบมาทำ

“มันเป็นความฝันว่าเราอยากทำงานแบบนี้ ทำแกลเลอรี่ ทำงานนิทรรศการ เราเป็นครีเอทีฟก็อยากเห็นของสวยๆ งามๆ เหมือนว่าลูกค้าซื้อฝันเรา แล้วก็สร้างมันไปด้วยกัน ก็ขอบคุณมาก คนที่มางานก็มีความสุขด้วย ส่วนตัวของทีมเราก็รู้สึกดีใจที่ได้ทำงานนี้”

ในท้ายที่สุด Fineline ได้อะไรจากการทำแคมเปญนี้

วิน Art Director ของทีมตอบคำถามนี้กับเราว่า การที่ทำให้แบรนด์ดูทันสมัยและเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ง่ายขึ้นก็น่าจะเป็นสิ่งที่แคมเปญนี้บรรลุเป้าหมายเรียบร้อยแล้ว

“สุดท้ายก็เชื่อว่าสิ่งที่ต้องการสื่อสารจะไปถึงผู้บริโภค คนที่มาร่วมงานหรือรู้ข่าวสารตรงนี้ก็จะรู้สึกบวกกับแบรนด์ Fineline และทำให้แบรนด์ขายดีมากขึ้น รวมไปถึงทำให้แบรนด์มีภาพลักษณ์ใหม่ที่ทันสมัยมากขึ้นด้วยเช่นกัน” วินสรุปทิ้งท้าย

Writer

ณิชากร เอื้อสุนทรวัฒนา

อดีตนักเรียนโฆษณาที่มาเอาดีทางด้านอาหาร แต่หลงใหลการสัมภาษณ์และงานเขียน

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Creative Campaign

เรื่องราวเบื้องหลังโฆษณา

ก่อนจะเปิดเพลย์ลิสต์ Focus Working ฟังให้ได้บรรยากาศห้องทำงานในฝัน 

เจ้าของเพลย์ลิสต์อย่างพฤกษา อาสาพาเราย้อนเวลากลับไปเมื่อปีก่อน ในตอนที่พวกเขาริเริ่มโปรเจกต์ Tomorrow. Reimagined. ภายใต้แนวคิด ใส่ใจเพื่อทั้งชีวิต ด้วยความเชื่อที่ว่า บ้านคือการลงทุนทั้งชีวิต ซึ่งทุกวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และบ้านไม่ได้เป็นแค่ที่อยู่อาศัย แต่คือประสบการณ์การใช้ชีวิตทั้งในวันนี้และวันข้างหน้า ดังนั้น จึงต้องใส่ใจทุกรายละเอียด ตั้งแต่วันนี้ถึงจนถึงอนาคตข้างหน้า พร้อมตั้งใจที่อยากให้บ้านเป็นจุดเริ่มต้นของการมีสุขกายที่ดี และสุขภาพใจที่ดี

ประกอบไปด้วย 3 เรื่องสำคัญคือ Health and Wellness บ้านไม่ใช่แค่ที่ปลอดภัย แต่ควรเป็นบ้านที่ส่งเสริมให้สุขภาพดียิ่งขึ้น, Lifestyle Disruption บ้านที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตที่แตกต่างกันของคนทุกช่วงวัย และ Sustainability การสร้างชุมชนและสังคมที่ยั่งยืน เพื่อส่งมอบประสบการณ์การใช้ชีวิตที่ดีที่สุด

ความจริง แนวคิดข้างต้นของพฤกษาก็ปรากฏอยู่ในคอลัมน์หมู่บ้านของ The Cloud ไปแล้ว แต่คราวนี้พฤกษาไม่ได้มาเพื่อพูดถึงเรื่องนั้น

ผ่านไป 1 ปี พวกเขายังคงพัฒนาต่อยอดแนวคิดดังกล่าว 

เรากำลังจะเล่าถึงแคมเปญล่าสุดอย่าง Unlock Your Future Living ที่จะช่วยดูแลสุขภาพทั้งกายและใจเพื่อทุกชีวิตในบ้านอย่างแท้จริง

เพิ่มพลังบวกให้บ้านด้วย 6 Playlist จากพฤกษา ในแคมเปญ Unlock Your Future Living
เพิ่มพลังบวกให้บ้านด้วย 6 Playlist จากพฤกษา ในแคมเปญ Unlock Your Future Living

Generation Why?

ทุกคนรู้ไหมว่า ‘บ้าน’ ทำให้สุขภาพกายและใจของเราดีขึ้นได้

อาจจะเป็นคำถามที่เราไม่เคยคิดมาก่อน แต่จริง ๆ แล้วบ้านเป็นจุดเริ่มต้นของการมีสุขภาพกายและใจที่ดีได้

ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสุขภาพกายให้ดีโดยใช้ทุกพื้นที่ของบ้านในการออกกำลังกาย การเลือกบ้านที่มีฟังก์ชันตอบโจทย์ และวัสดุอุปกรณ์ที่ไม่มีสารพิษ หรือการสร้างสุขภาพใจที่เราสร้างบรรยากาศดี ๆ ให้กับบ้าน เพื่อเติมใจให้ฟูในช่วงเวลาที่อยู่บ้านได้

ความต้องการของพฤกษา คือการทำบ้านให้เป็นพื้นที่ที่ช่วยให้สุขภาพกายและใจดีขึ้นในทุก ๆ วันที่ใช้ชีวิต

แม้แคมเปญที่ผ่านมา พวกเขาจะสื่อสารเพื่อคนทุกช่วงวัยเป็นหลัก แต่กลุ่มเป้าหมายที่แบรนด์ให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ ถือว่าเป็นกำลังหลักในการเลือกซื้อบ้าน คือกลุ่มคน Gen Y โดยส่วนมากยังไม่มีลูก คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้มาอาศัยอยู่ด้วย และอายุก็ยังไม่มากนัก สิ่งที่ควรดูแลเป็นอย่างมากจึงหนีไม่พ้นตัวเอง

พวกเขาตีความว่า บ้านเป็นจุดเริ่มต้นของสุขภาพกายและใจที่ดี แต่จิตใจอาจจะไม่ได้แข็งแรงเท่ากายนัก จากปัจจัยภายนอกที่เผชิญมาตลอดวัน

พฤกษาอยากให้คุณกลับบ้านมาแล้วเหมือนได้ชาร์จแบต เพราะการมีสุขภาพที่ดีขึ้นของคนกลุ่มนี้ คือการออกไปทำตามฝัน ทำในสิ่งที่อยากทำได้เต็มที่ แม้ในวันพรุ่งนี้จะต้องออกไปลุยและอาจจะต้องเจอกับเรื่องเดิม ๆ อีกก็ตาม รวมไปถึงการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลากับโลกของเราในช่วง 2 – 3 ปีนี้ คนใช้เวลาอยู่กับบ้านมากขึ้น ทำให้บ้านต้องมีพื้นที่ที่พร้อมรองรับการใช้ชีวิตอยู่เสมอ

แคมเปญนี้จึงแบ่งเป็น 2 ส่วนด้วยกัน คือการดูแลสุขภาพกายและดูแลสุขภาพใจ

ปัญหาที่เกิดขึ้นคือจะสื่อสารเรื่องพวกนี้ให้คนวัยทำงานที่ก้มหน้าก้มตาทำแต่งาน ไม่ได้สนใจตัวเองเท่าไรได้ยังไง

ถ้าเป็นเราก็คงนิ่งคิดไปนาน แต่พฤกษาส่งน้องฟิวเจอร์กลับมาเป็นคำตอบ เรียกน้องว่า Virtual Life Inspirer แบรนด์พรีเซนเตอร์ AI คนแรกของพวกเขา ทำหน้าที่เป็นตัวแทนที่จะมาเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังว่า พฤกษาออกแบบบ้านยังไง ช่วยสร้างมาตรฐานใหม่ว่าต้องคำนึงถึงอะไรถ้าต้องเลือกซื้อบ้าน และคุณเลือกได้เพื่ออนาคตของคุณเอง

ในขณะที่หลายแบรนด์เลือกใช้ดารานักแสดงเป็นพรีเซนเตอร์ ความสงสัยถัดมาจึงหนีไม่พ้นว่าอะไรทำให้พฤกษาเลือกใช้ AI ชื่อฟิวเจอร์เป็นทางออก 

คำตอบคือ จากที่ได้ศึกษา Consumer Insight ของกลุ่ม Gen Y เป็นกลุ่มที่เป็น Digital Natives ดังนั้น การใช้ Virtual Inspirer จะทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่เข้าถึงใจของกลุ่ม Gen Y ได้มากขึ้น รวมไปถึงช่วยเสริมสร้างจินตนาการให้กลุ่มคน Gen Y ที่มีความคิด ความสนใจหลากหลายได้อย่างเท่าเทียม

การตามหาพรีเซนเตอร์หน้าตาดีเพื่อดึงดูดลูกค้าจึงไม่ใช่สิ่งที่พฤกษาคาดหวัง พวกเขากำลังหาคนคนหนึ่งหรือสิ่งสิ่งหนึ่งที่มาช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนที่มีความ Individual แตกต่างกันได้

แม้แต่งานแถลงข่าว พฤกษายังแถลงบน Metaverse ทุกคนมีส่วนร่วมด้วยการเป็น Avatar แสดงให้เห็นว่าแบรนด์ให้ความสนใจกับโลกแห่งอนาคตมากแค่ไหน 

โดยลักษณะนิสัยของฟิวเจอร์เป็นคนจริงใจ เฟรนด์ลี่ สดใส เข้าถึงง่าย คอยห่วงใยผู้อื่นเสมอ อีกทั้งฉลาด รอบรู้ทั้งเทรนด์ปัจจุบันและอนาคต เสมือนเพื่อนผู้เป็นโค้ชที่มาพร้อมคำแนะนำดี ๆ ซึ่งต่อให้แบรนด์ไม่เฉลย เราก็รับรู้ได้เองว่านั่นสะท้อนจาก Brand Personality ของพฤกษาเป็นแน่

นอกจากฟิวเจอร์จะพาทุกคนเยี่ยมชมโครงการของพฤกษาได้แล้ว ยังมีโปรแกรมออกกำลังกายสนุก ๆ เปลี่ยนบ้านให้เป็น Sport Lifestyle Studio for Tomorrow ปลดล็อกสุขภาพกายของลูกบ้านอีกด้วย 

เพิ่มพลังบวกให้บ้านด้วย 6 Playlist จากพฤกษา ในแคมเปญ Unlock Your Future Living
เพิ่มพลังบวกให้บ้านด้วย 6 Playlist จากพฤกษา ในแคมเปญ Unlock Your Future Living

เพลง Old Fashioned ของ Bruno Major ดังคลอขึ้นมา ชวนให้อยากรู้ว่าใครกันนะที่คัดเลือกเพลงเหล่านี้ได้อย่างเหมาะเจาะ และพวกเขามีวิธีการทำงานให้เสียงเพลงส่งผลกับสุขภาพจิตใจอย่างไรกันแน่

People – Pet – Plant

เพลย์ลิสต์ส่งเสริมสุขภาพใจของพฤกษาแบ่งออกเป็น 3 หมวดที่ออกแบบสำหรับทุกชีวิตในบ้าน ไม่ว่าจะเป็น คน สัตว์เลี้ยง และต้นไม้ มีทั้งหมด 6 เพลย์ลิสต์ ได้แก่ Happy Pets อารมณ์ก็ดี เลี้ยงก็ง่าย, Growing Plants โตง่าย ก็เพลงมันเพราะ, Fine Cooking เพลงดีทำอะไรก็อร่อย, Family Gathering สร้างความสุขทุกช่วงเวลา, Focus working เพลงดี…ไอเดียเกิด และ Hard Workout ได้ทั้งฟีล ได้ทั้งเหงื่อ

เพราะพฤกษาเชื่อว่า การใส่ใจเพื่อทั้งชีวิต ไม่ได้หมายถึงแค่เฉพาะคนเท่านั้น แต่รวมถึงการใส่ใจรายละเอียดที่จะสร้างบรรยากาศภายในบ้านให้ผ่อนคลาย และสร้างเสริมความสุขสำหรับทุก ๆ ชีวิตในบ้านด้วยเช่นกัน 

เรื่องที่สนุกที่สุด คือขั้นตอนของการค้นหาว่าอะไรคือสิ่งที่ Gen Y สนใจ เพราะพวกเขาให้ความสำคัญกับการเข้าใจลูกค้ามาก

หนึ่ง พฤกษาให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจในทุก ๆ รายละเอียดการใช้ชีวิตของลูกค้า จึงมีการทำวิจัยเพื่อทำความเข้าใจคนกลุ่มนี้อย่างลึกซึ้ง 

สอง พวกเขาใช้ Big Data ที่มีมากพอสมควร จาก Customer Journey จากความเข้าใจลูกค้า จากทุกจุด Touch Point ตั้งแต่เริ่มเสิร์ชหาบ้าน ลงทะเบียน มาคุยกับเซลส์ ไปเยี่ยมชมโครงการ จนถึงวันที่เข้าไปอยู่จริง

เมื่อได้ชุดข้อมูลมหึมา คำถามแรกที่แบรนด์ตั้งคือ จะพูดเรื่องอะไรให้ Gen Y รู้สึกมีส่วนร่วม 

พฤกษาพบว่าคนส่วนใหญ่สนใจ Entertainment ทั้งเพลง หนัง ละคร ไปจนถึงยูทูบเบอร์ ตามมาด้วยกลุ่มของคนรักสัตว์ที่เห็นได้เกือบทุกหลังในโครงการ จะมีสัตว์เลี้ยงตัวน้อยใหญ่ และกลุ่มคนรักต้นไม้ที่มีการเติบโตชัดเจนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเสียงเพลงคือสิ่งที่จะยึดโยงทุกกลุ่มคนเข้าด้วยกัน

แต่พฤกษาจะทำทุกอย่างให้ตอบโจทย์ทุกคนได้ยังไง ในเมื่อพวกเขาถนัดสร้างบ้าน

การร่วมมือกันระหว่างบ้าน จิตแพทย์ นักดนตรีบำบัด โรงพยาบาล และสัตวแพทย์จึงเกิดขึ้น 

ส่วนเพลย์ลิสต์ทั้ง 6 ก็เริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง

เพิ่มพลังบวกให้บ้านด้วย 6 Playlist จากพฤกษา ในแคมเปญ Unlock Your Future Living
เพิ่มพลังบวกให้บ้านด้วย 6 Playlist จากพฤกษา ในแคมเปญ Unlock Your Future Living

Dream Team

จุดยืนของพฤกษาชัดเจน คือไม่อยากทำเพลย์ลิสต์ให้เป็นแค่ Marketing Gimmick แต่ต้องเข้าใจลูกค้าจริง ๆ ดีจริง ได้ผลจริง แคมเปญนี้จึงจำเป็นต้องทำกับผู้เชี่ยวชาญที่รู้เรื่องนี้จริง ๆ และมีงานวิจัยที่รับรองจริง ๆ ด้วย

สมาชิกคนแรกในทีมอเวนเจอร์คือทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์สุขภาพใจและนักดนตรีบำบัด โรงพยาบาลวิมุต หมอประจำบ้านของพฤกษา รับดูแลหมวด People ที่ต้องทำงานร่วมกันในการศึกษาและพูดคุยกับผู้ป่วยเพื่อทำความเข้าใจเป็นรายบุคคล เพราะดนตรีที่จะบำบัดได้ดีไม่ได้เกิดจากนักดนตรีบำบัดเป็นคนเลือกอย่างเดียว แต่ผู้ฟังมีส่วนร่วมในการเลือกด้วย  

ถือเป็นการ synergy ของพฤกษาและรพ.วิมุต ต่อยอดมาจากการที่ทางทีมผู้เชี่ยวชาญจาก รพ.วิมุตช่วยออกแบบฟังก์ชั่น ทั้งภายในบ้านและส่วนกลาง ที่ช่วยเสริมพัฒนาการและความปลอดภัยให้กับลูกบ้านได้อย่างครอบคลุม เพราะแต่ละคนมีความชอบที่แตกต่างกัน พฤกษาจึงใส่ใจออกแบบบ้านให้เหมาะกับกิจกรรมที่หลากหลายของแต่ละคน มีการออกแบบพิเศษให้ตอบโจทย์กิจกรรมที่แตกต่างกันตามความชอบ ทั้งการทำ Flexible Space บ้านที่พร้อมปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการ, Ventilation System แค่ได้นั่งพักผ่อน สูดอากาศดี ๆ ในมุมโปรดของบ้านก็หายเหนื่อย, ส่วนกลางขนาดใหญ่ที่พักใจได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไปจนถึงบริการ Pruksa x Vimut ที่ให้ลูกบ้านรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ทุกเมื่อ  

จากสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ความกดดันที่มีมากขึ้น สุขภาพใจที่หลายคนมักมองข้าม กลับกลายเป็นสิ่งสำคัญ

คราวนี้ คุณหมอเข้ามาช่วยในเรื่องของทฤษฎีดนตรีบำบัดว่าแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ หนึ่ง เพลงแนว Breathing List ที่มีจังหวะสม่ำเสมอ ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย สบายใจ และ สอง Energy List มีเนื้อเพลงและจังหวะเร้าใจ เพิ่มความแอคทีฟเติมพลังให้กับชีวิต ทางการแพทย์ก็ใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือรักษาโรคอยู่แล้ว เนื่องจากมันทำให้อารมณ์ดีและเข้าใจตัวเอง

ซึ่งในหมวดนี้มีถึง 4 เพลย์ลิสต์ด้วยกัน แบ่งตามกลุ่มกิจกรรมในบ้าน ได้แก่ Fine Cooking เพลงดีทำอะไรก็อร่อย, Family Gathering สร้างความสุขทุกช่วงเวลา, Focus working เพลงดี…ไอเดียเกิด และ Hard Workout ได้ทั้งฟีล ได้ทั้งเหงื่อ สามารถเลือกฟังเพลงที่เหมาะกับอารมณ์ในแต่ละช่วงเวลาของตนเองได้ตามความต้องการ 

สมาชิกคนต่อมาของทีม คือ น.สพ.ภพปภัค หุ่นโพธิ์ สัตวแพทย์โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ รับดูแลในหมวด Pet ที่ทางพฤกษาเองก็ต้องลงไปนั่งคุยและศึกษาอย่างจริงจัง พบว่า สุนัขที่ป่วยก็มีวิธีบำบัดด้วยการเปิดเพลงแนวคลาสสิกให้ฟังเช่นกัน พร้อมข้อแนะนำอีกหลายอย่างจากผลวิจัยและการทดลองใช้จริง รวมถึงข้อเสนอแนะว่าจะสร้างบ้านให้มีพื้นที่เพียงพอต่อสัตว์เลี้ยงได้ยังไง มากไปกว่านั้น คือเพลงแบบไหนกันที่เด็ก ๆ ฟังแล้วจะอารมณ์ดี

รูปแบบเพลงที่เหมาะสมที่สุดที่จะลดความกังวลในสุนัขจะเป็นดนตรีที่มีจังหวะแผ่วเบา นุ่มนวล สบาย ๆ อย่างเสียงเปียโนช้า ๆ ที่มีบีท 50 – 70 ต่อนาที รองลงมาจะเป็นดนตรีคลาสสิก หรือเป็น canine lullabies เพลงเด็กทำนองช้า ๆ ซึ่งจะช่วยให้สุนัขรู้สึกผ่อนคลาย 

จนได้เป็นเพลย์ลิสต์ Happy Pets อารมณ์ก็ดี เลี้ยงก็ง่าย ที่ถ้าเปิดให้ฟัง แล้วลองค่อย ๆ ลูบเขาไปด้วย เขาจะสร้างความจดจำว่านี่คือเสียงเพลงแห่งความสุข เมื่อต้องเดินทางไปเที่ยวไกล ๆ ถ้าเขาได้ยินเพลงเพลงนี้ เขาจะจำได้ และรู้สึกเหมือนอยู่กับเจ้าของ ไม่ได้โดนทิ้ง

เพราะยามที่คุณเหงา เศร้า หรือไม่สบายใจ น้อง ๆ ก็จะเป็นคนฮีลใจและสร้างความสุขให้ พฤกษาจึงอยากให้พวกเขามีความสุขไปด้วยกันกับคุณ 

คนรักสัตว์แบบเราถึงกับต้องเก็บเพลย์ลิสต์เข้ากรุ ก่อนเขยิบมาหมวด Plant ที่พฤกษาเองได้นำผลวิจัยมาใช้ในการออกแบบค่อนข้างมาก บวกกับได้ผู้เชี่ยวชาญด้านต้นไม้อย่าง บ้านและสวน มาอยู่ในทีมอเวนเจอร์ด้วย ช่วยให้บ้าน เสียงดนตรี และพื้นที่สีเขียวอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว

ซึ่งนอกจากการให้ความร่มรื่นและช่วยเพิ่มออกซิเจนให้กับทุกคนที่อยู่อาศัยแล้ว ต้นไม้ยังสามารถส่งต่อพลังบวก บำบัด และเพิ่มความสุขให้กับทุกคนในบ้านได้ด้วย แต่การที่ต้นไม้จะเติบโตได้อย่างแข็งแรงและมีความสุขได้ ก็ขึ้นอยู่กับการเอาใจใส่ของเราเช่นกัน  

ถ้าได้ลองเปิดเพลงในเพลย์ลิสต์ Growing Plants โตง่าย ก็เพลงมันเพราะ ให้ฟังก็คงจะดีไม่น้อย เพราะมีทั้งเพลงช้าบรรเลงให้ความรู้้สึกถึงฟ้ายามเช้าที่แดดค่อย ๆ ออก จนถึงเพลงจังหวะสนุกสนานที่เหมาะแก่การรดน้ำต้นไม้เป็นที่สุด เชื่อว่าพวกต้นไม้เองก็คงรู้สึกสดชื่นไม่ต่างกัน

เขื่อน-ภัทรดนัย เสตสุวรรณ คือคนสุดท้ายในทีม นักร้องที่ผันตัวเองมาเป็นนักจิตวิทยา ซึ่งนอกจากเขาจะเชี่ยวชาญเรื่องสุขภาพจิตใจแล้ว เขื่อนยังมีสัตว์เลี้ยงเป็นของตัวเองและปลูกต้นไม้จำนวนมาก

เมื่อรวมตัวกันครบทีม ต่อให้กัปตันพฤกษาไม่ได้พูดปลุกใจว่า Avengers Assemble เหมือนในภาพยนตร์ แต่เราเชื่อว่าทุกคนก็พร้อมสร้างเพลย์ลิสต์ที่ตอบโจทย์ลูกบ้านอย่างเต็มกำลังแน่นอน

เพิ่มพลังบวกให้บ้านด้วย 6 Playlist จากพฤกษา ในแคมเปญ Unlock Your Future Living
เพิ่มพลังบวกให้บ้านด้วย 6 Playlist จากพฤกษา ในแคมเปญ Unlock Your Future Living

Co-working Space

หากจะถามว่าพฤกษารู้ได้อย่างไรว่าเพลงไหนเหมาะสมที่สุดก็คงเป็นคำถามที่ยากเกินไป เพราะคำว่าดีที่สุดของพฤกษา ไม่มีจุดสิ้นสุด

พวกเขาใช้เวลาพูดคุยกับคุณหมอหลายชั่วโมง เพื่อทำความเข้าใจ คัดเพลง ส่งลิสต์กลับไปกลับมา แล้วก็ประชุมกับคุณหมออีกรอบว่าจัดเพลงยังไง

อย่างที่บอก พวกเขาไม่ต้องการให้มันเป็นแค่เพลย์ลิสต์ ไม่ได้ทำวันนี้วันเดียว แต่ต้องทำทุก ๆ อย่างประกอบกัน ใส่ใจทุกรายละเอียด และทำอย่างต่อเนื่อง

ความท้าทายจึงเป็นการทำให้ทุกฝ่ายมองเห็นเหมือนกันว่าอะไรคือความหมายของ ‘การใส่ใจเพื่อทั้งชีวิต’ 

เพราะการสร้างบ้านหลังหนึ่งไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยคนคนเดียว สถาปนิกของพฤกษาก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องสัตว์เลี้ยง ทีมออกแบบบ้านต้องทำตามหลักที่เอื้อเรื่องสุขภาพกายสุขภาพใจที่ดี มาร์เก็ตติ้งทุกคนต้องสื่อสารเรื่องราวเหล่านี้ให้เข้าถึงลูกค้า ผู้เชี่ยวชาญ พาร์ตเนอร์ทั้งหลายก็จะเข้ามาช่วยให้แคมเปญนี้ดียิ่งขึ้น

สัตวแพทย์จากโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อก็ไม่ได้ให้คำแนะนำเรื่องดนตรีบำบัดสัตว์เลี้ยงเพียงอย่างเดียว ลูกบ้านพฤกษาจะได้รับสิทธิพิเศษที่โรงพยาบาลสัตว์ด้วย เพราะโจทย์ที่พวกเขาให้ คือลูกบ้านพฤกษามีน้องหมาก็เหมือนมีลูกคน อีกทั้งน้อง ๆ พวกนี้ยังอาศัยอยู่ที่บ้านมากกว่าพวกมนุษย์เสียอีก จะปล่อยให้อยู่อย่างไม่มีความสุขได้ยังไง แม้แต่โรงพยาบาลวิมุต ก็นำเพลย์ลิสต์หมวด People ไปเปิดใช้จริงด้วยเช่นกัน

ตามเจตจำนงของพวกเขาที่อยากบอกว่า จุดเริ่มต้นที่ง่ายที่สุดของการมีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดี ก็คือบ้านของทุกคนนั่นเอง

Unlock Your Future Living : แคมเปญเปลี่ยนบ้านของคน Gen Y ให้เป็นพลังบวก ด้วย 6 Playlist สไตล์จากพฤกษา เพื่อคน สัตว์ ต้นไม้ และทุกชีวิตในบ้าน
Unlock Your Future Living : แคมเปญเปลี่ยนบ้านของคน Gen Y ให้เป็นพลังบวก ด้วย 6 Playlist สไตล์จากพฤกษา เพื่อคน สัตว์ ต้นไม้ และทุกชีวิตในบ้าน

Happy Ending

แน่นอนว่าแคมเปญนี้เกี่ยวเนื่องกับความรู้สึกและชีวิตคนโดยตรง การวัดผลว่าประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหนจึงเป็นไปได้ยาก แต่เราก็หวังใจว่ากลุ่มเป้าหมายของพวกเขาจะชื่นชอบ ขอเป็นอีกหนึ่งแรงที่ยืนยันได้ว่าพฤกษาพยายามอย่างหนักที่จะเข้าใจลูกค้า และมองทุกมุมโดยละเอียด

เพื่อให้คน Gen Y เข้าใจบ้านที่พวกเขาออกแบบมากยิ่งขึ้นในวันหน้า ในทางกลับกัน พวกเขาก็จะได้ออกแบบบ้านที่เข้าใจลูกค้ามากยิ่งขึ้นต่อเนื่องไปด้วย

ยกตัวอย่างว่า บางคนอายุ 30 กำลังเพิ่งแต่งงาน 10 ปีผ่านไป เขาก็จะอายุ 40 อาจจะมีลูกสักอายุ 2 – 3 ขวบ ผ่านไปอีก 10 ปี เขาจะเริ่มแตะวัย Senior Aging ลูกเขาจะเริ่มเป็นวัยรุ่น และถ้ามีคุณตาคุณยายมาอยู่ด้วย ก็เป็นคนอายุประมาณสัก 80 แล้ว

Future Living ของพฤกษาคือการคิดถึงอนาคตนั้น ไม่ต้องไกลก็ได้ มองใกล้ ๆ ว่าตรงนี้ยังเป็นห้องเก็บของ อยากจะเปลี่ยนเป็นสตูดิโอพรุ่งนี้หรือเดือนหน้าได้เลย วันนี้สนใจปั่นจักรยาน วันต่อไปอยากเล่นโยคะ บ้านนี้ก็จะมีพื้นที่ที่ดีไซน์ให้ทั้งหมดเกิดขึ้นได้

หลังผ่านระยะเวลาหลายเดือน เพลย์ลิสต์ทั้ง 6 ก็ส่งออกสู่ลูกบ้านและคนทั่วไปได้ฟังกัน ขวัญใจคนทำงานอย่างเราคงหนีไม่พ้น Focus Working ที่เล่นเพลง Stiches ของ Shawn Mendes อยู่ตอนนี้

ก่อนจากกัน อยากให้เฝ้าติดตามสเต็ปต่อไปภายใต้แนวคิดอันยิ่งใหญ่ที่มีคำว่า ทั้งชีวิต เป็นคำมั่นสัญญา

เพราะพฤกษาไม่ได้ใส่ใจแค่ลูกบ้าน แต่รวมถึงสัตว์เลี้ยง ต้นไม้ ทุก ๆ ชีวิตในบ้านให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และยังคงตั้งมั่นที่จะทำให้บ้านเป็นจุดเริ่มต้นของการมีสุขภาพกายและใจที่ดี ทั้งในวันนี้และในอนาคตต่อไป แม้ผลลัพธ์ที่ได้จะพึงพอใจแล้วก็ตาม

ว่าแล้วก็ออกไปรดน้ำต้นไม้ยามสาย แล้วแวะมาลูบหัวเพื่อนรักสี่ขาที่นอนมองตาละห้อยสักหน่อยดีกว่า 

Unlock Your Future Living : แคมเปญเปลี่ยนบ้านของคน Gen Y ให้เป็นพลังบวก ด้วย 6 Playlist สไตล์จากพฤกษา เพื่อคน สัตว์ ต้นไม้ และทุกชีวิตในบ้าน

นอกจากจะมีเสียงดนตรีที่ช่วยในการสร้างพลังบวก สำคัญคือ บ้านของพฤกษาจะต้องเป็น “บ้านที่จะช่วยสร้างสุขภาพใจที่ดี” พวกเขาจึงใส่ใจออกแบบ Pruksa Living Solution ฟังก์ชั่นต่าง ๆ ที่ตอบโจทย์ของการอยู่อาศัย เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยทุกคน ทุกชีวิต มีความสุข และให้บ้านเป็นสถานที่พักกายพักใจ ช่วยให้คุณปลดล็อกสุขภาพกายและใจให้ฟื้นฟูเพราะบ้านที่มาพร้อมกับ Pruksa Living solution จะช่วยให้คุณภาพชีวิตของคุณดีขึ้น 

สัมผัสประสบการณ์ Unlock Your Future Living เพิ่มเติมได้ที่ https://www.pruksa.com/inspiring-story/unlockyourfutureliving-music

ข้อมูลอ้างอิงงานวิจัย
  • Giordano F, Scarlata E, Baroni M, et al. Receptive music therapy to reduce stress and improve wellbeing in Italian clinical staff involved in COVID-19 pandemic: A preliminary study. Arts Psychother 2020;70: 101688.
  • www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S1558787811001845
  • www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S0031938416306977
  • www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC7671032/
  • www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S1558787811001845
  • www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S0031938416306977

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ณัฐวุฒิ เตจา

เกิดและโตที่ภาคอีสาน เรียนจบจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ สนใจเรื่องราวธรรมดาแต่ยั่งยืน ตอนนี้ถ่ายภาพเพื่อเข้าใจตนเอง ในอนาคตอยากทำเพื่อเข้าใจคนอื่นบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load