การใช้ชีวิตในเมืองของเราในทุกวันนี้ จะหาอะไรที่เป็นธรรมชาติจริงๆ นั่นยากเหลือเกิน

แค่การฝ่ารถติดเพื่อเดินทางไปในที่ต่างๆ หรือการทำงานในแต่ละวันก็แทบจะไม่ได้เจออะไรที่ทำให้เราได้บูสต์พลังและกลับมามีแรงใช้ชีวิตต่อเลย จะมีก็แต่วันหยุดสุดสัปดาห์ที่พอให้เราพอจะหลีกหนีความวุ่นวายไปใช้เวลาเต็มที่ที่ต่างจังหวัด

แต่ว่ากันตามตรง แค่ช่วงหายใจออก 2 ครั้ง เวลาก็เดินกลับมาที่วันจันทร์อีกแล้ว

ไม่นานมานี้ เราแวะไปเดินเล่นแถวสยามดิสคัฟเวอรี่ซึ่งกำลังจัดงาน Fineline Closer to Nature Exhibition ของผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม Fineline Natural Collection งานนิทรรศการที่ใช้เทคนิคสื่อผสมสี่มิติชวนคนมาสัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ซึ่งทำออกมาน่าประทับใจและน่าถ่ายรูปทุกมุม ซึ่งก่อนหน้านั้นก็มีการทำ Invitation Box แฮนด์เมดจากผ้าทั้งหมดพร้อมกลิ่นหอมที่เป็นตัวแทนของผลิตภัณฑ์ ส่งให้กับเซเลบริตี้เพื่อเชิญชวนมาชมนิทรรศการแทนการ์ดเชิญกระดาษธรรมดาๆ ที่ทำให้เห็นถึงความตั้งใจและใส่ใจในทุกรายละเอียด จนทำให้เราสงสัยว่าจากแค่ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม ต่อยอดออกมาเป็นงานที่น่าสนใจขนาดนี้ได้ยังไง และอะไรคือแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังงานนี้

เราจึงมาพูดคุยกับ หม่าม-วิโรจน์ จารุสาร Creative Director โอ๊ค-อังกูร สังข์ทอง Creative Group Head วิน-อิทธิกร วงศ์ศรีศุภกุล, เหมียว-จุฑารัตน์ คงทน Art Director โจ๊ก-ศุภฤกษ์ กุลินทรประเสริฐ Senior Project Manager และ มาย-กรรณิกา มงคลรัตนชาติ Project Manager ทีมที่อยู่เบื้องหลังแคมเปญนี้เพื่อสอบถามแนวคิด ความตั้งใจและการทำงานระหว่างทางเช่นเคย

แคมเปญนี้มีที่มายังไง

จากโจทย์ของ Fineline ที่มีความต้องการวางภาพลักษณ์ใหม่ให้แบรนด์ออกมาดูร่วมสมัย และสื่อถึงธรรมชาติ จึงเลือกสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้หญิงที่ชอบแต่งตัวและดูแลเอาใจใส่เสื้อผ้าของพวกเธอ และด้วยทีมนี้เองเป็นทีมที่วาง Key Message แก่แบรนด์ว่า ‘Fineline ดูแลทุกแฟชั่น’ จึงทำให้การดำเนินงานในแคมเปญต่อยอดนี้เต็มไปด้วยความเชื่อใจกันพอสมควร

“พอแบรนด์ชัดเจนในตัวตนว่าต้องการดูแลแฟชั่น เมื่อออกไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ก็ต้องตอบให้ได้ว่าสิ่งนี้ยังตอบความเป็นแบรนด์ที่ต้องการดูแลแฟชั่นไม่ว่าจะอยู่ภายใต้ธีมอะไร และเมื่อภาพจำนี้แข็งแรงก็จะทำให้คนรู้สึกถึงแบรนด์ได้” โอ๊ค Creative Group Head เล่า

และในวันนี้ Fineline ได้ออกไลน์ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มใหม่ ได้แรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติอย่าง แสงแดด สายลม และสายน้ำ ซึ่งแตกต่างจากตลาดผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มที่แข่งกันเรื่องของหัวน้ำหอม ในฐานะของทีมครีเอทีฟ ไม่เพียงทำงานโปรโมตแคมเปญนี้ให้ออกมาดีที่สุด ทีมยังอยากให้ไอเดียออกมาต่างจากที่คนจดจำได้ ซึ่ง หม่าม หัวเรือใหญ่ของแคมเปญเล่าให้เราฟังว่าทั้งทางทีมเอเจนซี่และลูกค้าเองก็เห็นภาพตรงกันว่าอยากให้งานออกมาเป็นแบบไหน

“เราเริ่มจากโจทย์ว่า จะทำยังไงให้ภาพของธรรมชาติออกมาสวยงามในแบบที่คนไม่เคยเห็นในแบรนด์ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม จึงลงตัวที่การจับศิลปะมาผสานกับไอเดียของเรื่องธรรมชาติ ในสื่อทุกๆ ช่องทาง เริ่มด้วยหนังสั้นออนไลน์ จากไอเดีย Closer To Nature ที่เป็นคอนเซปต์คลุมงานนี้ทั้งหมด ให้ผู้ชมได้ใกล้ชิดธรรมชาติด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มกลิ่นหอมที่มีแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ โดยเรื่องราวเล่าถึงการท่องโลกของผ้า เจอกับผ้าที่เป็นเหมือนสายน้ำ สายลม หรือทุ่งดอกไม้สวยๆ ยามเช้า เปรียบเหมือนชุดที่คุณใส่แล้วใช้ Fineline”

Closer To Nature

ครั้งแรกที่คุณจะได้ท่องเข้าไปในผ้าแบบซูมอินสุดๆ อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แล้วคุณจะพบว่ามันมีโลกอีกใบซ่อนอยู่… #CloserToNature #FinelineNaturalCollection#ไฟน์ไลน์ดูแลทุกแฟชั่น

Posted by Fineline Thailand on Ahad, 19 Ogos 2018

“หลังจากเผยแพร่ออนไลน์ฟิล์ม เราคิดอยากให้คนสัมผัสธรรมชาติในมิติใหม่ๆ มีประสบการณ์ร่วมจริงๆ ไม่ใช่แค่ดูหนัง บิลบอร์ด หรือภาพนิ่ง แล้วก็จบไป แต่รู้สึกได้ถึงรูป กลิ่น เสียง สัมผัส ครบทั้งสี่มิติ ล้อไปกับหนัง เกิดเป็นนิทรรศการ Fineline Closer To Nature ขึ้นมา ที่เราสร้าง Pavilion ใจกลางเมืองขึ้นมา ให้แสงแดด สายลม และสายน้ำ มาอยู่ในห้องที่นำเสนอในรูปแบบต่างๆ”

โดยในงานได้นำเอาทั้งสามกลิ่นของ Fineline Natural Collection มาตีความเป็นงานรูปแบบใหม่ เช่น โซนแสงแดด Sunny Pleasure แสงอบอุ่นยามเช้าที่ผ่านเมฆลงมา แสงในห้องแรกนี้จึงมีหลายรูปแบบ เป็นเทคนิคการใช้แสงร่วมกับผ้า ต่อมาเป็นโซนสายลม หรือ Windy Bliss สัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนของลมที่ปะทะเราราวกับอยู่ในทุ่งกว้าง ด้วยการใช้ผ้ามาสอดแทรกเป็นหญ้าให้ได้สัมผัสและได้กลิ่นหอม ก่อนจะมาถึงโซนสุดท้ายได้แก่ โซนสายน้ำ หรือ Water Harmony ที่ใช้เทคนิค Mapping ลงไปบนผืนผ้า แสดงเห็นถึงการเคลื่อนไหวของสายน้ำ และสร้างความรู้สึกเหมือนอยู่ในธารน้ำตกที่มีกลีบดอกไม้สดชื่น ซึ่งแน่นอนว่าทั้งสามห้องนี้ให้กลิ่นที่แตกต่างกัน

Fineline Closer To Nature Exhibition at Siam Discovery

Fineline เชิญคุณมาสัมผัสประสบการณ์กับนิทรรศการผ้าแบบ 4 มิติ Art Meets Nature "Nature Fineline Closer to Nature Exhibition" ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ต้องไม่พลาดจริง! ที่ Siam Discovery ชั้น G โซน Plaza Public วันที่ 24-26 สิงหาคมนี้เท่านั้น แล้วอย่าลืม Check-in ที่ Fineline Closer To Nature Exhibition at Siam Discovery กันนะคะที่สำคัญ งานนี้เข้าฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายค่ะ#Fineline #CloserToNature #FinelineNaturalCollection

Posted by Fineline Thailand on Jumaat, 24 Ogos 2018

มากกว่าหนังออนไลน์ แต่ต่อยอดจนออกมาเป็นงาน Exhibition

เมื่อถามว่าทำไมถึงเลือกจัดงานในลักษณะ นิทรรศการขนาดใหญ่แบบนี้ ตอบโจทย์และคุ้มค่ากว่าการทำแคมเปญในโซเชียลมีเดียแค่ไหน หม่ามอธิบายให้ฟังว่า เป็นความตั้งใจที่อยากสร้างความต่อเนื่องแก่แบรนด์และแคมเปญ

“มันไม่ได้มีกฎเกณฑ์อะไรตายตัว ไม่ได้หมายความว่าทำหนังแล้วก็ต้องจบ ทุกอย่างมันต้องต่อเนื่อง ที่จริงแคมเปญนี้แทบจะรวมทุกศาสตร์ของมีเดียเอาไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการทำหนัง การทำภาพนิ่ง บิลบอร์ด การใช้สื่อ Outdoor การใช้ดีไซน์ การทำอีเวนต์ Exhibition รวมถึงการโปรโมตต่างๆ บนออนไลน์หลากหลายรูปแบบด้วย คือเรียกว่าใช้แทบจะทุกสื่อทุกศาสตร์ให้มันเกิดมาเป็นงานนี้ได้

“ผมว่าสำคัญคือการมองเห็นภาพที่ตรงกัน เมื่อตัวตนชัดเจนก็ทำให้สารที่ต้องการสื่อแข็งแรง เมื่อรวมกับความกล้า โชคดีที่ลูกค้าชอบงานศิลปะประเภทนี้อยู่แล้ว พอรู้ทางกัน จากเดินก็กลายเป็นวิ่งเลย”

เมื่อผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ

เราถามทีมว่า นอกจากยอดขายที่เป็นตัวเลขแล้ว ในยุคนี้ยังมีอะไรอีกที่เป็นสิ่งวัดผลว่าแคมเปญนี้ประสบความสำเร็จ

“โฆษณายุคนี้ ถ้าทำแล้วจบเลยมันก็ค่อนข้างจะแห้งไปหน่อย เพราะคนจะคุ้นชินกับสิ่งเหล่านี้ แต่พอมันเกิดเป็นสิ่งใหม่ขึ้นมา มันสามารถต่อยอดออกไปสู่สิ่งต่างๆ ได้มากมาย มันก็ทำให้คนตื่นเต้นว่านี่มันคือแคมเปญอะไรนะ Fineline เขากำลังทำอะไรอยู่ ผลิตภัณฑ์นี้มันเป็นยังไง น่าลองใช้มั้ย แล้วสุดท้ายมันก็ประสบความสำเร็จตรงที่ลูกค้าบอกเราว่าผลิตภัณฑ์ขายดีมาก เราก็แฮปปี้ เพราะแปลว่าสิ่งที่เราทำมันสำเร็จ” หม่ามตอบ

Invitation Box ที่มีความเอาใจใส่ในทุกรายละเอียด

หลังจากได้ไอเดียทั้งหมดมาเรียบร้อย โดยปกติการเปิดตัวสินค้าจะต้องมีวันแถลงข่าว จัดงานอีเวนต์ขึ้นมา ทีมเลยความคิดว่าแล้วทำไมถึงไม่ทำให้งานนี้พิเศษตั้งแต่การ์ดเชิญเลยล่ะ

“เราก็เลยคิดว่าจะสร้าง Invitation Box ภายให้คอนเซ็ปต์ Fineline Closer To Nature ขึ้นมา จับธรรมชาติมาไว้ในขวดโหล สร้างเป็นการ์ดเชิญแบบพิเศษซึ่งทำจากผ้าทั้งหมด เพื่อบอกว่าในนิทรรศการนี้เล่าเรื่องผ้า ทั้งยังใช้สื่อผสมต่างๆ โดย Invitation Box เป็นการจับมือกับศิลปินรุ่นใหม่ที่เชี่ยวชาญเรื่องผ้า ซึ่งถนัดการใช้เทคนิคพิเศษต่างๆ ออกมาเป็นชิ้นงานในขวดโหลที่ให้กลิ่นหอม” หม่ามอธิบาย

เราถามวิน Art Director ที่เป็นคนดูแลเรื่อง Invitation Box ว่ามีวิธีการคัดเลือกศิลปินที่มาทำงานนี้ยังไง จึงมาลงตัวที่ จู-ณัฐพร อมรสุพันธ์

“ตั้งแต่สเกตช์ ดีไซน์ จนถึงออกมาเป็นงานชิ้นแรก ทุกๆ ฝ่ายก็ช่วยพัฒนากันอยู่ 2 – 3 เดือนกว่าจนได้ตัวต้นแบบ ก่อนจะคัดเลือก Textile Designer ซึ่งมาลงตัวที่น้องจู ซึ่งเคยทำงานกับแบรนด์แฟชั่นใหญ่ๆ จึงมีประสบการณ์และเชี่ยวชาญการใช้เทคนิคพิเศษ เพราะแม้จะต้องย่อขนาดงานจากโจทย์ที่เราอยากแสดงให้เห็นรายละเอียดของคอนเซปต์ Fineline Closer To Nature”

สิ่งที่แบรนด์ตั้งใจบอกกับผู้บริโภค

เหมียว Art Director บอกกับเราว่า สิ่งที่ทีมต้องการนำเสนอไม่ได้หวังจะบอกข้อมูลทาง Function อะไรมากมาย แต่ประสบการณ์ของตัวสินค้าและแบรนด์ต่างหากที่เป็นสิ่งที่ทีมอยากให้ผู้บริโภคได้เข้ามาสัมผัสและมีความรู้สึกร่วมไปกับมัน “สิ่งแรกที่เราให้ก็คือ Experience ที่คนมีกับแบรนด์ หลังจากที่เราสร้างบรรยากาศให้เขาดื่มด่ำกับแสงสีเสียงตรงหน้า เขาจะสัมผัสและเข้าใจได้ว่าแบรนด์ต้องการจะบอกอะไร ก่อนตบท้ายด้วยข้อมูลของแบรนด์”

Fineline Natural Collection

อีกหนึ่งงานในฝันของครีเอทีฟ

หม่ามเล่าว่า ที่จริงงานนี้ก็เป็นอีกงานที่เป็นเหมือนความฝันของเขาในฐานะครีเอทีฟที่อยากทำงานออกมาให้สุดทาง ด้วยทาง Fineline ให้ความไว้วางใจและเชื่อว่าถ้าทำได้ถึง ทุกอย่างจะออกมาตรงตามเป้าหมายที่ต้องการ ซึ่งไม่ใช่ทุกแบรนด์ที่จะเข้าใจเรื่องนี้และยอมให้งบมาทำ

“มันเป็นความฝันว่าเราอยากทำงานแบบนี้ ทำแกลเลอรี่ ทำงานนิทรรศการ เราเป็นครีเอทีฟก็อยากเห็นของสวยๆ งามๆ เหมือนว่าลูกค้าซื้อฝันเรา แล้วก็สร้างมันไปด้วยกัน ก็ขอบคุณมาก คนที่มางานก็มีความสุขด้วย ส่วนตัวของทีมเราก็รู้สึกดีใจที่ได้ทำงานนี้”

ในท้ายที่สุด Fineline ได้อะไรจากการทำแคมเปญนี้

วิน Art Director ของทีมตอบคำถามนี้กับเราว่า การที่ทำให้แบรนด์ดูทันสมัยและเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ง่ายขึ้นก็น่าจะเป็นสิ่งที่แคมเปญนี้บรรลุเป้าหมายเรียบร้อยแล้ว

“สุดท้ายก็เชื่อว่าสิ่งที่ต้องการสื่อสารจะไปถึงผู้บริโภค คนที่มาร่วมงานหรือรู้ข่าวสารตรงนี้ก็จะรู้สึกบวกกับแบรนด์ Fineline และทำให้แบรนด์ขายดีมากขึ้น รวมไปถึงทำให้แบรนด์มีภาพลักษณ์ใหม่ที่ทันสมัยมากขึ้นด้วยเช่นกัน” วินสรุปทิ้งท้าย

Writer

ณิชากร เอื้อสุนทรวัฒนา

อดีตนักเรียนโฆษณาที่มาเอาดีทางด้านอาหาร แต่หลงใหลการสัมภาษณ์และงานเขียน

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Creative Campaign

เรื่องราวเบื้องหลังโฆษณา

นี่คือปีที่ 138 นับตั้งแต่ไปรษณีย์ไทยเริ่มให้บริการครั้งแรก

และนี่ก็เป็นครั้งแรกเช่นกันที่บริษัทยักษ์ใหญ่อายุร้อยกว่าปีแห่งนี้ จะขอยื่นสมัครงานใหม่ โดยมีคุณทุกคนเป็นผู้ตัดสิน

ไปรษณีย์ไทยไม่ได้มาพร้อมพอร์ตโฟลิโอเล่มหนาและเรซูเม่ยาวเหยียดตามอายุงาน แต่เขาได้สกัดสิ่งเหล่านี้ออกมาเป็นคลิปวิดีโอสั้น ๆ ในชื่อ ‘The Resume จากใจไปรษณีย์ไทย’ ซึ่งเป็นแคมเปญล่าสุดที่ไปรษณีย์ไทยจับมือกับบริษัทชูใจ กะ กัลยาณมิตร เล่าเรื่องราวของบริษัทโลจิสติกส์ประจำประเทศที่ใครหลายคนอาจยังไม่เคยรู้มาก่อน

“เรื่องราวทั้งหมดในภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้ น่าจะมีแต่ไปรษณีย์ไทยเท่านั้นที่พูดได้” ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ยืนยันอย่างหนักแน่น

แต่แน่นอน ในวันที่ธุรกิจขนส่งแทบจะกลายเป็น Red Ocean ที่เปอร์เซ็นต์การแข่งขันสูงลิ่ว ผู้ใช้บริการอย่างเราเองก็มีตัวเลือกหลากลาย คงไม่ใช่เรื่องแปลกนักหากเราอาจหลงลืมความแตกต่างของเพื่อนใกล้ตัวที่อยู่ด้วยกันมาตลอดไปบ้าง นี่เองคือโจทย์ใหญ่ที่ กิ๊บ-คมสัน วัฒนวาณิชกร ครีเอทีฟประจำแคมเปญจากชูใจ กะ กัลยาณมิตร ต้องรับหน้าที่สานต่อ เพื่อสร้างภาพยนตร์สั้นที่จะดึงความเป็นไปรษณีย์ไทยออกมาให้ได้ในแบบที่ครบถ้วน สดใหม่ แต่ก็ยังคงเอกลักษณ์ของไปรษณีย์ไทยเอาไว้เหมือนเคย

คมสันบอกเราพร้อมเสียงหัวเราะว่ากดดันพอควร ในเมื่อผู้ตัดสินไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นคนไทยทุกคน

ไปรษณีย์ไทยพร้อมสำหรับการให้สัมภาษณ์แล้ว

เรซูเม่ของเขาก็พร้อมแล้ว

ลองเริ่มต้นการสัมภาษณ์กันได้เลย

รู้จักผู้สมัครงาน

อย่างที่เราพอรู้ ไปรษณีย์ไทยคือรัฐวิสาหกิจที่มีหน้าที่ดำเนินการด้านการขนส่งและสื่อสาร ทั้งจัดส่งไปรษณีย์ พัสดุภัณฑ์ และปัจุบันยังรวมไปถึงการให้บริการด้านโลจิสติกส์ อีกหนึ่งธุรกิจที่เติบโตคู่มากับการขยายตัวของวงการ e-Commerce

“ในช่วงที่ผ่านมาการแข่งขันในธุรกิจโลจิสติกส์สูงขึ้นมาก เพราะว่ามีผู้ให้บริการเข้ามาเพิ่มหลายราย ทั้งบริษัทไทยและต่างประเทศ บริษัท e-Commerce ใหญ่ ๆ ก็เริ่มเข้ามาลงทุนเอง มันเป็นความท้าทายของเราเหมือนกัน แต่ด้วยความที่เราอยู่กับคนไทยมานานที่สุด ผมคิดว่าเราค่อนข้างสนิทกับคนไทยนะ เรารู้ความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นอย่างดี และสามารถนำสิ่งเหล่านั้นมาเป็นแนวทางในการให้บริการของเราได้” ดร.ดนันท์ อธิบายถึงจุดแข็งอย่างหนึ่งของไปรษณีย์ไทย

ด้วยความที่ไปรษณีย์ไทยมีพนักงานทั่วประเทศมากถึง 40,000 กว่าชีวิต ทั้งยังให้บริการในชุมชนต่าง ๆ มานานหลายปี จึงไม่แปลกนักที่พวกเขาจะเป็นเหมือนเพื่อนในชุมชน ซึ่งรู้จักลักษณะนิสัยและความต้องการของเพื่อนบ้านแต่ละหลังเข้าขั้นดีเยี่ยม

เมื่อรู้มากก็ต่อยอดธุรกิจได้มากกว่า ในปัจจุบันไปรษณีย์ไทยจึงไม่ได้มีแค่บริการส่งไปรษณีย์และพัสดุภัณฑ์อย่างที่เราคุ้นเคยกันเท่านั้น เพราะพวกเขาให้บริการในแบบ Parcel Centric Logistic ดูแลสินค้าแต่ละชนิดแตกต่างกันไปตามความยากง่ายในการขนส่ง ทั้งยังมีบริการด้านการเงินผ่านที่ทำการไปรษณีย์และบุรุษไปรษณีย์ บริการ Fulfillment เพื่อช่วยพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์จัดเก็บ แพ็ก และส่งสินค้า มี Thailandpostmart ช่วยนำสินค้าของดีในแต่ละชุมชนไปวางขาย มีโครงการไปรษณีย์เพิ่มสุขที่เข้าไปช่วยพัฒนาสินค้า OTOP พื้นบ้านของแต่ละชุมชน เริ่มตั้งแต่การพัฒนาแพ็กเกจ ไปจนถึงขั้นตอนการขายออนไลน์ แถมล่าสุดไปรษณีย์ไทยยังมีการทดลองใช้โดรนเพื่อขนส่งยาด้วย

“ในอนาคตจะมีเยอะกว่านี้อีก” ดร.ดนันท์ กล่าว

“เรากำลังพยายามพัฒนาในแง่อิเล็กทรอนิกส์อีกหลายอย่าง เพราะเมื่อมีการแข่งขันสูง การเปลี่ยนแปลงก็มีเยอะอย่างที่เห็น การปรับตัวจึงสำคัญมาก เราเลยหันมาให้ความสำคัญกับการบริการทั้งด้าน Physical และ Digital มากขึ้น เป้าหมายของเราจึงเป็นการทำยังไงก็ได้ ให้โลกจริงกับโลกดิจิทัลเชื่อมกันอย่างลงตัวไร้รอยต่อ เพื่อให้ผู้ใช้บริการเกิดประสบการณ์ที่ดีที่สุด”

แสดงว่าไปรษณีย์ไทยเข้าใจลูกค้ามากกว่าบริษัทโลจิสติกส์อื่น ๆ ไหม – เราสงสัย

“เรียกว่าให้ความสำคัญมากกว่าดีกว่า เราให้ความสำคัญกับผู้บริโภคมากที่สุด อย่างแม่ค้าออนไลน์ วัตถุประสงค์หลักของเราคืออยากให้พวกเขาประสบความสำเร็จกับการขายของมากที่สุด ดังนั้นถ้าเราช่วยอะไรได้เราก็อยากช่วย ให้ช่วยพัฒนาสินค้า ช่วยจัดของ หรือช่วยขนส่ง เราก็ทำแทนได้ หรือในอนาคต สมมติคนทั่วไปที่บ้านมีเด็กเล็ก อยากได้ผ้าอ้อม เราก็อยากเป็นคนช่วยไปซื้อมาให้ คุณอยู่บ้านสบาย ๆ ไปได้เลย

“ผมมองว่าไปรษณีย์ไทยเป็นเหมือนผู้ใหญ่ใจดี แต่ความเป็นผู้ใหญ่บางทีก็ไม่ได้สอดคล้องกับความเป็นคนทันสมัย ดังนั้น เราต้องพยายามปรับตรงนี้ และพยายามสื่อสารออกไปในภาพยนตร์สั้นของเราว่า แม้จะเป็นองค์กรที่นานมากแล้ว แต่เราไม่แก่ เราตามเทคโนโลยีและพัฒนาตัวเองตลอดเวลา”

เริ่มเขียนเรซูเม่

ผู้ใหญ่ใจดีที่เก่าแต่ทันสมัย เป็นมิตร และทำอะไรได้หลายอย่าง เป็นโจทย์ที่ไปรษณีย์ไทยส่งต่อให้ทีมชูใจ กะ กัลยาณมิตร นำไปต่อยอดเพื่อทำภาพยนตร์สั้นในแบบของตัวเอง

“คนอาจจะติดว่าชื่อของเราคือไปรษณีย์ไทย ก็ต้องส่งแต่ไปรษณีย์ใช่ไหม ซึ่งความจริงสิ่งที่เราทำมันมากกว่านั้นเยอะ ผมอยากให้คนเห็นว่าจริง ๆ แล้วเราเป็นยังไง และเมื่อเห็นแล้วก็ไม่อยากให้เขาลืม” ดร.ดนันท์ สรุปคร่าว ๆ ให้ฟังอีกครั้ง ก่อนที่คมสันจะเสริมต่อ

“ความยากก็คือ พอบอกว่าเป็นรัฐวิสาหกิจก็จะมีความ Traditional นิด ๆ ใช่ไหม ซึ่งเราจะเปลี่ยนมันยังไงให้ใหม่ในแบบที่ยังเป็นไปรษณีย์ไทยอยู่ เพราะถ้าพูดถึงไปรษณีย์ไทย สิ่งที่เรานึกออกแรก ๆ เลยก็คือภาพของคนขี่มอเตอร์ไซค์ ถือกระเป๋ามากดกริ่งหน้าบ้านอะไรแบบนั้น 

“เราอยากให้คนเห็นไปรษณีย์ไทยในมุมใหม่กว่านี้ พร้อมกับสิ่งที่ลูกค้ายึดมาด้วยว่า ต้องมีความเป็นเพื่อนกับคนไทยด้วย เลยต้องคงไว้ทั้งความทันสมัยและความเป็นมิตร แล้วความทันสมัยจะให้มาใหม่แบบใช้แสงสาด ตัดภาพวี้บว้าบ ล้ำ ๆ ไปเลยก็ไม่ได้ ความเป็นมิตร จะให้ใจดี นุ่มนวลไปเลยก็ไม่ดีอีก เหมือนจะทำให้ใหม่ก็กลัวเสียเก่า จะทำให้เก่าก็กลัวเสียใหม่”

แค่นั้นยังไม่พอ อีกหนึ่งความท้าทายที่ทีมงานต้องเจอ ก็คือการออกแบบเนื้อหาในภาพยนตร์ให้โดนใจกลุ่มคนหลากหลายไปพร้อมกัน ทั้งพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ผู้ใช้บริการทั่วไป คนรุ่นใหม่ หรือแม้แต่เจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของบริการโลจิสติกส์ด้วยกันทั้งสิ้น

“เราอยากให้คนดูเห็นแล้วรู้เลยว่า อ๋อ ไปรษณีย์ไทยเป็นแบบนี้นะ และ อ๋อ ตอนนี้ไปรษณีย์ไทยทำได้ขนาดนี้แล้วหรอ” คมสันสรุป 

จากจุดนั้น คมสันและทีมงานจึงค่อย ๆ มองหาวิธีเล่าเรื่องที่จะเก็บเนื้อหาสำคัญทุกอย่างไว้ได้ครบถ้วนที่สุด จนมาลงเอยที่รูปแบบของการขอสมัครงานอย่างที่ทุกคนได้เห็น

“ที่มันมาถึงไอเดียนี้ได้ เพราะเราพยายามมองหาวิธีเล่าอะไรบางอย่างแบบค่อนข้างถ่อมตนที่สุด เพราะถ้ามองจริง ๆ ไปรษณีย์ไทยคือตัวแทนประเทศเลยนะ องค์กรเขาใหญ่มาก แต่พอเขามาพูดด้วยวิธีการน่ารัก ๆ แบบนี้ เราคิดว่ามันน่าจะได้รับความเอ็นดูจากคนไทยมากกว่า 

“ถ้าพูดกันตรง ๆ เราก็มาขายของนั่นแหละว่าไปรษณีย์ไทยมีบริการอะไรบ้าง ไปใช้บริการได้นะ แต่พอมีเรื่องเรซูเม่เข้ามาด้วย มันก็เล่าได้หมดเลย ทั้งความเป็นไปรษณีย์ไทย ความเปลี่ยนแปลงของเขา การลบภาพจำเดิม ๆ ที่คนมี รวมไปถึงบริการที่เขามีด้วย” และนี่เองคือจุดเริ่มต้นของแคมเปญ ‘The Resume จากใจไปรษณีย์ไทย’ ภาพยนตร์สั้นที่เล่าเรื่องไปรษณีย์ไทยอย่างเรียบง่าย ผ่านปากคำของพี่น้องไปรษณีย์ไทยจริง ๆ

มืออาชีพตัวจริง

“นักแสดงที่เป็นพนักงานไปรษณีย์ในเรื่องนี้ เราไปสัมภาษณ์มาจากทั่วประเทศเลย” คมสันเฉลย หลังจากเราลองถามถึงพี่พนักงานไปรษณีย์ในชุดซานต้า ซึ่งดูเหมือนจะเป็นพนักงานส่งจดหมายจริง ๆ

ไม่ใช่แค่พี่หัวมัน-พนักงานในชุดซานต้าผู้โด่งดังในโลก TikTok เท่านั้น แต่พี่น้องพนักงานไปรษณีย์ไทยทุกคนที่ร่วมแสดงในภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้ ล้วนเป็นพนักงานไปรษณีย์ไทยจริง ๆ ที่ทีมงานไปแคสต์มาจากไปรษณีย์ไทยในหลายจังหวัด

“เราให้ทางไปรษณีย์ไทยเป็นคนคัดเลือกพนักงานมาให้เราจากทั่วประเทศ แล้วก็มาสัมภาษณ์ทาง Zoom กับทางโทรศัพท์ต่อ คัดจากคนเป็นร้อย ๆ เลย เพราะเราอยากให้ทุกคนได้มีส่วนรวมในงานชิ้นนี้จริง ๆ

“โจทย์ของเราคือ อยากได้กลุ่มคนที่มีอายุหลากหลายหน่อย จะได้ตอบโจทย์เรื่องความเก่าแก่ของไปรษณีย์ไทย แล้วก็ขอคนที่อินกับองค์กรด้วย เขาจะได้มีสตอรี่ที่มาแชร์กับเราได้ อันนี้สำคัญมาก”

เพราะเมื่อพูดถึงตัวแทนองค์กร ภาพแรกของใครหลายคนอาจเป็นพนักงานบริษัทที่ดูเด็กและหน้าตาดี เหมือนภาพถ่ายโฆษณาที่เราเจอได้ตามบิลบอร์ด แต่ภาพตัวแทนองค์กรที่ทีมงานอยากสื่อสารจากภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้ คือกลุ่มคนทำงานจริง ที่รักในงานของพวกเขาจริง ๆ ไม่มีการปรุงแต่ง

และเราว่าพวกเขาทำสำเร็จ เพราะอย่างน้อยคุณก็น่าจะแอบอมยิ้ม ยามได้เห็นพี่น้องไปรษณีย์ไทยกำลังตอบคำถามอย่างจริงใจในการสัมภาษณ์ครั้งนี้

จากใจพนักงานไปรษณีย์

ความเป็นมนุษย์คือสิ่งที่คมสันอยากใส่ลงไปในงานครั้งนี้มากที่สุด เขาจึงสรุปออกมาง่าย ๆ ว่าจะเรียกภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้ว่าเป็นกึ่งสารคดีก็คงไม่ผิดนัก

“เรามองว่าไปรษณีย์ไทยเป็นองค์กรที่มีความเป็นมนุษย์สูงมาก มีความเป็นกันเอง เรียบง่าย แล้วก็มีความชาวบ้านนิด ๆ ซึ่งพนักงานทุกคนสะท้อนความเป็นไปรษณีย์ไทยตรงนี้ออกมาได้ดีอยู่แล้ว ยิ่งคนที่เราเลือกมาอินกับองค์กรด้วย สิ่งที่เขาตอบมาจึงไม่ได้เป็นสคริปต์เลย” 

คมสันขยายความเพิ่มว่าการถ่ายทำยังเป็นไปแบบง่าย ๆ ผู้กำกับเป็นคนคิดคำถามเพื่อโยนให้เหล่าพนักงานเป็นคนตอบ และเมื่อมองเป็นการสัมภาษณ์งานจริง พวกเขาเลยผุดคำถามอื่น ๆ นอกเหนือจากในสคริปต์ มาช่วยให้บทสัมภาษณ์ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้นด้วย หลังจากนั้นคำถามทั้งหมดจะถูกนำไปดัดแปลงเพื่อใช้กับตัวละครผู้ให้สัมภาษณ์ หรือตัวแทนผู้ใช้บริการไปรษณีย์ไทย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก แม่ค้าออนไลน์ ผู้สูงวัย เกษตรกร และนักธุรกิจอีกที

ซึ่งหลายคำตอบจากชาวไปรษณีย์ไทยที่สดแบบไร้บท ก็ทำเอาคมสันอึ้งไปเลยเหมือนกัน

“อย่างตอนที่เขาบอกว่านานแต่ไม่แก่ อันนี้เซอร์ไพรส์มาก เพราะเขาตอบเองจริง ๆ แบบไม่มีสคริปต์เลย คือความนานหมายถึงเชิงประสบการณ์ และแก่ของเขาก็ไม่ได้มองในเชิงลบ แต่เป็นเชิงความเก๋า มันเป็นความรู้สึกของเขาจริง ๆ ซึ่งจริงใจมาก

“อีกคนที่เป็นหัวใจสำคัญเลยคือน้องอาร์ม ที่สัมภาษณ์คนสุดท้าย ตรงนั้นเราก็ส่งสคริปต์ให้เขาคร่าว ๆ แค่ว่าอยากให้มันแลนดิ้งแบบนี้นะ เพราะนี่จะเป็นตัวปิดแล้ว แต่เราก็ไม่รู้หรอกว่าเขาจะพูดออกมาแบบไหน ตอนนั้นเลยเตรียมแผนสำรองไว้แล้วล่ะ ว่าถ้าน้องเขาพูดออกมาแล้วไม่อิน เดี๋ยวเราจะหาโฆษกมาพูดปิดท้ายแทน

“ปรากฏว่าตอนที่เขาพูดออกมามันดีมาก พูดเสร็จน้ำตาคลอเลย ลูกค้าที่อยู่หน้าจอยังน้ำตาไหล แล้วน้องเขาเล่นแค่สองเทค เราก็ใช้เทคแรกเลย คือสดมาก สคริปต์ไม่ต้องมี ผมเรียกเขาว่าช้างเผือกเลยแล้วกัน ถ้าช็อตนั้นไม่ได้แบบนี้ หนังเรื่องนี้คงเบาลงมากเลย”

ฝากรับไว้พิจารณา

“เราชื่นชมทีมมากเลยนะที่สื่อสารเรื่องนี้ออกมาในแบบที่เป็นไปรษณีย์ไทยจริง ๆ ภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้เน้นย้ำจุดแข็งของเราได้ดีเลย” ดร.ดนันท์ ยิ้ม ในขณะที่คมสันเองก็มองว่าผลลัพธ์ในครั้งนี้ออกมาดีอย่างที่ทีมงานทุกคนตั้งใจ หายเหนื่อยกันไปเยอะ

“ส่วนตัวเราเลย งานครั้งนี้มันมีความฟินเหมือนกัน เหมือนเราเห็นองค์กรนี้มาตั้งแต่เด็ก แล้ววันหนึ่งได้มาทำงานให้เขา ผลที่ออกมามันก็ดีแบบที่เราตั้งใจไว้ พอมาดูอีกทีเราว่าส่วนผสมในงานครั้งนี้กำลังดีเลย ถ้าทำให้เชยหรือน่ารักกว่านี้ก็ไม่ดี หรือจะทำให้ทันสมัยหลุดไปกว่านี้ก็ไม่น่าเวิร์กเหมือนกัน”

การสัมภาษณ์งานครั้งนี้ใกล้จะจบลงแล้ว คุณคิดว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นแบบไหน – เราถาม

“อย่างน้อยให้เขาได้รู้ว่าไปรษณีย์ไทยทำอะไรได้มากกว่าที่ทุกคนคิดเยอะแยะ และสามารถเปลี่ยนภาพจำของคนจากแค่การส่งจดหมาย ส่งพัสดุได้แค่นี้ก็พอแล้ว อีกอย่างที่สำคัญคือ เราอยากให้ทุกคนได้เห็นมูฟเมนต์ของไปรษณีย์ไทยว่า เขายังมีชีวิตอยู่นะ ยังเอาอยู่ว่ะ แล้วก็ยังพัฒนาตัวเองไปตลอดด้วย” คมสันสรุปในฐานะคนทำงาน ก่อน ดร.ดนันท์ จะปิดท้ายแบบสั้น ๆ ง่าย ๆ ได้ใจความ 

“สุดท้ายนี้ให้ไปรษณีย์ไทยช่วยคุณนะครับ”

เอาล่ะ การสัมภาษณ์งานในครั้งนี้จบลงแล้ว 

ส่วนการเข้าทำงาน คงต้องให้ชาวไทยรับไว้พิจารณา ผ่านคลิปวิดีโอ The Resume “จากใจ ไปรษณีย์ไทย” ชิ้นนี้

Writer

เอม มฤคทัต

นิสิตคณะนิเทศศาสตร์ที่อยากจะลองทำงานเขียน หลงรักทุกอย่างที่เป็นสีพีชและภาพยนตร์จิบลิ มีความสามารถพิเศษในการกินข้าววันละ 5 มื้อ

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load